Author: admin

  • ขนมผิง ผิงผ่าวร้อน

    ขนมผิง

    ขนมผิงผิงผ่าวร้อน เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
    ร้อนนักรักแรมไกล เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง

    เครื่องปรุง

    แป้งสิงคโปร์ 2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 ถ้วย หัวกะทิ 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ขนาดเล็ก 1 ฟอง น้ำมันหมูสําหรับทาถาด

    วิธีทำ

    เอาน้ำมันหมูทาถาดให้ทั่ว เคี่ยวกะทิกับน้ำตาลจนข้น ยกลง ร่อนแป้งใส่คนให้เข้ากัน (คนแรง ๆ และเร็ว) ต่อยไข่ใส่ลงไปและนวดต่อไปจนขึ้น ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ ขนาดเท่า ๆ กัน วางเรียงในถาด เข้าเตาอบผิงไฟจนสุก

  • กรวยไส้ไก่

    กรวยไส้ไก่
    เครื่องปรุง
    แป้งสาลี 2½ ถ้วย
    เนย ½ ถ้วย
    เกลือ ½ ช.ช.
    น้ำเย็นจัด 5-6 ช.ต.
    น้ำมันสําหรับทอด 1 ก.ก.

    การทำแป้ง ร่อนแป้งแล้วตวง แล้วร่อนพร้อมกับเกลืออีกครั้งหนึ่ง ใส่เนยผสมให้เข้ากัน ใช้มีด 2 เล่มตัดแป้งกับเนยจนกระทั่งเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน นำน้ำเย็นผสมลงใช้ส้อมคนให้เข้ากันเป็นก้อน หรือผสมด้วยมือก็ได้ คลึงแป้งเป็นแผ่นยาว ⅛ นิ้ว ยาวประมาณ 10 นิ้ว ใช้มีดตัดเป็นเส้นยาวๆ ตามความยาวของแป้ง ให้เส้นกว้างประมาณ 1½ ซ.ม. นําแป้งที่ตัดไว้พันโดยรอบกรวยสังกะสีอบ หรือทอดให้เหลืองสุก เอาออกจากพิมพ์ ตักไส้บรรจุให้เต็มกรวย (ควรให้กรวยแป้งเย็นเสียก่อนจึงใส่ไส้)

    วิธีทำไส้

    อกไก่ 1 อก
    มันฝรั่ง 4-5 หัว
    แครอท ½ ของมันฝรั่ง
    ถั่วกระป๋อง หรือ ถั่วลันเตาสดหรือถั่วแขก ½ ของมันฝรั่ง
    หอมฝรั่ง 2 ช.ต. หั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ
    เกลือ พริกไทยพอควร
    นมสด 2 ช.ต.
    ซอสมะเขือเทศอย่างกระป๋อง 2 ช.ต.
    ผงชูรสนิดหน่อย
    น้ำตาลทราย ½ ช.ช.
    เนย 2 ช.ต.
    แป้งสาลีพอควร

    อกไก่ล้างหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เครื่องปรุงชนิดที่เป็นหัวผักต่างๆ ปอกล้างให้สะอาดแล้วหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เท่ากัน ถั่วลันเตาเป็นเม็ดอยู่แล้ว ถ้าใช้ถั่วแขกต้องตัดเป็นชิ้นสั้นๆ ขนาดเดียวกับมันฝรั่ง นำผักทุกชนิดลงลวกให้พอสุกทีละอย่าง ตักเนยใส่กะทะใส่แป้งสาลี คะเนพอไส้เกาะกันข้นๆ หอมใหญ่ เนื้อไก่ ซอสมะเขือเทศ และผักที่ลวกไว้ใส่เกลือ น้ำตาล พริกไทย นมสด ผงชูรส แล้วชิมดูตามชอบตักขึ้น เมื่อเวลาจะรับประทาน ใช้ช้อนคันเล็กตักไส้ใส่ในกรวย ใช้ตะเกียบหรือไม้แทงให้ไส้ลงถึงก้นกรวย ระวังอย่าให้เปื้อนภายนอกได้ การใส่ไส้อย่าใส่ให้ถึงปากกรวย จะทําให้ปากกรวยเปื้อน ควรต่ำกว่าปากกรวยประมาณ ½ ช.ม.

  • ข้าวเหนียวแดง สูตรการทำ ง่ายนิดเดียว

    ส่วนผสม

    ข้าวเหนียวเขี้ยวงู

    250

    กรัม

    กะทิ (มะพร้าวขูดขาว 250 กรัม)

    2

    ถ้วย

    น้ำตาลปึก

    250

    กรัม

    งาขาวคั่ว

    1

    ช้อนโต๊ะ


    วิธีทำ

    1. ซาวข้าวเหนียว 2 ครั้ง แช่น้ำค้างคืนไว้ นำมาล้าง ใส่กระชอน พักให้สะเด็ดน้ำ นำไปนึ่งให้สุก ผึ่งข้าวเหนียวให้เย็น
    2. ใส่กะทิลงในกระทะทอง ตั้งไฟ เคี่ยวให้แตกมัน ใส่น้ำตาล เคี่ยวจนเหนียวเดือดเป็นฟอง
    3. ใส่ข้าวเหนียวนึ่ง(ส่วนผสมข้อ 1) กวนโดยใช้ไฟแรงเร็วๆ จนข้าวเหนียวแดงกรอบ ยกลง เทใส่ถาด แต่งหน้าให้เรียบ โรยงาขาว

     

    หมายเหตุ

    1. รสชาติของข้าวเหนียวแดง จะหอม หวาน มากยิ่งขึ้น โดยใส่น้ำผึ้ง เพิ่ม 1-2 ช้อนโต๊ะ ข้าวเหนียวจะนุ่มขึ้น
    2. การแต่งหน้าให้เรียบ ทำได้โดยใช้ใบตองพับแล้วกดให้เรียบ
    3. ในปัจจุบันมีพิมพ์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเทใส่ถาด
  • เขาหลวงคีรีวง

    ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในบรรดาเส้นทางเดินป่าแสนทรหด ต้องยกให้ป่าใหญ่ แห่ง “เขาหลวงนครศรีธรรมราช” แม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ กว่า 800 กม. ก็ตาม แต่สําหรับนักเดินป่าตัวจริงที่มี หัวใจรักป่าดงพงไพรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไกลหรือลําบากแค่ไหนก็ไม่หวั่น

    ผืนป่า “เขาหลวง” อยู่ในเขต “อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัด นครศรีธรรมราช นับเป็นแหล่งธรรมชาติ ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน จึงเป็นต้นกําเนิดของแม่น้ำตาปี ที่หล่อเลี้ยง ผืนแผ่นดินภาคใต้ตอนกลาง ซึ่งในอดีตกาล กล่าวได้ว่า ขุนเขาแห่งนี้คืออู่ข้าวอู่น้ำ สร้างความเจริญให้ชุมชนโบราณแห่ง เมืองนครฯ เป็นอย่างดี
    จวบจนยุคปัจจุบัน คุณค่าของเขาหลวง ก็ยิ่งทวีมากขึ้น จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ประจําปี 2541 ประเภทแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ ที่ต่างเกื้อหนุนกันระหว่าง คนกับป่า โดยมีชุมชน “คีรีวง” ซึ่งได้รับ รางวัลยอดเยี่ยมประเภทเมืองและชุมชน ที่มีวิถีชีวิต ทั้งนี้เพราะชุมชนแห่งนี้มีการ จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ร่วมกัน ระหว่างคนและป่าได้อย่างดี
    จุดเด่นของป่าเขาหลวง จึงอยู่ที่การ เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ตลอดทางจะพบ กับป่าทุกประเภท รวมถึงพรรณไม้ที่ แปลกตาและหายากมาก ท่ามกลางวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนโดยรอบ ที่ เข้าใจถึงความสําคัญของธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยา

    เส้นทางเริ่มจาก “หัวเหว” จุดขาย ผลไม้จากสวน ภายในหมู่บ้านคีรีวง ก่อนไต่ระดับสู่ยอดเขาหลวง ผ่านสวนผลไม้ ที่ปลูกปะปนอยู่กับป่า ผ่านน้ำตก “วังย้าย ยางบน” จุดที่มีพรรณไม้แปลกๆ เช่น กล้วยไม้ดิน จนถึง “กระท่อมสวนใสใน” ที่โดยรอบเป็นเขตป่าดิบชื้นอย่างแท้จริง

    จุดเดินเท้าถัดไปคือ “สันลุงพร้อม ดงทาก” แหล่งที่ศึกษาป่าดิบชื้นเช่นกัน จากนั้นไปยัง “ลานไทร” ที่จะพบ “มหาสดํา” เฟิร์นก้านดําที่หายากมาก แล้วปีนป่าย “ดินถล่ม-สันไม้แดง” เพื่อที่จะมายัง “ลาน ฮ.-หุบผามหาสดํา” พื้นที่ สันเขาที่มองเห็นป่าต้นน้ำได้อย่างชัดเจน

    ก่อนถึงจุดสุดท้าย จะเข้าไปยัง “ดงหวายเหิง-ลานดร.ชวลิต” เส้นทางที่มี หวายเหิงขนาดใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย จนไป จบที่ “ป่าเมฆ-ยอดเขาหลวง” อาณาจักรของดงไลเคนและเฟิร์นบัวเฉก ที่ยังคง รูปร่างเฉกเช่นบรรพบุรุษเมื่อ 230 ล้านปีก่อน ถ้าคุณเป็นนักเดินป่าตัวจริงเสียงจริง ได้ฟังคําพรรณาถึง ความงามของป่า เขาหลวงแล้ว มี หรือจะอดใจไหว

    • พืชในวงศ์กล้วยไม้ที่จะพบได้ ตลอดเส้นทางสู่เขาหลวง คาดว่าน่า จะมีมากกว่า 300 ชนิด บางชนิดเป็น พืชเฉพาะถิ่น ที่พบเพียงแห่งเดียวใน โลก ขณะเดินป่าให้ลองสังเกตไป รอบๆ เพราะบางชนิดขึ้นอยู่ตามพื้น หรือโขดหิน บางชนิดขึ้นอิงอาศัยอยู่ ตามต้นไม้ใหญ่

    • หมู่บ้านคีรีวง ได้ชื่อว่าเป็น หมู่บ้านที่สวยงามตามธรรมชาติ มี ขุนเขาโอบล้อม ท่ามกลางน้ําตก และ เกาะแก่ง อายุเก่าแก่กว่า 200 ปี เกือบทั้งหมดทําอาชีพชาวสวนอยู่ ตามเชิงเขา เนื่องจากพื้นที่มีความ ลาดชัน มีก้อนหินอยู่มาก จนไม่ สามารถปรับมาทํานาได้

    • ในเขตอุทยานฯเขาหลวง มี ฝนตกเกือบตลอดปี แต่จะเริ่มน้อยลง ในเดือนมกราคม ซึ่งระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน จัดว่า เป็นระยะฝนทิ้งช่วง ตกน้อยกว่าเดือน อื่นๆ สําหรับคนที่จะไปเดินป่าที่เขา หลวง ควรมีเวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน

    ของซื้อฝาก
    ไปถึงหมู่บ้านคีรีวง ซึ่งเป็นดงสวนผลไม้ทั้งที ก็อย่าลืมแวะชิมและซื้อ ผลไม้ที่ขึ้นชื่ออาทิ มังคุด ทุเรียน จากนั้น แวะไปชมผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ สมุนไพร งานจักสาน และทุเรียนกวนห่อกาบหมาก ส่วนขากลับก็อย่าลืมผ่านไปยังอําเภอเมือง ที่หมู่บ้านหมน และบ้านนาเคียน เป็นแหล่ง เครื่องจักสานย่านลิเภา ศิลปหัตถกรรม พื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของเมือง เป็นงาน ฝีมือที่มีมานานกว่า 100 ปี

    การเดินทาง
    จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถึงจังหวัดชุมพร แล้วต่อด้วยทางหลวง หมายเลข 41 ผ่านเส้นทางสุราษฎร์ธานี ทุ่งสง จนถึงนครศรีธรรมราช หรือถึง อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข 401 เลียบชายฝั่งทะเลไปจนถึงนครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ 860 กิโลเมตร
    ครั้นถึงตัวเมืองนครศรีธรรมราช ก็ให้ไปตามเส้นทางสาย 4015 ประมาณ 28 กิโลเมตร ก่อนถึงอําเภอลานสกา มีถนนทางแยกเข้าหมู่บ้านคีรีวง และไป จนถึงทางแยกเข้าที่ทําการอุทยานฯ

  • ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งหญ้าโล่งใหญ่แบบสวันนา อุทยานแห่งชาติของไทยที่ควรไปเยือนสักครั้ง

    ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งหญ้าโล่งใหญ่แบบสวันนา อุทยานแห่งชาติของไทยที่ควรไปเยือนสักครั้ง

    อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ ในท้องที่อําเภอวังทอง อําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และอําเภอหล่มสัก อําเภอเมือง อําเภอชนแดน จังหวัด เพชรบูรณ์ มีพื้นที่ 789,000 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ที่ทําการอุทยานฯ อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 80 บนทางหลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก – หล่มสัก สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เป็นต้นน้ําลําธารหลายสายที่ไหลลงสู่แม่น้ำน่าน สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่

    น้ำตกแก่งโสภา อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 71-72 ถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก มีทางราดยางแยกเข้าไป 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สภาพโดยรอบร่มรื่น บริเวณน้ำตกมีลานจอดรถ ห้องสุขา และร้านขายอาหาร

    สะพานสลิง เป็นสะพานแขวนข้ามแม่น้ำเข็ก ยาวประมาณ 80 เมตร อยู่ท่ามกลางป่าเบญจพรรณ ที่ประกอบด้วยพรรณไม้นานาชนิด อยู่ห่างจากที่ทําการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร

    ทุ่งแสลงหลวง สภาพพื้นที่เป็นทุ่งหญ้าโล่งใหญ่ (แบบสวันนา) อยู่ห่างจากที่ทําการอุทยานฯ ประมาณ 60 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร มีทางลูกรังสายที่ทําการอุทยานฯ – ทุ่งแสลงหลวง ตามเส้นทางจะผ่านป่าตอนกลางอุทยานฯ ทําให้ได้เที่ยวชมสภาพธรรมชาติของป่าเขาลําเนาไพรอีกด้วย

    นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสวันนาสลับกับป่าสนสองใบอีกสองแห่ง คือ ทุ่งพญาเมืองเลน และทุ่งโนนสน ตามเส้นทางเดียวกับทางไปทุ่งแสลงหลวง

    ถ้ำเข้าบ้านมุง อยู่ในเขตอําเภอเนินมะปราง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 81 กิโลเมตร ไปตามถนนสาย พิษณุโลก – หล่มสัก ประมาณ 17 กิโลเมตร แล้วแยกไปตามถนนสายวังทอง เขาทราย ถึงสากเหล็ก ประมาณ 38 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายอีกประมาณ 26 กิโลเมตร จะถึงหมู่บ้านและทางเข้าวัดบ้านมุง ไกลออกไปอีก 2 กิโลเมตร มีภูเขาสูงชันหลายลูก ประกอบด้วยภูเขาผาแดงสะดุดตา มีถ้ำ ประกอบด้วยหินงอก หินย้อย เป็นหลืบ ลึกลับซับซ้อน เรียกถ้ำนี้ว่า “ถ้ำดาว ถ้ำเดือน” นอกจากนี้ ในเขตอุทยานฯ ยังมีถ้ำสวยงามอีกแห่งหนึ่ง คือ ถ้ำพระบ้านวังแดง” อยู่ที่ตําบลชมพู ห่างจากอําเภอเนินมะปราง 22 กิโลเมตร แต่การเดินทางไปยังไม่สะดวกนัก

    อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง มีบริการบ้านพัก ค่ายพักแรม และ สํารองที่พักได้ที่กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้

    http://portal.dnp.go.th/Content/nationalpark?contentId=737

  • ขนมไข่นกกระทา หรือ ขนมไข่เต่า สูตรและเทคนิคการทำให้กรอบนอกนุ่มใน

    ขนมไข่นกกระทา หรือ ขนมไข่เต่า สูตรและเทคนิคการทำให้กรอบนอกนุ่มใน

    ขนมไข่กระทา หรือ ขนมไข่เต่า เป็นขนมที่ได้รับความนิยมมาเป็นเวลานานแล้วนะคะ ด้วยความอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างติดใจขนมชนิดนี้กันทั้งนั้น เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าวิธีทำเป็นอย่างไร เผื่อเอาไปทำรับประทานได้เองค่ะ

    สูตรขนมไข่นกกระทา หรือ ขนมไข่เต่า

    ส่วนผสม

    มันเทศหรือมันฝรั่งนึ่งสุก

    3

    ถ้วย

    น้ำตาลทราย

    1 1/2

    ถ้วย

    เกลือป่น

    1

    ช้อนชา

    แป้งสาลี

    1/2

    ถ้วย

    แป้งมัน

    2

    ถ้วย

    ไข่ไก่

    1

    ฟอง

    น้ำมันสำหรับทอด

    3

    ถ้วย

     

    วิธีทำ

    1. ใช้ส้อมยีมันฝรั่งให้ละเอียด หรือจะโขลกก็ได้
    2. ผสมแป้งมัน แป้งสาลี เกลือ แล้วร่อนรวมกัน
    3. ใส่ลงในมันฝรั่ง ผสมให้เข้ากัน นวดส่วนผสมจนแป้งเนียน ใส่ไข่นวดต่อไปให้เข้ากัน
    4. พักไว้ 30 นาที แล้วจึงปั้นเป็นเม็ดกลมๆ รีๆ (ขนาดเท่าไข่นกกะทา)
    5. นำไปทอดในน้ำมันมาก ที่ร้อนปานกลาง เวลาทอดต้องใช้ทัพพีโปร่ง หรือตะแกรงอันใหญ่ๆ โปร่งๆ กดขนมเพื่อให้ขึ้นฟูนิ่ม ทอดพอเหลือง และผิวภายนอกกรอบ ข้างในนุ่ม รับประทานตอนร้อนๆ

    สำหรับ ขนมไข่นกกระทาในยุคนี้ หากต้องการทำสูตรมันม่วง เราก็เปลี่ยนวัตถุดิบจากมันเทศเป็นมันม่วงแทน วิธีการทำก็เหมือนกันนะคะ ขนมไข่นกกระทา ที่ทำจากมันม่วง ก็มีสีม่วงสวย มีประโยชน์ และน่ารับประทานมากๆ ค่ะ

    ภาพโดย photosforyou จาก Pixabay

  • ถั่วพิมพ์ วิธีทำง่ายๆ

    ถั่วพิมพ์ วิธีทำง่ายๆ

    ส่วนผสม

    ถั่วเขียวเลาะเปลือกใช้ถั่วเขียวดิบ

    1 1/3

    ถ้วย

    น้ำตาลทราย

    2

    ถ้วย

    มะพร้าวขาว

    400

    กิโลกรัม

     

    วิธีทำ

    1. แช่ถั่วเขียว 1 1/2 ชั่วโมง นึ่งให้สุกนุ่ม โขลกหรือบดละเอียด
    2. คั้นมะพร้าว ใส่น้ำอุ่น 1 ถ้วย นวดคั้นให้ได้น้ำ 2 ถ้วย
    3. ละลายกะทิกับน้ำตาลทราย ตั้งไฟอ่อนๆ พอน้ำตาลละลายแล้วกรอง
    4. ผสมถั่วกับกะทิ ตั้งไฟกวนพอข้นลดไฟ กวนจนแห้ง เทใส่ถาดสี่เหลี่ยม 9×9 นิ้ว เกลี่ยหน้าให้เรียบ
  • ขนมดอกลำดวน

    ส่วนผสม

    แป้งสาลี

    1

    ถ้วย

    น้ำตาลไอซิ่ง

    1/2

    ถ้วย

    น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ

    1/4

    ถ้วย

    ถาด ,เนยสดสำหรับทาถาด

     

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้งสาลีกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากัน 2 ครั้ง พักไว้
    2. ใส่น้ำมันหมูลงในส่วนผสมข้อ 1 เคล้าเบาๆพอเข้ากัน แป้งจะมีลักษณะพอปั้นได้
    3. แบ่งแป้งปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม. สำหรับทำเป็นเกสรดอกลำดวน และทำกลีบดอกโดยปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ขนาดผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. แล้วผ่าออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน นำมาติดกัน จึงวางเกสรตรงกลางดอก ทำเช่นนี้ไปจนหมดแป้ง
    4. ทาถาดด้วยเนยบางๆ วางขนมเรียงบนถาด อบไฟ 300 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 10 นาที เมื่อสุกจะมีสีเหลืองนวล ยกออกจากเตา ทิ้งไว้จนเย็น จัดเรียงลงขวดโหล อบด้วยเทียนหอม
  • ขนมโสมนัส สูตรขนมไทยโบราณ

    ส่วนผสม

    มะพร้าวขูดขาวคั่วพอเหลือง

    2 1/2

    ถ้วย

    น้ำตาลทรายป่น

    1 1/2

    ถ้วย

    ไข่ไก่(ใช้เฉพาะไข่ขาว)

    1/2

    ถ้วย

    น้ำมะนาว

    1

    ช้อนโต๊ะ

    ถาด, น้ำมันสำหรับทาถาด

     

    วิธีทำ

    1. ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู ใส่น้ำตาลทีละน้อยจนหมด ใส่น้ำมะนาว ตีให้ไข่ขาวแข็งตั้งยอดได้
    2. ใส่มะพร้าวคั่ว เคล้าให้เข้ากัน
    3. ใช้ช้อนตักหยอดในถาดที่ทาน้ำมันบางๆ อบไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 15 นาที จนขนมเหลืองกรอบ ยกออกจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ขวดโหลที่มีฝาปิดสนิท

     

  • ขนมดอกจอก ขนมไทยสูตรโบราณที่คุณอาจจะลืมไปแล้ว

    ขนมดอกจอก ขนมไทยสูตรโบราณที่คุณอาจจะลืมไปแล้ว

    ขนมดอกจอก

    ส่วนผสม

    แป้งข้าวเจ้า

    1

    ถ้วย

    แป้งมัน

    1

    ถ้วย

    แป้งสาลี

    1/2

    ถ้วย

    ไข่ไก่

    1

    ฟอง

    น้ำมันพืช

    1

    ช้อนโต๊ะ

    น้ำตาล

    3

    ช้อนโตีะ

    เกลือป่น

    2

    ช้อนโตีะ

    งาคั่ว

    2

    ช้อนโตีะ

    น้ำปูนใส

    1/2

    ถ้วย

    น้ำเปล่า

    1/2

    ถ้วย

    น้ำมันสำหรับทอด

    3

    ถ้วย

     

    วิธีทำ

    1. ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดรวมกันใส่น้ำปูนใส และน้ำเปล่าทีละน้อย ใส่ไข่ น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ และงาคนให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำที่เหลือจนหมด

    2. ใส่น้ำมันในกระทะสำหรับทอด ตั้งไฟใส่พิมพ์แช่ในน้ำมันจนร้อน (อย่าใช้ไฟแรง) ยกพิมพ์ขึ้นเช็ดน้ำมันกับกระดาษซับก่อน จึงจุ่มลงในแป้งพอติดพิมพ์จุ่มลงในน้ำมัน พอแป้งอยู่ตัวแล้วสะบัดแป้งออกจากพิมพ์ ทอดจนเหลืองตักขึ้น พอเย็นเก็บเข้าขวดโหลไว้