Author: admin

  • คุณนอนไม่หลับจริงหรือเปล่า? นอนไม่หลับทำไงดี

    คุณนอนไม่หลับจริงหรือเปล่า? นอนไม่หลับทำไงดี

    การพิจารณาว่า การหลับของคนๆ หนึ่งผิดปกติหรือไม่ ต้องคำนึงถึง ความแตกต่าง ระหว่างคน เช่น อายุ ความเครียด การอดนอน และสิ่งแวดล้อม

    หลายต่อหลายครั้งที่ คนที่หลับอยู่ อาจไม่รู้ตัวว่า เขาหลับไม่ปกติ แต่ญาติ หรือคนที่นอนด้วย จะเป็นคนเล่าถึง อาการหลับไม่ปกติของเขาได้แทน

    ในทางกลับกัน คนที่รู้สึกว่า ตนเองนอนไม่หลับ อาจบ่นว่า ตนนอนไม่หลับ คืนละ 3-4 ชั่วโมง แต่คนที่นอนด้วย อาจยืนยันได้ว่า คนๆ นั้นนอนหลับสนิท ตลอดคืน เพราะคนที่รู้สึกว่า ตนนอนไม่หลับ มักจะรู้สึกว่า ช่วงที่นอนไม่หลับนั้น แสนจะยาวนาน และเป็นทุกข์เป็นร้อนกับ การนอนไม่หลับของตน ทั้งๆ ที่เขาอาจนอนหลับ นานกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

    ส่วนคนที่ตื่นบ่อยๆ หรือหลับไม่สนิท โดยไม่รู้ตัวว่า ตนตื่นบ่อยๆ หรือ หลับไม่สนิท ก็อาจไม่บ่นว่า ตนนอนไม่หลับ คนกลุ่มนี้อาจจะซึม ง่วงเหงา หาวนอนทั้งวัน จนไม่สนใจกับ อาการผิดปกติของตนเอง แต่ญาติ หรือคนใกล้ชิด จะเป็น ผู้สังเกตเห็น และให้ความช่วยเหลือได้

    ความวิตกกังวล ทำให้โรคนอนไม่หลับ เลวร้ายลงเรื่อยๆ จึงควรรีบวินิจฉัย หาสาเหตุ และแก้ไข แล้วคุณอาจจะพบว่า ปัญหาการนอนไม่หลับของคุณ มันอาจจะ ลุกลามมาจาก ปัญหาอื่นๆ ในชีวตของคุณ เช่น ความเครียด จากการงาน ชีวิตคู่ ครอบครัว การเงิน หรืออาจจะมาจาก สาเหตุที่ ไม่สลักสำคัญ อะไรเลย เช่น ห้องนอน ร้อน/เย็นเกินไป ที่นอนไม่เหมาะ หมอนหนุนนุ่ม/แข็งเกินไป หรือสูงไปต่ำไป นอนไม่สบาย ซึ่งเป็นปัญหาแก้ง่าย แบบ “เส้นผมบังภูเขา” เท่านั้นเอง

  • คุณนอนหลับแบบไหน

    คุณนอนหลับแบบไหน

    คุณนอนหลับแบบไหน โดยปกติ การหลับของคนเราแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ

    1. หลับแบบตาไม่กระตุก non-rapid eye movement sleep (NREM or non-REM) หรือ synchronized sleep

    2. หลับแบบตากระตุก rapid eye movement sleep (REM) หรือ desynchronized sleep หรือ fast wave sleep

    เมื่อคนเราเริ่มหลับ การหลับจะเริ่มด้วยแบบแรก ประมาณ 60-90 นาที แล้วจะเปลี่ยน มาเป็นแบบที่ 2 ประมาณ 5-10 นาที แล้วสลับกันไป เป็นแบบแรกใหม่ กลับไปกลับมา เรื่อยไป โดยช่วงแบบที่ 1 จะสั้นลงๆ และแบบที่ 2 จะยาวขึ้นๆ เมื่อใกล้ตื่น

    หลับแบบตาไม่กระตุก ยังแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ตามลักษณะของคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalographic หรือ EEG waves)

    ระยะที่ 1 ซึ่งกินเวลาประมาณ 1-7 นาที คลื่นไฟฟ้าสมอง เริ่มช้าลง ระยะนี้ปลุกให้ตื่นง่าย แค่เรียกเบาๆ หรือแตะตัวเบาๆ ก็ตื่นแล้ว

    ระยะที่ 2 กินเวลาประมาณ 10-25 นาที คลื่นไฟฟ้าสมอง ช้าลงไปอีก เป็นลักษณะ คลื่นหลับ (Sleep spindles) ปลุกยากขึ้น

    *คนที่อยู่ในระยะที่ 1-2 นี้ คือ คนที่กำลังจะหลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ ตาจะกลอกไปมาช้าๆ ใต้หนังตาที่ปิดอยู่ การหายใจไม่สม่ำเสมอ และอาจหยุดหายใจเป็นพักๆ

    ระยะที่ 3 กินเวลาเพียงไม่กี่นาที คลื่นไฟฟ้าสมอง ช้าลงอีก และกว้างขึ้นมาก

    ระยะที่ 4 กินเวลาประมาณ 20-40 นาที คลื่นไฟฟ้าสมอง ช้าลง และกว้างขึ้น

    *ในระยะที่ 3-4 นี้ เป็นระยะหลับสนิท (deep sleep หรือ delta sleep) ตาทั้งสองข้าง หยุดการเคลื่อนไหว หายใจเปลี่ยนเป็น สม่ำเสมอ และช้าลงๆ หัวใจ (ชีพจร) เต้นช้าลงๆ ความดันเลือด ลดลงๆ กล้ามเนื้ออ่อนตัวลง ปลุกให้ตื่นได้ยาก หรืออาจปลุกไม่ตื่น จนกว่าจะผ่านพ้น การหลับในระยะที่ 4 นี้แล้ว คนที่ถูกปลุกแรงๆ ให้ตื่นในระยะนี้ จะสับสน หลง เลอะเลือน หรือละเมอเพ้อพก หรือจำสิ่งที่ตนทำไม่ได้เลย เช่น เดินละเมอ ปัสสาวะรดที่นอน หรือขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะหลับ…

    พอพ้นระยะหลับสนิท ก็จะถอยกลับมาสู่ระยะที่ 2 และ 1 ตามลำดับ โดยช่วงถอยนี้ จะสั้นกว่าตอนแรก กินเวลาเพียง 5-10 นาที จากนั้นก็จะ เปลี่ยนเป็นช่วง หลับแบบ ตากระตุก โดยคนที่หลับ อาจจะพลิกตัว ขยับตัว เปลี่ยนท่านอน แล้วหลับต่อ คืนหนึ่งๆ อาจจะมีการพลิกตัว ขยับตัว อย่างน้อย 8-9 ครั้ง ซึ่งบางคน อาจเข้าใจว่า เขานอนไม่หลับทั้งๆ ที่เขาหลับสนิท

    หลับแบบตากระตุก เป็นการหลับที่ คลื่นไฟฟ้าสมอง มีลักษณะ เหมือนกับ ในขณะที่ตื่นอยู่ แต่กล้ามเนื้อทั่วตัว จะอ่อนแรงลงมาก เหมือนเป็นอัมพาต ยกเว้นกล้ามเนื้อ ที่ทำให้ตากระตุกเป็นพักๆ บางท่าน จึงเรียกลักษณะการหลับ REM แบบนี้ว่า สมองตื่น ในร่างที่ เป็นอัมพาต (active brain in a paralyzed body) ในช่วงนี้ การหายใจ จะไม่สม่ำเสมอ และช้าลงกว่าแบบที่ 1 และอาจจะ อ่อนตัวลง จนไม่มี ความตึงตัว (muscle tone) เหลืออยู่ ซึ่งเปรียบเหมือน อัมพาต ยกเว้นกล้ามเนื้อตา ที่ยังทำงาน ให้ตากระตุก เป็นพักๆ การหายใจ และการเต้นของหัวใจ (ชีพจร) ที่เร็วขึ้น ความดันเลือด ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในขณะที่ ตากระตุก เป็นพักๆ

    ช่วงนี้ ปลุกให้ตื่นได้ง่าย หรืออาจตื่นเอง และมักจำ ความฝันต่างๆ ในช่วงก่อนตื่นได้

    การหลับแบบตากระตุกกินเวลา 1-5 นาทีในครั้งแรก และจะนานขี้นๆจนนานถึง 20-40 นาทีได้เมื่อใกล้ตื่น

    *แม้ว่าลักษณะการหลับของแต่ละคนจะคล้ายกัน แต่ระยะเวลาที่ หลับแบบต่างๆ หรือระยะต่างๆ จะไม่เท่ากัน อากัปกิริยา และท่าทางการนอน ของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกัน และไม่มี กฎเกณฑ์ ตายตัว ในเรื่องเหล่านี้ด้วย

  • นอนหลับนานแค่ไหนจึงจะพอ?

    นอนหลับนานแค่ไหนจึงจะพอ?

    การหลับ คือ การหยุดพัก ของร่างกาย ชั่วครั้งชั่วคราว โดยไม่รู้สึกตัว และมักจะร่วมด้วย การนอนราบ การเงียบ หลับตา กรน หรืออากัปกิริยาใดๆ ที่มีส่วนช่วยแสดงว่า “หลับแล้ว”

    การหลับ โดยทั่วไป มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละคน และแม้แต่ในคนเดียวกัน ก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละอายุ แต่ละอารมณ์ แต่ละสถานที่ ฯลฯ

    บางคนชอบนอนตั้งแต่หัวค่ำ ไปตื่นตอนเช้าตรู่ บางคนชอบนอนดึกแล้วตื่นสาย บางคนทำงานกลางคืน ก็นอนตอนกลางวัน ไปตื่นตอนใกล้ค่ำ ตามสะดวก หากไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเอง และผู้อื่นละก็ ถือว่า การนอนหลับนั้นปกติ ไม่มีอะไรต้องแก้ไข

    คนที่หลับได้เต็มอิ่ม จะรู้สึกแจ่มใส สดชื่น โดยที่ความต้องการของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน บางคนนอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง ก็เต็มอิ่ม แต่บางคน อาจต้อง นอน นาน 7 ชั่วโมง ถึงจะ กระปรี้กระเปร่า

    คนที่นอนหลับไม่พอ หรือเกินพอ จะง่วงเหงา หาวนอน เกียจคร้าน สมองตื้อ อืดอาด ยืดยาด ทำงานทำการ ไม่ได้ดีเท่าที่ควร ต้องรีบหาสาเหตุ แล้วรีบแก้ไข… จะทนสมองตื้อ อยู่ทำไมกัน …

  • 7 อัญมณี และหินสี และความหมายของอัญมณีกับความรัก

    7 อัญมณี และหินสี และความหมายของอัญมณีกับความรัก

    อัญมณี เป็นสิ่งล้ำค่า สวยงาม และมีความหมาย มาดูกันดีกว่าว่า อัญมณีที่มีความหมายเกี่ยวกับความรักมีอะไรกันบ้าง?

    1. เพชร (Diamond) อัญมณีที่ที่นิยมนำมาทำเป็นแหวนหมั้นมากที่สุด เพราะอะไรหรือคะ เพราะความหมายของเพชรก็คือ ความรักที่เป็นอมตะ ผู้ที่นำมาเป็นตัวแทนในแหวนหมั้นคนแรก คือ ดยุกแห่งออสเตรียแม๊กวิมิเลี่ยนคะ โดยสาวผู้เป็นตำนานคือ แมรี่แห่งเบอร์กันดี และได้ทำการสู่ขอกันเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1477

    แหวนมรกต

    2. มรกต ( emerald ) เป็นตัวแทนของความรักที่สดใสในวัยรุ่น

    แอเมทิสต์

    3. แอเมทิสต์ ( Ameythyst ) เป็นพลอยที่นักบุญ S.t Valentine สวมใส่ตอนบอกรักคะ

    ทับทิม

    4. ทับทิม ( Ruby ) อัญมณีที่จะทำให้สมหวังในความรัก และมีชีวิตคู่ที่ยืนยาว มั่นคง

    Turquoise

    5. เป็นหินของฝรั่งเขาค่ะ เทอร์ควอยส์ ( Turquoise ) เป็นหินที่ให้โชคในเรื่องของความรัก ช่วยให้ผู้สวมใส่ได้รับความปรารถนาดีและความซื่อสัตย์ภักดีจากคนรักหรือเพื่อนรักก็ได้นะจ๊ะ

    โมรา

    6. โมรา ( Agate ) อันนี้อ่านกันแล้วก็อย่าคิดมากกันนะค่ะ เล่าให้ฟังเฉยๆว่าเป็นอัญมณีที่สามารถเพิ่มพลังทางเพศได้


    7. ลาพิสลาซูรี่ ( Lapis Lazury ) สีของหินชนิดนี้เหมือนท้องน้ำมากค่ะ มีทั้งสะเก็ดดาวและพื้นสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้ายามค่ำคืน และความหมายก็เด็ดค่ะ เขามีความเชื่อกันว่าเป็นหินที่มาจากฟากฟ้าจะทำให้ผู้สวมใส่มี ความรักที่นิจนิรันดร์

    สุดท้ายเป็นความเชื่อของฝรั่งที่เกี่ยวกับแหวนหมั้น love me รักฉัน : แปลเป็นภาษาอัญมณีได้ดังนี้คือ…
    ลาพิส ลาซูรี่ L [Lapis Lazuri] โอปอล O[Opal] หินเขียว V ( Verde antiqne ) มรกต E( Emerald ) ถ้ามีอัญมณีทั้งหมดเหล่านี้ประกอบกันอยู่ในแหวนหมั้น ก็หมายความว่า คุณเป็นหนึ่งเดียวในใจของเขาเลยล่ะค่ะ

  • สูตรขนมเบื้องไทย

    สูตรขนมเบื้องไทย

    ขนมเบื้องไทย

    ก. แป้งสําหรับละเลง

    ใส่แป้งข้าวเจ้าผง 1 ถ้วย ผสมถั่วเขียวคั่วบดละเอียด 1 ถ้วย ร่อนรวมกัน 2 ครั้ง ผสมกับน้ำประมาณ 1 ถ้วย ไข่แดงดิบ ๆ 1/2 ฟอง ปูนแดง 1/6 ช้อนชา (ปูนทําให้กรอบไข่ทําให้ล่อนจากกะทะ) ผสมด้วยกันเตรียมสําหรับละเลง

    ข. เครื่องหวาน

    1. น้ำตาลทาหน้า ใช้น้ำตาลตะโหนดหรือน้ำตาลมะพร้าว (น้ำตาลปีกหรือน้ำตาลปีบ) 1 ถ้วยผสมน้ำ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟให้เดือด และละลายทั่วกัน ทิ้งให้เย็น ต่อยไข่หนึ่งฟองตีให้ฟูผสมลงในน้ำตาล ให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง เตรียมสําหรับทาหน้า

    2. ฝอยทอง ใช้ฝอยทองธรรมดา เส้นเล็กก็จะสวยดี มีให้ กระจายหรือถ้าสามารถทําไข่แมงดาได้ก็ยิ่งดี

    3. มะพร้าวไม่แก่จัด ขูดให้เป็นเส้นสวยๆ

    4. น้ำตาลทรายขาวอย่างละเอียด

    5. ฟักหวานนั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ

    6. ลูกพลับแห้ง (หายากอาจใช้กล้วยตากแทนได้ ถ้าชอบ)

    7. งาขาวคั่วหอม (ถั่วเขียวถั่วเราะเปลือกไม่ค่อยอร่อย

    ค. เครื่องเค็ม

    1. กุ้งสําหรับขนมเบื้องเค็ม ใช้กุ้งนางประมาณ 1 ถ้วย (แยกมันไว้ต่างหาก) ผสมกับมะพร้าว 1 ถ้วย หอมแดงประมาณ 5 หัวทุบเสียก่อน แล้วสับรวมกับกุ้งและมะพร้าวเมื่อละเอียดแล้ว ผสมน้ำปลา น้ำตาลให้มีรสเค็มและออกหวานเล็กน้อย ส่วนมันกุ้ง นั้นทําให้สุกเสียก่อนแล้วเอามาผสมด้วย
    2. มะพร้าวโรยหน้า ขูดแบบเดียวกับเครื่องหวาน
    3. ผักชีเด็ดใบ
    4. พริกไทยป่นใส่ขวดเตรียมไว้

    เมื่อจัดเครื่องลงภาชนะเรียบร้อยแล้วก็เตรียมละเลงได้ ใช้ กะทะขนมผักกาดขนาดเล็กที่สุดตั้งบนเตา ใช้เตาแก๊สสะดวกใน การปรับไฟ และเหลืองสม่ําเสมอดีกว่าเตาถ่านมากเอากะทะ ที่สะอาดเรียบร้อยแล้วตั้งไฟใช้จ่า (สําหรับละเลงขนมเบื้องโดยเฉพาะ) ตักแป้งประมาณครึ่งจ่าเคาะลงบนกะทะใช้ใบจากดแป้งรีดออกไปให้ บางพร้อมกับหมุนจ่าไปรอบ ๆ เรียกว่าละเลงจนหมดแป้งดิบจึงหยุดได้ เมื่อเป็นแผ่นตามที่ต้องการแล้ว ก็ทาหน้าหวานหรือเค็ม และ โรยเครื่องที่กําหนดไว้ เมื่อเหลืองแล้วแซะพับกลาง ขนมเบื้องหวาน และต้องรับประทานร้อน ๆ จึงจะกรอบ สําหรับขนมเบื้องเค็มพิเศษ คือหน้าไข่ ผสมไข่ลงในกุ้งให้มาก ๆ เติมน้ำปลาน้ำตาลอีกนิดหน่อย เมื่อทาลงบนแผ่นแป้งใช้ขอบจ่าคุ้ยเขียไข่ให้ฟูขึ้นมาจะทําให้น่า รับประทานแล้วจึงโรยเครื่อง

     

  • หอยแครงค็อกเทล

    หอยแครงค็อกเทล

    หอยแครงค็อกเทล

    เครื่องปรุง

    หอยแครงตัวใหญ่ 1 กิโลกรัม
    ซอสมะเขือเทศ 3/4 ถ้วยตวง
    น้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    ซอสเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ
    ซอสพริกนิดหน่อย
    หัวหอมสับละเอียด 1 ช้อนชา
    หัวผักกาดขาวขูดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
    เกลือ 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. ล้างหอยแครงให้สะอาด นำมาเผาให้สุก แกะเอาแต่เนื้อ (อาจจะใช้วิธีลวกแทนก็ได้แต่อร่อยสู้เผาไม่ได้)
    2. ผสมซอสมะเขือเทศ น้ำมะนาว ซอสเปรี้ยว หัวหอมสับซอสพริกหัวผักกาดขาวขูด เกลือ คนให้เข้ากัน
    3. นำหอยแครงที่แกะไว้มาเคล้ากับซอสปรุงรส ที่ทำไว้ในข้อ 2

    จัดหอมลงในถ้วยกระดาษฟอยล์เสิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย

  • วิธีทำสุกี้ยากี้ และ สูตรน้ำจิ้มสุกี้กวางตุ้ง

    วิธีทำสุกี้ยากี้ และ สูตรน้ำจิ้มสุกี้กวางตุ้ง

    วิธีทำสุกี้ยากี้ และ สูตรน้ำจิ้มสุกี้กวางตุ้ง

    สุกียากี้ กวางตุ้ง

    เครื่องปรุง

    หมูสไลด์ กุ้ง หอยนางรม ลูกชิ้นรักบี้ ลูกชิ้นปลา เนื้อปลา แมงกะพรุน ตับหมู ไข่ไก่ สำหรับเนื้อสัตว์แล้วแต่ชอบและหาได้ ผักบุ้ง ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย ต้นหอม วุ้นเส้น ตำลึง ผักก็เช่นเดียว กับเนื้อสัตว์จะใช้ผักอะไรก็ได้

    น้ำซุป

    หัวไชเท้า 1 หัว
    หมูสามชั้น 1 ขีด
    น้ำซุป 8-10 ถ้วยตวง
    เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1.ล้างหัวไชเท้าล้างให้สะอาด ปอกเปลือกฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ใส่ในหม้อน้ำซุป
    2.หั่นหมูสามชั้นบาง ๆ เล็ก ๆ เจียวจนกรอบหอมใส่ในหม้อน้ำซุป
    3.ยกหม้อขึ้นตั้งไฟเคี่ยว 1/2 ชั่วโมง ใช้ไฟอ่อนใส่เกลือ น้ำตาล

    เคล็ดลับ

    น้ำจิ้ม ซอสพริกเผ็ดกลาง 1/2 ถ้วยตวง
    น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ
    ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
    น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
    งาขาวคั่วบุบ 1 ช้อนโต๊ะ
    ผักชีหั่นฝอย 3 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำน้ำจิ้ม ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เวลาเสิร์ฟใส่ผักชีหั่นฝอย

  • วิธีทำแชมพูมะกรูด รักษาผมร่วง และช่วยให้ผมมีน้ำหนัก

    วิธีทำแชมพูมะกรูด รักษาผมร่วง และช่วยให้ผมมีน้ำหนัก

    แชมพูมะกรูด เป็นแชมพูสมุนไพร ที่มีคุณสมบัติบำรุงหนังศีรษะ ช่วยเรื่องผมร่วง และทำให้ผมมีน้ำหนัก ผมสลวย และ เงางามค่ะ มาดูกันดีกว่า ว่ามีส่วนผสม และวิธีการทำอย่างไรบ้าง

    ส่วนผสม

    1.น้ำต้มสุก                         2 กก.

    2.น้ำมะกรูด                      20 ลูก

    3.หัวแชมพู                        1 กก.

    4.ผงฟอง                        100 กรัม

    5.ผงข้น                          150 กรัม

    6.หัวน้ำหอม                     15 cc

    วิธีทำ

    นำมะกรูด 20 ลูก ต้มกับน้ำจนเปื่อย นำไปปั่นแล้วกรองเอากากทิ้งไป ทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำน้ำต้มสุกเย็น 2 กก. ผสมกับหัวชมพู คนให้เข้ากันดี เติมน้ำมะกรูดที่ทำไว้ คนไปเรื่อยๆ เติมหัวน้ำหอม และผงฟอง ผงข้น คนละลายเข้ากันดี จากนั้นแบ่งบรรจุใส่ขวดสวยๆ

  • วิธีทำแชมพูสมุนไพรอัญชัน แก้ผมหงอก ผมดกดำเป็นธรรมชาติ

    วิธีทำแชมพูสมุนไพรอัญชัน แก้ผมหงอก ผมดกดำเป็นธรรมชาติ

    ดอกอัญชัน เป็นไม้ดอกที่เราทราบสรรพคุณกันดีว่า สามารถช่วยให้เส้นผม หรือ ขน ดกดำได้อย่างเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยกว่าการใช้สารเคมี เราเลยมีสูตร วิธีทำแชมพูสมุนไพรอัญชัน สำหรับแก้ผมหงอก มาฝากกันค่ะ สำหรับคนที่อยากทำแชมพูอัญชันด้วยตนเอง มาดูกันดีกว่า ว่ามีส่วนประกอบ และวิธีทำอย่างไรบ้าง

    แชมพูอัญชัญ

    วัตถุดิบ

    1. ดอกอัญชัญ                     1 กำมือ
    2. ลาโนลิน                      100 กรัม
    3. หัวแชมพู                        1 กก.
    4. ผงฟอง                        100 กรัม
    5. ผงข้น                         150 กรัม
    6. หัวน้ำหอม                    15 cc.
    7. น้ำสะอาด                      2 กก.

    วิธีทำ

    นำดอกอัญชัญ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 กก. จนเดิอด จากนั้นคั้นดอกอัญชัน นำกากทิ้งไป นำน้ำที่ได้ทิ้งไว้ให้เย็น เติมหัวแชมพู คนจนเข้ากัน เติมลาโนลิน หัวน้ำหอม ผงฟอง และผงข้น ค่อยๆคนจนเข้ากันดีแบ่งใส่ขวดสวยๆ

  • เรือกาบมะพร้าว ของเล่นโบราณไทย ที่ใช้วัสดุธรรมชาติ

    เรือกาบมะพร้าว ของเล่นโบราณไทย ที่ใช้วัสดุธรรมชาติ

    เรือกาบมะพร้าว

    วัสดุที่ใช้

    1. กาบมะพร้าว

    2. ไม้ไผ่

    3. เส้นลวด

    วิธีทํา

    1. ตัดกาบมะพร้าวขนาดกว้างประมาณ 7-8 ชม. ทําเป็นลําเรือ

    2. เอากาบมะพร้าวขนาดใกล้เคียงกัน แต่เหลา ด้วยมีดให้มีลักษณะเป็นรูปตัวคนที่มีส่วนหัว ส่วนตัว แล้วยึดติดกับเรือด้วยไม้กลัดที่เจียนจากไม้ไผ่

    3. เหลากาบมะพร้าวให้มีลักษณะเหมือนต้นแขนคน แล้วติดแขนทั้ง 2 ข้างด้วยลวดเส้นเดียวกัน โดยยึดผ่านตัวรองตัวคน

    4. ที่ปลายแขนของหุ่นคน ให้เหลาไม้ไผ่ให้มีรูปแบบพายของเรือ มาติดที่ปลายแขนทั้ง 2

    วิธีเล่น

    1. เอาเชือกหรือด้ายยึดติดที่หัวหุ่นคน แล้วนําไปแขวนไว้ได้ชายคาบ้าน ตรงที่มีลมดี

    2. เมื่อลมพัดจะทําให้เรือแล่นไปมา ขณะเดียวกันแรงลมจะทําให้พายเรือหมุน ทําให้มี ความรู้สึกเหมือนเรือแล่นได้ เพราะคนกําลังพายเรืออยู่

    3. อาจใช้ลอยเล่นในอ่างน้ำหรือบ่อน้ำก็ได้

    ประโยชน์

    1. การดูเล่นให้ความเพลิดเพลิน และเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อตาในเด็กเล็ก (กล้ามเนื้อมัดเล็n ที่ใช้กลอกตา

    2. ส่งเสริมพัฒนาการด้านจินตนาการของเด็ก

    3. เสริมความเข้าใจในเรื่องของลมกับการเคลื่อนไหวของวัตถุ

    อายุที่เล่น

    2 – 10 ปี

    หมายเหตุ บางคนนําใบพายยึดติดที่ตัวคนเลยก็มี