Author: admin

  • เรื่องที่ใช้แสดงโขน

    เรื่องที่ใช้แสดงโขน

    เรื่องที่ใช้สำหรับเล่นโขนตามที่รู้จักกันแพร่หลายมาจนปัจจุบันนี้คือ “รามเกียรติ์” ซึ่งมีหลายสำนวนด้วยกัน ทั้งไทย ชวา เขมร และอินเดียซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของเรื่อง เรื่องรามเกียรติ์หรือรามายณะนี้แต่งโดยพระฤาษีวาลมิกิ เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวอินเดียจะมีความเคารพนับถือมาแต่สมัยโบราณกันว่าผู้ใดได้อ่านหรือฟังเรื่อง “รามเกียรติ์” ก็สามารถล้างบาปได้

    เรื่องรามเกียรติ์หรือรามายณะเป็นเรื่องราวของพระนารายณ์ที่อวตารปางหนึ่งเป็น “พระราม” เพื่อคอยปราบอสูรที่คอยเบียดเบียนเหล่าเทวดา และมนุษย์ให้ได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ สงครามระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ซึ่งเป็นพญายักษ์ครองกรุงลงกา เกิดจากทศกัณฐ์ไปลักพานางสีดามเหสีของพระรามมาเพื่อเป็นชายาของตนเอง พระรามและพระอนุชาคือพระลักษณ์จึงได้ออกติดตาม จนกระทั่งได้สองพญาวานรคือพญาสุครีพเจ้าเมืองขีดขิน และท้าวมหาชมพูเจ้าเมืองชมพูมาเป็นบริวาร โดยมีหนุมานเป็นทหารเอก กองทัพของพระรามจึงจองถนนข้ามทะเลไปสร้างพลับพลา และตั้งค่ายประชิดกรุงลงกาเพื่อทำศึกกับทศกัณฐ์ จนกระทั่งฝ่ายพระรามได้รับชัยชนะ

    การแสดงเบิกโรง “นารายณ์ปราบนนทุก” นี้เป็นการแสดงเบิกโรงชุดหนึ่งก่อนการแสดงโขน ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในเรื่อง “นารายณ์สิบปาง” กล่าวถึงนนทุกมีหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดา นางฟ้า ที่กำลังจะเดินทางไปเฝ้าพระอิศวรผู้ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศ เหล่าเทวดานางฟ้าเหล่านั้นชอบหยอกล้อนนทุกโดยการเขกศีรษะจนนนทุกหัวล้าน นนทุกจึงไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อขอพรให้ตนเองมีนิ้วเพชร ชี้ผู้ใดผู้นั้นจะถึงแก่ความตาย แล้วนนทุกก็ใช้นิ้วเพขรไล่ชี้เหล่าเทวดา นางฟ้าทั้งหลายล้มตาย พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์มาปราบนนทุก พระนารายณ์จึงแปลงร่างเป็นหญิงงามมาหลอกล่อชวนนนทุกให้รำตาม จนถึงท่ารำท่าหนึ่ง (ท่านาคาม้วนหาง) เมื่อนนทุกรำตามโดยใช้นิ้วเพชรชี้เข้าที่ขาตนเองจึงขาหักล้มลง พระนารายณ์แปลงจึงกลับคืนร่างเดิมเพื่อสังหารนนทุก ฝ่ายนนทุกก็ตัดพ้อว่า ทำไมพระนารายณ์ต้องแปลงตัวเป็นหญิง ไยไม่มาต่อสู้กันซึ่งๆหน้าคงเพราะพระนารายณ์เกรงกลัวนิ้วเพชรของตน พระนารายณ์จึงสาปนนทุกให้ไปเกิดใหม่มีสิบเศียร ยี่สิบกร อันพระองค์จะอวตารเป็นมนุษย์มีเพียงสองกรไปราญรอนในชาติหน้า เมื่อพระนารายณ์สังหารนนทุกแล้ว นนทุกก็มาเกิดเป็นท้าวทศกัณฐ์ โอรสท้าวลัสเตียน แห่งกรุงลงกา ส่วนพระนารายณ์ก็อวตารมาเป็นพระราม โอรสท้าวทศรถ แห่งกรุงอโยธยา

    รามเกียรติ์ฉบับของไทยได้มีการแต่งเป็นตอนๆหรือทั้งเรื่อง เพื่อใช้สำหรับการแสดงโขน หนังใหญ่ และละครนั้น มีหลักฐานปรากฏว่าได้แต่งขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกันดังนี้

    บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงศรีอยุธยา

    ๑. รามเกียรติ์คำฉันท์

    รามเกียรติ์สำนวนนี้มีกล่าวไว้ในหนังสือจินดามณีของพระโหราธิบดี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าใจว่าพระโหราธิบดีคงจะหยิบยกมาจากคำพากย์ของเก่าที่แต่งไว้สำหรับเล่นโขนหรือเล่นหนัง ซึ่งแต่งไว้เป็นเรื่องราวแต่ได้สูญหายไปแล้ว คงเหลือที่นำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือจินดามณี ๓ – ๔ บทเท่านั้น

    ๒. รามเกียรติ์คำพากย์

    รามเกียรติ์สำนวนนี้หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้แบ่งตีพิมพ์ไว้เป็นภาค โดยมีเนื้อเรื่องติดต่อกันไปตั้งแต่ภาค ๒ ตอน “สีดาหาย” ไปจนถึงภาค ๙ ตอน ”กุมภกรรณล้ม” เข้าใจว่าคำพากย์เหล่านี้แต่เดิมใช้เล่นหนัง ต่อมาภายหลังได้มีผู้นำมาใช้เล่นโขนด้วย

    ๓. รามเกียรติ์บทละครครั้งกรุงเก่า

    สำนวนนี้กล่าวความตั้งแต่ตอน “พระรามประชุมพล” จนถึง “องคตสื่อสาร” บทละครนี้ไม่เคยตีพิมพ์ออกเผยแพร่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรามเกียรติ์บทละครในรัชกาลที่ ๑ จะเห็นว่ามีเนื้อความไม่ตรงกันในบางแห่งบางตอน และถ้อยคำในบทละครก็ดูไม่เหมาะสม จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นบทละครรามเกียรติ์ฉบับเชลยศักดิ์ ที่เจ้าของละครคนใดคนหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาคัดลอกไว้

    บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงธนบุรี

    รามเกียรติ์สำนวนนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชนิพนธ์ไว้เพียง ๔ ตอน โดยทรงพระราชนิพนธ์ไม่เรียงตามลำดับเรื่อง คือ ตอนพระมงกุฎ หนุมานเกี้ยวนางวานรินจนถึงท้าวมาลีวราชเสด็จมา ท้าวมาลีวราชว่าความจนถึงทศกัณฐ์เข้าเมือง และตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด และพระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัทจนถึงหนุมานผูกผมนางมณโฑกับทศกัณฐ์

    บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

    ๑. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑

    ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระราชประสงค์จะรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ที่กระจัดกระจายให้รวมเป็นเรื่องเดียวกัน จึงมีพระบรมราชโองการให้ประชุมบทละครเรื่องรามเกียรติ์
    พระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ มีเรื่องราวยืดยาวติดต่อกันไป นับเป็นวรรณคดีไทยเรื่องเดียวที่ยาวที่สุดในวรรณกรรมไทย เพราะต้องเขียนในสมุดไทยถึง ๑๑๗ เล่มสมุดไทย

    ๒. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๒

    เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงเห็นว่าบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ เยิ่นเย้อเกินไปไม่เหมาะสำหรับนำมาเล่นโขน พระองค์จึงทรงคัดเลือกเอาเรื่องรามเกียรติ์บางตอน คือตั้งแต่หนุมานถวายแหวนไปจนถึงทศกัณฐ์ล้ม มาแต่งขึ้นใหม่สำหรับเล่นโขนหลวงเป็นหนังสือ ๓๖ เล่มสมุดไทย

    ๓. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๔

    ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีกสำนวนหนึ่งคือ ตอน “พระรามเดินดง” เป็นหนังสือ ๔ เล่มสมุดไทย และทรงพระราชนิพนธ์แปลงบทละครเบิกโรงเรื่อง “นารายณ์ปราบนนทุก” กับเรื่อง “พระรามเข้าสวนพระพิราพ” ขึ้นอีก ๒ ตอน

    ๔. บทร้อง และบทพากย์รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๖

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงค้นคว้าศึกษาที่มาของเรื่องรามเกียรติ์จากคัมภีร์รามายณะของฤาษีวาลมิกิ แล้วทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์” ขึ้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อง และบทพากย์สำหรับเล่นโขนขึ้นอีก ๖ ชุด คือ ชุดสีดาหาย ชุดเผาลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึกลงกา และชุดนาคบาศ

    บทพระราชนิพนธ์เหล่านี้ทรงดำเนินเรื่องตามคัมภีร์รามายณะของฤาษีวาลมิกิ โดยได้ทรงชี้แจงว่า

    “บทละครเรื่องรามเกียรติ์ที่รวมอยู่ในเล่มนี้ เป็นบทที่ข้าพเจ้าได้แต่งขึ้นเป็นครั้งคราวสำหรับเล่นโขน มิได้ตั้งใจที่จะให้เป็นหนังสือกวีนิพนธ์สำหรับอ่านเพราะๆหรือดำเนินเรื่องราวติดต่อกัน บทเหล่านี้ได้แต่งขึ้นสำหรับความสะดวกในการเล่นโขนโดยแท้ จึงมีทั้งคำกลอนอันเป็นบทร้อง ทั้งบทพากย์ และเจรจาอย่างโขนระคนกันอยู่ตามแต่จะเหมาะแก่การเล่นออกโรงจริง”

    บทโขนของกรมศิลปากร

    หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กรมศิลปากรได้ทำการรื้อฟื้น ปรับปรุงนาฏศิลป์ และดุริยางคศิลป์ของไทยขึ้นมาใหม่ โดยในครั้งแรกได้นำบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ มาปรับปรุงเพื่อแสดงโขนออกแสดงให้ประชาชนชม ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงบทโขนชุดหนุมาอาสาขึ้นมาใหม่ ซึ่งดำเนินเรื่องตามพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ โดยเรียบเรียงให้มีทั้งบทขับร้องตามแบบละครใน และมีบทพากย์บทเจรจาตามแบบแผนการแสดงโขนแต่โบราณ

  • ความลึกลับของกิริยาท่าทางในการรำโขน: สื่อความหมายและงดงามในศิลปะการแสดง

    ความลึกลับของกิริยาท่าทางในการรำโขน: สื่อความหมายและงดงามในศิลปะการแสดง

    กิริยาท่าทางของโขนที่แสดงเพื่อสื่อความหมายกับผู้ชมนั้นแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

    ท่าที่ใช้แทนคำพูด เช่น เรียก สั่ง
    ท่าที่ใช้แสดงกิริยาอาการ เช่น ยืน นอน นั่ง เดิน เหาะ
    ท่าที่ใช้แสดงถึงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ เกลียด ดีใจ เศร้าโศก

    ในทางนาฏศิลป์ การดัดแปลงท่าทางจากกิริยาที่กล่าวมา จำเป็นที่จะต้องให้การรำออกมาดูสง่า และงดงามด้วย ทุกท่าต้องมีความหมายเช่นเดียวกับภาษาพูด การที่โขนต้องรำไปตามบทพากย์ และเจรจา จึงจำแนกการรำของโขนออกเป็น ๒ ชนิด คือ

    ๑. รำหน้าพาทย์

    การรำหน้าพาทย์ คือ การรำตามทำนองเพลงของวงปี่พาทย์ ผู้แสดงต้องรำไปตามจังหวะ และทำนองของดนตรี ซึ่งเป็นชื่อที่บัญญัติไว้ เช่น เชิด เสมอไทย เสมอมาร เสมอเถร คุกพาทย์ ตระนิมิตร เป็นต้น
    เพลงหน้าพาทย์สำหรับประกอบการตรวจพลของโขน ได้แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ “กราวนอก” ใช้ประกอบการตรวจพลของมนุษย์ และวานรจะมีทำนองรื่นเริง ประกอบการแสดงที่งดงาม แคล่วคล่องว่องไว ส่วน “กราวใน” นั้นจะใช้ประกอบการตรวจพลของฝ่ายยักษ์ เพราะมีทำนองรื่นเริง ใช้เสียงกังวานกว้าง แกร่งกล้า และดุดัน

    สำหรับการบรรเลงประกอบการไปมาของสัตว์ หากเป็นสัตว์ปีกจะใช้ “เพลงแผละ” และถ้าเป็นสัตว์น้ำจะใช้ “เพลงโล้” ส่วนการบรรเลงประกอบการสำแดงอิทธิฤทธิ์จะใช้ “เพลงคุกพาทย์” หรือการแปลงกายก็จะใช้ “เพลงตระนิมิตร” เป็นต้น ทั้งนี้ท่าของผู้แสดงแต่ละคนต้องให้แตกต่างกันตามบทบาทนั้นๆด้วย

    ๒. รำบท

    การรำใช้บทนี้ ได้แก่ การรำตามบทร้อง เจรจา และบทพากย์ โดยผู้แสดงจะต้องแสดงภาษาท่าทางนั้นไปตามถ้อยคำที่มีผู้ร้อง เจรจาหรือพากย์ขึ้น

    สรุปเนื้อหา: บทความนี้สำรวจและอธิบายกิริยาท่าทางที่โขนใช้ในการแสดงเพื่อสื่อความหมายกับผู้ชม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก: ท่าที่ใช้แทนคำพูด, ท่าที่ใช้แสดงกิริยาอาการ, และท่าที่ใช้แสดงถึงอารมณ์ภายใน นอกจากนี้ยังมีการสอดคล้องกันในทางนาฏศิลป์โดยทุกท่าต้องมีความหมายเช่นเดียวกับภาษาพูด และโขนต้องรำไปตามบทพากย์และเจรจา การรำของโขนจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก: รำหน้าพาทย์และรำบท ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะและบทบาทที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสอดคล้องกับเพลงหรือดนตรีที่ใช้ประกอบการรำในแต่ละประเภท บทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและความลึกลับของกิริยาท่าทางในการรำโขนในแง่ของสื่อความหมายและความงดงามในศิลปะการแสดง

  • บทพากย์ เจรจา และการขับร้องประกอบโขน

    บทพากย์ เจรจา และการขับร้องประกอบโขน

    บทพากย์

    เนื่องจากการแสดงโขนจะต้องสวมหัวโขนปิดหน้า จึงต้องมีผู้ร้อง และเจรจาแทนตัวโขน บทพากย์เป็นบทประพันธ์ประเภทกาพย์ มีทั้งกาพย์ยานี และกาพย์ฉบัง เมื่อพากย์จบไปบทหนึ่งก็จะตีตะโพนรับ และกลองทัดตีตาม แล้วลูกคู่ร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย” พร้อมๆกัน บทพากย์โขนแบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ

    ๑. พากย์เมืองหรือพากย์พลับพลา ใช้พากย์ตอนผู้แสดงออกท้องพระโรงหรือออกพลับพลา

    ๒. พากย์รถ พากย์รถนี้จะรวมถึงการพากย์ช้าง และพากย์ม้าด้วย ใช้ในกรณีที่ผู้แสดงออกรบ อาจจะทรงรถ ทรงม้าหรือทรงช้างก็ได้

    ๓. พากย์ชมดง ใช้ในโอกาสชมนกชมไม้ โดยใช้เพลงชมดงใน มีเครื่องดนตรี คือ ตะโพน และฉิ่งประกอบจังหวะ

    ๔. พากย์โอ้ ใช้ในโอกาสที่ผู้แสดงเศร้าโศก คร่ำครวญ ร้องไห้ด้วยความเสียใจ การพากย์โอ้จะแตกต่างกับการพากย์แบบอื่นเนื่องจากจะมีดนตรีรับ ก่อนที่ลูกคู่จะร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย”

    ๕. พากย์บรรยาย และพากย์เบ็ดเตล็ด เป็นการพากย์เพื่อแสดงการสนทนา หรือเล่าเรื่อง ซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทของการพากย์ที่ได้กล่าวมาแล้ว

    บทเจรจา

    เป็นการร่ายยาวที่ส่งสัมผัสกันไปเรื่อยๆใช้ได้ในทุกโอกาส โดยผู้พากย์จะต้องจดจำเนื้อเรื่องในตอนนั้นทั้งหมด เพื่อจะนำมาผูกในตอนเจรจาได้ทันท่วงที ซึ่งโบราณาจารย์ได้ผูกขึ้นเป็นแบบแผนเฉพาะตอนหนึ่งๆ เรียกว่า “กระทุ้ง” สำหรับใช้เจรจาโต้ตอบระหว่างผู้แสดงโขน

    การขับร้อง

    การขับร้องจะแบ่งนักร้องเป็น ๒ พวก คือ ต้นเสียง และลูกคู่ ต้นเสียงทำหน้าที่ร้องขึ้นต้นบทโดยร้องคนเดียว เมื่อหมดวรรคแรกของคำกลอน ลูกคู่ก็จะร้องรับในวรรคต่อไป โดยลูกคู่จะต้องร้องพร้อมกัน ๒ คนเป็นอย่างน้อย แต่ไม่เกิน ๖ คน

  • เสียงโขนสุดเฟื่องฟู วงพิณพาทย์แห่งเทวดา ดนตรีประกอบการแสดงโขน

    เสียงโขนสุดเฟื่องฟู วงพิณพาทย์แห่งเทวดา ดนตรีประกอบการแสดงโขน

    วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ได้แก่ วงปี่พาทย์ (บางทีก็เรียก “พิณพาทย์”) ซึงประกอบไปด้วย ปี่ ระนาด ฆ้อง กลอง ตะโพน บางสมัยก็จัดเป็นวงเครื่องห้าตามแต่ฐานะของผู้เป็นเจ้าของงาน

    ๑. โขนกลางแปลง เป็นการแสดงบนพื้นดินกลางสนาม ไม่มีฉาก มีบทพากย์ และเจรจาสำหรับบรรยายเรื่อง วงปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบการแสดงในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเพียงวงปี่พาทย์เครื่องห้า มีเครื่องบรรเลงคือ ปี่กลาง ฆ้องวงใหญ่ ตะโพน กลองทัด (แต่เดิมใช้เพียง ๑ ลูก ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๑ จึงเพิ่มเป็น ๒ ลูก) และฉิ่ง โดยจะมี ๒ วงเป็นอย่างน้อย ตั้งใกล้ฝ่ายมนุษย์วงหนึ่ง และใกล้ฝ่ายยักษ์อีกวงหนึ่ง เพื่อที่เวลาบรรเลงจะได้ยินทั่วกันทั่ง ๒ ฝ่าย เพลงที่ใช้บรรเลงนั้นมีแต่เพลงหน้าพาทย์ (หมายเหตุ : เพลงประกอบกิริยาอาการ)เท่านั้น

    ๒. โขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงที่ปลูกสร้างขึ้น วิธีการแสดงและวงปี่พาทย์จะเหมือนกันกับโขนกลางแปลง แต่วงปี่พาทย์จะตั้งบนร้านที่ยกสูงขึ้น โดยวงหนึ่งจะตั้งหัวโรง อีกวงหนึ่งตั้งไว้ท้ายโรงหรือจะตั้งทางซ้าย และขวาของโรง แต่เดิมใช้ปี่พาทย์เครื่องห้า เพิ่งมาเพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็กเป็นวงเครื่องคู่ในสมัยหลังนี้เอง ปี่พาทย์ทั้งสองวงนี้จะบรรเลงเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าโขนกลางแปลง ส่วนเพลงที่ใช้บรรเลงนั้นมีแต่เพลงหน้าพาทย์เช่นเดียวกับโขนกลางแปลง

    ๓. โขนโรงใน เป็นการแสดงโขนผสมผสานกับละครใน มีทั้งการพากย์ และเจรจาอย่างโขน กับมีต้นเสียง และลุกคู่อย่างละครใน การบรรเลงปี่พาทย์จึงต้องบรรเลงอย่างละครใน โขนประเภทนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ คงเป็นวงเครื่องห้า จึงมีการเพิ่มเติมเป็นวงเครื่องคู่ และสมัยรัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ก็พัฒนาขึ้นเป็นวงเครื่องใหญ่ คือ มีปี่ใน ปี่นอก ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฉาบ และโหม่ง เวลาร้องหรือปี่พาทย์รับจะใช้กรับอย่างละครในตีเป็นจังหวะ เวลาบรรเลงรับเพลงที่ต้นเสียง และลูกคู่ร้อง ก็ผลัดกันรับคนละคำขึ้นอยู่กับเพลงนั้นมีกี่ท่อน วงหนึ่งจะต้องรับไปทุกท่อนจนจบเพลงจึงจะเปลี่ยนวง เพื่อผลัดกันบรรเลงต่อไป

    ๔. โขนหน้าจอ โขนหน้าจอจะมีลักษณะโรงแบบโรงหนังใหญ่ การบรรเลงของวงปี่พาทย์ยังคงเหมือนโขนโรงใน แต่ลดวงปี่พาทย์เหลือเพียงวงเดียว โดยตั้งหันหน้าเข้าหาโรงเช่นเดียวกับการแสดงหนังใหญ่ ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงให้วงปี่พาทย์มาตั้งอยู่ข้างต้นเสียง และลูกคู่ด้านหลังจอเพื่อมิให้บังสายตาคนดู โขนหน้าจอจะมีการร้องรับตามแบบการแสดงหนังใหญ่

    ๕. โขนฉาก การบรรเลงของวงปี่พาทย์เป็นเช่นเดียวกับโขนโรงใน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่แสดงเท่านั้น และมีการมีการร้องรับแบบละครใน

    เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาอาการและบทบาทต่าง ๆ ของโขน
    เพลงเข้าม่าน ประกอบการเดินเข้าฉากในระยะใกล้ๆ ของหุ่นตัวเอก
    เพลงเสมอ ประกอบการไปมาในระยะใกล้ๆ
    เพลงเชิด ประกอบการไป มาในระยะไกล ๆ และใช้ในการต่อสู้
    เพลงตระนิมิตร ประกอบการแปลงกายของตัวหุ่นที่เป็นตัวเอก ๆ
    เพลงชุบ ประกอบการเดินของนางกำนัล เช่น เมื่อนางยี่สูนใช้นางกำนัลให้ไปตามพราหมณ์ ปี่พาทย์ก็จะทำเพลงชุบ
    เพลงโลม ประกอบการโลมเล้าเกี้ยวพาระหว่างตัวหุ่นที่เป็นตัวเอก มักต่อด้วยเพลงตระนอน
    เพลงตระนอน ใช้สำหรับหุ่นตัวเอกเมื่อจะเข้านอน โดยมาบรรเลงต่อจากเพลงโลม
    เพลงโอด ประกอบการเศร้าโศกเสียใจ
    เพลงโล้ ประกอบการเดินทางทางน้ำ เช่น พระอภัยมณีโดยสารเรือสำเภาหรือเกาะหลังเงือกว่ายน้ำหนีผีเสื้อ
    เชิดฉิ่ง ประกอบการเดินทาง การเหาะ เช่น เบญจกายเหาะมายังเขาเหมติรันเพื่อแปลงเป็นสีดาลอยน้ำไปลวงพระราม หรือการติดตาม เช่น พระลอตามไก่ รามสูรตามนางเมขลา
    เชิดกลอง บรรเลงต่อจากเพลงเชิดฉิ่ง
    เพลงรัวต่างๆ ประกอบการแผลงอิทธิฤทธิ์ หรือแปลงตัวอย่างรวบรัด
    เพลงกราวนอก ประกอบการยกทัพตรวจพลของกระบวนทัพฝ่ายมนุษย์
    เพลงกราวใน ประกอบการยกทัพตรวจพลของกระบวนทัพฝ่ายยักษ์

     

  • ขนมเทียนสลัดงา

    ขนมเทียนสลัดงา

    ขนมเทียนสลัดงา

    เครื่องปรุง

    มะพร้าวทึนทึกปอกผิว ขูดกระต่ายจีน 2 ถ้วย
    น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย
    น้ำดอกมะลิ 2 1/2 ถ้วย
    แปะแซ 2 ช้อนโต๊ะ
    แป้งข้าวเหนียวอย่างแท้ร่อนแล้ว 5 ถ้วย
    งาขาวอย่างเม็ดเล็กเลือกให้สะอาด
    ล้างน้ำแล้วคั่วให้เหลือง 1 ถ้วย สีผึ้งกะทิอย่างดีพอควร

    วิธีทําไส้

    ผสมน้ำตาลทราย 2 ถ้วย กับน้ำดอกมะลิ 1/2 ถ้วย และ แปะแซ 2 ช้อนโต๊ะ ลงหม้อตื่น ๆ ตั้งไฟพอละลายยกลงกรองด้วยผ้า ขาวบางลงกะทะทอง เคียวไฟกลางๆ พอเหนียวใส่มะพร้าว กวนจน เหนียวดีแล้วยกลง ตั้งไว้จนคลายร้อน พอปั้นได้ปั้นเป็น ก้อนกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/2 ซ.ม. ฝั่งไว้ให้แห้ง แล้วใส่ภาชนะ ที่มีฝาปิดสนิทอบด้วยดอกมะลิ กระดังงาลนไฟและควันเทียนอบไว้ 1 คืน

    วิธีทําแป้ง

    แป้งข้าวเหนียว 5 ถ้วย ผสมกับน้ำดอกมะลิ 2 ถ้วย ผสม พอเข้ากันดีแล้วใส่ภาชนะทนไฟ นึ่งบนน้ำเดือด ไฟแรง ๆ ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ช.ม. เมื่อแป้งสุกทิ้งไว้จนแห้งเย็นสนิทแล้วจึงนําไปห่อไส้

    วิธีทําใบตอง

    ใช้ใบตองตานีเช็ดสะอาด เจียนกลม (เท่าจํานวนไส้) เส้น ผ่าศูนย์กลาง 12 ช.ม. ลนไฟให้อ่อนตัว แล้วพับเตรียมไว้

    วิธีห่อ

    ใช้ปลายนิ้วแตะขี้ผึ้งพอควร หยิบแป้งที่นึ่งแล้วกะพอหุ้ม มิดไส้ อย่าให้แป้งหนามากนัก เมื่อห่อไส้แล้วใส่ลงในงา คลุกพองา จับทั่วแป้ง นําขึ้นมาห่อใบตองที่เตรียมไว้

  • เคล็ดลับในการเลือกของขวัญสำหรับครบรอบวันแต่งงาน ให้คนรักประทับใจและรักคุณอย่างยิ่ง

    เคล็ดลับในการเลือกของขวัญสำหรับครบรอบวันแต่งงาน ให้คนรักประทับใจและรักคุณอย่างยิ่ง

    คุณๆที่แต่งงานแล้วเคยรู้สึกไหมคะว่าเมื่อใกล้จะครบรอบวันแต่งงานจะซื้อของขวัญอะไรให้กับคนรักของคุณดี จึงจะทำให้คนรักของคุณประทับใจ ถูกใจ โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่จะซื้อของขวัญให้กับคุณผู้หญิง ช่างเลือกยากเลือกเย็นเลยใช่ไหมคะ ไม่ยากเลยค่ะ เพราะของที่ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยชอบมากที่สุดก็คือ เครื่องประดับยังไงคะ รับรองนะคะว่า คนรักของคุณจะรักคุณและประทับใจในตัวคุณตลอดไปเลยคะ

    แหวนหมั้นเพชร รักนิรันดร์

    ครบรอบแต่งงานปีที่ 1 – ทับทิม
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 2 – ไพลิน
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 3 – มรกต
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 4 – ไข่มุก
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 5 – เพชร
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 6 – หยก
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 7 – โอปอ
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 8 – อะควอมารีน
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 9 – สปิเนล
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 10 – ทับทิม
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 11 – อะมีทีสต์
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 12 – เพริดอต
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 13 – โทแพซ
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 14 – ทัวร์มาลีน
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 15 – ไพลิน
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 20 – มรกต
    ครบรอบแต่งงานปีที่ 25 – ไข่มุก

  • วิธีทำไข่คนง่ายๆ

    วิธีทำไข่คนง่ายๆ

    วิธีทำไข่คน (Scramble Egg) ง่ายๆ

    ไข่ไก่ 1 ฟอง
    นม 1/2 ถ้วย
    เนย 1 ช้อนชา
    เกลือ 1/4 ช้อนชา
    พริกไทยพอควร

    ตีไข่ให้ขึ้นใส่ในหม้อ 2 ชั้น ซึ่งมีน้ำต้มเดือดอยู่แล้วเติมนมและ ส่วนผสมอื่น ๆ
    ลงไปในหม้อตุ๋น แล้วคนไปจนไข่สุกข้น แล้วปล่อยไว้ สัก 2-3 นาที โดยไม่คนแล้วจึงยก
    ตักทาลงไปบนขนมปังปิ้ง หรือให้คนไข้ รับประทานกับข้าวต้มก็ได้เป็นอาหารย่อยง่าย

    ไข่คน สูตร 2 ไม่ใช้เนย

    เครื่องปรุง
    ไข่ไก่ใหม่ๆ 1 ฟอง
    นมสด 3 ช้อนโต๊ะ
    พริกไทยป่น 1/8 ช้อนชา
    เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. ต่อยไข่ใส่ถ้วย ใส่นม เกลือ คนพอไข่แตก โรยพริกไทยป่น คนพอทั่ว
    2. ตั้งกระทะก้นแบนบนเตา ใส่น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ พอน้ำร้อน เทไข่ใส่ คนด้วยพาย เพื่อให้ไข่ไหลลง
    ด้านล่าง คนเบาๆ 2-3 ครั้ง พอไข่สุกตักใส่จานเสิร์ฟกับขนมปัง

    วิธีทำไข่คนกับแฮมไข่คนกับแฮม (Scramble Egg with Ham)

    ต่อยไข่ 1 ฟอง ลงในชาม เติมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ คนพอแตก ใส่นม 1 ช้อนโต๊ะ และแฮมสับหยาบ ๆ 1 ชิ้น คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่มาการีน 1 ช้อนชาลงในกระทะก้นแบน นำไปตั้งไฟ พอกระทะร้อนใส่ไข่ ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที ใช้พายไม้ค่อย ๆ คน โดยจิ้มพายลงตรงกลางไข่ให้น้ำไข่ไหลลงข้างล่าง แล้วกลับไข่ข้างบน ทิ้งไว้ให้ไข่สุกนุ่ม จึงตักออกใส่ชาม โรยด้วยเกลือ 1 /8 ช้อนชา ให้ทั่ว

  • พันธุ์ไม้ประดับคู่บ้านสวย: เพิ่มความงามให้บ้านของคุณ

    พันธุ์ไม้ประดับคู่บ้านสวย: เพิ่มความงามให้บ้านของคุณ

    พันธุ์ไม้คู่บ้านสวย พันธุ์ไม้ประดับ จัดสวนคู่บ้านสวย ที่อยากจะแนะนำ

    พันธุ์ไม้ที่อยากจะแนะนำให้ทดลองปลูกกันดู เพื่อประดับบ้าน ก็คือ ดาวเรือง ผกากรองดอกเหลืองหรือม่วง กุหลาบ และบีโกเนีย ฯลฯ หรือพันธุ์ไม้อื่น ๆ ตามแต่รสนิยมของคุณ

    คุณทราบไหม? พืชผักสวนครัวบางอย่าง ที่ใช้ในการปรุงอาหารของบ้านเรา สามารถนำมาตกแต่งเป็นไม้ประดับได้ แล้วยังให้ความสวยงามไม่แพ้ดอกไม้ด้วยนะอย่าง ผักบุ้ง สะระแหน่ มันเทศ และพริก ก็สามารถนำมาปลูกในกระบะที่หน้าต่างก็ได้เช่นกัน

    ส่วนการปลูกไม้เลื้อยประดับหน้าต่าง อาจจะใช้วิธีปลูกไม้เลื้อยจากดินให้เลื้อยขึ้น ตามผนังภายนอกไล่จนมาถึงขอบหน้าต่าง ก็จะช่วยให้หน้าต่างของบ้านคุณน่าดูมากยิ่งขึ้น ส่วนพันธุ์ไม้เลื้อยที่แนะนำให้ปลูกเป็นพันธุ์ไม้ดอก ได้แก่ พวงชมพู มะลิวัลย์ บานเช้า และบานบุรี

    นอกจากนี้ตามเฉลียงและประตู ก็สามารถปลูกไม้เลื้อยให้ดูสวยงามได้เช่นกัน โดยเลือกพันธุ์ไม้อย่างเช่น บานบุรี หรือเฟื่องฟ้า โดยทำเป็นซุ้มให้เลื้อย แต่ต้องหมั่นคอยตัดแต่งให้เลื้อยอยู่ในบริเวณจำกัด เพราะต้นไม้พวกนี้ ค่อนข้างจะโตเร็วพอสมควร และหากบริเวณหน้าบ้านมีเฉลียง และขั้นบันไดสักสองสามขั้น ก่อนที่จะถึงประตูทางเข้า ก็สามารถนำเอากระถางต้นไม้น้อยใหญ่ มาประดับตกแต่งไว้ตามประตู เฉลียง และตามขั้นบันไดในลักษณะของแนวดิ่ง

    เท่านี้ก็จะช่วยให้บริเวณหน้าบ้านของท่านแลดูเหมือนสวนหย่อมได้ทีเดียว

    การปลูกต้นไม้ประดับตกแต่งตามประตูและหน้าต่าง จะช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับบ้านของท่านได้เป็นอย่างดี และเป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ ด้วยตัวของท่านเอง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยบนอาคารสูง หรือบ้านที่มีเนื้อที่จำกัด การทำเช่นนี้ก็สามารถทดแทนการจัดสวนรอบ ๆ บ้านได้เป็นอย่างดี

  • เครื่องปรับอากาศ: การเลือกซื้อและการดูแลรักษาให้เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุด

    เครื่องปรับอากาศ: การเลือกซื้อและการดูแลรักษาให้เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุด

    มาถึงช่วงที่กำลังใกล้เข้ามาทุกทีแล้วที่เราเรียกว่า หน้าร้อน หรือ ฤดูร้อน นั่นเอง หลายท่านต้องนอนหนาวคนเดียวมาเมื่อช่วงอากาศหนาว หากเพียงว่าอีกไม่กี่อึดใจเราก็จะก้าวย่างเข้าสู่ช่วงอากาศร้อนที่บางคนยังต้องการนอนหนาวเหมือนเดิมอีก คงไม่แปลกหากในช่วงเวลาที่เราต้องการพักผ่อนอากาศที่เย็นสบายจะทำให้การพักผ่อนสบายที่สุด หากอากาศร้อนเราก็ต้องทำให้อากาศเย็น โดยอะไรดีล่ะครับก็เครื่องปรับอากาศไงครับหลายบ้านที่ต้องการอากาศภายในบ้านที่เย็นนอกจากความเย็นจากธรรมชาติแล้ว ก็เห็นจะเป็นการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศเข้ามาช่วยเพิ่มสิ่งอำนวยประโยชน์เรื่องของความเย็น หลายบ้านติดตั้งไปแล้วและมีประสบการณ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับชนิด ปัญหา เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศแล้ว แล้วท่านที่ยังไม่ได้ทำการติดตั้งเครื่องปรับกาศควรทราบอะไรบ้างล่ะครับเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เราทราบดีว่าเป็นดั่งตู้เย็นที่ทำให้บ้านท่านเย็นเหมือนภายในตู้เย็น และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอีกด้วย เอาล่ะครับเรามาพูดถึงรายละเอียดของเครื่องปรับอากาศกันโดยเริ่มที่ชนิดก่อนครับชนิดของเครื่องปรับอากาศที่ใช้ภายในบ้านส่วนใหญ่ สามารถแยกออกเป็น 2 ชนิด ใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ

    1. เครื่องปรับอากาศชนิดติดหน้าต่าง (Window Type) เครื่องปรับอากาศชนิดนี้เป็นชนิดที่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกันในเครื่องเดียว มีน้ำหนักมาก การทำงานเสียงดังกว่าชนิดอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเสียงดังมาก การติดตั้งทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก กินไฟฟ้าค่อนข้างมาก มีลักษณะคล้ายกับการหน้าต่างที่เปิดลมเข้า

    2. เครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วน (Split type) คิดว่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันท่านทั้งหลายจะคุ้นเคยแบบนี้ดี เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนเป็นการแยกส่วนของเป่าลมเย็นและลมร้อนออกจากกัน ดังนั้นเครื่องปรับอากาศชนิดนี้เมื่อมีการติดตั้งแล้วจะมีส่วนของเครื่องระบายความร้อนที่จะวางอยู่ภายนอกอาคารหรือตัวห้องและส่วนเป่าลมเย็นที่ติดตั้งภายในห้องเป็น 2 ส่วนด้วยกัน เครื่องปรับอากาศชนิดนี้จะมีเสียงเบาในขณะที่ทำงานกินไฟฟ้าน้อยกว่าระบบอื่น ๆ ที่เป็นเครื่องปรับอากาศด้วยกัน การติดตั้งทำได้ยากกว่าระบบติดหน้าต่าง ซึ่งจะต้องติดตั้งถึง 2 ส่วน และมีข้อจำกัดในการติดตั้งมากกว่าด้วยและนี่ก็เป็นชนิดของเครื่องปรับอากาศที่คนส่วนมากนิยมใช้กันภายในบ้านที่พักอาศัย แต่ไม่ใช้ชนิดของเครื่องปรับอากาศทั้งหมดที่มีนะครับ เพราะยังมีระบบการทำความเย็นที่เรียกว่าเครื่องปรับอากาศอีกหลายชนิดและหลายระบบ ซึ่งจะใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

    หลายท่านมีเครื่องปรับอากาศกันแล้วและหลายท่านก็มีปัญหาเรื่องทั้งก่อนที่จะซื้อบ้างหลังซื้อบ้างหลายเรื่องราวแตกต่างกันออกไป แต่หากก่อนซื้อเราสามารถเลือกซื้อได้อย่างถูกต้องและหลังซื้อเราก็สามารถที่จะดูแลและรักษาได้เป็นอย่างดีก็คงจะดีมิใช่น้อยนะครับเครื่องปรับอากาศมีหลายชนิดด้วยกัน ในการเลือกซื้อเพื่อการใช้งานจะต้องทำการเลือกซื้อภายใต้หลักเกณฑ์ที่จะอำนวยประโยชน์สูงสุดแก่ท่านเอง ซึ่งจะหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านจะต้องการซื้อด้วยครับ

    คุณสมบัติเด่นที่ควรพิจารณาประกอบการเลือกซื้อและการดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศ

    1. การประหยัดกระแสไฟฟ้าในการใช้งาน หรือเครื่องปรับอากาศที่มีเบอร์ 5 กำกับ

    2. ขนาดของเครื่องปรับอากาศ ที่จะต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าขนาดของเครื่องปรับอากาศที่คิดได้จากขนาดห้องจริง ซึ่งจะช่วยในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศได้มากขึ้นและประหยัดกระแสไฟฟ้าอีกทางหนึ่งด้วย

    3. เลือกบริเวณหรือสถานที่ที่จะติดตั้งให้เหมาะสม การเลือกที่ที่จะติดตั้งให้เหมาะสมจะช่วยให้การทำงานของเครื่องปรับอากาศสามารถทำงานเพื่อให้ความเย็นทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วน ทั้ง 2 ส่วนไม่ควรที่จะติดตั้งอยู่ห่างกันมากเกินไปเพราะจะทำให้ความเย็นที่จะต้องได้นั้นน้อยลงไปเนื่องจากระยะทางของน้ำยาความเย็นเดินทางไกลเกินไป เป็นต้น

    4. การหมั่นทำความสะอาด โดยเฉพาะกรองฝุ่นเครื่องปรับอากาศที่จะเป็นตัวคอยกรองอากาศก่อนเข้าในส่วนเครื่องเป่าลมเย็น ซึ่งจะมีฝุ่นปนมาด้วยแล้วจะทำให้การไหลเวียนของอากาศด้านเข้าเป็นไปได้อย่างลำบากและจะทำให้เครื่องทำงานหนักด้วย

    5. การระบายอากาศร้อนก่อนที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนักมากในช่วงแรกของการทำความเย็นและจะช่วยประหยัดกระแสไฟฟ้าและยืดอายุการใช้งานด้วย

    6. ลดและควบคุมปริมาณความชื้น ระบบการปรับอากาศจะอาศัยหลักการบางประการที่จะทำให้อากาศเย็นลงได้ คือ การลดปริมาณความชื้นลง หากท่านที่มีห้องน้ำที่อยู่ในห้องนั้น ๆ หรือตู้ปลา การปิดประตูห้องน้ำหรือป้องกันความชื้นที่จะออกมาจากตู้ปลาได้จะเป็นการช่วยลดระยะเวลาของการทำงานของเครื่องปรับอากาศในส่วนของการปรับความชื้นลงได้ในรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วน่าจะเป็นสิ่งที่ท่านเจ้าของบ้านและผู้ที่มีความประสงค์ที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดีนะ

    คิดคำนวณหาขนาดของเครื่องปรับอากาศให้ได้ขนาดที่เหมาะสม

    ทุกท่านคงพอทราบกันดีอยู่บ้างแล้วนะครับว่า บ้านของเราเกือบ 70% จะต้องมีเครื่องปรับอากาศติดตั้งตามห้องต่างๆภายในบ้านแทบทั้งสิ้น และบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ของท่านก็มีความสูงของพื้นถึงเพดานประมาณ 2.50 ม. ถึง 3.00 ม. ความกว้างของห้องก็มีหลายขนาดตามที่ได้ออกแบบและก่อสร้างๆ สิ่งที่เราจะนำเสนอในวันนี้คือวิธีคิดหาปริมาณพื้นที่ห้องเพื่อนำเอาไปคิดคำนวณหาขนาดของเครื่องปรับอากาศให้ได้ขนาดที่เหมาะสม วิธีการคิด คือ

    ความกว้าง x ความยาว x 850

    ขนาดของเครื่องปรับอากาศเป็น BTU หมายเหตุในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่เรานำเสนอนั้นจะต้องมีความสูงของเพดานถึงพื้นห้องอยู่ระหว่าง 2.50 – 3.00 ม.ข้อสังเกตคือ ในการคำนวณนั้นค่าที่ได้ออกมานั้นคือค่ากลางในการเลือกซื้อแอร์ที่จะนำมาใช้หรือเป็นค่าที่สามารถนำไปเปรียบเทียบซื้อเครื่องปรับอากาศได้เลย โดยไม่ต้องทำการเผื่อขนาดของเครื่องปรับอากาศอีก เราหวังว่าทุกท่านคงจะได้นำเอาความรู้นี้ไปใช้สำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศได้นะครับ

    ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อย่างมีมาตรฐาน น่าจะมีเบรคเกอร์ 2 จุด

    บ้านเรือนสมัยใหม่ มักจะถูกกำหนดให้มีผังโครงสร้าง เผื่อไว้สำหรับการติดแอร์ แล้วคุณล่ะเลือกแบบแอร์หรือยัง หรือเลือกแล้ว ไม่ควรลืมการติดตั้งเบรคเกอร์ด้วย คุณรู้ไหม? เบรคเกอร์ คืออะไร?ติดตั้งเครื่องปรับอากาศอย่างมีมาตรฐาน น่าจะมีเบรคเกอร์ 2 จุดหากที่บ้านหรือสำนักงานของคุณมีเครื่องปรับอากาศ ส่วนตัวแบบแยกส่วน (Split Type) ส่วนใหญ่จะมีสวิตช์ หรือที่ตัดไฟ (Load Braker) เพียงตัวเดียว อยู่บริเวณที่คุณใช้เปิดปิดระบบปรับอากาศนั้นหากเครื่องปรับอากาศของคุณเสีย คุณก็ให้ช่างมาซ่อมแซม ในขณะที่ช่างกำลังง่วนอยู่กับการซ่อมอยู่นั้น คุณ หรือใครสักคน เดินเข้ามาในห้องแล้วเปิดสวิตช์แอร์!!! … แน่นอนอาจมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นความผิดพลาดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น หากคุณ-ผู้ออกแบบ-ช่างติดตั้ง เตรียมระบบไฟฟ้าและเครื่องกลนี้ให้ได้มาตรฐานแต่แรก เนื่องจากมาตรฐานวิศวกรรมเขาบอกว่า “เครื่องจักรกลทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้า ต้องมีสวิตช์ หรือ Load Braker 2 ชุด ชุดแรกเป็นชุดที่บุคคลทั่วไปใช้ประจำวัน ส่วนชุดหลังมีไว้สำหรับผู้ซ่อมบำรุงใช้”สำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก หลายคนจะมองข้ามจุดนี้ไป บางคนคิดว่า สิ้นเปลือง หลาย(แม้กระทั่งวิศวกรเอง) บอกว่านี่เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร?

    ห้องปรับอากาศระบบท่อลม จะเย็นสบาย…ระวังติดคาน?

    เรื่องของคาน หลายคนคงไม่ชอบ แต่นี้เป็นคานบ้าน แล้วไปเกี่ยวกับแอร์ได้อย่างไร? คุณอยากทราบไหมว่า หากติดตั้งแอร์ แล้วเจอคาน บอกได้เลยว่า งานใหญ่แล้วล่ะคุณ

    …..การติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเรือน มีให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด และหลายยี่ห้อ การติดตั้งแต่ละครั้ง และบางทีอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นในบ้านได้ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศที่ต้องมีท่อลมวิ่งออกจากตัวเครื่องเพื่อจ่ายลมเย็น

    …..ท่อลมโดยทั่วไปมีขนาดลึกประมาณ 40 เซนติเมตร หากฝ้าเพดานของคุณมีคานรับพื้นชั้นบนขวางอยู่ เจ้าท่อลมนี้ก็ไม่สามารถจะผ่านเข้าไปได้ อาจต้องมีการเจาะคาน (ซึ่เงป้นเรื่องใหญ่เรื่องโตยุ่งยากและอาจทำให้อาคารของคุณวิบัติได้ง่ายๆ) หรือหยุดท่อลมไว้เพียงแนวคานเท่านั้น

    …..ดังนั้น การออกแบบระบบปรับอากาศขอให้คำนึงตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบสถาปัตยกรรม และแบบโครงสร้าง อย่าปล่อยให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นภายหลัง

    …..นอกจากท่อลมแอร์แล้วเราต้องเตรียมพื้นที่ใต้แผ่นฝ้าเพดานไว้สำหรับอะไรอีก ก็อาจสรุปโดยรวมได้ดังนี้
    ………….- อย่าลืมท่อน้ำ
    ………….- อย่าลืมท่อไฟ (และที่ว่างสำหรับหลอดไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงโคมทรงกระบอกที่ฝังในฝ้าหรือ Down Light)
    ………….- อย่าลืมท่อลมปรับอากาศ และระบบปรับอากาศเกี่ยวเนื่อง
    ………….- อย่าลืมท่อลมระบายอากาศ (ถ้ามี)
    ………….- อย่าลืมความหนาของระบบฝ้าเพดาน

    …..ส่วนแอร์แยกส่วน Split Type มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถมีท่อน้ำยายาวๆ ได้ (เพราะจะไม่เย็น) แต่หากจำเป็นต้องตั้ง คอยล์ร้อนกับ พัดลมให้อยู่ห่างกันจริงๆ จะทำอย่างไร?

    …..คุณจำเป็นต้องเสียเงินเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อเพิ่มขนาดท่อน้ำยา จากขนาดมาตรฐานของเครื่องให้โตขึ้น ให้น้ำยาวิ่งสะดวกขึ้น ก็จะแก้ปัญหาจุดนี้ได้

  • 12 เทคนิคโพสสินค้าลงเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส กระตุ้นยอดสั่งซื้อ

    12 เทคนิคโพสสินค้าลงเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส กระตุ้นยอดสั่งซื้อ

    ในปัจจุบันนี้ เป็นที่ทราบว่าแพลตฟอร์มเฟสบุ๊ค ยังเป็นแหล่งรายได้ที่เราสามารถใช้หาลูกค้าได้อย่างเป็นจำนวนมากอยู่ เพราะคนไทยที่เล่นอินเตอร์เนต ก็ต้องมีบัญชีบนเฟสบุ๊กกันทั้งนั้น การขายสินค้า ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ขายโดยตรง หรือว่า เป็นตัวแทนจำหน่าย Affiliate ให้กับเจ้าของสินค้าอื่นๆ บน Shopee หรือว่า Lazada เราจึงควรเรียนรู้ว่ามีเทคนิคอย่างไร ที่จะช่วยให้เราขายดีขึ้น ได้รับผลตอบรับที่ดีมากขึ้นนั่นเอง มาดูกันดีกว่า ในเทคนิคเหล่านี้ เราได้ใช้กันครบแล้วหรือยัง ในการเสนอขายสินค้าแต่ล่ะครั้ง

    1. หาสินค้าขายดี สินค้าโปรโมชั่น และสินค้ารีวิวดี

    ข้อนี้ไม่ว่าเราจะขายสินค้าเอง หรือเป็นตัวแทนจำหน่าย เราก็ควรเลือกสินค้าที่มีผู้ให้ความสนใจ มีผู้ทีจะต้องซื้อใช้เป็นประจำอยู่แล้ว สินค้าที่ขายดี และมีรีวิวดี เราสามารถหาได้จากการดูสินค้าในช็อปปี้หรือลาซาด้าได้ทั่วไปเลย โดยเฉพาะหากเราเป็น Affiliate การเลือกสินค้าที่ขายดี และมีรีวิวดี โอกาสที่จะขายได้ก็จะมีมากกว่าสินค้าที่ไม่มีผู้ได้ลองใช้มาก่อนเลย

    2. เอาสินค้าชิ้นนั้นไปค้นหาใน Google Trend

    ในกูเกิ้ลเทร็น จะเป็นตัวบอกเอง ว่าสินค้าที่เราสนใจจะขายอยู่นั้น กำลังได้รับความนิยมอยู่หรือไม่ มีคนค้นหา อยากได้ สินค้านั้นจำนวนมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่ามีคนค้นหาเยอะ ก็แสดงว่าสินค้านั้นย่อมขายได้อย่างแน่นอน

    3. วิเคราะห์คีย์เวิร์ดโดยการใช้ Google Adword หรือ ubersuggest

    สำหรับคนที่ใช้ Google Adword หรือ ubersuggest จะมีตัวช่วยในการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดให้เราอย่างมากมาย บอกจำนวนการค้นหา ทำให้เราใช้ข้อมูลพวกนี้มาเป็นตัวช่วยได้

    4. เลือกรูปภาพและแต่งรูปภาพ ใส่ข้อความน่าสนใจ

    ** 1 รูปต่อ 1 โพสต์ เพื่อไม่ให้มาร์เก็ตเพลสสุ่มภาพให้ลูกค้า**

    รูปภาพเป็นจุดดึงดูดสายตาลูกค้าได้เป็นอย่างดี

    5. ใส่ชื่อสินค้า พร้อมข้อเสนอพิเศษ

    6. เลือกพื้นที่ลงสินค้า

    7. ใส่รายละเอียดที่ดึงดูดใจลูกค้า

    8. ใส่แฮชแท็กตามคีย์เวิร์ดที่หามา

    9. ถ้าไม่มีคนทัก ให้เปลี่ยนตำแหน่งการลงสินค้า

    10. หา Winner Product

    11. ถ้าลูกค้าทักมา ให้รีบตอบและปิดการขาย

    12. ขอแอดเฟซบุ๊กลูกค้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์