Author: admin

  • ชาอาจช่วยต่อสู้ฟันผุ

    ชาอาจช่วยต่อสู้ฟันผุ

    ชาอาจช่วยต่อสู้ฟันผุ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาประจำมหาวิทยาลัยเพซ นำเสนอผลงานวิจัยต่อที่ประชุมสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกัน โดยเป็นงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับประโยชน์ของชา ซึ่งเป็นการวิจัยทั้งชาเขียวและชาดำ ผลปรากฏว่า ชาเขียวให้ประโยชน์ที่สุดในการต่อต้านเชื้อไวรัส รองลงมาเป็นชาดำ แต่ชาที่ปราศจากสารกาเฟอีนให้ผลน้อยที่สุด

    นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาสารเคมีในชาที่มีชื่อเรียกว่า โพลีฟีนอล นางคริสทีน หวู นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ในสหรัฐบอกว่า การเติบโตของแบคทีเรียในปากทำให้เกิดกลิ่นปาก แต่การดื่มชาดำที่มีสารโพลีฟีนอล อาจช่วยขจัดกลิ่นเหล่านั้นได้

    ด้านนักวิจัยอังกฤษ กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่อาจสรุปประโยชน์ของชาอย่างชัดเจน ซึ่งต้องทดลองกันต่อไป ดร.เอียน ดักลาส แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ กล่าวว่า ชาอาจเป็นปัจจัยเสริมในการกำจัดเชื้อโรคในปาก แต่พวกเราก็ไม่ควรจะลืมที่จะต้องแปรงฟัน ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์

  • สูตรทำไอติมกะทิสด แบบโบราณ ทำง่าย แต่ต้องมีเคล็ดลับความอร่อย

    สูตรทำไอติมกะทิสด แบบโบราณ ทำง่าย แต่ต้องมีเคล็ดลับความอร่อย

    สูตรทำไอติมกะทิสด

    เมืองไทยเป็นเมืองร้อน และยังเป็นเมืองที่ปลูกมะพร้าวได้มาก ผลผลิตจากมะพร้าวที่เรานำมาใช้กันทั่วไปก็เช่น น้ำมะพร้าว เนื้อมะพร้าว กะลาต่างๆ และที่สำคัญเราทำไอติมจากกะทิสดได้อร่อยมีเอกลักษณ์ ไม่ต้องง้อนมเหมือนสูตรของฝรั่งเลยนะคะ วันนี้เลยเอา สูตรทำไอติมกะทิสด แบบโบราณๆ มาฝากกันค่ะ

    ส่วนผสม
    มะพร้าวขูดขาว 4 กิโลกรัม น้ำต้มสุกอุ่น 20 ถ้วยตวง น้ำตาลทรายขาว 7 ถ้วยตวง
    การผสม
    นำมะพร้าวมารวมกับน้ำอุ่น คั้นกะทิ ได้ประมาณ 15 ถ้วย กรองให้สะอาด น้ำตาลทรายขาวนำมารวมตั้งไฟอ่อนๆ จนเข้ากันดี รอจนเย็น เมื่อผสมเข้ากันดีแล้ว นำไปใส่ถังปั่นเย็น
    ถังปั่นเย็น
    เป็นถังสแตนเลส ( เดิมเป็นถังไม้ ) 2 ชั้น โดยระหว่างชั้นห่างกันประมาณ 1 ผ่ามือ ช่องนี้ ใส่น้ำแข็งป่น 10 ส่วน ผสมเกลือ 1 ส่วน หมุนถังเรื่อยๆ กลับไปมาซ้ายขวา คอยเอาไม้พายคนจนไอศกรีมแข็งตัวได้ที่ก็ปิดฝารอจำหน่ายได้
    หมายเหตุ ระหว่างที่หมุนถังจะมีน้ำแข็งระหว่างช่องถังละลายออกไปทางสายระบายน้ำด้านข้างก้นถัง ต้องเติมน้ำแข็งเพิ่มด้วย อันนี้คือสูตรแบบโบราณ หากเราจะประยุกต์มาใช้สมัยใหม่ ก็มีเครื่องทำไอติมที่สามารถทำได้ง่ายกว่าเดิมด้วยนะคะ
    เมื่อทำไอติมเสร็จแล้ว จะใส่เครื่องโรยหน้า ก็ใส่ได้หลากหลาย เช่น ข้าวโพด ถั่วแดง ถั่วลิสงคั่ว ลูกชิด หรืออื่นๆ อีกมากมาย ลองไปทำรับประทานกันดูค่ะ

    Image by Shinjee Kim from Pixabay

  • เนื้องอกมดลูก ห้ามกินอะไร และควรกินอะไรดี

    เนื้องอกมดลูก ห้ามกินอะไร และควรกินอะไรดี

    เนื้องอกมดลูก เป็นปัญหาที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเลยมีโอกาสเป็นได้  มักจะพบตั้งแต่ในวัย 25 ไปจนถึงอายุประมาณ 50 กว่าๆ โดยรู้ได้จากการไปตรวจภายในประจำปี หรือ มีอาการผิดปกติบางอย่าง เช่น มีเลือดประจำเดือนออกมาก ก็เป็นอาการแสดงออกอย่างหนึ่งของโรคนี้ได้ หากตรวจพบเจอเนื้องอกมดลูกในขนาดเล็กๆ และหากผู้หญิงไม่ได้อยู่ในวัยที่ต้องการจะมีบุตรแล้ว คุณหมอมักจะไม่ได้แนะนำการรักษาอะไรมากเป็นพิเศษ นอกจากตรวจดูขนาดเป็นระยะๆ ติดตามการเจริญเติบโตเท่านั้น แต่สำหรับผู้ป่วยอาจจะไม่สบายใจ และอยากค้นหาวิธีที่จะทำให้เนื้องอกเหล่านี้เล็กลง หรืออย่างน้อยก็ไม่เจริญเติบโตมากขึ้นจนต้องผ่าตัดในที่สุด เลยพยายามค้นหาว่า มีอาหารอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำให้เนื้องอกมีขนาดโตขึ้นได้ มีความเชื่อว่าอาหารบางชนิด สามารถกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเนื้องอกมดลูกได้ มีดังต่อไปนี้ค่ะ

    เต้าหู้ และ อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งมีสารไอโซฟลาโวน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิง

    มะพร้าว เป็นประจำเดือนห้ามกินมะพร้าว หรือน้ำมะพร้าว เพราะเชื่อว่ามีฮอร์โมนเพศหญิงเยอะ จะทำให้ปวดท้องได้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ทำจากมะพร้าว เช่น เนื้อมะพร้าว น้ำมะพร้าว กะทิ ทั้งหลายค่ะ

    อาหารไขมันสูง เช่น พวกอาหารจานด่วนทั้งหลาย ฟาสฟู๊ด ไก่ทอด นม เนย เบเกอรี่ ต่างๆ

    ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ การที่เกิดเนื้องอกนั้น เป็นผลมาจากภาวะร่างกายที่ไม่สมดุลย์ อาจจะได้รับอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไป เราจึงควรงดเว้นอาหารประเภทนี้ หรือทานให้แต่น้อยค่ะ

    น้ำอัดลม เพราะว่ามีน้ำตาลสูง การรับประทานบ่อยๆ ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป อาจจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนที่ไม่ปกติได้ค่ะ

    เนื้องอกมดลูก ควรกินอะไร

    เมื่อคุยถึงอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงแล้ว และอาหารที่ควรกินล่ะมีไหม อาหารที่จะสามารถทำให้ขนาดของเนื้องอกเล็กลงได้ บางท่านได้เคยเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหารของตัวเอง เช่น งดการทานเนื้อสัตว์ จะรับประทานปลาเป็นครั้งคราว สักอาทิตย์ล่ะครั้งเท่านั้น จากนั้นก็เพิ่มการทานผักผลไม้ให้มากขึ้น พร้อมกับดื่มน้ำใบย่านางไปด้วย ก็พบว่ามีขนาดเนื้องอกที่เล็กลง เราจะลองปฎิบัติดูตามบ้างก็ได้นะคะ และอาหารเหล่านี้เชื่อกันว่า ช่วยในเรื่องเนื้องอกมดลูกได้มีดังต่อไปนี้ค่ะ

    เห็ด เชื่อกันว่า การกินเห็ด หรือการกินเห็ด 3 อย่างนั้น จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์มาก หนึ่งในประโยชน์นั้นคือ ลดการเกิดพังผืด หรือเนื้องอกได้

    ย่านาง การทำน้ำย่านางดื่ม ไม่ว่าจะเป็นการคั้นสดแล้วผสมน้ำ หรือจะนำใบมาเคี้ยวแล้วกลืนน้ำตามก็ได้นะคะ ก็จะช่วยเรื่องเนื้องอกมดลูกได้  ปกติการคั้นจะใช้ใบย่านาง 5-6 ใบ ผสมกับน้ำได้ตั้งแต่ 5-8 แก้ว ระวังอย่าทำให้เข้มข้นเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนักได้ค่ะ

    เมล็ดฟักทอง เพราะในเมล็ดฟักทอง มีสารที่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเพศชายอยู่ จึงควรกินเมล็ดฟักทอง เพื่อปรับฮอร์โมนให้สมดุลย์ ไม่ให้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป

    ขมิ้นชัน มีความเชื่อว่า ขมิ้นชัน มีโอกาสทำให้เนื้องอกมีขนาดเล็กลงได้ โดยรับประทานหลังมื้ออาหารเช้า และก่อนนอน สัก 2-3 แคปซูลต่อมื้อค่ะ

    มะดัน อาจจะหายากสักหน่อยกับผลไม้ชนิดเปรี้ยวมากตัวนี้ มะดันสามารถนำมาปรุงอาหารแทนมะนาวก็ได้นะคะ นำมาทำยำ หรือว่า ผสมเป็นน้ำพริกก็ได้ค่ะ

    แอ๊ปเปิ้ล ทำให้ขนาดของเนื้องอกมดลูกไม่เจริญเติบโต เพราะฉะนั้นมารับประทานแอ้ปเปิ้ลกันทุกวันกันดีกว่านะคะ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อรักษาร่างกายด้วยการเลือกรับประทานอาหาร ก็ควรจะออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยเพื่อปรับสมดุลย์ ก็อย่าลืมที่จะติดตามผลการตรวจกับคุณหมอ เพื่อเช็คร่างกายเป็นระยะๆ ด้วยนะคะ

  • สูตรอาหารผู้ป่วย ไข่ไก่กับนม

    สูตรอาหารผู้ป่วย ไข่ไก่กับนม

    สูตรอาหารผู้ป่วย ไข่ไก่กับนม

    ไข่ไก่กับนมชนิดที่ 1

    ไข่ไก่ 1 ฟอง

    เกลือ 1 หยิบมือ

    น้ำตาล 3/4 ช้อนโต๊ะ

    นม 3/4 ถ้วย

    บรั่นดีหรือเหล้าไวน์ 1 ช้อนกาแฟ หรือ 1 ช้อนโต๊ะ

    ตีไข่ให้ขี้น เติมน้ำตาลและเกลือ ผสมกับนมที่อุ่นไว้ร้อนพอดี ใช้ให้คนไข้รับประทานทันที

    ไข่กับนม ชนิดที่ 2

    ไข่ไก่ 1 ฟอง

    น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

    เกลือ 1 หยิบมือ

    นม 3/4 ถ้วย

    กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา

    วิธีทํา

    แยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน ตีไข่ขาวให้ขึ้นเติมน้ำตาลและเกลือแล้ว ตีไข่แดงต่อไปจนข้นสีเหมือนครีมแล้วเติมน้ำนมที่อุ่นลงไป เหยาะกลิ่นวนิลาใส่ในถ้วยแก้ว แล้วเอาไข่ขาวที่ตีแล้วนั้นราด ชั้นบนอีกที แล้วให้คนไข้รับประทานโดยมากให้คนไข้รับประทาน ขณะกําลังอุ่น ๆ

  • สูตรน้ำซุป สำหรับคนป่วย

    สูตรน้ำซุป สำหรับคนป่วย

    สูตรน้ำซุป สำหรับคนป่วย

    น้ำซุปเนื้อ

    เนื้อแท้ (ไม่มีมันปน) 1/3-1/2 ถ้วย

    น้ำ 1 ถ้วย

    เกลือ 1 หยิบมือ

    วิธีทำ

    ล้างเนื้อ ให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในหม้อเคลือบตุ๋น เติมน้ำเย็นและทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เพื่อให้น้ำของเนื้อออกมาผสมกับน้ำ แล้วจึงยกตั้งบนหม้อตุ๋นที่มีน้ำเย็นหล่ออยู่แล้วตั้งบนเตาไฟ ค่อยเคี่ยวไปจนร้อนถึง 150 องศาฟาเรนไฮต์ไม่ถึงเดือด ใช้ไฟปานกลางประมาณ 1 ช.ม. ครึ่ง แล้วยกลงกรองผสมกับเกลือป่น ให้คนไข้รับประทานอุ่น ๆ

    น้ำซุปใส

    ไก่ 1/2- 1 ก.ก. (หรือ 1/2 ซีก)

    น้ำเย็น 4 ถ้วย

    ข้าวสาร 2 ช้อนโต๊ะ

    เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ (หรือน้ำปลาดี 1 ช้อนโต๊ะ)

    พริกไทย 1 หยิบมือ

    วิธีทำ

    ล้างไก่ให้สะอาด ลอกหนังและมันออกให้หมด ใส่ในหม้อต้น 2 ชั้น เติมน้ำเย็นและแช่ทิ้งไว้ 1/2 ช.ม. แล้วตุ๋นไปประมาณ 2 – 3 ช.ม. ถึง 4 ช.ม. จนเนื้อยุ่ยแล้วตักส่วนมันทิ้งเสีย เติมข้าวสารและหอมหัวเล็ก แล้วยกลงกรองเอาแต่น้ำรับประทานอุ่นๆ

    น้ำซุปข้น

    ทําคล้ายวิธีทําซุปใส แต่เติมแป้งท้าวยายม่อม แป้งสาลี แป้งถั่วเขียว นมครีมหรือเนยลงไป บางทีก็ใส่มันบดหรือขนมปังลงไปซุปใสก็จะข้น

  • สมัครงาน

    หลังจากการสัมภาษณ์อันยาวนาน ผู้จัดการก็ถามเด็กหนุ่มที่พึ่งจบวิศวะหมาดๆจากมหาลัยชื่อดังถึงเรื่องเงินเดือนที่เขาต้องการ

    “ก็คงราวๆซักเจ็ดหมื่นบาทครับ มากน้อยกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับสวัสดิการว่าเป็นยังไงน่ะครับ” ไอ้หนุ่มบอกหน้าตาเฉย

    “เอาเป็นอย่างนี้ดีมั้ย” ผู้จัดการบอก “เราทำประกันชีวิตให้วงเงิน 10 ล้านบาท ประกันสุขภาพวงเงินคุ้มครอง 2 ล้านบาท เบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกและทำฟันได้ตามจริงไม่จำกัดวงเงิน ลาพักร้อนได้ปีละ 30 วัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทจ่ายสมทบ 100% ตั้งแต่เริ่มงานเลย รถประจำตำแหน่งเปลี่ยนให้ทุก 2 ปี เอาเป็น BMW ซีรี่ย์ 5 คงพอมั้ง ทั้งหมดนี้พอไหวไหม?”

    “โอ้โฮ” ไอ้หนุ่มตาเหลือก “ล้อเล่นกันรึเปล่าครับนี่”

    “อ้าว… ก็คุณเริ่มก่อนไม่ใช่เรอะ” ผู้จัดการยิ้มเครียดๆ

  • เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) พ.ศ. ๒๕๓๖
    อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติท่านที่ผมได้ไปถ่ายภาพมาให้ชมกันในฉบับนี้ เป็นผู้ที่ทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงและผลงานของท่านเป็นอย่างดี ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีร่วมสมัย ผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวรรณศิลป์ไทยที่มีแนวความคิดที่ลึกซึ้ง สร้างสรรค์สังคม มีความประณีตในการใช้ฉันทลักษณ์หลากหลายรูปแบบ และมีความสามารถพิเศษในการเรียงร้องถ้อยความเป็นบทกวีได้อย่างไพเราะเป็นที่ยิ่ง มีผลงานการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองดีเด่นมากมาย ชีวิตและผลงานของท่านก่อนที่จะประสบความสำเร็จในวันนี้ มีความเป็นมาที่น่าสนใจทีเดียว

    อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันอายุ ๖๐ ปี สมาชิกในครอบครัวของท่านล้วนมีความรักและสนใจในวรรณคดีและดนตรีไทย โดยบิดาของท่านมีความสามารถทางด้านดนตรีไทย ตลอดจนการแต่งโคลงกลอนเป็นพิเศษ ส่วนมารดาก็เป็นผู้ที่ชอบอ่านวรรณคดีไทยจึงส่งผลให้อาจารย์เนาวรัตน์มีความผูกพันธ์กับวรรณคดี และดนตรีไทยมาตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเครื่องดนตรีไทยที่ท่านเล่นได้ดีมาตั้งแต่เด็กก็คือขลุ่ย ซึ่งท่านมักจะนำติดตัว และเป่าเล่นในยามว่างอยู่เสมอมิได้ขาด จนถึงปัจจุบันนี้ ในด้านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนนั้น อาจารย์เนาวรัตน์มีความสนใจและเริ่มแต่งมาตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ในระดับมัธยม โดยได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขุนช้างขุนแผนซึ่งท่านประทับใจในจังหวะ ลีลา และสำนวนกลอนอันไพเราะสละสลวย ครั้นเมื่อได้เข้าศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์เนาวรัตน์ก็ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งชมรมวรรณศิลป์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งท่านก็ได้เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของชมรมดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการแข่งขันกลอนสดระหว่างมหาวิทยาลัย จนได้รับรางวัลชนะเลิศหลายครั้ง ท่านจบการศึกษาและได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๘

    ภายหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้เข้ารับราชการที่กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ท่านทำงานอยู่เพียงระยะสั้นๆ ก็ได้ลาออกจากราชการ ครั้นถึงปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ท่านได้อุปสมบท และออกธุดงค์ไปยังสวนโมกข์ฯเพื่อศึกษาธรรมะกับท่านพุทธทาสภิกขุ ภายหลังจากที่ลาสิกขาบทแล้ว ท่านก็ได้เข้าทำงานประจำกองบรรณาธิการวิทยาสาร จากนั้นในช่วงประมาณปี ๒๕๑๓ ท่านได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง พระอภัยมณี ของไชโยภาพยนตร์ได้รับบทเป็นพระอภัยมณี ในปีต่อมา ท่านได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำแผนกภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ปัตตานี โดยสอนวิชาการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ จึงได้เข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพจนกระทั่งปัจจุบันนี้ โดยท่านมีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบงานทางด้านศิลปะวัฒนธรรม ที่ศูนย์สังคีตศิลป์ของธนาคารกรุงเทพเชิงสะพานผ่านฟ้า นอกเหนือจากงานประจำแล้ว อาจารย์เนาวรัตน์ยังได้อุทิศตนช่วยเหลืองานเพื่อสังคมส่วนรวมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน และยังเป็นอาจารย์พิเศษและวิทยากรบรรยายในสถานศึกษาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

    สำหรับงานทางด้านการประพันธ์นั้น อาจารย์เนาวรัตน์มีผลงานการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองมากมาย ในส่วนของงานร้อยกรองประเภทกลอนในระยะแรกที่อาจารย์เนาวรัตน์แต่งนั้น มักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักโรแมนติกเป็นหลัก ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๑๖ เป็นต้นมา ท่านก็ได้พัฒนาบทกวีของท่านไปในแนวทางที่สะท้อนสภาพปัญหาทางสังคม โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากบทกวีในแนวทางสร้างสรรค์สังคมแล้ว ท่านยังได้นำหลักธรรมและปรัชญาในทางพุทธศาสนาที่ท่านใฝ่ใจศึกษาอย่างจริงจัง มาสร้างสรรค์บทกวีที่ทรงคุณค่า ทั้งทางด้านเนื้อหาอันละเอียดลึกซึ้งเข้าถึงแก่นแท้ของคำสอนแห่งองค์พระศาสดา และทางด้านความประณีตงดงามทางวรรณศิลป์ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเป็นผู้ที่มีความรู้และให้ความสำคัญในด้านการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่างานกวีนิพนธ์ของท่านหลายเรื่อง มีเนื้อหาหลักในการอนุรักษ์ และส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทยที่กำลังถูกละเลยทอดทิ้ง สวนทางกับกระแสความเจริญทางวัตถุซึ่งกำลังฟูเฟื่องอย่างไร้ขอบเขต

    ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าผลงานการประพันธ์ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้นมีมากมาย ดังนั้นผมจึงขอหยิบยกตัวอย่างงานของท่านเพียงบางส่วนดังนี้ งานรวมเล่มร้อยกรองได้แก่ คำหยาด ชักม้าชมเมือง เพลงขลุ่ยผิว น้ำใสไม้สวย เขียนแผ่นดิน ฯลฯ ผลงานประเภทความเรียงได้แก่ ที่นี่ขัดข้องหนอ บังอบายเบิกฟ้า เรียงร้อยถ้อยคำ บ้านเก่า ฯลฯ มีผลงานของท่านหลายเรื่องที่ได้รับรางวัลอาทิ อาทิตย์ถึงจันทร์ ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษวรรณกรรมของธนาคารกรุงเทพ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ ชักม้าชมเมือง ได้รับรางวัลดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ เพียงความเคลื่อนไหว ได้รับรางวัลซีไรต์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ เพลงขลุ่ยผิว ได้รับรางวัลดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ และ ก.ข.ขับขาน ซึ่งแต่งรวมกับวีระศักดิ์ ขุขันธินได้รับรางวัลดีเด่นจางานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงศึกษาธิการยงได้มองเห็นถึงคุณค่างานวรรณกรรมของอาจารย์เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ โดยได้คัดเลือกผลงานของท่านหลายเรื่องให้ใช้ประกอบการเรียนของนักเรียนอีกด้วย อาทิ ชักม้าชมเมือง คำหยาด ลุงเต่าลิงต้อย และความคิดในดอกบัว เป็นต้น

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้พิจารณายกย่องอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ในคำประกาศเกียรติคุณตอนหนึ่งว่า

    เป็นกวีที่สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบ ผลงานสร้างสรรค์สะท้อนความดื่มด่ำในสมบัติวรรณศิลป์ไทยด้วยการใช้ฉันทลักษณ์หลากรูปแบบ ให้ความสำคัญกับคามเสนาะพริ้งพรายของลำนำ กวีและการถือวรรณคดีโบราณเป็นครูอย่างเคารพ เป็นกวีที่ศึกษาวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ดื่มด่ำกับดนตรีไทยและเข้าถึงพุทธธรรมอย่างแตกฉาน ทำให้การสร้างสรรค์กวีนิพนธ์แฝงปรัชญาแห่งพุทธธรรมไว้อย่างประณีตงดงาม เป็นกวีผู้สร้างสรรค์สืบสานกวีนิพนธ์จากแบบนิยม และสมบัติวรรณศิลป์ไทยได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังได้พัฒนาสมบัติวรรณศิลป์ไทยเพื่อใช้สื่อสารกับคนไทยร่วมสมัยได้อย่างประทับใจมีประสิทธิภาพยิ่ง บ่งบอกถึงความเป็นปราชญ์ทางภาษาและการสร้างสุนทรียารมณ์อันงดงาม

    ผมได้ไปพบกับอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ศูนย์สังคีตศิลป์ เชิงสะพานผ่านฟ้าอันเป็นที่ทำงานของท่านเพื่อชี้แจงรายละเอียดของงาน และเพื่อดูสถานที่ ที่จะถ่ายภาพ แต่ผมพบว่าสถานที่นั้น ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพของผม อาจารย์เนาวรัตน์จึงได้นัดให้ผมไปถ่ายภาพท่านที่บ้านซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ปีก่อน จักรกฤษณ์ และผมจึงได้เดินทางไปโดยมุ่งหวังว่าจะได้ถ่ายภาพอาจารย์เนาวรัตน์กับบรรยากาศของบ้าน ซึ่งผมจินตนาการเอาเองว่าเป็นบ้านไม้ที่ตั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นขุนเขาและลำธาร แต่เมื่อไปถึง ผมก็พบว่าจินตนาการของผมคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมาก เพราะบ้านของอาจารย์เนาวรัตน์นั้น เป็นบ้านสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเหมือนๆ กับบ้านทั่วไปในกรุงเทพนี่เอง เราจึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่โดยการจัดแสงและถ่ายภาพในตัวบ้าน และจัดฉากกระดาษที่เตรียมไปด้วยเป็นฉากหลัง เนื่องจากอาจารย์เนาวรัตน์เป็นผู้ที่มีใบหน้าคมคาย มีเอกลักษณ์ (ก็เคยเป็นพระเอกหนังมาแล้วนี่ครับ) ผมจึงเน้นถ่ายภาพให้เห็นใบหน้าของท่านอย่างชัดเจน โดยผมต้องการให้ภาพถ่ายสื่อสารให้คนดูเห็นว่าท่านเป็น นักคิด ควบคู่ไปกับความเป็น นักเขียน ของท่าน จึงขอให้ท่านนั่งมองทอดสายตาไปข้างหน้าและทำท่าครุ่นคิด โดยผมถ่ายภาพท่านจากด้านข้าง ภาพที่ได้เป็นที่พอใจของผมมาก แต่ผมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในขณะที่ท่านทำท่านั่งคิดให้ผมถ่ายภาพอยู่นั้น ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ แต่อาจจะมีลักษณะใดขณะหนึ่งก็ได้ที่ท่านคิดว่า ถ่ายอะไรนานนัก เมื่อไหร่จะเสร็จสักที เพราะผมเป็นคนที่ทำงานค่อนข้างจะช้า และจู้จี้กับท่านมากเหลือเกิน ซึ่งตามปกติคนที่เป็นช่างภาพรวมทั้งผมด้วย จะไม่ค่อยทราบว่าผู้ที่ถูกถ่ายจะมีความรู้สึกเช่นนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งผมมีความจำเป็นต้องใช้ภาพถ่ายของตัวเอง จึงได้วานให้ผู้ช่วยถ่ายให้ ทั้งที่เขาก็ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งในห้าของเวลาที่ผมถ่ายภาพอาจารย์เนาวรัตน์ แต่ผมก็รู้สึกว่ามันช่างยาวนานและหายใจลำบากผิดปกติ แต่ไม่แน่นะครับ อาจารย์เนาวรัตน์ท่านอาจไม่รู้สึกอย่างนั้นก็ได้

    เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกอิ่มเอิบใจในการทำงานถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติของผม เพราะอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้น นอกจากจะเป็นกวีที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้ว ท่านยังเป็นกวีที่ผมนิยมยกย่อง และชื่นชอบผลงานของท่านเป็นการส่วนตัวอย่างยิ่งอีกด้วย

    ถามเอง-ตอบเอง

    ถาม ตั้งแต่ที่ได้เริ่มมีการยกย่องศิลปินแขนงต่างๆ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีศิลปินแห่งชาติทั้งสิ้นแล้วจำนวนกี่ท่าน ในจำนวนนี้ มีกี่ท่านที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว และกี่ท่านที่ยังคงมีชีวิตอยู่

    ตอบ จนถึงวันนี้ (มีนาคม ๒๕๔๓) มีผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติรวมทั้งสิ้น ๑๓๙ ท่าน ในจำนวนนี้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ๓๗ ท่าน และยังคงมีชีวิตอยู่ ๑๐๒ ท่าน

  • อาวุธ เงินชูกลิ่น

    นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) พุทธศักราช ๒๕๔๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    บรรพบุรุษไทยในอดีตกาล ได้ใช้ภูมิปัญญา ฝีมือ ตลอดจนจินตนาการอันเลิศล้ำสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยที่วิจิตรพิสดาร ฝากไว้บนแผ่นดินไทยให้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าแก่พวกเราทุกคน แต่ผลงานเหล่านั้นก็ย่อมเก่าแก่ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ที่มีความรู้และความสามารถอย่างลึกซึ้ง ที่จะดูแลซ่อมแซมผลงานอันทรงค่าเหล่านั้นไว้ให้คงสภาพที่แข็งแรง และงดงามดังเดิมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งยังต้องสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่คงไว้ซึ่งแบบฉบับของงานสถาปัตยกรรมไทยที่ถูกต้องงดงามต่อไปด้วย

    นับว่าคนไทยเรายังโชคดีที่มีบุคลากรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนอยู่หลายท่าน หนึ่งในท่านเหล่านั้นก็คือ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรท่านปัจจุบัน ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑

    นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี ท่านได้รับการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัจนรัตน์ ต่อด้วยโรงเรียนวัดราชโอรสจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อทางศิลปะที่โรงเรียนศิลปะศึกษา เป็นเวลา ๒ ปี ก็สามารถสอบเข้าศึกษาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ณ ที่นั้น ท่านได้เรียนรู้ทั้งทางด้านศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมไทย กับครูบาอาจารย์ท่านสำคัญหลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตร อาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี อาจารย์พินิจ สุวรรณบุณย์ อาจารย์ชม้อย อุดมศิลป์ อาจารย์แต้ม จั่นถมยา ฯลฯ ทั้งยังได้ศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย กับ ศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินท์ อีกด้วย

    หลังจากที่สำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสถาปนิกประจำกองทัพอากาศจนได้รับพระราชทานยศเรืออากาศเอก จึงได้โอนมารับราชการที่กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เมื่อปี ๒๕๑๘ จากนั้น เมื่อปี ๒๕๒๑ ท่านก็ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งสถาปนิกประจำกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ตลอดระยะเวลาที่รับราชการที่กรมศิลปากรนี้ ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรู้ความสามารถจนมีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญยิ่งขึ้นโดยลำดับ จนถึงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งท่านยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

    ผลงานสำคัญของ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น มีทั้งงานด้านอนุรักษ์ และออกแบบสร้างสรรค์ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม อันได้แก่

    – การกำหนดรูปแบบและรายการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ระยะที่ ๓ ตั้งแต่เสาหารและฐานชั้นล่าง เมื่อปี ๒๕๒๒

    – เป็นกำลังสำคัญในการกำหนดรูปแบบและรายการ และควบคุมการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ระหว่างปี ๒๕๒๒-๒๕๒๕ จนสำเร็จเรียบร้อยทันพระราชพิธีมหามงคลสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี เมื่อปี ๒๕๒๕

    – ออกแบบอาคารต่างๆ ในบริเวณศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี ๒๕๒๗-๒๕๒๘

    – การกำหนดรูปแบบและรายการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร หลายรายการ เมื่อปี ๒๕๒๙-๒๕๓๕

    – การออกแบบอาคารต่างๆ รวมทั้งแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดจนจัดผังบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เมื่อปี ๒๕๓๔

    – การกำหนดรูปแบบและรายการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์และอาคารภายในบริเวณพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย ตลอดจนจัดผังบริเวณใหม่ เมื่อปี ๒๕๓๕

    – กำหนดแบบทรวดทรงและลวดลาย ตลอดจนควบคุมการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เมื่อปี ๒๕๓๗

    – ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระเมรุมาศ และอาคารรายรอบที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนกำหนดรายการบูรณะเครื่องใช้ในพระราชพิธีหลายรายการ เมื่อปี ๒๕๓๘

    – ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระที่นั่งและอาคารประกอบในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อปี ๒๕๓๙

    – ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระที่นั่งสันติชัยปราการ ซึ่งรัฐบาลจัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ

    นอกจากผลงานดังกล่าวแล้ว นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษ บรรยายวิชาและเรื่องราวเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ตลอดจนศิลปะวัฒนธรรมไทยให้แก่นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ จากเกียรติประวัติต่างๆ นี้ ทำให้ท่านได้รับเกียรติคุณต่างๆ หลายประการ ได้แก่

    – ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สถาปัตยกรรมไทย) เมื่อปี ๒๕๓๙
    – ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๓๙

    – ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้เป็นผู้อนุรักษ์มรดกไทยดีเด่นด้านสถาปัตยกรรมไทย ประเภทบุคคล จากสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๔๐

    – ได้รับพระราชทานเลื่อนยศจากเรืออากาศเอก เป็นนาวาอากาศเอก เมื่อปี ๒๕๔๐

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ประจักษ์ในเกียรติประวัติอันงดงาม ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาของ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น จึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๑

    ท่านอธิบดีอาวุธได้กรุณาสละเวลาอันมีค่าของท่าน เดินทางไปให้ผมถ่ายภาพที่ศาลาไทย ในบริเวณลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ อันเป็นผลงานออกแบบสำคัญชิ้นหนึ่งของท่านในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ ๑๕ มีนาคม ที่ผ่านมา ในปัจจุบันศาลาไทยดังกล่าวนี้ กรุงเทพมหานครใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชอาคันตุกะองค์ล่าสุดที่เสด็จพระราชดำเนินมาที่นี่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็คือสมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก

    ผมได้ไปเดินสำรวจสถานที่นี้ก่อนที่จะถ่ายภาพท่านอธิบดีอาวุธ ๑ วัน เพื่อเลือกหามุมที่เหมาะสมสำหรับถ่ายภาพ และเพื่อดูสภาพแสงที่จะใช้ถ่ายภาพจนได้ข้อสรุปว่าคงจะต้องใช้ไฟถ่ายภาพช่วย เนื่องจากแสงที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นค่อนข้างน้อย และแสงที่สะท้อนขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่างก็จะทำให้ใบหน้าดูแปลก ไม่ดีเท่าที่ควร ในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันนัดถ่ายภาพ ผมจึงได้เตรียมไฟถ่ายภาพไปด้วย ๒ ดวง โดยใช้ร่มสะท้อนแสงเพื่อช่วยทำให้แสงดูนุ่มนวล ผมได้ขอให้ท่านอธิบดีอาวุธยืนในตำแหน่งและในท่าทางที่ผมได้วางเอาไว้ล่วงหน้า ทำให้การถ่ายภาพเป็นไปอย่างเรียบร้อยในระยะเวลาอันสั้น ตลอดระยะเวลาของการถ่ายภาพ ผมได้มีโอกาสพูดคุยขอความรู้จากท่านมากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องงานออกแบบของท่านรวมทั้งเรื่องโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ผมสนใจ ซึ่งนอกจากจะได้รู้ในหลายสิ่งที่ไม่เคยรู้แล้ว ยังทำให้ท่านอธิบดีรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เกิดอาการเครียดหรือเกร็งอีกด้วย หลังจากที่ถ่ายภาพภายในศาลาแล้ว ผมก็ได้ขอถ่ายภาพท่านภายนอกโดยมีศาลาไทยดังกล่าวเป็นฉากหลังเอาไว้ด้วย แต่เนื่องจากลักษณะดังกล่าวนี้ คล้ายกับที่ผมเคยถ่ายภาพอาจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี และ อาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี มาแล้ว จึงได้เลือกภาพภายในศาลา ที่ผมเห็นว่ามีความน่าสนใจแตกต่างไปอีกแนวหนึ่งมาเป็นภาพหลักให้ได้ชมกันนี่แหละครับ

    ผลงานของนาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ท่านเป็นสถาปนิกที่มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งเกียรติประวัติของท่านจะต้องได้รับการจารึกไว้อีกนานเท่านาน

  • นายแมนรัตน์ ศณีกรานนท์

    นายแมนรัตน์ ศณีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พุทธศักราช ๒๕๓๕

    วงการดนตรีสากลในบ้านเราเริ่มเติบโตและเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่แล้ว คือช่วงก่อนปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ไม่นานเป็นต้นมา และนับวัน วงการนี้ก็ยิ่งคึกคักมีชีวิตชีวา และเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว การที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เนื่องมาจากเรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมากมายหลายท่าน ที่ได้ช่วยกันพัฒนาวงการดนตรีสากลอย่างจริงจังจนก้าวขึ้นเทียบเทียมมาตรฐานสากล และถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง หนึ่งในท่านเหล่านั้นก็คือ อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติผู้ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง

    อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๑ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี ท่านมีความสนใจทางด้านดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบิดาเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือสูง แต่แทนที่ท่านจะเรียนดนตรีกับบิดาโดยตรง ท่านกลับแอบนำเครื่องดนตรีของบิดามาฝึกหัดเองจนเกิดความชำนาญ เครื่องดนตรีที่ท่านถนัดที่สุดและเล่นได้ดีเป็นพิเศษก็คือเปียโน

    อาจารย์แมนรัตน์มีความรักและกระตือรือร้นในการเล่นดนตรีเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นรวมตัวกับเพื่อนๆ ที่ชอบดนตรีด้วยกันตั้งวงดนตรีชื่อ “คีตเสวี” ขึ้นโดยตัวท่านเองรับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมวง นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้ถวายงานทางดนตรีแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยร่วมเล่นเปียโนกับวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ที่ทรงก่อตั้งและทรงร่วมบรรเลงดนตรีเป็นประจำที่สถานีวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต อาจารย์แมนรัตน์ยังคงถวายงานด้านนี้อย่างสม่ำเสมอมาตราบจนปัจจุบัน

    แม้ว่าอาจารย์แมนรัตน์จะมีความรักในทางดนตรีเท่าใดก็ตาม ท่านก็หาได้มีความตั้งใจที่จะยึดดนตรีเป็นอาชีพหลักไม่ ท่านได้เข้าทำงานในบริษัทน้ำมันหลายแห่ง ได้แก่ เชลล์ ม้าบิน เอสโซ่ และโมบิล ตามลำดับ โดยเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกอย่างสม่ำเสมอตลอดมา แต่เมื่อหน้าที่การงานมากขึ้นทำให้เวลาในการเล่นดนตรีต้องลดน้อยลง ท่านจึงต้องเลิกวงคีตเสวี และยกวงดนตรีนี้ให้เพื่อนไปดำเนินการแทน โดยได้เปลี่ยนชื่อวงเสียใหม่ว่าวง “คีตวัฒน์”

    เมื่ออายุได้ ๓๕ ปี หลังจากผ่านชีวิตการทำงานในบริษัทน้ำมันถึง ๔ แห่งแล้ว อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ก็มีความรู้สึกว่าอยากจะหันมาเอาดีทางดนตรีอย่างจริงจัง ท่านจึงได้ลาออกจากงาน และในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง ท่านก็ได้รับทุนให้ไปศึกษาทางดนตรีที่ Berkley School of Music สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา ๒ ปี จึงได้เดินทางกลับมาและเริ่มต้นอาชีพทางด้านดนตรีอย่างเต็มตัว โดยได้เข้าร่วมงานกับบริษัทสยามกลการ จำกัด จัดตั้งโรงเรียนดนตรีสยามกลการขึ้น และได้สอนดนตรีรวมทั้งเป็นผู้บริหารโรงเรียนดนตรีแห่งนี้อยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่เป็นเวลา ๒ ปี ก่อนที่จะเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ อีก ๑๔ ปี จนเกษียณอายุจึงได้กลับเข้าทำงานที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการอีกครั้งและดำรงตำแหน่งบริหารมาจนถึงปัจจุบัน

    นอกจากการเป็นนักดนตรีแล้ว อาจารย์แมนรัตน์ยังเป็นทั้งนักแต่งเพลง อาจารย์ดนตรี และนักแยกและเรียบเรียงเสียงประสานที่มีผลงานดีเด่นเป็นจำนวนมากอีกด้วย

    ผลงานการประพันธ์เพลงของอาจารย์แมนรัตน์มีมากกว่า ๑๐๐ เพลง ซึ่งมีเพลงประเภทต่างๆ หลากหลายประเภททั้งเพลงรัก เพลงปลุกใจ เพลงสนุกสนาน ฯลฯ เพลงที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่ รักเอย ซึ่งได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำ ชั่วฟ้าดินสลาย ได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงเงิน จับปูดำขยำปูนา รักลวง จากยอดดอย ฯลฯ

    ในด้านการแยกและเรียบเรียงเสียงประสานนั้น อาจารย์แมนรัตน์มีผลงานจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือท่านเป็นคนแรกที่นำเอาหลักสูตรการแยกและเรียบเรียงเสียงประสานเข้ามาเปิดสอนในประเทศไทย โดยเริ่มต้นหลักสูตรนี้ที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านการแยกและเรียบเรียงเสียงประสานมากมาย

    ในส่วนของงานด้านวิชาการและการสอนนั้น อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เริ่มสอนดนตรีเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุเพยง ๒๐ ปีเศษ โดยเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรีที่โรงเรียนจิตรลดาอยู่ระยะหนึ่ง ภายหลังจากที่กลับจากต่างประเทศก็ได้สอนที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ และเป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นต้น อีกทั้งท่านยังได้รับเชิญให้เป็นกรรมการเกี่ยวกับการประกวดและแข่งขันดนตรีตลอดมา อาจารย์แมนรัตน์ได้เขียนตำราดนตรีให้กับโรงเรียนดนตรีสยามกลการหลายเล่ม และมีสถานการศึกษาหลายแห่งที่ได้นำเอาตำราที่ท่านเขียนไปใช้สอนในหลักสูตรดนตรีด้วย

    นอกจากผลงานที่กล่าวมาแล้ว อาจารย์แมนรัตน์ยังมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในวงการดนตรีของประเทศไทย กล่าวถือ ท่านเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในระหว่างนั้น ท่านได้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการผลักดัน รวมทั้งเป็นกรรมการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ดนตรีกรรมจนสำเร็จ ทำให้สถานะของนักดนตรี ตลอดจนนักประพันธ์เพลงไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบดังเช่นแต่ก่อน อีกทั้งท่านยังได้ใช้ความรู้ความสามารถในทางดนตรีช่วยเหลืองานการกุศล และงานอันเป็นสาธารณประโยชน์ต่างๆ มิได้ว่างเว้น

    อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ หาได้เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จเฉพาะทางด้านหน้าที่การงานเท่านั้น หากแต่ท่านยังมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น อินทุอร และ ภาธร บุตรสาวและบุตรชายของท่านก็ได้เจริญรอยตามบิดาเข้าตำราลูกไม้หล่นไกลต้นอย่างแท้จริง อินทุอรนั้นเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศตั้งแต่วัยเด็ก ในฐานะของนักเปียโนอัจฉริยะตัวน้อยๆ จากความสามารถของเธอเองประกอบกับการสนับสนุนอย่างแข็งขันของบิดา ทำให้เธอพัฒนาทักษะทางเปียโนจนก้าวมาสู่แถวหน้าของประเทศอย่างน่าภาคภูมิใจยิ่ง ด้านภาธรก็ได้เอาดีทางดนตรีเช่นกันแต่เน้นไปในทางเครื่องเป่า ในปัจจุบันเขาก็เป็นนักแซกโซโฟนคลื่นลูกใหม่ ที่กำลังทะยานขึ้นมาในระดับแนวหน้าอย่างหาตัวจับได้ยากคนหนึ่งเช่นกัน

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้เล็งเห็นว่า าจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เป็นบุคลากรท่านสำคัญผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ทั้งได้ทุ่มเทกายใจในการพัฒนาวงการดนตรีสากลของประเทศไทยอย่างแข็งขันมาเป็นเวลายาวนาน จนทำให้มาตรฐานของวงการดนตรีสากลในประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศดังเช่นทุกวันนี้ จึงได้พร้อมกันลงมติยกย่องให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕

    ผมยังจำได้ดีว่าเมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ ขณะที่ผมยังเป็นนักเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนจิตรลาดนั้น บ้านเมืองอยู่ในยุคที่ประสบภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง บรรดาทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นรั้วของชาติต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการรบ เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างมากมาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยและมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานกำลังใจแด่เหล่าทหารผู้เสียสละเหล่านั้น จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯโปรดกระหม่อมให้ศิลปินเพลงหลายท่าน รวมทั้งอาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ แต่งเพลงปลุกใจถวาย เพื่อนำออกเผยแพร่ให้คนไทยเกิดความสามัคคี และตระหนักในหน้าที่ของตนเอง ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เหล่าทหารทั้งหลาย อาจารย์แมนรัตน์จึงได้แต่งทำนองเพลง “แด่ทหารหาญในสมรภูมิ” และ “จากยอดดอย” ขึ้น ทางโรเรียนจิตรลดาก็ได้นำเพลงทั้ง ๒ นี้ รวมทั้งเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลงมาสอนให้พวกเราเหล่านักเรียนร้องหมุนเวียนกันไปทุกๆ เช้าหลังจากเคารพเพลงชาติ เพลงทั้ง ๒ นี้ยังอยู่ในความทรงจำของผมอย่างแม่นยำ จนทุกวันนี้

    อันที่จริงอาจารย์แมนรัตน์เป็นศิลปินแห่งชาติท่านแรกๆ ที่ผมไปถ่ายภาพเมื่อผมเริ่มโครงการนี้ใหม่ๆ เมื่อประมาณปีครึ่งที่ผ่านมา ภาพที่ได้ในคราวนั้นก็พอใช้ได้แต่ยังไม่เป็นที่พอใจของผมเท่าที่ควร จึงได้เรียนท่านว่าผมจะขอถ่ายภาพท่านใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นผมก็ได้ตระเวนถ่ายภาพศิลปินท่านอื่นๆ มากมาย โดยที่ยังมิได้นัดอาจารย์แมนรัตน์ใหม่แต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมได้ติดต่อขอถ่ายภาพท่านอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าอาจารย์แมนรัตน์ได้ป่วยเป็นงูสวัสดิ์ มีอาการค่อนข้างรุนแรงเพิ่งจะทุเลาลง แต่ก็ยังไม่หายดี ท่านจึงขอผลัดเวลาออกไปก่อน ครั้งถึงต้นเดือนมกราคม ผมจึงได้ติดต่อท่านอีกครั้งซึ่งท่านก็ได้แจ้งให้ทราบว่าท่านพร้อมที่จะให้ผมถ่ายภาพได้แล้ว จึงได้นัดให้ผมไปถ่ายภาพที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ ซึ่งท่านเป็นผู้บริหารอยู่ที่อาคารศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรี่ยม ปากซอยสุขุมวิ ๒๔ เมื่อบ่ายวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๔

    สถานที่ที่ผมใช้ถ่ายภาพนี้ เป็นห้องเรียนเปียโนที่มีแกรนด์เปียโนตั้งอยู่ ซึ่งเป็นไปตามคำขอของผมเนื่องจากอาจารย์แมนรัตน์เป็นนักเปียโนฝีมือยอดเยี่ยม ผมได้เลือกมุมมองที่จะถ่ายภาพอาจารย์แมนรัตน์หลายมุมทั้งขณะกำลังเล่นเปียโนและในอิริยาบถอื่นๆ โดยพยายามหลีกเลียงที่จะถ่ายภาพท่านในมุมมองที่จะไปซ้ำกับศิลปินแห่งชาตินักเปียโนท่านอื่นๆ หลายท่านที่ผมเคยถ่ายมาแล้ว หลังจากที่ได้เลือกรูปอยู่นาน ผมก็ตกลงใจเลือกภาพที่ท่านยืนกอดอกพิงเปียโนท่าทางสบายๆ มาเป็นภาพหลักของฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้นำเอาภาพอื่นๆ ทั้งที่ถ่ายเมื่อปีเศษที่ผ่านมาในลักษณะที่กำลังนั่งแต่งเพลง และภาพอื่นๆ ที่ถ่ายในคราวใหม่นี้มาให้ชมกันหลายภาพด้วยครับ

    หากจะมองย้อนกลับไปถึงพัฒนาการของดนตรีสากลในประเทศไทย คงต้องยอมรับว่าอาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งทั้งในฐานะของนักดนตรี นักประพันธ์เพลง นักแยกและเรียบเรียงเสียงประสาน และในฐานะของครูบาอาจารย์ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์วงการนี้จนแข็งแรง ท่านจึงเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

  • นายอินสนธิ์ วงศ์สาม

    นายอินสนธิ์ วงศ์สาม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พ.ศ. ๒๕๔๒
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินแต่ละคนนั้นเกิดมาจากปัจจัยที่ต่างกันออกไป ส่งผลให้เกิดความหลากหลายขึ้นในวงการศิลปะ คุณอินสนธิ์ วงศ์สาม เป็นศิลปินอีกท่านหนึ่งที่ได้นำเอาประสบการณ์ในการเดินทางไกลที่ยาวนานมาสร้างผลงานที่โดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะในระดับสากลจนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประสบการณ์ชีวิตของท่านนั้นไม่ธรรมดาเลย ดังที่ผมจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ครับ

    คุณอินสนธิ์ วงศ์สาม เป็นชาวลำพูนโดยกำเนิด ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ ปัจจุบันอายุ ๖๕ ปี บิดาของท่านมีอาชีพเป็นช่างฝีมือทอเครื่องทองเครื่องเงินอยู่ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนอันเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณอินสนธิ์รักและสนใจในงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ระหว่างเรียนอยู่ในระดับมัธยม ท่านก็มักจะวาดภาพส่งเข้าประกวดเสมอเมื่อมีโอกาส ดังนั้น เมื่อท่านจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูนแล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางสู่กรุงเทพมหานครเพื่อเข้าศึกษาศิลปะที่โรงเรียนศิลปะศึกษา (ปัจจุบันคือวิทยาลัยช่างศิลป์) จากนั้นได้เข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนจบการศึกษาและได้รับปริญญาตรี สาขาประติมากรรม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ หลังจากที่จบการศึกษาแล้ว ท่านต้องการหาประสบการณ์เพิ่มเติม จึงได้ออกเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำงานศิลปะและเก็บเกี่ยวข้อมูลตลอดจนแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์ผลงานจนสามารถจัดนิทรรศการภาพเขียนชื่อ ไทยแลนด์ พานอรามา ขึ้น โดยจัดแสดงที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    หลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวจนทั่วประเทศไทยแล้ว คุณอินสนธิ์ก็มีความตั้งใจที่จะเดินทางไปหาประสบการณ์ทางศิลปะยังต่างประเทศบ้าง แต่ตัดขัดในเรื่องทุนที่จะใช้ในการเดินทาง ท่านจึงได้นำผลงานไปประมูลที่คริสเตียน เซนเตอร์ ร่วมกับศิลปินอื่นๆ จนได้เงินมาก้อนหนึ่งซึ่งก็ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการเดินทางในเบื้องต้น การเดินทางของท่านในครั้งนั้นค่อนข้างที่จะแปลกและแหวกแนวกว่าคนทั่วๆ ไป คือท่านใช้วิธีที่สกุตเตอร์คู่ใจออกเดินทางจากกรุงเทพ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศอิตาลี สัมภาระสำคัญนอกเหนือจากของใช้ที่จำเป็นในการยังชีพแล้ว ท่านได้บรรทุกผลงานศิลปะใส่กระบอกติดตัวไปด้วยเป็นจำนวนมาก วัตถุประสงค์สำคัญก็คือเพื่อจัดแสดงผลงานตามที่โอกาสนอำนวยในลักษณะของศิลปินพเนจร และขายผลงานเหล่านั้นเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อไปให้ถึงจุดหมายอันยาวไกล

    ท่านได้ขี่สกุตเตอร์มุ่งลงทางใต้ผ่านชายแดนไทยสู่เกาปีนังเพื่อลงเรือโดยสารไปขึ้นบกที่ประเทศอินเดีย แล้วขี่ต่อไปยังประเทศปากีสถาน อิหร่าน ตรุกี กรีซ และในที่สุดก็เดินทางถึงอิตาลีสมดังที่ใฝ่ฝันเอาไว้ ตลอดระยะเวลาของการเดินทาง คุณอินสนธิ์ต้องประสบกับอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย จนบางครั้งเกือบจะหมดทุน แต่ด้วยความสามารถประกอบกับโชคช่วย ท่านก็สามารถขายผลงานพอช่วยต่ออายุของการเดินทางไปได้เสมอ

    ตลอดเส้นทางที่เดินทางผ่านไป คุณอินสนธิ์ วงศ์สาม ได้สั่งสมประสบการณ์หลากหลายรูปแบบเอาไว้อย่างเต็มที่ ท่านได้ตระเวณศึกษาหาความรู้และสเก็ตซ์ภาพทุกๆ สิ่งที่ท่านประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศอิตาลีนั้น ท่านได้ใช้เวลาตระเวณดูงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณสถานอย่างเต็มอิ่ม เพราะนอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางศิลปะที่ยิ่งใหญ่ของโลกแล้ว อิตาลียังเป็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ท่านเมื่อครั้งที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย จากอิตาลี ท่านได้ออกเดินทางต่อไปยังประเทศออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศสตามลำดับ

    คุณอินสนธิ์ วงศ์สามได้ใช้ชีวิตในช่วงที่อยู่ประเทศฝรั่งเศสอยู่นานหลายเดือนด้วยการทำงานต่างๆ อย่างหนักเอา เบาสู้เพื่อเลี้ยงชีพ และเพื่อเป็นทุการศึกษาศิลปะที่ L Ecole Nationale Suprieure Des Arts Decoratifs ซึ่งท่านได้สมัครเข้าเรียนเพื่อเพิ่มเติมความรู้ทางศิลปะ ที่ประเทศฝรั่งเศสนี้ ท่านได้พบรักและแต่งงานครั้งแรกกับ Babara Wood สาวอเมริกัน จนมีทายาทด้วยกัน ๑ คน ซึ่งต่อมาภายหลังทั้ง ๒ ก็ได้แยกทางกัน

    หลังจากที่ได้แสวงหาประสบการณ์และศึกษาเล่าเรียนอยู่ในยุโรปเป็นเวลานานถึง ๔ ปีจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว คุณอินสนธิ์จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตต่อที่เมืองนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกาอีกกว่า ๖ ปี โดยเริ่มต้นด้วยการรับจ้างทำเครื่องประดับสตรีด้วยโลหะ จนสามารถเปิดกิจการของตนเองได้ นอกจากนั้น ท่านยังได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมากมาย ผลงานชุดสำคัญชุดหนึ่งคือผลงานประติมากรรมโลหะขนาดเล็กจำนวน ๔๐๘ ชิ้น อันเป็นจินตนาการของท่านในเรื่องการใช้ชีวิตของมนุษย์ใต้ท้องทะเล และในอวกาศ ซึ่งผลงานทั้งหมดเป็นแบบจำลองที่พร้อมจะขยายเป็นขนาดใหญ่

    คุณอินสนธิ์เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตในต่างแดนอันยาวนาน ประกอบกับเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นตกต่ำลง ทำให้ยากลำบากกับการครองชีพ จึงได้ตัดสินใจหวนกลับคืนประเทศไทยเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ สิ่งที่ท่านนำติดตัวกลับมาหาใช่ทรัพย์สมบัติหรือเงินทองอันเป็นรูปธรรมไม่ หากแต่ท่านได้นำเอาประสบการณ์อันหาค่ามิได้จากการใช้ชีวิตต่างแดนมากว่า ๑๐ ปีของท่าน ซึ่งมีค่ามากกว่าอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ กลับมาเพื่อสร้างงานในแนวทางที่ท่านค้นพบเองต่อไป โดยได้สร้างสตูดิโอขึ้นที่จังหวัดลำพูนบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ผลงานศิลปะที่ท่านทำขึ้นในช่วงที่กลับมาจากต่างประเทศนี้ ส่วนใหญ่เป็นงานประติมากรรมประเภทงานแกะสลักไม้ ในรูปทรงที่แปลกใหม่ดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อนแต่เปี่ยมไปด้วยความงามของรูปทรงและองค์ประกอบที่ลงตัวน่าสนใจ ผลงานชุดนี้ท่านได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านทางเหนือของไทย อันเป็นสิ่งที่ท่านคุ้นเคยและคลุกคลีอยู่ด้วยตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งต้องจากไปเป็นเวลานาน และได้หวนกลับมาพบอีกครั้งซึ่งท่านได้นำเอาทักษะแนวความคิด เทคนิค และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท่านได้รับจากต่างประเทศ มาประสานรวมกันเข้ากับวัฒนธรรมและจิตวิญญาณแห่งท้องถิ่น ได้อย่างนุ่มนวลกลมกลืนและมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเองอย่างโดดเด่น นอกจากงานแกะสลักไม้แล้ว ผลงานเด่นอีกด้นหนึ่งของคุณอินสนธิคือผลงานประติมากรรมโลหะ ซึ่งท่านได้ขยายแบบมาจากผลงาน โลหะชิ้นเล็กๆ ที่ได้ทำเอาไว้ขณะที่พำนักอยู่ที่นิวยอร์คสหรัฐอเมริกา ผลงานชุดนี้สะท้อนจินตนาการของท่านต่อปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งท่านได้พบเห็นมา โดยนำเอาแนวคิดเกี่ยวกับที่หลบภัยจากมลพิษและสิ่งแวดล้อม อันไม่พึงปรารถนาทั้งปวงตามจินตนาการของท่านมาใช้ในการสร้างผลงาน ท่านได้สร้างงานประติมากรรมขนาดใหญ่ด้วยเหล็ก แล้วทาสีเป็นสีสันต่างๆ งดงามและได้ติดตั้งเอาไว้ในสวนประติมากรรมที่บ้านของท่านจำนวนหลายชิ้น นอกจากนั้นแล้ว บริเวณบ้านของท่านเองซึ่งใช้เป็นทั้งที่ทำงานศิลปะ และที่พักอาศัย ก็ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างงดงามยิ่งเป็นเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งทีเดียว โดยท่านได้จัดสร้างกลุ่มเรือนไม้หลายหลัง วางตำแหน่งและจังหวะได้อย่างลงตัวท่ามกลางแมกไม้ที่บรรจงปลูกไว้อย่างร่มรื่น เรือนไม้ทุกหลังจะมีฝีมือการแกะสลักของท่านผู้เป็นเจ้าของฝากเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นบานประตู หน้าต่าง เสาเรือน เครื่องเรือน ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ อย่างสวยงามแปลกตา และพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และยิ่งเมื่อได้ผนวกรวมกับสวนประติมากรรมที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งทำให้บ้านของท่านมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง

    คุณอินสนธิ์ วงศ์สาม ได้จัดแสดงผลงานศิลปะทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ และเคยได้รับเกียรติคุณและรางวัลเกียรติยศในทางศิลปะหลายครั้ง ได้แก่

    -รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงินประเภทเอกรงค์จากจิตรกร ประติมากรสมาคม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐

    รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๓ เหรียญทองแดงประเภทประติมากรรม จากจิตรกร ประติมากรสมาคมเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐

    -รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๓ เหรียญทองแดงสาขามัณฑนศิลป์ ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๙ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐

    -รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงินสาขาภาพพิมพ์ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ จากผลงานชื่อ ภาคเหนือ

    -รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๓ เหรียญทองแดง สาขาภาพพิมพ์ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๓ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ จากผลงานชื่อ ท่าพร

    -ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐

    คุณอินสนธิ์ วงศ์สามเป็นศิลปินที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ท่านได้ขวนขวายค้นหาประสบการณ์และแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จากเกียรติคุณทั้งหมดที่กล่าวมา ส่งผลให้ท่านได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

    เมื่อผมได้อ่านประวัติของคุณอินสนธิ์ วงศ์สาม หลังจากที่ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติเมื่อต้นปีนี้ ผมก็ได้พบว่าภรรยาคนปัจจุบันชาวอังกฤษของท่านที่ชื่อว่าคุณวินิเชีย วอล์กีนั้น เป็นผู้ที่ผมเคยพบและรู้จักมาตั้งแต่ผมอายุได้เพียงสิบกว่าขวบ เนื่องจากเธอเคยฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ประติมากรเอกท่านหนึ่งของเมืองไทยผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นเพื่อนรักเก่าแก่ของคุณพ่อผมตั้งแต่ครั้งที่ท่านทั้ง ๒ ยังศึกษาอยู่ในต่างประเทศด้วยกัน เมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน ผมยังจำได้ดีว่าคุณวินิเชียเคยปั้นรูปเหมือนคุณพ่อผมด้วย แต่ผมก็ไม่ได้พบเธออีกเลยเป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปี เมื่อได้ทราบว่าเธอได้แต่งงานกับคุณอินสนธิ์ ผู้ซึ่งผมจะต้องไปถ่ายภาพในครั้งที่เดินทางไปถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติทางภาคเหนือแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นกำลัง ผมได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อคุณวินิเชียซึ่งพำนักอยู่กับคุณอินสนธิ์ที่จังหวัดลำพูน เพื่อเรียนให้ทราบถึงเรื่องงานที่ผมทำอยู่แต่ก็ติดต่อไม่สำเร็จ แม้จะพยายามหลายครั้งก็ไม่เป็นผล ในที่สุดจึงตัดสินใจมุ่งตรงไปยังบ้านคุณอินสนธิ์ ก่อนที่จะเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อตระเวณถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติท่านอื่นๆ ต่อไป เมื่อจักรกฤษณ์และผมเดินทางไปถึงจังหวัดลำพูน ก็ได้สอบถามทางจากชาวบ้านเป็นระยะยาวๆ จนกระทั่งพบบ้านคุณอินสนธิ์ เมื่อเข้าไปในบริเวณบ้าน ก็รูสึกว่าช่างเป็นสถานที่ที่ร่มรื่นดีจริงๆ ความรู้สึกขณะนั้นคือความสบายใจที่มีมุมดีๆ สวยๆ ให้ใช้ถ่ายภาพศิลปินได้หลายมุม จากนั้นผมก็ได้พบกับคุณวินิเชีย ซึ่งดูแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยจากเมื่อครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน แต่เธอจำผมไม่ได้เพราะผมได้เปลี่ยนแปลงไปมากเกินกว่าที่ปุถุชนที่ไม่ได้เจอกันกว่า ๒๐ ปีจะจำได้ ส่วนจะเปลี่ยนแปลงไปทางใดนั้น ไม่ขอกล่าวให้เคืองใจตนเองครับ แต่เมื่อผมได้แนะนำตนเองแล้ว คุณวินิเชียก็จำชื่อผมได้ และนึกออกในทันที เธอได้ต้อนรับจักรกฤษณ์และผมด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้พบกับคุณอินสนธิ์ซึ่งเพิ่งขี่จักรยานกลับมาจากตลาด ภายหลังจากที่คุณวินิเชียได้แนะนำผมให้คุณอินสนธิ์รู้จักแล้ว เธอก็ปล่อยให้เราทั้ง ๒ คุยกันต่อไป คุณอินสนธิ์ได้พาผมชมรอบบริเวณบ้านอย่างทั่วถึงก่อนที่จะเริ่มถ่ายภาพกัน ในเบื้องต้นผมได้ขอถ่ายภาพคุณอินสินธิ์ในมุมต่างๆ โดยใช้แสงตามธรรมชาติที่มีอยู่ในขณะนั้น จนกระทั่งแสงแดดอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จึงได้ย้ายเข้าไปถ่ายภาพกันต่อในเรือนหลังหนึ่งที่ท่านได้จัดแสดงผลงานแกะสลักไม้ชิ้นน้อยใหญ่ รูปทรงหลากหลายแปลกตาจำนวนมากมาย รูปที่ผมเลือกมาลงเป็นภาพหลักในฉบับนี้ ก็คือรูปที่ผมถ่ายในห้องนี้เอง ในภาพ ผมได้จัดให้คุณอินสนธิ์นั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักฝีมือของท่านเอง ในท่าทางสบายๆ แวดล้อมไปด้วยผลงานที่บรรจงสลักเสลาด้วยฝีมือของท่านอีกเช่นกัน โดยผมได้แนวคิดในการถ่ายภาพนี้มาจากการที่ได้เห็นผลงาน ชีวิตความเป็น ตลอดจนสภาพแวดล้อมของตัวถ่ายทอดมาเป็นภาพท่านดังที่ท่านเห็นอยู่นี่แหละครับ ในการนี้ ผมได้นำเอาภาพในแง่มุมอื่นๆ ที่ผมได้ถ่ายมาให้ดูด้วยครับ

    ท่านที่ได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของคุณอินธิ์ วงศ์สามนี้แล้วและอยากได้เห็นผลงานจริงของท่าน หากมีโอกาสเดินทางผ่านไปทางจังหวัดลำพูนก็สามารถแวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และสวนประติมากรรมส่วนตัวของท่านได้ ที่นั่น ท่านจะได้พบกับผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมหลายรูปแบบ และท่านจะพบว่าถ้อยคำที่ผมบรรยายเกี่ยวกับความงามของบ้านและศิลปกรรมฝีมือของคุณอินสนธิ์ วงศ์สามนั้น ไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่น้อย