Author: admin

  • แกงตะพาบน้ำ

    แกงตะพาบน้ำ (มี่กึน)

    เครื่องปรุง
    มี่กึนเป็นเนื้อ พริกแห้ง ลูกผักชี ลูกยี่หร่า เปราะหอม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียม ผิวมะกรูด เกลือ น้ำตาล น้ำปลาถั่ว ลูกตาลอ่อน ลูกมะอึก ระกํา พริกชี้ฟ้า มะพร้าว

    วิธีทํา
    เอาเครื่องแกงใส่ครกโขลกให้ละเอียด คั้นกะทิเอาแต่หัวขึ้นตั้งไฟเคี่ยว พอเป็นมันแล้ว เอาน้ำพริกผัดพอหอมเอาหางกะทิใส่ พอเดือดจึงเอามี่กึนที่เป็นเนื้อหั่นเป็นชิ้นยาว 1 องคุลี มะอึกผ่า 4 ระกําหั่นเป็นชิ้น พริกสดหั่้น ใบมะกรูดฉีก หั่นลูกตาลอ่อนเป็นชิ้นเหมือนหนังหมู เอาของเหล่านี้ใส่ในหม้อแกงแล้วเติมน้ำปลาถั่ว น้ำตาล ชิมดูรสตามต้องการ

  • แกงต้มส้มเห็ด

    แกงต้มส้มเห็ด

    เครื่องปรุง
    เห็ดสด (จะเป็นเห็ดโคนหรือเห็ดบัวเห็ดฟางก็ได้) หัวหอม กระเทียม พริกไทย รากผักชี เต้าหู้ยี้ น้ำปลาถั่ว น้ำมันถั่ว ส้มมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ ต้นหอม ขิงสด พริกชี้ฟ้า

    วิธีทำ
    หอม กระเทียม เผาไฟ พอสุกปอกเปลือกล้างน้ำ แล้วลงครกโขลกรวมกับรากผักชี พริกไทย เติมเต้าหู้ยี้ลงเล็กน้อย ยกหม้อขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำมันถั่วพอควร แล้วเอาเครื่องที่โขลกไว้ลงผัดให้หอม แล้วเอาเห็ดซึ่งหั่นเป็นชิ้นพองามใส่ลงผัด ด้วย ต่อไปก็เติมน้ำลงพอควรแล้วใส่น้ำตาล น้ำปลาถั่ว น้ำส้มมะขามเปียก และต้นหอมที่ตัดเป็นฝอยไว้ลงในหม้อ ด้วย ชิมดูรสตามชอบ ตักใส่ชามแล้วโรยพริกชี้ฟ้า และ ผักชีที่หั่นไว้เป็นเสร็จรับประทานได้

  • ต้มยำเห็ดเจ น้ำใส

    ต้มยําเห็ด

    เครื่องปรุง
    เห็ดสด (เห็ดโคนหรือเห็ดบัวหรือเห็ดฟาง ก็ได้) ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว พริกขี้หนู น้ำปลาถั่ว ผักชี

    วิธีทำ
    เห็ดสดปอกเปลือกล้างน้ำหั่นยาวตามดอกพองาม เอาน้ำ ใส่หม้อตั้งไฟ พอเดือดก็ใส่ตะไคร้ ใบมะกรูดและเห็ดลง ในหม้อ พอเดือดยกลงใส่น้ำปลาถั่ว มะนาวพริกขี้หนูทุบ แตกแล้วลงในหม้อ ชิมรสตามชอบ ตักใส่ชามแล้วโรย ผักชีรับประทานร้อน ๆ

    ที่มา อาหารผัก ตำรับเจ้าคุณภรตราชสุนิธ

  • แกงเผ็ดเห็ดโคน

    แกงเผ็ดเห็ด

    เครื่องปรุง
    เห็ดเป็นเนื้อ (เช่นเห็ดโคน หรือเห็ดบัวหรือเห็ดอื่น ๆ ก็ได้ที่ไม่มีพิษ) หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี ลูกยี่หร่า เปราะหอม ผิวมะกรูด กระชาย ใบโหระพา พริกชี้ฟ้า มะพร้าว เกลือ น้ำปลาซีอิ๊ว (ถ้าหาเห็ดไม่ได้ จะใช้ฟักทอง หรือหน่อไม้สดเป็นเนื้อแทนเห็ดก็ได้)

    วิธีทำ
    เอาพริกแห้ง หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ ลูกผักชี ลูกยี่หร่า เปราะหอม ผิวมะกรูด เกลือ ใส่ครกโขลกให้ละเอียด กระชาย หั่นละเอียด พริกชี้ฟ้าหั่น เด็ดใบโหระพา ปอกเห็ดล้างน้ำ แล้วพักไว้ (ถ้าใช้ฟักทองหรือหน่อไม้ หั่นชิ้นพองาม) ส่วนมะพร้าวขูดแล้วคั้นกะทิเคี่ยวให้แตกมันแล้ว เอาเครื่องที่โขลกลงผัดพอหอมดีแล้วใส่เห็ด (หรือฟักทองหรือหน่อไม้) เติมหางกะทิ พอสุกใส่กระชาย พริกชี้ฟ้า ใบโหระพาที่หั่นไว้นั้นใส่น้ำปลาซีอิ๊วอย่างใส แล้วชิมดูรสตามต้องการ ถ้าชอบรสหวานจะใส่น้ำตาลด้วยก็ได้

    ที่มา อาหารผัก ตำรับเจ้าคุณภรตราชสุนิธ

  • ภูกระดึง ภูผางามแห่งเมืองเลย

    ภูกระดึง ภูผางามแห่งเมืองเลย

    ภูกระดึง (Phu Kradueng) เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต ติดอันดับท็อปเท็นของเมืองไทย และยังเป็นปฐมบทของนักเดินป่า มาแล้วนับไม่ถ้วน คงต้องยกให้ “อุทยาน แห่งชาติภูกระดึง” แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป แต่ไปยังไงก็ไม่ถึง สักที่หลายคนร้องอ๋อจังหวัด “เลย” นั่นเอง

    สมญานามของ “ภูกระดึง” คือ ภูผางามแห่งเมืองเลย เชื่อว่าคงไม่มีใครปฏิเสธ เพราะความงดงามและความมหัศจรรย์ ของธรรมชาติ ได้แต่งแต้มความงามไว้ อย่างพร้อมมูล มีที่ราบกว้างใหญ่บนยอดเขา ท่ามกลางทุ่งหญ้าป่าสนเขา ก่อเกิดสายธารน้ำตกมากมาย ภายใต้อ้อมกอด ของมวลหมู่ผาหิน อันเป็นจุดชมวิวที่งามตา เป็นเสน่ห์ชวนให้หลงใหล

    ก่อนจะขึ้นไปชมความงามบนยอดภูกระดึง ต้องออกแรงเดินเท้าจากเชิงภู จนถึงที่ราบบนภูที่เรียกว่า “หลังแป” ราว 6 กิโลเมตร แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อขึ้นไปถึงคุณจะได้พบสภาพป่าที่สลับเปลี่ยน สีสันหมุนเวียนไปตามฤดูกาล
    พักผ่อนกันให้สบายเนื้อสบายตัวกันก่อน กระทั่งเช้าตรู่ของวันใหม่มาเยือน คุณลองเริ่มโปรแกรมการเดินเท้าตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกไปยลโฉมอาทิตย์รุ่งอรุณที่ “ผานกแอ่น” ซึ่งเป็นผาหินฝั่งตะวันออก ยามปลายฝนต้นหนาว จุดนี้สวยงามยิ่งนัก จนติดอันดับหน้าผาสําหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดบนภูกระดึง

    ส่วนผาหินด้านตะวันตก ก็นับเป็นเส้นทางท่องเที่ยวบนภูกระดึงที่งามไม่แพ้กัน สวยทั้งยามกลางวัน และยามพระอาทิตย์ตกดิน เริ่มต้นตั้งแต่ “ผาหมากดูก” จากที่พักใช้ระยะทาง 2 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางมีวิวริมผา ให้แวะชม ถัดมาคือ“ผาจําศีล” “ผานาน้อย” “ผาเหยียเมฆ” “ผาแดง” ไปจนสิ้นสุดที่ ผาอมตะนามว่า “ผาหล่มสัก”

    ที่“ผาหล่มสัก” นับว่าเป็นผาฝั่งตะวันตกซึ่งสวยงามที่สุดยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของ ภูกระดึงไปแล้ว เพราะมีหินก้อนใหญ่ยื่นออกไปนอกผา ท้าทายสายลมขนาบข้าง ด้วยต้นสนใหญ่ สวยงามอย่าบอกใครเชียว

    บนเส้นทางลัดเลาะริมผาเหล่านี้ บางช่วงเป็นป่าดงดิบ และยังมีน้ำตกหลายแห่งที่สวยงาม เช่น “น้ำตกวังกวาง” “น้ำตกธารสวรรค์” “น้ำตกเพ็ญพบ”

    ความงามของภูกระดึงสร้างมนต์ขลัง ให้นักเดินทางมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ คุณล่ะ สร้างตํานานบทแรกแห่งการเดินทางให้กับตัวเองรึยัง

    ภูกระดึงเหมาะอย่างยิ่งกับการเดินป่าขึ้นเขา ดื่มด่ำบรรยากาศ ชื่นชมดอกไม้ป่า ที่เปลี่ยนสีสันรับการมาเยือนของฤดูหนาว โดยเฉพาะการ ไปชมน้ำตก ควรมาตั้งแต่ต้นเดือน ลาคม ถ้าเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม ใบเมเปิ้ลจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสด แล้วร่วงหล่นลงทั่วทางเดินและรอบ น้ำตก เป็นที่ประทับใจยิ่งนัก หากเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กุหลาบป่าสีแดงสด จะออกดอกผลิบาน เพิ่มสีสันให้น้ำตกเป็นอย่างยิ่ง

    ถ้าจะเที่ยวบนภูกระดึงให้พอหอมปากหอมคอ ควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน แต่ถ้าให้ดี ควรมีเวลาซัก 4 วัน เพราะต้องใช้เวลาเดินขึ้นเขา 1 วัน เดินลง 1 วัน ที่เหลืออีก 2 วัน คือเวลาสําหรับตระเวนเที่ยวตามโปรแกรมที่ได้กล่าวมา

    เพื่อให้การตะลุยภูกระดึงเป็น ไปอย่างสนุก ระหว่างทางควรเตรียม อาหาร น้ําดื่ม ติดไปด้วยเพื่อหิวกลาง ทาง และที่ขาดไม่ได้คือไฟฉายกับเสื้อ กันหนาว เพราะอาจต้องใช้เวลาเดิน ไปกลับที่พักยามค่ําคืน และช่วงเช้ามืด

    ที่พักแนะนํา
    ทางอุทยานฯ ได้จัดอาหารเครื่องดื่ม ตลอดจนบ้านพักไว้บริการจํานวน 6 หลัง ค่ายพัก 2 หลัง เต็นท์ 300 หลัง มีผ้าห่ม และหมอนให้ ค่าลูกหาบแบกสัมภาระ

    สอบถามรายละเอียด และสํารองที่พักได้ที่ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ หรือที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง หมู่ 1 ตําบลศรีฐาน อําเภอภูกระดึง จังหวัดเลย 42180
    ขอแนะนําว่า ควรจองบ้านพักไว้ ล่วงหน้านานพอสมควร จากประสบการณ์ ที่ผ่านมา บ้านพักเหล่านี้มักถูกจองกัน ล่วงหน้า ข้ามปีเลยก็ว่าได้ แต่ไหนๆ มา ภูกระดึงทั้งที เพื่อให้ได้บรรยากาศแคมปิ้ง นําเต็นท์ของคุณไปเอง เสียค่ากางเต็นท์

    ของซื้อฝาก

    ของฝากที่เป็นพวกอาหาร นับว่าเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดเลย มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่เด่นที่สุด ชนิดที่เรียกว่า ใครผ่านเมืองเลย ต้องแวะหิ้วติดไม้ติดมือไปเป็นของฝาก ได้แก่ กุนเชียง ของที่นี่ ผิวกรอบ มันน้อย ส่วนหมูแผ่น ของเลย ก็ไม่แพ้ใคร มีทั้งชนิดหนานุ่มและบางกรอบ นอกจากนั้นยังมีมะพร้าวแก้ว ของหวาน ที่มีรสหวานมัน กรอบอร่อย หาซื้อได้ทั่วไป

    ร้านอาหารชวนชิม

    เมืองทะลภูเขาแห่งนี้ หนาวที่สุดในสยามเสียด้วย งั้นคงต้องหาอะไรอุ่นๆ กินแก้หนาวดีกว่า เมืองเลยมีร้านขาย ขนมจีนหลายแห่ง แต่คนที่นี่จะเรียกข้าวปั้น มีทั้งน้ำยากะทิ น้ำพริก และน้ำยาป่าให้เลือกตามสบาย มีร้านให้เลือกอยู่ตามสอง ฟากฝั่งถนนหลายแห่ง

    ส่วนพวกที่ชอบก๋วยเตี๋ยวแนะนําให้ไป ร้านเมืองเลยโภชนา ร้านนี้เขามีก๋วยเตี๋ยว หน้าตาแปลกๆ ให้รับประทาน ที่ว่า หน้าตาแปลก เพราะมีผักชีฝรั่งและใบโหระพา ในชามก๋วยเตี๋ยวด้วย แถมมีกะปิ และพริกสด เอาไว้เพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้นด้วย

    การเดินทาง

    จากกรุงเทพฯ ขับรถไปตามทางหลวง หมายเลข 1 ผ่านจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวา เข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านลพบุรี เพชรบูรณ์ เมื่อถึงบ้านถ้ำพระ พบสี่แยกใหญ่ ให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 12 สู่อําเภอหล่มสัก ผ่านอําเภอคอนสาร แล้วเลี้ยวซ้ายสามแยกใหญ่ เข้าเส้นทาง สาย 201 สู่เมืองเลย จากนั้นแยกซ้ายสู่ เส้นทาง 2019 บริเวณ กิโลเมตรที่ 276 ก็ถึงบ้านศรีฐาน ทางขึ้นภูกระดึง

     

  • เฉลิม นาคีรักษ์

    นายเฉลิม นาคีรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตกรรม) พ.ศ. ๒๕๓๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    โรงเรียนเพาะช่าง หรือในนามปัจจุบันคือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง เป็นสถาบันการศึกษาศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งได้สร้าง ศิลปิน และช่างฝีมือที่มีความสามารถสูงและประสบความสำเร็จมาแล้วนับคนไม่ถ้วน ศาสตราจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ศิลปินแห่งชาติท่านที่ผมจะได้นำเสนอในฉบับนี้ ก็เป็นศิลปินอีกท่านหนึ่งที่มีความผูกพันธ์กับสถาบันแห่งนี้อย่างแนบแน่นมาเป็นเวลายาวนาน เริ่มต้นตั้งแต่ในฐานะนักเรียน เมื่อเรียนจบแล้วก็ได้เข้ารับราชการเป็นครูผู้น้อย จากนั้นก็ได้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานโดยลำดับ จนได้เป็นผู้อำนวยการของสถาบันนี้จนเกษียณอายุราชการ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่แรกเริ่มเข้ารับราชการ ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอาจารย์ และผู้บริหารอย่างดีที่สุด เป็นที่เคารพนับถือของศิษย์และผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นศิลปินที่ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่ดีเด่นมากมายในเวลาเดียวกัน นับเป็นศิลปินแห่งชาติที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่งอีกท่านหนึ่ง

    ศาสตราจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๐ ที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอายุ ๘๓ ปี ท่านได้รับการศึกษาจนจบระดับมัธยม ที่โรงเรียนในจังหวัดบ้านเกิด ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่มีความสนใจในทางศิลปะเป็นพิเศษมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อเข้าเรียนวิชาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ ท่านได้ศึกษาอยู่เป็นเวลา ๔ ปี จนสำเร็จจึงได้เข้าศึกษาต่อวิชาครูประถมที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมพระนครอีก ๑ ปี จากนั้นก็ได้ไปเข้ารับการอบรมวิชาทฤษฎีศิลปะกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร อีก ๖ เดือน ก่อนที่จะเข้ารับราชการในตำแหน่งครูจัตวา สอนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ในระหว่างที่รับราชการ ท่านยังได้เคยมีโอกาสเดินทางไปดูงานด้านศิลปะที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ท่านได้สั่งสมประสบการณ์อันเป็นประโยชน์แก่การนำกลับมาถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ลูกหาในเวลาต่อมา ท่านได้ทุ่มเทสติปัญญาความสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์อย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ปฏิบัติงานศิลปะควบคู่กันไปโดยตลอด

    งานศิลปะที่ท่านทำโดยหลักนั้นคืองานจิตรกรรม ซึ่งมีทั้งแนวสากลสมัยใหม่ และแนวประเพณีประยุกต์ ส่วนเทคนิคที่ใช้มีทั้งสีน้ำมัน สีน้ำ สีฝุ่น และสีพลาสติก ส่วนเนื้อหาและเรื่องราวที่ท่านเขียนนั้นมีหลากลหาย ตั้งแต่ภาพหุ่นนิ่ง ภาพทิวทัศน์ ภาพบุคคล และภาพเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมไทย ซึ่งผลงานเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่ดีเด่นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ผลงานสำคัญที่ท่านได้สร้างสรรค์ไว้ได้แก่พระบรมสาทิศลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระมหากษัตริย์และเจ้านายในราชวงศ์จักรีอีกหลายพระองค์ ซึ่งประดิษฐานไว้ในสถานที่สำคัญต่างๆ หลายแห่ง ด้านการเขียนภาพสีน้ำ ก็เป็นงานที่ท่านรักและทำได้ดีเป็นพิเศษ จนได้รับคำชมเชยจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี งานประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภาพทิวทัศน์ที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ท่านได้เดินทางไปพบเห็นและเกิดความประทับใจ

    ส่วนผลงานแนวประเพณีประยุกต์นั้น นับเป็นผลงานดีเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่าน ผลงานเหล่านี้นอกจากจะสามารถถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังให้ความรู้สึกของความสดใสสนุกสนาน มีรายละเอียดที่ซับซ้อนน่าสนใจไปทั่วทุกตารางนิ้วของผลงาน อันเกิดจากการรวมตัวกันของแนวความคิดสร้างสรรค์ องค์ประกอบทางศิลปะ และฝีมือชั้นครูของท่านด้วย

    อาจารย์เฉลิมได้จัดแสดงผลงานเดี่ยว และส่งผลงานร่วมแสดงในงานแสดงผลงานศิลปะหลายครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ต่อเนื่องเรื่อยมาและได้รับรางวัลเกียรติคุณหลายครั้งอาทิ

    -ได้รับรางวัลจิตรกรรม จากงานประกวดศิลปในงานฉลองรัฐธรรมนูญ

    -ได้รับรางวัลในการประกวดผลงานศิลปกรรมซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรมแห่งชาติในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี

    ความประทับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของอาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ คือการที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสสำคัญ ๒ โอกาสๆ แรกเข้าเฝ้าฯพร้อมคณะศิลปินเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ เพื่อเขียนภาพถวายให้ทอดพระเนตร และได้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย ส่วนครั้งที่ ๒ ได้ร่วมคณะไปกับอธิบดีกรมศิลปากร และอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกหลายท่าน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายคำวิจารณ์ผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ที่ทรงไว้ อันเป็นโอกาสสำคัญซึ่งท่านถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นศิริมงคลสูงสุด

    อาจารย์เฉลิม นาครักษ์ ได้ปฏิบัติตนในฐานะของครูศิลปะ และให้ให้บริการในทางวิชาการแก่สงคมมาเป็นเวลายาวนาน เป็นศิลปินที่มีผลงานดีเด่น ตลอดจนเป็นผู้ที่สร้างสรรค์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติมาโดยตลอด ทั้งยังบำเพ็ญตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงามไม่เคยด่างพร้อย นับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้าน ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑

    ผมได้รับความกรุณาเป็นพิเศษจากอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) เมื่อวันที่ผมไปถ่ายภาพท่าน โดยท่านได้รับที่จะติดต่อทาบทามอาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ให้ผมถ่ายภาพ เนื่องจากท่านเป็นศิษย์รักคนหนึ่งของอาจารย์เฉลิมที่วิทยาลัยเพาะช่างเมื่อหลายสิบปีก่อน เมื่ออาจารย์เฉลิมยินดีรับแล้ว อาจารย์กมลก็ได้กรุณาพาผมไปพบอาจารย์เฉลิมด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังได้ถ่ายภาพขณะที่ผมกำลังถ่ายภาพอาจารย์เฉลิมซึ่งผมได้ขอนำภาพดังกล่าวมาลงเป็นภาพเบื้องหลังในฉบับนี้ด้วย

    ในปัจจุบัน ด้วยวัย ๘๓ ปี ประกอบกับปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้อาจารย์เฉลิมจำต้องวางมือจากเขียนภาพอันเป็นงานที่ท่านรักไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังคงเก็บรักษาบริเวณที่ท่านใช้ปฏิบัติงานเขียนภาพของท่านเอาไว้เหมือนเดิมทุกประการ เสมือนกับว่าท่านยังคงเขียนรูปอยู่ตามปกติ บนขาหยั่งตั้งภาพ ก็มีภาพที่ดูเหมือนกับเพิ่งเขียนเสร็จตั้งอยู่ ยังไม่ได้นำไปใส่กรอบ นอกจากนั้นบรรยากาศโดยรวมในห้องนั้นก็ดูอบอุ่น ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ เนื่องจากตัวบ้านของท่านนั้นเป็นเรือนไม้อย่างเก่าที่หาดูได้ยากแล้วในสมัยนี้ เครื่องเรือนก็เข้ายุคกับตัวบ้าน ทั้งยังมีภาพสวยๆ ผลงานของท่านเอง ติดประดับอยู่โดยทั่วไป เพิ่มเสน่ห์ให้สตูดิโอในบ้านได้ไม่น้อย ผมถูกใจกับมุมนี้ในทันทีที่ได้เห็น และใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการขยับตำแหน่งสิ่งของต่างๆ เพียงไม่มากให้ลงตัว ก็สามารถลงมือถ่ายภาพได้ ในเรื่องแสงสว่างที่ใช้ในการถ่ายภาพนั้น เนื่องจากในห้องนี้ มีหน้าต่างอยู่ทางด้านซ้าย เลยจากขอบภาพที่เห็นเพียงเล็กน้อย ที่ส่งแสงสว่างเข้ามา ให้แสงที่สวยงาม แต่แสงนั้นไม่มากพอที่ผมจะใช้ถ่ายภาพได้ ผมจึงได้จัดไฟเลียนแบบแสงหน้าต่างนั้นในตำแหน่งและทิศทางเดียวกับแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามา ในเบื้องต้น อาจารย์ธานี นาคีรักษ์ บุตรชายคนโตผู้สืบทอดความเป็นศิลปินจากบิดา ด้วยการเป็นอาจารย์ที่เพาะช่างและเป็นจิตรกรเหมือนกัน ได้ช่วยเป็นแบบแทนอาจารย์เฉลิมให้ผมทดลองถ่ายภาพ ก่อนที่จะถ่ายจริงๆ ทำให้การถ่ายภาพอาจารย์เฉลิมง่ายขึ้น และใช้เวลาไม่มาก ผมจัดท่าให้ท่านดังที่เห็นเพื่อให้ดูแตกต่างจากจิตรกรท่านอื่นๆ ที่ผ่านสายตาท่านผู้อ่านไปแล้ว จุดที่เป็นพระเอกในภาพดังกล่าวนอกจากตัวท่านศิลปินอาวุโสผู้มีเรือนผม คิ้ว และหนวดสีขาวแล้ว ก็คือภาพเขียนแนวประเพณีประยุกต์ ที่ตั้งบนขาหยั่งอันเป็นภาพที่แสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ตามแนวทางที่ท่านถนัด ซึ่งภาพดังกล่าว นอกจากจะมีเส้นสายที่งดงามอ่อนช้อย และองค์ประกอบที่ลงตัวแล้ว ยังมีโครงสีที่ดูกลมกลืนกับบรรยากาศโดยรวมของห้อง พลอยช่วยให้ภาพถ่ายของผมภาพนี้มีโครงสีที่สวยไปด้วยโดยอัตโนมัติ

    แม้ทุกวันนี้อาจารย์เฉลิม นาครักษ์จะแขวนพู่กันของท่านไปแล้ว แต่ผลงานของท่านยังคงแสดงความสดใส งดงามคงทน ทรงคุณค่าอยู่เสมอ และจะยังคงรักษาความงามอยู่ได้อีกนานไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด เช่นเดียวกับชื่อเสียงและเกียรติคุณอันดีงามของศิลปินแห่งชาติท่านนี้ ซึ่งจะได้รับการจากรึกอยู่คู่วงการศิลปะของไทยตลอดไปอย่างแน่นอน

  • ทัศนา นาควัชระ

    ทัศนา นาควัชระ
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ภาพชายหนุ่มนักไวโอลินที่ผมนำมาให้ชมกันในฉบับนี้ คงเป็นที่คุ้นตาสำหรับผู้ที่นิยมชมชอบเพลงคลาสสิค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการบรรเลงของวง BSO หรือ Bangkok Symphony Orchestra เพราะเขาผู้นี้มิได้เป็นเพียงนักไวโอลินผู้มีฝีมือในการบรรเลงไวโอลินได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งเป็นเยี่ยมเท่านั้น หากเขายังมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าวงดุริยางค์สำคัญดังกล่าวอีกด้วย

    คุณทัศนา นาควัชระ เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๒ ด้วยความที่คุณพ่อ คือ ศ.ดร.เจตนา นาควัชระ เป็นผู้ที่รักในดนตรีคลาสสิคอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเป็นนักโวโอลินสมัครเล่นฝีมือดีอีกด้วย คุณทัศนาจึงเติบโตมากับเสียงเพลงคลาสสิคจากแผ่นเสียงฝีมือการบรรเลงของยอดนักดนตรีระดับโลกมากมายที่คุณพ่อเปิดฟังในบ้านอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนเสียงไวโอลินจากฝีมือของคุณพ่อเองมาตั้งแต่จำความได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้ติดตามคุณพ่อไปชมการแสดงดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแสดงของนักดนตรีชั้นเยี่ยมของโลกที่เข้ามาแสดงในประเทศไทยไม่เคยขาด จนค่อยๆ ซึมซับความรักในดนตรีคลาสสิคทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว

    ก่อนที่จะเริ่มเล่นไวโอลิน คุณทัศนาเคยเรียนซอด้วงที่โรงเรียน ซึ่งเขาก็สามารถเล่นได้อย่างดีเด่น วันหนึ่งขณะที่นั่งฟังคุณพ่อสีไวโอลินอยู่ด้วยความสนใจ คุณพ่อก็ถามว่าอยากสีบ้างไหม คุณทัศนาก็ตอบว่าอยากคุณพ่อจึงได้ไปหาไวโอลินเล็กๆ มาให้ตัวหนึ่ง เมื่อได้ลองจับไวโอลินนั้นเป็นครั้งแรก เขาก็สามารถสีได้เลยโดยอาศัยเพียงพื้นฐานที่เรียนซอด้วงมาก่อนเท่านั้น คุณพ่อซึ่งมองเห็นพรสวรรค์ของลูกชาย และทราบถึงความมุ่งมั่นของเขาที่จะเอาดีทางด้านไวโอลินให้ได้ จึงได้สนับสนุนและส่งเสริมอย่างเต็มที่ โดยหาครูมาสอนไวโอลินให้อย่างจริงจัง จนเขาสามารถพัฒนาฝีมือขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้เข้าร่วมบรรเลงไวโอลินกับวงดนตรีเยาวชนในที่สุด

    เมื่อเรียนจบระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนสาธิตปทุมวันแล้ว คุณทัศนาก็สอบเข้าเรียนต่อทางด้านดนตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระหว่างเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๑ เขาก็เริ่มเข้าร่วมเล่นดนตรีกับวง BSO เป็นครั้งแรก ครั้นเมื่อเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ มีปรมาจารย์ทางด้านดนตรีท่านหนึ่งเดินทางมาประเทศไทย และได้ฟังดนตรีที่คุณทัศนาบรรเลงก็ถูกใจ จึงถามว่าต้องการจะไปเรียนต่อทางด้านดนตรีที่สวิตเซอร์แลนด์หรือไม่ หากต้องการก็พร้อมจะสนับสนุน ซึ่งคุณทัศนาก็ตอบรับโอกาสทองนั้นในทันทีอย่างไม่ลังเล เขาได้รับทุนให้ไปเรียนไวโอลินอย่างเข้มข้นที่โรงเรียน เมนูฮินที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนไวโอลินที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และต่อมาก็ได้มีโอกาสออกติดตามอาจารย์ไปแสดงดนตรียังที่ต่างๆ มากมาย จากนั้นเขาก็ได้ขวนขวายออกตระเวนแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากสำนักดนตรีต่างๆ ในทวีปยุโรปอีกหลายแห่งก่อนที่จะข้ามไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งในทุกๆ แห่ง เขาก็ได้แสดงความสามารถจนได้รับทุนโดยตลอด

    คุณทัศนาใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างประเทศเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จึงได้เดินทางกลับบ้านพร้อมกับความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่จะกลับมาเป็นนักไวโอลินอาชีพเพื่อเล่นดนตรีให้คนไทยฟัง และเผยแพร่ดนตรีคลาสสิคในประเทศไทยให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ใส่ใจกับการขวนขวายหาทรัพย์สินเงินทองสร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง และในช่วงนั้นเอง มหาวิทยาลัยศิลปากรก็เปิดคณะดุริยางคศาสตร์พอดี จึงได้เชิญเขาให้มาเป็นอาจารย์สอนไวโอลิน ซึ่งเขาก็ตอบรับคำเชิญนั้นอย่างเต็มใจด้วยความคิดว่าอยากจะให้ความรู้กับเด็กๆ ที่มีความตั้งใจจริงที่จะได้วิชา เหมือนกับที่ตัวเขาเองที่เคยแสวงหามาก่อน นับแต่วันนั้นจวบถึงทุกวันนี้ คุณทัศนาจึงมีงานหลักเป็นอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนงานสำคัญนอกเวลาราชการเขาก็คือการเป็นนักดนตรีประจำวงดนตรี BSO ซึ่งปัจจุบันเขาก็ได้ผ่านการสอบคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าวงดนตรีวงนี้ด้วย

    เพียงไม่นานหลังจากที่กลับมาเป็นนักไวโอลินในประเทศไทย คุณทัศนาก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถในเชิงไวโอลินอันไม่ธรรมดาของเขา จนเป็นเสมือนดาวดวงใหม่ที่ส่องประกายสดใสสุกสว่างในฟากฟ้าอันเงียบเหงาของวงการเพลงคลาสสิคบ้านเราขึ้นมาในทันที

    ผมตั้งใจเลือกถ่ายภาพ คุณทัศนา นาควัชระ ศิลปินหนุ่มไฟแรงอนาคตไกลวัย ๓๒ ปีคนนี้ เพราะเล็งเห็นว่า ด้วยอุดมการณ์ที่ชัดเจนประกอบกับความสามารถ พรสวรรค์ และความตั้งใจที่เขามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม จะต้องส่งผลให้เขาเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประเทศไทย หรืออาจจะของโลกก็เป็นได้ในวันหนึ่งข้างหน้า และในวันนั้น ผมก็จะพลอยอาศัยชื่อเสียงของเขาคุยกับใครๆ ได้ว่าผมเคยถ่ายรูปเขาลงสกุลไทยมาตั้งนานแล้ว และภาพๆ นี้ ก็คงจะมีคุณค่ามากขึ้นควบคู่กันไปกับความสำเร็จของ “คนในภาพถ่าย” ที่ชื่อ ทัศนา นาควัชระ นี้ด้วยเป็นแน่แท้

  • สูตรผัดขี้เมา

    สูตรผัดขี้เมา

    สูตรผัดขี้เมา

    ขั้นแรก เราก็จัดแจงเอาพริกขี้หนูสวนเม็ดจิ๋ว ๆ สัก 10 เม็ดหรือมากกว่าก็ได้ กับพริกเหลืองอีกซัก 5 เม็ด กระเทียมอีกสัก 5 – 7 กลีบ เอามาโขลกให้ละเอียด จากนั้นก็ตั้งกระทะเข้า เทน้ำมันลงไปสัก 2 ช้อนโต๊ะ นำพริกที่โขลกไว้ลงผัดให้หอม ตอนนี้บางคนอาจจะเติมเต้าเจี้ยวดำลงไปผัดด้วยสัก 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็นำเนื้อสัตว์ที่เราชอบลงไปผัด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอย เพิ่มสีสันด้วยการเหยาะซีอิ้วดำลงไปสักหน่อย เติมน้ำซุปได้บ้างเล็กน้อยพอให้น้ำขลุกขลิก ชิมดูพอได้รสถูกใจแล้ว ให้ปิดไฟ ยกกระทะลงจากเตา จากนั้นรีบโรยด้วยใบกะเพรา ต้องใบกะเพราแดงด้วย ถึงจะเด็ดสุด ใช้ตะหลิวผัดให้เข้ากัน ถ้าอยากให้ได้หน้าตาผัดขี้เมาสวย เขาบอกว่าให้ใส่พริกชี้ฟ้าเขียว-แดงหั่นแฉลบ ๆ เพิ่มลงไปด้วย เท่านี้ก็ได้ผัดขี้เมารสเด็ดหนึ่งจานแล้วค่ะ

     

  • สูตรผัดผักให้อร่อย

    สูตรผัดผักให้อร่อย

    สูตรผัดผักให้อร่อย

    เครื่องปรุง
    ผักอะไรก็ได้เลือกที่สีไม่เหมือนกันสัก 4 ชนิด (เช่น บรอคเคอลี่ ข้าวโพดอ่อน แครอท เห็ด ฯลฯ) ใช้อย่างละนิดละหน่อย

    กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
    น้ำมันหอย
    ซีอิ้วขาวหรือน้ำปลา
    พริกไทยป่น
    น้ำซุป

    1. เตรียมผักแต่ละชนิด โดยนำมาล้างและหั่นเป็นชิ้นพอคำ หากเป็นผักที่มีเนื้อแข็ง ควรนำมาลวกน้ำร้อนก่อนนำไปผัดสักครู่ วิธีลวกทำโดย ตั้งน้ำเดือดจัด ๆ (เติมเกลือนิดหน่อย) แล้วใส่ผักลงไป นับ 1 – 8 ในใจ จึงตักผักขึ้นแช่ในน้ำเย็นจัด ๆ ทันที แล้วสงขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ

    2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพอร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวพอเหลือง แล้วนำผักที่ลวกไว้ลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว (อาจจะใส่น้ำตาลทรายลงไปได้นิดหน่อย) เติมน้ำซุป แล้วผัดให้เข้ากัน พอผักสุก ก็ตักใส่จานโรยหน้าด้วยพริกไทยป่น

    **ถ้าชอบผัดผักแบบใส่เนื้อสัตว์ก็ใส่เนื้อสัตว์ที่ชอบลงไปผัดหลังจากที่เจียวกระเทียมจนเหลืองแล้ว และถ้าชอบผัดผักแบบที่มีน้ำข้น ๆ ก็เติมแป้งข้าวโพดผสมน้ำลงไปในกระทะ หลังจากที่เติมน้ำซุปแล้ว ใส่เพียงนิดเดียวพอให้น้ำข้นเท่านั้น ระวังอย่าใส่มากเกินไป**

  • สูตรข้าวผัดอเมริกันอร่อยๆ

    สูตรข้าวผัดอเมริกันอร่อยๆ

    สูตรข้าวผัดอเมริกัน

    ข้าวสุก 1 ถ้วย
    ไก่เอาหนังออกหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ 1 /4 ถ้วย
    สับปะรดหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ 2 ช้อนโต๊ะ
    ลูกเกด 2 ช้อนโต๊ะ
    หอมใหญ่หั่นแว่นบาง ๆ 1 /2 ถ้วย
    มะเขือเทศหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ 2 ช้อนโต๊ะ
    เมล็ดถั่วลันเตาต้มสุก(เปื่อย) 2 ช้อนโต๊ะ
    มาการีนหรือเนย 1 ช้อนโต๊ะ
    ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ
    เกลือ 1 ช้อนชา
    วูสเตอร์ซอส 1 ช้อนชา

    วิธีทำ ข้าวผัดอเมริกันอร่อยๆ

    1. ผัดหัวหอมใหญ่กับมาการีนพอหอม ใส่ไก่ เกลือ ซอสมะเขือเทศ วูสเตอร์ซอส ผัดพอทั่วและไก่สุก

    2. ใส่ข้าว ถั่วลันเตา ผัดพอเข้ากัน แล้วจึงใส่ลูกเกด สับปะรด มะเขือเทศ ผัดต่อไปสักครู่ จึงตักออกใส่ชามเสิร์ฟพร้อม ไข่ดาวน้ำ ไส้กรอกลวก หรือทอด