Author: admin

  • สูตรไข่ยัดไส้อร่อยๆ

    สูตรไข่ยัดไส้อร่อยๆ

    สูตรไข่ยัดไส้

    ส่วนผสม

    หมู / ไก่ / กุ้ง / แฮม สับละเอียด 1/ 4 ถ้วย (เลือกใช้อะไรก็ได้)

    ไข่ไก่ 3 ฟอง

    มะเขือเทศหั่นชิ้นเล็ก ๆ 1 ลูก

    หอมใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 1/ 4 ถ้วย

    เม็ดถั่วลันเตา 1/ 4 ถ้วย

    กระเทียมสับ 1 ช้อนชา

    น้ำตาลทราย 1/ 2 – 1 ช้อนชา

    ซอสมะเขือเทศ 2 ช้อนโต๊ะ

    ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

    น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลาง พอร้อน ใส่กระเทียมสับลงไปเจียวพอหอม ใส่หมู(หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ ) ผัดพอสุก ใส่หอมใหญ่ เม็ดถั่วลันเตา ผัดพอสุกทั่ว ใส่มะเขือเทศ ผัดพอทั่ว ปรุงรสด้วยน้ำตาล ซอสมะเขือเทศ และซีอิ้วขาว 2 ช้อนชา ผัดให้เข้ากัน ตักใส่ชาม พักไว้พออุ่น ใช้สำหรับเป็นไส้

    2. ต่อยไข่ใส่ชามทีละฟอง เติมซีอิ้วขาวที่เหลือนิดหน่อย คนให้เข้ากัน

    3. ใส่น้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย ตั้งไฟกลางพอร้อน ใส่ไข่ รีบกลอกให้เป็นแผ่นบางให้ทั่วกระทะ ใส่ไส้ที่ผัดไว้ พับเป็นสี่เหลี่ยม หรืออาจพับเป็นครึ่งวงกลม ตักใส่จาน ทำจนหมดไข่และไส้

    การทำไข่ยัดไส้ เคล็ดลับที่สำคัญคือ กระทะจะต้องร้อนทั่วก่อนที่จะใส่ไข่ลงไป อย่าใช้น้ำมันเยอะ เพราะจะทำให้กลอกไข่ไม่ได้ ถ้าจะให้สะดวก ก็ควรใช้กระทะเทฟล่อน เพราะไข่จะล่อนไม่ติดขอบกระทะ เวลาเทไข่ลงในกระทะแล้ว จะต้องยกกระทะให้สูงเหนือเปลวไฟเล็กน้อย เพื่อจะได้กลอกไข่ได้ทั่ว ก่อนไข่จะสุกแข็งตัว เพราะถ้าไข่สุกจะกลอกไม่ได้ เมื่อไข่สุกทั่ว รีบตักไส้ใส่แล้วห่อทันที เนื้อไข่จึงจะสุกนุ่มไม่แห้งแข็ง

  • ถั่วแขกผัดเผ็ด

    เครื่องปรุง

    ถั่วแขกประมาณ 20 ฝัก หมูบด 1/2 ถ้วย กระเทียม ๖ กลีบ พริกสด 5-๖ เม็ด น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันพืช

    วิธีทำ

    ล้างถั่วแขกให้สะอาด ตัดหัวท้ายทิ้งแล้วหั่นเฉลียงตามยาว โขลกกระเทียมและพริกสดให้ละเอียดเอาน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟพอร้อน เอากระเทียมที่โขลกไว้ลงผัด พอหอมใส่หมูบดน้ำปลาและน้ำตาลนิดหน่อยชิมรสให้พอดี แล้วจึงใส่ถั่วแขกที่หั่นไว้ แล้วผัดต่อไป พอถั่วสุกตักใส่จาน รับประทานร้อน ๆ

  • สูตรแกงมัสมั่น

    เครื่องปรุง

    เนื้อวัว 500 กรัม

    มะพร้าวขูด 800 กรัม

    น้ำปลา 3 – 4 ช้อนโต๊ะ

    น้ำตาลปีบ 1/2 ถ้วย

    ส้มซ่าคั้นแต่น้ำ 1/2 ลูก

    น้ำมะขามเปียก 1/2 ถ้วย

    ถั่วลิสงคั่ว 1/2 ถ้วย มันฝรั่งหัวเล็กต้มสุก(หรือมันเทศ) 200 กรัม

    หอมใหญ่ 2 – 3 หัว

    ใบกระวาน 3-4 ใบ

    ลูกกระวาน 3 ลูก


    วิธีทำ

    1. คั้นกะทิให้ได้หัวกะทิ 1+1/2 ถ้วย และหางกะทิ 2 ถ้วย

    2. ล้างเนื้อให้สะอาด หั่นเป้นชิ้นสี่เหลี่ยม ประมาณ 1 – 1 1/2 นิ้ว นำไปเคี่ยวกับหางกะทิให้เปื่อยนุ่ม

    3. มันฝรั่งต้มสุกกับหอมใหญ่ นำมาปอกเปลือกและล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น

    4. นำหัวกะทิใส่กระทะเคี่ยวให้แตกมัน แล้วเอาเครื่องน้ำพริกที่โขลกไว้ลงผัดให้หอม ตามด้วยเนื้อที่เคี่ยวกับหางกะทิแล้ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วตักไปต้มในหม้อหางกะทิที่ต้มเนื้อ ต้มพอเดือด ใส่น้ำตาล น้ำมะขาม น้ำส้มซ่า ชิมรสให้พอดี เติมถั่วลิสง เคี่ยวต่อไปจนน้ำข้นพอประมาณ

    5. ใส่มันฝรั่ง หอมใหญ่ ใบกระวาน และลูกกระวาน ต้มสักครู่จึงปิดไฟ ยกลง


    เครื่องปรุงน้ำพริก

    พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่น้ำ 7 เม็ด

    หอมแดงเผาแล้วซอย 10 หัว

    กระเทียมเผาซอย 2 หัว

    ตะไคร้หั่นฝอยคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

    ข่าหั่นฝอยคั่ว 1/2 ช้อนชา

    รากผักชีหั่นฝอย 5 ราก

    เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

    กะปิ 1 ช้อนชา

    พริกไทย 7 เม็ด

    ลูกจันทน์ 1/4 ลูก

    ดอกจันทน์ 1 ดอก

    เมล็ดผักชี 1 ช้อนโต๊ะ

    ยี่หร่า 1/2 ช้อนชา

    ลูกกระวาน 3 ลูก

    กานพลู 3 ดอก

    อบเชยยาวขนาด1/2 นิ้ว 1 ชิ้น

    วิธีทำ

    นำพริกไทย ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เมล็ดผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน กานพลู และ อบเชยไปคั่วให้เหลือง แล้วโขลกให้ละเอียด ตักขึ้น โขลกพริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ รากผักชี เกลือ กะปิ ให้ละเอียด แล้วเอาไปโขลกรวมกับเครื่องเทศให้เข้ากันดี แล้วพักไว้

    แกงมัสมั่นนี่แต่เดิมเค้าแกงกับเนื้อวัวนะ แต่มาเดี๋ยวนี้หลายคนเลิกทานเนื้อวัวแต่ยังชอบแกงมัสมั่นอยู่ เลยมีแกงมัสมั่นไก่ มัสมั่นหมู ออกมาให้ทาน บอกตามตรงนะคะว่า เนื้อไก่กับเนื้อหมู นี่มันไปกันไม่ได้กับพวกเครื่องเทศหรอกคะ มันไม่เข้ากันเลย สูตรที่ให้ข้างบนนี้จะเป็นสูตรสำหรับมัสมั่นเนื้อแบบโบราณ ถ้าเราจะนำไปแกงกับไก่หรือหมู จะต้องตัด ลูกกระวาน ดอกจันทน์ และ อบเชยออกจากส่วนผสมน้ำพริกแกง และในสูตรนี้ จะมีการใส่น้ำส้มซ่าคั้นด้วย ส้มซ่านี่อาจจะหาซื้อได้ยากหน่อย แต่เคยเห็นมีขายตามตลาดใหญ่ ๆ อย่างที่ตลาดศาลาน้ำร้อน ตลาดเทเวศน์ ตลาดโชคชัย แล้วก็ตลาดนัดหลังวัดมหาธาตุตรงท่าพระจันทร์ หน้าตาสมซ่านี่จะคล้าย ๆ ส้มเขียวหวานผสมมะกรูด แต่ว่าผิวจะไม่ขรุขระเท่ามะกรูด มีสีเขียวเข้ม กลิ่นหอม นิยมใช้ใส่ในหมี่กรอบ ปลาแนม น้ำพริกขนมจีน หรือว่าแกงมัสมั่น ถ้าเราหาซื้อส้มซ่าไม่ได้ก็อาจจะใช้น้ำมะกรูดแทนได้คะ

  • สูตรสาคูไส้หมู

    ส่วนผสม

    สาคูเม็ดเล็ก 500 กรัม

    เนื้อหมูสับ 250 กรัม

    หัวไชโป๊เค็มสับละเอียด 125 กรัม

    หอมใหญ่หั่นชิ้นเล็ก ๆ 1/ 4 ถ้วย

    ถั่วลิสงคั่วป่นหยาบ ๆ 1 ถ้วย

    รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

    กระเทียมสับ 1/ 4 ถ้วย

    พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา

    น้ำตาลปีบ 1/ 2 ถ้วย

    น้ำปลา 1/ 4 ถ้วย

    น้ำร้อน 2 ถ้วย

    น้ำมัน 1/ 2 ถ้วย

    วิธีทำ

    1. ล้างสาคูให้สะอาด ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่อ่างผสม ใส่น้ำร้อนทีละน้อย ๆ ใช้พายคนให้ทั่ว จากนั้นใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้หมาด ๆ คลุมไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอประมาณ อย่าให้ใหญ่หรือเล็กเกินไป

    2. ใส่น้ำมัน 1/ 4 ถ้วยลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปครึ่งหนึ่ง เจียวให้เหลือง (ระวังอย่าให้ไหม้) ตักขึ้น พักไว้

    3. โขลกรากผักชี กระเทียม(ที่เหลือ) และพริกไทยให้ละเอียด

    4. ใส่น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องที่โขลกลงผัดให้หอม ใส่หอมใหญ่ หมูสับ ผัดยีให้หมูกระจาย ใส่หัวไชโป๊ ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ผัดให้เข้ากัน ชิมให้ออกรสเค็ม หวาน ใส่ถั่วลิสง ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ ยกลงสำหรับเป็นไส้

    5. แผ่สาคูออกให้บาง ๆ แล้วตักไส้ใส่ ห่อให้มิด ทำจนหมดแป้ง

    6. ฉีกใบตองเป็นริ้ว ๆ ปูในลังถึง ทาน้ำมันบาง ๆ ให้ทั่ว เรียงสาคูลงบนใบตอง เว้นระยะให้ห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร เผื่อสาคูขยายตัวเวลานึ่ง แล้วยกขึ้นนึ่งในน้ำเดือดไฟแรง นานประมาณ 10 – 15 นาที หรือจนสุก ยกลง ตักใส่จาน พรมด้วยกระเทียมเจียว

    7. เสิร์ฟพร้อมผักกาดหอม ผักชี พริกขี้หนูสด

    สาคูไส้หมูจะอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวไส้” ที่จะต้องมีรสชาติกลมกล่อม และจับตัวกันเหนียวแต่พอดี ไม่ใช่เหนียวหนึบหนับเสียจนติดเหงือกติดฟันเวลาเคี้ยว รสของไส้ของสาคูจะต้องออก เค็มนำแล้วหวานตาม

    เวลาผัดไส้ต้องใจเย็น ๆ นะคะ ค่อย ๆ ผัดไปเรื่อย ๆ จนไส้จับตัวกันเหนียวดี หัวไชโป๊ที่นำมาใช้ ถ้าเค็มมากควรล้างน้ำก่อน เพื่อลดความเค็มแล้วจึงค่อยสับ ถั่วลิสงที่นำมาใช้จะต้องคั่วให้สุกหอมก่อนโขลก และจะต้องโขลกไม่ให้ละเอียดหรือหยาบเกินไป ถ้าเราโขลกถั่วละเอียดเกินไป เวลารับประทานจะไม่รู้สึกว่ามีถั่วผสมอยู่ นอกจากนี้สาคูควรจะต้องมีสัดส่วนของแป้งและไส้ที่สัมพันธ์กัน ไม่ใช่แป้งมากไส้น้อย หรือแป้งน้อยแต่ใส่ไส้มากจนแป้งทะลุ

    สาคูไส้หมูที่ดี เมื่อนึ่งสุกแล้วสาคูจะต้องใส ไม่เป็นตากบ (= มีจุดขาวขุ่น ๆ อยู่ในตัวแป้ง) ซึ่งแสดงว่าแป้งยังดิบ เพราะน้ำที่ใส่สาคูไม่พอ สามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มน้ำลงไปในสาคูและหมักทิ้งไว้อีกสักพัก ก่อนจะนำมาปั้น เวลาปั้นสาคู ควรจุ่มมือในน้ำทุกครั้งที่แผ่แป้ง เพื่อกันไม่ไห้แป้งติดมือ ถ้าปั้นไส้เตรียมไว้ก่อน ก็จะช่วยให้เราปั้นสาคูได้เร็วขึ้น อ้อ! แล้วก็อย่าปั้นให้เป็นลูกโตนักนะคะ ประเดี๋ยวเวลานึ่งแล้วมันจะขยายตัวขึ้นมาอีก

    สาคูสามารถนึ่งด้วยลังถึงได้ โดยปูลังถึงด้วยใบตอง(ตานี ใช้ดีสีไม่ตก) แล้วทาน้ำมันบาง ๆ ให้ทั่ว ก่อนวางสาคูที่เราปั้นเสร็จแล้วลงไป นึ่งด้วยน้ำเดือดไฟแรง ประมาณ 10 – 15 นาที ก็จะสุก (ขึ้นอยู่กับขนาดของสาคู)

    ไส้ของสาคู นอกจากจะใช้ไส้หมูแล้ว เราอาจจะปรับเปลี่ยนไปใส่ไส้ได้หลายอย่าง อาจจะเป็นไส้ไก่ ไส้กุ้ง ไส้ปลา ไส้ผัก ฯลฯ ผักที่ใช้รับประทานคู่กับสาคูก็คือ ผักกาดหอม ผักชี และ พริกขี้หนูสด

  • สูตรทำแกงเลียง

    ผักที่เป็น Basic ของ แกงเลียง สมัยก่อนซึ่งจะขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำเต้า บวบเหลี่ยม ใบตำลึง แล้วก็ใบแมงลัก ถ้าเป็นแกงเลียงที่ให้แม่ลูกอ่อนรับประทาน เขาจะใส่ ผักโขม ยอดฟักทอง หรือว่าหัวปลีลงไปด้วย นัยว่าช่วยประสะน้ำนมดีนัก แกงเลียงที่ดีต้องหอมกะปิ มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย และน้ำแกงข้นด้วยกุ้งแห้งป่น หรือ ปลาป่น แ

    จะทำแกงเลียงแบบโบราณมิใช่เรื่องยาก เริ่มต้นก็หงายครกเข้า เอาหัวหอมแดงซอยใส่ลงไปสัก 5 – 7 หัว พริกไทยใส่ลงไปสัก 20 เม็ดหรือชอบร้อน ๆ ก็ใส่ลงไปอีก แต่ระหว่างให้ลูกกินนม ไม่ควรใส่พริกไทยให้เผ็ดร้อนมากนัก โบราณท่านว่า เด็กจะปวดท้อง

    บางรายบอกว่า กระชายช่วยรักษาท้องไม่ให้ขึ้น เขาก็ใส่กระชายซอยลงไปด้วยสัก 1 ช้อนโต๊ะ

    บางคนอีกเหมือนกัน ชอบเผ็ด จะใส่พริกเหลืองลงไปด้วยสัก 2 เม็ด พอให้คล่อง ๆ จมูก ก็เชิญตามสบาย แต่คุณแม่ลูกอ่อน อย่าไปเอาตามเขาล่ะ เดี๋ยวลูกจะกวนแย่

    ทีนี้ก็โขลกให้เข้ากัน แล้วก็ใส่กุ้งแห้งลงไปสัก 3 ช้อนโต๊ะ เลือกกุ้งแห้งที่จืด ๆ นะ หรือจะใส่ปลากรอบก็ได้ หรือถ้าชอบแบบหรู ๆ ก็ใส่กุ้งสดลงไปด้วยสักขีดหนึ่ง ก็จะทำให้น้ำแกงอร่อยเริดสะแมนแตน มากขึ้นไปอีก จากนั้นก็เติมกะปิที่เผาไฟพอหอมลงไปสัก 1 / 2 ช้อนโต๊ะ โขลกให้เข้ากัน

    ระหว่างที่ตำเครื่อง ก็เอาหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำซุปลงไปสัก 3 ถ้วย กว่าจะตำเครื่องเสร็จ น้ำแกงก็จะเดือดพอดี ตักเครื่องที่เราตำไว้ลงไปละลายในน้ำแกง พอเดือด ก็จัดแจงปรุงรส โดยเติมน้ำปลาดีลงไป 1 ช้อนโต๊ะ แต่ถ้ากะปิมันเค็มก็ลดน้ำปลาลงหน่อยก็ได้ แล้วจึงใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน อย่างเช่นพวก น้ำเต้า บวบ (อย่างละ 1 / 2 ถ้วย) สำหรับผักใบบาง ๆ เช่นผักโขม หรือผักตำลึง (1 / 2 ถ้วยอีกเหมือนกัน) ผักพวกนี้เมื่อใส่แล้วต้องรีบยกลงเลย อย่าไปเคี่ยว จะไม่อร่อย

    พอยกลง ก็โรยด้วยใบแมงลักสัก 1 / 4 ถ้วย กลิ่นจะหอมน่าซดยิ่งขึ้น

    ถ้าจะทำแกงเลียงแบบอื่นๆ ก็เพียงแต่เพิ่มผักที่ชอบลงไป อย่างบางคนชอบใส่ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน หรือว่า เห็ดฟาง ฟักทองที่ใช้ควรจะเป็นฟักทองต้มสุกแล้ว ขืนไปใช้ฟักทองดิบ ๆ มีหวังกว่าฟักทองจะสุก ผักอื่น ๆ เละกันพอดี แล้วใส่ฟักทองลงไปพร้อมบวบ หลังจากนั้นเติมเห็ดฟาง กับข้าวโพดอ่อนลง ไป ตอนนี้ถ้าอยากจะใส่กุ้งสดก็เชิญใส่ได้ตามใจชอบเลยค่ะ

  • สูตรแกงส้มปักษ์ใต้

    สูตรแกงส้มปักษ์ใต้

    สูตรแกงส้มปักษ์ใต้

    เครื่องปรุง

    1.พริกขี้หนู 1 กำมือ (คนตำ)

    2.กระเทียม 4-5 กลีบ

    3.หอมแดง 3 หัว

    4.ขมิ้นแกงสีจะเหลืองอ่อน (ถ้าเป็นขมิ้นชันสีเหลืองแก่เหมือนจีวรพระ ไม่อร่อยแน่ๆ ๆ)

    5.กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

    *** นำทั้ง 5 อย่างโขลกให้ละเอียด***


    เครื่องปรุงอื่น ๆ

    1.ปลาช่อน ปลากระพง หรือปลาอื่นแล้วแต่ชอบพอประมาณ

    3.ผัก ยอดมะพร้าวอ่อน ครึ่งโล

    4.มะขามเปียก

    5.มะนาว

    1.ละลายเครื่องแกงในน้ำ (ไม่ต้องเยอะ)

    2.ตั้งให้เดือดแล้วละลายกะปิ ต้องละลายเพราะว่าอาจจะมีทราย หรือสิ่งเจอปนทำให้แกงไม่อร่อยแน่ ๆ

    3.เติมน้ำมะขามเปียกพอเดือดชิมให้ออกเปรี้ยว

    4.ใส่ปลาห้ามคน (ถ้าไม่เชื่อลองคนดูจะได้แกงส้มคาวปลาแทน)

    5.ปรุงรสด้วย น้ำตาล เกลือ น้ำมะนาวนิดหน่อยใส่ผักลงไป 2 นาทีปิดไฟ เป็นสูตรที่บ้านทำกินประจำ เย็นนี้กลับไปจะล้างหม้อแกงที่บ้าน

  • สูตรเค้กแอ๊ปเปิ้ล

    ส่วนผสม

    แป้งเค้ก 2 ถ้วย

    ผงฟู 2 ช้อนชา

    เกลือ 1/2 ช้อนชา

    เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา

    อบเชยป่น 1 ช้อนชา

    ลูกเกดแห้งหั่นชิ้นเล็ก ๆ 50 กรัม

    อัลมอนด์สับหยาบ 1/2 ถ้วย

    เนยสด 1/2 ถ้วย

    น้ำตาลป่น 1 ถ้วย

    ไข่ไก่ 2 ฟอง

    วานิลา 1 ช้อนชา

    แอปเปิลเขียว 3 ผล

    น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. ทำแอปเปิลซอส โดยนำแอปเปิลมาปอกเปลือกฝานแกนกลางทิ้ง หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ใช้เครื่องปั่นให้ละเอียด (หรือใช้วิธีขูดฝอย ๆ ก็ได้) แล้วเติมน้ำมะนาว นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วย

    2. ร่อนแป้ง ผงฟู เบคกิ้งโซดา อบเชยป่น และเกลือ เข้าด้วยกัน 3 ครั้ง

    3. นำลูกเกดและอัลมอนด์มาผสมรวมกัน

    4. ตีเนยให้ขึ้นฟู ค่อย ๆ เติมน้ำตาลทีละน้อยจนหมด ตีจนส่วนผสมขึ้นขาวฟู

    5. ตีไข่ไก่ 2 ฟองจนฟู แล้วค่อย ๆ ใส่ลงในส่วนผสมเนย ตะล่อมเบา ๆ แล้วจึงใส่วานิลา

    6. ใส่แป้งที่ร่อนไว้ลงสลับกับแอปเปิลซอสที่เตรียมไว้ โดยเริ่มที่แป้งและจบที่แป้ง ตะล่อมเบา ๆ ค่อย ๆ ใส่ลูกเกดและอัลมอนด์ เคล้าเบา ๆ 7. เทส่วนผสมลงในพิมพ์ที่ทาเนยไว้แล้ว นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 325 – 350 F นานประมาณ 55 – 60 นาที หรือจนกระทั่งขนมเค้กสุก ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงนำออกจากพิมพ์

  • ไส้กรอกปลาแบบสิงห์บุรี

    ส่วนผสม

    ปลาอินทรีย์สด 4 กิโล ปลาทรายแดงหรือจะใช้ปลากราย 4 กิโล (รวมเป็นปลา 8 กิโล)

    พริกไทยป่น 3 ช้อนโต๊ะ

    กระเทียม 15 กลีบ

    ดอกจันทน์ 1/4 ช้อนชา

    เมล็ดผักชี 1/4 ช้อนชา

    เกลือป่น 7 ช้อนโต๊ะ

    แป้งมัน 1 ถ้วยตวง

    พริกขี้หนู 1/4 ถ้วยตวง

    พริกไทยคั่วบุบหยาบ ๆ 2 ช้อนโต๊ะ

    มันหมูหั่นหรือน้ำมันพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง 1 ถ้วยตวง

    น้ำแข็ง 1/2 กิโล (ถ้าการนวดเนื้อปลาด้วยมือ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำแข็ง)

    ไข่ (เฉพาะไข่ขาว) 3 ฟอง

    ไส้หมู หรือไส้เทียม หรือ หลอดลมวัวอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไส้เทียมที่เป็นพลาสติก หรือ หลอดลมวัว สองอย่างนี้เมื่อเวลาจะรับประทานไส้กรอกปลาจะต้องลอกออกทิ้งเสียก่อน)

    1. นำปลาทั้งหมด มาขูดเอาแต่เนื้อล้วน ๆ จะได้เนื้อปลา 3 กิโล หรือมากกว่านั้นก็เพียงเล็กน้อย

    2. นำเครื่องเทศเฉพาะพริกไทยป่น กระเทียม ดอกจันทร์ เมล็ดผักชี มาโขลกให้ละเอียดผสมจนเข้าด้วยกัน

    3. การนำเนื้อปลามาสับหรือโขลกให้ละเอียดผสมกับเครื่องเทศ และ ไข่ขาว ด้วยการนวดให้เข้ากัน ในกรณีใช้เครื่องนวด ต้องเติมน้ำแข็งลงไปด้วยในขณะนวด เพื่อช่วยในการลดความร้อน ดังนั้นถ้าการนวดเนื้อปลาด้วยมือ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำแข็ง เป็นส่วนประกอบในการลดความร้อนแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ทยอยใส่เกลือป่นจนครบ 7 ช้อนโต๊ะ

    4. เมื่อนวดได้นาน 5 นาที ในขณะ ที่นวดอยู่นั้นจะรู้สึกว่าเนื้อปลาจะเหนียวเหนอะหนะ ก็ให้แก้ปัญหาด้วยน้ำและใส่แป้งมันเติมเป็นระยะ ๆ ในขณะที่นวด เมื่อเห็นว่าเนื้อปลาเหนียวเกาะกันได้ที่ดีแล้ว ก็ใส่มันหมูที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่พริกไทย พริกขี้หนู หั่นเคล้าลงไปให้ทั่ว

    5. นำเนื้อปลาที่มีส่วนผสมพร้อมแล้วนี้ ยัดใส่ลงในไส้หมู หรือไส้เทียม หรือหลอดลมวัวให้แน่นต่อไป (ในกรณีใส่มันหมูหั่นแล้ว ก็ไม่ต้องใส่น้ำมันพืชลงไปด้วย) การนำส่วนผสมของปลามายัดใส่ในไส้หมูนั้น ด้วยการนำส่วนผสมนี้ใส่ลงในกรวยเครื่องบดและเปลี่ยนปลายของเครื่องบดที่เป็นทางออก โดยใช้หัวกรวยแหลมใส่แทน พร้อมกับนำไส้หมูหรือไส้เทียมหรือหลอดลมวัวสวมเข้าที่ปลายกรวยดังกล่าว เมื่อเครื่องบดทำงานโดยพาส่วนผสมของปลาลงไปตามท่อและไหลลงสู่ไส้หมูต่อไป จนกระทั่งเต็มตามความยาวของไส้หมดแล้ว จึงใช้เชือกหรือด้ายผูกเป็นท่อน ๆ ตามความยาวแล้วแต่ความพอใจว่าจะให้ท่อนหนึ่ง ๆ ยาวแค่ไหน ส่วนมากจะยาวท่อนและ 3-6 นิ้ว แต่เชือกที่ผูกนี้ถึงแม้เวลารับประทานจะต้องเอาออก และก็ไม่ควรจะเป็นเชือกพลาสติก

    6. จากนั้นจึงนำไส้กรอกลักษณะดิบ ๆ เหล่านี้ มาต้มให้น้ำร้อน 80-85 องศาซี โดยต้มนาน 1 ชั่วโมง

    7. เมื่อครบกำหนดจึงนำไส้กรอกปลาที่สุกแล้วขึ้นจากหม้อต้ม แล้วนำไปแช่น้ำเย็นให้ไหลผ่านไปเรื่อย ๆ 25 นาที และแช่ในน้ำเดือดอีกประมาณ 20 วินาทีเท่านั้น แต่ถ้าเป็นไส้แท้ให้แช่ในน้ำแข็งอีก 20 นาที เพื่อมิให้เหี่ยว จึงนำใส่ในตู้รมควันอุณหภูมิ 56-61 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้นาน 1/2 ชั่วโมง

    8. เมื่อออกจากตู้อบแล้วนำมาผึ่งให้เย็นก็เป็นอันเสร็จกรรมวิธีการทำไส้กรอกปลา ซึ่งจะปรุงแต่งเติมโดยการนำไปยำ ย่าง ทอด รับประทานได้ต่อไป หรือจะเก็บรักษาให้นานในตู้เย็นก็ได้

  • ทอดมันหัวปลี

    ทอดมันหัวปลี

    ทอดมันหัวปลี

    เครื่องปรุง

    หัวปลีหัวใหญ่ ๆ 1 หัว

    ไข่เป็ด (เฉพาะไข่แดง) 1 ฟอง

    น้ำพริกทอดมัน 2 ช้อนโต๊ะ

    หัวกะทิ 1 ถ้วย

    ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ

    แป้งข้าวจ้าว 1 / 2 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ

    เกลือป่น 1 / 2 ช้อนชา

    น้ำมันสำหรับทอด

    แกะหัวปลีเอาส่วนนอกออก ผ่าครึ่ง เอาแกนกลางและนมออก หั่นฝอยแช่น้ำปูนใส 40 นาที เอาขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ผสมหัวกะทิ กับแป้งข้าวจ้าว ไข่แดง และ เกลือป่น นวดเข้าด้วยกัน เติมน้ำพริกทอดมันคนให้เข้ากัน จากนั้นจึงใส่หัวปลีลงในแป้งทีผสมไว้ทีละน้อย ใส่ใบมะกรูด คนอีกครั้ง ใส่น้ำมันลงในกะทะ ตั้งไฟให้ร้อนปานกลาง ใช้ช้อนตักหัวปลีที่ผสมแป้งแล้วลงทอดพอเหลือง ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมอาจาด

    วิธีทำอาจาด

    ผสมน้ำตาล 1 /2 ถ้วย น้ำส้มสายชู 1 /2 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน นำไปตั้งไฟพอน้ำตาลละลายเคี่ยวพอเหนียว ใช้ไฟอ่อน ๆ ยกลงพักไว้ให้เย็น จึงใส่แตงกวาผ่าครึ่งลูกหั่นหนา 1/ 2 ซ.ม. จำนวน 1/ 2 ถ้วย พริกสดหั่นบาง ๆ 1 ช้อนชา และ ถั่วลิสงคั่วป่นหยาบ ๆ 2 ช้อนโต๊ะ โรยหน้าด้วยผักชี

    ภาพโดย Bishnu Sarangi จาก Pixabay

  • สูตรทอดมันปู

    ทอดมันปู

    เครื่องปรุง

    เนื้อปู 300 กรัม

    เนื้อหมูปนมัน 300 กรัม

    ไข่เป็ด 1 ฟอง

    ถั่วพูซอย 1 /4 ถ้วย

    กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ

    แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ

    พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

    เกลือป่น 1/ 2 ช้อนชา

    น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

    น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

    น้ำมันสำหรับทอด

    วิธีทำ

    บดเนื้อหมูกับเนื้อปูปนกันให้ละเอียด ใส่พริกไทย เกลือ กระเทียม น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ไข่ แป้งสาลี นวดให้เหนียว จึงใส่ถั่วพู นวดให้เข้ากัน แล้วนำไปทอด รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย หรือซอสพริก ** ทอดมันปูสามารถทำได้อีกแบบหนึ่ง สำหรับคนที่ชอบรสเผ็ด โดยเติมเครื่องแกงทอดมันลงไปแทนเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ใช้น้ำปลาแทนเกลือ และเติมใบมะกรูดหั่นฝอยลงไปด้วย