Author: admin

  • เรื่องของผม

    เรื่องของผม

    เรื่องของผม

    ผม คือขนที่งอกขึ้นมาปกคลุมหนังศีรษะเปรียบเสมือนหลังคาบ้าน ที่ให้ความร่มรื่นเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดให้ความอบอุ่น เมื่ออากาศหนาวเย็น โดยปกติเส้นผมของเราจะมีประมาณ 1 แสนเส้น จะร่วงวันละประมาณ 50 – 100 เส้น ซึ่งถือว่าเป็นการร่วงตามธรรมชาติ ตามวงจรของเส้นผม เพราะเส้นผมที่ร่วงไปทุกวันๆ จะมีเส้นผมใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่หากเมื่อใดที่เราหวีผม แล้วมีเส้นผม ติดมากับหวีมากกว่า 100 เส้น หรือมีเส้นผมร่วงเป็นหย่อม ๆ แล้วล่ะก็ แสดงว่ากําลังประสบปัญหาผมร่วงผิดปกติแล้ว

    ผู้ชายมีโอกาสผมร่วงผิดปกติหรือศีรษะล้านมากกว่าเพศหญิง เพราะมีฮอร์โมนที่ชื่อว่าดีเอชที (DHT) มากกว่าเพศหญิง ฮอร์โมนนี้จะไปจับรากผม ทําให้ผมร่วงและสร้างผมเส้นใหม่ที่เล็กลง ผมร่วงผิดปกติมีหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยที่สุดคือจากกรรมพันธุ์ ในเพศชาย ผมจะเริ่มบางด้านหน้าเป็นรูปตัว M และบางมากขึ้นบริเวณด้านหน้าและกระหม่อม จนเกือบหมดศีรษะ เหลือเฉพาะบริเวณด้าน ข้างและด้านหลัง

    ในเพศหญิงผมจะบางบริเวณกระหม่อม กลางศีรษะและบางมากขึ้นตามอายุ จากรายงานในต่างประเทศพบว่าผู้ที่ มีอายุระหว่าง 20-30 ปี จะมีปัญหาผมบางร้อยละ 20-30 และ จะบางมากขึ้นตามอายุ ช่วงอายุ 50-60 ปี พบถึงร้อยละ 50-60 ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่ทําให้ผมร่วง เช่น หลังคลอดบุตร ในช่วง 3-4 เดือน หรือหลังการผ่าตัด ที่ต้องดมยาสลบ หรือหลังการเจ็บป่วยที่ รุนแรง เช่น เป็นไข้ไทฟอยด์ ติดเชื้อจากโรคซิฟิลิส เป็นโรคโลหิตจาง หรือรับประทานยาบางชนิดเป็นเวลานาน ๆ รวมทั้งผู้ที่ขาดสาร อาหารจําพวกโปรตีน แร่ธาตุจําพวกเหล็ก และสังกะสี ฯลฯ

    นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่ดูแลเส้นผมไม่ถูกวิธี เช่น การใช้น้ำยาดัดผม หรือกัดสีผมมากเกินไป การเป่าผมด้วยความร้อน เป็นต้น

    สําหรับผมร่วงเป็นหย่อม (ถ้าเป็นมากขนคิ้วอาจหลุดร่วงด้วย) มีสาเหตุมาจากรากผมมีอาการอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุหรือ เกิดจากเชื้อรา การดึงผมเล่นเป็นประจํา การดึงรั้งผม เช่นรัดผมแน่นจนเกินไป การทอผม อาจทําให้เส้นผมที่ถูกดึงรั้งนาน ๆ ร่วง เป็นหย่อมได้ การรักษาผมร่วงด้วยวิธีทางการแพทย์มี 2 วิธี ด้วยกันคือ การใช้ยาและการทําศัลยกรรม

    สําหรับยาที่ใช้รักษาผม ร่วงมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นยากระตุ้นการเจริญของเส้นผม เช่น ยาขยายหลอดเลือด กรดวิตามินเอ ยากลุ่มนี้ช่วยลดการหลุดร่วง กระตุ้นการสร้างเส้นผมให้แข็งแรง ทําให้เส้นผมเส้นใหญ่ขึ้น อายุของเส้นผมยาวขึ้นแต่ยาชนิดนี้ใช้ได้ผลเฉพาะกรณีที่ผมเริ่มบางเท่านั้น ยาอีกชนิดหนึ่งคือ ยาต้านฮอร์โมน เป็นยาในกลุ่มรักษาโรค ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ออกฤทธิ์ยับยั้งการทํางานของฮอร์โมนเพศชาย ผมบริเวณหนังศีรษะจะค่อยๆ งอกขึ้น ผลข้างเคียงมีน้อย แต่ทําให้ความรู้สึกทางเพศลดลงเล็กน้อยคือร้อยละ 3-4 ขณะนี้ตัวยานี้อยู่ระหว่างการทดลอง

    วิธีการดูแลรักษาเส้นผมไม่ให้หลุดร่วงผิดปกติ มีหลักการง่ายๆ คือ ลดการรบกวนเส้นผมให้น้อยลง ทนุถนอมเส้นผม ร่วมกับ การกินอาหารที่มีคุณค่าให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารโปรตีนและวิตามิน จะช่วยสร้างเส้นผมให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการรัดหรือเกล้าผมแน่นจนเกินไป การเป่าผมด้วยความร้อน การดัดหรือกัดสี ผมบ่อยเกินไป ไม่ควรหวีผมขณะที่ผมเปียก หรือใช้หวีที่มีซีแปรงคมจนเกินไป ควรสระผมให้สะอาดด้วยแชมพู และครีมนวดผม โดยเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ

    หากท่านหมั่นดูแลเอาใจใส่เส้นผมเป็นประจํา ไม่ช้า ไม่นานผมของท่านก็จะสลวยสวยเก๋ ไม่หลุดร่วงจนเป็นปัญหา หนักอกหนักใจอีกต่อไป ส่วนท่านที่รู้ตัว่าผมเริ่มร่วงผิดปกติ ควรไปปรึกษาแพทย์ และชั่งใจในการเลือกวิธีการรักษา ที่ไม่ ก่อให้เกิดอันตรายต่อเส้นผมและสุขภาพของตนเอง โปรดจําไว้ ว่าหากมีปัญหาเรื่องเส้นผมต้องรีบรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ ก่อน ที่จะไม่มีผมให้รักษาอีกต่อไป

    (ข้อมูลจาก น.พ.สมบูรณ์ จิรโรจน์วัฒนา องค์การเภสัชกรรม)
    นลินี มกรเสน

  • ธรรมชาติบําบัด และการแพทย์ทางเลือก

    ธรรมชาติบําบัด และการแพทย์ทางเลือก

    ธรรมชาติบําบัด และการแพทย์ทางเลือก

    หลายคนคงเคยได้ยินคําว่า “ธรรมชาติบําบัดและการแพทย์ทางเลือก” กันมาบ้างแล้ว ปัจจุบันที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะย่ำแย่ การดูแลรักษาสุขภาพด้วยวิธีการใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยมีมากมาย และดูเหมือนว่าจะเป็นทางเลือกที่กําลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วย พลังจักรวาล พลังโยเร พลังชี่กง การนวดเพื่อสุขภาพทั้งแบบไทย แบบจีน แบบสแกนดิเนเวีย การนวดฝ่าเท้า การออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ การเต้นแอโรบิค การรําไท้เก๊ก และมวยจีน การฝึกสมาธิ การฝึกจิต การฝังเข็ม การใช้สมุนไพรรักษาโรค การใช้อาหารบํารุง สุขภาพ และอื่น ๆ

    เชื่อว่าหลายคนคงเคยฝึกปฏิบัติ หรือใช้บริการการแพทย์ ทางเลือก และธรรมชาติบําบัดด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งมาบ้างแล้ว ขณะที่บางคนยังลังเลใจ ความจริงวิธีการต่างๆ ส่วนใหญ่มีพื้นฐาน มาจากการแพทย์พื้นบ้านของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเกิดจาก ความเชื่อและการสั่งสมประสบการณ์ในการแก้ปัญหาสุขภาพ อนามัยสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน เป็นการปรับตัว ของประชาชนเพื่อความอยู่รอดตามวิถีชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี เช่น การเรียนรู้ฤทธิ์และสรรพคุณของสมุนไพรมาพร้อม ๆ กับการเลือกอาหารเพื่อการดํารงชีวิต ซึ่งนิยม เรียกว่า “ธรรมชาติบําบัด” เนื่องจากการแพทย์ทางเลือกมีอยู่ หลากหลาย ผู้ใช้มักจะเป็นผู้มีประสบการณ์ที่ล้มเหลว หรือไม่พึง พอใจในการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การรักษาไม่หาย หรือไม่มี ยารักษา สิ้นหวัง บางรายมีสาเหตุปัจจัยอื่น ๆ เช่น ปัจจัยทางสังคม ภูมิประเทศ จึงหันไปใช้วิธีการการแพทย์ทางเลือก แต่บางรายก็ใช้ บริการด้วยภาวะจํายอม เช่น ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ประกอบกับ ประเทศไทยเราเป็นสังคมเสรี มีการแพทย์ทางเลือกหลายอย่าง จึงได้กลายเป็นช่องทางหากินของผู้มีหวังดีต่อสังคมดําเนินการ หลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเสียทรัพย์สินเงินทอง เสียโอกาสในการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องได้ทันท่วงที่ สูญเสีย สุขภาพ หรือบางรายถึงขั้นสูญเสียชีวิตก็มีมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่อง น่าเศร้าสลดใจยิ่งนัก

    ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการการแพทย์ทางเลือก และ ธรรมชาติบําบัด วิธีใดหรือหลายวิธี จะต้องเลือกอย่างฉลาด ศึกษา หาความรู้ให้ดีก่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดที่สุด และ เกิดผลเสียจากการบําบัดรักษาน้อยที่สุด หรือไม่เกิดผลเสียเลย ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ควรประเมินตัวเราเองก่อนว่า มีความจําเป็นที่จะต้องใช้ บริการการแพทย์ทางเลือกหรือไม่ เช่น กลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบันหรือ คนที่มีรูปร่างอ้วน นิยมไปฝังเข็มเพื่อลดน้ำหนักตามเพื่อน และ ตามสมัยนิยม หรือเชื่อคําบอกเล่าโดยไม่ได้ประเมินภาวะโภชนาการของตนเอง ซึ่งเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ ดังนั้น ก่อน ตัดสินใจเปลี่ยนการรักษาพยาบาลควรศึกษาถึงผลดี ผลเสียอย่างถี่ถ้วน และเลือกวิธีที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ที่สําคัญ อีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องรู้ถึงสิ่งที่จะสูญเสียไปกับการใช้บริการ นั้น ๆ เช่น เสียค่าใช้จ่าย การสูญเสียทางเศรษฐกิจและทางสังคม โดยเฉพาะผลเสียต่อสุขภาพอนามัยที่อาจจะเกิดตามมา

    จึงขอฝากข้อคิดไว้สําหรับท่านที่กําลังจะตัดสินใจ หรือ ท่านที่ใช้บริการแพทย์ทางเลือก และธรรมชาติบําบัดวิธีใดวิธีหนึ่งอยู่ จงศึกษาผลดี-ผลเสีย หาข้อมูลให้รอบคอบ อย่าหลง เชื่อคําบอกเล่าหรือการโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าสงสัยควรสอบถาม ผู้รู้และผู้ที่มีประสบการณ์ก่อนจะดีกว่า

    (ข้อมูลจากนายแพทย์ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง ที่ปรึกษากรมด้าน สาธารณสุข สาขาพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ กรมการ แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข)
    สมบูรณ์ ขอสกุล

  • เขาหาว่าเราสมองเสื่อม

    เขาหาว่าเราสมองเสื่อม

    “เขาหาว่าเราสมองเสื่อม”

    ถ้าเราถูกกล่าวหาว่าเป็นโรคสมองเสื่อม หรือที่ฝรั่งเรียกว่า อัลไซเมอร์ (เรียกตามชื่อของนายแพทย์ชาวเยอรมันผู้ค้นพบโรคนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2445) แล้วละก็ ลองสังเกตตัวเองว่ามีอาการเหล่านี้ บ้างหรือไม่

    ระยะแรก ใช้ระยะเวลานานประมาณ 7 ปี จะมีอาการหลงลืมเหตุการณ์ในการดําเนินชีวิตประจําวัน แต่จําเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างแม่นยํา มักแสดงพฤติกรรมต่างๆ เช่น การแสดงออก โดยคําพูด มักจะมีคําถามวกไปวนมาซ้ำ ๆ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ไม่คงที่ อาจมีอาการซึมเศร้าหรือกระวนกระวาย มีจิตใจอ่อนไหวง่าย โกรธง่าย แม้ใครพูดว่ากล่าวเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะมีอารมณ์ ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที จําเกี่ยวกับทิศทางสถานที่ต่าง ๆ ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เคยไปมาอยู่เป็นประจํา แม้ว่าสถานที่ ๆ ไปนี้มีบริเวณคล้ายคลึงกัน

    การสื่อสารพูดคุยโต้ตอบกับบุคคลเริ่มช้าลง ใช้คําพูด ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ ภาษาที่ใช้ คําพูดอาจผิดเพี้ยนบ่อยขึ้น ๆ ไม่สามารถเรียนรู้เข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ หรือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตที่เคยปฏิบัติ เมื่อนําเอามาปฏิบัติใหม่ อีกก็ทําได้ยากกว่าที่เคยปฏิบัติ

    ระยะที่สอง การดําเนินของโรคใช้ระยะเวลายาวนานประมาณ 8 ปี อาการจะเป็นมากขึ้นกว่าระยะแรก ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ การ ปฏิบัติงานภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจําวันขาดความกระตือรือร้น เชื่องช้า เฉื่อยชา มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อารมณ์ ไม่มั่นคง โมโหฉุนเฉียวง่าย พฤติกรรมโดยรวมแสดงออกไม่ถูกกาลเทศะ เช่น เวลาปวดถ่ายปัสสาวะจะไม่คํานึงถึงสถานที่ว่าเหมาะสมถูกต้อง จะยืนถ่ายในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยไม่อายใคร

    นอกจากนี้ยังมีอาการทางประสาทร่วมด้วย ด้านการรับรู้ เสื่อมถอยลง เช่น ประสาทตาอาจทําหน้าที่ผิดปกติ มองเห็นสิ่งของ ไม่ค่อยชัดเจน ประสาทหูเสื่อมทําให้หูตึง โรคนี้จะพบมากใน ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง ซึ่งมีอายุก่อนวัยปลดเกษียณ หรือผู้ที่มี อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจตกต่ําของไทย ในยุคค่าเงินบาทลอยตัว ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพ จิตของคนไทยในประเทศโดยรวม

    สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ อาจมาจากสมองได้รับความกระทบกระเทือนจากการได้รับอุบัติเหตุหรือได้รับสารพิษต่าง ๆ จาก สิ่งแวดล้อม เช่น การรับประทานอาหารริมทางที่ปนเปื้อนของสาร ตะกัวและอลูมิเนียมในปริมาณที่ปะปนมากับอากาศ และเกิดการสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานๆ ในเด็กอาจขาดสารอาหาร ติดต่อเป็นเวลานาน ทําให้พัฒนาการของเด็กไม่สมบูรณ์ในแต่ละช่วงนั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อสมองของเด็ก ทําให้สมองเสื่อมเร็ว อาจมีภาวะเครียดตามมา หรือจากพันธุกรรมโรคนี้สามารถถ่ายทอดไปสู่บุตรหลานได้

    นอกจากนี้ยังเชื่อว่าโรคนี้เกิดกับผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยว กับการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาสัมผัส ร่างกายเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดสามารถบําบัดรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ผล ทําได้ก็แต่เพียงบรรเทาอาการไม่ให้เป็นเร็วหรือมากขึ้น โดยใช้ยาในรูปของวิตามินอี นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญทางโรคนี้ยังแนะนําใช้การ กระตุ้นให้ผู้ป่วยใช้ความพยายามติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่าง เพียงพอ พยายามฝึกใช้สมอง คิดในสิ่งที่สร้างสรรค์ อย่าหยุดคิด หยุดเขียน หยุดคํานวณ ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องหากหยุดเมื่อไร อาการจะทรุดลง

    ทราบคําตอบแล้วคุณลองสํารวจตัวเองและปฏิบัติตาม คําแนะนําข้างต้นคุณจะได้ไม่เป็นคนหนึ่งที่เป็นโรคนี้

     

  • อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

    อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

    อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

    จากการสํารวจปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะของโรงพยาบาลทั่วประเทศ พบว่าในปี พ.ศ. 2539 มีการใช้ยาปฏิชีวนะคิดเป็น ร้อยละ 32 ของมูลค่าจ่ายยา เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกวันนี้คนเรามี การช้ยาปฏิชีวนะกันอย่างพร่ำเพรื่อโดยไม่จําเป็น โดยบางท่าน อาจลืมคิดไปว่ายาปฏิชีวนะนั้น นอกจากจะให้คุณแล้วยังอาจ เป็นโทษ โดยก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ยาอีกด้วย นอกจากนี้ยัง ทําให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จําเป็น

    ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หมายถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย เป็นยาที่พบว่ามีการใช้บ่อยมากใน การรักษาอาการต่างๆ ของโรคและมักมีผู้ใช้ยานี้ในทางที่ไม่เหมาะสม ก่อนที่จะใช้ยาจึงควรแน่ใจว่าผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อที่เกิด จากเชื้อแบคทีเรีย เพราะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้น แม้อาจทําให้ เกิดอาการได้เช่นเดียวกัน การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ผล

    ยาปฏิชีวนะ ที่ใช้ค่อนข้างแพร่หลายในรูปของยารับประทานได้แก่ เพนิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน และคลอแรมเฟนิคอล

    เพนิซิลลิน ที่ใช้กันมากได้แก่เพนิซิลลินวี และแอมพิซิลลิน ยากลุ่มนี้ทําให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย ถ้าเป็นยาฉีดอาจเกิดอาการแพ้ รุนแรงถึงตายได้

    เตตร้าซัยคลิน รู้จักกันดีคือ เตตร้าซัยคลินไฮโดรคลอไรด์ ไม่ควรใช้ยานี้ในกลุ่มเด็กอายุต่ํากว่า 6 ปี และสตรีมีครรภ์ และ ควรหลีกเลี่ยงการกินยากลุ่มนี้กับนมหรือยาลดกรด

    คลอแรมเฟนิคอล เป็นยาที่ใช้สําหรับการติดเชื้อในทางเดิน อาหาร เฉพาะโรคไข้ไทฟอยด์ และไข้รากสาด บางคนนําไปใช้ในทางที่ผิด โดยใช้เป็นยาลดไข้สําหรับเด็ก ทําให้เกิดอันตรายถึงชีวิต และยังกดการทํางานของไขกระดูกทําให้โลหิตจาง

    อันตรายที่พบได้บ่อยในการใช้ยาปฏิชีวนะ คือ การแพ้ยา ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยกว่ากลุ่มยาอื่น ๆ โดยเฉพาะยาเพนิซิลลิน พบว่า มีผู้แพ้ยานี้มาก การแพ้ยาเกิดขึ้นเฉพาะบางคน อาการแพ้ยา แต่ละชนิดจะรุนแรงมากน้อยต่างกัน บางครั้งถ้ามีอาการแพ้รุนแรง อาจถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าท่านทราบว่าตัวเองแพ้ยาอะไรแล้ว ก็ควรที่จะ จําไว้หรือบอกคนใกล้ชิดให้ทราบด้วย การไปพบแพทย์ทุกครั้งควร บอกแพทย์ที่รักษาให้ทราบด้วยว่าท่านแพ้ยาอะไร

    การใช้ยาปฏิชีวนะต้องใช้ให้ครบขนาดรักษา เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการรักษาโรค และป้องกันมิให้เชื้อโรคดื้อยา เพราะ ถ้าเชื้อโรคเกิดดื้อยา การใช้ยาชนิดเดิมจะไม่ได้ผล ต้องเปลี่ยนไปให้ ยาตัวอื่นที่มีฤทธิ์ในการรักษาสูงขึ้นแทน ทางปฏิบัติที่ถูกต้องคือ ต้องกินให้ครบตามที่แพทย์สั่งถึง แม้ว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม และ ไม่ควรซื้อกินเองอย่างพร่ําเพรื่อ

    วิธีดูฉลากยา ยาที่ผลิต และวันหมดอายุ

    วันผลิต มักจะใช้คําย่อเป็นภาษาอังกฤษ MFG. DATE หรือ MFG. ซึ่งย่อมาจาก MANUFACTURING DATE แปลว่า วันที่ผลิต ตัวอย่างเช่น

    – MFG 16-8-1995 หมายถึงยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 16 เดือน สิงหาคม 2538
    – MFG 8-1995 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อเดือนสิงหาคม 2538

    โดยทั่วไปจะถือว่ายาที่ผลิตเกินกว่า 5 ปี ไม่ควรใช้ ถึงแม้ว่า ยานั้นยังคงดูว่ามีสภาพดีอยู่ก็ตาม

    วันหมดอายุ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ วัคซีน และเซรุ่ม ซึ่งตาม กฎหมายระบุให้ต้องแสดงวันหมดอายุไว้ที่ฉลาก การแสดงวันหมด อายุมักจะใช้คําย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า EXP.DATE หรือ EXP. ซึ่งย่อมาจาก EXPIRY DATE หรือ EXPIRATION DATE หรืออาจใช้คําว่า USE BEFORE 12/94 หมายถึงยานี้หมดอายุ เดือนธันวาคม 2537

    ท่านคงจะทราบกันแล้วว่ายาปฏิชีวนะนั้นมีทั้งคุณและโทษ ดังนั้นก่อนที่ท่านจะใช้ยาปฏิชีวนะควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ยาเป็นไปอย่างถูกต้อง สามารถ รักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยต่อตัว ท่านเอง
    “เลือกยาให้ถูกโรค เก็บรักษาให้ถูกที ใช้ยาให้ถูกวิธี ดูให้ดีวันหมดอายุ”
    วัชรี เปาจีน

  • ยาลดความอ้วน อันตราย

    ยาลดความอ้วน อันตราย

    ยาลดความอ้วน อันตราย

    “ความอ้วน” เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว เพราะไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจแก่ผู้ที่พบเห็น ทั้งยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย คนเรายิ่งอ้วนมากขึ้นเท่าไร ชีวิตยิ่งสั้นลงเนื่องจากความอ้วนเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึง โรคภัยที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน โรคข้อและกระดูก รวมทั้งโรคต่าง ๆ อีกมากมาย ผู้ที่เป็น โรคอ้วนต่างก็พยายามหาวิธีการต่างๆ เพื่อลดความอ้วน ไม่ว่าจะ เป็นการออกกําลังกาย การลดอาหาร การใช้ยาลดความอ้วน หรืออื่น ๆ

    ปัจจุบันมีผู้ใช้ยาลดความอ้วนจํานวนมากที่เชื่อว่าการใช้ ยาลดความอ้วน จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้เร็ว วิธีการปฏิบัติก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ไปซื้อยามากินก็ลดได้แล้ว ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิด และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะการลดความอ้วนด้วยวิธีนี้ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์

    ยาลดความอ้วนที่ใช้กัน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาควบคุมพิเศษ และยาอันตรายที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ยากลุ่มนี้มีผลต่อการลดความอยากอาหาร ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ กล่าวคือ พิษจากยา เกิดจากการใช้ยาเกินขนาด ทําให้มีอาการตื่นเต้น สับสน หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง เดินโซเซ ม่านตา ขยาย ปวดศีรษะ ถ้ามีอาการทางจิต จะทําให้ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพหลอน

    ในรายที่รุนแรงพบว่า มีไข้สูง เจ็บหน้าอกการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ชัก เข้าขั้นโคม่า และตายได้ ความทนต่อยา เมื่อใช้ยานาน 6-12 สัปดาห์ ร่างกาย จะทนต่อยาเพิ่มขึ้น บางคนเพิ่มขนาดของยาให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทําเพราะอาจจะเกิดพิษจากการใช้ยาเกินขนาดได้

    การติดยา เมื่อใช้ยาเป็นประจําจะก่อให้เกิดอาการเสพติด หากหยุดยาทันที่จะ มีอาการทางจิต เช่น อยากอาหารเพิ่มขึ้น และมีอาการซึมเศร้าอย่างมาก การใช้ยาในทางที่ผิด เนื่องจากยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ ทําให้เกิดการเคลิบเคลิ้ม เป็นสุข จึงอาจมีการนํายาไปใช้ในทางที่ผิด

    นอกจากนี้การใช้ยาลดความอ้วนอาจทําให้เกิดการแท้งในหญิง ตั้งครรภ์ได้ การใช้ยากลุ่มดังกล่าว หากปฏิบัติไม่ถูกวิธีจะมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างยิ่ง การใช้ยาไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ถ้าพบน้ำหนักตัวไม่ลดลงภายใน 4-6 สัปดาห์หลังใช้ยา ควรเลิกใช้ทันที ในกรณีที่ใช้ยาได้ผลไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 12 สัปดาห์ เพราะอาจทําให้ติดยาได้ และเมื่อหยุดยาน้ำหนัก อาจเพิ่มขึ้นอีก

    ยังมียากลุ่มอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ใช้ลดความอ้วน เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการใช้กลูโคส ยาชนิดนี้ใช้ลดน้ำหนักในคนที่เป็นเบาหวาน ผลในคน ปกติไม่แน่นอน และอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาคือ ปวดศีรษะ มึนงง ชาตามปลายมือปลายเท้า ฯลฯ ยาเพิ่มกากในลําไส้ ยาพวกนี้จะ พองตัวได้ในท้องพร้อมกับน้ำ จึงทําให้รู้สึกอิ่ม แต่ถ้าใช้ในขนาดสูง อาจทําให้ลําไส้อุดตันได้ ยาขับปัสสาวะ ใช้ขับปัสสาวะทําให้เกิด การสูญเสียน้ำ น้ำหนักจะลดได้ระยะหนึ่ง มีผลน้อยมากในการ ลดความอ้วน ยาระบายหรือยาถ่าย ถ้าใช้ในขนาดสูง จะเกิด อาการท้องเดินและขาดน้ำ ทําให้น้ำหนักลดในช่วงที่ใช้ยา หากใช้ นาน ๆ จะเป็นอันตรายเพราะร่างกายขาดสารอาหาร ขาดแร่ธาตที่ จําเป็น และขาดน้ำอย่างรุนแรง ยาชา ยานี้ทําให้ชาในช่องปาก การรู้รสไม่ดี ทําให้ไม่อยากกินอาหาร แต่ไม่มีผลเด่นชัดว่า ใช้ได้ผลใน การลดน้ำหนักหรือไม่

    การลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีการใช้ยานั้น ควรปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น อย่าซื้อยากินเอง หรือเชื่อคําโฆษณาแอบอ้างจากผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ วิธีการลด ความอ้วนที่ได้ผล และมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การควบคุม การกินอาหาร โดยกินอาหารครบส่วนตามที่ร่างกายต้องการ แต่จํากัดปริมาณเอง และต้องออกกําลังกายควบคู่กันไป เพื่อให้ ร่างกายเผาผลาญสารอาหารที่สะสมอยู่ในร่างกายให้มากที่สุด และสิ่งสําคัญจะต้องมีความอดทนควบคุมน้ำหนักอย่างสม่ําเสมอ และตลอดไป ทําได้เช่นนี้ก็จะมีรูปร่างสวยสมส่วน สุขภาพแข็งแรง สามารถดํารงชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

    ข้อมูลจาก : สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
    บุญตา เจนสุขอุดม

  • ดูแลเด็กเมื่อเป็นไข้

    ดูแลเด็กเมื่อเป็นไข้

    ดูแลเด็กเมื่อเป็นไข้

    เมื่อเอ่ยถึง “ไข้หวัด” เราจะไม่ค่อยรู้สึกว่าโรคนี้ร้ายแรงเท่าใดนัก เป็นเพียงโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ที่เป็นแล้ว ก็มักจะหายไปเองในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่สําหรับไข้หวัด ที่มีการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือที่เรียกว่า อินฟลูเอ็นซาไวรัส (Influenza Virua) แล้ว อาการของโรคจะรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา

    จากรายงานของสํานักนโยบายและแผนฯ กระทรวง สาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของ กระทรวงสาธารณสุขเป็นโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนติดเชื้อ เฉียบพลันถึง 119,962 คน คิดเป็นอัตราป่วย 223.39 ต่อประชากร แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขเฉพาะที่ได้รับรายงานเท่านั้น คาดว่าจํานวนผู้ป่วยจริงจะสูงกว่านี้มาก นอกจากนี้ รายงานของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2540 มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ถึง 49,701 คน ตาย 1 คน อัตราป่วย 12.71 ต่อประชากรแสนคน

    จากรายงานดังกล่าว จะเห็นได้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อระบบทางเดือนหายใจส่วนบนที่พบได้บ่อย ดังนั้น หากเราทุกคน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเด็ก ถ้ามีความรู้ เข้าใจสาเหตุและอาการแสดงออกโรคไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ และ รู้วิธีการป้องกันโรคนี้แล้ว เชื่อว่าจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค แทรกซ้อนที่เป็นอันตรายลงได้

    เด็ก ๆ มักจะเป็นหวัดได้ง่ายและบ่อยกว่าผู้ใหญ่ มีไวรัส ที่ทําให้เด็กเป็นหวัดได้มากถึง 200 ชนิด โดยเฉพาะเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังไม่มีภูมิต้านทานเชื้อไข้หวัด แต่ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโต ก็จะมีอาการของไข้หวัดที่ไม่แตกต่างกันจะ ต่างกันที่การดูแลรักษาเท่านั้น โดยอาการของไข้หวัดเริ่มจาก เป็นไข้ มีน้ำมูกใส ๆ และมีอาการคัดจมูก ในบางรายอาจมีอาการ ไอ จาม ร่วมด้วย ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่อาการจะรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยไข้จะขึ้นสูงทันทีทันใด มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเพียงเล็กน้อย มีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัวมากกว่าไข้หวัด มีอาการเบื่อ อาหาร เป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลรักษา อย่างถูกต้องอาการก็จะทุเลาลง

    เด็กเล็กที่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่มักจะ ร้องไห้งอแง พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิดเมื่อ มีไข้สูงให้เช็ดตัวเพื่อลดไข้ ไม่ควรปล่อยให้ไข้ขึ้นสูง เพราะเด็กในวัย 6 เดือนถึง 6 ปี สมองอยู่ในช่วงที่กําลังเจริญเติบโตจึงไวต่อการ ถูกกระตุ้น เกิดอาการชัก ทําให้สมองขาดออกซิเจนและเสื่อมสภาพ ส่งผลเสียต่อเด็กเมื่อโตขึ้น

    การดูแลเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อเด็กมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก ควรใช้ลูกยางช่วยดูดน้ำมูกออก เพื่อบรรเทาอาการ ช่วยให้เด็กได้พักผ่อนและดูดนมได้สะดวก ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่อาจเกิดตามมา พ่อแม่ต้องสังเกต เมื่อลูกเป็นหวัด และมีไข้สูงมาก (เกิน 38.5 องศา) เช็ดตัว อย่างไรไข้ก็ไม่ลด หายใจเสียงดัง หายใจหอบจนหน้าอกและ ซี่โครงปุ่ม มีอาการซึมแสดงถึงสัญญาณอันตรายของโรค แทรกซ้อนที่อาจทําให้เด็กเสียชีวิตได้ เมื่อเด็กมีอาการดังกล่าว
    ไม่ควรนิ่งนอนใจ ให้รีบนําเด็กไปโรงพยาบาลโดยด่วน

    การดูแลเด็กเมื่อเป็นไข้หวัด ให้ปฏิบัติโดยการเช็ดตัว เพื่อลดไข้ และให้ยาลดไข้ และให้ยาลดไข้เมื่อจําเป็น ดูแลร่างกายให้อบอุ่นเสมอนอนพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ถ้าเด็ก เบื่ออาหาร ให้รับประทานอาหารเหลว เช่น น้ำแกงจืด น้ำข้าวต้ม น้ำผลไม้ จะทําให้เด็กรู้สึกสดชื่น และฟื้นตัวได้เร็ว ควรอยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัด เพราะเด็กอาจได้รับเชื้อเพิ่ม หรือตัวเด็กเองอาจเป็นผู้แพร่เชื้อหวัดสู่ผู้อื่นได้

    ไข้หวัด ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดา หรือไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันได้ โดยหลีกเลี่ยงการรับเชื้อหวัดจากผู้อื่น โดย เฉพาะสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก โอกาสจะติดเชื้อหวัด มีสูง ส่งเสริมให้เด็กดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ทั้งในด้านอาหารการกิน อากาศ การออกกําลังกาย ซึ่งเป็น ปัจจัยสําคัญที่จะทําให้เด็กมีสุขภาพดี ป้องกันการแพร่กระจาย ของเชื้อหวัด โดยการปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอ หรือจาม สุขนิสัยเหล่านี้ควรปลูกฝังตั้งแต่เด็กยังอยู่ในวัยเยาว์

    กันยารัตน์ กุยสุวรรณ

  • รอบรู้ โรคมะเร็ง

    รอบรู้ โรคมะเร็ง

    รอบรู้…โรคมะเร็ง

    มีการคาดการณ์กันว่า ในปี พ.ศ. 2558 จะมีคนเป็นโรค มะเร็งเพิ่มขึ้นจาก 9 ล้านคน เป็น 15 ล้านคน และ 2 ใน 3 ของ ผู้ป่วยเหล่านี้ เป็นผู้ที่อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว สาเหตุมาจาก การเพิ่มจํานวนประชากร จํานวนผู้สูงอายุและอัตราของผู้สูบบุหรี่ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น การดําเนินชีวิตของผู้คน และ ภาวะสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกัน และควบคุมได้อย่างทั่วถึง

    ในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2538 มีรายงานผู้ป่วยจาก สถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นเนื้องอก (รวมมะเร็ง) ทั่วประเทศ จํานวน 188,619 รายคิดเป็นร้อยละ 3.51 โดยเป็น มะเร็งตับมากที่สุด จํานวน 7,366 ราย รองลงมาเป็นมะเร็งปอด 5,279 ราย มะเร็งเต้านม 5,042 ราย และมะเร็งมดลูก 4,422 ราย ต่อประชากร 100,000 คน และพบว่าสาเหตุของการตายด้วย มะเร็งตับและท่อน้ำดีมีมากที่สุด จํานวน 6,004 ราย เป็นชาย 4,219 ราย หญิง 1,785 ราย เป็นมะเร็งหลอดลมและปอด 2,772 ราย เป็นชาย 1,982 ราย และหญิง 790 ราย

    โรคมะเร็ง เกิดจากเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติ มี โอกาสเกิดได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย สามารถทําลายเนื้อเยื่อ ใกล้เคียง และกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้ โดยผ่านไปตาม ต่อมน้ำเหลือง และกระแสเลือด เกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยมี พฤติกรรม หรือสุขนิสัยส่วนบุคคลเป็นปัจจัยเสริม เช่น ภูมิคุ้มกัน บกพร่อง ความผิดปกติของยีนมาแต่กําเนิด (พันธุกรรม) หรือได้รับ สารก่อมะเร็งจากสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมี รังสี สารพิษจากการสูบบุหรี เป็นต้น

    อาการเบื้องต้นของการเกิดโรคมะเร็งที่จะสังเกตได้ และ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการ และรับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

    – เป็นตุ่มก้อนโตขึ้นเรื่อยๆ ภายในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก เป็นแผลเรื้อรังนาน ๆ แล้วไม่หาย
    – ตกขาวมาก และมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
    – เป็นหูด ไผ่ ปาน ที่โตขึ้นผิดปกติ
    – ท้องอืด เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก
    – ไอเรื้อรัง เสียงแหบแห้งอยู่เสมอ
    – การขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะที่ผิดไปจากปกตินิสัย
    – หูอื้อ มีเลือดกําเดาไหล

    มะเร็งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบ แต่เนิ่นๆ และไปรับการรักษาได้เร็ว มะเร็งบางชนิดหากตรวจพบในระยะเริ่มแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้ถึง 80-100% สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ “กําลังใจ” ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะต้องเข้มแข็ง ไม่ท้อแท้ พร้อมกันนี้ก็ได้รับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เช่น งดสูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็ง ช่องปาก และกล่องเสียง ควรรับประทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ ในแต่ละวัน ไม่ควรรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งจําเจ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน ซึ่งมีความเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งโพรงมดลูก อาหารที่มีกากน้อย เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลําไส้ใหญ่ อาหารหมักดอง อาหารรมควัน ปลาแห้ง เค็ม เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร

    การอักเสบและการติดเชื้อ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง เช่น การอักเสบในช่องคลอด และปากมดลูกจากเชื้อเริม ทําให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก การติดเชื้อไวรัสอักเสบชนิดบี มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มากหรือ มีบุตรมาก จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก การดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะก่อให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร ช่องปาก ลําคอ กล่องเสียง และลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับ นอกจากนี้ปัจจัย จากสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง อาทิ รังสี และแสงแดด มีผลต่อเซลล์ต่างของร่างกายที่ไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดมะเร็ง ผิวหนัง สารเคมีจากอุตสาหกรรม ผู้ที่กินยาหม้อหรือยาแผนโบราณ ที่เป็นสารหนู ทําให้ผิวหนังแห้ง และกลายเป็นมะเร็งได้
    เพื่อให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็ง จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ดังที่กล่าวมา และเมื่อมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ให้รีบไป พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาเสียงแต่เนิ่น ๆ มะเร็ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรคร้าย ก็จะไม่เป็นโรคที่น่ากลัวอีกต่อไป

    สุรางค์ ศรีบุญเรือง

  • ไข้เลือดออก อาการเป็นอย่างไร รู้ไว รู้เร็ว รักษาได้ทัน

    ไข้เลือดออก อาการเป็นอย่างไร รู้ไว รู้เร็ว รักษาได้ทัน

    ไข้เลือดออก…ยุงร้ายกว่าเสือ

    เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีที่ผ่านมานี้ โรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคที่เราเคยรู้กันว่าเกิดกับเด็กเล็กได้เกิดกับเด็กโต เด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่มากขึ้น อีกทั้งยังมิได้เกิดการแพร่ระบาดเฉพาะฤดูฝน เท่านั้น แต่ยังคงมีการระบาดอยู่จนถึงช่วงฤดูหนาว แล้วที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยง 3 ประการ คือ ภูมิคุ้มกันของเด็กกลุ่มดังกล่าวลดลง ตัวสายพันธุ์ของเชื้อเพิ่ม ความรุนแรงขึ้น เป็นเชื้อไวรัสชนิด 3 และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศที่ทําให้เกิดฝนล่า ทําให้มีฝนชุกในที่แล้ง ฝนแล้งในที่เคยชุก เกิดการกระจายของแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ทําให้มียุงชุกชุม มากขึ้น

    ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 18 ธันวาคม 2540 มีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกทั่วประเทศถึง 77,115 คน ในจํานวนนี้เสียชีวิต 178 คน คิดเป็นอัตราป่วย 128 ต่อประชากรแสนคน และอัตราตาย 0.30 ต่อประชากรแสนคน พบผู้ป่วยในทุกจังหวัดทุกภาค และเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตําบลใด มีฐานะเศรษฐกิจอย่างไร ล่าสุดก็ยังมีนักศึกษาวิทยาลัยสาธารณสุขในจังหวัดทางภาคใต้ เสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกเช่นกัน

    ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคไข้เลือดออก และช่วยกันป้องกันแพร่ระบาดของโรคนี้โดยกําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น ปิดฝาตุ่มน้ำ โอ่งน้ำอยู่เสมอ หมั่นตรวจตราอ่าง แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ และอื่นๆ อย่าให้ภาชนะเหล่านี้เป็นแหล่ง เพาะพันธุ์ยุงลายได้ เก็บหรือทําลายเศษวัสดุทุกชนิดตามบริเวณบ้านที่จะทําให้มีน้ำขังอยู่ได้ จานรองขาตู้กับข้าวให้ใส่เกลือหรือ ผงซักฟอก แจกันดอกไม้ควรเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ เลี้ยงปลาในอ่างบัว เช่น ปลาหางนกยูงเพื่อกําจัดลูกน้ำ เป็นต้น

    นอกจากนี้โรงเรียน ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีความสําคัญ เพราะเด็กใช้ชีวิตเวลากลางวัน ส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียน ครูควรดูแลไม่ให้เด็กถูกยุงกัด ไม่ควรให้ เด็กเล่นในที่มืด หรือบริเวณมุมอับที่เป็นแหล่งเกาะพักของยุงลาย รวมทั้งต้องกําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายด้วยเช่นเดียวกัน

    แม้ว่าเราจะมีการป้องกันเป็นอย่างดีไม่ให้ยุงกัดแล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าจะปลอดจากยุงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อ และเจ็บป่วยได้

    อาการของโรคไข้เลือดออกจะคล้ายกับไข้หวัด คือมีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาจมีอาการอาเจียน แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าโรคนี้ต่างจากไข้หวัดตรงที่ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีน้ำมูก ไม่ค่อยไอ และมีไข้สูงชนิดที่เห็นได้ชัดว่าตัวร้อนจัดมาก ในช่วงที่ใข้สูง 2-3 วันแรก จะไม่มีอันตราย การเช็ดตัวลดไข้มีความจําเป็นมาก อาจใช้ยาลดไข้พวกพาราเซตามอล นอกจากนี้ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ น้ำผลไม้ หรือสารละลายน้ำตาล เกลือแร่ โดยให้ดื่มครั้งละน้อยๆ แต่ดื่มบ่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายได้น้ำชดเชยอย่างเพียงพอ ประมาณวันที่ 3-4 ของการป่วย ไข้จะลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่อันตรายมาก เพราะผู้ป่วยจะนิ่งนอนใจว่าไข้ลดแล้ว อาจละเลยการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ระยะนี้อาจทําให้ผู้ป่วยถึงกับช็อกพร้อม ๆ กับไข้ลด ผู้ป่วยจะมีอาการ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น และหมดสติจนถึงตายได้ ข้อสังเกตอีก อย่างหนึ่งของผู้ที่เป็นไข้เลือดออกคือ จะเบื่ออาหารแม้ไข้ลดแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมทานอาหาร แต่จะรู้สึกกระหายน้ำมาก และ ดื่มน้ำบ่อย

    การสังเกตอาการเจ็บป่วยและหาความรู้ในการป้องกันโรค เป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวพึงกระทํา เพราะคงไม่มีใครที่จะเอาใจใส่ ห่วงใย และเดือดร้อนจากความเจ็บป่วยได้มากไปกว่า คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน และที่สําคัญโรงเรียนหรือชุมชน ควรดําเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ในการทําลายแหล่ง เพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งจะช่วยป้องกันไข้เลือดออกได้

    ชื่นสุข ฤกษ์งาม

  • ฮอร์โมนทดแทนของสตรีวัยทอง จำเป็นหรือไม่

    ฮอร์โมนทดแทนของสตรีวัยทอง จำเป็นหรือไม่

    ฮอร์โมนทดแทนของสตรีวัยทอง

    สตรีวัยหมดประจําเดือนหรือที่เรียกว่าวัยทอง บางคนอาจมีอาการปกติ ผ่านพ้นภาวะหมดประจําเดือนไปอย่างสุขสบาย ในขณะที่บางคนอาจได้รับทุกข์ทรมานจากอาการและผลการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในภาวะหมดประจําเดือนสตรีวัยนี้มีจํานวน ไม่น้อยที่วิตกกังวลสับสนกับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างกัน บางคนได้รับข้อมูลว่าสตรีวัยนี้ไม่จําเป็นต้องใช้ฮอร์โมนใด ๆ เลย บางคนก็ได้รับข้อมูลว่าควรได้รับฮอร์โมนทดแทนในวัย 40 ต้น ๆ อย่างต่อเนื่องจนอายุ 60 ปี หรือตลอดชีวิต เพื่อให้สาวนาน ๆ บางคนก็ได้รับข้อมูลว่าฮอร์โมนทดแทนควรให้เฉพาะสตรีที่มีอาการรุนแรง และควรใช้ในระยะเวลาสั้นเท่านั้น เพราะเป็นยาต่างประเทศราคาแพงบ้างก็ได้รับข้อมูลว่าวงการแพทย์ยังตั้งข้อสงสัย ในความจําเป็น และความปลอดภัยของการใช้ฮอร์โมนทดแทน

    ในต่างประเทศวงการแพทย์ได้ทําการศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาแล้ว พบว่าประโยชน์ของฮอร์โมนทดแทนตัวนี้ก็คือ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจป้องกันโรคกระดูกโปร่งบาง ช่วยลดอาการ ผิดปกติ เช่น ร้อนวูบวาบ และช่วยทําให้ไม่เจ็บปวด เพราะ ช่องคลอดแห้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ส่วนผลข้างเคียงก็คือ อาจมี น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือบางคนอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง เต้านม ผู้ที่จะใช้ฮอร์โมนทดแทนนี้จึงต้องได้รับการแนะนําและอยู่ ในความดูแลของแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลข้างเคียงจาก การใช้ฮอร์โมนดังกล่าว

    สําหรับประเทศไทยยังมีสตรีวัยหมดประจําเดือนชาวชนบท ที่มีฐานะยากจนอีกเป็นจํานวนมากที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนทดแทนตัวนี้ได้ เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง และอีกหลาย ๆ คนที่ไม่อยากเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ฮอร์โมนนี้

    จึงมีคําถามว่า มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ที่จะช่วยให้สตรีวัยหมดประจําเดือนไม่เป็นโรค กระดูกผุ กระดูกกร่อน ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่เจ็บปวด เวลาที่ทำกับสามี คําตอบก็คือ ยังมีทางเลือกอีกที่เหมาะสม โดยเฉพาะวิธีธรรมชาติบําบัด โดยการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีแคลเซียมเพียงพอ ลดอาหารเนื้อสัตว์ ไขมัน ไข่แดงลงให้มากเพื่อป้องกัน โรคกระดูกกร่อน กระดูกผุ และหลอดเลือดหัวใจ ออกไปรับวิตามินดี จากแสงแดดบ้าง เพราะวิตามินดีช่วยให้ธาตุแคลเซียมดูดซึมเข้าสู่ ร่างกายได้ดี หมั่นออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา และถ้าต้องการมีความสุขทางเพศกับสามี ก็สามารถใช้ครีมเยลลี่ทางช่องคลอดกันฝืดและเจ็บได้

    สตรีวัยหมดประจําเดือนจึงควรหันมาทบทวนตัวเองว่าจะ เลือกใช้วิธีการไหน ระหว่างการป้องกันโดยใช้ธรรมชาติบําบัดที่ไม่มี ผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย หรือการใช้ฮอร์โมนทดแทนซึ่งเป็น สารสังเคราะห์ทางเคมีที่มีผลช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกผุ กระดูกกร่อน และอาการผิดปกติบางประการ ฯลฯ มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย แต่อยู่ในการควบคุมดูแลของ แพทย์อย่างใกล้ชิด ควรชั่งใจให้ดีก่อนตัดสินใจและถ้าเลือกใช้ ฮอร์โมนทดแทน อย่าลืมที่จะต้องซักไซ้ไล่เลียงจากแพทย์ผู้ตรวจ ผู้แนะนําเรื่องฮอร์โมนทดแทนให้เข้าใจถึงผลดีผลเสีย เพื่อประโยชน์ ของตัวท่านเองเสียก่อน

    ข้อมูลจาก : สํานักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย

  • ภาวะกระดูกพรุนในวัยทอง

    ภาวะกระดูกพรุนในวัยทอง

    ภาวะกระดูกพรุนในวัยทอง

    วัยหมดประจําเดือน หรือวัยทอง จะเกิดขึ้นกับสตรีเมื่ออายุ ระหว่าง 45-55 ปี บางคนอาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่ในปัจจุบัน สตรีเห็นความสําคัญของวัยหมดประจําเดือนและการดูแลรักษา ความรู้สึกที่ว่าวัยหมดประจําเดือนเป็นวัยของความสูญเสีย และ ถดถอยได้เปลี่ยนแปลงไป

    หลายคนกลับมองว่าวัยนี้เป็นสิ่งปกติ ในช่วงหนึ่งของชีวิต การที่สตรีสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้นานขึ้น จะต้องได้รับการดูแลสุขภาพหลังวัยหมดประจําเดือน แพทย์มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือโดยการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งสามารถป้องกันโรคบางอย่างได้ เช่น โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ แต่การให้ฮอร์โมนอาจก่อให้เกิดมะเร็งเยื่อบุมมดลูกได้ และการเกิดมะเร็งเต้านมก็ยังไม่แน่ชัด เพราะในบางคนไม่ใช้ ฮอร์โมนก็มีการเกิดมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นการใช้ฮอร์โมนต้องอยู่ใน ความดูแลของแพทย์

    ความแข็งแรงของกระดูกในวัยสาว นอกจากจะเกิดจาก กรรมพันธ์แล้ว ยังเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การรับประทาน อาหารที่เหมาะสม การออกกําลังกาย การไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มกาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 90 ของแร่ธาตุในกระดูก เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุ 18 ปี และจะมากที่สุดเมื่ออายุ 30 ปี กระดูกเป็นอวัยวะที่ถูกทําลาย และมีการสร้างใหม่ขึ้นตลอดเวลา

    หญิงวัยหมดประจําเดือนฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทําให้ภาวะ การทําลายกระดูกเกิดขึ้น การที่จะลดภาวะการทําลายกระดูกลงได้ ก็โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น วันละ 1,000 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ น้ำนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง เต้าหู้ ถั่วเหลือง ผักคะน้า มะเขือพวง ใบยอ เป็นต้น แต่ถ้าไม่ได้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ภาวะกระดูกพรุน จะเกิดอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 ปีแรก หลังหมดประจําเดือน

    นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทําให้เกิดภาวะกระดูกพรุนเร็วขึ้น ได้แก่ โรคไตวายเรื้อรัง การผ่าตัดกระเพาะอาหาร การได้รับสาร สเตอรอยด์นานๆ ได้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์ เป็นพิษ การได้รับยาลดกรดประเภทอลูมิเนียม

    ดังนั้น นอกจากการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนและ แคลเซียมแล้ว ต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งบุหรี่ เหล้า กาแฟ และควรออกกําลังกายสม่ําเสมอ จะช่วยให้กระดูกแข็งแรง สตรีวัยหมดประจําเดือนก็จะไม่เป็นอันตรายจากภาวะกระดูกพรุน

    พ.ญ.สํารวย โมกขมรรคกุล
    ร.พ.พระนั่งเกล้า นนทบุรี