Author: admin

  • การฝึกหัดโขน

    การฝึกหัดโขน

    ผู้ที่จะหัดโขนนั้นมักเป็นผู้ชายตามธรรมเนียมมาแต่โบราณ โดยเริ่มหัดกันตั้งแต่อายุ ๘ -๑๒ ขวบ ในชั้นต้นครูผู้ใหญ่จะพิจารณาคัดเลือกออกเป็น ๔ พวก คือ

    ๑. ตัวพระ คัดเลือกผู้มีลักษณะใบหน้าสวย จมูกเป็นสัน ลำคอโปร่งระหง ไหล่ลาดงาม ช่วงอกใหญ่ ลำตัวเรียว เอวเล็ก ตามแบบชายงามในวรรณคดีไทย
    ๒. ตัวนาง เลือกผู้ที่มีลักษณะคล้ายตัวพระ แต่ต้องมีใบหน้างาม กิริยาท่าทางนุ่มนวลอย่างผู้หญิง
    ๓. ตัวยักษ์ เลือกผู้ที่มีลักษณะคล้ายตัวพระ แต่ไม่ต้องเลือกหน้าตา รูปร่างต้องใหญ่ และท่าทางแข็งแรง
    ๔. ตัวลิง เลือกผู้ที่มีลักษณะป้อมๆ ท่าทางหลุกหลิกคล่องแคล่วว่องไว

    เมื่อผู้ที่หัดเป็นตัวเหล่านี้ไปแล้ว ครูก็จะพิจารณาท่าทีหน่วยก้านเพื่อคัดอีกชั้นหนึ่ง เช่น พวกหัดตัวพระคัดให้เป็นพระใหญ่หรือพระน้อย พวกหัดตัวนางคัดให้เป็นนางเอก หรือนางรอง พวกหัดตัวยักษ์ให้เป็นยักษ์ใหญ่ ยักษ์เล็ก หรือเสนายักษ์ และพวกหัดตัวลิงจะให้เป็นพญาวานร หรือเหล่าวานรสิบแปดมงกุฎ เป็นต้น หลังจากครูคัดเลือกศิษย์แล้ว เมื่อถึงวันพฤหัสบดี ซึ่งถือว่าเป็นวันครู ก็จะทำพิธีไหว้ครู และรับเข้าเป็นศิษย์ โดยศิษย์ต้องมีดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องสักการะแก่ครู เมื่อครูรับการสักการะแล้วก็จะทำความเคารพถึงครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วอีกทีหนึ่ง แล้วจึงจับท่าให้ศิษย์เป็นปฐมฤกษ์ ต่อจากนั้นจึงให้ศิษย์ไปฝึกหัดกับครูผู้ช่วยสอนแต่ละฝ่ายตามตัวโขน

    การฝึกหัดขั้นพื้นฐาน

    ๑. ตบเข่า

    ๒. ถองสะเอว

    ๓. เต้นเสา

    ๔. ถีบเหลี่ยม

    ๕. ฉีกขา

    ๖. หกคะเมน

    ท่าหกคะเมนนี้มี ๓ อย่างคือ
    ๑. หกคะเมนหงายไปข้างหน้า (ตีลังกาหกม้วน)
    ๒. หกคะเมนไปข้างหน้า (อันธพา)
    ๓. หกคะเมนหมุนไปด้านข้าง (พาสุริน)

    เมื่อผ่านการฝึกท่าพื้นฐานแล้ว พวกหัดตัวลิงตัวยักษ์จึงฝึก “แม่ท่า” พวกตัวพระตัวนางก็ฝึก “รำเพลง” แล้วหัดท่าพลิกแพลงที่เรียกว่า สร้อยท่า” ตามแต่ตัวโขน จากนั้นจึงหัดเต้น และรำตามจังหวะดนตรีต่อไป

     

  • ฆ้องหุ่ย หรือฆ้องโหม่ง หรือฆ้องเหม่ง

    ฆ้องหุ่ย หรือฆ้องโหม่ง หรือฆ้องเหม่ง

    ฆ้องหุ่ย หรือฆ้องโหม่ง หรือฆ้องเหม่ง จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ทำด้วยโลหะผสมเป็นรูปวงกลมมีขอบตรงกลางมีปุ่มสำหรับตี ตีด้วยไม้หุ้มนวม ฆ้องโหม่ง รูปร่างเหมือนกับฆ้องชัย แต่มีขนาดเล็กและบางกว่าฆ้องเหม่ง มีลักษณะเหมืองฆ้องโหม่ง แต่มีขนาดเล็กและหนากว่า

    ประวัติ ฆ้อง มีใช้ในวงดนตรีของไทยมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกภาคทั่วไป

    โอกาสที่บรรเลง ฆ้องหุ่ยและฆ้องโหม่ง นิยมบรรเลงในงานรื่นเริง และงานมงคลทั่วไป

    ส่วนฆ้องเหม่ง ใช้ในการประโคมศพ วงบัวลอย

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ตีเป็นจังหวะเท่านั้น

  • ฆ้องมอญ

    ฆ้องมอญ

    ฆ้องมอญ หรือฆ้องวงมอญ เป็นเครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ มีลักษณะเช่นเดียวกับฆ้องวงใหญ่ แต่แขวนติดกับรางที่ทำเป็นกล่องเสียง เป็นรูปครึ่งวงกลมโค้งขึ้น ตีด้วยไม้หุ้มนวมคู่หนึ่ง ฆ้องมอญมีหลายขนาด คือ ฆ้องมอญวงเล็ก ฆ้องมอญกลาง ฆ้องมอญวงใหญ่ จำนวนฆ้องจะมีตั้งแต่ ๑๖ ลูก จนถึง ๑๘- ๑๙ ลูก

    ประวัติ ฆ้องมอญได้รับอิทธิพลมาจากชาวรามัญ นิยมนำมาเล่นในประเทศไทย บรรเลงเกี่ยวกับพิธีศพตั้งแต่สมัยรัชกาล ๔ และแพร่หลายมากในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ภาคกลางทุกจังหวัด และภาคอื่นบางจังหวัด

    โอกาสที่บรรเลง พิธีศพ และการบรรเลงปี่พาทย์มอญทั่วไป

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง เพลงสำเนียงมอญ และบทเพลงบรรเลงประโคมศพทุกเพลง

  • ฉิ่ง ฉาบ

    ฉิ่ง ฉาบ

    ฉิ่ง จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี สำหรับควบคุมจังหวะในวงดนตรี ทำด้วยโลหะผสมเป็นรูปคล้ายถ้วยขนาดเล็ก ค่อนข้างหนาตรงกลางมีรูร้อยเชือกติดกันเป็นคู่ ๆ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕-๗ ซม.

    ฉาบ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี สำหรับตีประกอบจังหวะ มีรูปร่างคล้ายจานทำด้วยโลหะบางกว่าฉิ่ง มี ๒ ขนาด คือ ฉาบเล็ก และฉาบใหญ่

    ประวัติ เครื่องดนตรี ๒ ชนิดนี้ มีเล่นกันมาช้านานในราวสมัยสุโขทัย

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

    โอกาสที่บรรเลง ทุกโอกาส

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ทุกเพลง

  • กรับคู่ หรือกรับเสภา

    กรับคู่ หรือกรับเสภา

    กรับคู่ หรือกรับเสภา จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี นิยมใช้เป็นเครื่องประกอบจังหวะ ทำด้วยไม้เนื้อแข็งเหลาเป็นรูปสี่เหลี่ยม ชุดหนึ่งมี ๒ อัน

    ประวัติ ไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่นอนว่ากำเนิดแต่สมัยใด นิยมใช้ประกอบจังหวะในการเล่นแบบพื้นบ้าน และประกอบในวงดนตรีมาแต่โบราณ

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ภาคกลางทุกจังหวัด และภาคอื่นบางจังหวัด

    โอกาสที่บรรเลง ทุกโอกาส

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ตีประกอบจังหวะหลักในวงดนตรี และเพลงพื้นบ้านทั่วไป

  • กลองยาว

    กลองยาว

    กลองยาว จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองขึงหนังหน้าเดียว ตัวกลองที่ขึงหนังจะป่องออกส่วนที่ต่อออกไปด้านตรงข้ามหน้ากลองเป็นท่อกลวงปลายบาน กลองยาวจะมีหลายขนาดด้านตัวกลองที่ขึงหนัง นิยมตกแต่งด้วยผ้าสีต่างๆหุ้มไว้รอบๆเพื่อความสวยงาม

    ประวัติ กลองยาวได้รับอิทธิพลมาจากพม่า ไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอนว่า มีมาแต่สมัยใด

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกจังหวัดในภาคกลาง และภาคอื่นบางจังหวัด

    โอกาสที่บรรเลง งานมงคลและงานรื่นเริงทั่วไป

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ตีเป็นจังหวะต่าง ๆ และจังหวะประกอบหน้าทับเพลงสำเนียงพม่า

  • กลองแขก

    กลองแขก

    กลองแขก จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองสองหน้า ตัวกลองทำด้วยไม้ขึงด้วยหนัง ๒ หน้า หน้าเสียงต่ำ และหน้าเสียงสูง ดึงให้ตึงด้วยเชือกหนัง ชุดหนึ่งมี ๒ ลูก ตีคู่กันเป็นตัวเมียเสียงต่ำ และตัวผู้ เสียงสูง

    ประวัติ กลองแขก ได้รับอิทธิพลมาจาก ชวา มลายู มีใช้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกจังหวัดในภาคกลาง และภาคอื่นในบางจังหวัด

    โอกาสที่บรรเลง ทุกโอกาส

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ใช้ตีหน้าทับต่าง ๆ ในเพลงไทย เช่น สองไม้ ปรบไก่ สะละม่า ฯลฯ

  • กลองทัด

    กลองทัด

    จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ หน้ากลองขึงด้วยหนังวัวทั้งหน้า ตรึงไว้ด้วยหมุดตัวกลองทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตีด้วยไม้ ๑ คู่ ชุดหนึ่งมี ๒ ลูก คือตัวผู้จะมีเสียงสูง และตัวเมียจะมีเสียงต่ำ กลองชนิดนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กลองเพล”

    ประวัติ กลองทัด มีประวัติยาวนานมาก เชื่อว่าเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๒ นำมาใช้ในวงดนตรีไทยมาช้านาน ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ในอดีตมีลูกเดียว ต่อมาสมัยรัชกาลที่๑ ได้เพิ่มเป็น ๒ ลูก

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกจังหวัดในภาคกลาง และภาคอื่น ๆ ในบางจังหวัด

    โอกาสที่บรรเลง ใช้เป็นสัญญาณบอกเวลา ๑๑.๐๐ น หรือเวลาเพล และใช้ประสมวงปี่พาทย์บรรเลงในโอกาสต่าง ๆ

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ตีเป็นจังหวะหลักในวงปี่พาทย์

  • ตะโพน

    ตะโพน

    ตะโพน จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองสองหน้าที่สำคัญในวงดนตรีไทยภาคกลาง ตัวกลองทำด้วยไม้ขุดกลวงทะลุถึงกัน ขึงด้วยหนังสองหน้าดึงให้ตึงด้วยเชือกหนัง ถ่วงหน้าด้วยขี้เถ้าผสมข้าวสุกบด เพื่อให้เสียงดังกังวาน ตัวกลองวางอยู่บนขาตั้งที่ทำด้วยไม้ ด้านบนตัวกลองตรงกึ่งกลางมีหูสำหรับหิ้วได้

    ประวัติ ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่ากำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยใด มีเล่นมาตั้งแต่โบราณ ไม่น้อยกว่าสมัยกรุงศรีอยุธยา

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ภาคกลางทุกจังหวัด และบางจังหวัดในภาคอื่น

    โอกาสที่บรรเลง ทุกโอกาส

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ใช้ตีหน้าทับต่างๆ ในวงปี่พาทย์

  • โทน

    โทน

    โทน จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี รูปร่างคล้ายกลองยาวขนาดเล็ก ทำด้วยไม้หรือดินเผาขึงด้วยหนังดึงให้ตึงด้วยเชือกหนัง หน้ากลองคล้ายทรงกระบอก ปากบานแบบลำโพง ตรงเอวคอดใช้ตีคู่กับรำมะนา

    ประวัติ โทนใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในอดีตจะเรียกว่าทับ

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกจังหวัดในภาคกลาง และบางจังหวัดในภาคอื่น ๆ

    โอกาสที่บรรเลง ทุกโอกาส

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง ใช้ตีหน้าทับต่าง ๆ ในเพลงไทย เช่น สองไม้ ปรบไก่ สะละม่า ฯลฯ