Author: admin

  • วิธีทำมันฝรั่งทอดแผ่น ให้กรอบ อร่อย ไม่ต้องง้อขนมสำเร็จรูป

    วิธีทำมันฝรั่งทอดแผ่น ให้กรอบ อร่อย ไม่ต้องง้อขนมสำเร็จรูป

    มันฝรั่งทอดแผ่นบางกรอบ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ชิฟ (Chips) เป็นของทานเล่น หรือ เป็นกับแกล้มก็ได้ ใครๆ ก็ชอบรับประทาน มันฝรั่งทอด นี้มีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากเลยนะคะ แค่มีเทคนิคในการทำนิดหน่อย หากใครอยากลองทำรับประทานเอง ให้ลองทำตามสูตรนี้ดูค่ะ เรามีวิธีการทอดมันฝรั่ง ให้กรอบ อร่อย และได้ความสดใหม่ ดีกว่าเราซื้อแบบสำเร็จรูปมาแน่นอนค่ะ

    ส่วนผสม
    มันฝรั่ง 2-3 ก.ก.

    น้ำมันพืช / น้ำมันหมู 1 1/2 ก.ก.
    เกลือป่น พอควร (ใช้เกลือไทยธรรมดา)

    วิธีทํา
    ปอกมันแช่น้ำไว้ให้แข็ง นำใสลงบนเครื่องไสมัน หรือนั่น ด้วยมีดคม ๆ บาง ๆ การหันต้องให้หนาบางเท่ากันทุกแผ่น ถ้าหั่นไม่เท่ากัน สีมันที่ทอดจะไม่เหลืองเสมอกัน นำมันที่ใสแล้วแช่ในน้ำเย็นให้แข็งต่อ นำเกลือละลายในน้ำ ชิมดูให้มีรสเค็ม ทั้งน้ำมันให้ร้อนจัด ใช้ไฟแรง ควรใช้หม้ออลูมิเนียมทอด ใช้ทัพพีลวดซ้อนมันขึ้นจากน้ำ นำจุ่มในน้ำเกลือ พอให้ทั่ว ยกขึ้นให้น้ำไหลออกจากมันให้เกือบหมด ยกเทลงในน้ำมันที่ร้อน จัด (ถ้าน้ำมันมากก็ใส่มันมาก และอย่าใส่มากเกินไปจนมันขยายตัวไม่ได้) ปล่อยไว้ในน้ำมันสักครู่หนึ่ง จนมันตึงตัว จึงใช้ทัพพีหรือตะหลิวคนเรื่อย ๆ ไป ต้องคนอย่าหยุดมือ จนกระทั่งมันเป็นสีเหลืองอ่อนและกรอบดี ตักขึ้น รอให้สะเด็ดน้ำมัน เทลงในกระดาษฟาง เกลี่ยให้มันกระจาย รอให้เย็น แล้วใส่ขวดอัดให้แน่น

    ** หากจะเพิ่มรสเผ็ด ให้โรยผงปาปริก้าลงไปก็ได้ หรือจะใช้ผงปรุงสำเร็จรสชีส รสหัวหอม ก็แล้วแต่ชอบใจเลยค่ะ

    Image by Charlotte Govaert from Pixabay

  • ตำนานการผ่าตัดในสมัยโบราณ เป็นอย่างไร ต้องลองมาดูกันค่ะ

    ตำนานการผ่าตัดในสมัยโบราณ เป็นอย่างไร ต้องลองมาดูกันค่ะ

    การผ่าตัดนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องของการแพทย์สมัยใหม่ แต่ความจริงแล้วการผ่าตัดเกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว โดยคนโบราณจะใช้หินเหล็กไฟเป็นเครื่องมือผ่าตัด ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการผ่าตัดที่ยากและเสี่ยงอันตรายมากที่สุดครั้งหนึ่งคือการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ โดยเครื่องมือผ่าตัดที่ใช้มีเพียงหินเหล็กไฟเท่านั้นเอง

    เครื่องมือผ่าตัดในยุคโบราณนอกจากหินเหล็กไฟแล้ว ก็ยังมีฟันปลาและหนามแหลมๆ ของพืช ซึ่งใช้ในการผ่าตัดเอาต้อชนิดต่างๆ ออกจากนัยน์ตา

    มัมมี่เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าการผ่าตัดเกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เพราะมีการตรวจพบว่ามัมมี่เหล่านี้มีร่องรอยของการผ่าตัดอยู่

    เมื่อมีการนำเหล็กและทองแดงมาทำเครื่องมือเครื่องใช้เช่น กรรไกร และเข็ม คนในสมัยนั้นก็ทดลองทำการผ่าตัดที่ยากและซับซ้อนมากขึ้น

    ในบันทึกของชาวปอมเปอี (Relics of Pompeii) เขียนไว้ว่า พวกเขาคือผู้ที่รู้จักวิธีการใช้เครื่องมือผ่าตัดที่ซับซ้อน การผ่าตัดที่นี่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายพันปี โดยไม่มีการใช้ยาสลบเลย และคนในสมัยนั้นก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการป้องกันการติดเชื้อระหว่างและหลังการผ่าตัดเสียด้วย กล่าวได้ว่าการผ่าตัดนั้นเกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์จะรู้จักเชื้อโรคเสียอีก
    Image by drbenini from Pixabay

  • เคยสงสัยไหม ทำไมปลาตู้ชอบอมก้อนกรวด

    เคยสงสัยไหม ทำไมปลาตู้ชอบอมก้อนกรวด

    ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้สามข้อด้วยกัน

    ข้อแรก เหตุผลที่ปลาตู้ทำอาการแปลกๆ เช่นนั้นก็เพื่อเลือกสรรหรือทำความสะอาดพื้นที่วางไข่ ก่อนที่มันจะดึงดูดปลาตัวเมียให้มาวางไข่ตรงจุดนั้น ในปลาบางชนิด การเสาะหาและคัดเลือกวัสดุในการสร้างรังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมกาารสืบพันธุ์ ในกระบวนการเลือกสรร ปลาจะทดสอบสภาพแวดล้อมด้วยวิธีการต่างๆ มีตั้งแต่อมวัสดุที่อาจใช้สร้างรังได้ไว้ในปาก ทาบตัวลงบนพื้นเพื่อทดสอบความรู้สึกไปจนถึงการพยายามขุดหรือทำความสะอาดพื้นที่ตรงนั้น

    ข้อที่ 2 เป็นเรื่องของความอร่อย ไม่ใช่ว่าปลาตู้ที่คุณเลี้ยงไว้จะไม่พอใจในรสอาหารปลาที่คุณโปรยให้ แต่ความหลากหลายเป็นรสชาติของชีวิต ในธรรมชาติอุดมไปด้วยพืชนานาชนิด ก้อนกรวดเม็ดจิ๋วก็อาจมีชีวิตพืชเล็กๆ มากมายมาเกาะอยู่ซึ่งเป็นอาหารรสโอชาของปลาทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ปลาจึงชอบฮุบเม็ดกรวดเม็ดทรายเข้าปาก แล้วใช้ลิ้นและเล็มอาหารซึ่งหุ้มอยู่รอบๆ ผิวกรวดทราย ก่อนจะบ้วนส่วนที่กินไม่ได้คืนออกมา

    ข้อสุดท้าย เป็นเรื่องของความจำเป็น ทั้งนี้เพราะปลาไม่ได้มีแปรงสีฟันหรือไหมขัดฟันติดตัวมาแต่กำเนิด เม็ดกรวดทรายจึงถูกใช้เป็นสิ่งทดแทนเพื่อขจัดบรรดาปาราสิตที่หมักหมมอยู่ในช่องปากของมัน

    Image by gemmiti from Pixabay

  • คุณรู้ไหม ชาติใดเป็นผู้ให้กำเนิดไอศกรีม

    คุณรู้ไหม ชาติใดเป็นผู้ให้กำเนิดไอศกรีม

    ไอศกรีม ของหวานที่ได้รับความนิยมมากเป็นประวัติการณ์ เคยสงสัยกันไหมว่า ชาติใดเป็นผู้ให้กำเนิดไอศกรีม ตามประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อ 4,000 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า ในตอนแรกที่ผลิตนั้น ไอศกรีมจะดูเหมือนนมขุ่น ๆ แช่แข็งมากกว่า ไม่ได้เป็นครีมนุ่ม ๆ เย็น ๆ อย่างทุกวันนี้

    ในตอนนั้น ประเทศจีนเพิ่งจะเริ่มมีการรีดนมจากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม นมจึงจัดเป็นอาหารที่มีราคาแพง พวกชนชั้นสูงจะนำนมไปหมกไว้ในหิมะเพื่อให้กลายเป็นนมแช่แข็ง หลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนาทำน้ำผลไม้แช่แข็งรับประทานกัน พอถึงต้นศตวรรษที่ 13 ขนมแช่แข็ง สารพัดชนิดก็มีวางขาย เข็นขายกันตามถนนและทุกซอกซอยทั่วกรุงปักกิ่ง ในศตวรรษที่ 14 นมแช่แข็งและน้ำผลไม้แช่แข็งก็เดินทางไปอิตาลีและต่อไปยังฝรั่งเศส ในงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างแคเธอรีน เดอ เมดิซี แห่งเวนิส กับว่าที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 แห่งฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1533 ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟของหวานแช่ แข็งหลากรสแล้ว ยังมีการเสิร์ฟของหวานกึ่งแช่แข็ง (ที่ทำจากครีมข้นหวาน) ซึ่งมีลักษณะคล้ายไอศกรีมในปัจจุบัน หลังจากที่หมอชาวสเปนในกรุงโรมคนหนึ่งได้พบเทคนิคพิเศษที่ว่า อุณหภูมิของส่วนผสมในการทำไอศกรีมแช่แข็งจะลดลงถึงจุด เยือกแข็งได้อย่างรวดเร็วขึ้น หากเติมดินประสิวลงในหิมะหรือน้ำแข็งที่อยู่รอบถึง เมื่อนั้นชาวฟลอเรนซ์จึงเป็นผู้ริเริ่มผลิตของหวานแช่แข็งที่ทำจากครีมล้วน ๆ ชนิดแรกของโลก

    ในปี ค.ศ. 1870 ภาพคนขายไอศกรีมอิตาเลี่ยนก็กลายเป็นภาพที่คุ้นตาบนถนนในกรุงลอนดอน เด็ก ๆ จะเรียกคนขายไอศกรีมว่า “โฮกี้ โปกี้” ซึ่งเพี้ยนมาจากเสียง “Ecoo un poco” หรือ “หนู ๆ มาที่นี่” จุดที่ไอศกรีมเดินทางเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือเมืองหลวงของเดลเฟีย และในต้นศตวรรษ 1800 เมืองนี้ได้กลายเป็นเมือง หลวงของไอศกรีม เพราะผลิตไอศกรีมเป็นจำนวนมหาศาล นอกจากนั้น ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของไอศกรีมโซดาหรือไอศกรีมโฟลต ไอศกรีมซันเด-ของโปรดของหลาย ๆ คน เกิดเมื่อกลางศตวรรษที่ 1880 ว่ากันว่า ชื่อของไอศกรีมชนิดนี้มาจากการสะกดคำว่า Sunday ให้แปลกออกไป (สะกดเป็น Sundae) และมีขายกันเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนแหล่งกำเนิดไอศกรีมซันเดนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ละเมืองก็ อ้างว่า ตนมีเมนูไอศกรีมของวันอาทิตย์เป็นหลักฐานยืนยัน ในขณะที่บางครอบครัวก็ว่า นี่เป็นอาหารจานพิเศษที่จะกินกันเฉพาะวัน อาทิตย์เท่านั้น

    ส่วนวิปป์ครีมที่ประดับสวยอยู่บนหน้าไอศกรีมนั้น เกิดมาจากความขี้เกียจตีครีมของนายชาร์ล โกทซ์ นักเคมีชั้นยอดแห่งมหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ ผู้คลุกคลีในกิจการไอศกรีม จึงทำให้เขาค้นพบวิธีการทำให้ไอศกรีมอิ่มตัวด้วยการใช้ก๊าซในทรัสออกไซด์หรือก๊าซหัวเราะ การเสิร์ฟไอศกรีมมากับจานแบน ๆ หรือใช้โปะลงบนยอดวอฟเฟิลนั้นมีมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว จนไอศกรีมโคนได้เกิดขึ้นในงาน ออกร้าน “เซ็นต์หลุยส์ เวิร์ล’สแฟร์” ในรัฐมิสซูรี่ เมื่อปี ค.ศ. 1904 เมื่อนายอาร์โนลด์ ฟอร์นาโช คนขายไอศกรีมเกิดขาดแคลนกระดาษ สำหรับใส่ไอศกรีมขึ้นมา เลยไปคว้าเอาแผ่นวอฟเฟิลจากร้านขายวอฟเฟิลของนายเออร์เนสต์ แฮมไว ที่อยู่ข้าง ๆ มาม้วนเป็นกรวย แล้วใช้เป็นภาชนะสำหรับบรรจุไอศกรีมเสียเลย เป็นอันว่า ได้มีการม้วนแผ่นวอฟเฟิลทำเป็นโคนเรื่อย ๆ จนถึงปี ค.ศ. 1912 เมื่อเฟรเดอริก บรุคแมน นักประดิษฐ์จากรัฐโอเรกอน ได้จดลิขสิทธิ์เครื่องจักรสำหรับการนี้โดยเฉพาะขึ้น หลังจากนั้นหนึ่งในสามของไอศกรีมทั้งหมด ที่บริโภคกันในสหรัฐอเมริกาจะบรรจุลงในโคน ทั้งหมดนี้เป็นตำนานการเดินทางของไอศกรีมที่หลายคนโปรดปราน

  • กินโยเกิร์ตแล้วลดความอ้วนได้จริงหรือ?

    กินโยเกิร์ตแล้วลดความอ้วนได้จริงหรือ?

    โยเกิร์ต 1 ถ้วย มีคุณค่าทางโภชนาการเท่ากับนม 1 แก้ว มีโปรตีนพอสมควร อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสและแคลเซียม แต่ขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามินเอ วิตามินซี ไนอาซีนและเหล็ก โยเกิร์ตมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แถมยังให้ พลังงานไม่ใช่ย่อยเลย ถ้าทำจากนมที่มีมันเนยครบ จะให้พลังงานประมาณถ้วยละ 150-210 แคลอรี หากทำจากนมที่ปราศจากไขมัน จะให้พลังงานประมาณถ้วยละ 90-110 แคลอรี ยิ่งถ้ากินโยเกิร์ตชนิดที่มีผลไม้เชื่อมด้วยละก็ ต่อให้
    กินโยเกิร์ตทุกวันจนหน้าบูดเป็นนมเปรี้ยว น้ำหนักก็ไม่มีวันลดลงได้

  • ปวดหัวมีกี่แบบ แบบไหนเรียกว่าปวดไมเกรน

    ปวดหัวมีกี่แบบ แบบไหนเรียกว่าปวดไมเกรน

    เรื่องปวดหัวสำหรับหลายๆ คนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ปวดๆ หายๆ จนไม่ค่อยสนใจจะหาสาเหตุ แต่พอเปลี่ยนบรรยากาศออกไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือหยุดงานสักวันสองวันก็หายเป็นปลิดทิ้ง การปวดหัวเป็นสัญญาณบอกเราว่าร่างกายบางส่วนของเรามีการทำงานที่บกพร่อง หรือผิดปกติขึ้น แต่ร่างกายมนุษย์ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มีกระบวนการซ่อมแซมเยียวยาตัวเองได้ การปวดหัวหลายๆ ครั้ง จึงหายเองโดยไม่ต้องกินยา หรือหาหมอ

    อาการปวดหัวไม่ได้มีสาเหตุมาจากสมองเท่านั้นเหมือนที่หลายคนคิด แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อ เส้นเลือด หรือเส้นประสาทที่อยู่รอบๆ สมอง เช่น เส้นเลือดแดงขยายตัว หรือเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้ออักเสบ

    เส้นเลือดของเราจะมีเส้นเลือดเล็กๆ ฝอยๆ เป็นเส้นประสาทพันรอบเส้นเลือด เมื่อเส้นเลือดเกิดการหดหรือขยายตัว ก็จะไปยืดเส้นประสาทเหล่านั้นกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้ และนี่คือผลที่ทำให้ปวดหัว

    นอกจากนี้ 95% ของอาการปวดหัวไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรค แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อม และปัจจัยต่างๆ มากกว่า เช่น ความเครียด ความเหนื่อยเพลีย หิว การเปลี่ยนระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือการเลิกคาเฟอีน เป็นต้น

    ตามปกติของอาการปวดหัวของคนเราจะวนเวียนจากสาเหตุหลักๆ 3 อย่าง คือ เรื่องของความดันโลหิต ไซนัส และไมเกรน

    ปวดหัวเพราะความดันโลหิต
    มักจะปวดแบบเบาๆ ไปจนถึงปวดแบบไม่รุนแรงแต่ทรงๆ อยู่อย่างนั้น และปวดรอบๆ หัว หรือปวดข้ามหน้าผาก หรือหัวส่วนหลัง และอาจจะปวดอยู่นานนับชั่วโมงถ้าไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดัน ส่วนมากจะเกิดขึ้นในผู้ใหญ่

    ปวดเพราะไซนัส
    ลักษณะที่ปวดคืออาจปวดไม่มาก จนถึงปานกลาง และทรงอยู่อย่างนั้น จะปวดบนดั้งจมูก หรือหลังโหนกแก้ม ซึ่งอาจจะมีน้ำมูกเหนียวข้นร่วมด้วย ไซนัสเป็นได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะเป็นได้ง่ายกว่า เวลาปวดจะปวดได้บ่อยๆ และนานหลายชั่วโมง เป็นได้ทุกฤดูกาล

    ปวดไมเกรน
    ปวดแบบไมเกรนมักจะปวดแบบตุบๆ ปวดปานกลางจนถึงปวดรุนแรง อาจคลื่นไส้อาเจียนได้ และรู้สึกไวมากต่อเสียง และแสง อาจจะปวดเฉพาะบริเวณ เช่น กลางศีรษะ ปวดบริเวณตา หรือด้านหลังศีรษะ และบ่อยครั้งมักจะปวดหัวข้างเดียว อาจจะมีอาการเห็นแสงแว๊บ หรือปวดตานำมาก่อนที่จะเริ่มปวดหัว ปวดหัวไมเกรนนี้เป็นกันได้มากตั้งแต่เด็กถึงวัยกลางคน ในเด็กถ้าเป็นจะพบมากในเด็กชาย แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นกลับพบว่าเด็กสาวเป็นกันมากกว่า

    เมื่อมีอาการคุณอาจจะปวดได้ทั้งวันทั้งคืน หรืออาจจะปวดบ้างช่วงที่ตั้งครรภ์ หรือช่วงที่มีการเปลี่ยนวัย กระนั้นการปวดไมเกรนนี้มีด้วยกัน 2 ลักษณะการปวดหัว เรียกว่า ปวดแบบ Classic และปวดแบบนานๆ ครั้งแต่รุนแรงปวดแบบนี้เรียกว่า Cluster

    ปวดแบบ Classic จะมีอาการปวดตุบๆ ที่หัวด้านใดด้านหนึ่งเสมอ อาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน ตาลายหน้ามืด ซึ่งบางคนรู้สึกเหมือนเห็นแสงระยิบเหมือนเห็น “ดาว” เป็นอาการนำมาก่อนที่จะปวดหัว อาจจะมีอาการหน้าหรือตาบวมด้วย

    ปวดแบบ Cluster เป็นการปวดที่เกิดขึ้นทันใด และจะปวดเกือบตลอดคืน และจะเริ่มปวดหลังจากนอนหลับแล้วประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง ความปวดค่อนข้างรุนแรง ลักษณะเหมือนมีอะไรทิ่มแทงอยู่ในหัว อาจพบได้เสมอว่าปวดอยู่ที่หลังดวงตาด้านหนึ่ง เพราะอาจจะมีน้ำตาและทำให้ดวงตาแดงกล่ำได้ด้วย เปลือกตาบวมปิด และอาจจะมีน้ำมูกหรือคัดรูจมูกด้านหนึ่ง

    หลังจากเริ่มมีสัญญาณปวดสักพักหนึ่งแล้ว อาการปวดหัวก็จะเกิดขึ้นที่ด้านใดด้านหนึ่งไม่ซ้ายก็ขวา แต่จะไม่ปวดทีเดียวทั้งสองข้าง เวลาปวดขึ้นให้ลองหาที่นอนลงในห้องเงียบๆ จะรู้สึกดีขึ้น ส่วนบางคนเมื่อปวดแล้วต้องเดินไปเดินมา ความปวดนี้สาหัสนักจนบางคนอยากเอาหัวกระแทกฝาให้รู้แล้วรู้รอดไปก็มี

    เหตุใดจึงปวดไมเกรน
    การปวดหัวไมเกรนมาจากปัญหาของหลอดเลือด (Vascular headaches) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีเหตุมาจากเส้นเลือดในศีรษะเกิดการหดเกร็ง แล้วขยายพองออก ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความปวดขึ้นจากปลายประสาท ปัจจัยส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการปวดหัวไมเกรน เช่น

    • ความเครียด
    • การพักผ่อนไม่เต็มที่ เช่น อดนอนบ่อยๆ หรือคนที่นอนหลับๆ ตื่นๆ เป็นประจำ
    • อาหารหลายชนิด เช่น ช็อคโกแลต เนยแข็งที่เก็บนาน อาหารที่ใส่โมโนโซเดียม กลูตาเมต (ผงชูรส) และอาหารที่มีไนเตรทสูง
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์แดง
    • การสูบบุหรี่
    • การถอนคาเฟอีน หรือถอนยา(เสพติด)
    • การใช้ยาบางชนิดมากเกินจำเป็น หรือยาบางชนิดที่ทำให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้
    • การเปลี่ยนแปลงจากอากาศเย็นเป็นอากาศร้อน ก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน เพราะจะทำให้มีอาการหด หรือขยายตัวของเส้นเลือด

    ขั้นแรกในการบรรเทาปวด

    โดยทั่วไปการปวดหัวหลายอย่างเกิดขึ้นเพราะความเครียด ความเหนื่อยเพลีย หรืออดอาหารก็ทำให้ปวดหัวได้ บางครั้งถ้าได้พักผ่อน ผ่อนคลายหรือกินอาหารให้พอ ก็จะรู้สึกดีขึ้น บางทีอาจใช้ยาบรรเทาปวดร่วมด้วยที่รู้จักกันดี เช่น

    Acetaminophen เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย ถ้าใช้ในปริมาณที่กำหนด แต่ข้อควรระวังคืออย่าดื่มแอลกอฮอล์เมื่อใช้ยานี้ เพราะเป็นอันตรายต่อตับอาจทำให้ล้มเหลวได้ ถ้าคุณเป็นคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่า 3 แก้วต่อวัน คุณไม่ควรใช้ยาชนิดนี้

    Aspirin เป็นยาระงับปวดที่อาจใช้ป้องกันไมเกรนได้ด้วย ถ้ากินเป็นประจำ แต่ในระยะยาวทำลายไตได้ และทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหาได้เหมือนกัน เช่น ปวดกระเพาะอาหาร ใจสั่น มีเลือดออกในกระเพาะได้ ควรหลีกเลี่ยงแอสไพรินในคนที่เป็นแผลในกระเพาะ แต่สำหรับคนปกติถือเป็นยาที่ดีและปลอดภัยในระดับหนึ่ง

    NSAIDs รวมถึง บูโปรเฟน นาโพรเซน และคีโตโปรเฟน ที่สามารถระงับความปวดได้ดีบางคนใช้สำหรับป้องกันไมเกรน แต่ในระยะยาวจะมีผลข้างเคียงเหมือนแอสไพริน

    อย่างไรก็ตามการใช้ยาเหล่านี้ไม่ได้เป็นการรักษาแต่เป็นเพียงการระงับความปวด ซึ่งหากใช้ในระยะยาว มันอาจดื้อยาจนคุณอาจต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้น และที่สำคัญในคนที่ปวดมากๆ ขนาดอาเจียน ยิ่งควรรักษาให้ถูกทางกับแพทย์ดีกว่า

    สัญญาณอันตราย
    ถ้าคุณมีอาการปวดหัวอย่างแรงร่วมกับอาการพูดไม่ค่อยออก หรือพูดไม่ชัด หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม หรือเกิดอาการอ่อนแรงที่แขน และขา เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง

    Tips สำหรับการดูแลตัวเอง

    ขั้นแรกถ้ารู้สึกปวดให้ใช้น้ำแข็งประคบจะช่วยบรรเทาปวดได้มากหรือ ใช้ยาระงับปวด
    แต่ไม่ว่าจะใช้ยาอะไรก็ควรใช้อย่างระมัดระวังที่ดีควรใช้ยาตามแพทย์สั่ง
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาก็ตามก็ไม่ควรนอนมากเกินไป
    เมื่อเกิดอาการปวดหัว ลองปลีกตัวไปหาที่เงียบสงบ ห้องมืด แล้วนอนพักสักครู่ คุณก็จะรู้สึกดีขึ้น
    หลีกเลี่ยงช็อคโกแลต ชีส ไวน์ อาหารปรุงแต่งต่างๆ เช่น อาหารที่มีไนเตรท หรือผงชูรสมากๆ เพราะจะทำให้อาการปวดเพิ่มมากขึ้น
    ดื่มน้ำเปล่า เลี่ยงแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพื่อเลี่ยงชนวนที่ก่อให้ปวดหัว

    Image by Usman Yousaf from Pixabay

  • แก้ปัญหาหลังคารั่ว เรื่องจุกจิกกวนใจในหน้าฝน

    แก้ปัญหาหลังคารั่ว เรื่องจุกจิกกวนใจในหน้าฝน

    ในระยะนี้บ้านเราก็เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝนกันแล้ว และฝนฟ้าที่เริ่มตกลงมาก็หนักหนาเอาการเสียด้วย ดังนั้นคุณ ๆ ที่มีบ้านช่อง เป็นของตนเอง ก็ควรที่จะหันหามาสำรวจตรวจตราว่า ที่พักอาศัย ยังมั่นคงแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วน ของหลังคาบ้าน หากว่าเกิดมีรอยแตกร้าวขึ้นมาแล้วจะเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว

    โดยทั่วไปการตรวจสอบหลังคานั้น จะต้องตรวจสอบ 2 ส่วนที่สำคัญคือ โครงสร้างหลังคาและส่วนที่ใช้มุงหลังคา หากเป็น โครงสร้างหลังคาโดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจสอบทุก ๆ 2 ปี ทั้งนี้ในส่วนของโครงสร้างจะมีทั้งโครงสร้างที่ทำด้วยเหล็กและไม้

    ซึ่งหากเป็นโครงหลังคาเหล็ก จะต้องทาสีกันสนิมทับเสียใหม่ แต่หากโครงเหล็กนั้นผุกร่อนจนหมดสภาพแล้วควรจะเปลี่ยน ชิ้นนั้นออกทันที ส่วนหากเป็นโครงหลังคาไม้จะต้องดูว่าไม้ชำรุดหรือมีปลวกเกาะกินหรือไม่

    ในส่วนของวัสดุที่ใช้มุงหลังคานั้น โดยทั่วไปกระเบื้องมุงหลังคาจะมีอายุการใช้งานหลายปี หากตรวจสอบพบว่า กระเบื้องมุง หลังคา มีรอยแตกร้าวจนอาจจะก่อให้เกิดการรั่วซึมได้ ก็ให้เปลี่ยนแผ่นกระเบื้องนั้นเสียใหม่ เพราะหากปล่อยไว้ จะทำให้ น้ำฝนรั่วหรือซึมเข้าบ้านได้

    แต่หากเกิดปัญหามีน้ำรั่วซึมเข้ามาตามซอกของกระเบื้อง หรือมีการตีย้อนของลมทำให้น้ำฝนรั่วซึมเข้ามา นั่นแสดงว่าหลังคา ของบ้านอาจจะมีความลาดเอียงไม่ได้องศาพอเหมาะ หรืออาจจะเกิดจากการซ้อนแผ่นกระเบื้องนั้นเผื่อระยะที่ซ้อนน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะแก้ไขโดยรื้อปูใหม่ได้เอง หรือทางที่ดีควรจะตาม ช่างผู้ชำนาญงานมาแก้ไขต่อไป

    แต่ในช่วงหน้าฝนนั้นจะมารื้อหลังคาใหม่ทั้งหมดก็คงจะเป็นไปไม่ได้เห็นที จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเปิดฝ้า เพดานออกแล้วหาจุดรั่วซึมให้พบ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนหลังคา โดยใช้ไม้กระดาน ปูไปตามแนวของโครงหลังคา เพื่อป้องกัน มิให้โครงหลังคาพังหรือทะลุ ลงมา จากนั้นให้ใช้ซิลิโคน หรือฟริ้นโค้ททาอุดรอยรั่วซึมนั้นไว้ก่อน

    หากรอยรั่วเป็นแนวยาวให้ใช้ผ้าชุบฟริ้นโค้ทอุดไว้ตลอดแนว ก็พอจะแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี สำหรับหลังคา ที่มีลักษณะ เป็นดาดฟ้า อย่างเช่น อาคารพาณิชย์ทั่วๆ ไป บางครั้งพื้นบนดาดฟ้าของคุณอาจจะเป็นรอยแตกร้าว จนเป็นเหตุ แห่งการ รั่วซึม ซึ่งการจะซ่อมแซมก็ถือเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย เพราะจะต้องสกัดผิวซีเมนต์เดิมลึกประมาณ 1-2 ซม.ออก จากนั้น จึงเทปูนทรายผสมน้ำยากันซึมทับลงไปใหม่ให้หนากว่าพื้นเดิมอีก 2-3 ซม. แต่ในฤดูกาลที่เปียกชื้นเช่นนี้ คงต้องเอาตัวรอด ไปก่อนด้วยการ ทาฟริ้นโค้ทลงบนรอยแตกนั้น

    อย่างไรก็ตามหลังคาที่มีกันสาดจะช่วยลดการซึมของน้ำฝนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของบ้าน ที่มีทั้งลมและฝนปะทะเข้ามาตรง ๆ การทำกันสาดตรงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหา ได้ แต่หากคุณไม่ชอบก็อาจ จะเลือกใช้ กันสาดแบบผ้าใบชั่วคราวไปก่อนก็ได้

    ให้เวลาสักน้อยกับการซ่อมแซมหลังคาบ้านของคุณ ดีกว่าที่จะต้องมานั่งทนกับปัญหาการรั่วซึมไปตลอดช่วงฤดูฝนนี้

    Image by GLady from Pixabay

  • 5 พืชผักสวนครัว ที่ใช้กันบ่อย มีอะไรบ้างที่เราควรปลูก

    5 พืชผักสวนครัว ที่ใช้กันบ่อย มีอะไรบ้างที่เราควรปลูก

    สวนครัวคืออะไร ทุกคนรับรู้กันมานานแล้วนะครับ ว่ามุมหนึ่งมุมใดของบ้านที่ปลูกไว้พืชผักนานาชนิดที่รับประทานได้นั้น เราก็จะเรียกกันว่าสวนครัว แม้ที่ปลูกไว้ในกระถางก็เรียกรวมว่าสวนครัวเช่นกัน ภาพของสวนครัวจึงเป็นภาพที่เราไม่ต้องใช้เวลานึกกันนาน

    ตำแหน่งของสวนครัว สวนครัว ชื่อก็บอกอยู่เป็นนัย ๆ ใกล้ครัวคือตำแหน่งแห่งที่ที่เหมาะสมมากที่สุดของสวนครัว แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละบ้านด้วย บางบ้านตรงใกล้ ๆ ครัวอาจไม่มีที่ปลูก บางบ้านเป็นอพาร์ทเมนท์ เป็นคอนโดมิเนียม สวนครัวจึงเป็นสวนกระถางอยู่ที่ระเบียง ซึ่งมีทั้งกระถางตั้งแต่กระถางแขวน แต่ไม่ว่าจะตำแหน่งใด ก็ขอให้ตำแหน่งนั้นได้รับแสงอย่างน้อยก็สักครึ่งวัน ยืดหยุ่นได้บ้างนิดหน่อย

    ตำแหน่งของสวนครัวจึงไม่จำเพาะตายตัว และไม่ใช่เรื่องซีเรียสที่ต้องอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เป็นเรื่องของความเหมาะสมเฉพาะบ้าน ที่เจ้าของบ้านเป็นผู้ให้คำตอบเอง ซึ่งเรื่องตำแหน่งของสวนครัวนี้ก็ยังโยงไปถึงขนาดของสวนครัวด้วย พื้นที่ของตำแหน่งนั้นมีอยู่เท่าไร ขนาดของสวนครัวก็คงไม่กว้างไปกว่านั้น (เล็กกว่านั้นก็ได้) และเรื่องขนาดนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกของครอบครัว กับแรงงานและเวลาที่สมาชิกเหล่านั้นจะมีให้กับสวนครัว

    พันธุ์พืชสวนครัวต่อไปนี้ คือรายชื่อพืชผักที่จัดว่าเป็นพืชสวนครัว มานำเสนอพร้อมคุณสมบัติสั้น ๆ ให้พิจารณาเลือกใช้กัน

    โหระพา : ใช้บริโภคเป็นผักสดและใช้ประกอบอาหารอื่น กลิ่นหอม ช่วยแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ช่วยย่อยอาหาร

    กะเพรา: ใช้ใบสดใบอ่อนประกอบอาหาร เพื่อดับกลิ่นคาวของอาหารประเภทเนื้อ ช่วยแก้อาการท้องอืด

    สะระแหน่: อุดมไปด้วยวิตามินซี ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย มีกลิ่นหอมที่ช่วยให้ความคิดแจ่มใส

    แมงลัก: มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งและหัวใจขาดเลือด

    ผักชี : เป็นเหมือนสัญลักษณ์บอกว่าอาหารจานนั้นทำเสร็จแล้ว (โรยผักชีแล้ว) ผักชีนี้ยังช่วยย่อยอาหาร ทำให้ไม่เป็นโรคท้องอืดท้องเฟ้อ และ พืชผักปลูกง่ายๆในบ้านคุณยังมีอีกหลายชนิด เพียงแต่คุณจะเลือกปลูกอะไรเพื่อใช้ประโยชน์ของมันให้ได้มากที่สุด

    Image by WikimediaImages from Pixabay

  • 4 เมนู ว่านหางจระเข้ ที่ทำเองได้ง่ายๆ

    4 เมนู ว่านหางจระเข้ ที่ทำเองได้ง่ายๆ

    ว่านหางจระเข้ ไม่ได้มีประโยชน์ทางด้านความสวยความงามอย่างเดียวนะคะ แต่นำเอามาประกอบเป็นอาหารได้ด้วย แต่เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกัน ซึ่งสามารถทำได้ทั้ง ของคาว ของหวาน และนำมาเป็นเมนูเครื่องดื่มได้อีกด้วย เราจึงขอแนะนำ เมนูว่านหางจระเข้ ให้เพื่อนๆ ได้ลองทำกันดูค่ะ ไม่ยากเลย

    ฟรุ๊ตสลัดว่านหางจระเข้

    เครื่องปรุง
    วุ้นจากว่านหางจระเข้หั่นสี่เหลี่ยม 1 ถ้วยตวง
    ลูกเกด 1 ช้อนโต๊ะ
    สาคูเม็ดใหญ่ต้มครั้งหนึ่งแล้ว 2 ช้อนโต๊ะ
    น้ำตาลทรายเล็กน้อย แตงโม แอปเปิ้ล สับปะรด หั่นเป็นสี่เหลี่ยม

    วิธีทำ ต้มวุ้นว่านหางจระเข้ สาคู ลูกเกด ใช้น้ำเพียงขลุกขลิก ใส่น้ำตาลทรายลงไปด้วยเล็กน้อย เสร็จแล้วทิ้งให้เย็น เวลาจะเสิร์ฟ จังใส่แตงโม แอปเปิ้ล สับปะรดลงไป เติมน้ำแข็งเล็กน้อย

    ยำว่านหางจระเข้

    เครื่องปรุง
    ว่านหางจระเข้ใหญ่ๆ 1 ใบ
    หมูสับ 2 ช้อนโต๊ะ
    กุ้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 2 ช้อนโต๊ะ
    หอมแดง 3-4 หัว
    น้ำปลา มะนาว น้ำตาลปีบ พริกขี้หนู

    วิธีทำ
    ปอกเปลือกด้านนอกของใบว่านหางจระเข้ออก จะได้วุ้นมียางสีเหลืองๆ ให้ล้างน้ำหลายๆ ครั้งจนหมดยางและหมดกลิ่น หั่นวุ้นเส้นบางๆ เตรียมไว้ รวมหมูและกุ้งเข้าด้วยกัน ซอยหอมแดง ปรุงน้ำยำด้วยน้ำปลา มะนาวและน้ำตามปีบ เมื่อจะกินให้คลุกทุกอย่างเข้าด้วยกัน และใส่พริกขี้หนูซอย

    หมายเหตุ วิธีปอกว่านหางจระเข้ง่ายนิดเดียว ให้ปอกด้านนูนด้านเดียวก่อน แล้ววางเอาด้านที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกคว่ำลงใช้ช้อนแกงขูดเอาเนื้อออกจากเปลือกจะง่ายมากเลย

    ไอศครีมว่านหางจระเข้

    เครื่องปรุง
    ว่านหางจระเข้หั่นเป็นเส้นๆ 1 ช้อนโต๊ะ
    ไอศกรีมวานิลลา 1 ก้อน
    น้ำตาลทรายเล็กน้อย

    วิธีทำ เอาวุ้นว่านหางจระเข้ต้มกับน้ำตาลทราย เวลาเสิร์ฟ ตักเอาวุ้นวางลงไปในจาน แล้วตักไอศกรีมใส่ลงไป แต่งหน้าให้สวยงามตามชอบใจ

    น้ำว่านหางจระเข้โฮมเมด

    เครื่องปรุง
    น้ำมาะพร้าวอ่อน 2 ลูก
    ใบว่านหางจระเข้

    วิธีทำ ปอกว่านหางจระเข้ ล้างยางออกให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นๆ กะให้ได้ปริมาณสัก 2 ถ้วยตวง จากนั้นจึงต้มกับน้ำมะพร้าวอ่อนจนเดือด ทิ้งไว้ให้จนเย็น แล้วนำมาปั่นในเบลนเดอร์ เก็ยใส่ตู้เเย็นไว้กิน

    หมายเหตุ ตำรับนี้ใช้เป็นยาแก้ร้อน ดับกระหาย เวลาอากาศร้อนๆ จัดกินแล้วชื่นใจ กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

    ทำได้หลายเมนูขนาดนี้ ใครที่ยังไม่เคยปลูกสมุนไพรว่านหางจระเข้ไว้ที่บ้านล่ะก็ ขอแนะนำให้ปลูกค่ะ เพราะว่าเป็นพืชที่โตเร็ว ดูแลรักษาง่ายมาก แตกหน่อขยายพันธุ์ก็ง่าย ลองปลูกไว้ได้ใช้ประโยชน์หลายอย่าง นอกจากนำมารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกแล้ว ก็อย่าลืมนำมาประกอบอาหารกันดูนะคะ

    ภาพโดย Franziska Ingold จาก Pixabay

  • หนังสือ 47 โรนิน

    หนังสือ 47 โรนิน

    “47 โรนิน” มหาตำนานของเหล่าวีรบุรุษ เหตุการณ์จริงอันยิ่งใหญ่จากประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังคงใช้การปกครองระบบเจ้าขุนมูลนาย โดยมีท่านโชกุนเป็นผู้กุมอำนาจในประเทศ

    เมื่อท่านอาซาโน่ ไดเมียวแห่งอาโกะ ขุนนางผู้ซื่อสัตย์และเคารพความยุติธรรม ได้ถูกขุนนางกังฉินพูดจาถากถางจนเกิดโทสะและชักดาบในเขตพระราชฐาน…. ซึ่งการกระทำเช่นนั้นมีโทษถึงตาย!

    เมื่อเหล่าทหารหาญแห่งอาโกะ ซึ่งถูกลดเกียรติเหลือเพียง “โรนิน” หรือ “ซามูไรไร้นาย” ทราบเรื่องจึงรวมตัวกันเพื่อที่จะล้างแค้นให้เจ้านาย เพราะ ไม่มีซามูไรผู้ใดอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันกับฆาตกรที่ฆ่านายของเขาได้ แม้พวกเขาจะรู้ดีว่า ปลายทางของถนนเส้นที่พวกเขากำลังก้าวเดินจะนำไปสู่ความตาย แต่โรนินทั้งสี่สิบเจ็ดก็ปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและเต็มใจ

    นี่คือวิถีชีวิตแห่งบูชิโด จิตวิญญาณที่สร้างชาติญี่ปุ่นให้เกรียงไกร ลองอ่านดู…แล้วคุณจะรู้ว่า ทำไมพวกเขาจึงเป็นวีรบุรุษ