Author: admin

  • มหากาพย์ โอดิสซี่ย์ – The Odyssey

    มหากาพย์ โอดิสซี่ย์ – The Odyssey

    โอดิสซี่ย์ เป็นมหากาพย์เรื่องที่สองของโฮเมอร์ต่อจากมหากาพย์เรื่องแรก คือมหากาพย์อีเลียด (Iliad) ที่บรรยายเรื่องระหว่างสงครามโทรจัน ส่วนโอดิสซีย์จะบรรยายเหตุการณ์ หลังสงครามโทรจันเป็นสองตอนคือ

    ตอนที่หนึ่ง วีรบุรุษกรีกหลายคนเดินทางกลับบ้าน ทุกคนเดินทางไปโดยปลอดภัย มีเพียงโอดิสสิอุสเท่านั้นที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 10 ปี ได้ผจญภัยต่างๆ ระหว่างทาง กว่าที่จะได้พบภรรยา คือ เพเนโลป (Penelope) โอดิสสิอุสต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหลายรูปแบบเช่น ยักษ์กินคนโพลิเพอมัส (Polyphemus) เทพธิดากาลิปโซ (Calypso) ผู้สัญญาจะให้โอดิสสิอุสมีชิวิตอมตะหากยกเลิกการเดินทางกลับบ้านเมือง เป็นต้น

    ตอนที่สอง บรรยายถึงเมื่อโอดิสสิอุสกลับถึงบ้านที่อิตากา (Ithaca) แล้ว เขาต้องจัดการกับบรรดาบริวารฉ้อฉลที่พยายามจะฮุบสมบัติบ้านเรือนของเขา

    เนื้อเรื่องย่อ

    ตอนที่หนึ่ง บรรดานักรบกรีกที่มีชีวิตเหลือรอดจากสงครามโทรจัน ต่างพากันเดินทางกลับบ้าน ยกเว้นโอดิสสิอุส (Odysseus, Ulysses) ที่ถูกเทพเจ้าโพเซดอน (Poseidon) หน่วงเหนี่ยวไว้เพราะ บังอาจติเตียนเจ้าสมุทร โอดิสสิอุสต้องไปเฝ้าจอมเทพซีอุสที่เขาโอลิมปัส ขอให้ทรงช่วยให้เดินทางกลับบ้านที่อิตากา (Ithaca) ได้

    ขณะเดียวกันนั้น เทวีอะเธนา (Athene, Athena) ได้เสด็จไปพบบุตรชายของโอดิสสิอุส คือ เทเลมาชัส (Telemachus)ที่อิตากา นางบอกเทเลมาชัสเรื่องที่บิดายังไม่ตาย ขอให้เขาหาทางไปพบให้จงได้ เทเลมาชัสกับลูกเรือจึงตัดสินใจออกเดินทางทางเรือ ไปถึงเมืองไพลอส (Pylos) เขาได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เนสเตอร์ (Nestor) และทูลถามถึงบิดา เนสเตอร์แนะนำให้เทเลมาชัสเดินทางไปลาซิเดมอน (Lacedaemon) เพื่อสอบถามจากกษัตริย์แห่งสปาร์ตาคือเมเนลอส (Menelaus) และพระนางเฮเลน (Helen) ผู้เป็นต้นเหตุแห่งสงครามกรุงทรอย ซึ่งในที่สุดเทเลมาชัสก็ทราบว่า บิดาของตนตกอยู่ในเงื้อมมือของธิดาแห่งทะเล ชื่อกาลิปโซ (Calypso) ที่เกาะโอจิเจีย (Ogygia) ในทะเลเมดิเตอร์รเนียน

    ฝ่ายซีอุสได้ทรงทราบว่าโอดิสสิอุสถูกจับจึงส่งเฮอร์มีส (Hermese) ไปที่โอจิเจีย บังคับให้ธิดาทะเลปล่อยโอดิสสิอุส นางไม่อาจขัดพระบัญชาจอมเทพ โอดิสสิอุสจึงรีบต่อเรือสำเร็จใน 4 วัน และแล่นออกจากเกาะไป ฝ่ายโพเซดอนที่ยังไม่หายโกรธแค้นโอดิสสิอุสได้บันดาลให้เกิดลมพายุพัดเรือ แตก สายน้ำพัดพาโอดิสสิอุสไปติดที่ชายฝั่งทะเลเฟเซียน (Phaeacians) บังเอิญธิดาสาวของกษัตริย์อัลซิโนส (Alcinous) คือนางนอสิกา (Nausicaa) ตามพี่เลี้ยงมาซักผ้ามาพบเข้า โอดิสสิอุสที่ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่โผล่ขึ้นมาจากน้ำ โดยแอบอยู่ข้างหลังต้นไม้เตี้ยๆ ทั้งสองนางตกใจในชั้นแรก แต่แล้วก็กลับมีเมตตาช่วยเหลือ นางให้โอดิสสิอุสดื่มน้ำ รับประทานอาหาร และสวมเสื้อผ้าก่อนที่จะพาไปเฝ้าพระบิดา และพระมารดาอะเรเต (Arete) ทั้งสองพระองค์สัญญาที่จะส่ง โอดิสสิอุสกลับบ้านเมืองโดยที่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

    ได้มีการร้องเพลงในงานเลี้ยง บรรยายถึงสงครามโทรจัน และความทุกข์ยากในการเดินทางกลับกรีซ และอัลซิโนสสังเกตว่าคนแปลกหน้าร้องไห้ ระหว่างที่ฟังเพลงร้องนั้น เพื่อให้หายสงสัย เมื่อเพลงจบลง กษัตริย์จึงทรงจัดให้มีการเล่มเกมส์ ที่ทำให้โอดิสสิอุสแสดงความแข็งแกร่ง ด้วยพละกำลังของเขา ทุกคนสามารถรับรู้ได้ทันที่ว่าโอดิสิอุสเป็นใคร เมื่อไม่สามารถปิดบังตัวเองได้ โอดิสิอุสจึงเล่าเรื่องของเขาให้ทุกคนฟังว่า

    เมื่อเดินทางออกจากกรุงทรอย (Ilium) นั้น เรือของเขาได้ลอยตามกระแสลมลมถึงเมืองอิสมารัส (Ismarus) ซึ่งเป็นเมืองของซิโนเนส (Cinones) และต่อไปถึงเมืองกินบัว (Lotus-eater) ที่ทำให้คนของเขาที่มาด้วยเกิดความเกียจคร้านเฉื่อยชา โอดิสสิอุสต้องพยายามแก้ไขจนสามารถเดินทางต่อไปถึงดินแดนของไซคลอป (Cyclops) อสุรกายตาเดียวชื่อโพลิเฟมัส (Polyphemus ) จับคนของของโอดิสสิอุสกินทีละคน ส่วนโอดิสสิอุสนั้น เจ้ายักษ์เก็บไว้เป็นคนสุดท้าย โอดิสสิอุสจึงจัดการมอมเหล้าเจ้ายักษ์ เอาเสาทิ่มนัยน์ตาจนมันตาบอด และหนีกลับไปลงเรือได้ แต่เจ้ายักษ์ตัวนี้ก็ไม่ธรรมดา มันเป็นลูกของเทพแห่งสมุทรคือโพเซดอน ดังนั้น มันจึงขอให้บิดาหาวิธิการสะกัดไม่ให้โอดิสสิอุสเดินทางกลับไปถึงบ้านเมือง

    ฝ่ายโอดิสสิอุสแล่นเรือไปถึงเอโอเลีย (Aeolia) ที่อยู่ของเอโอลัส (Aeolus) เทพเจ้าแห่งลม พระองค์ได้ให้ถุงลมแก่โอดิสสิอุสเพื่อจะได้ไม่ติดขัดในการเดินทางอีก แต่บรรดาลูกเรือคิดว่าเป็นถุงสมบัติจึงเปิดถุงปล่อยให้ลมพัดออกไปหมด ลมพัดพาเรือไปถึงดินแดนเลสติโกเนียน (Laestrigonians) มนุษย์ครึ่งคนครึ่งยักษ์ จับเอาลูกเรือไปกิน ส่วนที่เหลือต้องพากันรีบแล่นเรือหนีมาถึงเอเอีย (Aeaea) ดินแดนของนักร้องเซอร์ซ (Circe) ที่ได้สาปให้ลูกเรือกลายเป็นหมู แต่ด้วยความช่วยเหลือของโมลี (Moly) ที่เฮอร์มิสให้มา สามารถบังคับให้เซิร์ซถอนคำสาป และทำให้ลูกเรือกลับเป็นคนตามเดิม และเซิร์ซกลับช่วยแนะนำโอดิสสิอุสว่า เขาจะเดินทางกลับบ้านเมืองไม่ได้ถ้าไม่ไปพบนักพยากรณ์ตาบอดชาวทีบิสชื่อ เตเลสิแอส (Teiresias) โอดิสสิอุสต้องขุดหลุมลึกริมฝั่งทะเล และโยนลูกแกะลงไปเป็นเครื่องบูชายัญ ปรากฎวิญญานจากนรก (Hades) หลายดวง หนึ่งในนั้นคือเตเลสิแอสที่เตือนให้โอดิสสิอุสระวังอันตรายเมื่อเดินทางไป ถึงดินแดนสุริยเทพ

    โอดิสสิอุสแล่นเรือต่อไปถึงเกาะไซรีน (Sirens) ผู้มีเสียงหวานดึงดูดให้ชายหลงเข้าไปสู่ความตายที่โขดหินมรณะ โอดิสสิอุสจึงเอาขี้ผึ้งอุดหูลูกเรือ และผูกตัวติดเสากระโดงเรือ ทำให้เขาสามารถเดินทางผ่านเกาะนั้นมาอย่างปลอดภัย จนมาถึงช่องแคบในทะเลที่มีสัตว์ร้ายดูแลอยู่คือสกิลา (Scylla) กับชาริบดีส (Charybdis) มนุษย์หกหัวสกิลลาจับลูกเรือ 6 คนแต่เรือก็สามารถแล่นผ่านช่องแคบไปได้ มาถึงเกาะสุริยเทพ (Hyperion) ลูกเรือผู้หิวโหยได้แอบไปฆ่าวัวศักดิ์สิทธิ โดยไม่ฟังคำเตือนของโอดิสสิอุส สุริยเทพจึงจัดการให้เรือแตก ลูกเรือจมหายหมดเหลือแต่โอดิสสิอุสที่ลอยตัวตามกระแสคลื่นมาเกยฝั่ง โอจิเจียที่เป็นเกาะของคาลิปโซ

    ตอนที่สอง เมื่อโอดิสิอุสเล่าเรื่องจบลง อัลสิโนสกับอเรเตก็มอบของขวัญให้หลายอย่าง และยังมาส่งที่เรือเพื่อเดินทางกลับอิตากา เมื่อมาถึงอิตากาแล้วโอดิสสิอุสนำสมบัติที่ได้ทั้งหมดไปซ่อนไว้ในถ้ำ เทวีอะธีนาปรากฎตัวเพื่อช่วยโอดิสสิอุสแก้แค้นผู้ดูแลทรัพย์สินที่ฉ้อโกง นางแปลงโอดิสสิอุสเป็นชายแก่เดินทางไปลาซิโดมอนเพื่อรอการกลับมาของเทเลมา ชัส ที่เดินทางไปเฝ้าเมเนลอสกับพระนางเฮเลน
    ระหว่างนั้นโอดิสสิอุสก็ไปที่กระท่อมของคนรับใช้เก่าคือยูเมอุส (Eumaeus) ที่ได้เล่าให้โอดิสิอุสฟังว่า บรรดาผู้ดูแลทรัพย์สินได้ใช้จ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือย จนแทบจะไม่มีเหลือ โอดิสสิอุสโกรธมาก แต่เขาก็ยังรอจนกระทั่งเทเลมาชัสเดินทางกลับมาถึง ทั้งสองพ่อลูกได้พบกัน และโอดิสสิอุสก็เล่าถึงแผนการณ์ที่เตรียมไว้ ต่อจากนั้นยูเมอุส และโอดิสสิอุสจึงแปลงตัวเป็นคนขอทานตรงไปยังบ้านของโอดิสสิอุส ทั้งสองถูกพวกผู้ดูแลขับไล่ และด่าว่าอย่างรุนแรงแถมแอนติโนสผู้เย่อหยิ่ง ยังใช้เหวี่ยงม้านั่งมาโดนไหล่ของโอดิสสิอุสอีกด้วย

    โอดิสสิอุสสั่งให้เทเลมาชัสเก็บอาวุธทั้งหมด นอกจากที่พรรคพวกของเขาจะใช้ และกักผู้หญิงรับใช้ไปอยู่ที่มุมหนึ่ง เพเนโลปจำเค้าหน้าของโอดิสสิอุสได้ แต่โอดิสสิอุสไม่ยอมรับว่าเขาเป็นใคร คงมีแต่นางยูริแคล (Eurycleia) อดีตนางกำนัลในวังที่จำนายเก่าได้ ขณะที่ล้างเท้า และเขาให้ขอทาน เพราะเห็นรอยแผลเป็นเหนือเข่าแต่เธอไม่บอกใคร

    ฝ่ายเพเนลอปวางแผนแสวงหาคนแข็งแรงพื่อมาช่วยเธอจากพวกคนดูแล เธอประกาศใช้คันธนู และขวาน12 ด้ามของยูริตัสมาใช้ในการแข่งขัน เธอบอกกับพวกผู้ดูแลว่าเธอยินดีแต่งงานกับคนที่สามารถยิงธนูทะลุขวานสิบสอง ด้ามได้ เทเลมาชัสจึงเข้าสนามประลอง แต่เขาทำไม่สำเร็จ ฝ่ายผู้ดูแลพยายามทีละคนแต่ก็ไม่สำเร็จแม้แต่จะง้างคันธนูเช่นกัน ในที่สุดโอดิสสิอุสจึงขอเข้าร่วมการแข่งขัน พวกผู้ดูแลพากันพัวเราะเยาะ แต่ปรากฎว่าโอดิสสิอุสทำสำเร็จ เขาแปลงร่างกลับเป็นโอดิสสิอุสคนเดิม และยิงพวกผู้ดูแลเริ่มจากแอนติโนสตามด้วยผู้ดูแลคนอื่นๆ เกิดการสู้รบกันพักหนึ่ง พวกผู้หญิงที่จงรักภักดีต่อผู้ดูแลถูกจับแขวนคอที่สนามหญ้า

    ฝ่ายเพเนโลปที่คอยผลการประลองอยู่ในห้องได้ออกมาพบสามีของเธอ ภายหลังที่การต่อสู้สิ้นสุดลง ทั้งสองได้มีความสุขอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง หลังที่ต้องจากกันเป็นเวลานาน

    อัธยา โกมลกาญจน

  • ดุ๊กดิ๊กตลกๆ ตอน บันได

    ตัวเส้นขึ้นบันได เอาใจช่วยพวกเขาหน่อยนะครับ

  • เรื่องเค็ม ๆ ของขนมขบเคี้ยว

    เรื่องเค็ม ๆ ของขนมขบเคี้ยว

    ขนมขบเคี้ยวหรือขนมอบกรอบ (snack foods) ได้รับความนิยมมานานในหมู่นักบริโภค จัดเป็นอาหารว่างและเป็นวัฒนธรรมการกินของคนหมู่มากไปแล้ว ขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ได้แก่ มันฝรั่งทอด ข้าวโพดคั่ว ส่วนของไทยสมัยก่อนได้แก่ กล้วยทอด กล้วยฉาบ ทั้งฉาบหวานฉาบเค็ม และข้าวเกรียบต่าง ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตขนมขบเคี้ยวหรือขนมอบกรอบได้พัฒนาเอา เครื่องกลไกที่เรียกว่า เครื่องเอ็กซทรูดเดอร์ (extruders หรือ extrusion process) มาเป็นตัวจักรสำคัญในการผลิต ซึ่งทำให้รูปแบบของการผลิตขนมขบเคี้ยวมีความหลากหลายแตกต่างกันไปมากมาย ซึ่งสามารถแบ่งรุ่นหรือระดับการผลิตได้ 3 ลักษณะ คือ

    รุ่นที่ 1 อาหารขบเคี้ยวที่ผลิตและนิยมรับประทานกันมาก ได้แก่ พวกมันฝรั่งทอด ข้าวโพดคั่ว และพวกขนมปังกรอบแข็งที่เรียกว่า แครกเกอร์ (crackers)

    รุ่นที่ 2 เป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการอัดพอง ทำให้ชื้นและสุก อัดเป็นรูปร่างต่าง ๆ แล้วอบให้แห้งจากนั้นจึงนำไปปรุงแต่งกลิ่นรส เช่น พวกขนมอบกรอบ อย่าง ทวิสตี้ หรือคอร์นพัฟ เป็นต้น

    รุ่นที่ 3 อันนี้จะขั้นตอนมากขึ้นไปอีก เพราะหลังจากทำให้สุก(อัดแต่ยังไม่พอง) จะต้องผ่านกระบวนการขึ้นรูป เครื่องจะอัดขนมให้เกิดเป็นรูปทรงที่แปลก ๆ แล้วจึงนำไปทอดอีกที จากนั้นจึงปรุงแต่งกลิ่นรสต่อไป ผลิตภัณฑ์ที่คุ้นตา ได้แก่ ขนมขบเคี้ยวที่มีรูปร่างเป็นเกลียว สามเหลี่ยมพอง ๆ พวก โปเต้ คอนเน่ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามคุณสมบัติที่เห็นเด่นชัดของขนมประเภทนี้ คือ ความกรอบ ความพอง และความเบาเนื่องจากความหนาแน่นต่ำ โดยที่วัตถุดิบส่วนใหญ่คือ พวกแป้งทั้งหลาย ทั้งแป้งข้าวโพดแป้งข้าวเจ้า แป้งมันฝรั่ง เป็นต้น

    เกลือกับขนมขบเคี้ยว

    ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านในเรื่องของ “เกลือ” ก่อน เกลือ (salt) มีสูตรทางเคมี คือ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) หมายถึงมีทั้งโซเดียมและคลอไรด์ผสมกันอยู่ เกลือเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก ในอดีตถึงกับมีการจ่ายเงินเดือนด้วยเกลือ (คือที่มีของคำว่า salary ซึ่งหมายถึง เงินเดือน) เกลือมีบทบาทสำคัญในการถนอมอาหาร ปรุงแต่งรสชาติ นอกจากนี้เกลือยังเป็นแหล่งของธาตุอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย

    ในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลวอยู่ร้อยละ 70 ซึ่งมีเกลือปนอยู่ด้วยในระดับที่ความเข้มข้นเท่า ๆ กับทะเลดึกดำบรรพ์ ในเดือนแรกของการปฏิสนธิมนุษย์ทุกคนจะถูกล้อมรอบด้วยสารละลายของเกลือภายในรกมารดา ในทุก ๆ เซลล์ของมนุษย์ตั้งแต่สมองไปจนถึงกระดูก จะมีเกลือเป็นส่วนประกอบเสมอ(1)

    เกลือกับสุขภาพ

    แม้เกลือจะมีคุณค่าอนันต์แต่โทษก็ใช่ว่าจะไม่มี เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเกลือที่เราบริโภคกับความดันโลหิตที่สูงขึ้น แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนว่า เกลือโซเดียมเป็นตัวทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติก็ตาม แต่พบว่าในคนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงถ้าบริโภคเกลือโซเดียมน้อยลง ความดันโลหิตจะลดต่ำลงด้วย (แต่ที่ยืนยันลงไปอย่างชัดเจนไม่ได้ เพราะยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น กรรมพันธุ์ การบริโภคอาหาร เป็นต้น)

    เกลือ หรือ โซเดียมคลอไรด์ ธาตุทั้งสองตัวเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะแยกกัน โซเดียมมีบทบาทในการรักษาปริมาตรของเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ควบคุมการเคลื่อนย้ายของเหลวระหว่างเซลล์ ส่วนคลอไรด์ จะช่วยควบคุมระดับความเป็นกรด ด่างของเลือด และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

    โดยทั่วไปปริมาณโซเดียมที่ร่างกายคนปกติควรได้รับคือ ประมาณ 2400 มิลลิกรัม แต่มีจุดสำคัญที่หลายคนมองข้ามไปคือ เกลือไม่ได้เป็นแหล่งของโซเดียมเพียงแหล่งเดียว บางทีเผลอลืมไปว่า น้ำปลา น้ำซีอิ้ว ล้วนมีเกลือผสมอยู่ พวกอาหารทั่ว ๆ ไปก็มีเกลือปะปนอยู่ด้วย โดยเฉพาะพวกอาหารหมัก ดอง หรือ เนื้อเค็ม ปลาเค็ม แม้กระทั่งยาบางตัวก็มีเกลือผสมอยู่ และแน่นอนว่า ต้องมีในขนมขบเคี้ยวด้วยเช่นกัน

    ขนมขบเคี้ยวบางชนิดสัมผัสได้ทันทีถึงความเค็มของตัวขนม โดยเฉพาะพวกมันฝรั่งทอดทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ปริมาณโซเดียม ในขนมขบเคี้ยวมีมากเกินไปหรือเปล่า ขนมขบเคี้ยวบางชนิด มีการระบุปริมาณโซเดียมไว้ในฉลากโภชนาการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้คำนึงถึงก่อนที่จะรับประทาน แต่บางชนิดยังไม่มี ฉลาดซื้อจึงรับอาสานำขนมขบเคี้ยวเท่าที่พอจะหาได้ในช่วงเวลา มาทดสอบเรื่องของปริมาณโซเดียมในขนมขบเคี้ยวเหล่านั้น รวมทั้งเฝ้าระวังในปัญหาเรื่องอื่น ๆ ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า ไม่เฉพาะแต่เกลือเท่านั้นที่เป็นแหล่งของโซเดียมในขนมขบเคี้ยว คุณต้องไม่ลืมว่า ขนมขบเคี้ยวบางชนิดมีผงชูรสผสมด้วย และเจ้าผงชูรสนั้น เราเรียกมันตามภาษาเคมีว่า โมโนโซเดียมกลูตาเมต เห็นมั้ยหล่ะ ว่านี่ก็เป็นแหล่งของโซเดียมเหมือนกัน

    **ยาบางอย่างมีโซเดียมในปริมาณสูง ๆ เช่น ยาลดกรด ยาถ่าย ยาแก้ไอ หรือยาระงับปวด บางสูตรสูง จำเป็นต้องศึกษาเรื่องโซเดียมในอาหาร ยาเป็นพิเศษเพื่อการควบคุมปริมาณโซเดียมที่ได้ผลมีการใช้โซเดียมคลอไรด์ ผสมเพื่อปรุงรส หรือให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีบางอย่าง หรือในยาโรคเบาหวานที่ใช้โซเดียมซัคคาริน ปรุงรสหวานแทนน้ำตาล บุคคลที่มีโรคประจำตัว อย่างความดันโลหิต

    **เกลือ 1 ช้อนชา ให้ปริมาณโซเดียมราว 2,300 มิลลิกรัม ในขณะที่ปริมาณร่างกายคนปกติต้องการโซเดียมน้อยมาก ประมาณวันละ 500 มิลลิกรัม แต่โดยทั่วไปร่างกายมักได้รับปริมาณโซเดียมมากกว่านั้น แน่นอนว่าส่วนเกินจะถูกกำจัดออก โดยมีไตเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตามในหนึ่งวันร่างกายก็ไม่ควรได้รับโซเดียมเกินกว่าวันละ 2,400 มิลลิกรัม หากเกินบ่อย ๆ ร่างกายจะต้องรับภาระหนักในการกำจัดส่วนเกินออกไปและอาจส่งผลต่อสุขภาพได้

  • ขนมกรุบกรอบทำเด็กไทยเสี่ยงสารพัดโรค

    ขนมกรุบกรอบทำเด็กไทยเสี่ยงสารพัดโรค

    น.ส.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนา สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยงานวิจัยเรื่อง “ภัยขนมกรุบกรอบ ทำร้ายสุขภาพเด็กไทย” ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ว่า ขนมปังประเภทแม็กซิกันบัน หรือขนมปังก้อน ซึ่งเป็นขนมที่กำลังได้รับความนิยมมาก มีไขมันปริมาณสูง โดย ขนมปัง 1 ก้อน มีปริมาณไขมันอยู่ที่ 32.5 กรัม คิดเป็น 50% คอเลสเตอรอลอยู่ที่ 117 มิลลิกรัม คิดเป็น 39% น้ำตาลอยู่ที่ 27.7 กรัม ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ที่ขนมเพียง 1 ชิ้น ให้ปริมาณไขมันอิ่มตัว น้ำตาล สูงอย่างมาก หากรับประทานมากจะนำไปสู่โรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ และเบาหวานได้

    นักวิจัยรายนี้ กล่าวว่า ขนมและอาหารว่างประมาณ 700 ตัวอย่าง มีเพียง 10% ผ่านเกณฑ์โภชนาการ และใน 10% นี้ก็ไม่ได้ผ่านทั้งหมด แบ่งออกได้ 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มลูกอม หมากฝรั่ง เยลลี พบน้ำตาลและสารให้ความหวานเป็นส่วนผสมจำนวนมาก 2.กลุ่มช็อกโกแลต มีไขมันกับน้ำตาลในปริมาณสูง 3.กลุ่มถั่วและเมล็ดพืช มี ไขมันและโซเดียมมาก 4.กลุ่มปลาเส้นปรุงรสต่างๆ ปลาอบกรอบ แม้จะมีโปรตีน แต่มีโซเดียมสูง ยิ่งปรุงรสเข้มข้นก็ยิ่งมีโซเดียมมากขึ้น 5.กลุ่มมันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ข้าวอบกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ แป้งทอด จะเต็มไปด้วยโซเดียมและไขมัน

    งานวิจัยระบุอีกว่า ขนมกรุบกรอบกว่า 90% นอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยยังมีสารที่อันตรายต่อสุขภาพ มีโซเดียมและส่วนผสมให้เกิดรสเค็มสูงมาก ทั้งที่เด็กไม่ควรได้รับโซเดียมเกิน 200 มิลลิกรัม แต่ผลการศึกษาพบเด็กได้รับโซเดียมจากขนมมากกว่าเกณฑ์ 3-4 เท่า ซึ่งไตจะทำงานหนัก เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง และเป็นต้นเหตุให้เด็กขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย กลายเป็นเด็กอ้วน ฟันผุ เพราะขนมและน้ำอัดลม

    นพ.จิตติวัฒน์ สุประสงค์สิน หัวหน้าหน่วยสำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ไทยมีประชากรวัยเด็กประมาณ 10 ล้านคน มีเด็กอ้วนประมาณ 20% หรือร่วม 2 ล้านคน เด็กอ้วนเหล่านี้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดภาวะไตวายในอายุน้อยลงจากโรคเบาหวาน โรคอ้วน

    “สถานการณ์โรคอ้วนของเด็กไทยน่าวิตกมาก โรงเรียนขนาดกลางมีเด็กอ้วน 20% และครึ่งหนึ่งของ 20% มีปัญหาความดันสูง ปริมาณน้ำตาลสูง และปริมาณไขมันสูง หรือ 1 ใน 10 ของเด็กทั้งโรงเรียนมีปัญหาสุขภาพจากความอ้วนและขนมขบเคี้ยว

    ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สสส. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควรกำหนดให้ขนมทุกชนิดติดฉลาก จำกัดการโฆษณาเนื่องจากในปี 2548 ผู้ผลิตขนมทุ่มโฆษณาขนมถึง 1,117 ล้านบาท โดยโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์มากที่สุด 970 ล้านบาท และกระทรวงศึกษาธิการห้ามให้ทุกโรงเรียนจำหน่ายน้ำอัดลม

  • การแปรงฟันถูกวิธี และ การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกต้อง

    การแปรงฟันถูกวิธี และ การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกต้อง

    การแปรงฟันถูกวิธี และ การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกต้อง

    แปรงฟันอย่างถูกวิธี

    1. มุมที่ถูกต้อง วางแปรงทำมุม 45 องศา กับรอยต่อระหว่างเหงือกและฟันให้ขนแปรงวางเข้าไปในซอกระหว่างเหงือกและฟัน

    2. การแปรงที่ถูกวิธี ขยับหัวแปรงสีฟันไปมาเบา ๆ ขณะที่ปลายขนแปรงยังคงอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม โดยใช้เวลาประมาณ 10 วินาที ต่อฟันแต่ละซี่ ก่อนที่จะเลื่อนแปรงต่อไป

    3. ฟันด้านนอก ใช้วิธีเดียวกันกับ ข้อ 2 โดยวางแปรงให้ได้มุม และแปรงด้วยวิธีเดิม ทำความสะอาดที่ด้านนอกทั้งหมดของฟันทั้งบนและล่าง

    4. ฟันด้านใน สำหรับฟันหน้าส่วนล่างด้านในให้เอียงแปรง และทำความสะอาดฟันโดยใช้การแปรงฟันที่ถูกวิธี และทำเช่นเดียวกันกับฟันหน้าส่วนบนด้านใน

    5. ฟันบดเคี้ยว ขยับแปรงสีฟันไปมาด้วยแรงพอเหมาะเพื่อทำความสะอาดฟันทั้งด้านบนและด้านล่าง

    ใช้ไหมขัดฟันอย่างมีประสิทธิภาพ

    ขั้นตอนที่ 1 ทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน ซึ่งแปรงสีฟันเข้าไปไม่ถึง โดยใช้ไหมขัดฟันความยาวประมาณ 18 นิ้ว พันรอบปลายนิ้วกลางทั้งสองข้าง ห่างกัน 1.5-2 นิ้ว ดึงไหมขัดฟันให้ตึงด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

    ขั้นตอนที่ 2 เคลื่อนไหมไปมาเบา ๆ เข้าระหว่างซอกฟันแล้วโค้งไหมโอบรอบฟัน เพื่อทำความสะอาดโดยเคลื่อนขึ้นลง

    ขั้นตอนที่ 3 ทำในลักษณะเดียวกับข้อ 2 กับฟันซี่ข้างเคียง โดยพยายามดึงไหมให้ตึงแนบกับฟัน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายเหงือก ทำเหมือนกันทั้งบนและล่าง

    ขั้นตอนที่ 4 เมื่อเสร็จจากซอกฟันแต่ละซอก เลื่อนเส้นไหมจากนิ้วกลางหนึ่งไปยังอีกนิ้วกลางหนึ่ง ครั้งละ 1.5-2 นิ้ว เพื่อที่จะได้ ใช้เส้นไหมที่สะอาดและเหนียวสำหรับขัดซอกฟันถัดไป

    ขั้นตอนที่ 5 ควรให้ความสนใจขัดฟันทั้งซี่ในและซี่นอก เมื่อขัดเสร็จแล้วให้บ้วนปากและกลั้วน้ำไปมาระหว่างซอกฟันจนสะอาด ควรมั่นใจว่าไหมขัดฟันที่คุณใช้ต้องเส้นเล็กและมีคุณภาพ ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย

    Image by Mudassar Iqbal from Pixabay

  • ขากรรไกรค้าง ทำไงดี ทันตแพทย์แนะวิธีแก้ขากรรไกรค้าง

    ทันตแพทย์แนะวิธีแก้ขากรรไกรค้าง

    คุมสติอย่าตกใจ-ใช้นวดเบาๆห้ามตบ

    ท.พ.หญิงภาณุเพ็ญ สิทธิสมวงศ์ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมบดเคี้ยว ศูนย์ทันตกรรมโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่า เมื่ออ้าปากค้างมีวิธีรักษาอาการฉุกเฉินเบื้องต้น คือ ต้องควบคุมสติ อย่าตกใจ เพราะความตกใจ ความกังวล และการพยายามที่จะหุบปากหรือกัดฟันจะยิ่งทำให้การขัดของขากรรไกรรุนแรงขึ้น ห้ามตบหรือทุบขากรรไกรเด็ดขาด เพราะการกระแทกทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อฉีกขาดได้ ต้องค่อยๆ ใช้มือถู นวดบริเวณข้างแก้มทั้ง 2 ข้าง บางรายแค่ถูนวดเบาๆ ก็หุบปากได้ แต่ถ้ายังหุบไม่ได้ต้องให้ทันตแพทย์ช่วยขยับขากรรไกรให้

    “ปกติคนเราสามารถอ้าปากได้กว้างประมาณ 4.7-5.2 เซนติเมตร หรือต่างจากนี้เล็กน้อย การอ้า หรือหุบปากนั้นใช้การเคลื่อนข้อต่อขากรรไกรเคลื่อนภายในแอ่งกระดูก โดยมีกล้ามเนื้อ เอ็นยึด และรูปร่างของแอ่งเป็นสิ่งจำกัดการเคลื่อนไหวนี้ แต่ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งตึง เอ็นหย่อนยาน หรือรูปร่างของแอ่งกระดูกไม่เอื้อแก่การเคลื่อนของข้อต่อขากรรไกร ก็อาจจะทำให้ข้อต่อขากรรไกรขัดและค้างอยู่นอกแอ่ง ทำให้เราอ้าปากค้างได้ทัน” ท.พ.หญิงภาณุเพ็ญกล่าว

    ท.พ.หญิงภาณุเพ็ญกล่าวด้วยว่า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการอ้าปากค้างได้แก่ ผู้ที่มีปัญหาเอ็นหย่อนยาน หรือมีข้อต่อขากรรไกรหลวม มีอาการเบื้องต้น คือ ขณะอ้าปากกว้างจะได้ยินเสียงดังมากบริเวณหน้าหู หรือให้สังเกตว่ามีกระดูกปูด นูน ชัดเจนบริเวณหน้าหูขณะอ้าปากกว้าง อีกทั้งผู้ที่สูญเสียฟันกรามหลายซี่จนไม่สามารถเคี้ยวอาหารด้วยฟันหลังได้ เนื่องจากต้องใช้ฟันหน้าบดเคี้ยวอาหารแทน กล้ามเนื้อต้องดึงขากรรไกรและข้อต่อขากรรไกรมาข้างหน้า เป็นการฝืนกล้ามเนื้อให้ดึงข้อต่อมาหน้าแอ่งกระดูก จะมีผลให้เกิดการอ้าปากค้างได้

    โอกาสการอ้าปากค้างในชายและหญิงมีเท่าๆ กัน แต่จากประสบการณ์ของตัวเองพบว่า ผู้หญิงมีโอกาสเกิดเรื่องนี้ได้มากกว่า เนื่องจากความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นที่แตกต่างกันระหว่างเพศ หลายคนคิดว่าผู้สูงอายุมักเกิดอาการนี้มากกว่าเด็ก ความจริงแล้วสามารถเกิดได้ทุกวัย

    Image by Sanna Jågas from Pixabay

  • บุหรี่มีผลต่อช่องปากอย่างไรบ้าง

    บุหรี่มีผลต่อช่องปากอย่างไรบ้าง

    มีรายงานว่าบุหรี่ ซิการ์และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆจะสามารถไปเพิ่มอัตราการเกิดโรคมะเร็งในช่องปาก รวมทั้งอัตราการเกิดโรคเหงือกหรือโรคปริทันต์ได้

    นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเหล่านี้ จะไปทำให้เกิดการทำลายการยึดเกาะของกระดูกและเนื้อเยื่อที่มีต่อตัวฟัน ตัวอย่างนี้ที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ก็คือ การมีเหงือกร่นลงไป โดยเหงือกที่ร่นลงไปนี้เมื่อร่นลงไปมากๆจะทำให้รากฟันอยู่เหนือขอบเหงือกขึ้นมา ซึ่งจะมีผลให้เกิดอาการเสียวฟันเมื่อรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็น และมีผลทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายอีกด้วยเนื่องจากบริเวณรากฟันจะไม่มีเคลือบฟันห่อหุ้มอยู่

    การสูบบุหรี่ยังทำให้แผลถอนฟันหรือแผลผ่าตัดในช่องปากหายช้าและยังทำให้เกิดกลิ่นปาก คราบสีบนตัวฟันบนลิ้นอีกด้วย

    Image by Free-Photos from Pixabay

  • ดูแลฟันที่อุดแล้วให้ใช้งานได้ตลอดไปอย่างไร?

    ดูแลฟันที่อุดแล้วให้ใช้งานได้ตลอดไปอย่างไร?

    ฟันที่อุดแล้วไม่ได้หมายความว่าฟันซี่นั้นของท่านจะปลอดภัยจากโรคภัยจากโรคฟันผุตลอดไป ฟันเหล่านั้นสามารถจะผุต่อไปได้อีกเช่นเดียวกับฟันซี่อื่น ๆ ในปาก โดยเฉพาะที่บริเวณรอยต่อของเนื้อฟันกับวัสดุกับวัสดุบูรณะฟัน

    และถึงแม้จะอุดฟันด้วยวัสดุที่ดีและเหมาะสมมากเพียงใดก็ตาม ก็ยังต้องการ การดูแลรักษาฟันอย่างต่อเนื่องด้วย การดูดแลรักษาฟันที่ ได้ผลและไม่ยุ่งยาก ได้แก่การแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์อย่างสม่ำเสมอ วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที เป็นอย่างน้อยและต้องแปรงฟัน ให้ถึงทุดซอกทุกมุมของฟันแต่ละซี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณคอฟัน ซึ่งเป็นที่เก็บกักของคราบจุลินทรีย์ที่จะเกิดฟันผุได้ง่ายต่อไป ทั้งนี้ให้ใช้ แปรงสีฟันมีขนแปรงอ่อนนุ่ม ซึ่งจะไม่ทำให้ฟันสึก และหงือกเจ็บด้วย ส่วนด้านประชิดของฟันซึ่งมักจะมีคราบ จุลินทรีย์สะสมอยู่ และการแปรงฟัน ธรรมดาไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดได้ถึง ก็ควรใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย

    โรคฟันผุสามารถป้องกันได้ ถ้าท่านหมั่นดูและรักษาฟันอย่างสม่ำเสมอให้ถูกวิธี เช่น การเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ การใช้ฟลูออไรด์ การแปรงฟัน และ ควรให้ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพช่องปาก ปีละครั้ง เพื่อตรวจหารอยโรคฟันผุ และให้การอุดฟันที่ทันสมัย และ เหมาะสม ซึ่งไม่เจ็บปวด และเสียค่าใช้จ่ายน้อย รวมทั้งเป็นวิธีการที่จะเก็บฟันให้ใช้ได้ชั่วชีวิตต่อไปด้วย

    Image by Michal Jarmoluk from Pixabay

  • การเลือกแปรงสีฟัน ให้เหมาะกับฟันและเหงือกของคุณ

    การเลือกแปรงสีฟัน ให้เหมาะกับฟันและเหงือกของคุณ

    แปรงสีฟันแบบไหน เหมาะกับฟันและเหงือกของคุณ

    เวลาแปรงฟัน เคยสังเกตแปรงสีฟันของคุณบ้างหรือเปล่าว่า มีสภาพหน้าตาเป็นอย่างไรแล้ว เพราะแปรงสีฟันแต่ละอัน ก็มีอายุการใช้งานจำกัด เหมือนกันนะคะ ถ้าใช้มาประมาณ 3 เดือน ก็ควรเปลี่ยนอันใหม่ได้แล้ว เพราะขนแปรงจะเสื่อม สภาพลง ประสิทธิภาพในการแปรงฟันก็จะลดลงตามไปด้วย

    เดี๋ยวนี้ แปรงสีฟันที่ผลิตออกมาจำหน่ายในท้องตลาด ก็มีมากมายหลายแบบ จูงใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การจะซื้อแปรงสีฟัน สักอัน ก็ควรเลือกอันที่เหมาะสม มีคุณภาพ มากกว่าสีสัน ราคา หรือรูปแบบ ให้สังเกตดังนี้ค่ะ

    ควรเลือกแปรงสีฟันอันที่ ขนแปรงไม่แข็งหรืออ่อนจนเกินไป ปลายมนกลมเรียบเสมอกัน มีจำนวน ขนแปรงมากพอที่จะ แปรงฟันได้สะอาดทั่วถึง ขนแปรงที่แข็งเกินไปอาจระคายเคืองต่อเหงือก และเนื้อเยื่อในช่องปาก รวมทั้งอาจทำให้ฟันสึก ขนแปรงที่อ่อนเกินไป ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟัน

    ส่วนขนแปรงที่ทำด้วยไนล่อน จะมีประสิทธิภาพและความทนทานดีกว่าขนแปรงที่ทำจากขนสัตว์ ด้ามแปรงควรจะตรง จับสะดวกเหมาะมือ ควบคุมแปรงในระหว่างทำความสะอาดฟันบริเวณต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ หัวแปรงเล็กพอเหมาะกับ ปาก จะช่วยให้ทำความสะอาดได้สะดวกและเข้าถึงฟันกรามด้านในได้ง่าย

    หลังจากใช้แปรงสีฟันทำความสะอาดฟันเสร็จแล้ว ควรสะบัดและผึ่งให้แห้ง เก็บรักษาแปรงในที่สะอาด ถ้าอับชื้นอาจเกิด เชื้อราได้เมื่อขนแปรงบานควรเปลี่ยนใหม่ เพราะควบคุมการใช้ลำบาก อาจทิ่มเหงือกและเกิดแผลได้ รวมทั้งประสิทธิภาพ ในการทำความสะอาดก็จะลดลงด้วย

    Image by Steve Buissinne from Pixabay

  • คุณค่าของรอยยิ้ม

    คุณค่าของรอยยิ้ม

    คุณค่าของรอยยิ้ม

    ในงานเลี้ยงอาหารค่ำในนิวยอร์คเมื่อเร็ว ๆ นี้ แขกสุภาพสตรีคนหนึ่งของงานนี้ซึ่งเพิ่งประสบโชคบุญหล่นทับ รับมรดกมหาศาลมาไม่นาน เธอมีความหมายมั่นปราถนา ที่จะให้ตัวเองเป็นที่ชมชอบของทุก ๆ คน

    ด้วยการทุ่มเทเงินทองซื้ออาภรณ์ เครื่องประดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมขนสัตว์ อัญมณีมีค่ามากมาย…

    แต่มิได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด บนใบหน้าให้ดีขี้นเลย

    ใบหน้าที่บึ้งตึง แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างไร ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น

    เธอไม่ทราบหรอกว่า ผู้ชายทุกคน ตระหนักแน่แก่ใจดีว่า ความเป็นไปที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของสตรีเพศนั้น มีความสำคัญกว่า สิ่งที่ใช้ปรุงแต่งร่างกายมากมายนัก (โปรดจดจำประโยคนี้ไว้ใช้กับภรรยาของคุณเมื่อเธอต้องการจะซื้อเสื้อผ้าราคาแพง)

    ชาร์ล ชว็อบ เคยบอกผมว่า

    รอยยิ้มของเขา มีค่าถึง 1 ล้านเหรียญ

    คำบอกเล่าของเขา ยังน้อยกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ

    เพราะด้วยท่วงท่า บุคลิกภาพของชว๊อบ รวมทั้งความสามารถในการสร้างความพึงใจแก่ผู้อื่นเมื่อแรกพบนั้น เป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพ เหนือสิ่งอื่นใดที่หนุนเนื่องให้เขาก้าวไปสู่ความสำเร็จเด่นล้ำ

    และในบรรดาสิ่งสูงค่าในตัวเขา ก็คือ รอยยิ้มที่แสดงความจริงใจ อันเป็นเสน่ห์ติดตาตรึงใจ

    ผมเคยพบปะกับ โมริซ เชอวัลเย ในตอนบ่ายวันหนึ่ง

    แรก ๆ ผมยอมรับเลยว่า ออกจะรู้สึกเบื่อหน่าย ต่อการเงียบขรึมของเขา

    แต่เมื่อเขายิ้มเท่านั้น มันเหมือนกับว่า มีแสงสว่างสอดส่องผ่านทะลุเมฆหมอกลงมาเบื้อล่าง

    และถ้ามิใช่เพราะรอยยิ้มของเขา โมริซ อาจจะเป็นแค่ช่างเฟอร์นิเจอร์อยู่ในปารีส เช่นเดียวกับบุคคลในครอบครัวของเขาก็ได้

    การกระทำนั้น มีค่ามากกว่าการพูด

    แต่การยิ้ม จะมีความหมายว่า “ฉันชอบคุณนะ คุณทำให้ฉันมีความสุข ฉันยินดีจริง ๆ ที่ได้พบคุณ”

    จากเหตุผลดังกล่าว สุนัข จึงเป็นที่ชื่นชอบของมนุษย์ มากกว่าสัตว์เลี้ยงใด ๆ

    เพราะมันดีใจอย่างลิงโลด เมื่อได้เห็นเจ้าของ

    ดั้งนั้น จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เจ้าของ ก็จะเกิดความดีใจไปกับมันด้วย

    เรียกว่า เกิดอารมณ์ร่วมกับหมา ว่างั้นเถอะ

    แล้วการยิ้มแห้ง ๆ แบบไม่บริสุทธิ์ใจล่ะ จะก่อให้เกิดผลแบบไหน?

    คำตอบ ก็คือ

    ไม่ก่อให้บังเกิดผลใด ๆ ทั้งสิ้น

    เพราะไม่สามารถลวงหลอกใครให้ลุ่มหลงได้

    การยิ้มที่ผมกล่าวถึง คือ

    การยิ้ม ที่เต็มไปด้วยไมตรีจิต จากส่วนลึกของหัวใจ อันเป็นยิ้มที่มีคุณค่าราคาสูงส่งยิ่งนัก

    ผู้จัดการฝ่ายพนักงาน ของห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่ง ในนิวยอร์ค บอกกับผมว่า เขาพอใจที่จะจ้าง ผู้ที่มีรอยยิ้มจริงใจน่าคบหา แต่การศึกษาน้อยมากกว่า จะจ้าง ผู้ได้ปริญญา แต่หน้าตาบอกบุญไม่รับ

    ประธานกรรมการของบริษัทยางยิ่งใหญ่ ของอเมริกา บอกผมเช่นกันว่า

    จากการสังเกตุของเขา เห็นว่า น้อยมากที่มนุษย์จะประสบความสำเร็จในสิ่งใด นอกเสียจากว่า เขาจะกระทำการงานนั้น ๆ ด้วยความเพลิดเพลินพอใจไปด้วย

    ผู้ที่ยืนอยู่หัวแถวของอุตสาหกรรมประเภทนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยประทับใจกับคติโบราณที่ว่า “การทำงานหนักเท่านั้น ที่จะชักนำไปสู่ความสามารถปรารถนาในทุก ๆ สิ่ง” โดยเขากล่าวว่า

    “ผมรู้จักบุคคลต่าง ๆ มากมาย ที่ประสบความสำเร็จ เนื่องมาจากได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินกับงานที่ทำ

    แต่ต่อมา เมื่อบุคคลนั้น เริ่มบังเกิดความเบื่อหน่าย ความสำเร็จก็จะลดน้อยถอยลงตามลำดับ”

    คุณจะถึงใจกับการพบปะติดต่อกับผู้อื่น ถ้าคุณจะสร้างความพึงใจให้ผู้อื่นในการพบปะกันเสียก่อน

    ผู้คนในแวดวงธุรกิจหลายพันคน ที่มาเข้าฝึกอบรมกับผม จะถูกขอร้องให้แจกยิ้มกับใคร ๆ ทุก ๆ ชั่วโมงตลอดอาทิตย์ แล้วกลับมารายงานผลที่ชั้นว่าเป็นอย่างไร

    ซึ่งผลที่ได้ ก็ขอยกเอาจดหมายของ วิลเลียม บี. สไตน์ฮาร์ดศ์ จากสำนักงานธุรกิจค้าหุ้น นิวยอร์ค เคิร์บ เฮ็กซ์เชนจ์ ที่เขียนเล่าไว้ดังนี้

    “ผมแต่งงานมา 18 ปีกว่าแล้ว

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยจะได้ยิ้มให้ภรรยาเลย

    และวันหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ตื่นขึ้น จนกระทั่งออกไปทำงาน ผมพูดกับเธอไม่เกิน 24 คำด้วยซ้ำ

    กล่าวได้ว่า ในย่านบรอดเวย์ ไม่มีใครเงียบขรึมได้เท่าผม

    นับตั้งแต่ถูกขอร้องให้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังรอยยิ้ม ผมจึงตัดสินใจที่จะลองยิ้มกับผู้คนดูสักอาทิตย์

    ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะหวีผม ผมจ้องมองใบหน้ามี่เฉยเมยเย็นชา ค่อนไปทางบึ้นตึงของตัวเองในกระจก และพูดกับตัวเองในใจว่า จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยกเครื่องใบหน้าใหม่เสียที

    พอนั่งลงรับประทานอาหารเช้า ผมก็ทักทายภรรยาอย่างสนิทสนมรักใคร่

    คุณเตือนผมให้คอยจับสังเกตความประหลาดใจ ที่บังเกิดกับภรรยาของผม…ซึ่งนั่นยังน้อยไป

    เพราะเธอนิ่งอึ้งตะลึงตะไลด้วยความงงงัน

    ผมจึงกล่าวย้ำว่า เธอจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ และผมก็ทำตามนั้นเป็นเวลาสองเดือนผ่านมาแล้ว

    การ “ยกเครื่อง” ใบหน้า ทำให้ชีวิตในครอบครัวผมดีขึ้นกว่าเก่าอย่างเทียบกันไม่ได้ทีเดียว

    และเมื่อถึงที่ทำงาน ผมก็ทักทายเด็กประจำลิฟต์ด้วยคำพูด และรอยยิ้ม

    นอกจากนั้น ก็ทักดะจากคนเฝ้าประตู ถึงคนขายตั๋วรถไฟใต้ดิน

    ในไม่ช้า ผมพบว่า ได้รับรอยยิ้มกลับมามากมาย

    และหากใครก็ตาม มีเรื่องเดือดร้อนมาหา ผมจะต้องรับเขาด้วยกิริยายิ้มแย้มจริงใจ ฟังเขาเล่าเรื่องราวอย่างใจเย็น ซึ่งก็สามารถช่วยให้ผมจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ลุล่วงไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

    ผมประจักษ์แล้วว่า การยิ้ม เป็นสิ่งที่ชักนำประโยชน์โภชน์ผลมาให้อย่างมหาศาลทีเดียว

    ผมเช่าสำนักงาน ร่วมกับเพื่อนนายหน้าค่าหุ้นด้วยกันคนหนึ่ง

    เขามีพนักงานคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชายหนุ่มที่เรียบร้อนน่าคบหา

    จากความตื่นเต้น ในผลที่ประสบกับตัวเอง ผมจึงเล่าให้เขาฟังถึงปรัชญาชีวิตใหม่ที่ผมเพิ่งได้รับรู้ ซึ่งพนักงานผู้นั้น ก็สารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า ก่อนหน้านั้น เขาคิดว่า ผมเป็น

    คนเคร่งเครียดเงียบขรึมอย่างร้ายกาจ แต่เพิ่งไม่นานมานี้เอง ที่เขาแปลงเปลี่ยนความคิดหันมาเห็นว่า ผมเป็นมนุษย์ที่น่าคบหาเสียนี่กระไร

    เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังกวาดล้างการตำหนิติเตียนผู้อื่น ไม่ให้หลงเหลืออยู่อีกเลยในตัว

    เพราะการที่จะกล่าวโทษใคร ๆ ผมใช้วิธียกย่องชมเชยแทน และเลิกพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ พร้อมกับพยายามที่จะเข้าใจ และยอมรับแนวความคิดของผู้อื่น

    ซึ่งการแปลงเปลี่ยนต่าง ๆ ในตัวผมเหล่านี้ ได้พลิกโฉมหน้าชีวิตของผมไปโดยสิ้นเชิง ผมกลายเป็นบุคคลที่ผิดแผก แตกต่างจากคนเดิมอย่างดำเป็นขาว

    เดี๋ยวนี้ ผมร่ำรวยมากขึ้น รวยทั้งเพื่อนพ้อง และความสุข อันเป็นสุดยอดปรารถนาแห่งชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด”

    คุณไม่มีความรู้สึกอยากจะยิ้มบ้างหรือ?

    ถ้าเป็นอย่างนั้น จะทำอย่างไรดี

    มีอยู่ 2 อย่างก็คือ

    หนึ่ง บังคับตัวเองให้ยิ้มให้ได้ เมื่ออยู่คนเดียว จงบังคับตัวเองให้ผิวปากหรือฮัมเพลงในลำคอ ทำประหนึ่งว่า คุณกำลังมีความสุขอย่างแท้จริง และไม่นานก็จะโน้มน้าวจิตใจให้มีความสุขจริง ๆ ไปได้เอง

    วิลเลียม เจมส์ แห่ง มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด กล่าวแนะนำไว้ด้วยว่า

    “ดูเหมือนว่า การกระทำนั้นบังเกิดขึ้นหลังความรู้สึก แต่ความจริงแล้วการกระทำ และความรู้สึก เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

    ที่นี้ ถ้าเราแปลงเปลี่ยนการกระทำ ซึ่งอยู่ใต้อำนาจแห่งจิตใจโดยตรง ก็จะสามารถแปลงเปลี่ยนความรู้สึก ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจโดยทางอ้อม

    ถ้าเราต้องการจะให้ได้ความร่าเริงที่สูญเสียไป กลับคืนมาเป็นปกติ ก็โดยเสแสร้งแกล้งกระทำว่าร่าเริงแจ่มใส…”

    มนุษย์ทุกคน ต่างแสวงหาความสุขด้วยกันทั้งนั้นบนโลกใบนี้ แต่มีเส้นทางแน่นอนเพียงสายเดียวเท่านั้น ที่จะค้นพบมัน นั่นคือ

    การบังคับความคิดคำนึงของตัวเอง

    ความสุข มิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่อยู่ภายในจิตใจต่างหาก

    การที่คุณมีความสุข หรือ ทุกข์ มิได้มีสาเหตุมาจากสิ่งที่คุณมี หรือตำแหน่งสถานะใด ๆ หรือว่าตัวคุณกำลังกระทำสิ่งใดอยู่แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทัศนคติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไรต่างหาก เช่น

    มีบุคคล 2 คน อยู่ในสถานะเดียวกัน ทำงานอย่างเดียวกัน และต่างมีอำนาจวาสนาเงินตราทัดเทียมกัน

    แต่คนหนึ่ง อาจจะมีความทุกข์ ในขณะที่อีกคนหนึ่งมีความสุข

    ทำไม่จึงเป็นเช่นนั้น ?

    ทั้งนี้ก็เนื่องจากทัศนคติแตกต่างกันนั่นเอง

    ผมเคยเห็นใบหน้ากรรมกรชาวจีนมากมาย ที่อาบเหงื่อยต่างน้ำทำงานหนักในประเทศจีน ด้วยค่าจ้างวันละ 7 เซ้นต์ แต่มีความสุขเทียบเท่ากับผู้คนที่พบเห้นในแถบ พาร์ค อเวนิว

    เชกสเปียร์ กล่าวไว้ว่า

    “ไม่มีสิ่งใดดีหรือเลว นอกจากความคิดเท่านั้นที่ปรุงแต่งไปเอง”

    ส่วน อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวว่า

    “บุคคลส่วนมาก จะมีความสุขมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำใจให้เป็นเช่นนั้นได้มากแค่ไหน”

    ซึ่งเขากล่าวได้ถูกต้องที่สุด

    ผมเคยเห็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับคำพูดนี้ เมื่อไม่นานที่ผ่านมาคือ

    วันหนึ่ง ผมขึ้นบันไดสถานีรถไฟ ลอง ไอส์แลนด์ ใน นิวยอร์ค

    ขณะนั้น เบื้องหน้า มีเด็กพิการราว 30 – 40 คน บ้างใช้ไม้เท้าบ้างใช้ไม้ยันทั้งหมด กำลังพยายามขึ้นบันได

    ซึ่งสิ่งที่ผมบังเกิดความประหลาดใจ ก็คือ พวกเขาต่างยิ้มแย้มร่าเริง หัวเราะเล่นกันอย่างสนุกสนาน

    จึงอดที่จะพูดคุยกับสุภาพบุรุษผู้ทำหน้าที่ดูแลเสียมิได้

    “โอ…ใช่ครับ เมื่อเด็กทราบแน่ชัดว่า เขาต้องพิการไปตลอดชีวิตในครั้งแรกพวกเขาก็เซื่องซึมไปบ้างเป็นธรรมดา

    แต่หลังจากทำใจได้แล้ว เขาก็เรียนรู้ที่จะยอมรับชะตากรรม ซึ่งหลังจากนั้นก็จะกลายเป็นเด็กที่มีความสุข ยิ่งกว่าเด็กปกติหลาย ๆ คนด้วยซ้ำไป”

    นับเป็นบทเรียนล้ำค่า ที่ผมจะไม่มีวันเลือนลืมเป็นอันขาด ทั้งยังอยากจะโค้งคารวะพวกเขา ในฐานะครูผู้ยิ่งใหญ่อีกด้วย

    ระหว่างที่ แมรี่ พิคฟอร์ด กำลังเตรียมฟ้องหย่า ดักลาส แฟร์ แบงก์ส บรรดาแฟนภายยนต์ทั่วโลก คงคาดเดากันว่า เธอคงจะโศกเศร้ารันทด จะไม่เป็นอันเกินอันนอนกระมัง

    แต่บ่ายวันหนึ่ง ในช่วงนั้น ที่ผมได้พบปะกับเธอ ปรากฏว่า ใบหน้าของเธออาบไว้ด้วยรอยยิ้มอันแจ่มใสร่าเริง อย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงล้ำกว่าบุคคลอื่นใด

    ซึ่งเคล็บลับของเธอได้เปิดเผยไว้อย่างละเอียด ในหนังสือเล่มเล็กขนาด 35 หน้า ของเธอชื่อ “WHY NOT TRY GOD”

    แฟรงค์ เบ็ทเจอร์ อดีตนักเบสบอลยอดเยี่ยมของทีม เซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์ ปัจจุบันเป็นนายหน้าหาประกันชีวิต ที่ได้รับความสำเร็จเด่นล้ำคนหนึ่งในอเมริการบอกผมว่า

    เขาตระหนักมาเนิ่นนานแล้วว่า มนุษย์คนใดก็ตาม ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใจจะประสบกับการต้อนนับด้วยดีเสมอ

    ดังนั้น ก่อนเขาจะเข้าไปหาลูกค้า ณ ที่แห่งใดก็ตาม เขาจะหยุดนิ่งรวบรวมสมาธิ โดยปล่อยใจให้ระลึกถึงสิ่งที่ควรขอบคุณต่าง ๆ แล้วประดับรอยยิ้มบนใบหน้าอย่างแจ่มใจ สุจริตใจ แล้วก้าวเข้าไปในห้องนั้นขณะที่รอยยิ้มยังไม่ทันจางหายไปจากใบหน้า

    ความสำเร็จสูงส่งที่ได้รับนี้ เขาเชื่อว่า มาจากเทคนิคง่าย ๆ เท่านี้เอง

    โปรดอ่านข้อแนะนำน่าสนใจของ เอลเบิร์ต ฮับบาร์ด ในย่อหน้าต่อไป และอย่าลืมว่า ถ้าไม่นำไปปฏิบัติแล้ว การอ่านอย่างเดียวมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ

    “เมื่อใดก็ตาม ที่คุณออกนอกบ้าน จงยกคางไว้ให้ศีรษะตั้งตรงเหมือนมีมงกุฏครอบอยู่บนนั้น และสูดลมหายใจให้เต็มปอด โค้งทักทายเพื่อนฝูงด้วยรอยยิ้มจริงใจ

    อย่าได้ประหวั่นพรั่นใจว่า จะมีใครเข้าใจผิดในตัวคุณ

    จงตั้งมั่นในการกระทำ แล้วมุ่งตรงไปสู่จุดหมายอย่างไม่ลังเลรีรอ

    ตั้งสติมั่นอยู่เสมอว่า ความต้องการของคุณ ก็เพื่อกระทำกิจการงานใด ๆ ให้ประสบผลสำเร็จเพริดแพร้ว

    แล้วคุณจะพบว่า ตัวเองประสบความสำเร็จอย่างไม่รู้ตัว จากวันเวลาที่ก้าวล่วงไป เช่นเดียวกับตัวเพรียงที่เกาะกลุ่มกัยอยู่ได้ ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลผ่านตลอดเวลา

    จนสร้างมโนภาพ ของบุคคลที่มีประสิทธิภาพสูงในด้านการทำงาน ซึ่งคุณเองต้องการจะเป็นได้อย่างนั้น

    ซึ่งจากการนึกถึงอยู่บ่อย ๆ เช่นนี้เอง ที่สามารถแปลงเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้มีความโดดเด่นเป็นเลิศขึ้นมา

    ฉะนั้น ความคิด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด

    จงรักษาทัศนคติให้อยู่ในลักษณะสร้างสรรค์ กล้าหาญอดทนเปิดเผยตรงไปตรงมา และร่าเริงแจ่มใส

    เพราะมนุษย์เรานั้น จะเป็นเช่นไร ก็แล้วแต่จิตใจที่วาดมโนภาพเอาไว้

    จนตั้งศีรษะให้ตรง ประดุจมีมงกุฏครอบอยู่

    เราทุกคน ล้วนแล้วเป็นเช่นเทวดา หรือให้ปีกงอกออกมา เหาะเหินเดินอากาศด้วยกันทั้งนั้น”

    สำหรับเรื่องปรัชญาแห่งชีวิต ต้องนับว่า ชาวจีนโบราณ เป็นผู้ที่รอบรู้ เฉลียวฉลาดมาก

    และมีอยู่ประโยคหนึ่ง ที่เราควรจะจดจำไว้ให้มั่น นั้นก็คือ

    “คนที่ยิ้มไม่เป็น อย่าได้คิดทำการค้า