Author: admin

  • เต้าหู้ราดหน้า สูตรอาหารคนป่วยเบาหวาน

    เต้าหู้ราดหน้า

    เครื่องปรุง

    1. เต้าหู้เหลืองอ่อน 1 แผ่น ผ่าทางหนาออกเป็น 2 แผ่น (คงให้ติดประกับกันอยู่ไม่ต้องแยกออก) ใช้มีดตัดครึ่งตามยาว แล้วตัดตามขวางเป็น 4 รวมจะได้เต้าหู้แผ่นนี้ 8 ชิ้น

    2. เห็ดฟางสด 100 กรัม (1 ขีดใหญ่) ถ้าดอกใหญ่ก็ผ่าครึ่ง ถ้าดอกเล็กไม่ผ่า

    3. เนื้อหมูสับ 100 กรัม

    4. ต้นหอมสด 5 ต้น ตัด 2-3 ท่อน ไม่ใช้ใบ

    5. น้ำตาลทราย 15 กรัม

    6. มะเขือเทศสีดา 3 ลูก ผ่า 4

    7. ผักชี 1 ต้น เด็ดเอาใบเป็นช่อ ไม่หั่น

    8. พริกไทยป่น

    9. ซอสถั่วเหลือง

    10. พริกชี้ฟ้าแดง หั่นขวาง แช่น้ำส้มสายชูอย่างดี

    11. แป้งมัน 2 กรัม ละลายน้ำ

    12. น้ำมันถั่วลิสง 80 ซีซี

    วิธีปรุง

    เอาน้ำมันใส่กระทะจนร้อนจัด เอาเต้าหู้ลงทอดพอเกรียมทั้ง 2 หน้า ตักใส่จานก้นขึ้นพักไว้ เอาเนื้อหมูใส่ ใช้ตะหลิวรีบยีเนื้อหมูให้กระจายออกโดยเร็ว ใส่มะเขือเทศ เห็ดฟาง ผัดพอมะเขือเทศสุก (อย่าให้สุกเกินไป) เอาแป้งมันที่ละลายไว้ใส่ลงไป ใส่ซอสและน้ำตาลทราย ชิมดูรสตามชอบ เอาต้นหอมสดใส่ คนกลับไปกลับมา สัก 2 ครั้ง อย่าให้ต้นหอมสุกเกินไป ดักราดลงบนเต้าหู้ที่ทอดและตักพักไว้ในจาน โรยพริกไทยป่น, โรยผักชีกับพริกชี้ฟ้าแช่น้ำส้ม

    หมายเหตุ อาหารจานนี้จะใช้เป็นกับข้าวจานหนึ่งก็ได้หรือจะใช้เป็นอาหารว่างตอนบ่าย ต้องกินร้อนๆ สูตรนี้สําหรับ 1 คน

     

  • ขนมฟักทอง ขนมไทยๆ ที่ทำได้ง่าย อร่อยและมีประโยชน์

    ขนมฟักทอง ขนมไทยๆ ที่ทำได้ง่าย อร่อยและมีประโยชน์

    ขนมฟักทอง

    ส่วนผสม

    ฟักทองเนื้อดีปอกเปลือกนึ่ง

    500

    กรัม

    มะพร้าวขูดขาว

    500

    กรัม

    แป้งข้าวเจ้า

    1

    ถ้วย

    แป้งมัน

    1

    ถ้วย

    น้ำตาลทราย

    1

    ถ้วย

    ถาดขนาด 8×8

     

    วิธีทำ

    1. บดฟักทองที่นึ่งให้ละเอียด
    2. คั้นมะพร้าวด้วยน้ำอุ่น 1/2 ถ้วย คั้นให้ได้กะทิ 1 1/4 ถ้วย(แบ่งมะพร้าวขูดขาวไว้ 1 ถ้วย สำหรับโรยหน้าขนม)
    3. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล เข้าด้วยกัน ใส่ฟักทอง นวดให้เข้ากัน
    4. ตั้งลังถึงให้น้ำเดือด นึ่งขนมประมาณ 15 นาที ยกลง ปล่อยให้เย็นแล้วตัดเป็นชิ้นพอคำ หรือชิ้นตามชอบ(จะตักใส่กระทง นึ่งเป็นกระทงก็ได้หรือหยอดใส่พิมพ์ขนมก็สวยดี)

    Image by anncapictures from Pixabay

  • ลดน้ำหนักอย่างไร ไม่ให้สมองเสื่อม

    ลดน้ำหนักอย่างไร ไม่ให้สมองเสื่อม

    ผู้หญิงทุกคนย่อมปรารถนา รูปร่างที่สวยงาม หุ่นผอมเพรียว มีสุขภาพดีและแข็งแรง แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีรูปร่างอย่างนั้นได้ ด้วยกรรมพันธุ์ การกินอยู่ และวิถีชีวิตประจำวัน ทำให้ทุกวันนี้มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมีปัญหากับความอ้วน และพยายามหาวิธีลดน้ำหนักด้วยวิธีการต่างๆ บ้างก็สนใจอุปกรณ์ลดน้ำหนักที่โฆษณาทางโทรทัศน์ บ้างก็หันไปพึ่งยาลดความอ้วน ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพมากมาย บางคนกินแล้วใจสั่น หงุดหงิดอารมณ์ฉุนเฉียว สมองเสื่อม และบางคนกินยาจนเสียชีวิตไปเลยก็มี

    “ลดน้ำหนักอย่างไร ไม่ให้สมองเสื่อม“
    ผู้หญิงหลายคนเคยลดความอ้วนมาหลายวิธี ตั้งแต่อดอาหาร ล้วงคอให้อาเจียน ไปจนถึงกินยาลดความอ้วน เมื่อกินแล้วก็เกิดอาการใจสั่น เพราะยาลดความอ้วนจะกระตุ้นประสาท ไม่อยากทานข้าว หงุดหงิด กระวนกระวาย จำอะไรไม่ได้ คอแห้งหิวน้ำตลอดเวลา การกินยาลดความอ้วน มีผลข้างเคียงต่อหัวใจและร่างกาย ที่อันตรายมาก และอาจส่งผลร้ายต่อระบบประสาท ประสาทหลอน หรือถึงขั้นเกิดสมองเสื่อมได้เลยทีเดียว

    การลดความอ้วนที่ถูกต้องนั้น จึงต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดยวิธีการเคลื่อนกล้ามเนื้อใหญ่ ให้แขน ขาได้เคลื่อนไหว อย่างการเต้นแอโรบิค วิ่งเบา ๆ เดิน หรือเข้าฟิตเนส ทำอย่างต่ำวันละประมาณ 30 นาที การออกกำลังกายทุกวันจะมีผลดีต่อร่างกายทำให้มีกลูโคสไปเลี้ยงสมองมากขึ้น สมองจะกระปรี้กระเปร่า จะรู้สึกสดชื่น หายอ่อนเพลีย

    ส่วนการรับประทานอาหารนั้น เราต้องควบคุมอาหารให้ได้ทุกวัน โดยรับประทานเท่าที่จำเป็นแต่พอเพียง ขอแนะนำตัวอย่างให้ไปปฏิบัติตามกันได้เลย ดังนี้ค่ะ

    – มื้อเช้าควรเป็นข้าวต้ม โจ๊ก หรือ เกาเหลา

    – มื้อกลางวันเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ ทุกมื้อต้องจำกัดปริมาณ 1 ชามต่อมื้อเท่านั้น

    – มื้อเย็นก็เป็นข้าวหนึ่งทัพพีพร้อมกับข้าวที่ไขมันต่ำ เช่น น้ำพริก ผักนึ่ง ผัดผักไร้น้ำมัน ปลานึ่ง และควรทานเนื้อสัตว์ให้ครบทุกมื้อเพื่อเสริมโปรตีน

    – ก่อนนอนบางคนอาจจะหิว ก็ควรเป็นพวกผลไม้ที่ไม่หวาน หรือสลัดผัก หรือนมขาดมันเนย ไม่ควรเป็นนมพร่องมันเนย เพราะนมพร่องมันเนยจะมีไขมัน 2 เปอร์เซ็นต์ และควรทานนมวันละ 2 แก้ว เพื่อจะได้รับแคลเซียม เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงนะคะ

    การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ เป็นสูตรง่าย ๆ และถูกต้อง ให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน จะได้ไม่ต้องหลงเข้าใจผิดไปกับวิธีการลดความอ้วนแบบผิด ๆ และห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมค่ะ

    Image by fabioeliasp1 from Pixabay

  • 4 เทคนิคนอนหลับสนิท ยาวนาน ไม่ตื่นกลางดึก

    4 เทคนิคนอนหลับสนิท ยาวนาน ไม่ตื่นกลางดึก

    เทคนิคนอนหลับสนิท นอนหลับง่าย และยาวนาน ไม่ตื่นกลางดึก

    หลายคนอาจจะประสบปัญหาในการนอนหลับอยู่ นอนหลับยาก ตื่นมาก็ไม่สดชื่นเพราะนอนไม่เพียงพอ อาจะเป็นเพราะพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ทำให้นาฬิกาของร่างกายรวน ปัญหานี้แก้ไขง่ายๆ ด้วยวิธีการเหล่านี้ค่ะ

    1. กำหนดเวลาในการนอน และการทำงาน การออกกำลังกาย ร่างกายของคนมีเวลาในสมอง ที่ถูกควบคุมด้วยเมลาโทนิน เช่น นอน

    2. ปิดไฟก่อนนอน 1 ชั่วโมง หากยังไม่ง่วงก็เอาหนังสือเบาๆ มาอ่าน ไม่เปิดมือถือ

    3. ฝึกการหายใจ หายใจเข้า 4 วินาที กลั้นค้างไว้ นับ 1-7 และหายใจออกทางปาก 8 วินาที เป็นการทำให้สมองโล่ง ทำให้หลับเร็ว หลับลึก และทำให้หลับได้นานขึ้น ไม่ตื่นกลางดึก

    4. ตั้งเวลาออกกำลังกาย ออกกำลังกายตอนเช้า ออกมารับแสงแดดยามเช้า ก่อนอาบน้ำเช้า ฝึกให้เป็นกิจวัตร

    Image by 愚木混株 Cdd20 from Pixabay

  • ขิง ข่า สมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณในการรักษาวัณโรคได้

    ขิง ข่า สมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณในการรักษาวัณโรคได้

    ข่า มีสารบริสุทธิ์ที่เรียกว่า สาร NCA มากถึงร้อยละ 90 และมีสรรพคุณในการรักษาวัณโรค สายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อยาแผนปัจจุบัน และจากการทดลองในหลอดทดลองพบว่า มีสรรพคุณดีมากใช้เพียงนิดเดียว สามารถให้ผลดีกว่ายาวัณโรคแผนปัจจุบัน

    ส่วนสำคัญของขิง ที่ช่วยเสริมสุขภาพ คือน้ำมันหอมระเหยในขิง มีสารเมนทอล ออกฤทธิ์ในการขับลมที่ดี และสารจิงเจอเรล ช่วยขับน้ำดีมาย่อยไขมัน ทำให้ระบบการทำงานของกระเพาะอาหารดีขึ้นในฤดูนี้ที่จะมีอาการท้องอืด ขิงจะช่วยทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดเกร็งของท้อง นอกจากนี้ ขิงยังมีสารอีกหลายชนิดที่ช่วยบรรเทาการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการคลื่นไส้อาเจียน และลดอาการปวดข้อปวดเข่า สำหรับพริกไทย เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ และกระตุ้นระบบประสาทในร่างกาย ส่วนดีปลี มีน้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม ช่วยย่อย บรรเทาอาการระคายคอและไอ ทั้งนี้ สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดสามารถทำเป็นยาลูกกลอน ด้วยการตากแห้งและบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทานหลังอาหารครั้งละ 1-2 เม็ด ในปลายฝนต้นหนาว จะทำให้สุขภาพดีขึ้น สามารถผ่านพ้นช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยดี

    หากไม่สะดวกในการนำสมุนไพรทั้ง 3 มาปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน ในช่วงนี้เมนูอาหารควรมีส่วนประกอบของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดแทรกอยู่ เช่น ขิง อาจปรุงเป็นหมูผัดขิง หรือนำขิงมาต้มผสมน้ำตาลดื่มก็ได้ ส่วนพริกไทย อาจทำแกงเลียงรับประทาน และใส่พริกไทยดำเพิ่มขึ้น ส่วนดีปลี นิยมรับประทานโดยใสเป็นเครื่องปรุงในแกงป่า โขลกไปพร้อมกับน้ำพริกแกง ซึ่งสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด จะช่วยปรับธาตุในร่างกายให้สู้กับอาการที่เปลี่ยนแปลงได้.

  • ทำนายนิสัยตามเดือนเกิด เดือนไหนธาตุอะไร

    ทำนายนิสัยตามเดือนเกิด เดือนไหนธาตุอะไร

    ทำนายลักษณะของคน ตามเดือนที่เกิด

    เดือนอ้าย คือ เดือน 1 เดือนแรกของปีคือ เดือน มกราคม
    ธาตุไฟ เป็นคนใจร้อน มักจะทำอะไรด้วยความรวดเร็วเสมอ

    เดือนยี่ คือ เดือน กุมภาพันธ์
    ธาตุ ดิน ลักษณะของคนที่มีปัญญา

    เดือนสาม คือ เดือน มีนาคม
    ธาตุลม มีลักษณะทำงานชักช้า

    เดือนสี่ คือ เดือน เมษายน
    ธาตุไฟ เป็นคนชอบศึกษาค้นคว้า

    เดือนห้า คือ เดือน พฤษภาคม
    ธาตุไฟ มีลักษณะชอบเรียน ชอบศึกษา

    เดือนหก คือ เดือน มิถุนายน
    ธาตุดิน มีความคล่องแคล่วในการทำงาน

    เดือนเจ็ด คือ เดือน กรกฎาคม
    ธาตุลม ทำงานได้ช้า ไม่ว่องไว

    เดือนแปด คือ เดือน สิงหาคม
    ธาตุน้ำ ทำงานเชื่องช้า

    เดือนเก้า คือ เดือน กันยายน
    ธาตุไฟ ใจร้อนรน ใจกล้าเผชิญ

    เดือนสิบ คือ เดือน ตุลาคม
    ธาตุดิน ใจใหญ่

    เดือนสิบเอ็ด คือ เดือน พฤศจิกายน
    ธาตุลม คนใจร้อน ทำงานเร็ว

    เดือนสิบสอง คือ เดือน ธันวาคม
    ธาตุน้ำ คนใจดี ทำงานเรียบร้อย

    Image by Hermann Traub from Pixabay

  • เล็บเหลืองจากการทาเล็บ แก้ไม่ยาก

    เล็บเหลืองจากการทาเล็บ แก้ไม่ยาก

    เซลล์ในร่างกายที่แข็งที่สุดรองจากฟันนั้นก็คือ เล็บ เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่วนใหญ่แล้วเนี่ย สาว ๆ หลายคนพอเช็ดสีเล็บที่ทาแต่งแต้มออกไปแล้ว เล็บกลับไม่ขาวใสเหมือนเดิม กลายเป็นเล็บเหลือง ๆ ไม่งามตา กลุ้มอกกลุ้มใจกันไปต้องหาซื้อครีมมาบำรุง หรือไม่ก็ต้องไปเข้าคอร์สฟื้นฟูสุขภาพเล็บ ให้เสียสตางค์กันมากมาย

    รู้ไหมคะว่า เรามีวิธีง่ายๆ ไม่สิ้นเปลืองจริง ๆมาฝาก สามารถใช้เปลือกส้ม หรือเปลือกมะนาว ที่คั้นน้ำแล้วมาช่วยได้ ด้วยการนำมาทา ๆ ถู ๆ บริเวณซอกเล็บมือ หรือเล็บเท้า ทำอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง เล็บจะใสปิ๊งปั๊ง อย่างเห็นได้ชัด
    เห็นไหมว่า เอาของไม่ใช้เเล้วมาใช้ได้อีก ทำสวยอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายสตางค์ วิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถ ดูแล และใส่ใจตัวเอง

  • ขนมลูกชุบ วิธีทำง่ายกว่าที่คุณคิด

    ขนมลูกชุบ วิธีทำง่ายกว่าที่คุณคิด

    สูตรขนมลูกชุบ

    ส่วนผสมตัวลูกชุบ

    ถั่วเขียวแห้งเลาะเปลือก

    150

    กรัม

    กะทิคั้นข้นๆ

    1 1/2

    ถ้วย

    น้ำตาลทราย

    1

    ถ้วย

     

    ส่วนผสมเคลือบลูกชุบ

    วุ้นผง

    1

    ช้อนโต๊ะ

    น้ำลอยดอกมะลิ

    2

    ถ้วย

    น้ำตาลทราย

    1/2

    ถ้วย

    สีใส่ขนม เช่น สีเขียว สีม่วง สีแดง สีเหลือง

    ไม้จิ้มอาหารออเดริฟ

     

    วิธีทำ

    1. แช่ถั่วด้วยน้ำสะอาด 4-5 ชั่วโมง แล้วล้างเปลือกออกให้หมด
    2. นำถั่วไปต้มให้เปื่อย แล้วนำถั่วไปยีให้สะอาด ผสมกับกะทิ น้ำตาล เคล้าให้เข้ากัน นำไปกวนจนกระทั่งงวดจับปั้นเป็นก้อนได้ พักไว้ให้เย็น
    3. นำถั่วที่กวนแล้วมาปั้นเป็นรูปผลไม้ต่างๆ ตามชอบ เช่น ส้ม พริก มังคุด แตงโม เป็นต้น แล้วเสียบไม้ปักไว้บนโฟม ทาสีตามสีของผลไม้นั้นๆ ให้ทั่ว พักไว้
    4. นำวุ้น น้ำตาลทราย น้ำลอยดอกมะลิ คนให้เข้ากันกรองด้วยผ้าขาวบาง นำต้มให้ละลายเข้ากัน แล้วนำถั่วที่ปั้นและทาสีแห้งแล้ว ลงชุบหลายๆ ครั้ง จนขึ้นเงา พักทิ้งไว้ให้แห้ง ดึงไม้ออก แต่งก้านด้วยใบไม้จริง

     

    Image by Mami Miyashima from Pixabay

  • ตะโก้ใบเตยข้าวโพดกะทิสด วิธีทำ ตามสูตรโบราณ

    ตะโก้ใบเตยข้าวโพดกะทิสด วิธีทำ ตามสูตรโบราณ

    สูตร ตะโก้ใบเตยข้าวโพด หน้ากะทิสด วิธีทำตามสูตรโบราณ

    ส่วนผสม

    แป้งซ่าหริ่ม

    1/4

    ถ้วย

    ข้าวโพดต้มสุกหรือแห้วต้มสุก

    1/2

    ถ้วย

    น้ำใบเตยคั้นข้นๆ

    1/2

    ถ้วย

    น้ำตาลทราย

    1 1/2

    ถ้วย

    กระทงใบเตย

     

    วิธีทำ 

    ผสมแป้งซ่าหริ่ม น้ำตาล ข้าวโพดหรือแห้ว น้ำใบเตย เข้าด้วยกัน ลงในกระทะทอง ตั้งไฟ กวนจนแป้งสุกใส ตักหยอดใส่กระทงใบเตย 1/2 ของกระทง โดยหยอดอย่างรวดเร็ว

    ส่วนผสมหน้าตะโก้

    หัวกะทิ (มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม)

    2

    ถ้วย

    แป้งข้าวเจ้า

    1

    ช้อนโต๊ะ

    เกลือป่น

    2

    ช้อนโต๊ะ

    น้ำตาลทราย

    1/2

    ช้อนชา

    ใบเตยหั่นท่อนยาว

    4

    ชิ้น

     

    วิธีทำ 

    ใส่หัวกะทิ แป้งข้าวเจ้า น้ำตาล เกลือ เข้าด้วยกัน ใส่ใบเตย ตั้งไฟกลาง กวนจนมีลักษรณะข้น ลดไฟ กวนจนแป้งสุก โดยเนื้อแป้งจะเป็นเงา ยกลง เอาใบเตยออก ตักหยอดบนตัวตะโก้

     

    หมายเหตุ
    การหยอดหน้าตะโก้ ต้องหยอดขณะที่ร้อน จะทำให้หน้าตะโก้เรียบสวย

     

  • แอ่วเมืองเชียงใหม่ นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

    แอ่วเมืองเชียงใหม่ นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

    แอ่วเมืองเชียงใหม่
    นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ

    หน้าหนาวเริ่มใกล้เข้า เห็นจะถึงเวลาขับรถเที่ยวทางไกลกันเสียที นัดแนะกันให้แน่นอนแล้วมองหาเส้นทางเหมาะ ๆ ไปกันครอบครัวละคันมีความสุขดีครับ สำหรับใครที่บ่ายหน้าขึ้นเหนือก็คงจะไม่พ้นต้องมาแอ่วเมืองเจียงใหม่ ไม่มากก็น้อย ก่อนที่จะตะลุยต่อเชียงราย หรือแม่ฮ่องสอนตามถนัด

    เชียงใหม่เป็นทั้งเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวในตัวเอง ใครที่ขับมาจากกรุงเทพฯ แวะเที่ยวตามทางมาเรื่อย ๆ กว่าจะถึงเมืองเชียงใหม่ก็คงค่ำลงแล้ว

    ตื่นเช้าขึ้นมา รับบรรยากาศปลายฝนต้นหนาว ก็ถึงเวลาแอ่วเมืองเหนือแล้วสิครับ ทริปแรกที่น่าไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เคยมาเชียงใหม่คือ ต้องขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ บนดอยสุเทพที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองเชียงใหม่

    วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เดินทางตามถนนห้วยแก้ว ผ่านอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ไปตามทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ระหว่างทางจะมองเห็นตัว เมืองเชียงใหม่อยู่เบื้องล่าง ระยะทางจากเชิงดอยประมาณ 11 กิโลเมตร เมื่อขึ้นมาถึงจะแลเห็นบันไดทอดยาว ขึ้นไปสู่วัด และมีนาค 2 ตัว อยู่สองข้างบันได ซึ่งสูง 300 กว่าขั้นครับ

    นอกจากจะเป็นศิริมงคลสำหรับนักเดินทางแล้ว ยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักขับรถที่จะได้ซ้อมมือการขับขึ้นดอย เพราะมาเที่ยวเมืองเหนือทั้งที จะมีดอยอื่น ๆ ที่โหดกว่านี้เยอะรออยู่ข้างหน้า ซ้อมมือไว้ซักหน่อยจะได้ประเมินกำลังรถไปในตัว

    พอไปถึงก็หาที่จอดรถครับ ลงทุนไป เช้าหน่อยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถ เพราะในช่วงหน้าเทศกาลจะหาที่จอดรถได้ยากซักหน่อย จะขึ้นไปนมัสการมีทางเลือกอยู่สองทางครับ ทางแรกเหนื่อยหน่อยแต่พิสูจน์ศรัทธาและกำลังกายด้วยการเดินขึ้นตามบันไดนาค ค่อย ๆ ขึ้นครับอย่าคิดฝืนสังขาร

    อีกทางคือ รถรางไฟฟ้าที่สามารถซื้อตั๋วได้จากข้างล่าง เหมาะสำหรับผู้สูงวัย หรือเก็บแรงไว้เดินทางต่อ เลือกได้ตามถนัดครับ

    ถัดจากดอยสุเทพขึ้นไปคือพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ มีดอกไม้เมืองหนาวสวย ๆ พร้อมด้วยของที่ระลึกให้จับจ่ายตามสบาย ตรงนี้ก็ต้องแย่งที่จอดรถเหมือนกันครับ แต่ถ้าช่วงไหนมีเสด็จแปรพระราชฐานบริเวณนี้จะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นการชั่วคราว

     

    เสร็จจากชอบปิ้งเรียบร้อยแล้วเราก็มีทางเลือกว่าจะแวะไปชมบ้านม้งดอยปุยต่อหรือถ้าไม่อยากเสียเวลาจะย้อนกลับลงมาเที่ยวแม่ริม เที่ยวสวนกล้วยไม้ตรงทางไปสะเมิงต่อก็ได้ครับ แล้วแต่สะดวกครับไม่ต้องรีบ ขับรถบนเขาต้องระวังนิดนึง