Author: admin

  • วิธีสานปลาตะเพียน จากใบลาน ของเล่นโบราณจากภูมิปัญญาไทย

    วิธีสานปลาตะเพียน จากใบลาน ของเล่นโบราณจากภูมิปัญญาไทย

    ปลาตะเพียนสาน เป็น ของเล่นโบราณ มีประโยชน์ในการกระตุ้นพัฒนาการเด็กเล็ก ด้วยสีสันที่สดใส และรายละเอียดรูปร่าง การเคลื่อนไหว ที่จะดึงดูดให้เด็กเล็กสนใจ ผลิตจากภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยก่อน ที่สร้างสรรค์ ทำของเล่น ให้ลูกหลานด้วยตัวเอง ในยุคสมัยที่ของเล่นที่ผลิตจากพลาสติกยังไม่ได้ถือกำเนิดและนำเข้ามาค่ะ

    วิธีสานปลาตะเพียน จากใบลาน มีวิธีทำดังต่อไปนี้

    วัสดุที่ใช้

    1. ใบลานแห้ง
    2. สี (เลือกใช้สีที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก)

    วิธีทํา

    1. ใช้ใบลานที่แห้งแล้วสานให้เป็นรูปปลาตะเพียน โดยมีขนาดตัวใหญ่ หรือเล็กตามที่ต้องการ

    2. ใช้เข็มและด้ายในการร้อยปลาตะเพียนแต่ละตัวให้เป็นพวง และส่วนบน เป็นส่วนที่จะนําไปใช้
    ผูกกับตะปูหรือตะขอ

    3. ระบายสีให้สวยงาม

    วิธีเล่น

    1. นํามาแขวนไว้เหนือที่นอนเด็กหรือเหนือเปลเด็ก

    2. อาจจะใช้มือช่วยดันหรือทําให้พวงปลาตะเพียน
    เคลื่อนไหว

    3. เด็กจะมองตามด้วยความเพลิดเพลิน

    ประโยชน์

    1. ส่งเสริมพัฒนาการเด็กในเรื่องกล้ามเนื้อตา (กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้กลอกลูกตา ในขณะ จ้องมองหรือมองตามการเคลื่อนไหวของปลาตะเพียน ที่มีสีสันสวยงาม

    2. เสริมสร้างพัฒนาการในการเรียนรู้สีสันและรูปทรงวัตถุผ่านสายตา

    3. ใช้เปลี่ยนความสนใจของเด็กในกรณีงอแง ให้มาสนใจเกี่ยวกับสีสัน และการเคลื่อนไหวของ ปลาตะเพียน

    อายุที่เล่น

    แรกเกิดจนถึง 1 – 2 ปี

  • 100 ปี แซง-แต็ก ซูเปรี จากไปรษณีย์ใต้-เจ้าชายน้อย

    100 ปี แซง-แต็ก ซูเปรี จากไปรษณีย์ใต้-เจ้าชายน้อย

    เจ้าชายน้อย

    นิยายเรื่อง เจ้าชายน้อย คงอยู่ในหัวใจของนักอ่านทั่วโลก โดยไม่มีใครปฏิเสธ แม้แต่ธนบัตรรัฐบาลของฝรั่งเศส (แบงค์ 50 ฟรังค์) ภาพของซูเปรี และภาพประกอบจากเรื่องเจ้าชายน้อย ปรากฏในรูปธนบัตร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฝรั่งเศสนั้นให้ความสำคัญแก่วรรณกรรม ให้ค่าแก่คุณค่าของงานเขียน ตอนที่ธนบัตรออกมาใหม่ๆ ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้น และพยายามจะหาธนบัตรใบนั้นมาครอบครอง แถมยังอิจฉาประเทศของเขาที่มองวรรณกรรมในระดับที่ สามารถเอามาเป็นแบงค์ได้ เมื่อลองมองย้อนมาที่เมืองไทยแล้ว วิสัยทัศน์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้นในระดับรัฐบาล

     

    แซง-แต็ก ซูเปรี เกิดวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2443 หรือ ค.ศ.1900 ที่เมืองลียอง ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นบุตรชายคนที่สาม จากพี่น้องสี่คน บิดาของซูเปรีเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ มารดาพาครอบครัวไปอาศัยกับ มาดามตริโกด์ ในวัยเยาว์ซูเปรีเป็นเด็กร่าเริง อายุ 14 ปี เข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียน แซงค์-ฌอง ที่เมืองไฟบวร์ก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อเรียนจบมัธยม ซูเปรสามารถสอบเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมนายเรือ แซงต์ หลุยส์ กรุงปารีสแต่สอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน จนกระทั่งวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1921ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการทหาร ประจำกองบังคับการบิน ที่เมืองสตราส์บูร์ก ซูเปรีฝึกบินอย่างหนัก จนได้รับใบอนุญาติเป็นนักบินอาชีพ

     

    ต่อมาเขาเริ่มงานแรกกับบริษัท ลาเตโกแอร์ ที่เมืองตูลูส เป็นนักบินระหว่างเส้นทางตูลูส กับคาซาบลังก้า จนกระทั่งถูกส่งไปรับตำแหน่ง หัวหน้าควบคุมการบินที่ กาพ ซูบี ในประเทศโมร็อคโค แอฟริกา
    ที่โมร็อคโค เขามีหน้าที่จัดเก็บถุงพัศดุไปรษณีย์ และคอยช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากการบิน นี่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องแรก “ไปรษณีย์ใต้” ( Southern Mail ) ตีพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.1928

    เที่ยวบินกลางคืนหลังจากนั้นเขาเข้าทำงานกับบริษัท อาเอปอสตา ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งอากาศ ในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โดยบุกเบิกเส้นทางการบินระหว่าง บัวโนสไอเรส กับปุนตา-อาเรนัส จนกระทั่งปี ค.ศ. 1931 จึงแต่งงานกับ กอนซูเอโล ซุนซิน หลังจากบริษัท อาเอโรปอสตา ล้มละลาย จึงลาออกจากงานในอเมริกาใต้ ไปประจำการเที่ยวบินกลางคืนระหว่าง กาซาบลังกา กับ ปอร์-เอเตียน ที่นี่เองที่ทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องที่สองคือ “เที่ยวบินกลางคืน” ( Night Fight ) ทำได้ 3 ปี จึงเข้าทำงานให้กับบริษัท แอร์ฟรานซ์ ในแผนกประชาสัมพันธ์ ในปี ค.ศ.1935 พยายามจะทำลานสถิติเวลาการบินระหว่างปารรีสไปยัง ไซง่อน แต่เครื่องบินขัดข้องอัปปางในทะเลทรายลิเบีย

     

    ส่วนนิยายเรื่องที่สาม เขาใช้เวลาระหว่างพักรักษาตัวการเครื่องบินตก นิยายเรื่องนี้คือ Wind, Sand and Stars นิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัลกรองด์ พรีซ์ ดู โร ม็อง จากราชบัณฑิตฝรั่งเศส เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นผู้สอนเทคนิคการขับขี่เครื่องบิน ทว่าเขากลับออกบินเสยเอง โดยได้ร่วมกับหน่วยลาดตระเวน และทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องที่ 4 คือ Fight to Arras
    จนกระทั่งกลางปี ค.ศ. 1942 เขาจึงได้เขียนนิยายเรื่อง “เจ้าชายน้อย” ( The Little Prince ) ในช่วงหลังเขาไม่ได้ถูกส่งให้บินบ่อยนัก เนื่องจากอายุมากขึ้น เขาใช้เวลาช่วงนี้เขียนนิยายเรื่องสุดท้าย Gitadelle หรือ The Wisdom of the Sand

    จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.1944 เขาออกบินตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนล่วงเลยมาถึงบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ปรากฏแม้เงาแสงจากปีกเครื่องบิน เขาหายสาปสูญ โดยที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าซูเปรีจบชีวิตลงอย่างไร

     ผลงานของ อังตวน เดอ แซงแต็ก ซูเปรี

    1. Southern Mail ผลงานเล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยแล้วชื่อว่า “ไปรษณีย์ใต้” แปลโดย นารีรัตน์

    2. Night Fight ผลงานเรื่องนี้แปลเป็นภาษาไทยชื่อปกว่า “เที่ยวบินกลางคืน” ผู้แปลคือ “คันธา ศรีวิมล” ซึ่งมีผลงานแปลมาแล้วหลายเล่ม

    3. Wind, Sand and Stars

    4. The Little Prince “เจ้าชายน้อย” แปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวน แต่ที่ผมรู้สึกว่าดีที่สุดคือสำนวนของ อำพัน โอตระกูล ซึ่งแปลโดยตรงจากภาษาฝรั่งเศส และพิมพ์กับสำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพาณิช เล่มนี้ราคาถูกมาก แม้จะพิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ เพราะเท่าที่มีผู้นำมาจัดพิมพ์ใหม่ ราคาตกเล่มละ 100 กว่าบาท ซึ่งราคาดังกล่าวสูงมาก และหนังสือก็สวยเกินไป เหมือนทำเอาไว้สำหรับการสะสมมากกว่าเอาไว้ทำไว้อ่าน

    5. Airman’s Odyssey
    6. Wartme Writings

  • จากทุ่งสีกันถึงรังสิต เยี่ยมบ้านสุชาติ สวัสดิ์ศรี

    สุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตบรรณาธิการ “โลกหนังสือ” , “สังคมศาสตร์ปริทรรศ” , “บานไม่รู้โรย” และ “ช่อการะเกด” เขาผ่านงานบรรณาธิการมาอย่างโชกโชนและต่อเนื่อง ผ่านช่วงวิกฤติทางการเมือง ทางธุรกิจหนังสือมาหลายยุคหลายสมัย

    ณ วันนี้ สุชาติ สวัสดิ์ศรี พำนักอยู่บ้านย่านดอนเมือง ในสวนริมทางรถไฟ ดูเหมือนเขาจะมีความผูกพันกับรถไฟอยู่ไม่มากก็น้อย และเคยเอ่ยปากบ่อยครั้งว่า “ผมเป็นคนโลว์เทค”

    เป็นโอกาสที่ดีที่พวกเรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมพี่สุชาติ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากงานหนังสือริมน้ำครั้งสุดท้าย
    ผม , เอื้อ อัญชลี , สุภาพ พิมพ์ชน , ทินกร หุตางกูร , ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร และปรียา รวมตัวกันสองแห่งคือที่ท่าพระจันทร์ และบ้านทินกร ก่อนจะไปยังจุดหมายของเรา…รังสิต

    บ้านเดิมของพี่สุชาติอยู่ที่ทุ่งสีกัน จนกระทั่งถูกกลุ่มนายทุนไล่ที่ พี่สุชาติจึงต้องหาที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านแห่งใหม่ จนกระทั่งมาได้ที่แถวดอนเมือง ซึ่งเป็นทำเลที่ค่อนข้างดี เพราะสมัยที่มาซื้อผืนดินแถบนี้ยังเป็นสวน มีเพียงทางรถไฟตัดผ่านเท่านั้น

    แต่ในปัจจุบันซอยทางเข้ามหาวิทยาลัยรังสิต ทำให้ที่ดินแถบนี้มีราคาสูงขึ้น นอกจากจะมีถนนตัดผ่าน ยังมีถนน Local Road ตัดขนานทางรถไฟ ทำให้การกระจายตัวของหมู่บ้านจัดสรรค์ขยายวงกว้าง

    เรามาถึงบ้านพี่สุชาติราว ๆ บ่ายสองโมง อากาศร้อนอบอ้าว ผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่นั่นนานมากสักสองปีก่อน สภาพที่เห็นครั้งก่อนกับครั้งนี้จึงแตกต่างกัน
    แต่ทางเข้าบ้านพี่สุชาติยังคงเหมือนเดิม และยิ่งร่มรื่นขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

    ตอนแรกเราหลงทิศ และหาบ้านไม่เจอ จึงต้องสอบถามจากชาวบ้านแถวนั้น บังเอิญพี่ศรีดาวเรือง ขี่จักรยานออกมาซื้อของ เราจึงโชคดีที่ไม่ต้องขับรถหา

    อันที่จริงจุดหมายของเรานอกจากจะมาเยี่ยมพี่สุชาติแล้ว ผมยังมีเป้าหมายที่รอคอยมานานคือ มาชมภาพเขียน ภาพพิมพ์ ของพี่สุชาติ

    เมื่อเข้ามาถึงบริเวณบ้าน เราก็พบกับรูปเขียนต้อนรับ ที่พี่สุชาติเขียนขึ้นเป็นพิศษ

    บริเวณบ้านมีตัวเรือนด้วยกัน 3 หลัง เรายังเห็นกล่องใส่หนังสือ และต้นฉบับมากมายกองอยู่ พี่สุชาติบอกว่านี่เป็นผลพวงจากการย้ายมาจากบ้านเก่า ทุกวันนี้ยังหาที่เก็บหนังสือได้ไม่ไหมด เพราะมีเยอะมาก บางกล่องต้องนำมาไว้ข้างนอก เสี่ยงต่อมดต่อปลวกพอสมควร

    บริเวณบ้าน ซึ่งเรือนหลังนี้นอกจากจะเป็นห้องสมุดแล้วยังเป็นที่เก็บผลงาน ทางด้านภาพเขียนและภาพพิมพ์ เอาไว้จำนวนมาก จากการไถ่ถามพี่สุชาติ เราจึงรู้ว่าพี่สุชาติใช้เวลาเขียนภาพมากว่าสี่ห้าปีแล้ว

     ส่วนบริเวณนี้เป็นสวน ปลูกทั้งพืชสวนครัว ไม้ผล แล้วก็ไม้ประดับ พี่ศรีดาวเรืองยังเลี้ยงปลาดุกเอาไว้ในบ่อข้างเรือนสองชั้นด้วย

     

    โต๊ะทำงาน ที่นั่งเขียนหนังสือ มองออกไปเป็นสวน บนโต๊ะเต็มไปด้วยกองเอกสารอ้างอิง

     

     

    จากซ้ายชุดขาว ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร , ทินกร หุตางกูร คนที่สามเสื้อเข้ม สุภาพ พิมพ์ชน หันหน้าให้กล้องคือ เอื้อ อัญชลี และพี่สุชาติ ในอริยาบทสบาย ๆ ช่วงบ่ายคล้อย แสงแดดสีเหลืองอบอุ่น

    เรานั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ หลายเรื่องหลากรส ทั้งงานชุมนุมช่างวรรณกรรมครั้งล่าสุด ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นงานระลึกถึง 96 ปี กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ซึ่งเวลาหายไปหนึ่งปี จากการเปลี่ยนแปลงเวลาในช่วงที่ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ประกาศ พี่สุชาติให้ทัศนะว่า ยังกับหนังแนวไซไฟ 🙂 ) และ 72 ปี คณะสุภาพบุรุษ
    เราคุยกันจนถึงบทวิพากษ์ของธดา ที่มีต่อซัมเมอร์ และ อะ เดย์
    จนกระทั่งช่วงเวลาที่เรารอคอยก็มาถึง

    พี่สุชาติ กำลังเปิดผลงานภาพเขียนสีน้ำมันให้ศักดิ์ชัยชม ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะผลงานมีนับร้อย ๆ ชิ้น บางชิ้นใส่อยู่ในกรอบ บางชิ้นวางซ้อนทับ ส่วนภาพสเก็ตก็เก็บอยู่ในแฟ้มอย่างดี

    แต่ละภาพมีหลายยุค ทำให้เห็นวิวัฒนาการในการเขียนภาพ (ภาพบน ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร กำลังชมภาพอย่างตื่นตะลึง)

    ภาพบางส่วนใน Gallery ส่วนตัว ซึ่งมีมากพอ ๆ กับหนังสือ ระหว่างที่เราทั้งเปิดดู ทั้งงัดดู พี่สุชาติก็จะอธิบาย เทคนิคของการทำภาพชิ้นนั้น ๆ ให้ทราบ และแกถ่อมตัวว่าฝีมือยังอยู่ในขั้นอนุบาล แต่เท่าที่เราเห็นนั้น พิสูจน์ได้ว่าเป็นการเขียนภาพที่เอาจริงเอาจัง และมีพัฒนาการในการเขียนเป็นอย่างยิ่ง เราจึงคิดกันเล่น ๆ ว่าที่แกไม่เขียนเรื่องสั้นนั้น เป็นเพราะเอาพลังสร้างสรรค์มาปล่อยกับงานศิลปะนี่เอง 🙂
    วันนั้นเราอยู่จนกระทั่งหัวค่ำ เอื้อ อัญชลี และสุภาพต้องกลับไปเลี้ยงแมวที่นครปฐม ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร เตรียมตัวไปปากช่องเขียนหนังสือ ส่วนทินกร หุตางกูรกำลังแก้ไขเรื่องสั้น “ทัจมาฮาล” เรื่องรักโรแมนติคที่กำลังจะรวมในหนังสือ “เรื่องรักธรรมดา” เราจึงจำต้องลาจากกันอีกครั้ง แต่การจากลาก็คือ การเริ่มต้นพบกันอีกครั้งหนึ่ง

     

    ที่มา Thaiwriter.net

  • วิธีทำแจ่วฮ้อน และน้ำจิ้มรสเด็ด

    วิธีทำแจ่วฮ้อน และน้ำจิ้มรสเด็ด

    แจ่วฮ้อน ก็เป็นอาหารสไตล์สุกี้ แต่มีเอกลักษณ์แบบอีสาน ใช้เนื้อสัตว์ลวกกับน้ำซุปร้อนๆ ที่หอมด้วยสมุนไพรไทย และจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด เป็นรสชาติที่ชวนติดใจ สามารถเพิ่มเนื้อสัตว์ บะหมี่ ผัก ได้หลากหลายตามความต้องการ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่า แจ่วฮ้อน มีวิธีทำอย่างไรกันบ้าง

    แจ่วฮ้อน

    เครื่องปรุง

    เนื้อน่องวัวหั่นขวางบาง ๆ
    หรือจะใช้เนื้อสัตว์อื่นๆ ลูกชิ้น เกี๊ยว ของสด ได้ตามต้องการ
    น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
    เหล้า 2 ช้อนโต๊ะ
    น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    ใบมะกรูดหั่นฝอย
    น้ำซุป น้ำสะอาด 2-3 ถ้วย
    รากผักชี 2 ต้น
    ตะไคร้ทุบหั่น 2 ต้น
    ใบมะกรูด 3-4 ใบ
    ผักชีฝรั่งหั่น 3 ต้น
    ข่า 2 แว่น
    พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
    ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

    แจ่วฮ้อน

    น้ำจิ้มแจ่ว

    พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำซุป 1/4 ถ้วยตวง
    มะนาว 2 ลูก
    ใบมะกรูดหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ
    น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
    ผักชีหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
    ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำน้ำจิ้ม นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน ชิมรสให้รสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม

    เตรียมผักสด กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ใบโหระพา ผักบุ้งจีน ใบสะระแหน่

    วิธีทำ

    1. นำเนื้อ มาหมักกับน้ำมันหอย เหล้า น้ำปลา ใบมะกรูดหั่นฝอยเคล้าให้เข้ากัน แช่ตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมง
    2. วิธีรับประทาน น้ำซุปตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือดลวกเนื้อจิ้มน้ำจิ้ม คล้ายสุกียากี้
  • ปลาหมึกสอดไส้ย่าง

    ปลาหมึกสอดไส้ย่าง

    เครื่องปรุง

    ปลาหมึกกล้วยขนาดกลาง 5 ตัว
    กุ้งสับ หมูสับอย่างละ 1/4 ถ้วยตวง
    ซีอิ๊วขาว น้ำปลา อย่างละ 1 ช้อนชา
    พริกไทยป่น น้ำตาลทรายอย่างละ 1/4 ช้อนชา

    วิธีทำ

    1.หมักหมูสับ กุ้งสับ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย พริกไทยป่น เคล้าให้เข้ากัน

    2.ล้างปลาหมึกให้สะอาด สงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ

    3.เอาเครื่อง (ข้อ 1) ยัดไส้ใส่ปลาหมึก แล้วเอาหัวปลาหมึกสอดกลับเข้าไปคืน อาจใช้ไม้กลัดช่วยติดเพี่อจะได้ไม่หลุด

    4.เอาปลาหมึกขึ้นย่างบนเตาถ่าน ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน พลิกกลับไปมาจนปลาหมึกสุกทั่ว

    5.เวลารับประทานหั่นแว่น เป็นชิ้นพอคำ รับประทานกับน้ำจิ้ม

    หมายเหตุ นึ่งปลาหมึกก่อนย่าง พอสุกจะย่างง่ายขึ้น

    น้ำจิ้ม

    โขลกพริกขี้หนู 5 เม็ด กระเทียม 5 กลีบ ใส่น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ชิมรสตามชอบ

  • เสน่ห์อาชา เมนูอาหารแปลกๆ

    เสน่ห์อาชา

    เครื่องปรุง

    เนื้อหมูสับละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
    เนื้อกุ้งบดละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
    เนื้อปูแกะแล้ว 1/2 ถ้วยตวง
    รากผักชี กระเทียม โขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
    ต้นหอมหั่นละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
    เห็ดหอมแช่น้ำจนนิ่มหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
    ไข่เป็ดแยกไข่ขาว ไข่แดง 1 ฟอง
    นมสด 1 ช้อนโต๊ะ
    แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
    ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
    น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    ไข่เค็มดิบใช้แต่ ไข่แดง 2 ฟอง
    ผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ
    ซอสพริก
    แตงกวา
    มะเขือเทศ
    สับประรด

    วิธีทำ

    1.ผสมเนื้อหมู เนื้อกุ้ง เนื้อปู รากผักชี กระเทียม พริกไทย ต้นหอม เห็ดหอม นมสด แป้งมัน ไข่ขาว ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เคล้าให้เข้ากัน

    2.ไข่เค็มดิบหั่นเป็นชิ้นเล็กปั้นเป็นก้อนกลม สำหรับแต่งหน้า

    3.ทาน้ำมันในถ้วยตะไลหรือพิมพ์ให้ทั่ว จากนั้นนำส่วนผสมที่เตรียมไว้ใส่ลงให้พูน วางไข่เค็มดิบตรงกลาง ทาด้วยไข่แดงให้ทั่ว วางผักชี ตกแต่งให้ดูสวยงาม นำไปนึ่งประมาณ 8-10 นาที พอสุกทิ้งไว้ให้เย็น แกะออกจากพิมพ์ รับประทานกับซอสพริก แตงกวา มะเขือเทศ สับปะรด

  • วิธีทำมัสมั่นหมูเสียบไม้

    มัสมั่น เป็นอาหารไทยที่มีรสชาติอร่อย และเคยได้แชมป์อาหารอร่อยที่สุดในโลกมาแล้ว ด้วยความกลมกล่อมของรสชาติ ที่มีความหวาน มัน และไม่ได้เผ็ดร้อนจนเกินไป ต่างชาติก็สามารถรับประทานได้ง่าย ในสูตรนี้จะเห็นว่ามีส่วนผสมเยอะ จะเป็นพวกเครื่องเทศต่างๆ  เพื่อให้มีกลิ่นหอมครบเครื่อง แต่ก็ทำได้ไม่ยาก ถ้าทำตามไปทีละขั้นตอน คราวนี้เราจะไม่ได้ทำแกงมั่นมั่นธรรมดา แต่จะนำเอาเนื้อหมูมาเสียบไม้ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ เอาล่ะ เรามาเตรียมส่วนผสม เครื่องปรุง และ วิธีทำมัสมั่นหมู กันเลยดีกว่าค่ะ

    สูตรมัสมั่นหมู

    เครื่องปรุง

    เนื้อหมูสันนอกแล่เป็นแผ่นตามยาว 1/2 กิโลกรัม
    รากผักชี พริกไทย กระเทียมโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
    ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
    น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
    มันฝรั่งต้มสุก หั่นเป็นชิ้นสำหรับเสียบไม้
    ไม้สำหรับเสียบ
    น้ำพริกแกงมัสมั่น 100 กรัม
    น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วยตวง
    น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
    น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำพริกแกงมัสมั่น พริกแห้ง 15 กรัม
    หอมเล็กซอย 20 กรัม
    กระเทียมซอย 15 กรัม
    ตะไคร้ซอย 15 กรัม
    ผิวมะกรูดซอย 1 ช้อนชา
    ข่าซอย 1 ช้อนชา
    รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
    ลูกผักชีป่น 1 ช้อนโต๊ะ
    ยี่หร่าป่น 1 ช้อนชา
    อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา
    ดอกจันทน์ 1 ดอก
    กานพลู 1 ช้อนชา
    ลูกจันทน์ 1/4 ช้อนโต๊ะ
    พริกไทย 65 กรัม
    ลูกกระวาน 6 ลูกไว้ลอยหน้า
    ใบกระวาน 3-4 ใบไว้ลอยหน้า
    เกลือ 1 ช้อนชา
    กะปิ 1 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำ

    1.น้ำพริกมัสมั่น หั่นพริกแห้งเป็นท่อน ๆ คั่วพริกกระเทียม หัวหอม ตะไคร้ ผิวมะกรูด ข่า รากผักชี ลูกผักชี ยี่หร่า อบเชย ดอกจันทน์ กานพลู ลูกจันทน์ พริกไทย พอเหลืองโขลกให้ละเอียดใส่เกลือ กะปิโขลกต่อจนเข้ากันดี นำไปผัดน้ำมันให้หอม ใช้น้ำมัน 1/2 ถ้วยตวง ตักขึ้นใส่ลูกกระวานและใบกระวานลอยหน้า

    2.นำหมูที่แล่แล้วมาเคล้ากับรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกไว้ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย หมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที

    3.กระทะตั้งไฟใส่หัวกะทิลงผัดกับน้ำพริกแกงมัสมั่นจนแตกมันหอม ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขามเปียก ชิมรสให้จัดออกทั้ง 3 รส จะใช้หวานนำ

    4.ใส่หมูลงในน้ำพริกแกงมัสมั่นคนพอเข้ากันยกลงไม่ต้องให้หมูสุก หมักทิ้งไว้ 1/2 ชั่วโมง นำมาเสียบไม้ตกแต่งด้วยมันฝรั่งและหอมใหญ่ นำไปย่างจนสุกเวลาย่างให้ใช้น้ำที่หมักหมูทาด้วยเวลาย่าง

  • สูตร เนื้อย่าง หมูย่างเจงกิสข่าน

    สูตร เนื้อย่าง หมูย่างเจงกิสข่าน

    เครื่องปรุง

    เนื้อสันใน 500 กรัม

    ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

    ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ

    มันหมูสดชิ้นเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ (จะใช้หมูแทนก็ได้)

    วิธีทำ

    1.หั่นเนื้อเป็นชิ้นบางและใหญ่พอสมควร

    2.เคล้าเนื้อกับซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย หมักไว้ 1-2 ชั่วโมง

    3.นำเนื้อมาปิ้งบนกระทะเจงกีสข่าน ซึ่งเป็นกระทะเนิน มีรูเล็ก ๆ ทั่วกระทะ โดยเอามันหมูวางตรงกลางบนเนินกระทะ แล้วจึงวางเนื้อหมักไว้รอบ ๆ กระทะ จะย่างพอสุก ย่างจนเกรียมก็ได้ตามใจชอบ

    4.เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม

    น้ำจิ้ม

    เต้าเจี้ยวโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
    พริกขี้หนูหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
    ขิงโขลกกับกระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
    ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน ชิมให้รสจัด

    รับประทานกับเนื้อย่างเจงกีสข่านจะใส่ผักกะหล่ำปลีก็ได้

  • 3 วิธีแต่งหน้าใสๆ ตามสไตล์สาวๆ ต่างลุค

    3 วิธีแต่งหน้าใสๆ ตามสไตล์สาวๆ ต่างลุค

    ในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันพักผ่อนสบาย ๆ ของสาว ๆ ถ้าไม่นอนเล่นดูทีวีอยู่ที่บ้าน เชื่อว่ากิจกรรมที่โปรดปรานของคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นการ shopping นะคะ สำหรับสาวบางคนอาจชอบไปเล่นกีฬา หรือว่าเดินเล่นสบาย ๆ ตามสถานที่ต่าง ๆที่คุณชื่นชอบ ถึงจะเป็นวันสบาย ๆ แต่งตัวตามสไตล์ลำลองแบบง่าย ๆ แต่ที่ลืมไม่ได้สำหรับสาว ๆ ก็คือ คงไม่ปล่อยให้ใบหน้าตัวเองดูโทรมจนจำไม่ได้หรอกนะคะ

    ครั้งนี้เราจึงมีเคล็ดลับการแต่งหน้าในวันสบาย ๆมาฝากค่ะ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ยึดคติที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นวันไหนก็ต้องสวยและมั่นใจเสมอค่ะ

    สำหรับสาวสวยแบบหวาน ๆ เวลาแต่งหน้าให้ใช้อายแชโดว์สีชมพูเนื้อมุกทาให้ทั่วเปลือกตา และเน้นเส้นขอบตาล่างด้วยสีน้ำตาล เกลี่ยให้กลมกลืนด้วยคัตตั้นบัต และทาทับด้วยสีชมพูอีกครั้ง ทาริมฝีปากด้วยลิปสีชมพูมุก และทาทับด้วยลิปมันอีกครั้ง

    ส่วนสาวที่มาดเท่ เก๋ไม่เหมือนใคร ให้เลือกอายแชโดว์สีชมพูชนิดด้าน หรือไม่มีมุกทาให้ทั่วเปลือกตา และเน้นอายไลเนอร์ด้วยสีน้ำตาล ส่วนริมฝีปากให้ใช้ดินสอเขียนขอบปากที่เส้นขอบปากด้านใน ทาลิปสติก และทาทับด้วยลิปมันอีกครั้ง

    และสำหรับสาวเปรี้ยว หลังจากทาเปลือกตาด้วยสีชมพูแล้ว ให้เน้นเส้นอายไลเนอร์ที่ขอบตาด้านบนและลากหางให้ยาว รับรองว่าเปรี้ยวสมใจแน่ค่ะ ส่วนริมฝีปากให้ทาด้วยลิปสติกชนิดเหลวสีชมพูมุก แต่ไม่ต้องเขียนขอบปากนะคะ

    อย่าลืมนะคะว่า ไม่ว่าจะเป็นวันไหน ๆ แม้แต่วันสบาย ๆ จะออกไปเดินเล่น หรือแค่ไปชอปปิ้ง คุณก็สามารถแต่งแต้มสีสันให้ใบหน้าของคุณสวยปิ๊งได้เช่นกันค่ะ

  • วิธีเลือกใช้วัสดุกันซึมบนหลังคา

    วิธีเลือกใช้วัสดุกันซึมบนหลังคา

    หลังจาก เลือกกระเบื้องมุงหลังคา เลือกโครงหลังไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการใช้วัสดุกันซึมบนหลังคา เพราะวัสดุในส่วนนี้จะช่วยเสริมให้หลังคาบ้านของคุณ ไม่ต้องพบกับปัญหาน้ำฝนซึมเข้ามาตามร่องหลังคา

    การเลือกใช้วัสดุกันซึมบนหลังคานั้นขึ้นอยู่กับงบประมาณของท่านเจ้าของบ้านว่ากันในส่วนนี้ไว้มากน้อยเพียงใด เพราะวัสดุกันซึมบนหลังคานั้น มีอยู่สองชนิดคือแบบแผ่นและแบบทา มาลองดูแบบแผ่นกันก่อน วัสดุกันซึมบนหลังคาแบบแผ่นนั้นจะต้องปูแผ่นกันซึมบนพื้นที่ที่จะป้องกันแล้วเทปูนทรายทับ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันน้ำฝนซึมบนหลังคาและราคาก็จะสูงตามไปด้วย ในขณะที่อีกแบบหนึ่งคือแบบทาจะมีวิธีการใช้ที่สะดวกกว่าคือทาไปบนผิวส่วนนั้นเลย ราคาจะถูกกว่าในแบบแผ่นและประสิทธิภาพก็จะด้อยกว่า การใช้วัสดุกันซึมชนิดทานี้ สามารถใช้ได้กับถังเก็บน้ำดื่ม เพียงแต่คุณต้องเลือกใช้ชนิดที่ระบุว่าสามารถใช้ได้กับถังเก็บน้ำ เพราะมิเช่นนั้นหากใช้วัสดุกันซึมแบบทาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปจะทำให้น้ำนั้นมีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปได้

    ดังที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่าวัสดุสำหรับกันซึมบนหลังคานั้นท่านเจ้าของบ้านจะเลือกใช้แบบใดขึ้นอยู่กับงบประมาณที่กันไว้สำหรับส่วนนี้ ซึ่งที่พบเห็นโดยทั่วไปจะนิยมใช้แบบทา เพราะประหยัดและใช้งานได้รวดเร็ว แต่ด้วยประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า แบบแผ่นอาจทำให้ท่านเจ้าของบ้านต้อง ซ่อมแซมหลายในส่วนที่ทากันซึมหลายครั้ง ซึ่งบางทีราคาอาจพอๆกับการใช้แบบแผ่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าในครั้งแรกก็เป็นได้