Author: admin

  • เด็กเลี้ยงยาก ข้อเท็จจริงและการแก้ไข

    เด็กเลี้ยงยาก ข้อเท็จจริงและการแก้ไข

    เด็กเลี้ยงง่าย= เด็กดี เด็กเลี้ยงยาก = เด็กไม่ดี

    ทัศนะพ่อแม่

    • ร้องกวนไม่เคยหยุด เป็นเวร เป็นกรรม ที่ได้ลูกคนนี้
    • รอไม่ได้ เรื่องกินนม เปลี่ยนผ้าอ้อม
    • กลัวว่าจะติดไปจนโต เอาแต่ใจตนเอง รอไม่ได้ เข้าสังคมไม่ได้
    • เราเลี้ยงดูดีหรือเปล่า ? เหนื่อยมากเลยกับลูกคนนี้
    • ทำไม ลูกคนอื่นเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยร้องกวนงอแง

    ข้อเท็จจริง

    • เด็กทุกคนที่เกิดมา มีพื้นฐานทางอารมณ์ไม่เหมือนกัน แม้แต่ พี่ กับน้อง
    • ควรดูแลเด็กเป็นเฉพาะคนไป ตามลักษณะนิสัย และพื้นฐานทางอารมณ์ ( ไม่ง่ายนัก เหมือนช่างตัดเสื้อ ไม่เหมือนเสื้อโหล )
    • การสื่อความหมายของเด็กเล็ก มีทางเดียว คือ การร้อง อาจร้องมาก หรือ น้อยขึ้นกับพื้นฐานทางอารมณ์ และการตอบสนองที่ได้รับ หากได้รับการตอบสนองที่ถูกต้อง ตามความต้องการ ( เช่นหิว ผ้าอ้อมเปียก มดกัด ร้อน หรือ อ้อนอยากให้อุ้ม ) รวดเร็วพอควรและ สม่ำเสมอ เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะร้องน้อยลง และเชื่อใจในผู้ปกครองยิ่งให้เด็กเล็กร้องมาก ยิ่งให้เด็กเล็กรอมาก ยิ่งไม่มีความเชื่อใจในบุคคลอื่น เหมือนไม่มีใครสนใจ ยิ่งทำให้เครียด และคิดว่า ไม่มีใครรัก และคิดว่าไม่มีใครต้องการ เป็นเด็กไม่ดี ( เด็กโตที่เคยถูกตามใจ ต้องค่อย ๆ เปลี่ยน )

    การแก้ไข

    • พยายามใจเย็น และตอบสนองต่อเสียงร้องของเด็กตามความต้องการ
    • เสียงร้องของเด็กมีหลายระดับ ต้องอาศัยเวลาทำความคุ้นเคย เหมือนการปรับคลื่นวิทยุให้สื่อสารกันได้กับเด็ก
    • หากเครียดมาก ควรหาบุคคลอื่นที่ไว้ใจได้ดูแลเด็กชั่วคราว ซัก 2 ถึง 3 ชั่วโมง ให้คุณพ่อคุณแม่ได้พัก มีเวลาตั้งสติ และทบทวนการเลี้ยงดูใหม่ เด็กรับรู้ความเครียด ได้จากการสัมผัส ยิ่งเครียด ยิ่งโกรธ ยิ่งทำให้เด็กร้อง และแย่ลงอีก
    • เมื่อสามารถสื่อสารกับเด็กได้แล้ว จะรู้ทางกัน และเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ และผู้ปกครอง
  • 8 ข้อแนะนำในการใช้ยาในเด็ก

    8 ข้อแนะนำในการใช้ยาในเด็ก

    การใช้ยาในเด็ก

    ข้อแนะนำในการใช้ยา

    1. ก่อนใช้ยา อ่านฉลากทุกครั้งให้ละเอียด และใช้ตามวิธีที่ระบุไว้ในฉลากทุกครั้ง

    2. ยาที่กิน ก่อนอาหาร ควรกินก่อนมื้ออาหารครึ่ง ถึง หนึ่งชั่วโมง

    3. ยาส่วนมากมักกิน หลังอาหาร ควรกินหลังอาหารทันที ถึง 15 นาที

    4. เมื่อลืมกินยาครั้งหนึ่ง ให้กินยาทันทีที่นึกได้ แต่ไม่เพิ่มยาเป็นสองเท่า ให้กินครั้งต่อไปตามปกติ

    5. ยาฆ่าเชื้อควรกินติดต่อกันทุกวัน ให้ครบกำหนด แม้อาการดีขึ้นในวันแรก ๆ เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา และกลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง
    โดยเฉพาะ หูอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดบวม หรือ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

    6. เมื่อกินยาแล้ว มีอาการที่อาจแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้นตามตัว แดง หรือ คล้ายลมพิษ มีไข้ บวมตามหน้า คอ ข้อพับ หรือ คลื่นไส้ อาเจียน ให้หยุดยาทันที แล้วรีบปรึกษา แพทย์ หรือ เภสัชกร ทันที

    7. ให้เก็บยาพ้นมือเด็ก พ้นแสงแดดจ้า ความร้อน และไม่เก็บในที่อับชื้น

    8. หากมีปัญหาเรื่องการใช้ยา ให้ปรึกษาทันที

    By: หมอสมเกียรติ

  • วิธีช่วยเหลือจัดการอารมณ์ของเด็กเล็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง

    วิธีช่วยเหลือจัดการอารมณ์ของเด็กเล็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง

    เด็กเล็กกับการเจ็บป่วยเรื้อรัง

    เด็กที่อยู่ในสภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องประสบกับความไม่สบายทางกายจากความรุนแรงของโรค การตรวจรักษาและความไม่สบายใจจากการต้องแยกจากพ่อแม่ไปอยู่โรงพยาบาล ถูกจำกัดอาหารที่ชอบ ไม่ได้เล่นสนุกตามวัย ไม่ได้ไปโรงเรียน ประสบการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางด้านอารมณ์

    ความรู้ ความเข้าใจในปฏิกิริยาทางจิตใจของเด็กต่อการเจ็บป่วยเรื้อรังจะช่วยให้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดกับเด็ก สามารถช่วยให้เด็กปรับตัวผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี

    เด็กจะมีปฏิกิริยาทางจิตใจมากหรือน้อยขึ้นกับ

    1.ความรุนแรงของโรค , ระยะเวลาการดำเนินของโรค

    2.ความเจ็บปวดที่ได้รับจากการตรวจวินิจฉัยและการรักษา

    3.ระยะเวลาที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

    4.ลักษณะพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็ก

    5.ความรักความผูกพันในครอบครัวและทัศนคติในการเลี้ยงดูของพ่อแม่

    อารมณ์และพฤติกรรมของเด็ก

    โดยทั่วไปเมื่อเด็กไม่สบายจะมีอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้งอแง ติดแม่มากขึ้น เด็กเข้าใจว่าการที่ไม่สบายหรือต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเพราะเขาเป็นเด็กไม่ดี และถูกลงโทษให้ต้องมาอยู่โรงพยาบาล บางครั้งเด็กคิดว่าแม่เอามาทิ้งเพราะเขาทำผิดหรือแม่ไม่รัก เด็กจะรู้สึกโกรธและแสดงออกทางพฤติกรรมต่อต้าน เช่น ไม่ยอมกินอาหาร ไม่ยอมกินยา มีพฤติกรรมกลับไปเป็นเด็กเล็ก เช่น ดูดนิ้ว โยกตัว ไม่พูด ปัสสาวะรดที่นอน พฤติกรรมอื่น ๆ เช่นกินน้อย นอนไม่หลับ เหม่อลอย

    การช่วยเหลือ

    1. เตรียมเด็กก่อนเข้าโรงพยาบาล ควรบอกให้เด็กรู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 – 2 วัน โดยใช้ภาษาง่ายๆ ให้เด็กรู้ถึงความจำเป็นในการอยู่โรงพยาบาล เพื่อช่วยให้เขาสบายขึ้น ถ้าเด็กสงสัยเปิดโอกาสให้ซักถาม โดยพูดความจริงกับเด็กว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลแล้วจะต้องพบกับอะไรบ้าง เช่น หมอ พยาบาล จะดูแลเขาอย่างไร เขาจะกินอย่างไร นอนอย่างไร การให้เด็กได้เล่นเป็นหมอ เป็นผู้ป่วย จะทำให้เด็กเกิดความเคยชินและคลายกังวล ท่าทีที่พ่อแม่พูดกับเด็กด้วยความเชื่อมั่นในการรักษาพยาบาลก็จะทำให้เด็กเกิดความสบายใจไปด้วย

    2. แรกรับเข้าโรงพยาบาล เด็กจะต้องร้องไห้ ปล่อยให้เขาร้องสักพักเพื่อจะได้ลดความกลัว ถ้ารู้สึกว่าเขากลัวมาก ควรให้เขาได้พูดคุยกับหมอหรือพยาบาล และพ่อแม่ช่วยปลอบให้ความมั่นใจ เด็กจะสบายใจขึ้นเมื่อมีสิ่งคุ้นเคยที่ชอบมากอยู่ใกล้ ๆ เช่น ของเล่นชิ้นโปรดหรือของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของแม่

    3. เมื่อท่านจะกลับ ควรบอกเด็กว่าท่านจะมาอีกเมื่อไหร่ ไม่ควรให้สัญญากับเด็กแล้วไม่ทำตามสัญญา การไปเยี่ยมสม่ำเสมอจะทำให้เด็กรู้ว่าไม่ถูกทอดทิ้ง เมื่อมาเยี่ยมควรทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาบ้าง เช่น เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า ป้อนอาหาร คุยเล่นด้วยท่าทียิ้มแย้มให้กำลังใจเขา

    4. เมื่อกลับบ้าน เด็กอาจจะมีพฤติกรรมที่ติดพ่อแม่มากขึ้น งอแง เอาแต่ใจตัว เกเร แกล้งพี่หรือน้อง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาหลังการเจ็บป่วยและจากการจากบ้าน เพราะเด็กไม่สามารถปรับตัวได้ทันที

    เมื่อกลับบ้านในระยะแรก ควรช่วยโดย

    4.1 ควบคุมพฤติกรรมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

    4.2 ไม่ติเตียนหรือทำโทษเกินไป หรือออกอารมณ์กับเด็ก

    4.3 ถ้ามีการอิจฉากันระหว่างพี่น้อง ควรอธิบายให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจ

    4.4 เด็กต้องการความเข้าใจและมั่นใจจากท่าน พ่อแม่ควรให้กำลังใจ ค่อย ๆ ฝึกเด็กใหม่ด้วยความใจเย็นและอดทน ไม่ช้าพฤติกรรมทั้งหลายจะกลับคืนปกติได้

    ที่มา: ชมรมจิตเวชเด็กแห่งประเทศไทย

  • เรื่องของฟันในเด็ก ความเชื่อและความเป็นจริง

    เรื่องของฟันในเด็ก ความเชื่อและความเป็นจริง

    “เรื่องของฟันในเด็ก”

    ความเชื่อของผู้ปกครอง

    1.ไม่เห็นต้องสนใจฟันน้ำนมเลย ฟันแท้ขึ้นค่อยมาดูแลดีกว่า

    2.ลูกหลานเรา อายุ 6 เดือนแล้ว ฟันยังไม่ขึ้นเลย ผิดปกติแน่ ๆ

    3.เด็กข้างบ้านฟันขึ้นตั้งแต่อายุ 4 เดือน คงมีกระดูกแข็งแรงมาก

    4.ลูกหลานเราฟันน้ำนมดูไม่สวยเลย สงสัยฟันแท้ก็ไม่สวยด้วย เอาไปจัดฟันดีกว่าเห็นฮ๊อตดี

    5.ควรใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์แต่เล็กเลย ไม่เห็นมีโทษอะไร ดีเสียอีก ฟันน่าจะแข็งแรงดี

    6.จุกหัวหลอก ไม่ควรใช้ จะทำให้น้องฟันเหยิน หรือ เสียรูปร่าง

    ความเป็นจริงที่ต้องบอกต่อ

    1.โดยทั่วไป ฟันน้ำนมซี่แรกจะขึ้นหลังอายุ 4 เดือน ส่วนใหญ่ ราวๆ 6 เดือน ถึง 12 เดือน

    2.การขึ้นของฟันน้ำนมเร็ว หรือ ช้า เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ หากพ่อแม่ มีฟันน้ำนมขึ้นช้า ฟันของลูกก็ช้าด้วย ถามย่า ถามยายดู

    3.หากไม่มีฟันซี่แรกเลย หลังอายุ 1 ปี ให้ดูว่ามีตัวเตี้ย ไม่มีเหงื่อ หรือ มีความผิดปกติเรื่องของการเติบโต และพัฒนาการอื่น หรือไม่ หากทุกอย่างปกติ ไม่ต้องกังวล รอได้อีกหน่อย

    4.จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องดูแลฟันน้ำนมแต่ต้น ให้น้องเรียนรู้การทำความสะอาดฟัน ตั้งแต่เล็ก 1-2 เดือนแรกเลย โดยใช้ผ้าอ้อมสะอาดชุบน้ำต้มสุก พันรอบนิ้ว และเช็ดบริเวณกระพุ้งปาก และเหงือก เช้า และเย็นก่อนนอน เพื่อฝึกนิสัยที่ดีในการทำความสะอาด เมื่อจับของได้ให้เล่นแปรงสีฟันอันเล็ก ๆ ปลายนิ่ม หัดแปรงตุ๊กตา หรือ พ่อแม่เล่น ๆ เมื่อโตขึ้น จะทำให้ตัวเอง

    5.ไม่จำเป็นต้องดัดฟันน้ำนม เนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์กันกับการเรียงระเบียบ ของฟันแท้ในอนาคต ยกเว้นฟันน้ำนมไม่โยก หรือ หลุดในเวลาอันควร อาจต้องช่วย เพื่อเปิดทางให้ฟันแท้เรียงกันดี ๆ

    6.ไม่ควรใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ จนกว่าจะอายุ 3 ปี เนื่องจากมีปริมาณฟลูออไรด์ ที่สูงมาก น้องจะกลืน และกิน เนื่องจากมักทำให้มีรสชาดดี ฟันแท้จะไม่เรียบ และมีสีขาวขุ่นแทรก ดูไม่สวยงาม หากเลย 3 ปีแล้ว อาจให้ยาสีฟันเพียงขนาดเม็ดถั่วเขียว ก็เพียงพอ

    7.หากกินนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก แนะนำให้ฟลูออไรด์เสริมได้ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

    8.หากกินนมผสม ต้องดูว่า มีปริมาณฟลูออไรด์ เท่าใด ใน น้ำประปา และน้ำดื่มที่บ้าน หากไม่พอ ต้องเสริมให้

    9.จุกหัวหลอก ( pacifier ) ไม่ควรใช้ในเด็ก อายุมากกว่า 3 ปี จะมีผลต่อการเติบโต และการเรียงตัวของฟันแท้ได้ หากใช้ในเด็กเล็ก ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่บ่อย ไม่มีโทษใด ๆ

    หมอสมเกียรติ

  • เด็กติดผ้าเน่า ความเป็นจริงและข้อแนะนำ

    เด็กติดผ้าเน่า ความเป็นจริงและข้อแนะนำ

    เด็กติดผ้าเน่า, ตุ๊กตาน้องเน่า

    ทัศนะผู้ปกครอง

    1. ดูไม่สวย ดูไม่ดี ทำให้ขายหน้า

    2. อาจเป็นแหล่งเชื้อโรค ทำให้ลูกป่วยบ่อย

    3. กลัวจะติดไปจนโต เป็นเด็กต้องพึ่งสิ่งอื่น ๆ ตลอดไป

    4. คิดว่าอาจเป็นสิ่งบกพร่องจากการเลี้ยงดู

    ข้อเท็จจริง

    1. เป็นสิ่งที่เด็กพึ่งได้ จับต้อง กอดแล้วจะรู้สึก พอใจ สบายใจ ลดความเครียด

    2. จะติดอยู่ช่วงอายุหนึ่ง และจะหายไปเมื่ออายุราว 3 ถึง 5 ปี เนื่องจาก เกิดความอายเอง

    3. เป็นขบวนการพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจ ( trust ) อย่างหนึ่ง เมื่อเด็กรู้สึกว่า สามารถเชื่อ และไว้วางใจผู้ใหญ่ได้ ( อย่าผิดสัญญากับเด็ก ) จะหยุดสิ่งของอื่น ๆที่เคยยึดถือ

    4. ยิ่งห้าม ยิ่งแยก ผ้าขี้ริ้วออกไป จะยิ่งหวง และกังวลมาก

    ข้อแนะนำ

    1. ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ลูกหลานเราเป็นมากเกินไปหน่อย

    2. หากดูสกปรกมาก ให้นำมาทำความสะอาดได้ แต่ห้ามนำไปทิ้ง หากดูเก่ามาก อาจค่อย ๆ ตัดให้มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือบางส่วนไว้ และหมดไปโดยเด็กไม่รู้ตัว จะปรับอะไรต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปหักด้ามพร้า

    By: หมอสมเกียรติ

  • 3 ปัจจัยหลักที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อคิดจะสร้างบ้าน

    3 ปัจจัยหลักที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อคิดจะสร้างบ้าน

    ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตามที่ผ่านมา มนุษย์เราก็มักจะสร้างบ้านด้วยวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งทั้งวัสดุและรูปร่างหน้าตาของบ้านจะสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของที่นั้นๆ บ้านในเขตหนาวจึงเป็นอิฐ หิน ปูน ดูทึบและให้ความอบอุ่น บ้านในเขตร้อนจึงเป็นบ้านไม้โปร่ง มุงด้วยหญ้าคาหรือกระเบื้องดินเผา ไม่มีบ้านแบบสวิสที่มีเสาโรมันเหมือนสมัยนี้ แต่ไม่ว่ารสนิยมใครจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะสร้างบ้านด้วยอะไรก็ตาม บ้านและที่ดินสร้างบ้านก็ถือเป็นการลงทุนลงแรงครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษย์

    สถานที่ที่เราอยู่อาศัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตเรา มีความหมายมากไปกว่าที่คุ้มแดดคุ้มฝนและซุกหัวนอน สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงให้มากมิใช่แค่โครงสร้างทางวิศวกรรมเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมายที่จะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างมีความสุขมากที่สุด เพราะบ้านจะเป็นสถานที่แห่งเดียวที่เราสามารถพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างผ่อนคลายและปลอดโปร่งที่สุด เป็นสถานที่ที่เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนที่เรารักที่สุดด้วย

    สถานที่ที่เราอยู่นั้นมีอิทธิพลต่อเราหลายประการ ทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึกและสุขภาพร่างกาย คนจีนนั้นเชื่อว่าความรู้สึกของคนเราต่อสถานทีใดๆก็ตามสัมพันธ์กับพลังงานแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในโลกและในร่างกายเรา ทำให้บางคนมีความรู้สึกชอบที่จะอยู่บนเนินเขาหรือภูเขาสูง บางคนชอบที่หุบเขา บ้างก็ชอบอยู่ในที่โล่งแจ้ง ชอบอยู่ใกล้ต้นไม้บ้าง ใกล้น้ำไหลบ้าง น้ำนิ่งบ้าง บางคนชอบบ้านเก่าที่ซึมซับความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น เพราะให้ความรู้สึกของการสืบสานสืบต่อที่เนื่องกันมาตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน แต่บางคนชอบอยู่บ้านใหม่เอี่ยมมากกว่า เพราะเห็นว่าการย้ายเข้าบ้านใหม่ให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สดชื่น เพราะฉะนั้น การเลือกบ้านสักหลังนอกจากจะต้องพิจารณาทำเลแล้วยังต้องฟังเสียงจากข้างในใจเราให้มากด้วย

    การวิเคราะห์ความรู้สึกของเราต่อสถานที่ที่เราอยู่ในปัจจุบันมีความสำคัญและจะเป็นประโยชน์มากทีเดียว ถ้าเราอยู่แล้วไม่มีความสุขก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ หาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่น ภาวะห่อเหี่ยวเศร้าซึมที่อาจเกิดขึ้นได้กับคุณ อาจจะเป็นเพราะว่าคุณไม่ค่อยจะได้รับแสงในช่วงกลางวัน นี่หมายถึงแสงธรรมชาตินะคะ ไม่ใช่แสงไฟในบ้านทึบทึมของคุณ ถ้าเป็นเช่นนั้น การออกมารับแสงแดดนอกบ้านมากขึ้นจะช่วยบรรเทาลงได้ นอกจากนี้อาจแก้ไขที่ตัวบ้านด้วยการทาสีผนังด้วยสีขาวหรือโทนสีอ่อนๆ ตัดกิ่งไม้ที่ปกคลุมปิดบังแสงสว่างออกไปบ้าง ขยายหน้าต่างให้กว้างขึ้น หรือเจาะช่องรับแสงเพิ่ม

    นอกจากจะเข้าใจความทุกข์ที่บ้านสร้างให้คุณแล้ว ถ้าคุณมีความสุขดีกับการอยู่บ้านก็ยังต้องเข้าใจด้วยว่าอะไรทำให้สุข เมื่อมีโอกาสเลือกบ้านหลังใหม่ ไม่ว่าจะซื้อหรือเช่าเขาก็ตาม จะได้นำปัจจัยนั้นมาประกอบการตัดสินใจ

    มีงานวิจัยในสหราชอาณาจักรหลายชิ้นทีเดียวที่ให้คำแนะนำว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆไม่ควรอาศัยอยู่ในที่สูง เช่น แฟลต หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งข้อนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะการต้องอุ้มเด็กขึ้นๆลงๆ ต้องหอบหิ้วของที่จับจ่ายเข้าบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก โดยเฉพาะในกรณีที่ลิฟท์เสีย หรือไม่มีลิฟท์ นอกจากนั้นเด็กๆยังต้องอยู่แต่ในบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน เท้าไม่ได้สัมผัสดิน จมูกไม่ได้สูดกลิ่นไอธรรมชาติ เด็กต้องเล่นอยู่แต่ในบ้านเพราะดูแลง่ายกว่าปล่อยออกมาข้างนอก โอกาสที่จะเจอเพื่อนบ้านก็มีน้อย เรียกว่าจะเจอกันทีอาจต้องโทรนัดล่วงหน้า

    ภาวะเช่นนี้อาจทำให้เด็กเหงาและโดดเดี่ยว จิตใจห่อเหี่ยวเศร้าซึม หรืออาจมีปัญหาทางจิตใจแบบอื่น พบว่าครอบครัวที่อยู่แฟลตมักมีการเจ็บไข้ได้ป่วยมากกว่าปกติ เด็กๆมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจมากกว่าอยู่บ้านที่มีต้นไม้ใบหญ้าและมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติในที่โล่งแจ้ง

    ในสภาพบีบคั้นทางสังคมอาจทำให้เราไม่มีทางเลือกในเรื่องที่อยู่อาศัยมากนัก แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะถวิลหาสภาพแวดล้อมแบบชนบทก็ตาม แต่คนเราทุกวันนี้ก็มีแนวโน้มจะใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น เพราะเมืองเป็นศูนย์กลางสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นศูนย์กลางสำหรับการหางานทำ เป็นแหล่งรายได้สำหรับคนที่ผ่านระบบการศึกษาที่ผลิตคนสนองระบบเศรษฐกิจ

    ประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ก็จะมีผู้คนหนาแน่นขึ้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดน้อยลง มลพิษรุนแรงขึ้น

    มีตัวเลขประมาณการว่ามลพิษทางอากาศในเขตเมืองเป็นตัวการของโรคมะเร็งปอดร้อยละ 1 ส่วนยวดยานบนท้องถนนที่ปล่อยสารพิษออกมานับร้อยชนิดก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อสุขภาพชาวเมืองทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี การอยู่ในชนบทก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะหลีกเลี่ยงปัญหาสารพิษไปได้ เพราะบางพื้นที่ที่ทำการเกษตรแบบเข้มข้นซึ่งใช้สารเคมีมากก็อาจทำให้คุณและครอบครัวเผชิญปัญหาแบบใหม่อีกเช่นกัน

    แต่ไม่ว่าสภาพแวดล้อมนอกบ้านจะเป็นอย่างไร เราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านหรือภายในบ้านให้เหมาะสมได้ เป็นต้นว่า เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พอจะเปลี่ยนได้ เช่น สี อุณหภูมิ การหมุนเวียนถ่ายเทอากาศ ผนังบ้าน พื้นบ้าน ในกรณีที่คุณมีบ้านอยู่แล้วหรือเช่าบ้านที่เจ้าของเขาเต็มใจให้ปรับปรุง

    วัสดุก่อสร้าง

    สำหรับผู้ที่คิดจะสร้างบ้านใหม่ สิ่งที่ควรคำนึงถึงนอกจากแบบแปลนของตัวบ้านแล้ว วัสดุที่เลือกใช้ก็มีความสำคัญยิ่ง วัสดุที่มีน้ำหนักมากอย่างซีเมนต์ อิฐ หิน มีคุณสมบัติในการเก็บความร้อนสูง ส่วนวัสดุน้ำหนักเบาอย่างไม้ กระเบื้องแผ่น หรือ Plasterboard จะไม่เก็บความร้อน บ้านจะร้อนเร็ว เย็นเร็ว เหมาะกับบ้านหลังเล็กๆที่ไม่ค่อยได้รับแสงแดด

    ฉนวนกันความร้อนที่ใช้ในบ้านก็มีความสำคัญมาก วัสดุที่ คาเรน คริสเตนเซนแนะนำไว้ในหนังสือ The Green Home ที่เธอเขียน บนหลักการที่ว่าเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและไม่ใช้พลังงานในการผลิตมากมายนัก ได้แก่ เซลลูโลส(ผลิตจากกระดาษใช้แล้ว) เพอไล้ท์ เวอมิคูไล้ท์ และไม้คอร์ก ส่วนฝ้าเพดานให้ใช้ยิบซั่มบอร์ด สำหรับวัสดุกันซึมให้ใช้ปูนผสมน้ำมันลินซีด (linseed oil putty) และซิลิโคน

    วัสดุปูพื้นสำหรับบ้านของวันนี้ สามารถเลือกได้ตามความชอบส่วนตัวและความเหมาะสมของแต่ละห้อง ได้แก่ อิฐ หินชนวน ไม้ คอนกรีต กระเบื้องเซรามิก หินอ่อน ถ้าจะใช้พรม ควรใช้เส้นใยธรรมชาติ เช่น ขนสัตว์ หรือผ้าฝ้าย

    เครื่องเรือนทั้งหลายในบ้านเราคงหาเครื่องเรือนไม้ไม่ยากนัก บางประเภทอาจเป็นโลหะเคลือบอีนาเมลก็ได้ วัสดุปูพื้นผิวที่ใช้งานของเครื่องเรือนแต่ละอย่างก็เลือกได้ตามประโยชน์ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นไม้ กระเบื้องเซรามิก หินแกรนิต หรือหินอ่อน

    สีทาบ้าน

    การใช้สีทาบ้านมีผลในทางจิตวิทยาต่อผู้อยู่อาศัยทั้งในด้านบวกและด้านลบ สีเข้มโทนอบอุ่นสามารถทำให้ห้องที่มีขนาดใหญ่มีความอบอุ่นสบายขึ้นจนคุณรู้สึกได้ ทั้งยังให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยด้วย

    ส่วนการทาสีผนังบ้านด้วยสีขาวล้วนๆ หรือสีอ่อนเพียงสีเดียว จะทำให้ห้องที่มีขนาดเล็กดูใหญ่โตกว้างขวางขึ้น ในหน้าร้อนยังทำให้มีความรู้สึกเย็นลงด้วย

    เด็กๆนั้นมักชอบแม่สีเข้มๆ เช่น แดงจัด เหลืองจ้า หรือน้ำเงินเข้ม จึงควรใช้สีเหล่านี้ประกอบกันพอประมาณในห้องนอนเด็ก ห้องที่เด็กมักเล่นกัน ห้องครัวของบ้าน เป็นการสร้างบรรยากาศร่าเริงสดใส แต่ว่าไม่ควรใช้แม่สีเหล่านี้มากเกินไปเพราะจะมีผลในทางกระตุ้นร่างกาย เช่น ทาห้องด้วยสีแดงทั้งห้อง สีแดงจะมีผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น จึงควรใช้สีกลางๆเบรคเอาไว้เพื่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม

    ส่วนสีฟ้าอ่อนและเขียวอ่อนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ช่วยสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบขึ้นภายในบ้าน ดังนั้นสีฟ้าอ่อนกับสีเขียวอ่อนจึงเหมาะกับห้องนอน

    สีม่วงอ่อนนั้นว่ากันว่าช่วยเร้าจินตนาการ ส่วนสีเหลืองกระตุ้นจิตใจให้สดชื่นกระตือรือร้น จึงเป็นเหตุให้นิยมใช้ดอกไม้สีเหลืองไปเยี่ยมไข้

    สีชมพูจางมีผลต่อวัยผู้ใหญ่ในทางทำให้จิตใจสงบลง ในสหรัฐอเมริกามีการใช้สีชมพูอ่อนทาที่ผนังคุก เพื่อช่วยให้นักโทษที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้สงบและเยือกเย็นลง แต่จากการศึกษาของนักวิจัยชาวนิวซีแลนด์พบว่า สีชมพูไม่มีผลเช่นนี้กับเด็ก ในทางตรงข้ามกลับช่วยปลุกเร้าและกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนความแข็งแกร่งของร่างกาย

    เมื่อเลือกสีทาห้องให้ลูกจึงควรพิจารณาบุคคลิกของเด็กด้วย เด็กที่ขี้ตื่นตกใจง่าย อาจช่วยให้เด็กสงบลงได้ด้วยการทาห้องด้วยสีเขียวหรือสีฟ้า เด็กที่มีบุคคลิกเก็บตัวเงียบขรึม อาจเลือกใช้สีโทนอบอุ่นเพื่อช่วยกระตุ้นให้สดใสขึ้น เป็นต้นว่า สีพีช เหลือง หรือชมพู

    นอกจากที่กล่าวมานี้แล้ว เฉดสีก็มีความสำคัญมากทีเดียวในการใช้เพื่อหวังผลตามที่คุณต้องการ อย่างเช่น สีเขียวตองอ่อนหรือเขียวน้ำทะเลที่สว่างๆจะมีผลในทางผ่อนคลาย แต่ถ้าเป็นเขียวออกเหลืองอาจทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายเนื้อสบายตัวก็ได้ ผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า การทาห้องน้ำด้วยสีเขียวออกเหลืองน่าเกลียดนี้ ทำให้พนักงานลดเวลาเข้าไปซุบซิบนินทาในห้องน้ำลง เพิ่มเวลาทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    เมื่อพูดถึงเรื่องสีแล้ว การเลือกฃนิดของสีที่จะใช้ในบ้านก็มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะสีทาบ้านที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบันนี้มีมากมายหลายประเภท สีน้ำมันมักมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โลหะหนัก มีกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะเมื่อทาเสร็จใหม่ๆ อาจทำให้ปวดศรีษะ หรือคลื่นไส้ เวียนหัวได้ สีที่ใช้ทาภายในควรเป็นสีผสมน้ำและเปิดห้องให้ระบายอากาศทิ้งไว้จนหมดกลิ่นก่อนเข้าไปอยู่

    สีธรรมชาติจริงๆก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ราคาแพงเป็น 2-3 เท่าของสีปกติ เรียกว่าสีอินทรีย์ หรือ Organic paints สีชนิดนี้พัฒนาขึ้นมาในเยอรมันตะวันตก ผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นพืชและแร่ธาตุต่างๆ ในกระบวนการผลิตจึงไม่ก่อมลพิษให้สิ่งแวดล้อม วัสดุธรรมชาติที่นำมาใช้ก็เช่น ขี้ผึ้ง น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้ม กาว ดินสอพอง เป็นต้น ไม่มีสารกำจัดเชื้อราหรือสารเคมีใดๆ เวลาใช้จะมีก็เพียงกลิ่นน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชเท่านั้น

    สำหรับบ้านเรามีสีหลายยี่ห้อที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นสีเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ มีการลดสารปรอท สารตะกั่วลงให้น้อยที่สุดหรือไม่ให้มีอยู่เลย บางยี่ห้อเป็นสีน้ำพลาสติกที่ทำจากอะคริลิคล้วนผสมเม็ดสี ซึ่งเราสามารถเลือกหาซื้อและสอบถามกันได้ตามร้านค้าที่จำหน่ายทั่วไป

    แสงสว่างในบ้าน

    นอกจากเรื่องสีทาบ้านแล้ว แสงก็มีความสำคัญเช่นกัน บ้านที่แสงไม่พอนอกจากจะไม่น่าอยู่แล้วโอกาสเกิดอุบัติเหตุก็มีมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรสร้างบ้านให้มีช่องรับแสงธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อเราจะได้ใช้แสงธรรมชาติอย่างน้อยก็ในช่วงกลางวัน อาจด้วยการเพิ่มหน้าต่าง หรือใช้วัสดุโปร่งแสงอย่างกระจก หรืออิฐแก้วเข้ามาช่วย หรือทาห้องด้วยสีอ่อนๆ โดยเฉพาะห้องที่หันไปทางทิศใต้ ส่วนตอนกลางคืนก็คงหนีไม่พ้นต้องใช้หลอดไฟ

    เป็นที่ทราบกันดีว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นช่วยประหยัดไฟฟ้ามากกว่าหลอดไส้ เพราะใช้ไฟเพียง 1 ใน 5 ของหลอดไส้ที่มีความสว่างเท่ากัน นอกจากนั้นอายุการใช้งานของหลอดฟลูออเรสเซนต์ยังมากกว่าหลอดไส้ถึง 5 เท่า แสงนุ่มสม่ำเสมอกว่า แต่ทว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมามากกว่า ทั้งยังปล่อยรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตออกมาในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆตามอายุการใช้งานและตามความเสื่อมของฟอสฟอรัสที่เคลือบด้านในหลอด

    ต่อมาก็มีหลอดไฟชนิดที่ช่วยประหยัดไฟออกมา รู้จักันทั่วไปว่า “หลอดผอม” หลอดไฟฟ้าชนิดนี้ใช้สารเคลือบด้านในที่มีประสิทธิภาพในการส่องสว่างมากขึ้นกว่าเดิม มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนเปลี่ยนมาใช้หลอดผอมกันมากขึ้น

    อยู่มาไม่นานนัก ก็มีการพัฒนาหลอดไฟให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยสามารถประหยัดพลังงานได้ 75-85% แตกต่างกันไปตามยี่ห้อ หลอดประหยัดไฟรุ่นล่าสุดนี้เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบคอมแพ็ค มีขนาดกระทัดรัดสมชื่อ อายุการใช้งานยาวนาน 8 -10 เท่าของหลอดไส้ธรรมดา และให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไส้

    จากการสำรวจหลอดประหยัดพลังงานในท้องตลาด  พบว่า ในความสว่างที่เทียบเท่ากับหลอดไฟแบบไส้ 40 วัตต์นั้น หลอดประหยัดพลังงานจะประมาณ 7-9วัตต์เท่านั้น หากต้องการแสงสว่างมากขึ้น ก็ใช้หลอดที่มีกำลังส่องสว่างมากขึ้น ราคาในแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกันไป

    ล่าสุดก็มีการออกแบบให้แยกบัลลาสต์ออกจากตัวหลอดได้ โดยที่บัลลาสต์จะมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดไฟ 3 เท่าตัว ซึ่งหมายความว่าจะทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหลอดไปได้มากกว่าเดิมที่หลอดไฟกับบัลลาสต์อยู่ติดกัน

    ข้อดีของหลอดประหยัดไฟที่ว่านี้ยังเหมาะกับการใช้งานในบริเวณที่เปลี่ยนไฟยาก เช่น ตามร้านอาหาร โรงแรม สถานบรรเทิงเริงรมย์ต่างๆ สำหรับตามบ้านก็เหมาะกับไฟรั้วหน้าบ้านที่ต้องเปิดทิ้งไว้นานๆ หรือในจุดที่ต้องเปิดไฟไว้เป็นเวลานานเกินกว่า 3 ชั่วโมงขึ้นไป อย่างตามสำนักงานทั่วไป

    นอกจากนี้ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดยังมีน้อยกว่าหลอดไฟธรรมดามาก ถ้าใช้ในห้องปรับอากาศก็ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องสูญเสียความเย็น ทั้งยังปลอดภัยกว่าหลอดธรรมดาในแง่ของการอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ เพราะเป็นหลอดไฟที่มีความร้อนน้อยนี้เอง

    เรื่องของหลอดไฟนี้ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจสามารถไปเดินเลือกดูได้นะคะ เพราะตามกล่องบรรจุจะบอกสรรพคุณไว้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งเทียบความส่องสว่างของหลอดประหยัดไฟกับหลอดไส้ธรรมดาไว้ด้วยทุกยี่ห้อ เพื่อให้นึกออกว่าจะใช้ความส่วางสักเท่าไร

    นี่ก็เป็นข้อที่เราจะช่วยประหยัดพลังงานในบ้านได้อีกทางหนึ่งนะคะ แต่สำหรับผู้บริโภคทุกคนนั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายเหลือเกินที่ท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อใช้อิทธิพลในฐานะที่เป็นผู้บริโภค เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลงทุกวันนี้ให้ดีขึ้น วิถีชีวิตของเรา ผลิตภัณฑ์ที่เราซื้อเข้าบ้าน ล้วนส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลไปถึงระดับชุมชนและระดับชาติด้วย

  • ธาตุเหล็กสำคัญกับร่างกายอย่างไร

    ธาตุเหล็กสำคัญกับร่างกายอย่างไร

    พูดถึงธาตุเหล็ก…อย่าเข้าใจผิดว่าเหล็กเป็นท่อนๆนะคะ ธาตุเหล็กเป็นสารที่ร่างกายต้องการเป็นประจำทุกวัน โดยต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ รู้ไหมค่ะว่าธาตุเหล็กนั้นเป็นส่วนประกอบในการสร้างสีเม็ดเลือด ทำหน้าที่พาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วถ้าร่างกายขาดจะเป็นอย่างไนนะ

    ธาตุเหล็ก เป็นสารที่ร่างกายต้องการเป็นประจำทุกวัน โดยต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีหน้าที่ที่สำคัญ ๆ คือ ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบในการสร้างสีเม็ดเลือด (ฮีโมโกลบิน) ซึ่งทำหน้าที่พาออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้มีแรงในการทำงาน และธาตุเหล็กยังมีความสำคัญต่อพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้ในเด็กตั้งแต่ทารก ตลอดจนทุกวัย

    ในเด็กทารก โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ทำให้พัฒนาการด้านการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวต่าง ๆ และการประสานการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ลดลง พัฒนาการด้านจิตใจและพฤติกรรมด้อยกว่าเด็กปกติ เด็กจะติดแม่หรือพี่เลี้ยง ขลาดกลัว ไม่กล้าลอง และเรียนรู้จากสิ่งรอบ ๆ ตัว ทำให้โอกาสการเรียนรู้ลดน้อยลง การเสียศักยภาพพัฒนาการและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากปัญหานี้เป็นการสูญเสียถาวร แม้จะมีการแก้ไขโลหิตจางให้หายได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้ไม่สามารถแก้ไขให้กลับสู่ระดับเดิมตามศักยภาพได้อีก

    ในเด็กโตขึ้นมาตั้งแต่วัยก่อนเรียนตลอดจนวัยรุ่น โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กทำให้มีผลต่อสมาธิการเรียน ความจำ และความสามารถในการเรียนรู้และสติปัญญา พบว่าถ้าโลหิตจางเกิดในช่วงวัยที่โตแล้ว เมื่อแก้ไขโลหิตจางได้ก็สามารถแก้ให้ระดับการเรียนรู้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กที่ไม่มีปัญหาได้ แต่ถ้าเด็กมีปัญหามาตั้งแต่วัยทารก และเกิดปัญหาซ้ำในวัยที่โต ส่วนที่เกิดปัญหาในช่วงทารกก็ไม่สามารถแก้ไขได้อยู่ดี

    ด้วยความสำคัญดังกล่าว การป้องกันไม่ให้เกิดการขาดธาตุเหล็กจนถึงขั้นโลหิตจางในแม่และเด็ก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันปัญหาในทารกและเด็กวัยต่าง ๆ

    การขาดธาตุเหล็กในระยะตั้งครรภ์ ทำให้เสี่ยงต่อการคลอดลูกก่อนกำหนด หรือน้ำหนักคลอดต่ำ (น้อยกว่า 2,500 กรัม) เด็กเหล่านี้จะมีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายน้อย แม้จะให้นมแม่อย่างเต็มที่ก็จะยังไม่พอ ต้องได้รับการเสริมยาน้ำธาตุเหล็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน

    สำหรับเด็กที่คลอดน้ำหนักปกติและครบกำหนดมักไม่มีปัญหาโลหิตจาง จนอายุ 4-6 เดือนไปแล้ว เนื่องจากได้กินนมแม่ ซึ่งเหล็กถูกดูดซึมไปใช้ได้ดีและยังสามารถใช้เหล็กที่สะสมในช่วงอยู่ในครรภ์มารดามาใช้ด้วย แต่พอเลยช่วงอายุนี้แล้ว นมแม่อย่างเดียวไม่สามารถให้ธาตุเหล็กได้อย่างเพียงพอ ต้องมีการให้อาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กมากพอ จึงจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในช่วงอายุที่นับว่าวิกฤติ คือระยะขวบปีแรก ซึ่งถ้าเกิดปัญหาจะมีผลต่อศักยภาพการเรียนรู้และเป็นการสูญเสียไปอย่างถาวร ทำให้มีขีดความสามารถในการเรียนรู้เมื่อโตขึ้นต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น ขอเน้นว่าการเสริมธาตุเหล็กหรือการได้อาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเหมาะสมพอเพียง ไม่ได้ช่วยให้เด็กกลายเป็นเด็กฉลาด อัจฉริยะ แต่เป็นการช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ

    ปัญหาการขาดธาตุเหล็กในเด็กโต เกิดจากการได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากความซับซ้อนของการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารที่ได้จากแหล่งเนื้อสัตว์และพืชนั้นแตกต่างกัน การจัดอาหารโดยแค่คำนวณว่ามีปริมาณเหล็กเหล็กอยู่เท่าใดนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากเหล็กที่อยู่ในแหล่งเนื้อสัตว์มี 2 ลักษณะ

    ลักษณะหนึ่งนั้นดูดซึมไปใช้ได้ดี (ดูดซึมไปใช้ได้ร้อยละ 15-25) แต่เหล็กในอีกลักษณะจะเป็นกลุ่มเดียวกับเหล็กที่อยู่ในอาหารพวกพืช ซึ่งจะดูดซึมได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสารอาหาร หรือสารที่ไม่ใช่อาหารที่รับประทานไปพร้อมกันนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้การดูดซึมเหลือเพียงร้อยละ 2-10 เท่านั้น การรับประทานอาหารจึงต้องจัดอาหารหลายชนิดร่วมกันอย่างเหมาะสม

    สารอาหารที่ช่วยส่งเสริมการดูดซึม คือ วิตามินซี และอาหารที่มีเนื้อสัตว์อยู่ด้วย ส่วนสารที่ขัดขวางการดูดซึม ได้แก่ ไฟเตท ในธัญชาติและถั่วเมล็ด และสารแทนนิน ซึ่งพบในพืชบางชนิด ในน้ำชา กาแฟ

    ในแต่ละวันร่างกายคนเราต้องการธาตุเหล็ก สำหรับใช้ประมาณวันละ 1 มก. ในเด็กวัยต่าง ๆ และผู้ชายผู้ใหญ่ และประมาณวันละ 1.5-2 มก. ในผู้หญิงตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ การจะได้ธาตุเหล็กจากอาหารให้เพียงพอต้องกินในปริมาณ 10-20 มก. หรือสูงกว่านั้น ขึ้นกับว่าอาหารที่รับประทานดูดซึมได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

    นอกจากปัจจัยเนื่องอาหารแล้ว การสูญเสียเลือดประจำแบบเรื้อรัง เช่น การติดเชื้อพยาธิ โดยเฉพาะพยาธิปากขอ ซึ่งมักพบในเด็กโตที่ชอบวิ่งตามพื้นดินและไม่ใส่รองเท้า หรือถ่ายอุจจาระตามพื้นดิน ไม่ใช้ส้วมอย่างถูกสุขลักษณะ การเสียเลือดในกระเพาะอาหาร ลำไส้ รวมทั้งริดสีดวงทวาร ซึ่งคิดว่ามีเลือดออกเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นก็สามารถทำให้เกิดโลหิตจางได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้แม้จะกินอาหารเพียงพอ แต่มีการสูญเสียเลือด ก็เท่ากับว่ามีรูรั่ว ทำให้เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม

    ดังนั้น การดูแลให้ได้ธาตุเหล็กพอเพียงจึงต้องจัดการทั้งเรื่องของอาหาร และปัจจัยด้านสุขภาพอีกด้วย

  • ผ้าอนามัยสมุนไพร รักษาโรคได้จริงหรือ

    ผ้าอนามัยสมุนไพร รักษาโรคได้จริงหรือ

    ผ้าอนามัยสมุนไพร มีสรรพคุณรักษาโรคได้จริงหรือ

    กระแสสมุนไพรติดลมบน ทำให้ข่าวเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของสมุนไพรดัง ติดหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อยู่เนืองๆ และที่เกาะกระแสสมุนไพรมาตลอด หนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่อ้างกันว่าผสม “สมุนไพร” ซึ่งสอดรับกับความนิยมของผู้บริโภค

    ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม (แอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์) ก็จับโอกาสความร้อนแรงของสมุนไพรใส่ขวดหรือกระป๋องวางจำหน่าย แต่คงไม่แรงเท่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่รับลูกกันอย่างดีกับส่วนผสมธรรมชาติเช่นสมุนไพร เพราะผู้ใช้สินค้าเครื่องสำอางมักชอบธรรมชาติมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์ แม้ผ้าอนามัยยังร่วมวงสมุนไพรกับเขาด้วย

    ว่ากันตามกฎหมาย ผ้าอนามัยและเครื่องสำอางต่างๆ ทั้งครีมทาหน้า แชมพู สบู่ ฯลฯ ก็อยู่ในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง มีคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นผู้ดูแล

    ผ้าอนามัยสมุนไพร เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเอาสมุนไพรมาใช้แบบจับแพะชนแกะ และเป็นตัวแทนของระบบการค้าที่ฉกฉวยโอกาสอย่างดี อุทาหรณ์เรื่องนี้พอที่จะทำให้คนไทยฉลาดขึ้นบ้างไหมหนอ และรู้ทันระบบการค้าขายไฮเทคออนไลน์ทางอินเทอร์เนตแต่อ่อนทางจริยธรรมหรือไม่

    การใช้สมุนไพรซึ่งมีคุณประโยชน์มากมาย แต่เมื่อเอาการค้าขายมาเป็นตัวนำมากเกินงามก็มักจะเกิดปัญหาเช่นนี้ สิ่งที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องเรียนรู้คือ การมีข้อมูลที่ถูกต้อง เช่นกรณีผ้าอนามัยสมุนไพร ที่โฆษณาว่าเป็นสูตรของการแพทย์จีนโบราณ มีสารสกัดพืชสมุนไพรธรรมชาติ 5 ชนิด คือ การบูร สะระแหน่ ชาเขียว ว่านหางจระเข้และต้นหยางน้ำ

    และโฆษณาสรรพคุณไว้เลิศว่า ระงับอาการคัน ฆ่าเชื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต บรรเทาอาการตกขาว ลดการปวดประจำเดือน และแก้ไขประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมถึงบรรเทาอาการอักเสบของโรคริดสีดวงทวาร เราควรรู้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างไร

    ลองนึกดูผ้าอนามัยผืนเดียว และมีเวลาใช้ช่วงละ 3-5 วัน ออกฤทธิ์ได้มากขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าได้ผลจริงคงร่ำรวยที่เมืองจีน เพราะตลาดใหญ่โตเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกไปแล้ว

    หากวิเคราะห์ให้เกิดปัญญาไว้ขบคิดต่อไปในอนาคต คงต้องแยกแยะสมุนไพรให้เห็นว่า สรรพคุณของพืชแต่ละต้นนั้นขึ้นอยู่กับวิธีใช้ด้วย แต่บรรดานักการตลาดก็มักจะจับเอาสรรพคุณสมุนไพรมาใช้แบบกำกวม กรณีผ้าอนามัยกับสมุนไพร 5 ชนิด ข้อมูลที่ทำให้ตาสว่างขึ้น เช่น

    ปวดประจำเดือน

    ถ้าว่ากันตามตำราและการใช้ของหมอยาไทย ก็พอพูดได้ว่า สะระแหน่ที่ผ้าอนามัยเจ้านี้อ้างไว้นั้น มีสรรพคุณช่วยได้ แต่วิธีการใช้ คือ ใช้ใบสะระแหน่ชงน้ำแบบชงชา กินแก้ปวดท้อง ปวดประจำเดือน ช่วยขับลม แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ มิใช่ผสมหรือแค่นำกลิ่นสะระแห่มาใส่ในผ้าอนามัยแล้วอวดอ้าง

    แก้ริดสีดวงทวาร

    ผู้ที่คุ้นเคยสรรพคุณของว่านหางจระเข้ ย่อมรู้กระจ่างชัดว่า นอกจากเนื้อวุ้นและเมือกเหนียวๆ ภายในใบว่านหางจระเข้จะมีสรรพคุณ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกและช่วยสมานแผล บำรุงผิวแล้ว การนำเนื้อว่านหางจระเข้มาเหลาให้เป็นแท่งเล็กๆ แล้วสอดสวนทวารก็เป็นการช่วยบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวารได้ด้วย ว่านหางจระเข้นั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และต้านแบคทีเรียด้วย พูดง่ายๆว่า การใช้ว่านหางจระเข้เป็นยาทานั้นเอง แต่คงไม่เหลือฤทธิ์เหล่านี้ในผ้าอนามัย ซึ่งไม่รู้ว่านำสารสกัดซึ่งยังคงสรรพคุณนี้ไปเก็บไว้ตรงไหน

    การกระตุ้นไหลเวียนของโลหิต

    เดาเอาว่าพ่อค้าจับเอาสรรพคุณของชาเขียว ซึ่งมีสารคาเฟอีน สรรพคุณในการกระตุ้นหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแรงขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น ก็เลยอ้างว่าช่วยการไหลเวียนโลหิต และชาเขียวกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงทั่วโลก เพราะมีการศึกษาพบว่า การดื่มชาเขียวช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง ลดน้ำตาลและลดคลอเลสตรอรอลในเลือด และลดการเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ ผลิตภัณฑ์มากมายก็เลยนิยมผสมชาเขียว ทั้งๆที่จะออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหรือไม่ยังไม่รู้ เช่น คุ๊กกี้ชาเขียว ไอศครีมชาเขียว แชมพูชาเขียว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ผ้าอนามัยชาเขียวจึงเกิดขึ้น

    ประจำเดือนมาไม่ปกติ และอาการตกขาวนั้น ผ้าอนามัยยี่ห้อไหนก็ช่วยไม่ได้ หากจะลองใช้สมุนไพรแก้อาการประจำเดือนไม่ปกติ ลองตำรับยาง่ายๆ นี้ดู ใบมะนาว 7 ใบใส่น้ำ 2 แก้ว ต้มให้เดือดนาน 10 นาที กินวันละ 4 ครั้งๆ ละ 1-2 ถ้วยชา หรือใช้แก่นฝางเสนหนัก 2 ส่วน แก่นขี้เหล็กหนัก 1 ส่วน ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 10 นาที กินวันละ 2-3 ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ 1 แก้ว การรักษาโรคและอาการแบบนี้ต้องกินยา มิใช่การใช้ผ้าอนามัยแน่นอน

    และสุดท้ายว่าด้วย ระงับอาการคัน และฆ่าเชื้อนั้น คงเพราะสรรพคุณของการบูร ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อนๆ และถ้านำการบูรมาทาจะรู้สึกเย็นสบาย จึงนำมาเป็นจุดขายได้ดีเนื่องจากสตรีทุกคนไม่สบายตัวนักเวลามีรอบเดือน แต่การบูรที่ผสมแล้วใส่ในผ้าอนามัยมีความจำเป็นหรือ หรือเพียงแต่งกลิ่นให้หอมชื่นใจเท่านั้น

    ยิ่งได้ฟังจากข่าวที่ว่า ผ้าอนามัยชนิดนี้ทำให้ผู้ใช้ประหยัดการใช้ เพราะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆในหนึ่งวัน ก็ยิ่งเป็นการโฆษณาสินค้าที่ผิดสุขลักษณะอย่างยิ่ง เพราะยิ่งหมักหมมไว้ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเพาะเชื้อโรค ยิ่งเมืองไทยเป็นเมืองร้อนเชื้อโรคชอบนัก

    นี่เป็นเพียงกรณีตัวอย่างของกระแสนิยมสมุนไพร ที่เอาการตลาดนำโดยไม่สนใจวิชาการรองรับ ยังมีเครืองสำอางประทินโฉมเพิ่มความงามอีกมากที่จะต้องมาบอกกล่าวคุยกัน เข้าทำนอง “เรียนรู้จากข่าว ฉลาดใช้สมุนไพร” ในคราวต่อๆ ไป

  • ปวดเมื่อยเกิดจากอะไร

    ปวดเมื่อยเกิดจากอะไร

    เวลาทำกิจกรรมอย่าง ยกของหนัก การขุดดิน เดินขึ้นเขาหรือออกกำลังกาย แล้วต่อมารู้สึกปวดเมื่อยนั้นก็เพราะว่า กล้ามเนื้อของเราเกิดภาวะอ่อนล้า อาการปวดเมื่อยเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เรารับรู้ค่ะ
    เคยสงสัยไหมค่ะว่าเวลาทำกิจกรรมอย่าง ยกของหนัก การขุดดิน เดินขึ้นเขาหรือออกกำลังกาย แล้วต่อมารู้สึกปวดเมื่อยนั้นก็เพราะว่า กล้ามเนื้อของเราเกิดภาวะอ่อนล้า อาการปวดเมื่อยเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เรารับรู้ถึงภาวะดังกล่าวนั่นเอง

    แล้วควรทำอย่างไร
    ก่อนออกแรงหนัก ๆ เราควรอบอุ่นร่างกายก่อนเพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อให้พร้อม การขุดดินหรือยกของหนักอาจทำให้เราลืมเรื่องการอบอุ่นร่างกายจึงปวดกล้ามเนื้อได้ง่ายกว่าการออกกำลังกายที่มักสอนกันว่าต้องอบอุ่นร่างกายก่อน การหยุดออกแรงกล้ามเนื้ออาการปวดจะทุเลาลงใน 1-2 วัน หรือแช่น้ำอุ่น นวดก็ช่วยให้อาการปวดทุเลาลงค่ะ

     

     

  • เลือกแบบบ้านให้ถูกกับไลฟ์สไตล์เจ้าของ ก่อนคิดจะสร้างบ้าน

    เลือกแบบบ้านให้ถูกกับไลฟ์สไตล์เจ้าของ ก่อนคิดจะสร้างบ้าน

    ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของกับแบบบ้าน

    การจะมีบ้าน สักหลังในชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะในหนึ่งชีวิตของคนเรานั้นไม่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนบ้านได้บ่อยๆ ดังนั้นการเลือกซื้อหรือเลือกปลูกจึงต้องพิถีพิถัน เลือกแบบให้ถูกอกถูกใจ คนรุ่นเก่าถึงได้ฝากคติเตือนใจลูกๆหลานๆ ที่อยากมีบ้านไว้อย่างน่าคิดว่า ” ปลูกเรือนผิด จะคิดจนเรือนทลาย ”

    แบบบ้าน โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ในอดีตมักจะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต อารยธรรมและวัฒนธรรมรวมถึงความเชื่อของคน ในแต่ละชาติแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมีวิวัฒนาการจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ้านสไตล์สวยๆที่หลากหลายเหล่านั้น มีแบบไม่น้อยที่ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ แต่อาจมีเพียงองค์ประกอบย่อยเพียงเล็กน้อย ที่ถูกแต่งเติมเสริมเข้าไป เพื่อให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัยเพิ่มขึ้นเท่านั้น

    โดยหลักใหญ่แล้วเราพอจะแบ่งรูปแบบของบ้านออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ

    แบบแรกจะเป็นแบบบ้านที่ถูกสร้างขึ้นตามจารีตนิยม ซึ่งส่วนใหญ่มักสร้างด้วยวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีองค์ประกอบและรูปทรงที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของคนในกลุ่มนั้นๆ สังเกตง่ายๆบ้านรูปแบบนี้จะมีเอกลักษณ์ในแต่ละประเทศ เช่น บ้านในประเทศจีน ซึ่งมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีวิวัฒนาการมามากกว่าสองพันปี และด้วยระบบทางการเมืองที่ยังปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ดังนั้นวิถีชีวิตและการแพร่กระจายของอารยธรรมจากซีกโลกตะวันตกจึงเข้ามาเผยแพร่ได้น้อยมาก สไตล์ของบ้านยังเป็นแบบจารีตนิยม รูปแบบบ้านจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ารุกรานจีน ซึ่งมีการผสานทางวัฒนธรรมบ้าง แต่รูปแบบของบ้านก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจนจนกระทั่งปัจจุบัน

    ส่วนรูปแบบบ้านของชาวญี่ปุ่น สไตล์ของบ้านก็คล้ายกับจีน คือ เป็นแบบจารีตนิยม เนื่องจากวัฒนธรรมและลักษณะชาตินิยมของคนในประเทศ ทำให้บ้านสไตล์ญี่ปุ่นดำรงเอกลักษณ์ของตนไว้ได้อย่างยาวนาน และยังเผยแพร่ไปในบางประเทศที่มีชาวญี่ปุ่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านสไตล์ญี่ปุ่นก็ต้องผสานเข้ากับวัฒนธรรมของตะวันตก และเกิดเป็นบ้านสไตล์สากล (International Style) เช่นเดียวกัน ซึ่งนับวันก็จะมีน้อยลงและสูญหายไปในที่สุดตามวิถีทางแห่งโลกาภิวัฒน์

    รูปแบบที่สอง จะเป็นแบบบ้านที่สร้างขึ้นมาตามสมัยนิยม โดยอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปวัฒนธรรมจากที่อื่นๆหรือประเทศอื่นๆ เช่น คนอังกฤษซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศต้นกำเนิดของไสตล์บ้านที่แพร่ขยายไปสู่ประเทศต่างๆ เพราะลัทธิการล่าอาณานิคมของตน แบบบ้านของชาวอังกฤษจึงแพร่กระจายไปทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่น บ้านสไตล์ทิวดอร์ (Tudor) และ Elizabethan ในศตวรรษที่ 16 บ้านสไตล์ Classic ในศตวรรษที่ 17 สไตล์ Baroque และ Queen Anne ในศตวรรษที่ 18 และบ้านสไตล์โคโลเนียล (Colonial Style) ที่แพร่สู่อัฟริกา อินเดีย และหลังการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน สไตล์ของบ้านตลอดจนวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างได้มีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆทั่วโลก

    นอกจากนี้ อังกฤษยังเป็นต้นกำเนิดของบ้านสไตล์กระท่อม (English Cottage) ที่สวยงามอีกด้วย ส่วนฝรั่งเศสซึ่งเป็นมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง ที่มีการแผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมสู่ประเทศต่างๆที่ตกเป็นอาณานิคม บ้านชาโตว์ซึ่งมีหลังคาสูงชันเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ได้รับความนิยม และตัวอย่างสุดท้าย คือ สเปนซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคม และได้ทิ้งสไตล์สเปนไว้ในหลายประเทศ

    ในอดีต ประเทศไทยแบบบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแบบหนึ่ง ก็คือ บ้านแบบสเปน เอกลักษณ์คือจะมีหลังคาที่สูงและลาดชัน แต่หลังจากนั้น บ้านแบบเมดิเตอร์เรเนียนกลับมาแรงสุดๆ ดังนั้นแบบบ้านจึงมักเปลี่ยนไปตามกาลเวลาคล้ายแฟชั่นหรือศิลปะในแขนงอื่นๆ แต่บ้านในลักษณะหลังนี้ จะเน้นการเลือกใช้วัสดุที่คงทนถาวร มีความสวยงาม และประณีตในทุกรายละเอียดของการก่อสร้าง

    ความสำคัญประการหนึ่งที่ไม่อาจละเลยไปได้ ที่จะต้องกลมกลืนกันระหว่างแบบบ้านกับเจ้าของบ้านแล้ว ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศที่บ้านเรือนตั้งอยู่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น บ้านในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical climate) อย่างเช่น ไทย มาเลเซีย บาหลี บ้านจึงความโปร่งลมผ่านได้สะดวก หันตัวบ้านถูกทิศทางลม

    ดังนั้น บ้านที่ดี คือบ้านที่เหมาะสมอย่างกลมกลืนระหว่างตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของพื้นที่ใช้สอย ลักษณะของสถาปัตยกรรม งานตกแต่ง ฯลฯ กับบุคลิกหรือไลท์สไตล์ของเจ้าของบ้าน มีหลายคนที่เลือกแบบบ้านเพียงเพราะ ตามเพื่อนสนิท แต่เมื่อปลูกหรือสร้างเสร็จ แล้วเข้าอยู่จึงรู้ว่า มันไม่เหมาะ กับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

    ปัจจุบันหากเรารู้จักเลือก สไตล์ของบ้านนั้น มีมากมายหลายแบบ ดังนั้นหากผู้ที่จะเป็นเจ้าของมีไลฟ์สไตล์อย่างไร ก็ควรเลือกแบบบ้านให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เช่น หากคุณเป็นคนที่ชอบความหรูหรา วิจิตรตระการตรา แบบบ้านที่เหมาะกับไลฟฺสไตล์ประเภทนี้ก็ควรจะเป็นแบบหลุยส์ หรือ แบบเมดิเตอร์เรเนียน ก็ยังพอไหว ตรงกันข้ามหากคุณเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่าย สมถะ บ้านสไตล์คันทรี่คงจะเหมาะกับคุณอย่างแน่นอน หรือหากคุณมีไลฟฺสไตล์แบบชอบการอนุรักษ์ ชอบของเก่า บ้านไทยริมน้ำ หรือไทยประยุกต์ ก็ยังไหว ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลือกแบบที่จะปลูกหรือซื้อบ้าน คุณควรสำรวจตัวเองก่อนว่า คุณมีบุคลิกหรือมีไลฟ์สไตล์เช่นไร แล้วบ้านก็จะเป็นสวรรค์บนดินของคุณและครอบครัวอย่างแท้จริง