Author: admin

  • กลยุทธ์ชุบความหนุ่ม  ให้กลับมาอีกครั้ง  เคล็ดไม่ลับสำหรับผู้ชาย  ที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มแก่

    กลยุทธ์ชุบความหนุ่ม ให้กลับมาอีกครั้ง เคล็ดไม่ลับสำหรับผู้ชาย ที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มแก่

    ผ่านปีผ่านเดือนมาหลายฝน คุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มแก่ขึ้นไหมครับ ถ้ารู้สึก รีบพลิกสถานการณ์ความเป็นหนุ่มให้กลับคืนมาอย่างเร่งด่วน โลกนี้ยังมีความตื่นเต้นท้าทายอีกมากมาย ที่รอให้คุณได้โลดโผนโจนทะยานไปกับมัน สนุกสนานไปกับชีวิต

    อย่าเพิ่งทำตัวแก่เชียวนะครับ แต่ถ้าไม่แน่ใจ ว่าคุณแก่ขึ้น หรือยังเหมือนเดิมหล่ะก็ ต้องลองสอบถามตัวเองแล้วครับ แล้วถ้ารู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นจริงๆ หล่ะก็ อย่าลืมใช้กลยุทธ์ฟื้นความเป็นหนุ่มให้กลับมาด้วยนะครับ…

    อาการเริ่มแก่ 1. เดินเข้าไปในห้อง แต่แล้วลืมว่าเข้าไปทำไม ไอ้อะไรที่ต้องทำ มันหล่นตอนเท้าก้าวเข้าประตูไปแล้วหรือนี่

    อาการความจำสั้น อาจเกิดขึ้นได้ตามวัยที่มากขึ้น ถ้าคุณไม่ฝึกสมองบ่อยๆ หรือไม่อย่างนั้นมันก็อาจเป็นไปได้ว่า คุณมีเรื่องมากมายจนเกินไป จนกระทั่งจำสับสนจนกลายเป็นคนขี้ลืม เช่น ถ้าคุณไปงานปาร์ตี้ที่มีคนพลุกพล่านนับร้อย บังเอิญเกิดมีใครสักคนเข้ามาทัก และบังเอิญอีกนั่นแหละที่คุณลืมไปว่าเขาหรือเธอคนนั้นชื่ออะไร ทั้งที่คุณเคยจำแม่นจะตายชัก แสดงว่าสัญญาณความสูงวัยเริ่มมาเยือนคุณแล้ว

    หมุนเวลาคืนความเป็นหนุ่ม….ไม่จริงเสมอไป ที่ความชราจะทำให้ศักยภาพสมองมนุษย์ลดลง เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์เขาวิจัยกันมาแล้วครับ แต่การจะทำให้เซลล์สมองมีศักยภาพประดุจสมองคนรุ่นใหม่ ก็ต้องฝึกลับสมองกระตุ้นให้กล้ามเนื้อสมองได้ทำงานอยู่เสมอ ก็สามารถพัฒนาให้สมองฉลาด คิดเร็ว และจดจำได้แม่นยำ

    วิธีการคือ บริหารจิตใจให้เกิดสมาธิ และออกกำลังกาย อย่าลืมว่า สมองคือกล้ามเนื้อส่วนหนึ่ง เมื่อคุณออกกำลังกาย ย่อมช่วยให้กล้ามเนื้อสมองแข็งแรง ทำงานได้เร็วขึ้น เฉียบคมขึ้น และห่างไกลอัลไซเมอร์ยิ่งขึ้นด้วย

    แต่ถ้าคุณยังขี้ลืมอีกหล่ะก็ คงต้องใช้วิธีจดบันทึกเข้ามาช่วยอีกทาง มันเป็นกระบวนการช่วยในการประมวลผลด้านความจำให้ดีขึ้น อย่างน้อยที่สุด ถ้าคุณเดินสะดุดความจำหล่นหายไป ก็ยังกลับมาดูข้อมูลที่เขียนไว้ได้ว่า คุณจะเข้าไปในห้องครัวทำไม

    อาการเริ่มแก่ 2.รายการใหม่ๆ ทางโทรทัศน์ ทำให้คุณสับสนและไม่เข้าใจเลยว่า มันสนุกตรงไหนกันนะ

    มีรายการเกมโชว์มากมายที่เรตติ้งพุ่งกระฉูด แต่สำหรับคุณ ดูมันน่าเบื่อและไม่มีสาระเอาเสียเลย เหมือนคุณกำลังหลุดจากกลุ่มเป้าหมายการตลาดวัยหนุ่มสาวแล้วซิ ยิ่งถ้าหลงเข้าไปนั่งดูกับคนรุ่นใหม่วัยพ้น 20 หมาดๆ ที่กำลังสนุกสนานไปกับเกมส์เหล่านั้น มันทำให้คุณรู้สึกราวกับว่า สิ่งเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้คนอื่นทั้งนั้น แถมยังเป็นกลุ่มคนที่มีรสนิยมทันสมัยวัยหนุ่มอีกต่างหาก

    หมุนเวลาคืนความเป็นหนุ่ม…..จงทำให้หัวใจของคุณรู้สึกหนุ่มอยู่เสมอ นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด หัวใจหนุ่มจะทำให้ความรู้สึกของคุณอ่อนเยาว์ตามไปด้วย มีคนมากมายที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน เมื่อวัย 30 ข้ามเข้ามา และกำลังพาคุณมุ่งสู่เลข 40

    ดังนั้น คุณไม่ต้องคิดมากกับเรื่องเหล่านี้หรอกครับ เพราะคุณไม่ได้เป็นกลุ่มโดดเดี่ยวที่จะถูกแยกออกจากวัฒนธรรมป๊อปที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน คุณยังสามารถเป็นหนุ่มได้เสมอ ถึงแม้จะไม่เข้าใจเกมส์โชว์ และยังมีรายการอีกเพียบที่ผลิดมาเพื่อคนที่ต้องการสาระอย่างคุณ

    อาการเริ่มแก่ที่ 3. คำตะโกนติดปากคุณช่วงนี้ “เฮ้ย…หรี่เสียงหน่อย หรือไม่ก็ปิดเสียทีได้ไหม”
    ด้วยวัยที่มากขึ้น เป็นธรรมดาที่คุณจะกลายเป็นคนขี้รำคาญ และทนกับมลพิษทางเสียงได้น้อยลง แถมยังรู้สึกแย่ยามอยู่ท่ามกลางควันบุหรี่และเสียงดนตรีเร้าใจ ทั้งที่คุณเคยเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น

    หมุนเวลาคืนความเป็นหนุ่ม….ถ้าไม่อยากให้ใครๆ เห็นว่าคุณแก่ ก็มี 2 ทางเลือกสำหรับปัญหานี้ ทางแรก – เลี่ยงซะ เลิกเที่ยวกลางคืนไปเลยครับ ไม่ต้องนั่งทนฟังเสียงดนตรีดังๆ หรืออยู่ท่ามกลางมลพิษ แต่ถ้าเลือกทางที่ 2 ก็พยายามอย่าอุดหูหรือทำท่าชราให้คนอื่นเห็นเชียวล่ะ และควรขยับแข้งขาไปตามจังหวะดนตรี นักกายวิภาคบอกว่า การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยลดความตึงเครียดจากสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกหนวกหูลงได้ ฉะนั้น จงอย่านิ่งดูดาย ถ้าคุณยังไม่แก่

    อาการเริ่มแก่ที่ 4.กระจกไม่เคยหลอกลวง ส่องยังไงก็สะท้อนใบหน้าที่แท้จริงของคุณออกมาทุกครั้ง
    สำหรับผู้ชายวัยย่าง 30 ปีขึ้นไป ต้องยอมรับว่าน้ำหล่อเลี้ยงผิว สารคอลาเจนที่ร่างกายเคยผลิตได้ให้ผิวเต่งตึงก็ลดน้อยลงไปตามธรรมชาติครับ ตืนกาจะขึ้น รอยย่นจะขีดข่วนบนหน้าหรืออะไรที่คุณเห็นจากกระจก นั่นคือความจริง

    หมุนเวลาคืนความเป็นหนุ่ม…ก็คงมี 3 คำที่คุณต้องเริ่มต้นปฏิบัติการได้แล้ว – บำรุงผิว อย่าครับ…อย่าทำท่าเหมือนกับให้ผู้ชายไปสนใจเรื่องของผู้หญิง คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ปัจจุบันมลภาวะเป็นพิษทางอากาศ ความเครียด สารพัดปัจจัยที่ทำให้หน้าคุณแก่ก่อนวัย และจำเป็นต้องบำรุงถนอมผิวให้ดูสดใสสมวัยหรือแก่กว่าวัย

    ถ้าคุณไม่อยากแก่หรือเป็นหนุ่มวัยกลางคน ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นอายุ 30 ปียังไม่ถึงครึ่งทาง อย่าปล่อยให้หน้าไปก่อนอายุจริง เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ชาย เลือกใช้ให้เหมาะกับผิวคุณด้วยนะครับ

    อาการเริ่มแก่ 5.ปฏิเสธที่จะเล่นบันจี้จั๊มพ์

    คนหนุ่มย่อมรักความท้าทาย และในบางครั้ง ประสบการณ์ที่เสี่ยงตาย ท้าทาย ทำให้คุณได้สัมผัสรสชาติของชีวิตที่เหนือระดับ อาจส่งผลถึงสิ่งรอบตัวที่ไม่มีอะไรให้คุณกลัวอีกแล้ว แต่คุณไม่เคยคิดจะเสี่ยงตายท้าทายชีวิต ยืนมองดูหนุ่มสาวกระโดดจากที่สูงและมีเพียงเชือกพันรอบเท้ายึดไว้

    หมุนเวลาคืนความเป็นหนุ่ม…ทำไมต้องกังวลด้วยหล่ะครับ มันไม่ได้หมายความว่าคุณตัดโอกาสความท้าทายเพื่อไปตายอย่างไร้สาระ ชีวิตยังมีคุณค่า และถ้าการปฏิเสธบันจี้จัมพ์หมายถึงความแก่ในสายตาคนอื่น คุณก็คิดเสียว่า ยังมีอะไรดีๆ กับวัยที่มากขึ้นดีกว่าไปเสี่ยงตายแน่ๆ ครับ

    Image by Şahin Sezer Dinçer from Pixabay

  • 10 วิธีเอาชนะใจผู้หญิงอินเทรนด์ เพื่อคว้าใจเธอมาครอง

    10 วิธีเอาชนะใจผู้หญิงอินเทรนด์ เพื่อคว้าใจเธอมาครอง

    รสนิยมการชอบผู้หญิงของผู้ชายแต่ละคนนั้น ต่างคนต่างความคิด ต่างคนต่างมีความชอบและทัศนคติที่แตกต่างกันไป บ้างชอบสาวสวย บางคนชอบสาวเปรี้ยว บ้างสอบสาวเก่ง บ้างก็ชอบสาวเซอร์ ฯลฯ สารพัดสารเพ แล้วแต่ว่าจะสรรหามาชอบ

    แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่ว่าคุณจะชอบสาวแบบไหนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ คุณทุกคนต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือต้องการพิชิตใจสาวคนนั้น ให้มาซบอก แอบอิงข้างกายคุณ และแน่นอนย่อมต่างจ้องมองหาวิธีที่จะเอาชนะใจหล่อนให้ได้ในที่สุด

    เอาเป็นว่าวันนี้ เรามีคำแนะนำดีๆ มาบอกเล่าให้ฟัง เป็น วิธีที่จะทำให้คุณชนะใจผู้หญิงสาวๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก่อนที่คุณจะรู้ว่าจะชนะใจเธอด้วยวิธีใด ขอเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าคุณชอบผู้หญิงประเภท “เรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้” ก็ขอให้ผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปเถอะครับ เพราะต่อไปนี้ คือคำแนะนำดีๆ 10 วิธีที่จะเอาชนะใจสาวอินเทรนด์เท่านั้นครับ

    1. ดินเนอร์มื้อที่คุณและเธอจะได้สวีทกันมากที่สุด อย่าพาเธอไปร้านอึกทึกครึกโครมเด็ดขาด งานนี้ต้องพึ่งผับเก๋ๆ หรือคาเฟ่อินเทรนด์เท่านั้นครับ
    2. สาวๆ กลุ่มนี้มักจะเป็นสาวเท้าไฟ ถ้าคุณเป็นสมาชิกร้านดังอินเทรนด์ มีหวังโกยคะแนนจากเธออีกเยอะเลย 
    3. ด้วยความเป็นยอดนักช้อป  ทางที่ดีพยายามหาบัตรส่วนลดจากร้านแบรนด์เนมดังๆ ให้มากที่สุด เพื่อป้องกันกระเป๋าฉีก 
    4. อย่าละเลยเรื่องของผู้หญิงว่าพวกเธอสนใจอะไรกันอยู่ แต่เรื่องฉลาดๆ เพื่อย้ำความเป็นผู้นำก็ห้ามมองผ่าน จึงขอแนะนำให้หาเรื่องราวทันสมัยของสาวๆ ตามอินเตอร์เนตมาอ่าน 
    5. หาเวลาว่างหรือหลังเลิกงาน ชวนเธอไปอบไอกรุ่นของสมุนไพร ในร้านสปา หรือไม่ก็ไปฟิตร่างกายตามฟิตเน็ต 
    6. มองหางานอดิเรกทำให้คุณดูดี อย่างนักธุรกิจ กอล์ฟ ยังอยู่ในกระแสนิยม แต่ถ้าอยากเป็นหนุ่มรักธรรมชาติ ชวนไปดำน้ำน่าจะอินที่สุด 
    7. เรื่องดูหนังนี้ขาดไม่ได้ เธอชอบหนังสไตล์ไหน ก็ชวนเธอไปดู และอย่าลืมให้ความสนใจในความคิดเห็นของพวกเธอด้วย 
    8. สาวอินเทรนด์ส่วนใหญ่จะรักหาดทราย สายลม แสงแดด ชวนเธอไปเที่ยวซิ รับรองยากที่จะปฏิเสธ 
    9. หมั่นส่งดอกไม้ ซีดีเพลงรักหวาน หรือของขวัญแปลกๆ ไปกำนัลเธอในโอกาสไม่ธรรมดา เช่น ครบรอบ 33 วันที่ได้เจอกัน หรือในโอกาสฝันถึงเธอครอบ 100 คืน ถ้าไม่รู้จะซื้ออะไร ลองไปเดิน Loft, Imagine ดูก็ได้ 
    10. สาวอินเทรนด์ทั้งหลาย มักจะยอมแพ้ใจให้หนุ่มที่เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตในโลกที่สนุกสะใจอย่างไม่มีใครเหมือน งานนี้ไม้ตายเด็ด คงต้องอยู่ที่บัตรเครดิตดีๆ ที่น่าเชื่อถือได้สักใบ แล้วทีนี้ชีวิตคุณก็จะเป็นตัวของตัวเองได้ดั่งใจปราถนา

    เป็นไงกันบ้างครับกับข้อแนะนำเหล่านี้ อินเทรนด์พอที่จะกระชากใจสาวอินเทรนด์ที่คุณเฝ้าหลงชอบอยู่ได้บ้างหรือยัง ไม่แน่นะครับ ในไม่ช้าความฝันของคุณอาจเป็นจริงขึ้นมาเร็วขึ้นกว่าที่คิดก็ได้ และที่สำคัญที่สุด การที่จะทำอย่างนี้ได้ ค่าใช้จ่ายมันก็สูงไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะครับ และถ้ามีเงินพร้อมแล้วล่ะก็ ลุยได้เลยครับ …สวรรค์อยู่แค่เอื้อม

    Image by JUAN FERNANDO YECKLE from Pixabay

  • คุณรู้ไหม  ผู้หญิงต้องการอะไรจากผู้ชาย

    คุณรู้ไหม ผู้หญิงต้องการอะไรจากผู้ชาย

    คุณรู้มั๊ยว่า ผู้หญิงต้องการอะไรจากผู้ชาย…เป็นคำถามที่มีการสำรวจกันเอาไว้ ด้วยการนำไปสอบถามหญิงสาวจำนวนหนึ่ง อายุระหว่าง 24-34 ปี ถึงแม้ว่าจะเป็นคำตอบจากสาวฝั่งตะวันตกที่มีตาสีฟ้า แต่คำตอบจากพวกเธอทั้งหลาย อาจช่วยเผยช่องทางให้คุณค้นพบวิธีการเข้าถึงจิตใจเธอได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณรู้จักเอาไปปรับใช้…

    ระหว่างนวดหลังกับนวดเท้า เธอชอบแบบไหนมากกว่ากัน ?

    80 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิง ชอบการนวดเท้ามากกว่าครับ เธอว่ามันทำให้ความรู้สึกสบายจากเท้าขึ้นมาจรดอวัยวะส่วนอื่นๆ ด้วย ที่ชอบนวดหลังก็มีเหมือนกัน 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะทำให้นอนหลับสบายดี

    อายุของชายหนุ่มที่อยากออกเดทด้วย ?

    70 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าชอบเดทกับหนุ่มวัยเดียวกัน หรืออายุมากกว่า แต่ไม่มากจนต่างกันเกินไปนัก อยู่ในราว 28-40 ปี มีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นชายหนุ่มที่สนใจในสิ่งใกล้เคียงกัน มีแนวคิดใกล้กัน มีความต้องการคล้ายๆ กับเธอด้วย ที่สำคัญคือมีความเป็นผู้นำ แต่ไม่ใช่ประเภทมีอีโก้สุดโต่ง

    30 เปอร์เซ็นต์ ชอบเดทกับชายหนุ่มอายุน้อยกว่าประมาณ 2-3 ปี พวกเธอบอกว่าชายหนุ่มที่เด็กกว่า ทำให้เธอดูอ่อนวัยไปด้วย

    คุณอาจจะเดาไม่ออก ว่าสาววัยขนาดไหนที่ชอบเดทกับเด็กหนุ่มกว่า ผู้หญิงสูงวัยหรือ ? ผิดครับ สาวใสวัย 20 กว่าๆบางคนก็ชอบเดทกับหนุ่มรุ่นกระเตาะอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

    สาวบางคนอยากให้หนุ่มที่ออกเดทด้วยเป็นครั้งแรก แต่งตัวแบบไหน ?

    70 เปอร์เซ็นต์ ให้ความเห็นว่า เดทครั้งแรก หนุ่มของเธอควรแต่งตัวแบบสบายๆ จะให้ความรู้สึกดีกว่า สบายในที่นี้หมายถึงเสื้อผ้าลำลอง อาจจะเป็นเสื้อโปโลกับกางเกงยืนส์ ดูท่าสาวส่วนใหญ่จะชอบยืนส์กันพอสมควร แต่ขอเตือนหน่อยว่า ยีนส์ไม่ใช่จะใส่กันได้ทุกคน ถ้าหุ่นของคุณไม่ให้ เลือกแต่งตัวในสไตล์ที่เป็นตัวคุณเองดีกว่า เพราะสาวๆ กลุ่มนี้ วงเล็บมาว่า นอกจากแต่งตัวสบายๆ แต่ควรจะมีสไตล์เป็นของตัวเองด้วย

    30 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เน้นคอนเซ็ปต์การแต่งกายมา พวกเธอให้ความเห็นว่า การแต่งกายขึ้นอยู่กับว่าผู้ชายวางแผนพาพวกเธอไปเดทที่ไหน ก็แต่งให้เหมาะกับกาละเทศะนั่นแหละ

    รถยนต์มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชายหนุ่มของเธอหรือเปล่า ?

    90 กว่าเปอร์เซ็นต์ให้ความเห็นว่า เธอไม่สนใจหรอกว่า รถยนต์ของหนุ่มที่เธอเลือกจะเป็นรถราคาแพงหรือถูก อย่าเอารถบรรทุกมารับก็พอ แต่ถ้าหนุ่มคนนั้นรักษาและดูแลรถเป็นอย่างดี เธอจะรู้สึกถึงความเป็นคนเอาใจใส่และน่าคบหาสมาคมด้วย พวกเธอยังบอกว่า เธอเลือกเดทกับคนนะ ไม่ใช่เดทกับรถยนต์

    สำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ปีลงมา ยี่ห้อ ประเภท และระดับรถยนต์มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ครับ

    เป็นไงบ้างครับ นับแต่นี้ต่อไป คงพอที่จะเข้าใจผู้หญิงขึ้นมาบ้าง ไม่ถูกต้องเสมอไปหรอกครับ ว่าต้องเป็นแบบนี้ แต่มันก็คงไม่ต่างไปจากนี้มากนักหรอกครับ

    Image by Pana Kutlumpasis from Pixabay

  • 12 วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

    12 วิธีคลายเครียดจากการทำงาน

    เย็นวันทำงาน ตอนที่คุณกำลังอยู่ที่โต๊ะทำงาน เพราะถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่ดันเจอเอางานด่วนตามจี้มาถึงโต๊ะจากเจ้านาย หรือลูกค้าต้องการงานด่วนกระทันหัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอะเหตุการณ์แบบนี้มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย และจะเกิดความรู้สึกในทันทีที่รับงาน ว่ามันช่างเป็นเย็น “นรก” ของคุณซะจริงๆ

    คุณรู้ไหมว่า เมื่อเกิดความรู้สึกเช่นนั้นแล้ว มันหมายถึงคุณกำลังเกิดความเครียดกะทันหัน และหากไม่พยายามล้างความเครียดที่เกิดขึ้นออกไปก่อนถึงบ้าน คุณก็จะพกเอางานที่เพิ่งได้รับไปพร้อมกับความเครียดอีกกองใหญ่กลับไปด้วย

    ผลนะหรือ…งานก็เดินไม่ได้เพราะคิดไม่ออก เนื่องจากความเครียดมันบดบังหมด แถมยังพลอยทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง คนในครอบครัว เพื่อนฝูงในวงสนทนา เวลาในผับที่ควรจะสนุก ก็มีบรรยากาศตามคุณไปอีกต่างหาก

    อย่ากระนั้นเลย สู้มาทิ้งความเครียดไว้ที่ทำงานให้จบเสียก่อน ทำให้สบายใจ ผลดีมีมากกว่าตอนที่เครียดรุมเร้าแน่นอนครับ วิธีการก็คือ

    เมื่อคุณพร้อมกลับบ้าน

    ไม่ว่าจะมีงานเร่งด่วนเข้ามา ซึ่งคุณไม่อาจจะทำได้ในทันทีแน่นอน หากคุณยังรู้สึกย่ำแย่อยู่ เก็บไว้พรุ่งนี้เช้าจะดีกว่า ที่สำคัญ ไม่ควรหอบงานกลับไปทำที่บ้าน เพราะบ้านคือที่พักผ่อน เป็นที่ส่วนบุคคล ก็ควรเป็นที่พักผ่อนสบายๆ สำหรับคุณเท่านั้น งานควรอยู่ที่สำนักงานก็เพียงพอแล้ว และต่อไปนี้คือกฏสำหรับคลายเครียดก่อนออกจากที่ทำงานครับ…

    1. เริ่มจัดทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าที่ ใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีก่อนเลิกงาน หรือ 15 นาทีก่อนกลับบ้าน จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย งานชิ้นไหนที่จะต้องทำในวันรุ่งของพรุ่งนี้ จัดไว้ให้เป็นระเบียบ หยิบง่าย เพื่อให้เช้าวันต่อไปไม่มีเรื่องรำคาญใจกับการทำเอกสาร
    2. ร่างชื่องานที่ต้องทำในวันถัดไป การเขียนลิสต์งานที่จะต้องทำในวันรุ่งขึ้น นอกจากเป็นเสมือนบันทึกช่วยจำได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยจัดระบบการทำงานให้ดีขึ้น และไม่ทำให้คุณต้องหอบความเครียดกลับบ้านด้วย เพราะคุณรู้ว่าตัวเองได้วางแผนงานไว้เรียบร้อยแล้ว
    3. ยืดเส้นยืดสายก่อนออกจากโต๊ะทำงาน เป็นการบำบัดความเครียดออกไปโดยการบริหารง่ายๆ คือ ยืนด้านหลังของเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลัง แยกเท้าออกจากกันราวๆ 1 ฟุต แล้วใช้มือทั้งสองข้างจับพนักเก้าอี้ไว้ ย่อเข่าลงแล้วยืดตัวขึ้น ทำสลับกัน 5-10 ครั้ง จากนั้นก็บิดตัวไปทางซ้ายทีขวาที เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนกลับบ้าน

    เมื่อก้าวพ้นประตูสำนักงาน

    ราว 6 โมงเย็น คนส่วนใหญ่กำลังเลิกงาน รวมทั้งคุณด้วย ต่างคนต่างก็เบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า หรือแย่งกันขับรถกลับบ้าน และนี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเครียด ดังนั้น เมื่อย่างเท้าพ้นประตูสำนักงาน อย่าเพิ่งรีบร้อนขึ้นรถกลับบ้านเลย แต่ควรจะ

    1. เดินไปขึ้นป้ายหน้า…ถ้าคุณต้องขึ้นรถเมล์โดยสารประจำทางกลับบ้าน แทนที่จะขึ้นป้ายใกล้ที่สุด แนะนำว่าลองเดินเล่นสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนไปที่ป้ายหน้า แล้วค่อยขึ้นรถกลับบ้าน มันจะทำให้คุณได้ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ คลายเครียดได้ทีเดียว
    2. เติมชีวิตให้มีสีสันสักนิด…ความเครียดมักเกิดขึ้นเนื่องจากความรู้สึกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ฉะนั้น คุณต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่า เจ้านายที่แท้จริงคือตัวคุณเอง เรียกความมั่นใจกลับคืนด้วยการเดินเล่น ผ่อนคลายความเครียด เดินดูของ ดูการตกแต่งร้าน หรือเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ดูชุดสูทราคาแพงๆ ดูเฉยๆ ไม่ต้องซื้อก็ได้ มันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
    3. อย่าอดอาหาร…แม้ว่าอาหารมื้อค่ำจะทำให้คุณอ้วน คุณสามารถควบคุมได้โดยการกินแต่น้อย แต่ต้องกินนะครับ เพราะอาหารทุกมื้อมีความสำคัญต่อร่างกายเท่าๆ กัน มื้อค่ำก็เช่นเดียวกัน คุณควรหาอะไรเบาๆ ใส่ท้อง และเวลาที่ดีที่สุดก็คือช่วงนี้แหละ ก่อนที่จะกลับบ้าน ถ้าไม่กินก่อนเข้านอนคุณไม่อ้วนขึ้นหรอกครับ
    4. ถ้าคุณขับรถกลับบ้านเอง…ก็ไม่ควรละเลยข้อ 2 และ 3 คือการเดินเล่นกับอาหารมื้อค่ำเล็กๆ น้อยๆ แต่คุณอาจเกิดความเครียดได้จากสภาพจราจรติดขัด ที่ดูจะเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านเราไปแล้ว คุณควรรู้จักพักผ่อนตัวเอง อย่าเอาใจใส่กับการติดขัดของท้องถนนมากนัก เพราะมันจะเพิ่มความเครียดมากขึ้นไปอีก ลองหันมาฟังเพลงเพราะๆ จากวิทยุเทปที่อยู่ในรถ หรือหาเทปตลกมาฟังก้ได้ รับรองว่ามันจะทำให้คุณหายเครียดจากสภาพการจราจรที่ติดขัดได้เป็นอย่างดี

    พักสักประเดี๋ยว

    ทำเหมือนคุณต้องการขุดช่องว่างระหว่างทำงานกับที่ทำงานกับที่บ้านขึ้นมา เพาะบางครั้งคุณก็คงนึกเบื่อการเดินทางซ้ำซากระหว่างบ้านกับที่ทำงานใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้น ลองหาที่พักสบายๆ สักประเดี๋ยว อาจจะเป็นเดือนละครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณเอง เช่น

    1. หาซื้อของใช้ส่วนตัวในช้อปปิ้งอาเขต…แน่นอนว่ามันย่อมไม่เหมือนการเดินตามห้างสรรพสินค้าทั่วๆ ไป เพราะคุณต้องมีจุดมุ่งหมาย การเดินหาซื้อของใช้ส่วนตัวหรือของที่คุณอยากจะได้ เดือนละชิ้นคงไม่มากเกินไป
    2. เข้าสถานที่ออกกำลังกายหรือว่ายน้ำ…การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ได้ผลกับทุกส่วนของร่างกาย และถ้าคุณไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายหรือต้องไปห้องยิมได้ทุกวัน ก็หาเวลาแค่เดือนละครั้งไปว่ายน้ำก็พอ
    3. โยนโบว์ลิ่ง…สีสันหลากหลายของรองเท้า และการยืนเด่นเป็นสง่าคนเดียวในลู่โยนโบว์ลิ่ง จะทำให้คุณรู้สึกตื่นตาตื่นใจได้ อีกทั้งยังทำให้คุณรู้สึกถึงความเป็นที่หนึ่ง สกอร์แต้มที่ทำได้ก็เป็นของคุณคนเดียวโดยไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร แถมยังเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานอีกต่างหาก ถ้าไม่คิดมากเกินไปนัก หาเพื่อนร่วมเกมด้วยก็ได้ อย่าใส่ใจผลแพ้ชนะ อย่าลืมว่านี่เป็นการเล่นสนุกในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น

    เมื่อคุณถึงบ้าน

    ผู้เชียวชาญความเครียดบอกว่า สิ่งที่ผู้คนมักทำผิดพลาดเสมอในชีวิต ก็คือพกเอาความเครียดเข้าบ้านด้วย จากนั้นก็ทิ้งมันให้เป็นภาระของคนในบ้าน ด้วยท่าทางที่หงุดหงิดและน่าเบื่อ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ดีกว่าไหมครับ

    1. บอกสาเหตุที่ทำให้คุณเครียด…เช่น ถ้าคุณเข้าบ้านแล้วบอกภรรยากับลูกว่า “วันนี้เป็นวันที่แย่ชะมัด มีปัญหาเยอะแยะรุมเร้าตลอดวัน” การที่คุณเปิดเผยให้คนในครอบครัวรอบรู้ นอกจากจะเป็นการระบายความเครียดแล้ว ยังทำให้คนในบ้านรู้สึกถึงสาเหตุที่ทำให้คุณหงุดหงิด พวกเขาจะได้สบายใจว่าเขาไม่ใช่เป็นผู้สร้างความเครียดให้คุณ เมื่อคนรอบข้าง คนในบ้านสบายใจ พวกเขาก็จะช่วยให้คุณหายเครียด ซึ่งคุณก็ควรจะให้ความร่วมมือด้วย
    2. อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีที่ถึงบ้าน…นี่เป็นอีกวิธีที่จะทำให้คุณสลัดความรู้สึกเคร่งเครียดจากงานเมื่อถึงบ้าน คือเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว คุณควรอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดทำงานเป็นชุดลำลองสบายๆ มันจะทำให้ความรู้สึกดีขึ้น ผ่อนคลายมาขึ้น
    3. ทำให้คนในบ้านรู้สึกเป็นคนพิเศษ การที่คุณมุ่งมั่นตั้งใจจะทำเซอร์ไพร์สใครสักคน ถึงแม้มันจะไม่ใช่วันสำคัญของพวกเขา แต่ความตั้งใจนั้นจะทำให้คุณลืมความเครียดเรื่องงานไปได้ เมื่อคนรอบข้างคุณมีความสุข ตัวคุณเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย วิธีนี้คุณอาจไม่ต้องทำทุกวันหรือทุกครั้ง แต่สักอาทิตย์ละครั้งหรือ 2 อาทิตย์/ครั้ง ก็พอแล้วครับ

    ทั้งหมดนี้เป็นข้อแนะนำ ที่เชื่อว่า ถ้าใครลองได้นำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน หรือปรับเข้ากับชีวิตการทำงานของตัวคุณได้ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยมันจะช่วยเป็นเกราะป้องกันความเครียดให้กับคุณได้พอสมควรทีเดียวเชียวครับ

  • ข้าวหนุกงา วิธีทำง่ายกว่าที่คุณคิด

    ข้าวหนุกงา วิธีทำง่ายกว่าที่คุณคิด

    ข้าวหนุกงา คือ ข้าวคลุกงา

    เครื่องปรุงเพียงสามอย่างคือ

    1. ข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ ประมาณครึ่งกิโลกรัม
    2. งาม่อน (งาชนิดเม็ดกลม)
    3. เกลือป่นเล็กน้อย

    วิธีทำข้าวหนุกงา คือ

    โขลกงากับเกลือให้พอเหมาะและเข้ากัน จากนั้นตักเอาข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ ๆ ลงตำคลุกเคล้าพอให้เข้ากันดี หรือบ้างก็คดข้าวร้อน ๆ นั้นออกใส่ชาม โรยงาที่โขลกไว้แล้วให้กระจายทั่วข้าว งาจะเกาะบนข้าวเหนียวได้ดีขณะที่ข้าวยังร้อนอยู่

  • ติดแอร์ที่ไหนดี ตั้งพื้น ฝ้าเพดาน หรือผนัง

    ติดแอร์ที่ไหนดี ตั้งพื้น ฝ้าเพดาน หรือผนัง

    ติดแอร์ที่ไหนดี จะวางไว้ที่ไหน ตั้งพื้น ฝ้าเพดาน หรือผนัง

    เป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อย ที่คนบ้านเราวัดจุดวางเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type) ว่าวางตรงไหนเหมาะสมหรือไม่ ไว้ที่ “ราคา” ค่าเครื่องและค่าติดตั้ง เพราะเราจะรู้สึกว่า เครื่องแอร์ที่วางกับพื้น จะมีประสิทธิภาพการทำงานน้อยกว่า (เพราะถูกที่สุด) เครื่องแอร์ที่แขวนกับฝ้าเพดานนั้นดี (เพราะราคาแพงกว่า) และเครื่องแอร์ที่ติดตั้งผนังห้องนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด (และมีการโฆษณามากที่สุด) เป็นเครื่องแอร์ที่ดีที่สุด… ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

    เครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น นั้นถ้ามองในเชิงสุขภาพและอุณหูมิ อาจจะดีที่สุด เพราะน่าจะทำให้ระดับความเย็น ที่เราต้องการล้อมรอบตัวเราได้ดีที่สุด ก็ต้องเป็นเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เพราะความเย็นนั้นจะเป็นอากาศที่หนักกว่าอากาศร้อน ความเย็นจากเครื่องตั้งพื้นก็จะทำให้ความเย็นที่พื้นก่อน และค่อยๆ ขยายความเย็นไปสู่ที่สูง

    ดังนั้น หากห้องนอนของเราสูง 3 เมตร ความเย็นในระดับที่เรานอนคือ 60 เซนติเมตร จะเย็นก่อน แล้วค่อยขยายความเย็นไปเป็นระดับที่เรานั่งคือประมาณ 1 เมตร แล้วขยายไปเป็นระดับที่เรายืนคือ 2 เมตร แล้วจึงจะไปถึงฝ้าเพดาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาทำความเย็นให้เรานอนได้สบายเพียงครึ่งชั่วโมง แต่กว่าจะเย็นครบทั้งห้องก็ตั้ง 2 ชั่วโมงก็ได้ อีกทั้งยังไม่มีกระแสลมพัดมาถูกตัวให้เราจับไข้ได้อีก … จึงนับว่าเครื่องแบบที่ตั้งพื้นนี้มีจุดเด่นไม่น้อย แต่เครื่องตั้งพื้นนี้ก็มีจุดอ่อนเกี่ยวกับการเสียพื้นที่ห้อง และการวางต้องให้ถูกที่ถูกทาง ห้ามเอาอะไรบังทางอากาศไหลกลับ (Return Air) อีกทั้งบางท่านจะรู้สึกว่ามันไม่น่าดู

    เครื่องปรับอากาศแบบแขวนฝ้าเพดาน มีจุดดีก็เพราะว่าเรารู้สึกว่าลมจะพัดจากที่สูง นำความเย็นไปสู่ที่ต่ำได้รวดเร็ว การเดินผ่านแล้วมีลมมากระทบตัวเราก็จะรู้สึกดีในสิบนาทีแรก แต่ท่านอาจจะลืมนึกไปว่า การติดตั้งไว้ที่ฝ้าเพดานและมีกระแสลมพัดจากเบื้องสูงนี้ จะทำให้อากาศภายในห้องของท่านเกิดอาการ “ปั่นป่วน”

    เครื่องปรับอากาศแบบแขวนฝ้า ต้องทำงานหนัก และกว่าที่ท่านจะได้ระดับความเย็นตามที่ท่านต้องการมารายล้อมตัวท่าน ก็เป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับที่เครื่องปรับอากาศต้องทำความเย็นให้ห้องทั้งห้อง …. แต่สิ่งดีของเครื่องปรับอากาศแบบแขวนฝ้าเพดานก็คือ ไม่เปลืองพื้นที่ห้อง ทั้งตัวเครื่องปรับอากาศเองและระบบลมหมุนกลับ (Return Air)

    เครื่องปรับอากาศแบบติดกับผนัง มีลักษณะคล้ายกับแบบแขวนฝ้า คือ จะทำให้อากาศในห้องของท่านปั่นป่วนได้เหมือนกัน แต่มีระบบภายใน (เครื่องกล) ยุ่งยากซับซ้อนกว่าระบบตั้งพื้นและระบบแขวนฝ้าเพดานแต่เครื่องมักจะเล็กกระทัดรัดกว่า ดูแล้วมีความสวยงามกว่า

    ดังนั้น การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศอย่างชาญฉลาด นอกจากจะพิจารณาถึงลักษณะการติดตั้ง จุดที่ต้องการต่อท่อระบายน้ำ (ไกลใกล้ ยากง่าย) จุดที่ต้องการให้กระแสลมพัดไปทางทิศใดแล้ว ท่านจะลองหันกลับมาพิจารณาของเครื่องว่า ท่านน่าจะเลือกแบบใดในการใช้งานด้วยครับ

  • แอร์มีกี่ชนิด มีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไร

    แอร์มีกี่ชนิด มีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไร

    คุณทราบไหมว่า แอร์มีกี่ชนิด กี่แบบ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นเรื่องยุ่งยากมากๆ สำหรับคนที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแต่ก็ไม่ทราบว่า จะใช้ขนาดไหนดี เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของห้องแต่ละห้องภายในบ้าน

    แอร์มีกี่ชนิด กี่แบบ และต่างกันอย่างไร

    …..มีคำถามว่า เจ้าเครื่องปรับอากาศที่เราใช้อยู่ในบ้านเรานี้มีกี่อย่าง กี่ชนิด กี่ระบบ ก็ขอแยกย่อยโดยสังเขป เป็น 3 แบบดังนี้

    …..1. แบบติดหน้าต่าง(Window Type) เป็นแบบที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในกล่องๆ เดียว และติดแขวนไว้ที่ช่องหน้าต่างหรือผนังห้อง เป่าลมเย็นเข้าห้อง โผล่กันออกมาระบายความร้อน มีขนาด 8,000-30,000BTU หรือรู้จักกันคือ .7-2.5ตัน(ใหญ่กว่านี้ทำไม่ได้เพราะเครื่องจะใหญ่และหนักเกินไป ติดตั้งแล้วช่องหน้าต่างหรือผนังห้องจะรับน้ำหนักไม่ไหว) กินไฟค่อนข้างมาก และมีเสียงดังกว่าทุกระบบ แต่สะดวกในการติดตั้ง สะดวกในการเคลื่อนย้าย

    …..2 .แบบแยกส่วน (Split Type) เป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แยกส่วนเป่าลมเย็นออกจากตัวเครื่องระบายความร้อน ขนาดตั้งแต่ 1-50 ตัน (ขนาด 1-3 ตัน มักไม่มีการต่อท่อลมไปจ่ายหลายๆ จุด แต่หากมากกว่านั้น อาจมีการต่อท่อลมออกจากส่วนเป่าลมไปไปจ่ายหลายๆ จุด) แอร์ระบบแยกส่วนนี้ ดีตรงที่ไม่ค่อยมีเสียงดัง (เพราะเครื่องระบายความร้อน แยกออกไปวางไว้ที่อื่น) แต่จะยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบติดหน้าต่าง เพราะต้องคำนึงถึงการเดินท่อระหว่างเครื่องที่แยกส่วน… ที่สำคัญอย่าลืมท่อระบายน้ำจากที่เป่าลมเย็น (Fan Coil) ไปทิ้งด้วย

    …..3. แบบเครื่องชนิดทำน้ำเย็น (Water Chiller) ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวกลางในการผลิตความเย็น ใช้สำหรับอาคารใหญ่ๆ มีขนาดตั้งแต่ 100 ตันขึ้นไป มีความยุ่งยากในการติดตั้ง แต่จะกินไฟน้อยกว่าชนิดอื่นๆ … สถาปนิกและวิศวกรโครงสร้าง ผู้ออกแบบเริ่มต้นกรุณาอย่าลืมที่จะจัดเตรียมห้องเครื่อง และโครงสร้างที่แข็งแรงเพียงพอ เพื่อวางระบบนี้ด้วย

    …..สำหรับแอร์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า Central Air นั้น ส่วนใหญ่จะหมายถึงแอร์ระบบสุดท้าย เพราะมีจุดเครื่องระบายความร้อนจุดเดียว แต่ส่งผ่านไปหลายจุดทั่วทั้งอาคาร แต่บางครั้งแอร์ระบบ Split Type ใหญ่ๆ ที่ส่งลมเย็นไปได้หลายๆ จุดก็อาจจะเรียกว่าเป็น Central Air ได้เหมือนกัน

  • ลองกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง  เพื่อการเรียนรู้ครั้งใหม่  ชาร์ตจินตนาการให้ตนเอง

    ลองกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง เพื่อการเรียนรู้ครั้งใหม่ ชาร์ตจินตนาการให้ตนเอง

    เชื่อว่าหลายคน คงเคยรู้สึกอยากกลับเป็นเด็กๆ ทุกครั้งที่เห็นไอ้ตัวเล็กวิ่งซนอย่างสนุกสนานและหลายคนชอบช่วงชีวิตวัยเด็กมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องเครียดกับการทำงานหาเงินมาใช้จ่าย หรือความรับผิดชอบที่มีมากขึ้น

    ที่สำคัญ การเติบโตขึ้นทำให้ความกล้าหลายๆ อย่างหดหายไปด้วย เช่น การทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ไล่จับอย่างสนุกสนาน และการหัวเราะอย่างเต็มที่ ความสามารถเหล่านี้หายไปเมื่อคุณเติบโตขึ้น มีภาระมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเครียดเข้ามารุมทึ้งอย่างในทุกวันนี้ด้วย

    วันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ลองยืมความสามารถของหลานๆ หรือไอ้ตัวเล็กที่บ้าน แล้วปฏิบัติการย้อนอดีตกลับเป็นเด็ก เพื่อเรียนรู้ความชำนาญที่เคยมีกันสักครั้งดีกว่า มีหลายเรื่องที่รอให้คุณเรียนรู้จากความเป็นเด็กอยู่นะครับ

    1. ควบจักรยานคันเก่งหรือสเกตบอร์ดคู่ใจ

    ถ้าคุณไม่มีเวลาออกกำลังกายในห้องยิม ไม่ว่าจะเป็นเพราะเวลาที่มีอยู่โดนงานแย่งไปหมด หรือเป็นเพราะการจราจรติดขัดจนไม่อยากออกไปไหน ทำไมไม่ลองขี่จักรยานของหลาน วนในหมู่บ้านสักรอบสองรอบล่ะ ในเมื่อเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เลว ได้เผาผลาญอาหารอย่างเต็มที่ ออกกำลังกายเกือบทุกส่วน แถมยังสนุกอีกต่างหาก

    นอกจากนี้ สถาบันจักรยาน ยังมีผลวิจัยออกมาด้วยว่า การขี่จักรยานอย่างสนุกสนานทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและอ่อนวัยขึ้นอีก 10 ปีเชียวนะครับ หรือไม่อย่างนั้น ก็หยิบสเกตบอร์ดขึ้นมาไถลเล่นก็ได้ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยมอีกวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะระยะทางใกล้ๆ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร แล้วจะรู้ว่ามันทำให้คุณสนุกแค่ไหน แถมยังทำให้ร่างกายแข็งแรงอีกต่างวหาก

    2. ขว้างความโกรธทิ้งไป

    บางครั้งในเวลาเครียดจัดๆ คุณคงอยากตะโกนด่าตัวเองให้สะใจ ซึ่งเป็นวิธีการระบายความโมโหของผู้ใหญ่ แต่บางทีก็ทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้ เลยพานเครียดไปกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย ลองวิธีง่ายกว่านั้นของเด็กๆ ดีกว่าครับ

    เด็กๆ สามารถขว้างความโกรธทิ้งได้ง่ายๆ จะด้วยการอาละวาดในขอบเขตที่ผู้ใหญ่ให้แสดงออกซึ่งก็คือคุณนั่นเอง หรือจะเป็นการตะโกนโวยวาย ตะบันหมัดลงบนหมอน การระบายออกจะทำให้ความโกรธลดลง ความเครียดก็จะไม่เข้ามากร้ำกราย อีกทั้งการระบายความโกรธยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคความดันเลือดได้เป็นอย่างดี เลิกเก็บกดความแค้นหรือความอาฆาตพยาบาทได้แล้ว ระบายมันออกให้หมดดีกว่า จะระบายออกให้โลกรู้หรือจะอยู่คนเดียว เลือกเอาครับ

    3. หัวเราะให้เต็มเสียงบ้าง

    นานแค่ไหนแล้ว ที่คุณได้แค่ฉีกยิ้มเท่าที่จำเป็น หรือเท่าที่สังคมต้องการเท่านั้น นานแค่ไหน ที่ไม่ได้หัวเราะอย่างสนุกสนาน ถ้านานมากจนคุณแทบจำไม่ได้แล้วว่าตลกมุขสุดท้ายที่ปล่อยก๊ากออกมามันคือเรื่องอะไร เห็นทีจะต้องทบทวนความทรงจำกันใหม่ได้แล้ว

    เด็กๆ สามารถหัวเราะได้ทุกเรื่อง ยิ่งเล็กยิ่งบริสุทธิ์ เด็กวัย 6 ขวบหัวเราะมากถึงวันละ 30 ครั้งเชียว เพราะทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับพวกเขา แล้วมันจะทำให้พวกเขามีความสุขซะด้วย ลองคิดแบบเด็กๆ มองหามุขใหม่ๆ ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับตนเอง

    การหัวเราะยังช่วยเปลี่ยนแปลงอารมณ์เสียให้คืนเป็นดี ลดความเครียดและส่งพลังงานไปยังสมองด้วย ทำให้สมองคุณปลอดโปร่งขึ้น เชื่อไหมครับ แค่ยิ้ม 10 นาที จะทำให้ระดับอิมมูโนโกลบินในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาอารมณ์ดีๆ ไว้ได้นนานอีก 45 นาทีต่อมาด้วย นอกจากนี้ การหัวเราะยังช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น เขาถึงได้บอกกันไงครับ ว่า “หัวเราะคือยาชูพลัง”

    4. อย่าลืมฝันที่เคยมี

    ผู้ที่ไม่มีฝัน ยากที่จะทำตัวเองให้สมบูรณ์ได้ และมันยังเป็นการปิดกั้นโลกแห่งจินตนาการของตัวเอง งานส่วนใหญ่หรือแม้แต่การดำเนินชีวิต ไม่ได้ใช้เฉพาะหลักความเป็นจริงเท่านั้น แต่ต้องมีจินตนาการช่วยเสริมให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ด้วย

    สังเกตุง่ายๆ เด็กๆ มักมีคำถามแปลกๆ มีความคิดแปลกๆ ที่ผู้ใหญ่มักคาดไม่ถึงเสมอ พวกเขาสามารถรับรู้ข้อมูลและเก็บไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังนำสิ่งที่ได้รับรู้มารวมเข้ากับจินตนาการ สร้างสรรค์การเล่นรูปแบบใหม่ๆ ของพวกเขาเสมอ พวกเขาทำได้อย่างไร

    อันที่จริง ผู้ใหญ่ก็เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนทั้งนั้น ในวัยเด็ก คุณคิดและทำในสิ่งที่ต้องการ แม้บางอย่างคุณเองก็นึกไม่ถึงว่าจะทำได้ แต่คุณก็ทำมันมาแล้ว ถ้าคุณอยากมีไอเดียใหม่ๆ หรืออยากให้ความคิดดีๆ เกิดขึ้นกับตัวเอง ลองคุยกับเด็กๆ คิดแบบเด็กๆ แล้วจะพบคำตอบ

    อย่างไรก็ตาม…ควรจำกัดขอบเขตจินตนาการไว้บ้าง ไม่เช่นนั้น คุณอาจหลุดจากโลกของความเป็นจริงไปได้นะครับ

    5. หยุดความกลัว เปิดรับสิ่งใหม่

    เด็กๆ มักทำในสิ่งที่พวกเขาได้รับแรงกระตุ้นอย่างแท้จริง โดยไม่กลัวว่ามันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร ไม่กลัวที่จะเสียฟอร์มด้วย พวกเขาก็เลยมีเพื่อนใหม่ได้ทุกที่ สนุกได้ทั้งวัน ไม่เครียดแล้วหน้าก็อ่อนตามอายุด้วย

    แต่พอโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น มีภาระมากขึ้น ก็เลยทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ขี้ระแวง หวาดกลัวไปทุกเรื่อง ไม่กลัวเสียเงินก็กลัวเสียฟอร์มนั่นแหละครับ ลองปรับใหม่มาคิดแบบเด็กๆ เลิกฟอร์มจัด เลิกเก๊กมาดขรึม มีน้ำใจช่วยเหลือใครรอบข้างเหมือนเด็กๆ ดูสิ จะรู้ว่าโลกนี้ยังสนุกสนาน ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด

    6. อย่ากลัวเทคโนโลยี

    อันที่จริงโรคนี้น่าจะหายตั้งนานแล้ว เพราะเทคโนโลยีทั้งคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ก็เข้ามานานแล้ว แม้แต่คนสูงอายุก็ยังมีโรงเรียนสอนเล่นอินเตอร์เน็ต สอนเขียนโฮมเพจ สอนให้ส่งอี-เมล์กันแล้ว

    ยอมรับครับว่า เด็กๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ แต่การที่ผู้ใหญ่บางคนไม่ยอมรับ หรือยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่พวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะความกลัวที่เกิดขึ้นมากกว่า กลัวเสียฟอร์มทำไม่เก่งเท่าเด็ก กลัวโดนล้อ ถ้าเป็นอย่างนั้น มีหวังชาตินี้คุณก็ต้องเป็นหนุ่มฟอร์มจัด แถมยังล้าหลังไปโดยไม่รู้ตัวแน่ๆ

    งัดเอาความสามารถที่แท้จริงมาใช้ซิครับ กำจัดความกลัว กำจัดอาการฟอร์มจัดจนปิดโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจรอบตัวดีกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรเรียนรู้ทั้งบนโลกและนอกโลกใบนี้ด้วยนะครับ

    Image by Ananda Wisely from Pixabay

  • 4 กลยุทธ์ จิตวิทยาการบริหารลูกน้อง โดยใช้สายตา

    4 กลยุทธ์ จิตวิทยาการบริหารลูกน้อง โดยใช้สายตา

    การใช้จิตวิทยา หรือกลยุทธในการบริหารลูกน้อง ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ไม่ใช่จะใช้ได้เฉพาะเรื่องของความรักเท่านั้น แต่ในด้านของการบริหารงาน การมองตาผู้ที่พูดคุยด้วย ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานได้เช่นเดียวกัน มันทำให้นักบริหารอ่านใจลูกน้อง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาและตัดสินใจได้เอง ถือเป็นหนึ่งในหลักจิตวิทยาการบริหารที่ได้ผล

    และในการที่จะสบตากับผู้ที่คุณต้องติดต่อ ประสานงาน หรือกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีหลักในการและคำแนะนำที่น่าสนใจ ดังนี้….

    1.ค้นหาสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูด

    นักบริหารที่มักจะประสานดวงตากับลูกน้องทุกครั้งที่ได้รับการรายงาน จะมีความตั้งใจในการฟังมากขึ้น และอ่านความคิดได้ดีขึ้นด้วย นั่นเพราะดวงตาจะบอกได้มากกว่าคำพูด

    ถ้าคุณรักษาระดับสายตาขณะที่ฟังการรายงานของลูกน้อง จะสามารถจับความรู้สึกและได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งมากกว่าการรายงานด้วย เช่น จากรายงานของพวกเขา ฟังดูเหมือนจะดำเนินการไปได้ดี แต่มีบางสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นแน่นอน การพิจารณาจากสิ่งที่ลูกน้องพูด กับการพิจารณาจากสิ่งที่คุณเห็น ย่อมแตกตต่างกัน ดังนั้น หากต้องการได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่า ก็ควรรักษาระดับสายตาที่จ้องมองผู้พูดหรือผู้รายงาน สิ่งที่ได้จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ลูกน้องส่วนใหญ่ มักต้องการนำเสนอรายงานที่ดีๆ แก่เจ้านาย แม้ว่าบางครั้งงานอาจดำเนินไปได้ไม่มีนัก แต่พวกเขาอาจบอกว่า “โครงการนี้กำลังไปได้สวย” หรือ “เรากำลังพยายามทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้งานสำเร็จ” ไม่ว่าการรายงานนี้อาจจะทำไปเพื่อให้โครงการผ่านหรือเพื่อเอาใจเจ้านายก็ตาม สำหรับนักบริหารที่ดีแล้ว ต้องสามารถรู้มากกว่าสิ่งที่ได้ยิน ด้วยการมองจนกระทั่งเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้นได้ทะลุปรุโปร่ง

    2.การประชุมหรือพูดคุยต่อหน้า

    การรับฟังรายงานอย่างส่งเดชของนักบริหาร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ง่ายๆ โดยเฉพาะสำหรับพนักงานที่ทุ่มเทเวลาและกำลังสมอง กว่าจะคิดหาหนทางหรือโครงการหนึ่งๆ ขึ้นมาได้ การรับฟังโดยไม่สนใจหรือไม่สบสายตา จะทำให้พนักงานรู้สึกว่า โครงการหรือผลงานของพวกเขาไม่มีคุณค่า และไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้งานสำเร็จหรือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

    กรณีนี้ หากนักบริหารให้ความสนใจกับงานเพียงแค่ครึ่งใจ พนักงานก็จะทำงานให้ครึ่งเดียวจากที่หวังด้วยเช่นกัน เมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ความสำคัญของเนื้องานก็จะถูกละเลยไปจนหมดสิ้น และย่อมทำให้การพิจารณาหรือตัดสินใจในระดับบริหารเกิดผิดพลาดตามไปด้วย

    การส่งจดหมายหรือเอกสารภายใน ไม่ใช่หนทางที่ดีเสมอไป การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุด ควรต้องมีการเผชิญหน้าและพูดคุยกัน ก็ย้อนกลับไปที่ข้อแรกอีกนั่นแหละที่ว่า มันจะทำให้คุณสามารถอ่านความรู้สึกที่ลึกซี้งกว่า เพื่อใช้เป็นข้อมูลดิบในการพิจารณาหรือตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

    3.ตรวจสอบอุณหภูมิความรู้สึก

    ทุกคนมีความรู้สึกที่สื่อถึงความกระตือรือร้น ความอ่อนไหว เจตนาหรือความตั้งใจ และความขัดแย้ง การสื่อสารที่จะทำให้รับอุณภูมิ ก็คือ การประชุมหรือเรียกพบเพื่อคุยกันในแบบของการเผชิญหน้า

    ความพยายามที่จะคุยกับพนักงานเป็นกลุ่มอย้างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้ทุกคนได้พูดคุยกัน จะทำให้การดำเนินงานราบรื่นขึ้น เหมือนกับการระดมสมองเพื่อเฟ้นหาสิ่งที่ดีกว่าจากฝ่ายทำงานทั้งหลาย และยังช่วยให้ระดับบริหารได้ข้อมูลในการตัดสินใจที่ดีกว่าด้วย

    4.การประชุมในช่วงเช้า ทำให้เกิดความต่อเนื่อง

    สิ่งจำเป็นสำหรับนักบริหารที่ดี คือการรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงหรืออุณหภูมิความรู้สึกของพนักงาน เช่นเดียวกับความเห็นที่ดีมาจากระบบการทำงานที่ดี ดังนั้น การประชุมในช่วงเช้า เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็น จะทำให้นักบริหารสามารถตั้งข้อสังเกตุได้ดีขึ้นจากแผนกต่างๆ หรือฝ่ายทำงานแต่ละส่วน เพื่อนำมาใช้เป็นหัวข้อสรุปในการพิจารณาหรือตัดสินใจ และยังทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อรับรู้ว่าแต่ละฝ่ายทำงานรับผิดชอบอย่างไร ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฝ่ายใดเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การประสานงานในแต่ละฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น

    แต่อย่าลืม ขั้นแรกของการสื่อสาร ก็เพื่อดึงเอาข้อเท็จจริงออกมาได้มากกว่า ด้วยการสบตาผู้รายงานแต่ละคน การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้บริหารเข้าใจพนักงานฝ่ายปฎิบัติการได้ดีขึ้น และก่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั่นเอง

  • 8 วิธีปรับความความคิดให้สนุกกับงานที่ทำ

    8 วิธีปรับความความคิดให้สนุกกับงานที่ทำ

    สนุกกับงานที่ทำ ปรับแนวคิดใหม่ ปรับวิธีการทำงานของคุณ เพื่อให้งานยากเป็นงานง่าย แล้วชีวิตของคุณจะมีความสุขมากขึ้น

    ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานประจำ พนักงานชั่วคราว หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน คือวิธีการบริหาร งานบางอย่างอาจดูเป็นเรื่องยากจนทำให้คุณรู้สึกท้อ แต่ถ้ามองในมุมกลับว่า งานยากคือความท้าทาย เมื่อทำได้สำเร็จ งานอื่นๆ ก็ไม่ใช่กำแพงที่มาขวางการเดินทางสู่ความสำเร็จของคุณอีกต่อไป

    วิธีการทำงานยากให้เป็นงานง่าย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีทำงานเท่านั้น แต่ยังต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ให้สอดคล้องกับงานและตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบว่าความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม แต่จะเอื้อมหรือไม่เอื้อมนั้น อยู่ที่ตัวคุณเองแล้วหล่ะครับ

    และสิ่งที่นำมาฝากต่อไปนี้ เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ ที่จะทำให้คุณไม่ท้อกับงานหนัก และสนุกกับงานทุกชิ้นที่อยู่ในความรับผิดชอบ

    • รักงานที่ทำ…เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานยากหรือง่ายก็ตาม ผู้ที่รักงานและมีความสุขกับการทำงาน จะไม่คิดว่างานที่ต้องรับผิดชอบยากเกินความสามารถของเขาไปได้ เติมความสนใจ และเพิ่มความสนุกลงไปกับงาน เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ

    • อย่าคิดว่าทำไม่ได้….เพราะทุกคนมีศักยภาพที่ซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึก ที่จะทำงานทุกอย่างให้บรรลุผลสำเร็จได้เหมือนกันทั้งนั้น ถ้าคิดว่าคุณทำได้

    • เชื่อมั่นในตัวเอง…สร้างกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อก่อให้เกิดความเชื่อมั่น ที่จะทำงานในความรับผิดชอบให้สำเร็จได้ด้วยดี ดังนั้น เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและลงมือทำงาน อย่ามัวคิดฟุ้งซ่าน อย่าหวังพึ่งโชคชะตา แล้วลงมือแก้ปัญหา ก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน

    • คิดว่าความยากคือความท้าทาย…ต้องอาศัยความกล้าในการเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ถ้ากลัวปัญหาก็ย่อมไม่มีทางแก้ไขได้ แต่ถ้าเผชิญหน้ากับปัญหา และไม่ท้อแท้กัปอุปสรรคที่เกิดขึ้น ในที่สุดงานที่ว่ายากก็จะประสบความสำเร็จลงอย่างง่ายดาย

    • วางแผนการทำงานให้เหมาะสม…ลำดับงานและลำดับความคิด ก่อนที่จะลงมือทำงานจริง การวางแผนล่วงหน้าจะทำให้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาในขณะที่คุณทำงาน จนกระทั่งสำเร็จลุล่วงไปได้ โดยใช้เวลาน้อยกว่าการไม่มีการวางแผนล่วงหน้า

    • อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง…การยืดเวลายิ่งนานออกไปเท่าไหร่ จะทำให้คุณเบื่อหน่ายกับงานชิ้นเก่าๆ มากขึ้น พลอยทำให้เห็นเป็นเรื่องยากที่จะทำให้งานสำเร็จลงได้ แต่หากคุณเริ่มทำตั้งแต่แรกอย่างตั้งใจ งานชิ้นนั้นก็จะสำเร็จได้โดยง่ายดาย อย่าลืมว่าการผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ต่างจากความเกียจคร้าน อันเป็นอุปสรรคของการทำงาน ส่วนความขยันคือพลังที่จะผลักดันคุณไปสู่ความสำเร็จ

    • เรืยนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ…เช่น โปรแกรมต่างๆ Application ใหม่ๆ ฯลฯ จะช่วยให้ความวุ่นวายของงานลดลงได้ แถมยังทำให้งานเร็วขึ้น และทำให้คุณไม่กลายเป็นหนุ่มตกสมัยด้วย
      ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ถึงคุณจะไม่พิสมัยกับการส่งอี-เมล์ หรือรักความคลาสสิคของจดหมายอยู่ก็ตาม แต่วันนี้ คนที่คุณทำธุรกิจด้วย ติดต่องานด้วย เขาก้าวไปไกลถึงไหนกันแล้ว ถ้าคุณยังมัวแต่เอาใจตัวเองใส่ในตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่นึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา และพยายามเรียนรู้ พยายามทำความเข้าใจกับเทคโนโลยี คุณก็ต้องพิ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ อย่ารอจนกระทั่งขาดผู้ช่วยแล้วค่อยมาเรียนรู้ เพราะคุณก้าวไม่ทันใครต่อใครบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน

      ดินสอ ปากกา ยังมีคุณค่าในตัวมันเหมือนเดิม แต่ก็ไม่แปลกถ้าจะหันมาใช้คอมพิวเตอร์ช่วยผ่อนแรง โดยยังมีช่วงเวลาที่จะจับปากกา ดินสอ ขึ้นมาเขียนถึงสิ่งที่อยากจะเขียน จริงไหมหล่ะครับ

    • ตั้งสติและสร้างสมาธิในการทำงาน…นี่คือหัวใจสำคัญอีกข้อ ที่จะช่วยให้งานยากกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ได้เหมือนกัน ตราบเท่าที่คุณสามารถตั้งสติได้ ท่ามกลางเสียงอึกทึก คุณก็ยังสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องได้ อันที่จริง เสียงดังอึกทึกจะฟังเป็นเสียงเพลงหรือเสียงดนตรีก็คงจะได้ ถ้าเสียงมันไม่มากวนอยู่ตรงหน้าหรือบนศีรษะ

      การสร้างสมาธิและการตั้งสติทำได้ไม่ยากหรอกครับ ถึงจะอยู่ในที่มีเสียงดัง ขอให้ใจมั่นคง ไม่วอกแวกไปกับสิ่งแวดล้อม คุณก็น่าจะผ่านพ้นภาวะเหล่านั้นไปได้ โอเค…ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ค่อยไปหามุมสงบ หลบไปตั้งสมาธิ ทำงานให้เสร็จเรียบร้อยอย่างเงียบๆ ก็แล้วกันไป

    สิ่งต่างๆ ตามข้อแนะนำเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ผมเชื่อว่า น่าจะช่วยให้กำลังใจ และสามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานในชีวิตประจำวันของคุณได้ และแน่นอน ผลที่ตามมาก็คือ งานทุกงานที่ผ่านมือคุณ จะมีแต่งานกล้วยๆ ทั้งนั้นครับ