Author: admin

  • ชายวัยทอง ที่ไร้เทียมทาน

    ชายวัยทอง ที่ไร้เทียมทาน

    ชายวัยทอง ที่ไร้เทียมทาน

    โดยทั่วไปเรามักจะเข้าใจกันว่า ผู้หญิงที่อยู่ในวัยระหว่าง 40-50 ปี เท่านั้น ที่ภาวะทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสภาพ ทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความจริงแล้วอาการที่ว่านี้ใช่ว่าจะ เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น แม้แต่ผู้ชายที่อยู่ในช่วงวัยดังกล่าว ก็มีอาการเช่นเดียวกัน เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงทางด้านสมรรถนะของผู้ชายจะช้ากว่าในผู้หญิง เนื่องจากสาเหตุและปัจจัย พื้นฐานหลายประการ เช่น ผู้ชายมักจะออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอ ทําให้สภาพกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง หย่อนยานได้ช้ากว่าปกติ หรือมีกิจกรรม งานอดิเรกที่นอกเหนือจากงานประจํา ที่ช่วยให้สภาพจิตใจเกิดความชื่นบานผ่องใสอยู่เป็นประจํา แต่ ผู้ชายทุกคนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะการเปลี่ยนแปลงของระดับ ฮอร์โมนที่มีผลต่อสมรรถภาพร่างกายและจิตใจในเรื่อง “สมรรถ ภาพทางเพศ” ได้ สภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเกิดขึ้นกับ ผู้ชาย “วัยทอง” ทุกคน

    สภาพความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจของผู้ชาย ในวัย 40 ปีขึ้นไป ที่สังเกตได้เช่น การขี้หลงขี้ลืม ขาดความ กระฉับกระเฉง ความสนใจในสิ่งแวดล้อมและโลก ทัศนคติต่อบุคคลและสิ่งต่างๆ รอบตัว และความพยายามในการจะทําสิ่งใหม่ ๆ ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะยิ่งปรากฏมาตามอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ชายไทยจะรู้สึกถึงการหมดสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผล ให้สภาวะทางด้านจิตใจถดถอยอย่างเห็นได้ชัด ทําให้ผู้ที่มีอาการ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศเกิดอาการเมื่อยชาไม่อยากหยอกล้อใกล้ชิดพูดคุยกับคู่ชีวิตของตนเองเหมือนก่อน เพราะมีความรู้สึกว่าตนเองไม่อาจให้ความสุขกับคู่ครองได้ ทําให้เกิดความวิตกกังวล เศร้าซึม และอาการทางด้านร่างกายอื่น ๆ เช่น ความเครียด นอนไม่หลับ เป็นโรคกระเพาะอาหาร และความดันโลหิตสูง รวมทั้ง โรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา

    เมื่อรู้ตัวว่าเกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และไม่ สามารถทนต่อภาวะความกดดันที่เกิดขึ้นได้ ท่านควรหาวิธีการ แก้ไขหรือเสี่ยงต่อสภาพปัญหาเหล่านั้น โดยการลดความเสี่ยงต่อ สิ่งที่จะทําให้สภาพร่างกายและจิตใจเกิดความถดถอย โดยการหา งานอดิเรกทํา เล่นกีฬาที่เหมาะสมกับวัย หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงและสมาคมต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการเสี่ยงต่อการ ติดโรคติดต่อทางเพศ และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เป็นต้น

    หากไม่สามารถแก้ภาวะความกดดันที่เกิดขึ้นได้ ควรไป รับคําปรึกษาจากแพทย์ เพื่อขอคําแนะนําถึงวิธีการปฏิบัติที่ถูก ต้อง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานหรือบุคคลใดที่จะช่วย ท่านได้ดีไปกว่าตัวท่านเอง การยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลง ซึ่งย่อมเกิดขึ้นตามกาลเวลา เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

    ข้อมูลจาก นพ.นิทัศน์ รายยวา สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
    พาที โชคชัยศิริวัฒน์

  • เสี่ยงอยู่หรือเปล่ากับเบาหวาน

    เสี่ยงอยู่หรือเปล่ากับเบาหวาน

    เสี่ยงอยู่หรือเปล่ากับเบาหวาน

    น้ำตาลแม้ว่าจะเป็นประโยชน์มากมายแต่ก็สร้างปัญหาให้กับสุขภาพได้เช่นกัน ถ้าการบริโภคน้ำตาลอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการบริโภคในปริมาณมากเกินไป ทําให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จนก่อให้เกิด “โรคเบาหวาน”

    โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญ น้ำตาลให้เป็นพลังงานแล้วสะสมไว้ตามปกติ ทําให้ระดับน้ำตาลใน เลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลส่วนเกินนี้ถูกขับออกจากร่างกายทางไต มาอยู่ในปัสสาวะ ทําให้ปัสสาวะมีน้ำตาลสูงและมีรสหวาน เรียกว่า “เบาหวาน” คนที่อยู่ในภาวะปกติจะมีน้ำตาลในเลือดประมาณ 70-110 มิลลิกรัมต่อจํานวนเลือด 100 ซีซี เมื่อใดระดับน้ำตาล ในเลือดเกิน 140 มิลลิกรัม ต่อจํานวนเลือด 100 ซีซี จัดว่าเป็น “โรคเบาหวาน”

    โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบได้บ่อย และมีโอกาสพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนสาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน เกิดได้จากหลาย ปัจจัยร่วมกัน แต่ที่สําคัญคือ กรรมพันธุ์และความอ้วน โดยเฉพาะ ผู้ที่มีญาติสายตรงคือบิดามารดาพี่น้องคนใดคนหนึ่งเป็นโรคเบาหวาน บุคคลนั้นอาจมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน 6-10 เท่า สําหรับปัจจัย เสริมที่ทําให้แต่ละคนมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงบ่อยๆ ไขมันในเส้นเลือดสูง การใช้ยา ประเภทสเตียรอยด์อย่างไม่ถูกวิธี ผู้ที่เคยมีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ มีภาวะของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เคยมีประวัติการคลอดบุตร มีน้ำหนักตัวเด็กแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม ผู้ที่อยู่ในภาวการณ์ดังกล่าว จึงจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็น เบาหวาน ควรใส่ใจและสังเกตอาการที่จะนําไปสู่โรคเบาหวาน อาการที่น่าสงสัยคือ กระหายน้ำและดื่มน้ำจํานวนมากบ่อยครั้ง ปัสสาวะบ่อย ทั้งกลางวันและกลางคืน คราวละมากๆ เมื่อตั้งทิ้งไว้ จะมีมดขึ้น หิวบ่อย กินแต่น้ำหนักลดลง อ่อนเพลีย เป็นแผลหรือ ง่ายแต่หายยาก คันตามผิวหนัง และบริเวณอวัยะสืบพันธุ์

    ผู้ที่มีอาการบอกเหตุเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง หรืออาจจะยังไม่มีอาการใด ๆ แต่มีอายุกว่า 40 ปี ควรไปรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ การเตรียมตัวเพื่อไปตรวจโรคเบาหวาน ควรงดอาหารข้ามคืนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ดื่มน้ำเปล่าได้ แล้วไป เจาะเลือดเวลาเช้า หลังเจาะเลือดแล้วจึงจะรับประทานอาหารได้

    การตรวจในครั้งแรกหากไม่พบภาวะเบาหวาน อย่าเพิ่งวางใจ ควรตรวจซ้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมกับการตรวจร่างกาย ประจําปี สําหรับผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน อาจจะตรวจภาวะเบาหวาน 3 ปีต่อครั้ง หรือเร็วกว่านั้นก็ได้ถ้ามีอาการของภาวะเบาหวาน

    การละเลยต่อโรคเบาหวาน โดยไม่ไปรับการรักษาหรือไม่ได้ รักษาอย่างถูกวิธี จะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายคือ กระจกตาเสื่อมและบอดในที่สุด ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด ประสาทอักเสบทําให้มีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า ปัสสาวะลําบาก หมดความรู้สึกทางเพศ เมื่อเป็นแผลจะหายยาก เนื่องจากการติดเชื้อง่าย แผลจะลุกลามรุนแรงจนกลายเป็นเนื้อตายที่จะต้องถึง กับตัดอวัยวะส่วนที่เกิดแผลนั้นทิ้งไป

    ไม่ว่าท่านจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ก็ตาม โปรดอย่าประมาท หรือละเลยต่อสุขภาพ ควรเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งผักผลไม้ไทยหลายอย่างตาม ฤดูกาลที่ให้คุณค่าของสารอาหาร โดยยึดหลักการรับประทาน อาหารหลัก 5 หมู่ ให้ครบในแต่ละวัน โดยลดอาหารจําพวก แป้ง ไขมันของหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลงบ้าง แบ่งเวลา เพื่อการออกกําลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพราะนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนได้ แล้วยังช่วยการ ไหลเวียนของเลือด และลดความเครียดได้อีกทางหนึ่ง การดูแลรักษาสุขภาพที่ดีอยู่แล้วให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากจะช่วยให้ ไม่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ท่านยังไม่เสี่ยงต่อโรคอื่นๆ อีกด้วย

    ข้อมูลจาก : คู่มือโรคเบาหวาน สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย
    โดย ศ.น.พ.สุนทร ตัณฑนันทน์ และ รศ.วลัย อินทรัมพรรย์ : สถาบันพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวง
    สาธารณสุข : ความรู้และการดูแลตนเองเรื่องโรคเบาหวานสําหรับประชาชน โดย ดร.ประพิณ วัฒนกิจ
    จารุณี ชัยชาญชีพ

  • ภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษาพยาบาล

    ภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษาพยาบาล

    ภาวะความดันโลหิตสูง

    ภาวะความดันโลหิตสูง (hypertension) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบมากในสังคมเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ที่สังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ทําให้การใช้ชีวิตดําเนินไปด้วยความเร่งรีบ การทํางานต้องแข่งขันกับเวลา และการเดินทางไปมา ที่ต้องเสียเวลานานอยู่บนท้องถนน ทําให้เกิดความเครียดตามมา ประกอบกับการละเลย หรือไม่มีเวลาที่จะออกกําลังกาย การรับประทานอาหารประเภท Junk Food ซึ่งเป็นอาหารที่มีแป้ง เป็นหลัก ทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ถูกส่วน ก่อให้เกิดไขมันส่วนเกิน ตามมาด้วยโรคอ้วน นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่เค็มจัด ทําให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป การสูบบุหรี่และ ดื่มสุรา จนเป็นนิสัย เหล่านี้ล้วนมีผลทําให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ทั้งสิ้น

    ความดันโลหิต (blood pressure) ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง ความดันโลหิตที่วัดจากหลอดเลือดแดง โดยมีสองค่าคือ ค่าบน หรือที่เรียกว่า ความดันซิสโตลิก (Systolic blood pressure) และ ค่าล่างที่เรียกว่า ความดันไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) เมื่อกล่าวถึงความดันโลหิต จึงต้องมีสองค่า เช่น 120/80 หมายถึง ค่ายนวัดได้ 120 และค่าล่างวัดได้ 80 โดยทั่วไป อาจจะถือว่าความ ดันโลหิตที่สูงกว่า 140/90 แสดงว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง ความ ดันโลหิตยิ่งสูงยิ่งเป็นอันตราย

    จากการสํารวจสุขภาพอนามัยของประชาชนในปี พ.ศ. 2534 เพื่อหาว่ามีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง (ค่าสูงกว่า 160/95) พบว่าใน กรุงเทพมหานครมีผู้เป็นความดันโลหิตสูง ชาย 8.5% หญิง 6.1%

    ในภาคกลาง ชาย 10.8% หญิง 12.6% ในภาคเหนือชาย 3.2% หญิง 3.3% และภาคใต้ ชาย 3.2% หญิง 3.7%

    การรักษาความดันโลหิตสูงนั้นมีหลายวิธี ทั้งวิธีการใช้ยา และไม่ใช้ยา การรักษาความดันโลหิตสูงที่ไม่ต้องใช้ยานั้นเป็นการรักษาที่สําคัญ เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ในตัวของมันเองแล้ว ยังช่วยเสริมการรักษาแบบใช้ยาให้ได้ผลที่ดีขึ้นด้วย การรักษาโดย วิธีการไม่ใช้ยา ได้แก่
    การออกกําลังกาย จะทําได้หลายอย่าง เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การว่ายน้ํา ในระหว่างที่ออกกําลังกายความดันโลหิตจะ สูงขึ้น เพราะหัวใจเต้นเร็ว แต่จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติเมื่อ หยุดพัก ผู้ที่ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอจะมีความดันโลหิตใน ขณะที่พักต่ํากว่าปกติเล็กน้อย และต่ํากว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกําลังกาย อย่างสม่ําเสมอ นอกจากนั้นการออกกําลังกายยังเป็นวิธีการคลาย
    เครียดที่ดี และเป็นทางออกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่

    การลดน้ำหนักตัว ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินจําเป็น จะต้องมี การลดน้ําหนัก การลดน้ำหนักลงจะทําให้ระดับความดันต่ำลงได้

    การหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม พยายามกินอาหารที่มีโซเดียมต่ำ แต่มีโปแตสเซียมสูง โดยเฉพาะผลไม้ทุกชนิดที่มีรสเปรี้ยว และ อาหารประเภทถั่ว

    การงดดื่มสุรา พบว่าผู้ที่ดื่มสุราเกินกว่า 2 ออนซ์ต่อวัน จะมีความดันโลหิตสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

    การคลายเครียดและการผักผ่อน ความเครียด อาการโกรธ และอาการหดหู่ ทําให้ความดันโลหิตสูงขึ้น จึงไม่ควรคร่ําเคร่งกับงานมากจนเกินไป ระหว่างงานเมื่อถึงเวลาพักก็ควรพัก การที่ได้พักผ่อนในวันหยุดโดยการออกไปท่องเที่ยว หรือการได้ทํากิจกรรม งานอดิเรกที่ตนเองชื่นชอบจะทําให้ร่างกายผ่อนคลาย ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ําลงได้ นอกจากนี้การฝึกจิตหรือฝึกสมาธิ ก็ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้

    น.พ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ
    สํานักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

    Low

  • มะเร็งปอด…โรคร้ายที่ป้องกันได้

    มะเร็งปอด…โรคร้ายที่ป้องกันได้

    มะเร็งปอด…โรคร้ายที่ป้องกันได้

    มะเร็งปอดเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยไปถึงปีละประมาณ 3,000 ราย เป็นโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 รองจาก มะเร็งตับ (ในสาเหตุการตายทั้งหมดของคนไทย โรคมะเร็งเป็น สาเหตุการตายอันดับ 3 รองจากโรคหัวใจ และอุบัติเหตุ)

    สาเหตุสําคัญของมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงและป้องกันได้ การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งปอดอย่างน้อย 15 เท่า แต่เป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า อัตราการสูบบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาใน ภูมิภาคเอเชีย ในขณะที่หลายประเทศประชาชนตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ ทําให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างมาก เช่น ในสหรัฐอเมริกามีอัตราการสูบบุหรีลดลงร้อยละ 9 และที่อังกฤษลดลงถึง ร้อยละ 25

    นอกจากการสูบบุหรี่แล้ว ยังพบว่าการสัมผัสหรือหายใจเอาสารวัสดุทางอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น แร่ใยหิน (แอ็สเบ๊สทอส) อาร์เซนิก แคดเมียม ปิโตรเคมี ก็ทําให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน ในประเทศอุตสาหกรรม และประเทศกําลังพัฒนา มีข้อมูลทางระบาดวิทยาบ่งชี้ว่า ก๊าซหรือสารในมลภาวะทางอากาศ อาจก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้ด้วย

    มะเร็งปอด เมื่อเริ่มเป็นโรคนี้จะเป็น จุดหรือก้อนเล็ก ๆ มักไม่ก่ออาการใด ๆ เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นจึงก่อให้เกิดอาการได้ใน 2 ลักษณะ คือ อาการแรก เป็นอาการในทรวงอก ได้แก่ ไอ ไอเป็นเลือด เหนื่อย แน่นหน้าอก อาการที่สอง อาการจากอวัยวะต่างๆ ที่มะเร็งได้แพร่กระจายไป เช่น แพร่ไปยังกระดูก ทําให้ปวดกระดูกซี่โครง กระดูกสันหลัง หรือกระดูกอื่นๆ แพร่ไปที่สมองทําให้ปวดศีรษะ แพร่ไปยังตับ ทําให้ปวดท้อง (ใต้ชายโครงขวา) เป็นต้น

    การรักษามะเร็งปอดให้ได้ผลดี มีวิธีเดียวคือการผ่าตัด ซึ่งทําได้เฉพาะเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กอยู่เฉพาะในปอด ยังไม่มีการลุกลามในทรวงอกหรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะนอกทรวงอก แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า มีผู้ป่วยเพียงประมาณร้อยละ 15 เท่านั้น ที่สามารถผ่าตัดออกได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มารับการตรวจวินิจฉัยเมื่อมะเร็งปอดมีขนาดใหญ่ หรือลุกลามจนเกินระยะ ที่ผ่าตัดได้แล้ว

    เนื่องจากมะเร็งปอดเมื่อเริ่มเป็นมักไม่ทําให้เกิด อาการแต่อย่างใด ในรายที่มีโรคเกินระยะที่ผ่าตัดได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ การรักษาด้วยวิธีอื่นที่เหมาะสม เช่น การรักษาด้วยยาเคมีต้านมะเร็ง หรือการฉายรังสีรักษา ซึ่งเป็นการรักษาเมื่อมีอาการแทรกซ้อนจาก มะเร็ง เช่นก้อนมะเร็งอุดกันหลอดลมส่วนต้น ทําให้เกิดอาการเหนื่อย เกิดปอดอักเสบ ไอเป็นเลือด เป็นต้น

    การที่จะพ้นจากโรคร้ายนี้ การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดย เฉพาะการลด หรือเลิกสูบบุหรี และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่ง เป็นสาเหตุสําคัญของการเกิดมะเร็งปอดและเมื่อเริ่มมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ เหนื่อย แน่นหน้าอก ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการ ตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

    นายแพทย์ประทีป เหรียญตะวัน
    รพ.โรคทรวงอก จ.นนทบุรี

  • เลือดกำเดาไหล ต้องทำยังไงให้อยู่หมัด

    เลือดกำเดาไหล ต้องทำยังไงให้อยู่หมัด

    เลือดกําเดา

    เลือดกําเดาไหล เป็นภาวะที่เราพบได้บ่อย ๆ อย่างน้อย คงจะมีสักครั้งในชีวิต ที่เราต้องประสบกับภาวะเช่นนี้ โดยทั่วไป แล้วเลือดกําเดาไหลมักไม่ค่อยรุนแรง และสามารถหายเองได้ แต่เลือดกําเดาก็อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคร้ายแรงบางอย่าง ที่ซ่อนเร้นอยู่และบางครั้งความรุนแรงของภาวะเลือดกําเดาออกมากๆ อาจเป็นสาเหตุที่ทําให้เสียชีวิตได้

    ช่องจมูกเป็นช่องแคบๆ ที่มีเยื่อบุผนังเบาๆ และมีเส้นเลือดเลี้ยงมาก หากมีภาวะผิดปกติ หรือมีอุบัติเหตุจะทําให้เส้นเลือด ฉีกขาด และเกิดเลือดออกได้ง่าย ในเด็กเล็กและคนอายุน้อย ส่วนใหญ่ตําแหน่งที่เลือกออกมักจะมาจากผนังกั้นจมูกด้านหน้า โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ชอบแคะจมูก ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ๆ สําหรับสาเหตุอื่น ๆ เช่นภาวะอักเสบบริเวณช่องจมูก ไซนัสอักเสบ โรคภูมิแพ้ ริดสีดวงจมูก

    นอกจากนี้โรคร้ายแรงบางชนิด เช่น มะเร็ง ของโพรงไซนัส มะเร็งช่องหลังโพรงจมูก ก็อาจมีเลือดกําเดาไหล ได้ในผู้ป่วยสูงอายุ อาจเกิดจากโรคระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ผู้ป่วยที่ทานยาป้องกันเลือดแข็งตัว ซึ่งในผู้ป่วยเหล่านี้ตําแหน่งที่ เลือดออกมักพบกระจายทั่วไปทําให้การห้ามเลือดทําได้ยาก

    การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยยกหัวขึ้น มือบีบ จมูกทั้ง 2 ข้าง หายใจทางปาก ห้ามสั่งน้ำมูกแรงๆ อย่าใช้น้ำหรือ ไม้พันสําลีแหย่เข้าไปในช่องจมูก ให้ใช้น้ำแข็ง หรือผ้าชุบน้ำเย็นวาง บริเวณเหนือจมูก ถ้าอาการไม่ทุเลาควรรีบไปพบแพทย์ ในรายที่มี เลือดกําเดาออกบ่อยๆ หรือเลือดออกจากจมูกข้างเดียวกันเป็นประจําควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ และให้การรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

    เลือดกําเดา ไม่ใช่ภาวะที่ร้ายแรงเสมอไป แต่อาจเป็น อาการนําของโรคร้ายบางชนิด ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดจึงควรให้ ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในครอบครัวที่พบว่าสมาชิก มีอาการดังกล่าว ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากมีอาการซ้ำบ่อยๆ ควรพบแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรักษาสาเหตุที่แท้จริง หากพบว่าเป็นโรคร้ายแรงแพทย์ จะได้รักษาให้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องสูญเสียบุคคลอัน เป็นที่รัก และไม่ต้องมานั่งเสียใจที่ปล่อยเอาไว้จนสายเกินแก้

    น.พ.ชูฤทธิ์ เต็งไตรสรณ์ ร.พ.บําราศนราดูร จ.นนทบุรี

  • อาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร รู้ไว้ป้องกันได้ก่อน และการรักษาเบื้องต้น

    อาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร รู้ไว้ป้องกันได้ก่อน และการรักษาเบื้องต้น

    อาหารเป็นพิษ

    จากข่าวเด็กนักเรียนนับร้อยคนถูกนําส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในกลางดึก ด้วยอาการเดียวกันคือท้องร่วง และปวดท้องมาก แพทย์เวชสงสัยว่าเกิดจากอาหารเป็นพิษ สอบถามจึงทราบว่าทั้งหมดเป็นนักเรียนประจํา มื้อกลางวันทุกคนทาน ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ซึ่งทราบภายหลังว่าก่อนปรุงแม่ครัวไม่นําเนื้อวัวเข้าตู้เย็นเสียก่อน และวิธีปรุงก็ไม่ลวกให้เนื้อสุกทั่วถึง

    อาหารเป็นพิษ มีทั้งแบบเป็นพิษตามธรรมชาติในตัวของมัน เอง เช่น เห็ดพิษ และที่เกิดจากการกระทําของมนุษย์ เช่น อาหารที่ มีสารเคมีตกค้าง หรืออาหารที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะอาหารเป็นพิษที่เกิดจากแบคทีเรียที่ทำให้ลำไส้อักเสบ

    พอกล่าวถึงอาหารเป็นพิษแล้ว คงมีบางคนที่นึกด้านในใจว่า ปกติก็ไม่เคยพิถีพิถันเรื่องความสะอาด แทบทุกมื้อก็กินอาหารตามรถเข็นริมทางเท้า ไม่เห็นจะเคยเจ็บป่วยด้วยโรคนี้เลย ก็อาจจะจริงอยู่เพราะกลไกการเกิดโรคต้องมีปัจจัยครบถ้วน ทั้งจากตัวเชื้อโรค และสุขภาพของเราเอง ดังนั้นแม้มีความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่ถ้าปัจจัยไม่ครบ ท่านก็อาจโชคดีที่รอดพ้นจากการเจ็บป่วยไปได้

    ปัจจัยจากตัวเชื้อโรค ต้องรับไปด้วยปริมาณมากพอจึงเกิดโรค ในด้านสุขภาพของเราถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กเล็ก หรือคนชรา จะป่วยได้ง่ายกว่า ปัจจัยเรื่องความเป็นกรดในกระเพาะ ก็สําคัญมาก ปกติแล้วกรดในกระเพาะจะคอยทําลายแบคทีเรีย ปนเปื้อนในอาหารที่เรากลืนผ่านลงไป ดังนั้นถ้ามีกรดน้อยไป เช่น ผู้ที่กินยาลดกรดติดต่อกันนาน ๆ ก็จะทําให้แบคทีเรียที่ผ่านลงไป เพิ่มจํานวนได้มาก นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวบีบตัวของลําไส้อย่างเชื่องช้าก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือกินยาบางชนิดที่ทําให้ลําไส้เคลื่อนไหวช้า ส่งผลให้แบคทีเรียมารวมตัว แพร่จํานวนได้ง่าย ปัจจัยสุดท้ายคือพบว่าในบางภาวะจะมีจํานวนน้อย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หรือผู้ที่กินยาปฏิชีวนะติดต่อกัน นาน ๆ ถ้าต้องเจอกับแบคทีเรียภายนอก ซึ่งมีมากกว่า ก็อาจเกิดโรคขึ้นได้

    อาหารเป็นพิษ อาจเกิดจากตัวเชื้อโรคโดยตรง หรือสารพิษ ที่มันปล่อยออกมา มีหลายสาเหตุ เช่น เชื้อสแตพ ออเรียส (Stap. aureus) ซึ่งปกติอยู่ตามผิวหนังคน ถ้าแม่ครัวมีบาดแผลที่มือก็จะแพร่เชื้อลงไปในอาหารได้ หรือจากเชื้อคอสเตรเดียม เพอฟริแกนส์ (Clostridium Perfringens) มักพบในอาหารประเภทเนื้อที่ไม่นําเข้าตู้เย็น สปอร์ของเชื้อจะเพิ่มจํานวนอย่างรวดเร็ว และเมื่อนํามาปรุงอาหารโดยไม่ทําให้สุกเพียงพอ ก็จะเกิดอาหารเป็นพิษทันที เชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ เช่น เชื้ออหิวาต์ ก็มีหนทางแพร่เข้าสู่ร่างกาย ได้ ในลักษณะคล้ายกัน คือ เตรียมอาหารไม่สะอาดพอ ทําให้เกิด อาการปวดท้อง ท้องร่วง หรืออาเจียน

    การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ โดยใช้ผงเกลือแร่ละลายน้ำดื่มทดแทน ถ้าร่างกายขาดน้ำมาก แพทย์จะพิจารณา ให้น้ำเกลือเข้าเส้น การใช้ยาปฏิชีวนะควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะจะใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้เท่านั้น โดยทั่วไปมักทุเลาใน 1-2 วัน กรณีที่ต้อง ระมัดระวังมากคือ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก และคนชราหรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

    การป้องกันถือเป็นหัวใจสําคัญที่สุด ผู้เตรียมอาหารต้องมีความรู้ และปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ด้านผู้บริโภคก็ต้องฝึกสุขนิสัยความสะอาดส่วนบุคคล และฉลาดรู้ที่จะ เลือกบริโภคแต่อาหารที่สะอาดเท่านั้น
    “กินอาหารสุก พ้นทุกข์จากท้องร่วง”

    น.พ.วชิร รจิโมระ ร.พ.พระนั่งเกล้า นนทบุรี

  • ปวดหัวไมเกรน อาการ และการรักษา

    ปวดหัวไมเกรน อาการ และการรักษา

    โรคปวดศีรษะไมเกรน

    โรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นโรคหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นโรคเรื้อรังและไม่มียารักษาให้หายขาด ก่อให้เกิดความหงุดหงิดและประสิทธิภาพในการทํางานลดลง

    ในประชากร 100 คน จะมีคนที่เป็นโรคนี้ประมาณ 5 คน และ พบว่ามีประวัติว่าญาติพี่น้องก็เป็นโรคนี้เช่นกัน โรคปวดศีรษะไมเกรน มักเป็นในผู้หญิงและเริ่มเป็นในวัยเด็กหรือวัยรุ่น แล้วเป็นต่อเนื่องไป แบบเป็นๆ หายๆ น้อยรายที่มาเริ่มเป็นไมเกรนตอนสูงอายุ

    สาเหตุของโรคนี้ไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารเซอโรโตนินในสมอง และความผิดปกติของ ระบบประสาท และเส้นเลือดในสมอง

    บางรายที่ช่างสังเกต จะเรียนรู้ด้วยตนเองได้ว่า ถ้าอยู่ในสภาวะบางอย่างแล้ว โรคไมเกรนจะโผล่มาเยือนทุกที เช่น ใกล้ มีหรือกําลังมีรอบเดือน เครียด อดนอน หรือนอนมากเกินไป อากาศร้อน แดดจัด ดื่มไวน์ กินขนมที่มีช็อกโกแลต กินยา คุมกําเนิด กินยาลดความดันที่ชื่อรีเซอร์ปีน ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยสังเกต จนทราบถึงสภาวะที่แน่ชัด ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ให้หลีกเลี่ยงเสีย แต่อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีสภาวะกระตุ้นดังกล่าว เช่น ไม่เครียด พักผ่อนเพียงพอ แต่ก็พบว่าไมเกรนยังอาจกําเริบได้เช่นกัน

    อาการของโรคมี 4 ระยะ

    ระยะแรก เป็นระยะเตือน มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และระบบประสาท เช่น หงุดหงิด ซึม เซ็ง คึกคักผิดปกติ ตึงต้นคอ หน้าซีด ทนต่อแดดจัดหรือเสียงดังมากไม่ได้ ฯลฯ พบในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 40 ระยะนี้จะนําหน้าก่อนปวดศีรษะราว 1-3 ชั่วโมง หรือบางราย 1-2 วัน

    ระยะสอง เป็นระยะมีอาการทางระบบประสาท พบใน ผู้ป่วยบางราย มักพบความผิดปกติทางสายตา เช่น ตาพร่า ตาลาย เห็นแสงวูบวาบ ตามดชั่วขณะ ชาปาก ชามือ ฯลฯ อาการเป็น ชั่วครู่แล้วทุเลาไป เข้าสู่ระยะสาม

    ระยะสาม เป็นระยะปวดศีรษะ อาจปวดข้างเดียวหรือ 2 ข้าง ปวดตับ ๆ หรือปวดตื้อ ๆ หรือแบบบีบรัดก็ได้ แต่ลักษณะ ที่สําคัญคือ ปวดย้ายที่หรือย้ายข้างบ่อย อาการปวดจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปวดสุด ๆ ใน 1 ชั่วโมง มักปวดที่ขมับ หรือหน้าผาก ระยะนี้จะ มีอาการสําคัญร่วมด้วยเสมอ คือ คลื่นไส้และอาเจียน

    ระยะสี่ หลังอาการปวดศีรษะบรรเทาไปแล้ว จะอ่อนเพลีย เปลี้ย หงุดหงิด เป็นอยู่ 1 ชั่วโมง ถึง 2 วัน

    การรักษา ให้ใช้ยาระงับปวด เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน หรือยากลุ่ม NSAID บางรายอาจใช้ยากลุ่มที่มี Ergot ซึ่งควรกินตอนที่ยังปวดไม่มาก และไม่ควรกินติดต่อกัน เป็นเวลานาน การใช้ยานอนหลับ ยากลุ่มปิดกันเบต้า ปัจจุบันมียาใหม่คือ Sumatriptan แบบฉีด หรือกิน ได้ผลระงับปวดได้ดี แต่ราคาแพงมาก การรักษาและปฏิบัติตนแบบอื่น ๆ เช่น โยคะ ทําสมาธิ การฝึกผ่อนคลายการฝังเข็ม การออกกําลังกายเป็นประจํา แม้ไม่สามารถทําให้โรคหายขาดได้ แต่ก็ช่วยให้อาการ ปวดบรรเทาลง หรือทําให้โรคไม่กําเริบบ่อยๆ ได้

    โรคนี้ไม่เคยทําให้ใครเสียชีวิตได้ แม้จะปวดศีรษะรุนแรง แค่ไหนก็ตาม ดังนั้น ผู้ป่วยควรเลิกกังวลซ้ําซาก เพราะความกังวลนี้ แหละจะทําให้โรคไมเกรนกําเริบขึ้นบ่อยๆ ถ้าแพทย์วินิจฉัย ชัดว่าเป็นไมเกรนแล้ว ก็ควรปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ไม่ควรดิ้นรนตระเวนรักษา เปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ เพียงมุ่งหวังจะเจอเทวดาที่มียารักษาให้หายขาด หรือความพยายามที่จะ ขอตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์สมอง ซึ่งเป็นเรื่องไม่จําเป็น ทั้งยังทําให้เสียเวลา และเสียเงินทองโดยใช่เหตุ

    น.พ.วชิร รุจิโมระ ร.พ.พระนั่งเกล้า นนทบุรี

  • โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ป้องกันได้ ง่ายกว่าการรักษา

    โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ป้องกันได้ ง่ายกว่าการรักษา

    กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

    ผู้ที่ต้องใช้เวลาอยู่ในรถนานๆ ไม่ว่าจะขับรถเองหรือโดยสารรถในช่วงการจราจรติดขัด รวมทั้งผู้ที่ต้องนั่งรถโดยสารทางไกล เมื่อปวดปัสสาวะมักจะกลั้นปัสสาวะไว้ท่านทราบหรือไม่ว่า พฤติกรรมเช่นนี้เป็นภัยต่อสุขภาพเพราะการกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ และบ่อยครั้งเข้าจะก่อให้เกิดอาการปัสสาวะกระปริบกระปรอย ปัสสาวะไม่หมด ปัสสาวะไปแล้วเพียงชั่วประเดี๋ยวก็ต้องปัสสาวะอีก และยังจะก่อให้เกิดอาการปวดหน่วงๆ ซึ่งเป็นอาการของ “โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

    กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีสาเหตุสําคัญมาจากการดื่มน้ำน้อย และการกลั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะว่าผู้หญิงเมื่อเจอกับสภาพห้องน้ำที่ไม่สะดวกหรือไม่มั่นใจ ก็จะกลั้นปัสสาวะไว้ บางคนถ่ายปัสสาวะเช้าที่บ้านแล้วก็กลั้นปัสสาวะไว้ เพื่อกลับมาถ่ายปัสสาวะที่บ้านในตอนเย็น หรือคนที่ดื่มน้ำน้อย เพราะกลัวว่าถ้าดื่มน้ำมากจะทําให้ถ่ายปัสสาวะบ่อย พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจนเป็นนิสัยนี้ ล้วนเป็นเหตุให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ บางอย่าง หรือมีก้อนนิ่วอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

    การป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หน้าร้อนเสียเหงื่อมาก ก็อาจจะต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายปัสสาวะสะดวก ทั้งยังส่งผลดีต่อระบบ อื่น ๆ ของร่างกาย อย่ากลั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ โดยไม่จําเป็น

    จนกลายเป็นนิสัย เพราะจะทําให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และอาจลุกลามไปถึงกรวยไต ทําให้ไตอักเสบได้

    ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่ควรซื้อยามากินเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง อาจจะต้องมีการ ตรวจน้ำปัสสาวะเพื่อดูความผิดปกติต่างๆ การเอ็กซเรย์ทางเดินปัสสาวะ ตลอดจนการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ แพทย์จะรักษา ตามอาการที่ตรวจพบหากทิ้งไว้นานจะทําให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลุกลามขึ้นไปถึงกรวยไต ทําให้ไตอักเสบจะทําให้การ รักษายากยิ่งขึ้น

    น.พ.ชัยรัตน์ โภคาวัฒนา กลุ่มงานศัลยกรรม ร.พ.ราชวิถี

  • สูตรทำแซนวิชสลัดแบบง่ายๆ

    สูตรทำแซนวิชสลัดแบบง่ายๆ

    แซนด์วิสสลัด

    เครื่องปรุง
    ไก่ เป็ด หมูแฮม ปลา ปู กุ้ง สิ่งดังกล่าวที่อบแล้ว หรือทำให้สุกแล้วอย่างหนึ่งอย่างใด จำนวน 2 ถ้วย ใส่เกลือนิดหน่อย

    ผักกาดสลัด 1 ขีด

    แตงกวา 1/2 ถ้วย

    มะเขือเทศหั่นบาง ๆ 2 ถ้วย

    ขนมปังอย่างดี 2 เเถวใหญ่ๆ

    น้ำสลัดมายองเนชพอควร

    วิธีทำ
    ผสมเครื่องที่ต้องการ (เนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง) แตงกวาหั่นเล็กๆ ใช้แต่เนื้อ ๆ ผสมลงในเนื้อ
    ใส่น้ำมายองเนสผสมให้เข้ากับผักไว้

    นำขนมปังซ้อนกัน 3 ชั้น ชั้นล่างด้านที่ 1 ทาเนย นำผักกาดและมะเขือเทศวางบนขนมปังที่ทาเนยไว้ ขนมปังอีกด้านหนึ่งทาเนย เอาขนมปังมาประกบบนผักชั้นบนของขนมปังชิ้นนี้ให้ทาเนยบาง ๆ อีก

    นำขนมปังอีก 1 ชิ้นทาไส้ที่ผสมไว้ประกบกับแผ่นที่ทาเนย รวมเป็น 3 ชั้น เก็บได้อย่าให้ถูกลม หรือใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำชื้นๆ คลุมไว้ เมื่อจะรับประทานจึงจัดใส่จาน หรือห่อด้วยกระดาษขี้ผึ้ง

  • วิธีทำ กล้วยหอมทอด แบบง่ายๆ

    วิธีทำ กล้วยหอมทอด แบบง่ายๆ

    กล้วยหอมทอด

    เครื่องปรุง

    แป้งสาลี 2 ถ้วย

    ผงฟู 1 ช.ช.

    น้ำตาลทรายป่นละเอียด 6 ช.ต.

    เกลือป่น ½ ช.ช.

    นมสด 2/3 ถ้วย

    ไข่ไก่ 2 ฟอง

    กล้วยหอม 10 ผล

    น้ำมันสําหรับทอด ½ -1 ก.ก.

    น้ำตาลทรายป่นสําหรับโรยหน้าพอควร

    วิธีทำ

    ตวงแป้งที่ร่อนแล้ว ผงฟู เกลือ ใส่รวมกัน ร่อน 2 ครั้ง ตีไข่ใส่ น้ำตาลขึ้นฟู ผสมแป้งที่ร่อนแล้ว คนสลับกับนมสดเบา ๆ กล้วยหอมตัด 2 ท่อน ผ่าท่อนละ 2 ซีก ตั้งกะทะใส่น้ำมัน ไฟอ่อนหน่อย พอน้ำมันร้อนจัด ๆ นำกล้วยชุบแป้งทอดให้เหลือง กลับอีกด้านหนึ่ง พอเหลืองตักขึ้น ใส่ในตะแกรงหรือถาดที่วางกระดาษฟาง พอขนมเย็น โรยน้ำตาลพอทั่วด้านบนของขนม จัดได้จาน การทอดอย่ากลับไปกลับมาบ่อย ๆ

    ขอบคุณภาพประกอบจากคุณ Sarit Chaiwangsa