Author: admin

  • วิธีทำ วุ้นสังขยาไข่ใบเตย

    วิธีทำ วุ้นสังขยาไข่ใบเตย

    วิธีทำ วุ้นสังขยาไข่ใบเตย

    ส่วนผสม วิธีการทำ

    วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
    ไข่ไก่ 2 ฟอง
    หัวกะทิ (มะพร้าวขูดขาว 200 กรัม) 1 ถ้วย
    น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
    น้ำตาลปึก 1/4 ถ้วย
    ใบเตยหั่นท่อน 3 ใบ
    น้ำ 1 1/2 ถ้วย
    แม่พิมพ์

    วิธีการทำ

    ใส่น้ำ วุ้น ลงในกระทะทอง คนให้ทั่ว ตั้งไฟ เมื่อเดือดและวุ้นละลาย จึงใส่น้ำตาล เมื่อเดือดน้ำตาลละลาย ยกลง พักไว้
    ต่อยไข่ใส่ชาม ใส่น้ำตาลปึก หัวกะทิ ขยำด้วยใบเตยจนน้ำตาลละลาย กรองใส่ลงในหม้อวุ้น (ส่วนผสมข้อ 1 ) ที่กำลังเดือด คนให้ทั่วจนสังขยาสุก ยกลง หยอดใส่พิมพ์

  • สูตรต้มจืดหมูสับ

    สูตรต้มจืดหมูสับ

    สูตรต้มจืดหมูสับ

    เครื่องปรุง
    น้ำซุป 1 + 1/ 2 ถ้วย
    หมูสับ 100 กรัม
    น้ำปลา หรือซีอิ้วขาว
    พริกไทยป่น
    ผักอะไรก็ได้ตามใจชอบ อาทิ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ซูกินี หัวไชเท้า ฯลฯ

    1. ปรุงรสหมูสับด้วยน้ำปลา(หรือซีอิ้วขาว) เติมกระเทียมสับและพริกไทยป่นลงไปอย่างละนิด และรากผักชีโขลก) คลุกเคล้าให้เข้ากัน

    2. ตั้งน้ำซุปให้เดือด (ถ้าขี้เกียจต้มน้ำซุปเอง ก็ใช้ ซุปก้อน 1/ 2 ก้อนก็พอ ใส่ซุปก้อนตอนที่น้ำเดือด) จากนั้นก็ใช้ช้อนตักเนื้อหมูที่เราปรุงรสไว้ ตักให้เป็นก้อนกลมเล็ก ๆ แล้วใส่ลงไปในน้ำซุป พอหมูสุก (อย่าลืมช้อนฟองทิ้งด้วยนะคะ) ก็ใส่ผักที่เราชอบใส่ลงไป จากนั้นก็ปรุงรสตามชอบ พอผักสุกก็ปิดไฟ ยกลง

    **ต้มจืดแบบนี้ ถ้าจะเปลี่ยนเป็นต้มจืดเต้าหู้ ก็ใส่เต้าหู้อ่อนหั่นเป็นชิ้น ๆ ลงไป และใส่ต้นหอมและคื่นฉ่ายหั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ใส่ลงไปด้วยก่อนยกลง ถ้าจะให้หอมมากขึ้น ก็อย่าลืมโรยน้ำมันกระเทียมเจียวลงไปในหม้อสัก 1 ช้อนชา **

    **หรืออาจจะปรับเปลี่ยนเป็นต้มจืดแตงกวายัดไส้ โดยการนำแตงกวาผลเล็ก ๆ นำมาคว้านเอาไส้ออก (ใช้ปลายช้อนหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเจาะแกนกลางแอปเปิลก็ได้) จากนั้นนำหมูสับที่เราปรุงรสเสร็จแล้วใส่ลงไปในแตงกวา แล้วนำไปต้มกับน้ำซุป**

  • สุดยอดไปรษณีย์ไทย มีเพียงรหัสไปรษณีย์และหมู่ก็ส่งถึง

    สุดยอดไปรษณีย์ไทย มีเพียงรหัสไปรษณีย์และหมู่ก็ส่งถึง

    ชาวเนตต่างชื่นชมการทำงานของบุรุษไปรษณีย์ไทย ที่สามารถนำส่งจดหมายที่บรรจุตั๋วละครเวทีจากอังกฤษมาถึงมือผู้รับได้ ทั้งที่จ่าหน้าซองเป็นอักขระ ???? มีเพียงตัวเลขของหมู่ 13 และรหัสไปรษณีย์เ่ท่านั้น แต่ก็ยังสามารถส่งถึงบ้านได้อย่างถูกต้อง
    “ผมเดาจากเครื่องหมาย ?:13 ว่าคือ หมู่ 13 ครับ แล้วหมู่ 13 นี่ผมจ่ายอยู่ประจำจะมีแค่บ้านเลขที่ 97 กับ 97/7 บ้านเลขที่ 97 ไม่เคยมีจดหมายต่างประเทศมาส่ง ผมเลยเดาว่าต้องใช่บ้านเลขที่ 97/7 แน่นอนครับ”

    “ทวีศักดิ์ สายเนตร” เจ้าหน้าที่นำจ่าย ปณ.อ้อมน้อย กับประสบการณ์นำจ่ายสิ่งของมากว่า 6 ปี

    และเช่นเคยพี่หนุ่ม…ขอแนะนำให้แจ้งจ่าหน้าสิ่งของที่จะส่งจากต่างประเทศ โดยพิมพ์ ชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เป็นภาษาอังกฤษให้ครบถ้วนทุกครั้ง
    เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำจ่ายของเรา ส่งสิ่งของถึงมือคุณลูกค้าได้รวดเร็วคร้าบบบ

    credit ดับเบิ้นยูเอโอ
    ที่มา : เพจ บริษัทไปรษณีย์ไทย

  • ต้องใช้เวลานานเท่าใด ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้

    ต้องใช้เวลานานเท่าใด ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้

    ต้องใช้เวลานานเท่าใด ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้

    PRACTICE MAKES PERFECT.

    คุณมีเพื่อนที่ไปเรียนหนังสือต่างประเทศบ้างหรือไม่? คุณมีคนรู้จักที่ไปทำงานต่างประเทศบ้างหรือไม่? ถ้ามี คุณเคยถามเขา หรือเธอบ้างไหมว่า

     หลังจากไปเรียน หรือทำงานที่อังกฤษ หรืออเมริกาแล้ว ต้องใช้เวลากี่วันนับจากวันที่ไปถึงวันแรกจนถึงวันที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง?”

    คำถามนี้ไม่ค่อยมีใครถามกัน คนส่วนมากจะรู้เพียงว่าคนคนนี้ไปอยู่ต่างประเทศมาจึงเก่งภาษาอังกฤษ แค่นั้น ถ้าถาม คำตอบที่จะได้รับก็คือประสบการณ์จริงของผู้ถูกถาม จากการวบรวมข้อมูลจากคนหลายคนที่มีประสบการณ์ดังกล่าว คำตอบที่ได้ก็คือ

    หลังจากไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ไปนั่งเรียนในห้องเรียนแล้ว หรือไปทำงานยังต่างประเทศแล้วนั้น ต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 เดือนโดยเฉลี่ยคนส่วนใหญ่ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง

    แล้วช่วงเดือน สองเดือนแรกทำอะไรอยู่?

    แรกสุดที่ไปถึงนั้นเขาหรือเธอจะเก็บประสบการณ์ด้วยการนั่งนิ่ง ฟัง คนที่อยู่รอบข้าง พูด จนกระทั่งมั่นใจแล้วจึงค่อยกล้าพูด แรกๆ พูดยังไม่คล่อง และเมื่อพูดบ่อยขึ้น ความคล่องก็มีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกันไป”

    เรามาดูกันว่าช่วง 3 เดือนนั้นคือเวลากี่ชั่วโมง? สมมติว่าบุคคลนั้นไปเรียน หรือทำงานวันละ 8 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 7 วัน เดือนละ 30 วัน 3 เดือนก็เท่ากับ 720 ชั่วโมง คุณรู้ไหม?

    ต้องใช้เวลาถึง 720 ชั่วโมงอยู่ที่อเมริกา คนไทยโดยส่วนใหญที่ไปอยู่ที่นั่นถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง 

    นี่คือความจริง กลับมามองพวกเราที่อยู่ในเมืองไทย เรียนหนังสือในเมืองไทย ไม่มีโอกาสได้อยู่กับฝรั่งวันละ 8 ชั่วโมงเหมือนพวกเขาเหล่านั้น คุณคิดว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เราถึงจะพูดภาษาอังกฤษกันได้คล่อง แล้วโรงเรียนกวดวิชามากมายในบ้านเราที่โฆษณากันว่า เก่งภาษาอังกฤษภายใน 30 ชั่วโมง เหล่านั้นล่ะ เมื่อเทียบกันแล้วเกือบจะกลายเป็นของเด็กเล่นไปเลยเมื่อเทียบชั่วโมงอันน้อยนิดนั้นกับ 720 ชั่วโมงดังกล่าว

    ปรกติแล้ววิชาภาษาอังกฤษในบ้านเราจะสอนกันประมาณอาทิตย์ละ 2 – 4 ชั่วโมง เดือนละ 8 – 16 ชั่วโมง เทอมละ 24 – 48 ชั่วโมง เท่ากับปีละ 48 – 96 ชั่วโมง ซึ่งไม่พอ ต่อให้เพิ่มชั่วโมงขึ้นมาอีกเป็นอาทิตย์ละ 6 ชั่วโมง หรือปีละ 144 ชั่วโมง ก็ยังถือว่าน้อยเกินไป วิธีการที่ดีที่สุดคือ

    ให้นักเรียนมีชั่วโมงอยู่กับภาษาอังกฤษให้มากที่สุด ในระยะเวลาเวลาที่สั้นที่สุดให้ได้  เช่น (1) ทางโรงเรียนอาจจัดให้ปีใดปีหนึ่งของชั้นเรียนให้เป็น ปีที่ต้อง *ฝึก* ภาษาอังกฤษกันอย่างหนักทั้งปี (นักเรียนควรอยู่ประมาณ ม.4 หรือ ม5 ขึ้นไป หรือถ้าให้ดีที่สุุดควรเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ) โดยให้นักเรียน *ฝึก* ภาษาอังกฤษวันละ 2 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 10 ชั่วโมง เดือนละ 40 ชั่วโมง เทอมละ 120 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับปีละ 240 ชั่วโมง ถ้าโรงเรียนไหนทำได้อย่างนี้แล้ว รับประกันว่าภายใน 1 ปี นักเรียนของโรงเรียนนั้นใช้ภาษาอังกฤษได้แน่นอน หรือถ้าหาก 2 เทอมมากไปก็อาจเปลี่ยนเป็น (2) ฝึกวันละ 4 ขั่วโมง อาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง เดือนละ 60 ชั่วโมง เทอมละ 240 ชั่วโมง แบบนี้ยิ่งดีกว่า และ (3) ถ้าหากคุณเป็นคนที่ยังว่างงานอยู่ล่ะ หรือนักเรียนนักศึกษาในช่วงปิดเทอม ตอนนี้คือโอกาสที่ดีมากสำหรับเรา ที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาให้ขึ้นถึงขีดสุดได้อย่างรวดเร็ว การฝึกภาษาอังกฤษวันละ 8 ชั่วโมง เป็นสิ่งที่น่าทำอย่างยิ่ง เพราะภายในเวลาแค่ 1 เดือน คุณจะสามารถทำได้ 240 ชั่วโมง ครบชั่วโมงประเมินเบื้องต้นที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้แน่นอน

    การมุมานะ เอาจริงเอาจัง คร่ำเคร่ง กับภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่น่าทำอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่ทำ การเรียนภาษาอังกฤษที่เรียนกันมาแล้วนับแล้วเป็นสิบปีในโรงเรียนก็ไร้ประโยชน์ เพราะความรู้ที่ได้รับมานั้นยังเอาไปใช้ไม่ได้ ถ้าไม่ฝึกใช้มัน

    สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือเรื่องจริง เราสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนว่า ทำไม นักเรียนไทยในปัจจุบันถึงใช้ภาษาอังกฤษกันไม่ได้ ทั้งๆ ที่พวกเราเรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งแต่เด็ก ครูอาจารย์ที่สอนกันอยู่นั้น ต่างก็เป็นบุคคลระดับหัวกระทิ มีดีกรีมาจากเมืองนอกกันเป็นส่วนใหญ่ทั้งนั้น สมควรหรือยังที่เราต้องเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษกันเสียที

    เมื่อการใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ จริง เป็นเรื่องยากขนาดนี้ แล้วคนที่เก่งภาษาอังกฤษที่เรารู้จักล่ะ ที่เห็นตามทีวี ที่เป็นคนดัง และใครต่อใครที่เราพบเจอ หรือที่มีคนกล่าวขานกันว่าเก่งภาษาอังกฤษมากนั้น พวกเขาเป็นใครกัน?

    (ย้ำ) เขาเหล่านั้นเป็นใคร? คุณลองมองออกไปรอบๆ ตัวคุณดูสิ ใครบ้างที่เก่งภาษาอังกฤษ? ใช่คนเหล่านี้หรือไม่?


    1. ฝรั่ง
    2. คนไทยลูกฝรั่ง
    3. คนไทยไปเรียนเมืองฝรั่ง
    4. คนไทยเรียนโรงเรียนฝรั่งในเมืองไทย
    5. คนไทยไปทำงานเมืองฝรั่ง
    6. คนไทยทำงานอยู่เมืองไทยกับฝรั่ง
    7. คนไทยที่ได้แฟนเป็นฝรั่ง
    8. คนไทยมีเพื่อนเป็นฝรั่ง
    9. คนไทยที่บ้าภาษาฝรั่ง คร่ำเคร่งกับภาษาฝรั่งมาระยะหนึ่ง
     

    แน่นอน คนที่เก่งภาษาอังกฤษต้องอยู่ในกลุ่มทั้ง 9 นี้ ถ้าคุณไม่ใช่คนในกลุ่มนี้ แสดงว่าคุณไม่เก่งภาษาอังกฤษแน่นอน และถ้าคุณต้องการจะเข้ากลุ่ม ก็เป็นที่แน่ชัดว่า กลุ่มที่เข้าง่ายที่สุดคือกลุ่มที่ 9 รองลงมาคือกลุ่มที่ 8, 7 และ 6 เรื่อยไปตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ 1 และ 2 ไม่ขอแนะนำเพราะอะไรก็คงจะรู้กันอยู่

    เมื่อคุณตกลงใจที่จะเก่งภาษาอังกฤษ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือลงมือจัดการกับภาษาอังกฤษด้วยการฝึกใช้มัน การฝึกใช้ภาษาอังกฤษก็เหมือนกับการฝึกเล่นบาสเก็ตบอล การฝึกบาสเก็ตบอลนั้นง่ายมาก เราทุกคนรู้กันหมดว่าต้องทำอย่างไร นั่นคืออันดับแรกคุณต้องโยนลูกบาสลงห่วงให้ได้ ง่ายไหมครับ? แค่โยนลูกบาสลงห่วง ใครๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าคุณไม่ใช่นักบาส และเป้าหมายของการโยนคือให้โยนลูกลงห่วงให้ได้ 98 ลูกจาก 100 ลูกล่ะ คุณคิดว่าคุณทำได้ไหม? ถ้าทำได้คุณคิดว่าคุณต้องใช้เวลาฝึกกี่วัน สมมติว่าคุณใช้เวลา 2 เดือนฝึกโยนลูกลงห่วงจนได้ 98% ตามเป้าหมาย แสดงว่าทุกเย็นภายใน 2 เดือนนั้นคุณแทบไม่ได้ฝึกอย่างอื่นเลยนอกจากตกเย็นมาก็ไปยืนใต้แป้น แล้วก็โยนลูกบาสใส่ห่วงวันละเป็นชั่วโมงๆ วันแรกๆ คุณต้องโยนลงบ้าง ไม่ลงบ้างแน่นอน เมื่อฝึกทุกวัน บ่อยขึ้น บ่อยขึ้น ความแม่นยำของคุณก็ต้องมีมากขึ้น ซึ่งถ้านับแล้วคุณอาจต้องซ้อมโยนลูกใส่ห่วงถึงวันละ 300 – 400 ลูก หรือโยนลูกมาแล้วไม่ต่ำกว่าละ 18,000 – 24,000 ลูก แน่นอน นี่คือหลักการง่ายๆ ของวิชาฝึกทักษะ

    กลับมาดูที่ภาษาอังกฤษ ถ้าเป้าหมายของคุณคือต้องการมีศัพท์พื้นฐานสัก 3,000 คำ และอ่าน กับพูดภาษาอังกฤษให้คล่อง สิ่งแรกที่คุณต้องทำคืออะไร? แรกสุดคือคุณต้องท่องศัพท์ ตามมาด้วยหัดอ่านหนังสือ และหัดพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งตามคลิบ  ทุกวันวันละเป็นชั่วโมงๆ ติดต่อกันเป็นเดือนๆ จนสะสมชั่วโมงได้เป็นร้อยๆ ชั่วโมง รับประกันว่าทักษะการใช้งานภาษาอังกฤษของคุณต้องดีขึ้นแน่นอน เพื่อให้เก่งภาษาอังกฤษนี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่คุณสามารถทำได้ ถ้าคุณไม่มีชั่วโมงการฟังมาเป็นร้อยๆ ชั่วโมง ก็เชื่อได้เลยว่าหูคุณไม่คมพอที่จะฟังฝรั่งพ่นกันเร็วจี๋บนข่าว CNN ได้ ถ้าคุณไม่หัดออกเสียง ไม่ยอมอ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวของคุณเองเป็นร้อยๆ ชั่วโมง ก็เชื่อได้เลยว่าคุณพูดภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแน่นอน ลิ้นคุณจะแข็ง คุณจะออกเสียงติดๆ ขัดๆ และสุดท้ายถ้าคุณไม่มีศัพท์พื้นฐานสัก 2 หรือ 3,000 คำล่ะก็รับรองได้ว่าคุณอ่านภาษาอังกฤษไม่สนุกแน่นอน

    นี่คือความจริง ตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่ามีพวกเราหลายคนพยายามไปเรียนภาษาอังกฤษจากโรงเรียนต่างๆ มามากมายบางคนเรียนด้วยการไปนั่งฟังอาจารย์บรรยายถึงประสบการณ์จากต่างประเทศให้ฟัง บางที่มีฝรั่งออกมาสอนพูด 10 ประโยค 20 ประโยคต่อวัน บางที่ก็เอาข้อสอบมากางเฉลยอธิบายกันจนทำข้อสอบได้เก่ง สิ่งเหล่านี้นั้นไม่ใช่ว่าไม่ดี การเรียนการสอนอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่า

    วิธีการแบบอ้อมไปอ้อมมา ไม่ยอมเจาะเข้าไปถึงหัวใจการใช้งานจริงๆ 

    เหล่านั้นกว่าจะเห็นผลงอกงามออกมาเห็นทักษะที่ใช้งานได้จริงต้องใช้เวลานานมาก ไม่ทันการ

    ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องเอาจริงเอาจังกับการเรียนภาษาอังกฤษกันเสียที? คำตอบอยู่ที่ตัวของคุณเอง

  • ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ?

    ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ?

    คำถามที่พบบ่อยมากจากประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษในกรุงเทพมานานกว่า 4 ปีคือ ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ? 

    คำตอบต่อคำถามนี้ง่ายมาก การปฏิบัติก็ไม่ซับซ้อน นั่นคือ
    (1) ตั้งเป้าหมาย
    (2) กำหนดวิธีการ และ
    (3) ลงมือปฏิบัติ

    (1) ตั้งเป้าหมาย

    เป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษที่มีมากมายและสามารถแยกย่อยออกไปได้หลายแขนง ไม่ว่าจะเพื่อสอบ เพื่อใช้งาน หรือเพื่อการเรียนการสอนนั้น ต้องมีเป้าหมายหลักอย่างเดียวกันนั่นคือผู้เรียนต้องสามารถ (1) ฟังออก (2) พูดได้ (3) อ่านเก่ง และ (4) เขียนคล่อง ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อบรรลุเป้าหมายหลักทั้ง 4 อย่างเรียบร้อยแล้ว การจะมุ่งไปด้านใดๆ เป็นการเฉพาะ ก็สามารถเป็นไปได้ทั้งหมด ผู้เรียนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ จะตั้งเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษไว้ผิดลำดับขั้นตอน เช่น บางคนคิดว่าขอแค่หาคนมาติวข้อสอบเพื่อไปสอบ TOEIC หรือ TOEFL ให้ได้คะแนนตามเกณฑ์ก็พอ แล้วค่อยไปหาทางบรรลุเป้าหมายหลักทั้ง 4 ทีหลัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะคนที่จะสามารถได้คะแนนตามเกณฑ์ TOEIC TOEFL หรือ IELTS ได้นั้นจะต้องบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ให้ได้ก่อน ส่วนการเรียนเพื่อใช้งานก็เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น “เรียนเพื่อไปสัมภาษณ์งาน” การเรียนเพื่อสัมภาษณ์งานนั้นผู้เรียนไม่ควรทำแค่การเรียนรู้วิธีการสัมภาษณ์ ดูตัวอย่างคำสัมภาษณ์ หรือฝึกแต่งประโยคเพื่อตอบคำสัมภาษณ์ให้ได้เท่านั้น อันดับแรกสุดเลยนั้นผู้เรียนควรจะต้องฝึกฟังกับพูดภาษาอังกฤษให้คล่องก่อน เพราะถ้าผู้เรียนยังฟังฝรั่งพูดไม่ออก ยังพูดภาษาอังกฤษได้ไม่คล่อง ยังพูดแบบเคอะๆเขินๆ ยังพูดลิ้นพันกันอยู่ การเรียนวิธีการการสัมภาษณ์งานที่ได้ลงทะเบียนไปก็สูญเปล่า

    (2) กำหนดวิธีการ

    เมื่อได้เป้าหมาย [นั่นคือเรียนเพื่อให้ (1) ฟังออก (2) พูดได้ (3) อ่านเก่ง และ (4) เขียนคล่อง] มาแล้ว ต่อไปก็เป็นการหาวิธีการที่เหมาะสม มีคนเก่งภาษาอังกฤษมากมายในบ้านเรา แต่ละคนก็มีวิธีการเรียนที่แตกต่างกัน บางคนเลือกที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านภาษาอังกฤษ บางคนลงทะเบียนเรียนกับโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษใกล้บ้าน บางคนหาซื้อคู่มือการเรียนภาษาอังกฤษมาศึกษาเองที่บ้าน การฝึกเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 นั้นจะประกอบไปด้วยเครื่องมือและวิธีการสำหรับใช้ฝึกดังนี้ คือ a. การฝึกฟังจากคลิบ b. ฝึกอ่านจากหนังสือ c. ฝึกเขียนจากการได้ยิน และ d. ฝึกพูดตามเจ้าของภาษา ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาต้องฝึกด้วยจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมจำนวนหนึ่ง [อย่างต่ำ 240 ชั่วโมง] ซึ่งสิ่งที่จำเป็นที่สุดของผู้เรียนคือเรื่องของเวลาเพราะถ้าผู้เรียนไม่มีเวลาให้กับการฝึก การเตรียมเครื่องมือและวิธีการเอาไว้ก็สูญเปล่า

    (3) ลงมือปฏิบัติ

    เมื่อมีเป้าหมาย มีวิธีการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือขั้นตอนที่จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด และท้าทายที่สุด ของการเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จ ซึ่ง “การบรรลุเป้าหมายทั้ง 4” นั้นแปลความได้อีกทีว่า “การมีทักษะ 4 อย่าง” คือมีทักษะในการฟัง มีทักษะในการพูด มีทักษะในการอ่าน และมีทักษะในการเขียน ตามลำดับ คำว่า “ทักษะ” ในภาษาไทยแปลว่า “ชำนาญ” นั่นคือผู้เรียนมีทักษะในด้านไหน ก็แปลว่ามีความชำนาญในด้านนั้นนั่นเอง การจะสร้างความชำนาญได้มีวิธีการอย่างเดียวคือ “ลงมือทำบ่อยๆ” ทำบ่อยจนชำนาญ คือฟังบ่อยๆ จนมีทักษะในการฟัง พูดบ่อยๆ จนมีทักษะในการพูด อ่านบ่อยๆ จนมีทักษะในการอ่าน และเขียนบ่อยๆ จนมีทักษะในการเขียน ส่วนการที่ผู้เรียนจะฟังอะไร พูดอะไร อ่านอะไร และเขียนอะไรนั้น ให้เป็นไปตามลำดับของเครื่องมือและวิธีการที่เตรียมเอาไว้

    “ทำตามคู่มืออย่างเคร่งครัด” เป็นหัวใจของการปฏิบัติ ครั้งหนึ่ง Anna Pavlova นักบัลเล่ย์ที่ยิ่งใหญ่ของรัสเซียเคยกล่าวว่า “To follow, without halt, one aim: there’s the secret of success.” ขอเพียงผู้เรียนมุ่งมั่น (ในเป้าหมายที่ตั้งไว้) ไม่ลดละ (ความพยายามในการฝึกตามวิธีการที่เตรียมมา) และลงมือปฏิบัติ (จนครบทุกขั้นตอนดังที่ตั้งใจ) นั่นคือก้าวแรกของการประสบความสำเร็จ

    โปรดระลึกไว้เสมอว่าความสำเร็จของคุณอยู่ไกล้แค่เอื้อมเท่านั้น ถ้าเพียงคุณ กล้าตั้งเป้าหมาย กล้ากำหนดวิธีการ และกล้าลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง คุณจะประสบความสำเร็จ โอกาสเป็นของคนที่ลงมือทำ คนที่ประสบความสำเร็จก่อนคุณ คือคนที่ทุ่มเทให้กับการลงมือปฏิบัติมาก่อนคุณนั่นเอง

    ขอให้โชคดีกับการฝึกของคุณ

    มีผู้เรียนมากมายที่ยังสับสนระหว่างคำว่าการเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ กับการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชำนาญ  “คนไทยทุกคนที่กำลังเรียนหนังสือในระดับชั้นมัธยมปลาย หรือที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายในระบบการศึกษาของบ้านเรามาแล้วนั้น มีความรู้ภาษาอังกฤษมากพอที่จะนำมาฝึกให้เกิดความชำนาญได้” การเรียนเพื่อให้เกิดความรู้เปรียบได้กับการนั่งเรียน “วิธีการขับรถ” ในห้องเรียน ส่วนการลงมือปฏิบัติก็คือการลงไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วลงมือ “ขับรถไปตามถนน” นั่นเอง ถ้าจะเปรียบไปแล้วการฝึกภาษาอังกฤษมีอันตรายน้อยกว่าการฝึกขับรถมากมายนัก ผู้ฝึกไม่ต้องทำประกันชีวิต ไม่ต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุ แถมเครื่องมือและพลังงานในการฝึกก็ถูกกว่ากันจนเทียบไม่ได้
  • 10 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่คุณควรหามาปลูกไว้ในบ้าน และที่ทำงาน

    10 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่คุณควรหามาปลูกไว้ในบ้าน และที่ทำงาน

    ต้นไม้ในร่ม ไม่ได้มีประโยชน์แค่เป็นการตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่พืชเหล่านี้สามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ในบ้านของคุณได้ด้วย บางชนิดก็มีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อราและสารพิษซะด้วยนะ ยิ่งภาวะมลภาวะในกรุงเทพฯ มีปัญหาหนักขนาดนี้ หากเราต้องสูดดมอากาศเป็นพิษเข้าไปบ่อยๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย นอกจากจะระวังโดยการใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 แล้ว ในบริเวณบ้าน เราก็มีตัวช่วยในการทำให้อากาศบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเรามาเพิ่มอากาศดีๆ ด้วยการปลูกต้นไม้เหล่านี้ในบริเวณบ้านกันดีกว่า

    1. ไอวี่

    กำจัดของเสียได้ถึง 58% ของอนุภาคและ 60% ของสารพิษในบ้านของคุณ ภายในหกชั่วโมงหลังจากถูกวางไว้ในห้องที่แน่นอน

    2. ลิ้นมังกร

    ลิ้นมังกร

    วางไว้ในห้องนอนของคุณได่เลย เพราะมันปล่อยออกซิเจนตลอดทั้งคืนและต้องการแสงแดดเพียงเล็กน้อยสำหรับการสังเคราะห์แสง

    3. ว่านหางจระเข้

    ว่านหางจรเข้

    ต้นว่านหางจรเข้ไม่เพียงแต่จะนำวุ้นใสๆ มาปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ได้เท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์ฟอร์มัลดีไฮด์และ CO2 ในขณะที่ปล่อยออกซิเจน ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าว่านหางจระเข้นั้นมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเครื่องฟอกอากาศชีวภาพเก้าตัว น่าอัศจรรย์ใช่มั้ยล่ะ

    4. ไทร

    สามารถกำจัดสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ได้

    5. เดหลี

    เดหลี

    ใช้เพื่อกำจัดสารพิษและสารเคมีในอากาศ เช่น ไตรคลอร์เอทิลีนและฟอร์มัลดีไฮด์

    6. เศรษฐีเรือนใน (Spider plant)

    เศรษฐีเรือนใน
    ไม่ต้องการแสงมากนักในการสังเคราะห์ด้วยแสงและสามารถกำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์ สไตรีน น้ำมันเบนซิน และสารพิษชนิดอื่น ๆ พืชแมงมุมต้นหนึ่ง มีพลังในการกำจัดใน พื้นที่ 200 ตารางเมตร

    7. ต้นไผ่ (Bamboo)

    หนึ่งในตัวกรองอากาศตามธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุดสำหรับไตรคลอโรเอธิลีนและเบนซิน สามารถปลูกไว้ไว้ข้างเฟอร์นิเจอร์ของคุณที่ปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาก็ได้

    8. เขียวหมื่นปี (chinese evergreen)

    เขียวหมื่นปี

    ปลูกไว้ในห้องของคุณ เหมือนกับมีเครื่องฟอกอากาศอยู่ตลอดเวลา และมันไม่ได้ต้องการแสงแดดจัดด้วย

    9. Pelargonium

    มันสามารถทำลายแบคทีเรีย และขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และผีเสื้อกลางคืนก็ไม่ชอบมัน พืช Pelargonium นั้นมีประสิทธิภาพในการผ่อนคลายระบบประสาท และทำให้คุณหลับได้สนิท

    10. ต้นวาสนา (Dracaena)

    ต้นวาสนา

    เป็นพืชที่สามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ไซลีนและไตรคลอโรเอธิลีนได้ วางไว้ไว้ในห้องที่มีความสว่าง แต่ไม่ต้องสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงได้

    และคุณยังสามารถปลูกพืชต่อไปนี้ไว้ในบ้านของคุณด้วย ก็จะช่วยเรื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้เป็นอย่างดี

    – ต้นดาดตะกั่ว
    – เก๊กฮวย
    – เกอร์เบอร์
    – พลูด่าง
    – ชวนชม

    องค์การนาซ่า (NASA) แนะนำให้คุณปลูกพืชอย่างน้อย 17 ต้นในพื้นที่ 500 m2 หากบ้านของคุณคือ 80 ตารางเมตรคุณต้องใช้พืช 3-4 ต้น มันไม่ยากเลยใช่ไหม ที่จะปลูกต้นไม้เหล่านี้ในบ้าน และในห้องนอนของคุณ

  • ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง

    ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง

    “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง”

    เราจะไม่พูดถึงการ “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้” เพราะมีหลายท่านที่เรียนภาษาอังกฤษกันมาแล้วมากมาย บางคนก็ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษ บางคนก็เรียนจบเอกภาษาอังกฤษมาโดยตรง บางคนก็ลงทะเบียนเรียนกับเราจนครบ 240 ชั่วโมงแล้ว ทักษะอื่นอยู่ตัวแล้ว สามารถฟังได้ดี สามารถอ่านได้ดี บางท่านก็สอบ TOEIC, TOEFL, IELTS, หรือ ข้อสอบวัดทักษะตัวอื่นๆ จนได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว มีความพร้อมที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองพูดได้ไม่คล่อง เรามาแก้ไขกันเถอะ

    สาเหตุที่พูดไม่คล่องคืออะไร?

    สาเหตุที่ผู้เรียนยังรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่คล่องก็เพราะ “ไม่ได้พูดบ่อย” นั่นเอง นั่นคือ “ผู้เรียนยังไม่ได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษบ่อยมากพอ” เพราะคำว่า “พูดคล่อง” แปลความหมายออกมาตรงๆ ก็คือ “ผู้พูดได้เคยอ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษแล้วนับชั่วโมงไม่ถ้วน” ถ้าผู้เรียนต้องการที่จะพูดคล่อง ก็มีทางเดียวที่จะทำได้คือ “หาทางพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษให้ได้ปริมาณที่มากที่สุด และให้ได้ชั่วโมงที่มากที่สุด” เท่าที่ต้องการ นั่นก็คือ ยิ่งผู้เรียนต้องการที่จะพูดคล่องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเพิ่มชั่วโมงการพูดให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่มีทางลัดอื่น

    แน่นอนถ้าผู้เรียนสามารถมีฝรั่งมานั่งพูดคุยด้วยวันละเป็นชั่วโมงๆ ได้ละก็ ภายในเวลาไม่นาน ผู้เรียนก็จะสามารถพูดได้คล่องดังปรารถนา แต่มันไม่มี ในชีวิตจริงมีคนน้อยมากที่จะโชคดีได้ขนาดนั้น ไม่มีฝรั่งที่ไหนจะมานั่งคุยกับเราได้เป็นชั่วโมงๆ ไม่เชื่อคุณลองเดินไปแถวตรอกข้าวสารดูสิ เดินไปทักฝรั่งสักคน ส่วนใหญ่คุยกัน 3 ประโยค 5 ประโยคก็จากกันไปแล้ว บางคนทำงานอยู่ในหน่วยงานขนาดใหญ่ มีฝรั่งมากมายเดินไปเดินมา แต่ก็ไม่ได้คุยกับใคร บางคนเดินสวนทางกับฝรั่ง ทักกันวันละ 3 รอบผ่านไปเป็นปีแล้ว ก็ยังไม่ได้ฤกษ์คุยกันเสียที บางคนลงทะเบียนเรียนกับครูฝรั่ง เรียนกันวันละครั้ง ชวนกันคุยรอบห้องกว่าจะวนมาถึงรอบตัวเองปรากฏว่าได้พูดกันแค่วันละไม่ถึง 10 ประโยค สรุปจบคอร์ส 30 ชั่วโมงได้พูดภาษาอังกฤษไม่ถึง 300 ประโยคดี ซึ่งปริมาณเท่ากล่าวมานั้นยังไม่มากพอที่จะทำให้พูดคล่องได้

    แล้วจะแก้ได้อย่างไร?

    การฟังเป็นภาค Input ของการพูด ก่อนที่เราจะฝึกพูดได้ เราต้องฝึกฟังให้ได้ก่อน การจะฟังให้ได้ดีก็จะต้องมีชั่วโมงการฟังที่มากพอ ฟังบ่อยจนเป็นอัตโนมัติ ฟังให้ออกทุกคำ ฟังให้รู้ความหมายทุกประโยค เมื่อทักษะการฟังของเราอยู่ตัวดีแล้ว อัตโนมัติดีแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการฝึกพูดซึ่งเป็นทักษะภาค Output

    สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่าทักษะการฟังของตัวเองมีมากพอหรือยัง ให้ฟังภาษาอังกฤษแบบช้าจาก VOA Special English มาทดลองฟังดู ถ้าฟังแล้วรู้เรื่องดี มีฟังไม่ออกบ้างก็เฉพาะชื่อคน ชื่อสถานที่ หรือชื่อเฉพาะอื่นๆ บ้าง เป็นบางชื่อเท่านั้น ท่านก็สามารถฝึกพูดตามได้ ทดสอบให้แน่ใจอีกทีได้โดยการถอดบทความที่ได้ฟังออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อที่จะได้เอาไว้ตรวจสอบการพูดในขั้นตอนสุดท้ายได้ต่อไป แหล่งที่แนะนำให้ใช้นอกจาก VOA Special English แล้ว ผู้เรียนยังสามารถหาซื้อหนังสือ + เสียง (สารคดี หรือนิยาย) แบบ Simplified ได้จากร้านหนังสือทั่วไป

    เราต้องฝึกพูดเองด้วยการใช้การฟังเป็นตัวช่วย ไม่ต้องใช้ฝรั่งตัวเป็นๆ เพราะเราต้องการชั่วโมงการฝึกที่มากพอสมควร และจะต้องทำการฝึกซ้ำๆ เพื่อที่จะให้เกิดความชำนาญ หลายคนอาจจะเคยมีปัญหาในกรณีที่ต้องการทวนประโยค ถ้าหากมีประโยคใดประโยคหนึ่งที่ผู้เรียนฟังไม่ทัน หรือฟังทันแล้วแต่ไม่ get และต้องขอให้ผู้พูดพูดทวนประโยคนั้น การพูดทวนแค่ครั้งสองครั้งไม่เป็นไร แต่เมื่อทวนหลายครั้งเข้าผู้พูดทวนให้เราฟังอาจจะหงุดหงิดได้ ซึ่งเมื่อเราใช้ไฟล์เสียงเป็นตัวช่วยจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ดี เสียงที่จะนำมาใช้ฝึกพูดไม่ควรมีความเร็วมากเกินไป ความเร็วต้องพอให้ผู้ฝึกสามารถพูดตามได้ ไม่ควรมีการพูดอธิบายเป็นภาษาไทยไว้ในเทป เพราะจะทำให้ความคิดที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่เกิดการสะดุดขึ้นได้ และที่สำคัญสำเนียงในเทปต้องชัดเจนและฟังง่าย

    เมื่อมีอุปกรณ์ครบแล้วก็ลงมือฝึก และนำมาฝึกหลายๆ รอบก่อน เพื่อที่จะสามารถฟังได้อย่างชัดเจน และฝึกพูดตามได้ เมื่อฟังชัดเจนดีแล้วก็ลงมือหัดพูดตาม ประโยคต่อประโยค ฟังหลายๆ รอบ และอ้าปากพูดออกมา “ตาม” จังหวะจะโคนของต้นแบบ แรกๆ ผู้ฝึกจะรู้สึกว่าออกเสียงบางคำไม่คล่อง และลิ้นมักจะพันกัน ไม่เป็นไรให้ฝึกไปเรื่อยๆ ฝึกพูดซ้ำประโยคเดิมหลายๆ ครั้ง จนสามารถพูดออกมาได้อย่างสบายใจ มั่นใจ ไม่เคอะเขิน บทสนทนาโดยทั่วไปจะมีจำนวนประโยคประมาณ 350 ประโยคต่อ 30 นาที ดังนั้น การฝึก 1 ชั่วโมงจะทำให้เราสามารถอ้าปากพูดเป็นภาษาอังกฤษออกมาได้ถึง 700 ประโยค ฝึก 10 วันเท่ากับ 7,000 ประโยค ฝึก 30 วันเท่ากับ 21,000 ประโยค ถ้าฝึกเช้า 1 ชั่วโมง บวกเย็น 1 ชั่วโมง ภายใน 1 เดือนผู้ฝึกจะได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษมากถึง 42,000 ประโยค ซึ่งปริมาณที่ได้นี้เพียงพอแน่นอนสำหรับการฝึกพูดเพื่อให้เกิดความคล่อง

    ส่วนภาษาอังกฤษแบบช้าที่เป็นสารคดี หรือข่าว นั้นจะมีจำนวนคำประมาณ 6,000 คำต่อ 30 นาที ผู้ฝึกสามารถนำมาเป็นต้นแบบเพื่อฝึกพูดได้ ซึ่งก่อนที่จะนำเอาไฟล์เสียงความเร็วไม่มากเหล่านี้มาฝึกพูด ผู้ฝึกจะต้องมีทักษะการฟังที่มากพอ สามารถฟังทั้งหมดได้อย่างชัดเจนสบายใจก่อน ส่วนการฝึกพูดตามต้องอาศัยการกดปุ่ม Pause ในขณะที่เล่นเป็นช่วงๆ หรือทำการ Pause ทีละประโยค เพื่อที่จะเว้นจังหวะเอาไว้พูดตาม ซึ่งเมื่อรวมจังหวะการหยุด (Pause) และพูดตามแล้วภายใน 1 ชั่วโมงผู้ฝึกจะได้ออกเสียงภาษาอังกฤษมากถึง 6,000 คำ ซึ่งเท่ากับ 60,000 คำภายใน 10 วัน 180,000 คำภายใน 1 เดือน และ 360,000 คำถ้าฝึกเช้าเย็นภายใน 1 เดือน คุณจะพูดได้คล่องแน่

    ถ้าต้องการทักษะมากกว่านี้ล่ะ?

    แน่นอน ยิ่งฝึกมากชั่วโมง ทักษะที่ได้รับก็ย่อมเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว คุณต้องการความคล่องมากแค่ไหนล่ะ?

    แล้วจะทดสอบได้อย่างไร?

    การทดสอบเบื้องต้นของเราก็คือ เมื่อคุณฝึกจนพอใจแล้ว มั่นใจแล้ว คล่องแล้ว ให้คุณนำเอาบทความเดิมที่คุณหัดพูดตาม (บทสนทนา หรือสารคดี) มาอ่านออกเสียงโดยไม่ต้องใช้เทปนำ อ่านดูหลายๆ รอบเมื่อมั่นใจว่าสามารถอ่านได้ดีแล้ว ให้หาเทปเปล่ามา 1 ม้วนเพื่อนำมาอัดเสียงของตัวเอง อัดให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วลองเอามาเปิดฟังดูซิว่า “เรา” พอใจการพูดของตัวเองมากแค่ไหน เพราะคนที่จะมาตัดสินว่าคล่องหรือไม่คล่องในเบื้องต้นก็คือ “ตัวเรา” นั่นเอง เมื่อเราพอใจแล้ว มั่นใจแล้วก็สามารถออกไปพบปะพูดคุยกับฝรั่งได้ดังใจปรารถนา ซึ่งยิ่งเมื่อเราได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษต่อไปอีกนานเท่าไหร่ บ่อยเท่าไหร่ ทักษะของเราก็จะสะสมเพิ่มพูนมากขึ้นต่อไป

    การฝึกพูดดังที่กล่าวทั้งหมดนี้ ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีทักษะการฟังภาษาอังกฤษดีพอสมควร และสำหรับผู้ที่ฝึกตามหลักสูตรของเราครบ 240 ชั่วโมงแล้วเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ฝึกสำหรับผู้ที่ทักษะการฟังยังไม่พร้อม หรือพึ่งเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษได้ไม่นาน
  • 5 ความเชื่อแปลกๆใน วิธีการเลือกเพศลูก

    5 ความเชื่อแปลกๆใน วิธีการเลือกเพศลูก

    คนโบราณเขาเล่ากัน เกี่ยวกับการเลือกเพศบุตรว่า อย่างไร?

    ตามความเชื่อ ที่มีมากันนมนาน ถ้าคุณอยากจะได้ลูกชาย ต้องขยันดื่มน้ำโคล่า ( เปปซี หรือ โค๊ก) แต่ถ้าอยากได้ลูกผู้หญิงต้องหมั่นกินช็อกโกแลต และเลือกร่วมเพศวันพระจันทร์เต็มดวง คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

    แต่วันนี้ ผมจะพยายามรวบรวมสิ่งที่คนโบราณ ( ชาวต่างชาติ ) เขาเชื่อและเล่ากันต่อๆมา ซึ่งบางทีอาจจะมีผลอย่างน้อยทางด้านจิตใจ และคงไม่ถึงกับเสียหายมากมาย ถ้าจะลองนำไปปฏิบัติกันดู โดยไม่เคร่งเครียดกันจนเกินไป

    1. เชื่อกันว่าเพศของลูกเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากินเข้าไป เช่น ถ้ากินเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดงๆมากๆ หรือ กินแต่ของเค็มๆ หรือดื่มน้ำอัดลมมากๆ จะได้ลูกชาย ถ้าคู่แต่งงานไหน อยากได้ลูกสาว ต้องหมั่นกินอาหารจำพวกปลาและผักเยอะๆเข้าไว้ รวมทั้งกินช็อกโกแลตและขนมหวานด้วย

    2. เชื่อกันว่า เพศสัมพันธ์มีผลต่อเพศของเด็ก ดังนี้
    ถ้าอยากได้ลูกชาย ฝ่ายหญิงต้องนอนทางด้านซ้าย ให้ฝ่ายชายเป็นฝ่ายริเริ่มการมีเพศสัมพันธ์ และถึงจุดสุดยอดก่อน และ หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงต้องนอนราบบนเตียงต่อ เพื่อให้เชื้อที่ทำให้เกิดเด็กผู้ชายมีโอกาสว่ายไปหาไข่มากที่สุด
    ถ้าอยากได้ลูกสาว ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายริเริ่มเพศสัมพันธ์ และพยายามถึงจุดสุดยอดก่อนฝ่ายชาย

    3.เวลาร่วมเพศมีความสำคัญ ดังนี้
    ถ้าอยากได้ลูกชาย ต้องมีเพศสัมพันธ์เวลากลางคืน ของคืนข้างแรม และวันที่เป็นเลขคี่ และบางคนบอกว่า ต้องให้ฝ่ายหญิงนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ
    ถ้าอยากได้ลูกสาว ต้องทำตรงข้ามคือ ร่วมเพศก่อนมืด ในวันที่เป็นข้างขึ้น และวันคู่

    4. ความร้อนเย็นของกายและใจ ถ้าคุณปล่อยตามสบาย และใจเย็นๆขณะร่วมเพศจะได้ลูกสาว แต่ถ้า กังวลเครียดหรือร้อนรนจะได้ลูกชาย
    คนโบราณยึดถือปฏิบัติกันมานานว่า ถ้าอยากได้ลูกสาวต้องให้บริเวณถุงอัณฑะเย็นๆเข้าไว้ และให้ฝ่ายชาย แช่ในอ่างน้ำอุ่นก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ได้ลูกชาย แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่า ผู้ชายที่นุ่งกางเกงในรัดๆ อาจมีโอกาสได้ลูกสาว และถ้าไม่นุ่งกางเกงในหรือนุ่งแต่ขาสั้นหลวมๆ อาจมีลูกชายง่ายขึ้น

    5. ความเชื่ออื่นๆ เช่น ถ้าลูกคนที่แล้วมีผมหางเต่างอกออกมา คุณจะได้ลูกสาว ถ้าไม่มีจะได้ลูกชาย และถ้าเพศใดเป็นใหญ่ ในบ้านขณะเกิดการปฏิสนธิ ก็จะได้ลูกเพศนั้นๆ ส่วนคนจีนโบราณได้คิดค้นสูตรที่รับประกันว่าไม่พลาด โดยการใช้อายุของแม่และเดือนที่เกิดการปฏิสนธิ

  • การปฏิสนธินอกร่างกาย (เด็กในหลอดแก้ว) และการย้ายฝากตัวอ่อน คืออะไร ?

    การปฏิสนธินอกร่างกาย (เด็กในหลอดแก้ว) และการย้ายฝากตัวอ่อน คืออะไร ?

    การปฏิสนธินอกร่างกายหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเด็กหลอดแก้ว เป็นการนำไข่ และเชื้ออสุจิมาผสมรวมกันในหลอดแก้วทดลองให้มีการรวมตัวกัน (การปฏิสนธิ) ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจำลองสภาพแวดล้อม และอุณหภูมิ ที่คล้ายกับร่างกายมนุษย์ ภายหลังจากเกิดการปฏิสนธิแล้วไข่ที่ถูกผสมก็จะเจริญเติบโตและแบ่งตัวจะเป็นตัวอ่อน ผ่านทางปากมดลูกซึ่งเรียกขั้นตอนหลังนี้ว่า การย้ายฝากตัวอ่อน 


        คู่สมรสรายใดที่ต้องการรักษาวิธีนี้ ?


    การมีบุตรยากเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กันหลายอย่าง คู่สมรสที่ประสบปัญหานี้ ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุและแก้ไขความผิดปกติที่พบด้วยวิธีง่าย ๆ ก่อน หากไม่สามารถแก้ไขได้ จึงพิจารณาการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้นอีก เช่น เด็กหลอดแก้ว ในปัจจุบันมีการนำวิธีนี้มาใช้รักษาคู่สมรส ที่มีสาเหตุต่าง ๆ กัน ได้แก่

    • ท่อนำไข่อุดตัน
    • มีพังผืดมาในอุ้งเชิงกราน
    • การมีบุตรยากที่หาสาเหตุไม่พบ
    • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
    • ความผิดปกติที่ปากมดลูก
    • เชื้ออสุจิน้อย
    • ในกรณีที่มีการบริจาคไข่

    ผู้ที่เหมาะสมที่จะรักษาด้วยวิธีจะต้องมีโพรงมดลูกที่ปกติ ซึ่งจะทราบได้โดยการตรวจเอ็กซเรย์ภายหลังจากการฉีดสีเข้าโพรงมดลูก  หรือการส่องกล้องตรวจภายในโพรงมดลูกโดยตรงและที่สำคัญฝ่ายหญิงควรมีอายุไม่เกิน 40 ปี    หากมากกว่านี้ การรักษามักไม่ได้ผลดี   

     


    การทำเด็กหลอดแก้วมีขั้นตอนอย่างไร


     

    การทำเด็กหลอดแก้ว มีขั้นตอนต่าง ๆ หลายอย่าง   ก่อนการรักษาแพทย์จะทำการ ตรวจอวัยวะในอุ้งเชิงกรานอย่างละเอียด   ตรวจดูการอักเสบ ติดเชื้อ และตรวจประเมิน อสุจิ หากมีความผิดปกติก็ให้การแก้ไขก่อนที่จะทำเด็กหลอดแก้ว

     

     

    ขั้นตอน การปฏิบัติ
    การกระตุ้นรังไข่ แพทย์จะให้ยาซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ยารับประทาน ยาฉีด ยาพ่นเข้าจมูก
    การติดตามการเจริญเติบโตของถุงไข่ – โดยการตรวจอัลตราซาวด์ ซึ่งนิยมตรวจทางช่อคลอด และการตรวจ ระดับฮอร์โมน
    การฉีดยาให้ไข่สุกเต็มที่ –  ฉีดยา เอช ซี จี เมื่อถุงไข่เจริญเติบโตเต็มที่
    การเก็บไข่ –  ทำการเก็บไข่ประมาณ 34 ถึง 36 ชั่วโมง หลังจากฉีดยา เอช ซี จี
    การเตรียมอสุจิ -นำอสุจิส่งห้องปฏิบัติการตามที่แพทย์นัดหมายเพื่อทำการคัดแยกอสุจิ
    การปฏิสนธินอกร่งกาย – – นำไข่และอสุจิผสมรวมกันในห้องปฏิบัติการเลี้ยงจนเป็นตัวอ่อน
    การย้ายฝากตัวอ่อน นำเอาตัวอ่อนใส่คืนโพรงมดลูก
    การให้ฮอร์โมนภายหลังการเก็บไข่ – แพทย์จะให้ฮอร์โมนเพื่อช่วยในการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งอาจให้โดยการฉีด รับประทาน หรือสอดในช่องคลอด
    การทดสอบการตั้งครรภ์ – สามารถตรวจดูการตั้งครรภ์โดยหาฮอร์โมนในเลือดประมาณ 10-12 วัน หลังจากการใส่ตัวอ่อนเมื่อการตั้งครรภ์ประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์ แพทย์จะตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อดูว่ามีการเจริญเติบโตของทารกหรือไม่ เป็นครรภ์แฝดหรือไม่

         ่


    ทำไมจึงต้องมีการกระตุ้นรังไข่


    การกระตุ้นรังไข่ด้วยฮอร์โมนจะทำให้มีถุงไข่เจริญเติบโตมากกว่า ปกติ ซึ่งทำให้เก็บไข่ได้หลาย ใบ   การเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและการตั้งครรภ์จะสูงขึ้นอย่างไรก็ตามในบางกรณี แพทย์อาจทำการเก็บไข่ในรอบระดูปกติ ซึ่งมักจะได้ไข่เพียงใบเดียว โอกาสตั้งครรภ์จะน้อยกว่าในรายที่ได้รับฮออร์โมนกระตุ้นไข่ ใน  ในกรณีนี้แพทย์ผู้ทำการรักษาจะให้คำปรึกษาแนะนำเป็นราย ๆ ไป

     การเก็บไข่ทำอย่างไร ?
       รังไข่เป็นอวัยวะอยู่ในอุ้งเชิงกราน การเก็บไข่ทำได้โดยการสอดเข็มเข้าไปที่รังไข่ ซึ่งในปัจจุบันทำได้สะดวก โดยแทงเข็มผ่านทางช่องคลอดเข้าสู่รังไข่โดยตรง ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากการตรวจอัลตราซาวน์ การเก็บไข่วิธีนี้ทำได้สะดวก ไม่มีการผ่าตัด ทางหน้าท้องและผู้รับบริการไม่ต้องนอนพักค้างในโรงพยาบาล โดยสามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านภายหลังการเก็บไข่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง


    การเก็บไข่ทำให้เกิดการเจ็บปวดหรือไม่ ?


    ระหว่างการเก็บไข่ แพทย์จะใช้เข็มเจาะผนังช่องคลอด เข็มนี้มีชนาดเท่าเข็มที่เจาะเลือดทั่วไป จึงไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดมากนัก อย่างไรก็ดีแพทย์มักจะให้ยาแก้ปวด ยากล่อมประสาทอย่างอ่อน หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ให้และบางรายอาจยาสลบเพื่อไม่ให้ผู้รับบริการรู้สึกตัว ก็ได้ ในกรณีหลังนั้อาจทำไห้ไข่เสียหายและมีโอกาสเกิดอันตรายเพิ่มขึ้น


    การเก็บไข่มีอันตรายหรือไม่ ?


    อันตรายจากการเก็บไข่ตรวจพบได้น้อยมาก เช่น อาจทำให้เลือดออกเพียงเล็กน้อยและการอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น


    การเก็บอสุจิทำอย่างไร ?


    ทำได้สะดวกโดยฝ่ายเก็บอสุจิด้วยตนเอง บรรจุลงภาชนะปราศจาก เชื้อ ที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ ก่อนทำควรงดการมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2-3 วัน การงดการรวมเพศเป็นเวลานานเพื่อหวังจะให้ได้อสุจิจำนวนมากขึ้น นับเป็นความเข้าใจผิด จึงไม่มีความจำเป็นในการกระทำดังกล่าว


    การปฏิสนธินอกร่างกายทำได้อย่างไร ?


    เมื่อเก็บไข่ไว้ในน้ำยา ที่เหมาะสม ในตู้อบ นำอสุจิที่ผ่ายชายเก็บส่งมาทำการคัดแยกเอาเฉพาะอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี เมื่อไข่สมบุรณ์ ดีจึงนำไข่และอสุจิมารวมกันในหลอดหรือจานแก้ว โดยใช้อสุจิจำนวน 50,000-100,000 ตัวต่อไข่ 1 ใบ แล้วนำไปเก็บรักษาในตู้อบที่ควบคุมอุณหภูมิและสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสม ในวันที่ถัดไปจึงนำมาตรวจดูว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่


    เมื่อไรจึงจะนำตัวอ่อนไปใส่ในโพรงมดลูก ?
    โดยทั่วไปนิยมนำตัวอ่อนระยะ 2-8 เซลล์ ไปใส่กลับเช้าในโพรงมดลูก ประมาณ 2-3 วัน หลังจากการเก็บไช่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนแต่ละราย


    การใส่ตัวอ่อนทำได้อย่างไร ? การนำตัวอ่อนไปใส่ไว้ในโพรงมดลูกทำได้ไม่ยากนัก โดยสอดท่อเล็ก ๆ ผ่านปากมดลูก จากนั้นจึงใช้หลอดเล็ก ๆ ดูดตัวอ่อนมาใส่ การใส่ตัวอ่อนจำนวนมากจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้นแต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดครรภ์แฝดซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อทั้ง มารดาและทารกได้ ในปัจจุบันนิยมใส่ตัวอ่อนครั้งละ 3-4 ใบ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์สูงขณะที่เกิดครรภ์แฝดมากกว่าสอง ไม่มาก


    หากมีตัวอ่อนเหลือจะทำอย่างไร?


    ในรายที่เก็บไช่ได้มาก และมีตัวอ่อนหลายใบหากมีตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีพอเหลือจากการใส่เข้าไปในโพรงมดลูก แล้วเก็บแช่แข็งไว้ใช้ในโอกาสต่อไป หากการรักษาในรอบนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ

     

  • กินหอยนางรมแล้วทำให้ลูกดก?

    กินหอยนางรมแล้วทำให้ลูกดก?

    กินหอยนางรมแล้วทำให้ลูกดก?

    ถาม ดิฉันได้ยินมาว่า การกินอาหารบางอย่าง จะช่วยให้มีลูกง่ายขึ้น จริงไหมคะ?

    ตอบ ส่วนใหญ่ไม่เป็นความจริง ความเชื่อว่าอาหารบางอย่างช่วยให้มีลูกง่าย มีมาตั้งสมัย โบราณกาล
    บางคนเชื่อว่า การกินอาหารที่มีรูปร่างคล้ายๆอวัยวะเพศ เช่น ไข่ หรือ อย่างอื่นที่รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ จะช่วยให้ อวัยวะเพศทำงานดีขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่มีข้อสนับสนุนทางการแพทย์ว่าเป็นไปได้  เช่นเดียวกับ การกิน หูฉลาม ,หนอกของอูฐ , โสมเกาหลี ,เมล็ดสน,ลูกพรุน หรือ แม้แต่ ช็อกโกแลต

    บางคนเชื่อว่า กินอาหารเผ็ดๆแล้ว ทำให้มีความต้องการทางเพศสูงขื้น ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง
    พบว่า เพียงแต่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มและหัวใจเต้นเร็วขื้นเท่านั้น

    มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับอาหารอย่างหนึ่งคือ หอยนางรม ซึ่งมีการตรวจพบว่า มีสารอาหารพวกธาตุ
    สังกะสีสูงและ จากผลการศึกษา สรุปได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า คู่แต่งงานที่ขาดสารนี้ จะทำให้มีลูกยากขึ้น

    เพราะสารนี้ มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนและน้ำอสุจิในเพศชาย ส่วนในเพศหญิง ธาตุสังกะสี จะช่วยให้มีการตกไข่ และเกิดการปฏิสนธิได้ดีขึ้น

    แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า คุณควรกินหอยนางรมทุกมื้อ เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้ (หรือไม่ว่าเกลือแร่ และวิตามินอื่นใดก็ตาม) มากเกินไป กลับจะทำให้มีบุตรยากขึ้น ที่เขาแนะนำคือ
    ควรให้ได้รับธาตุสังกะสี วันละไม่เกิน 15 มิลลิกรัม เป็นดีที่สุด ( กินหอยเพิ่มเป็นครั้งคราว )

    ถาม การดื่มกาแฟ ทำให้มีลูกง่ายขึ้น จริงไหมคะ?

    ตอบ มีการศึกษาพบว่า กาแฟหนึ่งแก้ว ก่อนมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยกระตุ้นให้เชื้ออสุจิ เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น  จึงอาจมีประโยชน์ในคู่แต่งงานมีบุตรยากที่มี สาเหตุมาจากเชื้ออสุจิไม่แข็งแรงพอ โดยทั่วไปแล้ว การดื่มกาแฟทั้งคู่ก่อนนอน คงมีส่วนช่วยให้มีลูกดกอยู่แล้วเพราะนอนไม่หลับเลย ขยันทำการบ้านมากขึ้น

    ข้อสรุป การกินอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ ย่อมมีผลดีกว่าการมุ่งกินอาหารเพียงบางอย่าง ในการช่วยให้มีบุตรง่ายขึ้น ทั้งหญิงหรือชายที่ อ้วนหรือผอมเกินไป จะทำให้มีบุตรยากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะพยายามมีบุตรควร ลดหรือเพิ่มน้ำหนักตัวให้มาอยู่ในเกณฑ์พอดีๆ ทานอาหาร จำพวกผัก ผลไม้ เนื้อไม่ติดมัน และอาหารที่ทำจากนม เป็นประจำ จะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการแท้งได้ด้วย.