Author: admin

  • 3 ข้อแนะนำ หากคุณคิดจะจีบสาวในที่ทำงาน

    3 ข้อแนะนำ หากคุณคิดจะจีบสาวในที่ทำงาน

    จีบสาวในที่ทำงาน สร้างรักในออฟฟิศ ไม่ยากอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนปลอกกล้วย

    หญิงสาวที่คุณแอบส่งสายตาให้ในลิฟท์คราวนั้น อาจพาหัวใจคุณให้ล่องลอยไปไกลถึงไหนต่อไหน เพราะเสน่ห์เธอติดตรึงหัวใจเหลือเกิน ในที่สุดคุณก็ยิ้มได้ เมื่อรู้ว่าหัวใจที่ล่องลอยตามเธอไปนั้น ไม่ได้ลอยไปไหนไกล ก็เธอนั่งอยู่โต๊ะเยื้องๆ คุณแค่นี้เอง

    และแล้วเจ้าหล่อนก็ทำให้หัวใจคุณพองโต เมื่อเอ่ยปากฝากเนื้อฝากตัวกับคุณ ว่าเป็นพนักงานใหม่ของบริษัท แถมยังอยู่แผนกเดียวกับคุณเสียด้วย

    จะถือว่าเป็นโอกาสทองของหนุ่มโสดอย่างคุณก็น่าจะได้ แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เพราะหากคุณตัดสินใจทำอะไรลงไป อาจกระทบกระเทือนถึงตัวงานได้

    ที่ทำงานเป็นสถานที่ที่คนมีโอกาสพบปะกัน สร้างไมตรีต่อกัน และได้เรียนรู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ที่สายสัมพันธ์อันดีระหว่างคน 2 คนจะสานต่ออย่างง่ายดาย

    จากสถิติการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ที่ทำงานเป็นสถานที่ที่คนพบรักมากที่สุด นั่นเป็นเพราะทั้ง 2 ฝ่ายมีโอกาสเรียนรู้กันมากที่สุดนั่นเอง ที่สำคัญเวลามีปัญหาเรื่องงาน ต่างฝ่ายต่างก็สามารถพูดคุยปรึกษาและปรับทุกข์กันได้

    แต่ความรักในที่ทำงาน ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป คุณคงเคยเห็นคู่ที่พบรักกันในที่ทำงาน ลงเอยด้วยบรรยากาศแฮปปี้เอนดิ้งถึงขั้นแต่งงานแต่งการกันไปหลายคู่ แต่ก็มีอีกหลายคู่ ที่ลงเอยด้วยน้ำตาแห่งการจากลา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องหอบข้าวหอบของ ยื่นซองขาวลาออกจากงานไปเลยก็มี

    ความรักที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน มีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณเผลอใจตกหลุมรักเธอเข้าให้ แต่ไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร ข้อแนะนำต่อไปนี้ น่าจะช่วยคุณได้ครับ

    พร้อมที่จะเสี่ยง

    สนามรักไม่ได้ต่างอะไรจากสนามรบ เพราะฉะนั้นการจีบสาวสักคน ใจคุณต้องถึงและพร้อมที่จะเสี่ยงอยู่เสมอ อย่าลืมว่า เธอเป็นเสมือนข้าศึกที่มักจะแอบซุ่มอยู่ใกล้ๆ คอยสังเกตุอยู่

    ควรจำเอาไว้เสมอ ว่าอยู่ออฟฟิศเดียวกัน เจ้าหล่อนมีเพื่อนฝูงมากมาย คอยเป็นหูเป็นตาให้อยู่แล้ว แน่นอนที่สุด กระแสการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวคุณเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น เพื่อนเธอบางคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบคุณก็ได้ อาการเครียดและเกร็งจึงมีมากร้ำกรายบ่อยๆ ทำอะไรต้องระวังให้หมด

    ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ แนะนำให้นิ่งเอาไว้ก่อน อย่าไปฟังเสียงนกเสียงกามากนัก สิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องแสดงให้เธอเห็น ว่าคุณจริงใจและเชื่อใจได้

    รักษาภาพพจน์

    ระวังเรื่องการวางตัวให้มากเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าเธอคนนั้นมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่กว่า ต้องระวังมากขึ้น การจะทาบเธอมาเป็นแฟนยิ่งลำบาก เพราะฉะนั้น ก่อนจะงัดกลเม็ดเด็ดพรายมักใจสาวเข้ามาใช้ (วิธีแผลงๆ ที่คุณอุตสาห์คิดให้เก็บเอาไว้ก่อน)

    คุณต้องคิดให้ดี เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพพจน์และหน้าที่การงานของเธอก็เป็นได้ พยายามวางตัวให้ถูกกาละเทศะ ให้เหมาะกับสถานการณ์

    ส่วนในกรณีที่คุณตำแหน่งใหญ่โตกว่า ก็อย่าเผลอเอาอำนาจมาเป็นเครื่องต่อรองเธอก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะได้ฉายาใหม่ กลายเป็นเฒ่าหัวงูไปโดยปริยาย

    อย่าเอางานมายุ่งกับเรื่องส่วนตัว

    เมื่อไหร่ที่งานกับชีวิตส่วนตัว เข้ามายุ่งเกี่ยวพัวพันกันแล้วหละก็ บอกได้เลยว่าพังแน่ๆ ถ้าเสน่ห์ของคุณสามารถมัดใจเธอได้ งานก็ไปได้สวย แต่ถ้าบังเอิญสเปคไม่อยู่ในสายตา นอกจากจะจีบไม่ติดแล้ว การงานก็จะพลอยไม่สวยไปด้วย

    ถ้าโชคเข้าข้าง เธอเกิดรับรักขึ้นมา ในกรณีที่ต้องที่ต้องทำงานร่วมกัน ควรจะรู้จักแยกแยะให้ดี งานเป็นงาน รักเป็นรัก อย่าลืมว่าอยู่ในออฟฟิศคุณต้องทำงาน ขืนหมกมุ่นเรื่องพิชิตใจเธออย่างเดียว เห็นทีจะไปไม่รอดแน่

    แต่ก็ใช่ว่าจะให้คุณตั้งหน้าตั้งตาทำงานลูกเดียว โดยไม่สนใจเธอ ทางที่ดีควรแบ่งเวลาให่เธอด้วย เช่น ทานข้าวกลางวันด้วยกัน เลิกงานก็ไปส่งเธอที่บ้าน ช่วงเวลาสั้นๆ จะช่วยกระชับความสัมพันธืได้เป็นอย่างดี

    เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับคำแนะนำ แม้จะไม่ครอบคลุมในทุกมุมมอง แต่ก็เชื่อแน่ว่าน่าจะเป็นแนวทางให้หนุ่มๆ อย่างคุณสมหวังในรัก กับสาวออฟฟิศหน้าแฉล้มที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ได้อย่างไม่สะเปะสะปะจนเกินไป แล้วได้ผลอย่างไร ก็อย่าลืมบอกความคืบน้าให้ฟังด้วยนะครับ

    Image by Sasin Tipchai from Pixabay

  • 9 ข้อที่คุณต้องเตรียมตัวก่อนที่จะเริ่มต้นธุรกิจ SME

    9 ข้อที่คุณต้องเตรียมตัวก่อนที่จะเริ่มต้นธุรกิจ SME

    สภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ทำให้บริษัทจำนวนนับพันหมื่น ต้องล้มละลายหายลงไปกับมรสุมที่ถาโถมเข้ามา แต่นั่นไม่ใช้สิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าคุณอาจจะเป็นพนักงานคนหนึ่งที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับธุรกิจเหล่านั้นมาก่อน และกำลังมองหาทางออกที่สวยๆ ให้กับชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ก็ตาม อย่าเพิ่งท้อถอยครับ เพราะยังมีโอกาสเสมอสำหรับคนที่ต่อสู้ด้วยความตั้งใจ

    ทางออกอย่างหนึ่ง ก็คือการหันมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือที่เขาเรียกกันซะหรูเลิศว่าการทำธุรกิจประเภท SME นั่นแหละครับ เป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านออกแบบทรงผม หรือธุรกิจใดๆ ที่ปิ๊งเข้ามาในหัว

    อย่ามัวรอช้าเลยครับ รีบนำเอาไอเดียดีๆ ที่จะสร้างความแปลกใหม่ออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง ดีกว่าคิดฝันไปเรื่อยเปื่อย เพราะสังคมนี้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะทรงหรือทรุด ก็ไม่เคยอยุดการเคลื่อนไหว เพียงแต่จะเคลื่อนไหวช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

    และธุรกิจคุณจะไปได้ดีหรือไม่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งมีวิธีการเตรียมตัวคร่าวๆ ดังนี้

    1. เริ่มต้นจากไอเดียคุณนั่นแหละครับ…ต้องแน่ใจว่าธุรกิจที่อยากทำไม่ใช่ประเภทมีให้เห็น หรือเปิดให้บริการอยู่ดาษดื่นแล้วทั่วไป ควรเป็นธุรกิจแนวใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และสามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้ด้วย หรือถ้าเป็นธุรกิจที่มีคนทำอยู่แล้ว ก็ควรเป็นธุรกิจยอดฮิต ที่คาดว่าจะคืนทุนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่น เพาะปลูกผักผลอดสารพิษส่งขาย เป็นต้น
    2. เมื่อคุณมีเป้าหมายฝนการทำธุรกิจที่แน่นอนชัดเจนแล้ว ว่าจะทำเกี่ยวกับอะไร ควร ศึกษาถึงธุรกิจนั้นๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยจะเริ่มทำแบบสอบถามกับเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องก่อน หรือถ้าจะลงทุน ก็อย่าเพิ่งลงทุนจนหมด ลองธุรกิจเล็กๆ ทดสอบตลาดว่ามีการตอบรับดีแค่ไหน แล้วค่อยลงมือขยายทีหลังก็ยังไม่สาย
    3. สิ่งสำคัญต่อมาถือ สถานที่…การเลือกสถานที่ให้เหมาะสมกับธุรกิจ มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจอยู่มาก คุณจึงไม่ควรมองข้าม เช่น ถ้าต้องการเปิดร้านอาหาร ก็ควรเลือกสถานที่ที่อยู่ใกล้โรงเรียน หรือใกล้แหล่งชุมชน ใกล้สถานที่ตั้งบริษัทใหญ่ๆ หรือถ้าอยากจะเปิดร้านขายหนังสือ ก็เลือกใกล้มหาวิทยาลัย, บนห้างสรรพสินค้า หรือใกล้กับแหล่งปัญญาชน เป็นต้น
    4. เมื่อหาสถานที่ได้แล้ว ก็มาสำรวจเงินในกระเป๋า ว่ามีพอจะลงทุนเสี่ยงในช่วง 1 ปี แรกหรือไม่ ถ้าไม่ (คุณคิดการณ์ใหญ่เกินไป) ก็ควรเปลี่ยนแนวทางธุรกิจดีกว่า อย่าเสียเวลาหรือผลาญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เงินทุนเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรอบคอบไม่น้อย เพราะสิ่งที่คุณคิดหรือคาดหวัง อาจไม่มีทางเป็นจริงได้ ฉะนั้นต้องตรองให้ดีก่อนควักเงินออกจากกระเป๋าครับ
    5.  หาที่ปรึกษา ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือเข้าใจในธุรกิจของคุณไว้บ้างก็ดี แม้ว่าความเชื่อมั่นในตัวเอง คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจก้าวสู่ความสำเร็จ แต่ควรจำไว้ว่า ทุกสิ่งควรยืนอยู่บนพื้นฐานของความ “พอดี” ความเชื่อมั่นก็เช่นเดียวกัน คุณจะเชื่อแต่ตัวเองโดยไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่น (ถึงจะมีประสบการณ์มาแล้วมากมายแค่ไหนก็ตาม) ก็อาจล้มเหลวได้ เพราะโลกทุกวันนี้หมุนเร็วกว่า 5 ปีที่แล้วมากครับ
    6. ถ้าจำเป็นต้องหาเพื่อร่วมทุน ต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพื่อนฝูงโกงกันเองมีให้เห็นบ่อยไป ไหนๆ จะต้องลงทุนลงแรงเสี่ยงทำธุรกิจทั้งที อย่าให้ต้องระวังหลังจะหักเพราะคนร่วมทุนอีกเลย มันเหนื่อยเปล่า แถมยังทำให้เจ็บแค้นแน่นอกอีกต่างหาก เลือกคนที่คุณไว้ใจได้และเขาก็ควรไว้ใจคุณได้ด้วยเช่นกัน
    7.  เริ่มธุรกิจจากเล็กๆ ก่อน อย่าเชื่อมั่นจนทำอะไรเกินตัว เกินความสามารถ หรือเกินกว่าตลาดจะรับได้ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่นัก
    8. ก่อนจะเลือกรับสมัครพนักงาน ควรศึกษาว่า คุณต้องการลุกน้องประเภทไหน และทำงานในส่วนไหน มีความจำเป็นต่อบริษัทหรือไม่ ถ้าธุรกิจยังมีขนาดเล็กอยู่ ไม่จำเป็นต้องมีลูกน้องประดับบารมีเหมือนมีบอดี้การ์ดหรอกครับ สิ้นเปลืองค่าแรงค่าใช้จ่ายเปล่าๆ
    9. ถ้าคุณเลือกทำธุรกิจขายบริการกับลูกค้า อย่างเช่น บริการซัก อบรีด, รับจ้างส่งเอกสาร, บริการขนส่งสินค้าเฉพาะชิ้นสำคัญพร้อมประกันภัย ฯลฯ สิ่งสำคัญต้องพิจารณาก่อนการลงทุนทำธุรกิจ คือ สำรวจตัวเองก่อนว่า คุณมีหัวใจของการให้บริการหรือไม่ ถ้าไม่มี เปลี่ยนแนวคิดดีกว่าครับถ้าผู้บริหารไม่สามารถติดต่อหรือให้บริการกับลูกค้าได้แล้ว จะให้ลูกน้องพาธุรกิจก้าวไป คงไม่ไหวกระมังครับ คุณควรมีความเชื่อมั่น มีความเป็นผุ้นำ ชัดเจนในทิศทาและนโยบาย และพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าได้ด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้น ยากที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้ได้

    อย่าคิดสั้น เพียงเพราะไม่มีงานทำ หรือผลีผลามลงทุนในสิ่งที่คุณไม่ได้ศึกษาลู่ทางไว้ล่วงหน้า ควรคิดเตือนสติอยู่เสมอว่า ไม่ว่าคุณจะลงทุนอะไรก็ตาม คุณสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแค่รถเข็นหรือแผงลอย หรือในตึกแถวติดแอร์เย็นฉ่ำ ยังไงคุณก็คือเจ้าของธุรกิจเหมือนกันแหละครับ

  • 9 เคล็ดลับการเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จ

    9 เคล็ดลับการเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ให้ประสบความสำเร็จ

    ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา รูปแบบการทำงานก็เช่นเดียวกัน ถึงเวลานี้ ยุคที่คนทำงานต้องเอาใจใส่กับงานมากขึ้น กว่าช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ในส่วนของผู้นำก็ต้องมีการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ก้าวทันสถานการ์โลกด้วย

    การเป็นผู้นำที่ดี ถือเป็นศิลปะที่สามารถศึกษาได้ ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้นำก็จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เพื่อจะได้มีทัศนะวิสัยกว้างไกลขึ้น ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ย่อมจะให้ความเชื่อมั่นและความเคารพ รวมทั้งให้ความร่วมมือในการทำงานอย่างเต็มความสามารถ อีกทั้งการเป็นผู้นำที่ดี ยังเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอีกด้วย

    สำหรับการปรับตัวสู่การเป็นผู้นำมืออาชีพ ที่ทันสมัยและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ไม่ใช่เรื่องยากครับ ที่สำคัญต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วย อย่าลืมว่า โลกทุกวันนี้ไร้ขอบเขต ไร้พรหมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยล้ำยุค ทำให้โลกใบเก่าแคบลงมาก แต่สำหรับคุณ ต้องเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่กันให้มากๆ ด้วยครับ 

    • เลิกยึดติดกับความคิด หรือความเชื่อเก่าๆ

      ปัจจุบันการสื่อสารในระบบอินเตอร์เนตกลายเป็นสิ่งจำเป็น ผู้นำที่ทันสมัย ต้องเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อก้าวให้ทันโลก คงไม่ถึงกับต้องลงมือทำเองหรอกครับ แค่พอจะรู้ว่ามันคืออะไร และมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไร มีประโยชน์กับบริษัทอย่างไร เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ถ้าอยากเรียนรู้ให้ลึกซึ้งลงไป ก็ถือเป็นประโยชน์สำหรับตัวคุณเองครับ

    • ปรับเปลี่ยนการบริหารรูปแบบเก่า ที่เคยใช้วิธีการบงการหรือสั่งงานแบบเกรี้ยวกราด

      เพราะการทำแบบนี้ อาจทำให้งานไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ผู้บริหารยุคใหม่ ควรหันมาใช้วิธี ด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้ใช้ความสามารถ ทักษะ และกำลังสมองของพวกเขา ส่วนผู้บริหารก็ทำหน้าที่นำพวกเขาให้ทำงานได้เร็วลุล่วงไปด้วยดี

    • มองสไตล์การทำงานของลูกน้องแค่ละคนด้วยสายตาที่เฉียบคม

      คำกล่าวที่ว่า PUT THE RIGHT MAN ON THE RIGHT JOB ยังคงเป็นอมตะเสมอ อย่างที่นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า คนส่วนใหญ่ทำงานได้ดีกว่าถ้าได้รับแนวนโยบายกว้างๆ แล้วไปกำหนดรายละเอียดเอง แต่ก็มีบางคนทำงานได้ดี เมื่อได้รับการมอบหมายโดยตรงอย่างละเอียด ผู้บริหารที่ดี ก็น่าจะรู้สไตล์การทำงานของแต่ละคน เพื่อมอบหมายงานได้อย่างเหมาะสม

    • ลองหาวิธีการใหม่ๆ ในการบริหารงาน

      หากต้องการเป็นผู้นำที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และก้าวไปข้างหน้า ต้องกล้าเสี่ยง แต่ก่อนที่จะเสี่ยง ก็ต้องศึกษาแนวทางให้ดี เสี่ยงอย่างมืออาชีพ อย่าเสี่ยงโดยไม่รู้ เพราะความสำเร็จอาจกลายเป็นความล้มเหลวได้

    • การสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริหารในบริษัทอื่นๆ

      จะทำให้คุณสามารถรู้วิธีการแก้ปัญหา และการบริหารที่หลากหลายมากขึ้น อะไรที่คิดว่าเหมาะสมกับบริษัท คุณก็สามารถนำมาทดลองใช้ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ

    • เติมความรอบรู้ใหม่ๆ ให้ตัวเอง

      ด้วยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการจัดการยุคใหม่ เช่น เทคนิคการจัดการคนในองค์กร, การบริหารเชิงกลยุทธ์ หรือไปชมงานเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท รวมถึงการไปเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับเทคนิคใหม่ๆ จะทำให้การบริหารของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในเมื่อโลกไม่เคยหยุดสักวินาที เทคโนโลยีก็ไม่หยุดพัฒนา คุณก็ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่กับที่เช่นกัน

    • สนับสนุนให้ทีมงานได้แสดงความคิดเห็น

      ถ้าหากเป็นความคิดที่แตกต่างจากคุณ ก็ควรเปิดในรับความคิดอย่างเป็นธรรม เพราะนอกจากจะทำให้คุณได้รับความคิดใหม่ๆ แล้ว ยังทำให้มองเห็นวิธีการแก้ปัญหาของทีมงาน ที่จะช่วยให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพด้วย และยังเป็นวิธีการสร้างเสน่ห์ของผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อให้ลูกน้องทำงานด้วยใจ ทุ่มให้บริษัทเต็มร้อย
      แล้วคนที่จะได้รับประโยชน์สุงสุด ก็คือตัวผู้บริหารนั่นเอง สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ลูกน้องเคารพนับถืออย่างจริงใจ และยินดีที่จะทำงานให้อย่างเต็มที่

    • การระดมความคิด

      เหมาะกับปัญหาเฉพาะหน้า ที่ต้องการการตัดสินใจในระยะเวลาอันสั้น มากกว่าจะใช้กับการวางนโยบายระยะยาวของบริษัท นโยบายของบริษัท คืองานของผู้บริหารที่ต้องวางไว้ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

    • ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานทั่วไป ทุกคนล้วนมีศักยภาพแฝงอยุ่ในตัวทั้งนั้น

      พวกเขานับเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ากับบริษัท การรักษาทีมงานที่ดีไว้ และคอยกระตุ้นให้พวกเขาเกิความรู้สึกดีๆ กับบริษัท เป็นหนทางที่จะทำให้ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมครับ

     

    คงไม่ยากเกินไป สำหรับการที่จะปรับตัวให้เป็นนักบริหารยุคใหม่ เพราะสิ่งสำคัญคือใจที่เปิดกว้าง ยอมรับและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ รอบตัวนั่นเอง และสิ่งสำคัญที่สุด คือธุรกิจใดก็ตาม ไม่มีทางสำคเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียวครับ

  • การบริหารตนเองให้พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จ

    การบริหารตนเองให้พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จ

    ความสำเร็จในการเรียนรู้ มาจากการเรียนรู้ให้เข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงความเข้มแข็ง แรงกดดัน ความสำคัญของตนเอง และการปฏิบัติงานที่ดีที่สุดได้อย่างไร

    ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนโปเลียน ดาวินซี หรือโมซาร์ด ล้วนมาจากการบริหารตนเองทั้งสิ้น สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ คือการบริหารตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่มีคุณสมบัติของความทันสมัย แวดล้อมด้วยเทคโนโลยี ที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นอุปกรณ์เครื่องมือ หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตก็เป็นได้ แต่ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาก้าวนำหน้าไปไกลเท่าไหร่ เราก็มักจะมองข้ามพลังที่มีอยู่ภายในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

    ดังนั้น น่าจะถึงเวลาที่จะมองกลับมาที่ตนเอง เรียนรู้ถึงการบริหารตนเอง เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างแรงสนับสนุนภายในที่แกร่งกล้า ให้ช่วงชีวิตการทำงานหลายสิบปีต่อจากนี้ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จด้วยตนเองอย่างมั่นใจ ด้วยการค้นหาพลังที่แท้จริงภายในตนเอง

    จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า มนุษย์เราใช้พลังที่มีอยู่ภายในเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ยังมีพลังงานเหลือเฟือ ที่ยังไม่ถูกกลั่นกรองนำออกมาใช้อย่างเต็มที่ คุณเองสามารถเพิ่มศักยภาพในตนเองได้อีกเยอะครับ

    เมื่อค้นพบพลังที่แท้จริงภายในตนเอง ก่อให้เกิดพลังแห่งความเชื่อมั่น เกิดพลังที่จะนำไปสู่ความชำนาญ และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการทำงานย่อมจะมีมากขึ้นด้วย

    การค้นหาพลังที่แท้จริงภายในตัวตนทำได้ไม่ยาก และยังมีหลายวิธีอีกต่างหาก ดังเช่นวิธีการที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้

    การตรวจสอบผลจากการกระทำ หรือที่เรียกกันว่า Feedback Analysis… กระบวนการนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณค้นพบความแข็งแกร่งและศักยภาพที่แฝงอยู่ ทั้งยังไม่เคยถูกนำออกมาใช้

    วิธีการปฎิบัติก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องตัดสินใจ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เขียนแผนการลงในบันทึกตั้งแต่ขั้นตอนทางความคิด ถึงการปฏิบัติงาน และผลที่คาดว่าจะได้รับจากงานชิ้นนั้นๆ หลังจากงานเสร็จสิ้นลง ให้นำบันทึกกลับมาทบทวนและตรวจสอบหาข้อผิดพลาดจากงานที่ทำไปแล้ว เมื่อคุณทำเช่นนี้ทุกครั้งกับงานทุกชิ้นที่ได้รับมอบหมาย ให้นำมาเปรียบเทียบกัน ประสิทธิภาพในการบริหารตนเองจะมีมากขึ้น เนื่องจากได้ตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ

    ผลงาน คืออีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้คุณได้ปรับปรุงและพัฒนาตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เป็นเพราะงานแต่ละชิ้นจะแสดงให้เห็นถึงข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไข ความสามารถที่จะนำมาพัฒนาเป็นความเชียวชาญได้ รวมถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดจากปัญหาในงานแต่ละชิ้น ผลงานยังเป็นตัวบ่งถึงขีดความรู้ของผู้ทำด้วย เหมือนเป็นการตอกย้ำให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อพัฒนาให้งานมีคุณภาพสูงขึ้นนั่นเอง

    อีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะดึงความสามารถแฝงภายในออกมาใช้ได้ นั่นคือ การลดทิฐิลง เปิดใจให้กว้าง และยอมรับความคิดเห็น เพื่อนำมาพิจารณาและวิเคราะห์ เพื่อนำมาพัฒนาสู่แนวคิดใหม่ที่มีผลดีต่อตนเองมากขึ้น ไม่มีใครจะรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง บางคนอาจเห็นว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทุกเรื่อง อีกต่างหาก

    แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า โลกยังหมุนไม่เคยหยุดนิ่ง เทคโนโลยียังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คลื่นลูกใหม่ย่อมมีแนวคิดใหม่ๆ แต่คลื่นลูกเก่าก็มีประสบการณ์ที่เปี่ยมคุณค่า ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่มี ดังนั้น การค้นหาความสามารถภายในตนเอง หมายถึงการณ์เพิ่มประสบการณ์และความรอบรู้ให้ตนเองด้วย

    ข้อแนะนำเหล่านี้ เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่คิดว่า น่าจะช่วยให้พวกเราทั้งหลาย ได้เรียนรู้และรู้จักตัวเองมากขึ้น เพื่ออะไรนะหรือครับ ก็เพื่อจะได้ปรับตัวเองให้ไปสู่ทิศทางที่ต้องการ ก่อนที่จะสายเกินแก้นะซิครับ

     

     

  • แบบทดสอบ คุณบ้างานเกินไปรึเปล่า

    แบบทดสอบ คุณบ้างานเกินไปรึเปล่า

    เคยไหมครับ ที่เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะทำงานในออฟฟิศ แล้วไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร หรือได้ยินใครบางคนบอกว่า เย็นวันศุกร์แบบนี้สังสรรค์กันหน่อยดีไหม แล้วคุณอุทานออกมาว่า เฮ้ย…นี่วันศุกร์แล้วหรือ คุณอาจเข้าข่ายเป็นคนบ้างาน ติดงานงอมแงมเหมือนติดเหล้าเข้าก็ได้ ถ้าอาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยทุกที

    อาการ “บ้างาน” ไม่ใช่การทำงานมากเกินไปครับ แต่ผมกำลังหมายถึงผู้ที่ทำงานอย่างไม่มีความสุข และเกิดความเคร่งเครียดกับงานที่ทำต่างหาก ตราบใดที่คุณมีความสุข สนุกสนานกับการทำงาน ไม่ว่าจะทำงานมากแค่ไหน มันก็ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าสุขภาพจิตเริ่มแย่ลง นั่นแหละที่เข้าข่าย WORK ADDICT หรือบ้างานได้

    สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบ้างานหรือติดงาน มีหลายอย่างครับ เช่น บ้างานเพราะอยากมีอะไรสักอย่างในชีวิต กรณีนี้มักเกิดขึ้นกับหนุ่มที่มีครอบครัวแล้ว เมื่อมีปัญหาภายในครอบครัว ทำให้ไม่อยากกลับบ้าน ก็เลยเอาเรื่องงานบังหน้า และกลายเป็นคนที่ติดที่ทำงาน บ้างานไปในที่สุด

    ปัญหานี้ จิตแพทย์บอกว่า ต้องแก้เรื่องความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นก่อน แล้วอาการบ้างานจะหายไปเอง หรือประเภทเคร่งเครียดกับงานเพราะมีเวลาจำกัด กรณีนี้มักเกิดกับผู้ที่มีภาระ ต้องเร่งเวลาทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันคุณภาพของงานก็ต้องดีเหมือนเดิม ความกลัวทั้งงานในความรับผิดชอบและเวลาที่ไม่เพียงพอ ทำให้เขาจมกับงานและเกิดความเครียดสะสมขึ้นในที่สุด

    แต่ก็มีประเภทที่บ้างานจริงๆ มักเกิดกับผู้ที่เชื่อว่า งานมีความสำคัญต่อชีวิตเขามากที่สุด สำคัญยิ่งกว่าเพื่อนฝูง ครอบครัว ญาติ พี่น้อง หรือความบันเทิงต่างๆ ที่มนุษย์ปุถุชนควรมี แล้วในที่สุด มันจะทำให้เขารู้สึกกดดันและเคร่งเครียด อาจถึงกับเป็น “บ้า” ก็ได้

    ความจริงแล้ว การ “บ้างาน” หรือ “ติดงาน” เป็นรูปปแบบหนึ่งของความเครียด ที่อาจเรียกได้ว่าความป่วยทางจิตได้เช่นกัน

    คราวนี้อยากให้หนุ่มๆ อย่างคุณ ลองมาทำแบบทดสอบกันดูซิครับ ว่าคุณเป็นคนบ้างานจริงหรือเปล่า ถ้าใช่…หาสาเหตุและพักผ่อนคลายเครียด ก่อนที่จะสายเกินไปนะครับ

    ก่อนทดสอบมีกฏอยู่ว่า … คุณต้องตอบความจริงและซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด ไม่ควรใช้เวลาคิดนานเกินไป และสำคัญที่สุดคือ ห้ามดูคะแนนก่อนเด็ดขาด

    ข้อทดสอบ

    1.การทำงานคุณชอบทำงานใหญ่ที่มีความท้าทายและหลากหลายรูปแบบ มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    2.วันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณมีน้อยมาก เพราะมีการวางแผนในแต่ละวันล่วงหน้าแล้ว

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    3.การแข่งขันในที่ทำงานเป็นเรื่องดีในสายตาคุณ

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    4.คุณลืมเรื่องงานได้ง่ายในช่วงวันแรกๆ ของการหยุดพักร้อน แต่หลังจากนั้นก็กลับมาคิดถึงมันอีก

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    5.คุณคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่รู้จัก หรือเคยมีโอกาสได้รู้จัก มักไม่ใส่ใจหรือมีความภาคภูมิใจกับงานที่พวกเขาทำเท่าที่ควร

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    6.คุณวางแผนในอาชีพการทำงานโดยไม่มีเป้าหมาย แต่สักวันคุณต้องประสบความสำเร็จจนได้แหละน่า

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    7.คุณพบว่า ความเครียดคลายลงอย่างง่ายดาย เมื่องานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    8.คุณอุทิศเวลาและพลังงานในการทำงาน มากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในหมู่เพื่อนฝูงและครอบครัว

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    9.ในสายตาคุณ ผู้ที่ถูกล็อตเตอรี่แล้วเลิกทำงาน คือพวกที่มีปัญหาในชีวิต

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    10.ไม่จำเป็นต้องเครียดกับเส้นตายในการทำงานมากนัก สำหรับคุณเส้นตายหรือเป้าหมายเป็นเพียงแค่ข้อแนะนำคร่าวๆ ที่ควรทำตามเท่านั้น

    • A ใช่

    • B ไม่ใช่

    ผลการทดสอบ

    บวกคะแนนเฉพาะข้อ A ที่คุณเลือกไว้ ข้อละ 1 คะแนน

    8 คะแนนขึ้นไป หรือคุณเลือกข้อ A มากกว่า 8 ข้อขึ้นไป
    แสดงว่างานคือชีวิตคุณ คุณเชื่อว่าการทำงานหนัก และเวลาที่ใช้ไปในการสะสมความมั่งคั่ง คือยาวิเศษในการรักษาโรคเฉื่อยชา และการเอาแต่ใจตัวเองที่ครอบงำสังคมเวลานี้

    ระหว่าง 6-7 คะแนน
    คุณไม่ใช่คนหนุ่มที่ติดกับเวลาการทำงานเกินกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ก็เห็นด้วยว่า การทำงานหนักจะทำให้คุณก้าวหน้าในอาชีพการงาน ก้าวหน้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าได้ และถ้าคุณทำงานหนักขึ้นแล้ว แต่มันยังไม่ทำให้คุณก้าวหน้า คุณก็อาจคิดเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนอาชีพได้เช่นกัน

    ระหว่าง 3-5 คะแนน
    เป็นเรื่องยากที่คุณจะทำงานจนเลยเวลาอาหารกลางวันไปได้ คะแนนเฉลี่ยของคุณต่ำเกินกว่าจะเข้าข่าย “ติดงาน” หรือ “บ้างาน” คุณยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แนวคิดใหม่ และยังยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่ากลุ่มที่มีคะแนนสูงกว่า เพราะคุณเชื่อว่าชีวิตไม่จำกัดอยู่แค่ในสำนักงาน มันกว้างกว่านั้น และโลกภายนอกก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย แต่ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณรู้สึกเกียจคร้าน หรือสนุกสนานกับชีวิตนอกสำนักงานมากเกินไป ไม่ควรประมาทเหมือนกันครับ

    ระหว่าง 2-0 คะแนน
    เชื่อได้เลยว่า การทำงานหนักไม่เคยอยู่ในสมองของคุณ สังคมต่างหากคือสิ่งที่คุณให้ความสนใจ การทำงานของคุณจะไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยนัก ทำงานตามสไตล์ศิลปินหรือนักแต่งเพลง ที่ทำงานตามอารมณ์มากกว่า คุณไม่เคยคิดจะสร้างความมั่นคงในทรัพย์สินจากการทำงาน และสนใจในความสุนกสนานกับชีวิตมากกว่า ความสำเร็จในชีวิตของคุณดูเหมือนจะมาจากแรงบันดาลใจ ไม่ใช่การทุ่มเทพลังและเวลาให้กับงาน

    เป็นไงบ้างครับ กับผลของแบบทดสอบ คราวนี้คงรู้แล้วซินะ ว่าคุณจัดว่าเป็นหนุ่มบ้างานหรือเปล่า รู้แล้วก็ปรับตัว อย่าให้มากหรือน้อยเกินไปเลยครับ เอาแค่เดินสายกลาง รับผิดชอบงานให้ดีที่สุด ส่วนชีวิตที่เหลือแบ่งไว้ให้เป็นเรื่องราวของชีวิตและความสุขส่วนตัวบ้างจะดีกว่าครับ

  • สัญญาณเตือนภัยว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะหันมาโมดิฟายตนเอง

    สัญญาณเตือนภัยว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะหันมาโมดิฟายตนเอง

    ช่วงชีวิตของผู้ชาย ในวัยหนุ่ม คุณอาจจะมุ่งมั่น และมีความตั้งใจที่จะสร้างงานและสร้างความสำเร็จ จนละเลยการดูแลและใส่ใจตัวเอง แต่ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ตราบใดที่ยังคุณมีความพร้อมทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และมันสมอง แต่มันไม่ยั่งยืนตลอดกาลหรอกครับ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมถอยลง ไปตามกาลและเวลาที่ผ่านไป

    มีสัญญาณหลายอย่างที่เป็นสัญญาณเตือนคุณแล้ว แต่คุณอาจจะรู้ตัวหรือยังไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ดังนั้น จึงจะขอยกตัวอย่างสิ่งที่สะท้อนให้เห็น ว่าคุณมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างภายในตัวเอง โดยจัดเป็นคนละด้าน ในสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงข้อควรกระทำหรือแนวทางออกอย่างง่ายๆ เมื่อคุณต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านั้น อย่าปล่อยให้สัญญาณเตือนกลายเป็นสัญญาณอันตราย เพราะมันจะสายเกินแก้นะซิครับ

    สัญญาณด้านร่างกาย

    สิ่งสะท้อน

    สัญญาณเตือน

    ทางออก

    เมื่อคุณพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แล้วคุณทำท่าว่าจะล้มลง ความแก่ ความอ้วน โรคที่เกี่ยวกับข้อต่อ พยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการก้มตัวเก็บของ
    เมื่อเข็มขัดของคุณคาดลำบาก หรือรู้สึกว่ากางเกงของคุณฟิตราวกับมันตัวเล็กเกินไป คุณกำลังขุนตัวเองให้อ้วนอยู่นะซิครับ กินให้น้อยลงหน่อยครับ
    คุณพบว่าคุณต้องยืดแขนไปยาวๆ เวลาอ่านหนังสือตัวเล็กๆ เมื่อมีคนทักว่าตาบอดหรือไง สายตาคุณท่าทางจะมีปัญหานะ ลองไปพบจักษุแพทย์ดู บางทีเขาอาจจะมีทาองออกที่ดีให้กับคุณได้ เทคนิคการแพทย์สมัยนี้มีประสิทธิภาพมากครับ
    เมื่อคุณไฟดิ้นตามดิสโก้เธค พวกวัยรุ่นหนุ่มๆ สาวๆ มองคุณแล้วหัวเราะคิกคัก คุณจะไม่เต้นอีก จะมองพวกเขาและกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความอิจฉา ก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะมาดิ้นก็สิ้นเรื่อง แล้วไปนั่งฟังเพลงที่ผับแทนดีกว่าครับ
    เมื่อช่างตัดผมแนะนำให้ใช้แชมพูปลูกผม เส้นผมของคุณร่วงอยู่กับพื้น หรือหลุดติดมือคุณมาเวลาที่จับหัว ทำตามที่ช่างตัดผมแนะนำเถอะครับ
    เวลาคุณจะมีเซ็กส์ คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสู้เหมือนเมื่อก่อน สมรรถภาพทางเพศของคุณ รู้สึกจะถดถอยกว่าแต่ก่อน ปลุกยากขึ้นมาทุกที ดูหนังโป๊ (ช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น) แล้วไปพบแพทย์ซะ ยังพอมีทางกู้ศักดิ์ศรีคืนได้

    สัญญาณด้านสังคม

    สิ่งสะท้อน

    สัญญาณเตือน

    ทางออก

    พนักงานในร้านเหล้า บอกให้คุณกลับไปดื่มที่บ้านดีกว่า เขาทำอย่างนั้นได้ เพราะเขาคงรู้สึกเสียใจที่คุณต้องมานั่งดื่มที่นั่นทุกคืนคนเดียว ต้องยอมรับมัน และภูมิใจในร้านเหล้าขาประจำของคุณ แม้ว่ามันจะถูกกว่านั่งในคอกเทลเลาจน์ที่มีสาวๆ ล้อมรอบ
    สิ่งที่ดีที่สุดในคืนวันศุกร์ คือรายการ “สัญญามหาชน” คุณจะสนุกอยุ่กับรีโมตคอนโทรล เปลี่ยนไปช่องนู้นที ช่องนี้ที ดูละครน้ำเน่า ซื้อโฮมเธียเตอร์และติดเคเบิลทีวีซะ
    เอาเหล้าหลายอย่างมาผสมกัน น่าจะอร่อยดี คุณจะโซซัดโซเซ เห็นอะไรเป็นแฝด 2 หรือแฝด 4 ไปหมด กลับบ้านเถอะครับ
    ชกกับคนคุมบาร์ ท่าทางจะดี คุณจะถูกอัด ลืมๆ มันซะ แล้วรีบกลับบ้านดีกว่า

    สัญญาณด้านการทำงาน

    สิ่งสะท้อน

    สัญญาณเตือน

    ทางออก

    หัวหน้าคุณเริ่มเรียกคุณด้วยชื่อจริง (ยกเว้นถ้าเขาเรียกอยู่แล้วเป็นปกติ แต่เริ่มเรียกพร้อมนามสกุลเต็มยศ) เขาเริ่มห่างเหินจากคุณไปเรื่อยๆ และเมื่อเขาไม่เห็นคุณอยู่ในสายตา เขาก็จะเริ่มกดดันคุณ เอาใจเขาหน่อยเป็นไร ชวนเขาและภรรยาไปทานข้าวด้วยกัน
    ประสบการณ์การทำงานในเรื่องคอมพิวเตอร์ของเด็กเข้าใหม่ มากกว่าคุณทำ คิดว่าตัวเขาใช้เครื่องมือดีกว่าคุณ หันมาสนใจเรื่องดอทคอม หรือ HTML คุณสามารถมั่นใจได้ว่าเขารู้น้อยกว่าที่คุณทำ
    มีผู้สมัครแข่งขันตำแหน่งสูงๆ แต่คุณไปไม่ถึงจุดนั้น ไม่เป็นไร ถ้าคิดว่าตำแหน่งคุณสูงแล้ว

    สัญญาณด้านอายุ

    สิ่งสะท้อน

    สัญญาณเตือน

    ทางออก

    เธอยังกลับไม่ถึงบ้าน แต่คุณยังคงกินอาหารเย็นอยู่ที่โต๊ะ มีคนที่เหมือนแม่คุณเข้าไปทุกที ทำให้มันดีขึ้น แต่งอะไรๆ ให้มันดูดี อย่าลืมว่าผู้หญิงยุคใหม่มีลำแข้งที่แกร่งของเธอเองนะครับ
    คุณพยายามจะทำวันเกิดของคุณไม่ให้น่าเบื่อ แต่ไม่มีสถานที่ที่จะทำให้คุณเซอร์ไพรส์หรือตื่นเต้นได้เลย คุณมีความพยายามที่จะกระตุ้นไหมหล่ะ
    กางเกงขายาวของคุณที่ใส่แล้วรู้สึกสบาย สามคำที่เลือก สแลค, ยืนส์เก่าๆ และกางเกงเล ซื้อไอ้ที่ใหม่ๆ ราคาแพงๆ มาสักตัว มันจะดูดีสำหรับคุณ
    คุณต้องใช้คำว่าสาวน้อย กับผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีลงไป ตัวคุณเองอายุมากกว่า 45 ปีแล้ว ถ้าจะเรียกตัวเองให้สนิทใจว่า “หนุ่ม” หล่ะก็ คุณควรเรียกสาวอายุ 45 ปีลงมาว่า “สาวๆ” แทนคำว่า “สาวน้อย” จะดีกว่า

    นี่เป็นเพียงตัวอย่าง และสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อย ที่น่าจะพอสะกิดความรุ้สึกคุณได้บ้าง ว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นกับหนุ่มอย่างคุณแล้วหล่ะก็ คงต้องบอกได้คำเดียวเลยว่า มันถึงเวลาที่จะต้องโมดิฟายตัวเองแล้วครับ


  • ทดสอบตัวเองว่าคุณบ้างานเกินไปหรือเปล่า

    ทดสอบตัวเองว่าคุณบ้างานเกินไปหรือเปล่า

    เป็นคำถามที่ตอบยาก หากมีใครถามว่า “คุณบ้างานเกินไปหรือเปล่า” นอกจากจะยอมรับเสียงสะท้อนจากคนรอบข้างแบบฟังหูไว้หู แล้วค่อยนำข้อมูลมาประมวลด้วยตัวเอง แม้จะได้ผลลัพธ์แบบไม่ตรงไปตรงมาเท่าไหร่ แต่ก็พอจะทำให้คุณได้เห็นภาพสะท้อนของตัวตนที่แท้จริงออกมาในบางแง่มุม

    จริงๆ แล้วการขยันในหน้าที่การงานของตนเองถือเป็นเรื่องดี เพราะนอกจากจะเกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องแล้ว องค์กรที่สังกัดอยู่ย่อมมีอัตราความก้าวหน้าสูงเป็นเงาตามตัว ถึงอย่างนั้น คุณก็ต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่า ชีวิตนั้นไม่ได้มีเพียงด้านเดียว และการจัดการชีวิตทุกด้านให้ลงตัวนั้น มีความสำคัญมากกว่า

    แบบทดสอบต่อไปนี้ คือเครื่องมือวัดระดับความขยันขันแข็งของคุณ ว่าชอบอู้งานมากเกินเหตุ เป็นไปตามมาตรฐานปกติ หรือบ้างานจนไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่ต้องอาศัยการฟังความรอบข้างให้มากเรื่อง เพียงแค่ตอบคำถามอย่างไม่มีเงื่อนงำ แล้วข้อเท็จจริงอีกด้านที่ซ่อนอยู่ก็จะปรากฏให้คุณได้รู้อย่างหมดเปลือก

    • 1.ทันทีที่ได้รับมอบหมายงานชิ้นใหม่ปฏิบัติ คุณมีวิธีจัดการและเรียงลำดับการทำงานอย่างไร
      ก.ศึกษาในรายละเอียดและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนวางแผนทำงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นไปตามคาดหมาย
      ข.เทียบเคียงกับแผนงานเดิมที่ผ่านมาแล้ว หากโครงการใดมีรายละเอียดใกล้เคียงกัน ก็สามารถนำแผนงานเก่ามาประยุกต์กับแผนงานใหม่ได้
      ค.ถึงพยายามทำความเข้าใจ แต่คุณก็พบปัญหาที่จะตามมามากมาย แต่นั่นคงไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่นัก หากคุณสามารถหาที่ปรึกษาซึ่งมีประสบการณ์

    • 2.ความรู้สึกแรกของคุณ เมื่อเจ้านายเรียกเข้าไปมอบหมายงานใหม่
      ก.ดีใจที่เจ้านายให้ความสำคัญและไว้วางใจ รวมทั้งจะตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเต็มกำลังความสามารถ
      ข.ถือเป็นเรื่องท้าทายความสามารถ และเป็นเดิมพันเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอนาคต แต่ก่อนจะเริ่มต้นอะไรลงไป ก็ต้องมั่นใจและไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม
      ค.ถึงจะมีความประหม่าเกิดขึ้นในใจ แต่ก็ต้องซ่อนเอาไว้ให้มิดชิด แต่ยังอดคิดไม่ได้ว่า มันจะเกินกำลังความสามาถของตัวเองหรือเปล่า

    • 3.ถามจริงๆ เถอะว่า คุณมีทัศนะคติต่อเจ้านายปัจจุบันคุณอย่างไร
      ก.
      หากเป็นเรื่องงานแล้วหล่ะก็ ต้องสู้กันด้วยเหตุและผลอย่างเต็มที่ โดยไม่เก็บเอาเรื่องเสียหน้าหรือถูกลบเหลี่ยมในที่ประชุมเก็บมาคิดภายหลังจากนั้น
      ข.ให้เกียรติเพราะตำแหน่งหน้าที่การงานอันเหนือกว่า แต่เมื่อถึงเวลาแสดงความคิดเห็นก็ต้องแสดงออกอย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรสูงสุด
      ค.ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิที่มากกว่า คุณต้องรู้จักนอบน้อมและเข้าหาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์สำหรับตนเอง

    • 4.ถ้าคุณพบความผิดปกติในการทำงานของคนในองค์กร โดยมีการลักลอบหรือยักยอกทรัพย์สินของบริษัทอย่างลับๆ คุณจะจัดการด้วยวิธี…
      ก.รายงานปัญหาดังกล่าวให้เจ้านายเบื้องบนได้ฟังอย่างละเอียด เพื่อจะได้ยุติพฤติกรรมร้ายที่กำลังบ่อนทำลายองค์กรอยู่
      ข.การยักยอกทรัพย์สินของบริษัทฯ ลำพังคนเพียงคนเดียวไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่น่าจะเป็นความร่วมมือของบุคคลหลายฝ่าย ฉะนั้นคุณต้องรอบคอบก่อนลงมือจัดการใดๆ ลงไป
      ค.ปล่อยเลยตามเลย เพราะเราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ภายในองค์กรเท่านั้น และหากทำอะไรกระโตกกระตากไป ผลร้ายอาจตกอยู่ที่คุณคนเดียว

    • 5.คุณมีวิธีปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไร เพื่อให้บุคลากรทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ
      ก.ความเด็ดขาดและเป็นธรรมถือเป็นหัวใจสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงความสนิทชิดเชื้อใดๆ แล้วทุกคนซึ่งทำงานด้วย จะเชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย
      ข.แต่ละคนพื้นฐานทางความคิดแตกต่างกัน ฉะนั้น การทำความเข้าใจเพื่อปรับทัศนคติให้ตรงกัน จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ
      ค.ใช้งานลูกน้องแต่ละคนตามความสามารถ อย่าไปฝืนให้ผู้บังคับบัญชาลองทำอะไรให้ผิดไปจากเดิม

    • 6.ทุกครั้งที่งานไม่บรรลุตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่คุณจะต้องรีบทำคืออะไร
      ก.หาสาเหตุความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเนื้องานให้พบ ก่อนที่จะหันกลับมาพิจารณาถึงความบกพร่องของตนเองว่า ขาดความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนไหน
      ข.เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนเข้าประชุม เพื่อระดมสมองหาต้นตอของปัญหา ก่อนที่จะช่วยกันวางแผนแก้ไข และจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว
      ค.นั่งหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง โดยตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งหาสาเหตุผลน่ารับฟังเอาไว้แก้ตัวกับเจ้านาย

    • 7.เมื่องานที่ได้รับมอบหมายลุล่วงไปตามกำหนด คุณเลือกจะชื่นชมความสำเร็จด้วยหนทางใด
      ก.นั่งเงียบๆ ตามลำพังตรงโต๊ะทำงาน พร้อมทั้งประมวลขั้นตอนการปฏิบัติที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับงานครั้งต่อไป
      ข.เลี้ยงสังสรรค์กับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อสร้างเสริมกำลังใจในการทำงานร่วมกัน แม้จะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างในเนื้องาน แต่คงไม่ใช่สิ่งที่ต้องใส่ใจในขณะนั้น
      ค.ชวนพรรคพวกที่อยู่ในระดับเดียวกันไปดื่มหรือรับประทานอาหาร เพื่อฉลองความสำเร็จ รวมทั้งเป็นการสานเยื่อใยในการทำงานครั้งหน้า

    • 8.คุณมีวิธีแบ่งเวลาในการทำงาน เวลาให้ครอบครัว และเวลาอันเป็นส่วนตัวอย่างไร
      ก.ดูความสำคัญเป็นหลัก หากขณะนั้นงานกำลังมีปัญหา ก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเข้าแก้ปัญหางานตรงหน้าอย่างเต็มที่ แม้จะเบียดบังเวลาส่วนอื่นๆ ก็ตาม
      ข.ยังพิจารณาจากความสำคัญอยู่เหมือนกัน แต่คงไม่ถึงขนาดทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งชีวิตด้านใดด้านหนึ่ง จนลืมชีวิตด้านอื่นๆ จนหมดสิ้น
      ค.ต้องแบ่งเวลาทำงาน เวลาสำหรับครอบครัว และเวลาส่วนตัวออกมาเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน แล้วปฏิบัติตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

    • 9.บุคลิกที่แท้จริงของคุณในชีวิตการทำงาน ในฐานะผู้นำครอบครัว และในเวลาอันเป็นส่วนตัวนั้น เหมือนหรือแตกต่างกันในแง่ไหน
      ก.ไม่ต่างกันเลย เดิมเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น เพราะยิ่งปรับเปลี่ยนบุคลิกให้แตกต่างมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งน่าเวียนหัวเวลาปฏิบัติตัวมากเท่านั้น
      ข.แตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะในฐานะเจ้านาย หัวหน้าครอบครัว หรือชีวิตส่วนตัว ย่อมมีคนรอบข้างต่างกันไป คุณจึงต้องรู้จักปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม
      ค.มันมีทั้งเหมือนและแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตอนนั้นว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และต้องการวิธีตัดสินในในแง่ไหน หรือพูดง่ายๆ ว่ามันเป็นบุคลิกที่คาบเกี่ยวกันอยู่

    • 10.ลองประเมินตัวเองดูสักหน่อยสิว่า ตอนนี้คุณทำงานเต็มที่แล้วหรือยัง
      ก.ยัง เพราะมีอีกหลายสิ่งที่คิดจะทำในหน้าที่การงาน แต่หาเวลาว่างเดินหน้าปฏิบัติไม่ได้สักที
      ข.เรียกว่าตอนนี้ทำเต็มที่ดีกว่า แต่ยังมีสิ่งอยากแก้ไขปรับปรุงอยู่เหมือนกัน และถ้าสบโอกาสก็จะรีบทำทันที
      ค.ไม่รู้สิ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกรอบความรับผิดชอบที่กำหนด ก็สามารถทำได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง

    คำถามไม่ยากไม่ง่าย 10 ข้อนี้ หากคุณตั้งใจและจริงใจที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมา มันจะช่วยให้คุณรู้จักตัวตนของคุณมากขึ้น จดบันทึกคำตอบไว้ แล้วมาดูคำเฉลยกันดีกว่า ดังนี้…..

    หากคำตอบส่วนใหญ่ คือ ข้อ ก.
    คุณเป็นพวกบ้างานชนิดไม่ลืมหูลืมตา ความมุ่งมั่นพัฒนาตนเองและอยากก้าวไปสู่ความสำเร็จของคุณ ถือเป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่ขณะเดียวกัน คุณเคยย้อนกลับมองชีวิตในด้านอื่นๆ ของตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า เป็นไปอย่างราบรื่นเหมือนงานหรือไม่

    อย่าลืมซิว่า การทำงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต มิใช่ทั้งหมดซึ่งควรจะทุ่มเทลงไปจนหยดสุดท้าย และอยากให้คุณลองถอยหลังออกมาจากสถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนจะหันกลับไปมองภาพรวมกว้างๆ ใหม่อีกครั้ง แล้วคุณจะพบความจริงบางอย่างซึ่งตนเองมองข้าม

    หากคำตอบส่วนใหญ่ คือ ข้อ ข.
    คุณเป็นพวกทำงานตามมาตรฐานปกติ ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพราะหลักการทำงานที่คุณยึดปฏิบัติในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ทุกคนเขาทำกันอยู่ โดยปราศจากข้อผิดพลาดหรือผลพวงร้ายที่จะตามมาในภายหลัง ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อยากให้คุณยึดติดกับความเป็นปัจจุบันมากเกินไปนัก

    ความก้าวหน้าถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในชีวิตการทำงาน และการกระโดดออกจากกรอบปฏิบัติมาตรฐาน ถือเป็นการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น ลองไตร่ตรองดูให้ดีอีกครั้ง ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างราบเรียบเช่นนี้ หรืออยากท้าทายชีวิตความก้าวหน้ามากขึ้น

    หากคำตอบส่วนใหญ่ คือ ข้อ ค.
    คุณเป็นพวกชอบอู้งานมากเกินเหตุ สารภาพออกมาตรงๆ เถอะว่า คุณเป็นพวกทำงานไปตามน้ำ ไม่ค่อยจะอยากเป็นผู้นำสักเท่าไหร่ เนื่องจากขาดความกล้าที่จะเสี่ยง และกลัวกับการแก้ไขความผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นในภายหลัง เลยชอบนั่งอยู่เฉยๆ เพื่อประเมินสถานการณ์

    แต่การหลบหลีกสถานการณ์ร้าย และลอยตัวออกจากความยุ่งยากทุกครั้ง ย่อมตกอยู่ในสายตาของคนรอบข้างอย่างช่วยไม่ได้ และจะกลายเป็นภาพลบของคุณในสายตาผู้อื่น ดังนั้น คุณควรรีบปรับเปลี่ยนนิสัยการทำงานอย่างเร่งด่วน หากยังต้องการความก้าวหน้าในอนาคต

    ทีนี้คงรู้แล้วซิครับ ว่าสิ่งที่คุณเป็นอยู่ และปฏิบัติอยู่นั้น เข้าข่ายใดกันบ้าง บ้างาน ธรรมดา หรือว่าเชื่อยชาชอบอู้งาน รู้แล้วก็อย่าปล่อยเลยนะครับ ปรับตัวให้พอดีกับงานและครอบครัว เพื่อความก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน นั่นแหลบะดีที่สุดครับ

  • 4 สัญญาณความเครียดที่คุณต้องระวัง

    4 สัญญาณความเครียดที่คุณต้องระวัง

    ในขณะที่เกิดความเครียด มักจะมี สัญญาณความเครียด หรือ อาการผิดปกติที่แสดงให้เห็น เช่น มือสั่น ปวดศีรษะ ที่มักเกิดขึ้นในวันแย่ๆ ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน และนั่นก็เป็นสัญญาณอันตรายที่น่าเป็นห่วง เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นเช่นนี้ จะทำให้คุณมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ และสารพัดโรคที่จะรุมเร้าเข้ามาอย่างไม่ปราณีด้วย

    ดังนั้น เราจึงอยากเตือนไว้ก่อน ให้คุณป้องกันล่วงหน้า เพื่อเลี่ยงห่างจากโอกาสเกิดโรคร้ายเพราะความเครียด ด้วยสาเหตุ อาการ และวิธีการแก้ไขคร่าวๆ ที่คุณอาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวเอง สำหรับใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ด้วย ลองมาดูซิครับว่าคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่า

    1.เจ็บบริเวณหน้าอก

    เมื่อไหร่ที่คุณเครียดแล้วรู้สึกเจ็บแปลบๆ ที่อก (ไม่ใช่เพราะอกหักนะครับ) อาการแบบนี้ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารจากอเมริกาวิเคราะห์ว่า สาเหตุของอาการ เกิดจากความเครียดกระตุ้นให้กระเพาะสร้างกรดที่ช่วยย่อยอาหารมากขึ้น กรดดังกล่าวทำปฏิกิริยากับไขมัน จนทำให้คุณเจ็บอกแปลบๆ ทุกครั้งที่เกิดความเครียด และถ้าคุณชอบเลือกสรรอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดกินเป็นประจำ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะตามไปด้วย

    วิธีบรรเทาอาการนี้ไม่ยากครับ ดื่มน้ำทุกครึ่งชั่วโมง มีส่วนช่วยลดดีกรีความเครียดให้เบาลง ช่วยดับความเร่าร้อนภายในร่างกาย และยังมีส่วนช่วยให้กรดในกระเพาะเจือจางลง และขับออกจากร่างกายในที่สุด เช่น อาหารจำพวกไขมันสูง รวมถึงเครื่องดื่มบางประเภทอย่างกาแฟและเหล้า แต่ถ้าคุณเจ็บแปลบบริเวณหน้าอกเพราะความเครียดนานเกิน 1 อาทิตย์ขึ้นไป แนะนำว่าไปพบแพทย์จะดีกว่า อย่าปล่อยเฉยๆ อาจอันตรายมากกว่านี้ก็ได้

    2. คุณมักเถียงคนใกล้ชิดเสมอ

    อาการนี้มักเกิดขึ้นกับคู่สามี-ภรรยาที่อยู่ในช่วงไม่ลงรอยกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น มีรายได้มากขึ้นจนทำให้มีเซ็กซ์น้อยลง กลายเป็นบ่อเกิดของความเครียดในชีวิตคู่ กรณีที่คุณและภรรยาทำงานด้วยกันทั้งคู่ เมื่อไหร่ที่ต่างคนต่างมีตำแหน่งสูง ตกอยู่ภายใต้สภาวะที่เต็มไปด้วยความเครียดจากการทำงานพอๆ กัน วันนั้นคือวันเริ่มต้นแข่งกันระหว่างคุณกับเธอ ว่าใครจะมีวันที่ย่ำแย่มากกว่ากันทันที

    ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ พอกลับถึงบ้าน ต่างฝ่ายต่างชิงประกาศเสียงดัง หรือไม่ก็บ่นให้ได้ยินชัดถึงสภาพความเลวร้ายที่ประสบมาตลอดช่วงทำงาน ชิงไปชิงมา ความเครียดจากเรื่องงานจะลดทอนความรักในครอบครัวจนเปลี่ยนเป็นความเห็นแก่ตัว หรือกลายเป็นศัตรูภายใต้หลังคาเดียวกันไปแทน

    วิธีเหลีกเลี่ยงที่ดีที่สุด คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งควรเฉยบ้าง ให้บ้านยามเย็นหลังเลิกงานเงียบอย่างน้อย 15-20 นาที อย่าเพิ่งโวยวายหรือจุดชนวนสงครามขึ้นมาก่อน เพราะมีความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาวก็คือ ไม่มีใครหรือกครับที่อยากจะได้ยินเรื่องน่าปวดหัวของคนอื่น ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายแพ้ตอนที่กราฟความเครียดกำลังพุ่งขึ้นสูงแน่นอน

    ดังนั้น แทนที่จะบ่นพึมพำเบื่อหน่าย ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีง่าย ต่างฝ่ายต่างนั่งพักผ่อนเฉยๆ ผ่อนความเครียดที่ได้รับมาให้จางลงไป แล้วค่อยคุยกันจะดีกว่า เวลาช่วยคลายความเหนื่อยล้าและบรรเทาความเครียดได้ เมื่อไม่มีเสียงบ่น ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่เกิดสงครามในบ้าน คืนนั้นอาจทำการบ้านได้คะแนนเต็มทั้งคู่ก็ได้

    3. มือสั่น

    ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อคืนคุณย่ำราตรีจนดึกเกินไป ทำให้เช้าวันใหม่ขะมุกขะมัวหล่ะก็ อาการมือสั่นกำลังบอกถึงดีกรีความโกรธที่พุ่งกระฉูด ในเวลาที่คุณไม่สามารถหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ผิดๆ ของเจ้านาย ที่เกี่ยวกับการทำงานของคุณได้ ความโกรธและความเครียดที่ผสมผสานกัน จะทำให้มือไม้สั่นโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ กาเฟอีนในกาแฟ และแอลกอฮอลล์ก็มีส่วนทำให้คุณเกิดอาการมือสั่นได้เหมือนกัน

    การหลีกเลี่ยงจากสภาพนี้ดีที่สุด คือระงับความโกรธ ทำใจให้เย็นลง แล้วค่อยๆ พูดกับเจ้านายให้เข้าใจซะใหม่ ถ้าเขาไม่ฟัง คุณก็ทำใจแล้วให้ผลงานเป็นเครื่งพิสูจน์ ถ้าคุณมั่นใจว่างานคุณไม่พลาดแน่ๆ

    เพราะในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการหางานใหม่ได้กระทันหันแบบนี้ ท่าทีมือไม้สั่นมันไม่ดีสำหรับอนาคตของคุณนักหฟรอกครับ สงวนทีท่าไว้หน่อยดีกว่า แล้วใช้วิธีบริหารง่ายๆ หลังการพูดคุย โดยสะบัดมือ บีบมือ ซึ่งง่ายกว่าออกกำลังกายด้วยการวิ่งซะอีก ทั้งยังทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นด้วย

    หรือถ้ายังไม่ดีขึ้น ลองหากระสอบทรายหรือหมอนหนาๆ เป็นที่รองหมัดสัก 10 นาที นอกจากเป็นการผ่อนคลายความรู้สึกแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้น จำไว้นะครับว่า การออกกำลังกาย รับประทานอาหารอย่างเพียงพอและครบหมู่ รวมทั้งการผักผ่อนที่เพียงพอ และทำจิตใจให้เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะวันละนิด รอยยิ้มวันละหน่อย คือปราการต้านเครียดที่ดีที่สุด

    4. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

    นี่ไม่ใช่สาเหตุด้านสุขภาพ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าเครียดทีไร อยากจ่ายตังค์ทุกที จ่ายมันให้เต็มที่ เหมือนกันเครียดแล้วอยากกิน ยิ่งเครียดยิ่งกิน พอความอ้วนถามหา คุณก็ยิ่งเครียดหนัก และมันจะวนเป็นวัฏจักรไม่รู้จบจนกว่าจะสำนึกตัวได้

    การใช้จ่ายก็เช่นกัน เครียดมากซื้อของมาก ใช้เงินมากขึ้น ถ้าไม่พอก็ใช้วิธีรูดบัตรเครดิต หนี้สินก็เพิ่มพูนเป็นเงาตามตัว หรือถ้าใช้เงินสดที่มีอยู่ จำนวนเงินในกระเป๋าก็จะน้อยลง แล้วกระเป๋าคุณก็แฟบเท่านั้นเอง เครียดไหมหล่ะครับ

    วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือ ถ้าอยากช้อปปิ้ง หาแคตตาล็อคมาดูพลางๆ ก่อน ดูไปเรื่อยๆ แล้วคิดไปว่าตอนนี้คุณกำลังซื้อของ ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ จินตนาการที่แหละที่จะทำให้เงินในกระเป๋าอยู่ครบ หรือถ้าเครียดเมื่อไหร่ต้องหาอะไรใส่ปาก ก็หยิบหนังสือแทนหยิบแฮมเบอร์เกอร์หรือขนมต่างๆ หาหนังสือสนุกๆ ไว้ข้างตัว คุณก็คงไม่ต้องหาอะไรกินแล้วกระมัง

    อาการต่างๆ เหล่านี้ คือสัญญาณทางร่างกายที่บอกเตือนคุณให้รู้ว่า ความเครียดได้ย่างกรายเข้ามาเยือนคุณแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้มันคืบหน้าไปมากกว่านี้ หาเวลาพักผ่อนและกำจัดมันทิ้งเสียก่อนที่มันจะทำร้ายคุณเลยครับ

  • 18 บันไดแห่งความสำเร็จในการใช้ภาษาเงียบแทนคำพูดที่คุณควรรู้

    18 บันไดแห่งความสำเร็จในการใช้ภาษาเงียบแทนคำพูดที่คุณควรรู้

    บันไดสู่ความสำเร็จอาจมีหลายขั้นตอน แต่ทางลัดสู่ความสำเร็จนั้นมีอยู่ไม่มาก หนึ่งในนั้นก็คือการสร้างความสำเร็จที่ได้มาด้วยภาษาเงียบ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียแรง หรือแม้แต่เอ่ยปาก และต่อสิ่งไปนี้ คือทางลัดสู่ความสำเร็จที่คุณเดินตามได้โดยไม่รู้ตัว…..

    1. ระวังกิริยามารยาทในการพบครั้งแรก โดยเฉพาะสิ่งที่จะทำให้เสียภาพพจน์
    2. กระชับความสัมพันธ์ด้วยรอยยิ้ม ควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นเสมอ (เว้นแต่จะไม่ถูกชะตากันจริงๆ) จากนั้นเอียงศีรษะพร้อมกับสบสายตา
    3. ยิ้มให้ถูกที่ ถูกคน และถูกเวลา ถ้าขืนยิ้มไม่เข้ากับสถานการณ์ก็อาจเจ็บตัวได้ง่ายๆ แบบไม่ทันตั้งตัว
    4. เมื่อแรกพบ อย่าสบตานานเกินกว่า 3 วินาที หลังจากนั้นให้พักสายตาทันที ไม่เช่นนั้นจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัด
    5. หลบสายตาด้วยการเบนเข็มมองด้านล่าง แต่ถ้าอยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่สนใจ ให้ใช้วิธีเหลือบสายตาขึ้นไปข้างบนแทน
    6. จับมือทักทาย จับมือเบาๆ โดยใช้แรงบีบขนาดปานกลาง แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 6 วินาที ที่สำคัญมือต้องแห้งอยู่เสมอ
    7. ถ้าต้องการแสดงอำนาจเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ให้จับมือโดยคว่ำมือลง บีบให้แรงกว่าปกติ และใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อย
    8. แสดงความเห็นใจ ยอมรับความร่วมมือ ให้จับมือแบบธรรมดาและไม่นานเกินไป
    9. กระชับความสัมพันธ์ด้วยการบีบมือแรงพอดีๆ และยืดเวลาออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม อย่าลืมสบตาเวลาจับมือกันและเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
    10. เวลายืน ถ้าอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย (แปลกหน้า) ตอนแรกให้ยืนอยูข้างๆ ก่อนแล้วค่อยขยับตัวไปด้านหน้า จำไว้ว่าอย่ายืนตรงข้ามกันเด็ดขาด แต่กับผู้หญิงแล้ว ให้อยู่ตรงข้ามกับเธอก่อน แล้วค่อยๆ เลื่อนเข้าไปชิดตัวเธออย่างช้าๆ
    11. อย่ายืนขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งนั่ง เว้นแต่ว่าตั้งใจแสดงอำนาจเหนือกว่า
    12. เลี่ยงไม่นั่งบนเก้าอี้ที่มีเท้าแขน เพราะมันจะไปจำกัดความเคลื่อนไหวเพื่อแสดงสัญญาณเงียบของคุณ
    13. อย่านั่งข้างผู้หญิงหรือข้างหน้าผู้ชายในการพบกันครั้งแรก ควรเริ่มต้นด้วยการนั่งข้างๆ ผู้ชาย และนั่งตรงข้ามผู้หญิงจะดีกว่า
    14. ไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการสวมแว่นตาที่มีสีหรือกระจกที่สะท้อนแสง ถ้าเป็นไปได้ควรสวมคอนแทคเลนส์ จะช่วยให้ดูจริงใจกว่าใส่แว่นกันแดด
    15. เวลาพูดต่อหน้าคนมากๆ พยายามกวาดสายคตาไปให้ทั่ว และพยายามเลี่ยงการอ่านข้อความที่เตรียมไว้ ควรใช้วิธีท่องจำไว้ก่อน หรือไม่ก็ใช้โน้ตย่อๆ แก้ปัญหาแทน
    16. เวลาเดินควรเดินช้าๆ อย่างมั่นใจและสง่า ใช้เวลาสังเกตุสิ่งรอบข้างไปด้วย ทำตัวให้สบายๆ อย่าทำให้เห็นว่าเป็นคนแปลกหน้าเด็ดขาดเพราะอาจเสียความมั่นใจ
    17. หากจะให้ผู้อื่นหลบสายตา ก็ต้องมองนานๆ แต่อย่าสบสายตาใหม่โดยใช้เวลานาน เวลาพักสายตาให้เหลือบสายตาไปข้างขวาหรือซ้าย แต่อย่ามองข้างล่างเป็นอันขาด
    18. ถ้าอยากให้ใครอยู่ในอำนาจและเชื่อฟัง จะต้องควบคุมเวลาของเขาให้ได้เป็นอันดับแรก ถ้าสามารถทำให้อีกฝ่ายรอได้นานๆ นั่นหมายความว่า คุณมีอำนาจเหนือกว่าเขา

    นี่แหละครับ คือหนทางแห่งความสำเร็จที่คุณสามารถสร้างได้ด้วยตัวคุณเอง ทีละขั้น ทีละตอน และสุดท้าย มันจะค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความสำเร็จที่แท้จริงในที่สุด

  • 6 วิธีฝึกสมองให้เป็นเลิศ มีความจำดี และว่องไวมากขึ้น

    6 วิธีฝึกสมองให้เป็นเลิศ มีความจำดี และว่องไวมากขึ้น

    เชื่อไหมครับว่า การลับสมองประลองปัญญาบ่อยๆ จะทำให้อายุยืน ทั้งยังทำให้จิตใจเข้มแข็ง มีความกระตือรือร้น และกระตุ้นให้สมองเติบโตและมีรอยหยักมากขึ้น ประโยชน์ที่ได้ก็คือ คุณจะดูหนุ่มสาวและมันสมองเป็นเลิศ แถมยังไม่มีอาการหลงลืมง่าย สร้างความน่าสนใจให้กับตัวคุณเองต่อคนรอบข้างอีกต่างหาก

    วิธีการลับสมอง เพื่อกระตุ้นให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ไม่ยากเย็นอะไร และดูเหมือนจะสนุกสนานกว่าที่คิดอีกด้วย ด้วยวิธีการต่อไปนี้ครับ….

    1.ฝึกสมองด้วยดนตรี

    เดี๋ยวนี้กลายเป็นศาสตร์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างยิ่ง ถึงกับมีการวิจัยค้นกว้าด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็ค้นพบว่า การฟังดนตรีบางประเภททำให้ฉลาดขึ้นได้ และยังเคยมีนักฟิสิกส์ที่ทำการศึกษาปฏิกริยาตอบโต้ของสมอง เขาพบว่า เพลงของโมสาร์ท หรือดนตีคลาสสิคให้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ ช่วยให้ความคิดเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและคิดได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

    ไม่เฉพาะเพลงของโมสาร์ทเท่านั้น ที่ทำให้สมองได้รับการกระตุ้น เพลงของบาค, บีโธเฟ่น, สตรา วินสกี้ หรือเพลงบรรเลงที่ก่อให้เกิดความสงบในจิตใจ กลับช่วยกระตุ้นให้สมองพัฒนาและเติบโตขึ้น คิดเร็วขึ้น คงเพราะมีสมาธิมากขึ้นก็เป็นได้

    2. ฝึกสมองด้วยจินตนาการ

    การนึกฝันถึงเรื่องท้าทายแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงลิบเพื่อหวังจะก้าวไปให้ถึงในหน้าที่การงาน รวมทั้งงานอดิเรกที่แปลกใหม่ ตื่นเต้น ท้าทาย การหาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัว ฝึกเต้นรำในแบบที่ไม่เคยเต้นมาก่อน หรือเรียนภาษาเพิ่มเติม เรียนศิลปะที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย อะรไก็ได้ครับที่คุณชอบ สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นสมองคุณให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ทั้งวัน

    3. ฝึกสมองด้วยการจำ

    เคยเห็นรายการทีวีที่นำรูปแบบมาจากต่างประเทศ เกี่ยวกับการจดจำตัวเลขกับใบหน้าของพนักงานในบริษัทใหญ่ๆ โดยให้โจทย์ไปท่องจำ 3 อาทิตย์ และกลับมาประลองเพื่อพิชิตเงินรางวัล หรือรายการที่เคยท้าให้ผู้ชมติดตามรายการของสถานีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมาตอบปัญหาชิงรางวัล

    เกมในรายการเหล่านี้ ถือเป็นวิธีการฝึกสมองได้เป็นอย่างดี จะทำให้คุณสามารถเรียบเรียงความคิด จัดระเบียบความจำโดยไม่รู้ตัว เมื่อสมองได้รับการจัดระเบียบ ก็จะทำให้คุณจดจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

    หรือถ้าไม่เกี่ยวกับรายการโทรทัศน์ ก็ลองฝึกด้วยการการตั้งสติ และจดจำรายชื่อของคนที่เพิ่งรู้จัก โดยเชื่อมรูปหน้าเข้ากับชื่อให้ได้ หรือฝึกจำหมายเลขโทรศัพท์ก็เป็นอีกทางที่น่าสนใจไมใเบาเหมือนกัน

    4. ฝึกสมองด้วยการบริหารจิตใจ

    อาจคล้ายกับการฝึกจินตนาการ แต่การฝึกสมองด้วยการบริหารจิตใจ จะเน้นถึงความจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่เวลานั้น ก่อให้เกิดสมาธิสูงกว่า เช่น การเล่นหมากรุก เล่นเกมใบ้คำ ประลองความสามารถกับเกมอักษรไขว้ ดูเหมือนเป็นเรื่องพักผ่อนก็จริง แต่เป็นการพักผ่อนกายในขณะที่สมองกลับถูกกระตุ้นให้ทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

    5. ฝึกสมองด้วยการออกกำลังกาย

    กีฬาแทบทุกประเภท คุณไม่เพียงแต่ต้องออกแรงเท่านั้น แต่ยังต้องใช้สมองในการคิดแก้เกม ตอบโต้และตั้งเป้าหมายด้วย สมองคุณจะได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการออกกำลังกายตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการจ๊อกกิ้ง เล่นเทนนิส ว่ายน้ำ แถมยังทำให้คุณมีเพื่อนมากขึ้นจากการสร้างสัมพันธืกับคนอื่นที่ชอบกีฬาประเภทเดียวกันอีกด้วย

    6. กินอาหารที่สมองต้องการ

    น้ำสะอาดบริสุทธิ์ 8 แก้ว ยังเป็นสิ่งจำเป็นเสมอสำหรับร่างกายและสมอง รวมไปถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เครื่องในที่ให้สารอาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ และกรดไขมันบางชนิดที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูสภาพของเซลล์สมอง อาหารจำพวกผักก็จำเป็น รวมถึงเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่อะดมไปด้วยกรดไขมันที่มีคุณค่าต่อสมองเป็นอย่างยิ่ง

    ข้อฝีกสมองให้แกร่ง ฝึกร่างกายให้ฟิต แล้วความหนุ่มก็จะคงอยู่กับคุณนานยิ่งขึ้น ไม่เชื่อก็ลองปฏิบัติดูซิครับ