Author: admin

  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แค่ไหนให้พอดีกับสุขภาพ

    ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แค่ไหนให้พอดีกับสุขภาพ

    คุณนักดื่มคอเหล็ก คอทอแดง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดู อาจเคยถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเมื่อคืนดื่มหนักไปหรือเปล่า ผมเชื่อว่ามีหลายคนตั้งใจ ว่าต่อไปจะดื่มให้น้อยลง แต่ก็เชื่อเถอะครับ ว่าพอถึเวลามีงานปาร์ตี้สังสรรค์ทีไร เอาเข้าจริงๆ คุณก็ห้ามใจตัวเองไม่อยู่อยู่ดี ตั้งใจไว้ 2 แก้ว ก็เผลอกระดกเข้าปากเกิน 5 ทุกทีซิน่า

    จริงอยู่ที่ข่าวการวิจัยของบรรดาแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบัน ยืนยันว่าคนที่ดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และมีโอกาสอยู่ในโลกได้ยาวนานกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าด้วยซ้ำ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พอจะทำให้นักดื่มยิ้มออกกันได้บ้าง ที่สำคัญ มันกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้คุณไม่ยอมเลิกดื่มเสียที โดยหารู้ไม่ว่าขอบเขตของมันมีแค่ไหน จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่คนส่วนใหญ่ยังข้องใจสงสัยอยู่ว่า ดื่มแค่ไหนจึงจะเรียกว่าดีต่อสุขภาพ อย่างที่นักวิทยาศาตร์เขาวิจัยกัน

    ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หัดเมา หรือว่าเก่าระดับชาติ ทั้งที่คิดจะเลิกและไม่เคยคิดจะเลิก ถ้าไม่อยากตายผ่อนส่ง ก็คงต้องลดดีกรีความถี่ในแต่ละวันลงบ้าง กฏข้อบังคับเรื่องนี้มีไม่กี่อย่าง แต่นี่คือความจริงที่นักดื่มอย่างคุณต้องรู้….

    หมายเหตุ…. 1 แก้วในที่นี้ หมายถึงเบียร์ขนาด 12 ออนซ์ ไวน์ 4-6 ออนซ์ ส่วนอย่างอื่นที่แรงกว่าก็ประมาณ 1.5 ออนซ์ แต่อย่าลืมว่า ไลท์เบียร์จะเบากว่าเบียร์ทั่วไปนิดหน่อย ส่วนเบียร์อิมพอร์ตบางยี่ห้อ ก็อาจจะหนักกว่าเล็กน้อย คนที่นิยมดื่มประเภทมิกซ์อย่าง ไฮบอลล์, มาร์ตินี่ ก็อาจจะดื่มได้มากเป็น 2-3 เท่า

    ดื่มวันละ 1-2 แก้ว

    ใครที่ดื่มวันละ 1-2 แก้วเป็นประจำทุกวัน คงยิ้มได้อย่างหน้าชื่นตาบาน เพราะหลังจากการวิเคราะห์วิจัยมานานนับ 10 ปี ผู้เชี่ยวชาญจึงรู้ว่า มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

    ข้อดีมีอยู่ว่า สุขภาพร่างกายของคนดื่มเหล้าเป็นประจำประมาณนี้ คือ 1-2 แก้ว จะสมบูรณ์แข็งแรงกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย แถมอัตราเสี่ยงตายจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างโรคหัวใจ, เส้นเลือดอุดตัน ยังน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าถึง 20-40 เปอร์เซ็นต์

    ถึงข้อเสียจะไม่มี แต่ควรจำไว้อย่างหนึ่งว่า ปกติถ้าคุณไม่ดื่มเหล้าอยู่แล้ว ก็อย่าริไปลองลิ้มรสมันเลย ถ้าอยากมีสุขภาพดีจริงๆ หันไปหากีฬาหรือกินอาหารที่มีประโยชน์จะดีกว่าครับ

    สูตรสำเร็จหาปริมาณการดื่มให้พอดี มักจะคิดคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นหลัก โดยทั่วๆ ไป ร่างกายจะเจือจางแอลกอฮอล์แก้วหนึ่งก็ประมาณ 1 ชั่วโมง คนที่หนัก 180 ปอนด์ที่ดื่มเหล้าไป 2 แก้วใน 2 ชั่วโมง จะมีแอลกฮอล์อยู่ในเลือดประมาณ 0.016 ฤทธิ์แอลกอฮอล์แค่นี้ ยังไม่แรงพอที่จะทำให้อารมณ์ความรู้สึกของคุณเปลี่ยนแปลง เรียกง่ายๆ ว่าอาการยังไม่ออกนั่นเอง

    แต่ถ้าชั่วโมงละ 2 แก้ว ปริมาณจะเพิ่มเป็น 0.03 ดีกรีสูงขึ้นมาอีกหน่อย ร่างกายของคุณก็จะเริ่มสตาร์ทเครื่องแค่อุ่นๆ รีแล็กซ์และเป็นกันเองมากขึ้น แต่อย่าเพิ่งร่าเริงหยิบแก้วต่อไป เพราะถ้าปริมาณแฮกอฮอล์ถึง 0.03 เมื่อไหร่ คุณจะตกที่นั่งลำบากเวลาขับรถกลับบ้าน เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรทานอาหารหรือน้ำสักแก้วเพื่อเป็นการสตาร์ทเครื่อง

    ดื่มวันละ 2-3 แก้ว

    คนที่ดื่มเหล้าวันละ 2-3 แก้ว คงใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เพราะอย่างน้อยแอลกอร์ฮอล์ที่ซึมเข้าไปในร่างกาย ก็ไม่ได้ให้โทษทำลายอย่างเดียว ไวน์สัก 2-3 แก้ว ถึงกับช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานได้

    จากการศึกษาวิจัยผู้ชายวัย 40 ขึ้นไป พบว่าคนที่กินเหล้าวันละ 2-4 แก้ว ยังไงก็มีสิทธิเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม นั่นเป็นเพราะการดื่มเหล้าเป็นประจำ ทำให้ร่างกายใช้อินซูลิน (ฮอร์โมนที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด) ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนี่เอง ที่ช่วยลดอัตราการเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานให้คุณได้

    แต่ขณะเดียวกัน มันก็คงยังมีโทษเป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ดี ถ้าคุณยังยืนยันเจตนารมณ์เดิม กิน 2-3 แก้วเป็นประจำ ผลร้ายก็ตกอยู่ที่กระดูก เพราะแอลกอร์ฮอล์นั้น เป็นตัวทำลายเซลล์สร้างกระดูก ถ้าลดปริมาณการดื่มลงเหลือ 1-2 แก้วต่อวัน ก็จะลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ได้เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมะเร็งที่กระเพาะอาหารด้วย

    การดื่มเหล้าชั่วโมงละ 3 แก้วแบบนี้ ปริมาณแอลกอร์ฮอล์ในเลือดจะเพิ่มเป็น 0.056 ถึงตอนนี้คุณจะมีอาการมีนหัวเล็กน้อย มือใหม่สมัครเล่นบางคนถึงกับมีปัญหาเรื่องการทรงตัวและเรื่องสายตาเลยทีเดียว

    ดื่มวันละ 3-4 แก้ว

    ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับขี้เมา ที่กระดกซดเหล้าวันละ 3-4 แก้วต่อไป นั่นหมายความว่ามีแต่ข้อเสียอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งก็มากจนสาธยายไม่หมด ถ้าคุณกินเหล้าวันละ 4 แก้ว แสดงว่าคุณดื่มหนักเกินไป ที่สำคัญมันไม่ดีต่อสุขภาพของคุณเอาเสียเลย แต่ถ้าร่างกายและสุขภาพของคุณยังไม่ทรุดโทรม เราหวังว่าคุณควรจะรู้ถึงอันตรายต่อร่างกายเอาไว้

    ผู้ชาย 4 ใน 10 คนที่กินเหล้าวันละ 4 แก้วหรือมากกว่า จะต้องทนทุกข์ทรมานกับเจ้าโรคตับอักเสบ เพราะว่าแอลกอร์ฮอล์เป็นตัวทำลายเซลล์ในตับ ถ้าคุณดื่มติดต่อกันนาน 15-20 ปี รับรองว่าคุณหนีไม่พ้นโรคตับแข็งแน่นอน บางรายก็ถึงขั้นมะเร็งในปอดกันเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ คุณยังจะหนีโรคหัวใจไม่พ้นอีกด้วย แน่ละ…แอลกอร์ฮอล์เพียงเล็กน้อยสามารถป้องกันโรคหัวใจคุณได้ แต่การดื่มทุกวันก็ใช่ว่าเป็นเรื่องดี อย่าลืมว่าคุณดื่มมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นอันตรายต่อการเต้นของหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้นเท่านั้น

    โรคฮิตติดอันดับ อันเนื่องมาจากแฮลกอร์ฮอล์อีกโรค ก็คือโรคความดันโลหิตสูงนั่นเอง การดื่มเหล้ามากกว่า 3 แก้วต่อวัน อาจทำให้ฮอร์โมนซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดตีบตันได้ง่าย ระดับความดันของเลือดสูง เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายอีกท่าตัว

    ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบถึงสมอง ตรงส่วนซีรีเบลลัม อันเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมความรู้สึก การเคลื่อนไหว ความคิด และเหตุผลต่างๆ คนที่กินเหล้าน้อยกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีเซลล์ส่วนนี้มากกว่าคนที่กิน 3-6 แก้วทุกวัน อันตรายเหล่านี้น่าจะช่วยให้คุณรู้สึกห่วงสุขภาพตัวเองขึ้นบ้าง และอาจช่วยให้คุณพยายามลดปริมาณการดื่มลงเหลือวันละ 1-2 แก้วก็น่าจะพอ

    ถ้าดื่มเหล้า 4 แก้วภายใน 2 ชั่วโมง ค่าแอลแอร์ฮอล์ในเลือดจะเพิ่มเป็น 0.064 ฤทธิ์แอลกอร์ฮอล์ระดับนี้ แรงพอที่จะทำร้ายสมองบางส่วน และสร้างปัญหาให้คุณมาก โดยเฉพาะเรื่องของการตัดสินใจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาขับรถ

    ดื่มมากกว่าวันละ 4 แก้ว

    คุณอาจจะเมาเกลือกกลิ้งอยู่ในปาร์ตี้เมื่อปีที่แล้วได้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นแขกรับเชิญมากอีกในปีต่อๆ ไป การดื่มหนักๆ วันละ 5 แก้วทุกวันนั้น ถือว่าหนักเข้าขั้นระดับชาติเลยทีเดียว แต่ถ้านานๆ ครั้ง ก็ถือว่าคุณยังพอมีสติขับรถถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าติดจนเป็นนิสัย ขาดไม่ได้ บอกได้เลยว่าเสียใจ ถ้าจะให้ดีวันละ 2 แก้วกำลังสวย

    6 แก้วภายใน 4 ชั่วโมงสำหรับคนที่หนัก 180 ปอนด์ ปริมาณแอกอฮอล์จะสูงถึง 0.08 ถึงขั้นนี้แล้ว คุณก็อย่าหวังเลยว่าระบบการทำงานของร่างกายจะเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรู้ การตัดสินใจ และความทรงจำต่างๆ ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อจะช้าลง เลือดหมุนเวียนไม่ทั่ว คุณจะรู้สึกหน้าชามากขึ้น แถมยังทำให้โลกทั้งโลกแกว่งไปมาจนคุณรู้สึกแย่ที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

    ถึงตอนนี้ เชื่อว่านักดื่มระดับคุณ คงจะถามตัวเองได้แล้ว ว่าคืนนี้คุณจะดื่มกี่แก้วดีครับ จึงจะได้รับผลดีต่อสุขภาพของคุณ

    Image by Free-Photos from Pixabay

  • 8 วิธีเลือกน้ำหอม ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

    8 วิธีเลือกน้ำหอม ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

    เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองเวียนมาอีกครั้ง กับช่วงของการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ว่ากันว่าเป็นช่วงแห่งการจับจ่ายและซื้อหาสิ่งของขวัญ เพื่อเป็นกำนัลแห่งชีวิต ที่ฝ่าฟันมาได้คลอดปี หนุ่มๆ อย่างคุณก็เช่นกัน อาจกำลังมองหาอะไรสักอย่าง เพื่อมาปรุงแต่งชีวิตให้มีสีสัน และรื่นรมณ์ขึ้น หรืออาจอยากเปลี่ยนบุคลิกตนเองไปบ้างจากที่เคยเป็น

    น้ำหอม…คืออีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับหนุ่มๆ ทั้งหลาย ที่ว่ากันว่า กลิ่นของน้ำหอมนั้น สามารถเปลี่ยนบุคลิก และบ่งบอกสไตล์การใช้ชีวิตของคนใช้ได้ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ หนุ่มๆ กับน้ำหอม บางทีอาจจะดูขัดเขินกันบ้างสำหรับคนที่ยังไม่เคย ดังนั้น ก่อนที่จะไปเลือกซื้อน้ำหอม ผมว่าเรามาลองเรียนรู้วิธีการใช้น้ำหอมกันก่อนดีกว่าครับ ซึ่งมีข้อแนะนำที่น่าสนใจดังนี้…

    • การเปิดฝาขวดน้ำหอม ขอแนะนำให้ใช้ความว่องไวเป็นพิเศษ เพราะทุกครั้งที่เปิด มันจะระเหยออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะน้ำหอมนั้นไวต่อความร้อนและแสงสว่าง การซื้อน้ำหอมขวดใหญ่ จึงไม่ช่วยประหยัดอย่างที่คิด

    • การฉีดคือวิธีใช้น้ำหอมที่ดีที่สุด เพราะเป็นการกระจายกลิ่นหอมสู่ผิวโดยตรง

    • อากาศร้อนของบ้านเรา ทำให้กลิ่นหอมรุนแรงขึ้น จึงควรใช้แต่น้อย และหากต้องอยู่กลางแดดจ้า ควรแตะน้ำหอมตรงจุดที่ไม่ถูกแดด เพราะแสงแดดอาจทำปฏิกริยาให้กลิ่นน้ำหอมเปลี่ยนแปลงได้

    • การแตะน้ำหอมเฉพาะบริเวณหลังหูนั้นไม่เพียงพอ เพราะกลิ่นหอมที่คุณชอบจะลอยไปทางด้านหลัง การแตะที่จุดชีพจรทั้ง 7 จุดจึงดีที่สุด เพราะผิวหนังบริเวณนั้นจะมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดอื่น ซึ่งจะช่วยให้กลิ่นของน้ำหอมระเหยออกมาได้ดีขึ้น

    • ผู้ที่คิดจะใช้กลิ่น้ำหอมกลบกลิ่นตัว ขอให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะกลิ่นน้ำหอมไม่สามารถกลบกลิ่นกายได้ แต่จะผสมเข้ากับกลิ่นกายต่างหาก

    • ทดสอบกลิ่นโดยการแตะน้ำหอมไว้ที่ข้อมือ แล้วงทิ้งไม่ต่ำกว่า 10 นาที ก่อจะนำมาดมกลิ่นที่แท้จริงอีกครั้ง หลังจากที่ผสมกลิ่นตัวแล้ว จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกน้ำหอม

    • โดยมากกลิ่นน้ำหอมจะทนอยู่ได้ราว 4 ชั่วโมงเท่านั้น

    • ถ้ามีใครได้กลิ่นน้ำหอมจากคุณ โดยที่เขาอยู่ห่างจากคุณเกินกว่าระยะ 1 เมตรละก็ แสดงว่าคุณใส่น้ำหอมมากเกินไปแล้ว

  • ผู้หญิงมองผู้ชายตรงไหน เผย 5 พิกัดที่สาวๆ แอบมองชายหนุ่ม

    ผู้หญิงมองผู้ชายตรงไหน เผย 5 พิกัดที่สาวๆ แอบมองชายหนุ่ม

    ผู้หญิงมองผู้ชายตรงไหน คุณผู้ชายรู้ตัวหรือไม่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าแม้โลกจะไฮเทคแค่ไหน เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากมายเพียงใด แต่ปัญหาของหนุ่มๆ ทั้งหลาย คือเรื่องการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้หญิง หรือสาวเจ้าที่ตนเองสนใจ ก็ยังไม่จางหายไป หนุ่มๆ ทั้งหลายยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า หลายคนถึงกับบ่น…จะมีแฟนสักคนทำไม่มันยากจริง (ฟะ)

    จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่จะเป็นเรื่องยากไปเสียทีเดียว เพราะไม่งั้นคงอยู่เป็นโสดกันทั่วโลกไปแล้ว เพราะในที่สุด ผู้หญิงก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจยากไปหมด ถ้ารู้วิธีและรู้จักเรียนรู้ความรู้สึกส่วนตัว หรือทำตัวให้เข้าอกเข้าใจเธอเสียบ้าง เพียงเท่านี้เรื่องยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายในพริบตา เอาเป็นว่าผมมีหลักง่ายๆ ที่อยากนำมาแนะนำให้ลองนำไปใช้ดูก็แล้วกันครับ

    สิ่งสำคัญที่สุดของการที่จะทำให้สาวๆ หันมาสนใจหนุ่มๆ อย่างเราบ้าง ก็คือเราต้องรู้ก่อนว่าสาวๆ ทั้งหลายนั้นเขาสนใจอะไรในตัวผู้ชายกันบ้าง

    แน่นอนครับเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า ทรวงอก เรียวขา เรือนผม และใบหน้าของสาวๆ ล้วนเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย คงเพราะความความแตกต่างทางสรีระนั่นแหละ คือแรงดึงดูดตัวสำคัญให้ต้องหันไปสนใจเธอ …แต่คุณเคยคิดในทางตรงกันข้ามบ้างไหมว่า สัดส่วนของหนุ่มๆ หล่ะ ส่วนไหนที่ถูกใจหรือเป็นที่สนใจของสาวๆ มากที่สุด

    และนี่คือโพล์จากนิตยสารยักษ์ใหญ่แห่งอังกฤษที่ชื่อ Men’s Healh ที่สุ่มถามความคิดเห็นจากสาวๆ เมืองผู้ดี ถึงพิกัดน่าพิสมัยบนตัวชายหนุ่ม ที่ส่งผลต่อความสนใจและเลือกใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสนใจเลือกคบหาและเป็นแฟนด้วย

    1. ดวงตา
      ก็เพราะเป็นหน้าต่างแห่งดวงใจ หากคุณทำเป็นถมึงทึงไม่เป็นมิตร แล้วสาวที่ไหนจะกล้าเข้าใกล้ ฉะนั้น คุณต้องหมั่นส่องกระจกและฝึกซ้อมสายตาให้บ่อยครั้งขึ้น
    2. รอยยิ้ม
      นี่คือสิ่งที่สาวๆ จับจ้องเป็นอันดับสอง และหากหล่อนเกิดอาการปิ๊งถึงขนาดเข่าอ่อนขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาคนนั้นจะกลายเป็นผู้โชคดีขึ้นมาทันที
    3. ช่วงไหล่
      เพราะธรรมชาติของสาวๆ ย่อมต้องการหาคนมาปกป้อง ส่งผลให้ช่วงไหล่อันกว้างใหญ่และบึกบึน เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการปลงใจสนิทสนมและเข้าแนบชิดด้วย
    4. บั้นท้าย
      ลองคิดถึงความรู้สึกในการมองบั้นท้ายสวยๆ ของสาวๆ สิ เพราะพวกหล่อนก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน เวลาจ้องมองบั้นท้ายอันเข้ารูปและเตะตาของหนุ่มๆ
    5. มือทั้ง 2 ข้าง
      อย่าเพิ่งแปลกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร แต่ให้ลองคิดถึงการพบปะกันครั้งแรก ที่ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าต้องมองกันตรงๆ มือทั้ง 2 ข้างจึงตกเป็นเป้าสายตาอย่างช่วยไม่ได้
    6. เป้ากางเกง
      ถือเป็นพิกัดสำคัญในการเข้าคู่ แต่กลับถูกพิจารณาน้อยครั้งที่สุด เนื่องจากเป็นจุดสุดท้ายหลังจากสาวๆ ตกลงปลงใจจะแนบชิด ส่งผลให้ถูกหมางเมินไม่ใยดี

    ทีนี้ก็พอรู้แล้วซิครับ ว่าถ้าจะทำให้สาวๆ เขาสนใจคุณ ต้องดูแลและใส่ใจกับร่างกายส่วนไหนของตนเอง ให้สะดุดตาสาวๆ ทั้งหลายให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นผลวิจัยหรือโพล์ของสาวๆ เมืองผู้ดีก็เถอะ แต่เชื่อเถอะว่าสาวไทย ก็คงจะมีรสนิยมไม่ต่างจากนี้ไปสักเท่าไหร่หรอครับ

    เอาแหละครับ ที่นี้เมื่อเธอเริ่มสนใจคุณเข้าแล้ว ก็คงเป็นเรื่องที่คุณจะต้องเข้าไปสานสัมพันธ์กับเธอต่อแล้วหล่ะครับ ว่าจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ของคุณกับเธอให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากคนรู้จัก พัฒนาสู่การเป็นเพื่อน จากเพื่อน พัฒนาสู่คู่รักในที่สุด ซึ่งนั่นแหละคือจุดหมายปลายทางที่หนุ่มๆ ทุกคนต่างตั้งหวังไว้ หรือใครว่าไม่จริง

    คุณหรือรู้หรือไม่ครับ ว่าสายสัมพันธ์ที่เกิดจากความเป็นเพื่อนนั้น ถือเป็นพื้นฐานอันมั่นคงสู่การสร้างครอบครัว และดำเนินชีวิตคู่อยู่ด้วยกันจนตลอดรอดฝั่ง

    รู้อย่างนี้แล้ว คุณจะปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปได้อย่างไร จงเจาะลึกลงไปถึงความปราถนาที่แท้จริงของเธอจนกระทั่งได้คำตอบแห่งรักออกมา และรีบเดินหน้าเข้ารุกให้ทันกาล ตามหนทางนี้ครับ….

    รีบขยับเข้าหาเธออย่างฉับไว… หากคุณมั่นใจว่า คนที่คุณหมายตากำลังรอจังหวะการเข้าหา ก็ต้องรีบสาวเท้าให้ถึง ก่อนคนอื่นจะตัดหน้า เพราะจากการศึกษาของนักจิตวิทยาด้านความรัก ได้ชี้ไว้ว่า ยิ่งคุณแสดงเจตนาได้เร็วมากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งตอบรับความปรารถนาดีเร็วเท่านั้น

    ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม…แต่ถ้าการขยับเข้าหาไม่มีผลตอบรับใดๆ กลับมา ก็อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายหรือท้อถอย แต่ให้ลองทิ้งช่วงห่างแห่งความสัมพันธ์ไปสักระยะ โดยคอยระแวดระวังเธออยู่ห่างๆ ก่อนจะเดินหน้าเข้าทำคะแนนอีกครั้ง โดยใช้ความเป็นเพื่อนนั่นแหละ เป็นตัวเปิดทางสู่ประตูรัก

    ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง…ค้นหาตัวตนของเธอให้พบในเวลาอันสั้น เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการขยับตัวเข้าหา โดยเฉพาะกิจกรรมยามว่างที่เธอชอบทำเป็นพิเศษ แล้วคุณจะได้ช่องทางการสานความสัมพันธ์ ชนิดที่เธอไม่กล้าแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ใดๆ ออกมา

    ใช้แม้สื่อแม้ชัก…เพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ชิดกับหล่อน คือกองกำลังสนับสนุนสำคัญให้งานรักเดินหน้าสู่เส้นชัย ฉะนั้น หากคุณไม่สามารถเข้าใกล้ตัวหล่อนได้ ก็ให้เริ่มปูทางกับคนรอบข้าง ถึงจะเสียเวลาไปบ้าง แต่พวกเธอเหล่านั้นจะเป็นกระบอกเสียงที่ดีสำหรับคุณ จนเป้าหมายเกิดคล้อยตามไปด้วย

    ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ที่จะทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้ได้สาวสักคนที่ตนปรารถนามาเคียงคู่ สิ่งสำคัญอยู่ที่หัวใจและความกล้าของคุณเท่านั้นแหละครับ ถ้าจริงใจ มุ่งมั่น และกล้าพอ ต่อให้เธอสวยและเลิศเลอแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องตกมาอยู่ในอ้อมกอดคุณอยู่ดีแหละครับ

    Image by Eduardo Quirante Sanchez from Pixabay

  • วิธีทำ ข้าวตังหน้าตั้ง สูตรโบราณ

    วิธีทำ ข้าวตังหน้าตั้ง สูตรโบราณ

    ข้าวตังหน้าตั้ง

    ข้าวตังหน้าตั้ง เป็นอาหารที่จัดว่าเป็น อาหารโบราณ ที่หารับประทานกันได้ไม่ง่ายนักนะคะ มีขายกันในร้านอาหารไทยแท้ๆ ดั้งเดิมเท่านั้น เรามาดูกันค่ะว่า ข้าวตังหน้าตั้ง สูตรโบราณ มีวิธีการทำอย่างไร

    ส่วนผสม

    เนื้อหมู 1/2 ก.ก. สับละเอียด

    กุ้งชีแฮ้ 1/2 ก.ก. สับละเอียด

    ถั่วลิสง 1 ถ้วย คั่วให้เหลือง เอาเปลือกออก โขลกละเอียด

    มะพร้าว 1 ก.ก. คั้นหัวกะทิ 1 ถ้วย หางกะทิ ประมาณ 2 ถ้วย

    หอมหัวเล็ก หรือหัวใหญ่ นั่นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆ 1 ถ้วย

    พริกไทย 1 ช้อนชา

    กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ

    รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ โขลกละเอียด

    น้ำตาลทราย

    น้ำปลาดี

    ผักชีเด็ดเป็นใบๆ ไว้แต่งหน้า

    พริกแดงนั่นฝอย ไว้โรยหน้า

    น้ำมัน สําหรับทอดข้าวตั้ง

    วิธีทํา

    1. กะทิใส่หม้อตั้งไฟพอเดือด ระวังอย่าให้แตกมัน ใส่เครื่อง ที่โขลกไว้ และกุ้งหมู พอกุ้งหมูสุก ใส่น้ำปลา น้ำตาล ให้มีรสหวาน นําและเค็มตาม ใส่หอมใหญ่และถั่วลิสง เมื่อรสดีแล้ว ใส่หัวกะทิ ยกลง รับประทานกับข้าวตั้งทอด

    2. น้ำมันใส่กะทะมากๆ ตั้งไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนจัด ใส่ข้าวตังทอดพอเป็นสีนวล ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน

    3. จัดข้าวตั้งใส่จานต่างหาก และหน้าตั้งต่างหาก

  • เครื่องฟอกอากาศสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน

    เครื่องฟอกอากาศสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน

    สภาวะอากาศในปัจจุบันนั้น ฝุ่นละออง และเชื้อโรค มีแทรกซึมอยู่เกือบทุกแห่งทั้งภายนอก และ ภายในบ้าน ซึ่งคุณสามารถหลีกเลี่ยงการหายใจนำเอาสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้าร่างกายด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน

    หลายๆท่านอาจเห็นว่าเครื่องฟอกอากาศไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ภายในบ้านของท่านนั้น มีฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค ที่ท่านมองไม่เห็นจับตัวรวมกันอยู่ และท่านเองก็ต้องหายใจเอาอากาศที่มีสิ่งเหล่านี้เจือปนอยู่เข้าไปทุกวัน ไม่เว้นแต่เวลานอนการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านคือการป้องกัน ไม่ให้คุณและสมาชิกภายในบ้านต้องหายใจเอาสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย

    มาดูประเภทของเครื่องฟอกอากาศกันก่อนเครื่องฟอกอากาศในบ้านมีด้วยกัน 2 ระบบคือ ระบบแผ่นกรองอากาศ จะทำงานโดยการกรองฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาให้ติดอยู่บนแผ่นกรอง ระบบนี้จะมีราคาถูก แต่จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในการเปลี่ยนแผ่นกรองในระยะยาว คือต้องเปลี่ยนทุก 4-6 เดือน

    ระบบไฟฟ้าสถิต เป็นระบบที่ได้พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือใช้แผ่นกรองระบบไฟฟ้าสถิต โดยการดูดจับฝุ่นให้เข้ามาติดอยู่กับแผ่นกรอง สามารถดักจับฝุ่นขนาดเล็กมากๆได้ และยังผลิตอากาศบริสุทธิ์ ได้ด้วย ระบบนี้ราคาค่อนข้างสูง แต่จะประหยัดในระยะยาว เพราะสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแผ่นกรองหากท่านใดที่ได้ลองติดเครื่องฟอกอากาศไว้ภายในบ้าน เวลาที่ต้องถอดแผ่นกรอกออกมาล้างทำความสะอาดหรือเปลี่ยนแผ่นกรองท่านจะเห็นว่าแผ่นกรองนั้นจะมีคราบดำสกปรกติดอยู่ นั่นก็คือฝุ่นละอองที่เครื่องฟอกอากาศดักเอาไว้ก่อนที่ท่านจะหายใจเข้าไปในปอดนั่นเอง

  • ข้อควรรู้ก่อนมุงกระเบื้องหลังคา

    ข้อควรรู้ก่อนมุงกระเบื้องหลังคา

    การมุงกระเบื้องหลังคา หากช่างมุงหลังคาไม่มีฝีมือหรือความชำนาญที่ดีพอ จะทำให้หลังคาบ้านไม่ดี ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งฝนรั่ว และน้ำซึมเข้ามา จนทำให้ฝ้าเพดานได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักบ่อยครั้งที่จะต้องจ้างช่างมาซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ การเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งกระเบื้องมุงหลังคา และครอบหลังคา เพราะหากเลือกซื้อกระเบื้องที่ไม่ดีไม่มีคุณภาพหรือไม่สอดคล้องกับการใช้งาน ย่อมจะทำให้การมุงกระเบื้องหลังคาทำได้ยาก

    ในปัจจุบันกระเบื้องมุงหลังคามีให้เลือกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับการใช้งานและราคา ในการเลือกซื้อครอบสันหลังคา ต้องรู้ว่าหลังคามีความลาดชันกี่องศา 10, 20 หรือ 30 ถ้าไม่รู้ว่าหลังคามีความลาดชันกี่องศาเพื่อความปลอดภัย ควรใช้ครอบปรับมุมจะดีกว่า (ใช้กับหลังคาทรงจั่วและปั้นหยา) และต้องเลือกชนิดของครอบให้ถูกต้องกับชนิดของลอนหลังคาด้วยการมุงกระเบื้องหลังคาให้ได้แนวตรง ทำได้ง่ายนิดเดียวแค่ใช้เชือกขึงจากชายคาด้านหนึ่งไปด้านหนึ่งให้เป็นเส้นตรง และขึงเชือกจากชายหลังคาให้ไปหาสันหลังคาให้ตั้งฉากกัน จากนั้นก็มุงกระเบื้องให้ขนาบกับแนวเชือกที่ขึงไว้ จะทำให้กระเบื้องเป็นแนวตรงสวยงามและยังมุงครอบสันหลังคาได้สะดวกอีกด้วย

    ก่อนการมุงหลังคา ต้องสำรวจทิศทางลมก่อน ว่าลมฝนมาจากทิศไหน เพราะถ้ามุงหลังคา ต้องมุงหลังคาสวนทิศทางของลมฝน น้ำฝนจะได้ไม่สาดย้อนเข้าไปบริเวณรอยซ้อนทับด้านหน้าของกระเบื้องการมุงหลังคา โดยทั่วไปการตัดกระเบื้องมีความจำเป็น เพราะหากไม่ตัดมุมแล้วมุงเลย จะทำให้กระเบื้องทับซ้อนกันไม่สนิท เป็นเหตุให้ฝนรั่วบริเวณที่ซ้อนทับกัน และจะทำให้ฝ้าเพดานและโครงสร้างหลังคาเสียหาย เนื่องจากน้ำฝนที่รั่วลงมา ดังนั้นข้อควรปฏิบัติเวลาตัดมุมกระเบื้อง คือควรใช้เครื่องไฟเบอร์ตัดมุม จึงจะได้ขอบที่เรียบมีความสะดวก รวดเร็วกว่าและไม่ควรใช้คีมปากนกแก้วหนีบการมุงกระเบื้อง ควรมุงแบบที่รอยต่อแต่ละแผ่นตรงกันและตัดมุมกระเบื้อง ไม่ควรมุงแบบสลับแผ่น เพราะเวลาเราขึ้นไปเดินบนหลังคาจะทำให้กระเบื้องแผ่นล่างแตกได้ แล้วเราก็จะมองไม่เห็นเพราะแผ่นบนปิดอยู่ทำให้น้ำฝนที่ไหลย้อนเข้าไปใต้หลังคารั่วลงสู่หลังคาได้

    การมุงหลังคาควรใส่ครอบประดับที่บริเวณจั่วของบ้าน ส่วนที่เป็นปั้นลม ควรใช้ครอบเปิดข้าง และที่ปลายสุดของปั้นลมควรใช้ครอบข้างปิดชาย ส่วนที่จั่วของบ้านให้เลือกใช้ครอบปิดจั่วมุมหรือครอบปิดจั่วปรับมุม ซึ่งนอกจากจะทำให้หลังคาบ้านสวยแล้ว ยังหมดปัญหาเรื่องน้ำสาดเข้าบริเวณหน้าจั่วหลังคา และไม่ต้องใช้ปูนทรายพอกให้เลอะเทอะการเจาะทะลุกระเบื้องเพื่อยึดกระเบื้องติดกับแป ควรใช้สว่านเจาะรูนำก่อน ไม่ควรใช้สลักเกลียวหรือตะปูเกลียวเจาะทะลุกระเบื้องไปเลย เพราะจะทำให้รูกระเบื้องโตกว่าสลักเกลียวมาก แล้วถ้าแผ่นยางรองกันซึมหัวสลักเกลียวบางเกินไปหรือไม่มีความเหนียวที่จะปิดรู ก็ทำให้ฝนรั่วบริเวณนั้นได้นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ บริเวณหัวกระเบื้องที่ชนกับฝาผนังไม้ ไม่ควรใช้ปูนทรายพอก เพราะพอนานไปปูนทรายที่พอกไว้จะกะเทาะหลุดออก ควรมุงด้วยครอบชนฝาแทนรับรองน้ำไม่รั่ว และไม่ซึม

  • ลูกจ้างหรือนายจ้าง  คุณอยากเป็นแบบไหน  ไตร่ตรองสักนิด  เพื่อชีวิตและงานที่ดีกว่า

    ลูกจ้างหรือนายจ้าง คุณอยากเป็นแบบไหน ไตร่ตรองสักนิด เพื่อชีวิตและงานที่ดีกว่า

    สังคมการทำงานในยุคนี้ มีรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ นั่นก็คือ จำนวนผู้เป็นเจ้าของกิจการเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้แบ่งแยกว่าต้องเป็นกิจการลักษณะไหน ถึงจะเปิดเป็นช้อปเล็กๆ เปิดท้ายขายของตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ หรือเปิดกิจการแบบรถเข็น ฯลฯ ก็นับว่าเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวหมดนั่นแหละครับ

    ทางเลือกของคนในยุคปัจจุบัน ถ้าไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็ยังมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวได้ ยังมีช่องว่างให้ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร อย่างเช่น ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเกษตร ส่งไปตีตลาดต่างประเทศ หรืองานศิลปะต่างๆ ซึ่งใครที่มีไอเดียเจ๋งๆ อย่างนี้ ก็น่าที่จะเปิดกิจการส่วนตัวทำรายได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน และเหล่านี้ยังรวมถึงการหารายได้อย่างเช่น การลงทุนในบิทคอยด์ หรือ Forex ก็ได้เหมือนกันนะครับ

    อย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่กำลังจะบอกเล่าต่อไปนี้ เป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับคนหนุ่มรุ่นใหม่อย่างคุณ ว่าระหว่างการเป็นเจ้าของกิจการ กับการดำรงชีพเป็นมนุษย์เงินเดือน มันมีความแตกต่างกันอย่างไร อย่างน้อยก็น่าจะพอช่วยให้การตัดสินใจ เลือกที่จะเป็นนายหรือลูกน้องมันง่ายขึ้นกว่าเดิม ถ้าฝีมือดี ความคิดดี ไอเดียแปลกใหม่ ทำตลาดได้แน่นอน

    หากอยากลองพิสูจน์ตัวคุณเอง วันนี้ก็ยังพอมีช่องว่างให้แทรกตัวและเติบโตได้ครับ ลองพิจารณาและไตร่ตรองปัจจัยเหล่านี้ดูครับ…

    1.อยากเป็นอิสระ

    เชื่อว่าพนักงานกินเงินเดือน ที่อยู่ในระดับบริหารหรือระดับปฏิบัติการ อาจรู้สีกเบื่อหน่ายกับกฏระเบียบของบริษัท หรือแม้กระทั่งการนำเสนอความคิดเห็นตามสไตล์หนุ่มไฟแรง มักจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้านายสักเท่าไหร่ ผ่านการอนุมัติยากแสนเข็น ทั้งที่คุณคิดว่าเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยม ทำตลาดได้แน่นอนก็ตาม

    แน่นอน ถ้าคุณออกมาเปิดกิจการส่วนตัว รับรองว่าต้องมีอิสระทางความคิดแน่ แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องดูด้วยว่าตนเองมีความพร้อมแค่ไหนที่จะกางปีกบินเอง ต้องคำนึงถึงเงินทุน ช่องทางการตลาดใหม่ๆ รวมทั้งการบริหารงาน การจัดการต่างๆ ถ้าแน่ใจว่าทำได้แน่ๆ ก็ลองดูสิครับ แต่อย่าลืมความรู้สึกนี้เวลามีลูกน้องด้วยก็แล้วกัน

    2. ทำเงินได้มากขึ้น

    รายได้จากเงินเดือนอาจไม่เพียงพอ เลยทำให้คุณคิดการใหญ่อยากมีเงินใช้เยอะกว่าเก่า แต่อย่าลืมว่า การลงทุนเปิดกิจการส่วนตัวมีความเสี่ยงสูง และต้องใช้เวลาในการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคทางธุรกิจ มากกว่าการเป็นลูกจ้างด้วยการเป็นมนุษย์เงินเดือน อย่างน้อยคุณก็สามารถคำนวณได้ว่ารายได้และรายจ่ายในแต่ละเดือนเท่าไหร่ มันง่ายกว่าการเป็นเจ้าของกิจการ ที่ต้องคำนวณรายรับและรายจ่ายเช่นกัน แต่การคำนวณหนักหน่วงกว่า

    ถ้าลองทำเงินติดลมแล้ว ก็ถือว่าโชคดีครับ แต่ถ้าเผื่อขาดทุนหล่ะ ต้องคิดในมุมกลับด้วย อย่ามองมุมเดียว อาจผิดหวังได้ ที่สำคัญ การลงทุนทำกิจการส่วนตัว ต้องมีเงินสำรองเผื่อไว้สำหรับใช้ในช่วงขาดทุน หรือช่วงที่กำลงัฟักไข่ด้วย ไม่มีเงินหมุนเลยก็อาจไปไม่รอดเหมือนกัน

    3.เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย

    อาการเบื่อของลูกจ้างประจำมีหลายสาเหตุ เบื่องานที่ทำ เบื่อการถกเถียง เบื่อเพื่อนร่วมงานที่ก้าวหน้าไป ทั้งที่ไม่ได้ทำงานอะไร นอกจากตามเจ้านายต้อยๆ

    ความเบื่อหน่ายของคนมีขีดจำกัด ทนได้ก็ทนต่อไป ยิ่งถ้าคุณไม่มีหนทาง โอกาสหรือจังหวะที่ดี ผลีผลามไปก็อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่า คุณทนกับสภาพแวดล้อมไม่ได้จริงๆ และคิดว่าบริษัทไหนๆ ก็เหมือนกัน

    ถ้าคุณยังคงเป็นแค่มนุษย์เงินเดือน ก็ลองหาแนวทางดีๆ มองหาลู่ทางที่จะทำกิจการส่วนตัว เตรียมรับภาระการบริหารที่หนักหนากว่าการเป็นพนักงาน แล้วก็โดดไปเลยซิครับ

    4.ไม่อยากมีเวลาว่าง

    สำหรับผู้ที่บริษัทจ้างไว้ทำงาน เหมือนกับเกรงใจว่างานจะหนัก หรือทำให้คุณมีเวลาว่างมากเสียจนรู้สึกรำคาญตัวเอง ทั้งเวลาว่างหรือการทำงานที่ซ้ำซากเหมือนเดิมทุกวัน การสร้างกิจการส่วนตัวแก้ปัญหานี้ได้ครับ รับรองว่าคุณจะยุ่งวุ่นวายชนิดที่ความเครียดเกาะติดไม่ไปไหน ไม่มีเวลาว่างให้ใคร ทั้งในช่วงที่วุ่นวายที่สุด หรือช่วงที่ไม่มีงานก็ยังคงวุ่นอยู่ ในช่วงที่งานไม่มี มันก็จะวุ่นวายกับการหางานเข้าบริษัทไงหล่ะครับ ขืนไม่หา เงินก็ไม่เข้าบริษัท อดตายกันทั้งนายทั้งลูกน้องนั่นแหละครับ

    5.อยากมีชื่อเสียง

    เข้าทำนอง…เป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์ เลยหาทางดิ้นรนออกมาเปิดกิจการส่วนตัว เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ถ้าทำรุ่งก็ยังมีหน้ามีตา ใครต่อใครก็อยากสัมภาษณ์ลงหนังสือหรือเชิญไปงานสังคม แต่ถ้าทำแล้วร่วง ก็คงต้องหลบหน้าหลบตาไปเลียแปผลใจแทนนะซิครับ

    ลองคำนวณก่อนการตัดสินใจดีกว่า ว่าคุณพร้อมกับการเป็นเจ้านายตัวเอง และเจ้านายคนอื่นๆ หรือยัง ถ้ายัง ก็จงยินดีที่จะเป็นมนุษย์เงินเดือน รักกงานที่ทำ และรับผิดชอบงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

    Image by StartupStockPhotos from Pixabay

  • 11 คำถาม เพื่อทดสอบคนของคุณว่าเธอคนนี้… ใช่คนที่คุณมองหาหรือไม่

    11 คำถาม เพื่อทดสอบคนของคุณว่าเธอคนนี้… ใช่คนที่คุณมองหาหรือไม่

    หนทางในการหาคนที่ “ใช่” สำหรับผู้ชายอย่างเราๆ ท่านๆ สักคน จริงๆ แล้วแม้จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็น แต่มันก็ไม่ใช่ของหมูๆ เลยซะทีเดียว จริงไหมครับ

    แต่ต่อไปนี้ ปัญหานั้นอาจจะเบาบางลงไปบ้าง เพราะนี่คือคำถาม 11 คำถาม ที่จะช่วยหาคำตอบให้กับหนุ่มๆ อย่างคุณ ว่าคุณได้ค้นพบคนที่ “ใช่” แล้วหรือยัง

    ข้อ 1. สำหรับคุณแล้ว ผมมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง หรือเปล่า
    คนรักของผมสามารถมีลูก, หลาน, สุนัข, แมว, หนูตะเภา และเพื่อนฝูงได้ ไม่ว่าจะเท่าไหร่ก็ตาม แต่ถ้าเธอเห็นว่าพวกเขามาก่อน แล้วผมมาเป็นลำดับที่ 7 แล้วหล่ะก็ ผมขอไปไกลๆ ดีกว่า

    ข้อ 2. รู้สึกเป็นธรรมชาติเวลาอยู่กับเธอหรือเปล่า
    เราไม่ควรที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพราะถ้าความสัมพันธ์ของคุณสองคนต้องอาศัยการประคับประคองกันมากจนเกินไป มันก็ไม่เวิร์กครับ

    ข้อ 3. เธอมองโลกในแง่ดี และรู้สึกยินดีกับสิ่งรอบข้างหรือไม่
    การกล่าวคำ “ขอบคุณ” อยู่เสมอนั้น จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณยืนยาวขึ้นได้

    ข้อ 4. เธอยังคงฝังอยู่กับเรื่องเก่าๆ มากเกินไปหรือเปล่า
    ถ้าคู่รักของผมมัวแต่ติดอยู่กับอดีตมากเกินไป เธอจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันไม่ได้

    ข้อ 5. เธอมีความเคารพตัวเองมากแค่ไหน
    คุณต้องดูว่าคู่รักของคุณ เชื่อมั่นในตัวคุณ หรือขี้หึงไม่เข้าท่ามากกว่ากัน

    ข้อ 6. เธอเป็นคนมีวิจารณญาณและไม่เห็นแก่ตัวหรือเปล่า
    ถ้ามีแต่ “ฉัน-ฉัน-ฉัน” มากเกินไป ก็จะไม่พอสำหรับ “เรา-เรา-เรา”

    ข้อ 7. เธอหัวเราะและมีความสุขกับชีวิตดีไหม
    มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นในดลกมากพออยู่แล้ว ที่พลอยทำให้เราต้องหดหู่ ผมต้องการใครสักคนที่รู้จักมองดลกในแง่ดีบ้าง

    ข้อ 8. เราตกลงเรื่องเงินทองกันได้หรือไม่
    ถ้าการเงินของเธอยังไม่เป็นระบบระเบียบแล้วหล่ะก็ มันก็จะมีปัญหามากกว่าแค่เรื่องเงิน

    ข้อ 9. เธอคนนี้ให้อิสระและเวลาที่ผมสามารถตามหาความฝัน จุดหมายของชีวิต และงานอดิเรก หรือเธอจะเป็นจอมบงการที่ควบคุมทุกอย่าง
    คนเราต้องการถูก “รัก” อย่างอิสระ โดยเฉพาะผู้ชาย

    ข้อ 10.ผมได้รับความเคารพหรือเปล่า
    ผมต้องการอยุ๋กับใครสักคนที่ต้องการอยู่กับผม และรู้จักให้เกียรติผม

    ข้อ 11. เรามีความรักให้แก่กันหรือไม่
    ถ้าไม่…คุณสมบัติใดๆ ที่ผ่านมา ก็จะไม่มีความหมายใดๆ เลย

    ใช้ข้อมูลขั้นต้นเป็นแค่แนวทางในการค้นหาเท่านั้นนะครับ จำเอาไว้อย่างหนึ่งว่า สิ่งใดที่คุณต้องการจากคู่รัก คุณเองก็ต้องเป็นฝ่ายที่ให้สิ่งนั้นกับเธอก่อน เพราะความสัมพันธ์ของคนสองคนจะต้องมีสมดุลกัน

    บททดสอบทั้ง 11 ข้อนี้ ไม่ได้ช่วยให้การหาคู่ครองง่ายขึ้น แต่มันจะช่วยปรับปรุงโอกาสในการเลือกคุ่ที่เข้ากันได้ดีขึ้น และทำให้คุณและคู่รักมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงต่างหาก…อย่าผิดประเด็นเชียวนะครับ

    Image by Free-Photos from Pixabay

  • 17 เรื่องราวไร้สาระ ของผู้หญิงวันนี้  ที่ผู้ชายอย่างคุณควรรู้  และทำความเข้าใจ

    17 เรื่องราวไร้สาระ ของผู้หญิงวันนี้ ที่ผู้ชายอย่างคุณควรรู้ และทำความเข้าใจ

    ผู้ชายทั้งแท่งอย่างคุณ ร้อยทั้งร้อย คงเคยเจอกับเหตุการที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงของคุณ ที่ดูภายนอกก็แสนจะดูทันสมัย ปราดเปรียว สวยเปรี้ยว และฉลาดเป็นกรด แต่กลับมาสนใจในเรื่องราวที่คุณเห็นว่ามันไร้สาระสิ้นดี แถมบางครั้งยังหมกหมุ่นและเอาจริงเอาจังจนเกินเหตุ จนคุณอดคิดไม่ได้ ว่านี่มันอะไรกันฟะ….

    แต่เชื่อไหมครับ เท่าที่เคยวิเคราะห์กันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ ต่างเห็นว่าเรื่องบางเรื่องทำไมผู้หญิงเขาถึงสนใจกันนัก ทั้งๆ ที่มันดูไร้สาระสิ้นดี นั่นนะซิครับ แล้วทำไมผู้ชายอย่างเราต้องมาสนใจกับเรื่องเหล่านี้ของเธอด้วย ก็เพราะเพื่อที่จะให้คุณเข้าใจผู้หญิงได้มากขึ้นยังไงหล่ะครับ อย่างน้อยเมื่อคุณเข้าใจเธอ ความกดดันและบรรยากาศมาคุ ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

    และจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญสาขานารีวิทยา ค้นพบว่ามี 17 เรื่องไร้สาระของผู้หญิงที่น่าจะทำใจ และทำความเข้าใจกับเธอด้วยเช่นกัน นั่นก็คือเรื่องราวในหัวข้อเหล่านี้ไงครับ….

    • บ้าดูดวง…ถึงจะรู้ว่างมงายก็เถอะ แต่เธอก็ดูได้ทุกหมอ ทุกรูปแบบ ดูครั้งเดียวไม่พอ ยังขอเบิ้ลตลอด

    • ต่อมน้ำตาตื้น…แค่หนังซึ้งๆ เพลงเศร้าๆ น้ำตาก็ทะลักออกมาได้ไม่ยากเย็น โฆษณาหรือการ์ตูน ยังเอามาเลียนแบบกันบ่อยๆ

    • ติดละครเหลือเกิน…ละครโปรดมาเมื่อไหร่ นั่งติดทีวี ไม่ไปไหนเลย หรือถ้าอยู่นอกบ้านก็ต้องรีบกลับมาอย่างเร่งด่วน ทั้งที่อ่านเรื่องย่อไปก่อนแล้วล่ะ

    • เมาท์แตก…เจอเพื่อนทีไรเป็นอันจ้อไม่หยุดจนลืมโลกทุกทีซิน่า และไม่พลาดเรื่องนินทาอีกด้วย โดยเฉพาะนินทาแฟนหรือสามีหล่ะก็ ชอบนักเชียวแหละ

    • ห้ามอยู่เรื่อย…เวลาคุณทำอะไร เธอก็มักจะห้ามอยู่เรื่อย ห้ามมองผู้หญิง ห้ามซื้อของแพง ห้ามโน่นห้ามนี่ แต่กับตัวเอง เธอทำทุกอย่างเต็มที่

    • มีปัญหากับการขับรถบ่อยๆ….ขับรถไปไหนต่อไหนที ไม่ผิดกฏจราจรก็ต้องหลงทางสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

    • เจออาหารจานโปรดทีไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน ไม่รู้กิริยาหญิงหายไปไหน…ไดอง ไดเอท ไม่สนแล้ว

    • ชอบใช้มารยาหญิง เอาตัวรอด

    • ปากก็บอกว่ารักคุณคนเดียว แต่ก็ชอบแอบปิ๊งคนอื่นอยู่เรื่อยๆ แถมยังแก้ตัวอีกว่าเป็นการเช็คเรทติ้งแค่นั้นเอง

    • แกล้งทำตัวเป็นสาวบอบบาง…อยากให้คุณทะนุถนอม แต่ตอนเธออารมณ์บ่จอย ทำไมแรงเยอะชะมัด

    • เห็นของลดราคาเป็นไม่ได้…เหมือนมีแม่เหล็กมาดึงดูด อยู่ไกลถึงฮ่องกง ยังดูดเงินจากกระเป๋าเธอได้ จริงไหมหล่ะครับ

    • ขี้หึงได้ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่ด้วย

    • ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดดังเกินเหตุ โดยไม่จำเป็น

    • ถึงจะเป็นกุลสตรีอย่างไร แต่ถ้าเจอภาพผู้ชาย ก็ชอบดูเหมือนกันแหละครับ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครรู้เป็นอันขาด เสียภาพพจน์หมด

    • กลัวน้ำหนักขึ้นจนหน้ามืด…เลยไปสักขีดจะเป็นจะตายให้ได้ แต่มักมีข้อแก้ตัวเสมอ ถ้าเจอขนมถูกใจ เช่น เค้กผลไม้, เค้กลูกพรุน, หรือคุ้กกี้ ที่มักจะมีคำว่า Low fat อยู่ด้วย จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ถูกใจเป็นใช้ได้แล้ว

    • อยากผิวขาว หน้าขาว อ่อนเยาว์ อ่อนวัย เครื่องสำอางค์หน้าขาวถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

    • และยังมีอื่นๆ อีกมากมายเสียจนจาระไนไม่หวาดไม่ไหว

    เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา เชื่อว่าหนุ่มๆ อย่างคุณคงเคยเจอกันมาหมดแล้ว และเชื่อแน่ว่าหลายครั้งคุณคงไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เชื่อเถอะครับ นี่แหละคือธรรมชาติของผู้หญิงจริงๆ ที่คุณควรรู้และเข้าใจไว้

  • มองรสนิยมผู้ชาย ผ่านชนิดชาที่ดื่ม บอกนิสัยใจคอและบุคลิกของผู้ดื่ม

    มองรสนิยมผู้ชาย ผ่านชนิดชาที่ดื่ม บอกนิสัยใจคอและบุคลิกของผู้ดื่ม

    ถ้านับเครื่องดื่มประเภทไม่มีแอลกอฮอล์ และได้รับความนิยม เห็นจะหนีไม่พ้นชากับกาแฟ เพราะทุกครั้งหากรับประทานอาหารนอกบ้าน ตามร้านอาหารในระดับกลางๆ ขึ้นไป หลังอาหารแต่ละมื้อ บริกรก็มักจะถามทิ้งท้ายเสมอว่า “รับชาหรือกาแฟไหมครับ ?”

    สำหรับผู้ที่นิยมดื่มชาเป็นประจำ นอกจากจะมีผลดีต่อสุขภาพแล้ว ชาแต่ละประเภทที่คุณเลือกดื่ม ยังสามารถบอกนิสัยและบุคลิกของคุณได้อีกต่างหาก ส่วนจะตรงหรือไม่อย่างไรนั้น ต้องสำรวจด้วยตัวคุณเองแล้วล่ะครับ

    ชาดำเย็น…เขาว่าคุณเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยม ในการควบคุมตัวเอง ให้แสดงความรู้สึกออกมาในขอบเขตที่เหมาะสม แม้จะเป็นช่วงที่ยุ่งวุ่นวาย คุณก็ยังสามารถคงความเยือกเย็นและสุขุมไว้ได้ ประดุจชาดำที่เย็นชื่นใจ แถมยังทำงานต่อได้โดยไม่มีความตื่นตระหนก แต่บ่อยครั้งคุณก็กลับไม่กล้าแสดงความรู้สึกดื่มด่ำรุนแรงที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาได้ เลยดูชีดชาไปหน่อยสำหรับสาวๆ

    ชาเอิร์ล เกรย์…ชาชนิดนี้เหมาะกับหนุ่มเซนซิทีฟ เขาว่าหนุ่มที่เลือกชาเอิร์ล เกรย์ เป็นคนบอบบางเหมือนรสชาติของชาที่เลือก และมักมีกำลังใจจากคำชมของผู้อื่น แต่มักเสียใจและน้อยใจเมื่อทำอะไรไม่ถูกใจคนอื่น ถ้าจะให้ดี ดื่มชาเอิร์ล เกรย์ แต่พยายามสร้างความเชื่อมั่นของตัวเองมากๆ ขึ้น เพราะที่จริงคุณเป็นหนุ่มที่มีความเข้มแข็งกว่าที่คิด ไม่ต้องเครียดมากนักหรอกครับ

    ชาเขียว…ทันสมัยสุดๆ สำหรับยุคนี้ หนุ่มที่เลือกชาเขียว เป็นคนที่ต้องการความสมดุลในชีวิต มีอารมณ์สงบนิ่ง คงเส้นคงวา ราวกับเข้าถึงปรัชญาแห่งเต๋า ขณะเดียวกัน คุณก็ค่อนข้างเอาใจใส่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นพิเศษ ต้องการสิ่งที่สมบูรณ์เสมอ แม้กระทั่งถ้วยชา ก็ต้องสะอาดและเพอร์เฟ็คด้วย

    ชาจัสมิน…ใครเลือกชาประเภทนี้ นับเป็นหนุ่มที่เน้นความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจและกายเป็นสำคัญ คุณจึงชอบความเป็นระบบ ระเบียบ และมีเหตุผลในทุกๆ เรื่อง บางครั้งมันทำให้คุณดูเหมือนเป็นหนุ่มหัวโบราณและเก็บตัวไปสักหน่อย ทลายกำแพงน้ำแข็งห่อหุ้มออกมาเถอะครับ หันมาสมาคมกับโลกภายนอกบ้าง ถ้าคุณเป็นอย่างว่านะ

    ชารสผลไม้…เขาว่าคุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี และมักสงสัยว่าทำไมคนอื่นๆ ถึงได้เครียดกับชีวิตกันจัง ชีวิตออกจะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เต็มไปด้วยสีสันและความสดใส ยามเหนื่อยจากงาน คุณก็พักอย่างจริงๆ จังๆ ผ่อนคลายสุดๆ เพราะสำหรับคุณ เวลางานคืองาน เวลาพักคือพัก ไม่น่าสับสนเลยสักนิด

    ชาดำ…ไม่ใช่ชาสีดำนะครับ แต่เป็น black tea หมายถึงชาที่ไม่ใส่นมและน้ำตาล หนุ่มที่ดื่มชาประเภทนี้ ว่ากันว่าเป็นคนทะเยอทะยาน พยายามไปให้ถึงในสิ่งที่คนอื่นไปไม่ถึง คุณจะเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ที่คนอื่นมองข้าม ความพยายามเช่นนี้ บางทีก็ทำให้คุณเหนื่อยเหมือนว่ายทวนน้ำ

    ทางที่ดีก็คือ หัดปล่อยวางเสียบ้าง ปล่อยความคิดไปตามน้ำ ทำจิตใจให้สงบเยือกเย็น คุณอาจได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ มากขึ้น หรือคราวหน้าลองหันไปเลือกดื่มชารสผลได้ดูบ้าง บางทีคุณอาจจะมองโลกอย่างสนุกสนานขึ้นมาบ้างก็เป็นได้ครับ

    ชาเย็น…ไม่ใช่เย็นชา เพราะหนุ่มที่เลือกชาเย็น มั่นใจได้เลยว่า คุณคือคนที่ทุกคนตามหา เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้ความกล้าหาญในการกระทำหรือพูด เพราะจิตใจคุณเปี่ยมไปด้วยความกล้าและเป็นความหวังของเพื่อนฝูง รวมถึงคนรอบข้างเสมอ

    แต่บางครั้ง ความกล้าบ้าบิ่นของคุณ อาจทำให้คนอื่นที่ไม่คิดจะพึ่งพา มองว่าคุณมั่นใจในตัวเองมากเกินไป และไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น กลายเป็นหนุ่มที่แสนจะเย็นชาไปเสียนี่ จริงๆ แล้วเขาไม่รู้หรอกว่า คุณมีมุมอ่อนแอแฝงอยู่ในทีท่าที่แข็งกร้าวไม่น้อย สาวที่เข้าถึงจิตใจและตัวตนที่แท้จริงของคุณเท่านั้นแหละ ที่จะเห็นมุมอ่อนหวาน อ่อนโยนปนอ่อนแอ ที่ซ่อนอยู่ในทีท่าเย็นชาของคุณ

    ชาดาร์จีลิง…เป็นชาอีกประเภทหนึ่งที่บางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่สำหรับหนุ่มผู้พิถีพิถันช่างเลือก และเป็นคอชาที่แท้จริง ย่อมต้องรู้จักเป็นแน่นอน หนุ่มที่ดื่มชาประเภทนี้เขาว่าเป็นคนชอบแสวงหา มุมมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต จึงเลือกดื่มชาที่จะเป็น ‘Champagne of Teas’ แต่ความต้องการในสิ่งที่ดีที่สุด อาจทำให้คนรอบข้างทุกข์ใจได้ เพราะเขาอาจเป็นโรค “ติดหรู” ไปจากคุณได้ง่ายๆ ขนาดชงชา ยังต้องหาน้ำแร่ดีที่สุดมาต้มเลย

    วิธีดูนิสัยและบุคคลิกจากชาถ้วยโปรด ไม่ได้สะท้อนภาพของคนหนุ่มเท่านั้น คุณอาจใช้ข้อสังเกตนี้ ไปทำนายลักษณะนิสัยและบุคคลิกสาวๆ จากชาถ้วยโปรดของเธอได้ด้วย ลองดูนะครับ อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณได้รู้จักแนวทางที่จะเข้าถึงจิตใจเธอได้ง่ายขึ้นมาบ้าง

    Image by Myriams-Fotos from Pixabay