Author: admin

  • เสภาทรงเครื่อง

    เสภาทรงเครื่อง

    มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาดูเหมือนกับจะพึงพอใจในการเล่านิทานกันทั้งสิ้น อินเดีย และไทยก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่เนื่องด้วยต้นเหตุ การขับเสภาในเมืองไทยเราเคยมีคติอยู่อย่างหนึ่ง ที่ผู้เฒ่าผู้แก่พูดกันเสมอว่า ถ้าเล่านิทานในเวลากลางวันเทวดาจะแช่ง เห็นจะเป็นเพราะเทวดาก็ชอบฟังนิทานเหมือนกับมนุษย์เรา เพราะกล่าวกันว่า ในเวลากลางวันพวกเทวดามีกิจธุระต้องไปเฝ้าพระอิศวรหรือพระเป็นเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเสีย ถ้ามนุษย์เล่านิทานในเวลากลางวันเทวดาก็ไม่มีโอกาสได้ฟังเธอจึงสาปแช่ง และมนุษย์เราโดยเฉพาะชาวไทยจึงมีประเพณีเล่านิทานให้ฟังในเวลากลางคืน การเล่านิทานนี้เองที่ค่อยๆวิวัฒนาการมาจนกลายเป็นการขับเสภา คือการเล่านิทานเป็นคำกลอน ในสมัยโบราณการเล่านิทานเป็นคำกลอนหรือขับเสภานี้ เคยใช้ว่ากันด้วยกลอนสด คือ ผู้ขับแต่งกลอนด้นด้วยปฏิภาณของตน และนิทานหรือเรื่องราวที่นำมาแต่งกลอนด้นใช้ขับเป็นเสภาในชั้นแรก คงจะใช้แต่เรื่องที่เป็นการสรรเสริญเทพเจ้าหรือพระมหากษัตริย์ หรือเชิดชูเกียรติคุณของวีรบุรุษ เช่นเรื่อง มหาภารตะหรือรามายณะ ส่วนเรื่องอันเป็นเบ็ดเตล็ดก็ปล่อยไว้ให้เป็นนิยายสำหรับเล่ากันเช่นเดิม

    มีข้อที่ควรสังเกตคือ เสภาเป็นสิ่งที่อุบัติขึ้นจากพิธีอันเป็นมงคลดังกล่าว แม้จะได้นำมาเป็นเครื่องมหรสพอย่างหนึ่งก็ตาม ก็ยังมีประเพณีขับเสภาในงานอันเป็นสวัสดิมงคล เช่น งานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น งานจำพวกเปรตพลีหรืองานอวมงคลหามีเสภาไม่ และการขับเสภาก็นิยมมีกันแต่ในเวลากลางคืนเท่านั้น เพราะคงถือว่าเป็นประเภทเดียวกันกับการเล่านิทาน แม้ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งท่านผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ. ๒๐๑๑ ตอนที่ว่าด้วยกำหนดเวลาอันเป็นพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดินว่า “หกทุ่มเบิกเสภาดนตรี” ซึ่งแสดงว่าเสภาเป็นสิ่งที่ไพเราะน่าฟัง ถึงแก่ตั้งกฎไว้เป็นพระราชกิจประจำวัน และพระเจ้าแผ่นดินทรงสดับในเวลาว่างพระราชภาระตอนกลางคืน ส่วนบทที่ขับผู้ขับจะใช้บทกวีที่มีผู้แต่งไว้ขับบ้าง หรือขับเป็นกลอนสดของตนเองตามพอใจบ้าง

    เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

    ส่วนเรื่องขุนช้างขุนแผน อันเป็นบทประจำสำหรับขับเสภาที่เราใช้กันในสมัยนี้ คงจะคิดแต่งกันขึ้นเมื่อราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเนื้อเรื่องของขุนช้างขุนแผนนั้นได้เค้าความของเหตุการณ์ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มาแต่ง ด้วยมีกลอนตอนต้นของเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนกล่าวบ่งไว้ว่า
    “จะกล่าวถึงเรื่องขุนแผนกับขุนช้าง ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี
    ศักราช (แปด) ร้อยสี่สิบเจ็ดปีกัน พ่อแม่เขาเหล่านี้คนครั้งนั้น”

    ศักราชที่กล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า ตกคำว่า “แปด” ไปหนึ่งคำ ถ้าเป็นไปตามที่ทรงสันนิษฐาน ก็เป็นจุลศักราช ๘๔๗ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๒๘ ซึ่งอาจเป็นปีที่รวมเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องขุนช้างขุนแผนหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ปีที่ขุนแผนเกิดนั้น อาจเป็นปีขาล จุลศักราช ๘๔๔ เพราะมีกล่าวไว้ในกลอนบทเสภานั้นเองว่า ขุนแผนเกิด “ปีขาล วันอังคาร เดือนห้า ตกฟากเวลาสามชั้นฉาย” หรืออาจเป็นปีขาลต่อมาอีกรอบหนึ่ง ตรงกับจุลศักราช ๘๕๖ ก็ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๒๕ ตกอยู่ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ขุนแผนก็คงมีวัยหนุ่มฉกรรจ์รับราชการอยู่ในรัชกาลนั้น ซึ่งคงจะเป็นเรื่องเล่ากันเป็นนิทานมาก่อน แล้วจึงได้นำมาผูกเป็นกลอนเสภาขึ้นภายหลัง

    ปี่พาทย์ประกอบเสภา

    อนึ่งการขับเสภาแต่สมัยโบราณ ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดประกอบ นอกจากกรับที่ผู้ขับขยับประกอบแทรกแซงสอดสลับในทำนองขับของตนเท่านั้น เนื่องจากการขับเสภาเป็นที่นิยมแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็โปรดฟังการขับเสภาเป็นอย่างยิ่ง ถึงแก่มีเสภาเป็นของหลวงประจำพระองค์ ทรงมีพระราชดำริเห็นว่า คนขับเสภาถึงแม้ว่าจะได้ผลัดเปลี่ยนขับคนละตอนตามถนัดแล้วก็ตาม คนขับก็ยังเหน็ดเหนื่อย มีเวลาพักไม่เพียงพอ จึงโปรดเกล้าให้จัดวงปี่พาทย์เข้าประกอบเป็นอุปกรณ์การขับเสภา โดยให้แทรกเพลงร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ และบรรเลงเพลงหน้าพาทย์เหมือนอย่างการแสดงละคร ตอนใดดำเนินเรื่องก็ขับ ตอนใดเป็นถ้อยคำรำพันหรือข้อความอื่นที่ควรแก่การร้องส่งก็ร้อง จะเป็น “ช้าปี่” หรือ “โอ้ปี่” อย่างละครก็ได้ ตอนใดเป็นบทไปมาหรือรบ ปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงกราวนอก กราวใน หรือเชิด เป็นอย่างที่ท่านสุนทรภู่กล่าวไว้ในกลอนว่า “เสียงส่งกราวเชิดเพลงโหน่งเหน่งไป” การขับเสภาที่มีปี่พาทย์ก็เห็นจะเริ่มขึ้นแต่รัชกาลที่ ๒ นั้นเป็นครั้งแรก โดยมีหลักฐานอยู่ในกลอนคำไหว้ครู ซึ่งแต่งในรัชกาลที่ ๒ ว่า

    “เดิมเมื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่
    ครั้นมาถึงพระองค์ผู้ทรงชัย ก็เกิดมีขึ้นในอยุธยา”

    และถือเป็นแบบฉบับมาจนทุกวันนี้ แต่ปี่พาทย์ที่ใช้ในสมัยนั้นมีเพียงระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ปี่ กลอง และตะโพน ภายหลังทรงเห็นว่าเวลาตะโพนตีประกอบจังหวะกับการร้องส่งภายในอาคาร ย่อมมีเสียงดังเกินความต้องการไปมาก จึงโปรดให้นำ “เปิงมาง” มาติดข้าวสุกถ่วงเสียง ตีประกอบจังหวะแทนตะโพน เรียกชื่อในการนี้ว่า “สองหน้า” ก็เป็นประเพณีสืบมาอีกอย่างหนึ่ง

    เคล็ดลับของเพลงปี่พาทย์ประกอบเสภา

    เพลงปี่พาทย์ประกอบเสภามีเคล็ดลับอย่างหนึ่ง คือ ตามธรรมดาคนขับเสภาหรือนักร้องที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ต้องร้องเพลงทุกเพลงได้ถูกต้องตรงระดับเสียงของเครื่องดนตรี โดยไม่ต้องเคาะเสียงดนตรีให้ฟังก่อน แต่ในการเอื้อเฟื้อของอาจารย์ทางดนตรีได้หาวิธีบอกเสียงให้ผู้ร้องทราบไว้สำเร็จแล้ว โดยใช้หลักวิชาเป็นเครื่องประกอบ คือ

    ๑. เพลงโหมโรงของโบราณ จะต้องจบลงตรงเสียงอันเป็นคู่แปด (Octave) กับเสียงลูกรองยอดของระนาดเอก หรือฆ้องวงใหญ่
    ๒. เพลงที่รับจากร้องส่งทุกเพลงต้องออกลูกหมด และลูกหมดทุกชนิด ก็จบลงตรงเสียงลูกรองยอดของระนาดเอก หรือฆ้องวงใหญ่เช่นเดียวกัน เสียงลูกรองยอดนี้เทียบได้กับเสียง “เร” ของดนตรีสากล ซึ่งเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดของนักร้องเพลงไทยที่จะต้องยึดถือ เมื่อกระนี้แล้วถ้าผู้ขับร้องสำเหนียก และรักษาเสียงนั้นไว้ได้แม่นยำ ก็จะร้องเพลงต่อๆไปได้โดยไม่ผิดเพี้ยนเลย

    เพลงโหมโรงเสภา

    การโหมโรงละครรำนั้น บรรเลงตั้งแต่เพลงตระ ไปจนถึงเพลงกราวใน ชุบ และเพลงลา เช่นเดียวกับโหมโรงเย็น เมื่อจะลงโรงปี่พาทย์(เริ่มแสดง) คือ บรรเลงเพลงวา ละครก็ปล่อยตัวแสดงออกมา และดำเนินเรื่องต่อไป การบรรเลงโหมโรงเสภาในสมัยนั้นก็คงจะต้องโหมโรงอย่างละครรำ และจบลงด้วยเพลงวา แล้วผู้ขับเสภาจึงเริ่มขับไหว้ครู และดำเนินเรื่องต่อไปเช่นเดียวกัน

    ในที่นี้อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้วินิจฉัยคำว่า “วา” ว่าเหตุที่เพลงที่บรรเลงสำหรับลงโรงนี้เรียกว่า “วา” เพราะคำว่า “วา” มักนิยมใช้กันในมาตรวัดซึ่งมีอัตรา ๔ ดอก ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับการแสดงหรืออะไรในตอนนี้เลย แต่บังเอิญมานึกถึงคำโบราณซึ่งใช้เป็นภาษาพูดกันอยู่อย่างหนึ่ง มีความหมายคล้ายกับคำว่า “ปล่อย” เช่น ผู้ที่พลัดตกจากที่สูงโดยไม่มีท่ามีทาง แขนขาก็ไม่ทำงานอย่างหนึ่ง หรือปล่อยตัวลงมาโดยเจตนา แต่มือและเท้าก็คงปล่อยไปตามเรื่อง เหมือนดั่งไม่มีความรู้สึกอย่างหนึ่ง หรือนอนหงายอย่างปล่อยมือปล่อยเท้าให้เหยียดออกไปโดยไม่คำนึงว่ามือ และเท้าจะเป็นอย่างไรอีกอย่างหนึ่ง อาการเช่นนี้มักเรียกกันว่า “วาตีนวามือ” คือ “ปล่อยตีนปล่อยมือ” ถ้าคำว่า “วา” มีความหมายว่าปล่อย ซึ่งดูจะเป็นการลากคำเข้าไปหาความอยู่บ้าง แต่ถ้ามีความหมายเช่นนั้นได้น่าจะอุปโลกน์ว่า “เพลงวา” คือ “เพลงปล่อย” หมายความถึงเพลงสำหรับปล่อยตัวละครออกมาแสดงนั่นเอง

    เมื่อการบรรเลงปี่พาทย์ประกอบเสภาต้องโหมโรงอยู่เป็นเวลานานกว่าจะถึงเพลงวา เป็นการเสียเวลาที่ผู้คอยฟังจะทนรออยู่ได้ และถ้ายิ่งเป็นองค์พระมหากษัตริย์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะทรงรำคาญเวลาที่รอนี้ยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า จึงโปรดเกล้าฯให้รวบรัดตัดความบรรเลงแต่เพลง “วา” เป็นเพลงโหมโรงเพลงเดียว ก็เป็นการทันอกทันใจผู้ฟังเสภามากขึ้น จึงถือเป็นประเพณีดังนี้สืบมา แต่วิสัยศิลปินก็เหมือนนักเลงวิทยาการทั้งหลาย ถ้าต้องทำสิ่งใดซ้ำซากอยู่เช่นนี้ทุกครั้งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสียบ้างแล้ว ก็ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย และเห็นเป็นไม่มีความเปลี่ยนแปลงงอกงาม จึงมีผู้ประดิษฐ์คิดเอาเพลงอื่นอันมีจังหวะหน้าทับเป็นประเภทเดียวกับเพลงวามาบรรเลงแทน ต่อเมื่อจะลงจบให้เสภาขับ จึงนำทำนองอันเป็นวิธีจบของเพลงวาไปใช้ต่อท้าย ส่วนเพลงอื่นๆต่อจากนั้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงจากแบบละครมาเป็นเพลงพม่าห้าท่อน และจร เข้หางยาว ฯลฯ จนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ เพลงประกอบเสภาได้ขยายตัวขึ้นเป็น ๓ ชั้น เพลงโหมโรงก็ขยายขึ้นเป็น ๓ ชั้นตามไปด้วย แต่คงยึดถือทำนองตอนจบของเพลงวามาต่อท้ายทุกเพลง เป็นแบบแผนประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้

    เพลงเสภาทรงเครื่อง

    ในสมัยรัชกาลที่ ๔ นี้ วงปี่พาทย์ซึ่งได้ขยายตัวออกไปจนถึงเป็นเครื่องใหญ่ มีความนิยมประกวดประขันเรื่องวงปี่พาทย์กันมากขึ้น จนถึงแก่เสภาที่เคยเป็นประธาน และปี่พาทย์ที่เป็นแต่อุปกรณ์ก็กลับให้เสภาไปเป็นเครื่องอุปกรณ์ของปี่พาทย์ การขับเสภามีแต่เพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธี วิธีการบรรจุเพลงก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนละครดังเป็นมาแต่ก่อน คือเริ่มด้วย
    ๑. ปี่พาทย์โหมโรงแล้วคนขับก็ขับเสภาไหว้ครู และดำเนินเรื่อง
    ๒. ร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อนแล้วขับเสภาดำเนินเรื่องต่อไปเล็กน้อย
    ๓. ร้องส่งเพลงจระเข้หางยาวแล้วขับเสภาคั่น
    ๔. ร้องส่งเพลงสี่บทแล้วขับเสภาคั่น
    ๕. ร้องส่งเพลงบุหลันแล้วขับเสภาคั่น

    ต่อไปไม่มีกำหนดเพลง แต่คงสลับกันเช่นนี้ตลอดไปจนจวนจะหมดเวลา จึงส่งเพลงส่งท้ายอีกเพลงหนึ่ง เพลงส่งท้ายนี้แต่เดิมใช้เพลงกราวรำ ต่อมาจึงเปลี่ยนแปลงเป็นเพลงอกทะเล เต่ากินผักบุ้ง หรือพระอาทิตย์ชิงดวง ฯลฯ แต่เดิมมาเพลงที่ใช้ตั้งแต่โหมโรงจนจบเวลาบรรเลง ใช้เพลง ๒ ชั้นทั้งนั้น ต่อมาจึงประดิษฐ์เพลงต่างๆเหล่านี้ขึ้นเป็น ๓ ชั้นเกือบทั้งหมด ศิลปแห่งการขับเสภามีปี่พาทย์ ประกอบ หรือปี่พาทย์มีขับเสภาประกอบดังกล่าวนี้ เรียกกันว่า “เสภาทรงเครื่อง” คือ ขับเสภามีร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ

    ครั้นภายหลัง เมื่อความนิยมฝ่ายดนตรีปี่พาทย์มีมากขึ้น และคนขับเสภาก็อาจจะน้อยตัวลง สมัยหลังๆมา เสภาเคยอยู่คู่กับวงปี่พาทย์จึงหายไป แต่การบรรเลง และร้องส่งเพลงต่างๆดังที่เคยมีมาแต่ก่อน เหมือนที่มีเสภาประกอบก็ยังคงอยู่ แม้วงเครื่องสายหรือวงดนตรีชนิดอื่นๆที่ขับร้อง และบรรเลง ก็ใช้เป็นแบบแผนประเพณีเช่นนี้เหมือนกัน คือ โหมโรง แล้วพม่าห้าท่อน จระเข้หางยาว ฯลฯ เป็นลำดับไปดังกล่าวแล้ว

    เพลงกราวรำเสภา

    พลงสำหรับขับร้องในเวลาเลิกการบรรเลงเสภา แต่โบราณมักจะใช้เพลงกราวรำเป็นประจำ ซึ่งคงจะกลายมาจากการแสดงละคร เพราะการแสดงละครเวลาเลิกนั้น ปี่พาทย์ย่อมบรรเลงเพลงกราวรำชั้นเดียว แต่เสภาจะแผลงเป็นวิธีร้องส่งด้วยเพลงกราวรำเช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนเสียงจบตอนสุดท้ายให้ต่างกันเสียเท่านั้น เพลงกราวรำเพลงเดียวกันนี้ แยกออกเป็นเพลงที่ใช้ต่างวาระกัน โดยเปลี่ยนเสียงตกเสียงสุดท้ายได้ถึง ๓ อย่าง คือ
    ๑. บรรเลงเวลาเลิกการแสดงละครหรือการแสดงอื่นๆหรือทำเป็น ๒ ชั้นแทรกอยู่ในเพลงวานั้นเอง
    ๒. ใช้ร้องส่งในตับมโหรีเรียกว่า “กราวรำมอญ”
    ๓. ใช้ร้องส่งเวลาเลิกการบรรเลงเสภา

    ทั้งหมดนี้เสียงท้ายที่สุดอันเป็นเสียงจบจะแตกต่างกันทั้งสิ้น ถ้าจะเทียบกับโน้ตสากล เมื่อบรรเลงในบันได “ซอล” กราวรำของละครก็จบด้วยเสียง “เร” ส่วนกราวรำมอญในตับมโหรีจบด้วยเสียง “ลา” และกราวรำเสภาจบด้วยเสียง

    ความหมายของเพลงกราวรำเสภามีอยู่เพียงว่า เสียดายที่เวลาขับร้อง และบรรเลงจะต้องสิ้นสุดลงเสียแล้ว ขอฝากความอาลัย และไมตรีไว้แด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดนำมาแต่งขึ้นเป็น ๓ ชั้นเลย ทั้งนี้น่าจะเป็นด้วยรูปของเพลงอย่างหนึ่ง กับความนิยมในกาลสมัยอย่างหนึ่ง รูปของเพลงถึงแม้จะมีผู้แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ หรือต้นรัชกาลที่ ๔ ก็คงเป็นเพลงพื้นๆเรียบๆ ไม่มีที่สะดุดใจอย่างใด เข้าใจว่าระหว่างที่เพลง ๓ ชั้นยังมิได้เกิดแพร่หลายนั้น เพลงสำหรับใช้ขับร้องส่งท้ายของเสภา ก็คงหันมาใช้เพลงจำพวกที่มีสร้อย มีดอก เช่น เพลงเต่ากินผักบุ้ง และพระอาทิตย์ชิงดวง กันเสียหมดแล้ว ซึ่งทำให้เพลงกราวรำเสภาค่อยๆเลือนหายไปเสียก่อน เพราะสู้เพลงจำพวกมีสร้อย และดอกไม่ได้ เมื่อมาถึงสมัยที่มีการแต่งเพลง ๓ ชั้นแพร่หลายขึ้น นักแต่งเพลงก็เป็นอันตัดเพลงกราวรำเสภาออกจากวงการที่จะทำเป็นเพลงส่งท้าย ๓ ชั้นเสียทีเดียว มุ่งทำแต่เพลงจำพวกมีสร้อยมีดอก หรือจำพวกขับร้องสอดล้อกับดนตรี เช่น เพลงอกทะเล เป็นต้น ส่วนเพลงกราวรำเสภาก็คงเป็นเพลงในอัตรา ๒ ชั้นอย่างเดิม อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่เพื่อใช้ขับร้อง ณ สังคีตศาลา เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรก ดังนี้
    บทร้องเพลงกราวรำเสภา

    อนิจจา ร้องมา มิทันไร เวลาล่วง เลยไป ได้กำหนด
    การบรรเลง ขับร้อง จะต้องงด จำกล่าวบท อำลา ด้วยอาลัย
    ขอฝากความ ไมตรี อารีสมาน แต่ปวงท่าน ด้วยจิต พิสมัย
    จงระรื่น ชื่นบาน สำราญใจ บำราศภัย ไกลทุกข์ ทุกท่านเทอญ ฯ

    กรับเสภา

    กรับ เป็นสิ่งสำคัญของการขับเสภาอีกอย่างหนึ่ง กรับเสภานี้ ตามปกติทำด้วยไม้ชิงชันรูปสี่เหลี่ยม แต่ลบเหลี่ยมเสียนิดหน่อยเพื่อมิให้บาดมือ และให้สามารถกลิ้งตัวของมันเองกลอกกระทบได้สะดวก ขนาดของกรับเสภา หนาด้านละประมาณ ๕ ซม. ยาวประมาณ ๒๐ ซม. มีจำนวน ๒ คู่ หรือ ๔ อัน ต่อผู้ขับ ๑ คน ผู้ขับใช้กรับนี้ถือเรียงไว้ในฝ่ามือของตนข้างละคู่กล่าวขับไปพลาง มือทั้งสองข้างจะขยับกรับในมือแต่ละข้าง ให้กลอกกระทบกันเข้าจังหวะกับเสียงขับ

    ประเภทของจังหวะกรับ

    เพลงกรับแต่โบราณ เท่าที่ทราบมามีอยู่ ๔ อย่าง คือ

    ๑. กรอ ใช้เวลาก่อนเริ่มต้นที่จะขับ เป็นการลองกรับ และเตือนประสาทมือที่จะขยับตอนหนึ่ง กับระหว่างพักในตอนดำเนินเรื่องอีกตอนหนึ่ง
    ๒. ไม้หนึ่ง ใช้ขยับในตอนขับไหว้ครูตอนต้น ในสมัยโบราณวิธีขยับจะเลียนเสียงจากเครื่องหนังประกอบจังหวะของหน้าทับปรบไก่ ๒ ชั้น สมัยหลังต่อมาเมื่อเกิดเพลง ๓ ชั้น และหน้าทับ ๓ ชั้นกันขึ้นโดยทั่วไป การขยับกรับก็ขยายตัวเลียนตามหน้าทับ ๓ ชั้นประเภทปรบไก่ขึ้นบ้าง
    ๓. ไม้สอง มักใช้ขยับเมื่อขับบทไหว้ครูตอนท้าย และต่อมาก็มีการขยายตัวขึ้นไปตามหน้าทับ ๓ ชั้น
    ๔. ไม้รบ (บางทีก็เรียกว่า “ไม้สาม”) ใช้ขยับเวลาเนื้อเรื่องดำเนินไปในทางดุเดือด โลดโผน เช่น รบ หรือหึงหวง หรือทะเลาะกัน เป็นต้น

    ที่กล่าวมานี้ เป็นหลักเกณฑ์สังเขปที่พอจะสามารถนำมากล่าวให้เห็นได้ เพราะกรับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของการขับเสภา และมีศิลปในการขยับกรับให้กลอกกระทบกันเป็นจังหวะต่างๆมากมายหลายอย่าง ซึ่งผู้กล่าวขับจะต้องเป็นผู้ขยับกรับเอง ถ้าคนหนึ่งขับ อีกคนหนึ่งขยับกรับ ก็จะเป็นไปได้อย่างไม่สนิทสนมเหมาะสมตามบทบาท และทำนองขับ โบราณาจารย์จึงให้ผู้ขับเสภาขยับกรับด้วยตนเองทั้งสิ้น เพราะทำนองของเสภาเป็นลำนำ สำหรับดำเนินลีลา และบทไปเท่านั้น ไม่เป็นเพลงหรือมีจังหวะแน่นอน ยากที่ผู้หนึ่งจะรู้ใจอีกผู้หนึ่งได้

    เสภารำ

    เสภาเรื่อง”ขุนช้างขุนแผน”ได้เค้าเรื่องจากนิยายอิงพงศาวดารมาแต่งเป็นกลอนขึ้น ใช้ขับเป็นทำนองฟังกันเล่นแทนเล่านิทานตั้งแต่ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดให้แทรกการร้องส่งมีปี่พาทย์รับ และบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบตามท้องเรื่องอย่างละคร เพลงที่ร้องส่งเป็นเพลง ๒ ชั้น และชั้นเดียวทั้งสิ้น
    ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ศิลปทางดุริยางค์ขยายตัวขึ้นโดยนิยมเพลงที่มีอัตรา ๓ ชั้นกันทั่วไป เพลงที่ร้องส่งในการประกอบเสภาก็กลายเป็นเพลง ๓ ชั้นไปด้วย และเพลงหน้าพาทย์ประกอบเรื่องก็เลิกใช้กันตั้งแต่นั้น ต่อมาเมื่อนักขับเสภาเห็นว่า การขับเสภาแล้วร้องส่งแทรกเพลงเท่านั้น มีรสชาติแต่การฟังอย่างเดียว ใคร่จะให้ผู้ชมได้ออกรสชาติในทางดูขึ้นอีก จึงคิดเพิ่มเติมหาศิลปินทางนาฏศิลปมาทำบทบาทตามท้องเรื่องที่ขับ และรำตามจังหวะเพลงปี่พาทย์ ในขั้นนี้การร้องส่ง และการบรรจุหน้าพาทย์กลับไปเข้าแนวที่ปรับปรุงขึ้นในรัชกาลที่ ๒ อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับผู้รำ

    วิธีขับเสภาประกอบด้วยการร้องส่งที่มีปี่พาทย์บรรเลง และมีตัวละครเป็นผู้รำตามบทและเพลงนี้ เรียกว่า “เสภารำ” แต่เสภารำในตอนนี้เป็นเสภารำชนิดเรียบร้อย ผู้ขับก็ขับไปตามบทที่ร้อยกรองขึ้นอย่างเคร่งครัด ผู้รำก็รำอย่างงดงามตามแบบแผน อันบทเสภาที่ใช้ขับนั้น มีอยู่หลายสำนวน ทั้งนี้ก็เพราะนอกจากจะประกวดประขันกันในเชิงขับแล้ว ยังประกวดประขันในเชิงถ้อยคำสำนวนด้วย เพียงแต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีนักแต่งกลอนเสภาอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะฉะนั้นบทเสภาในตอนเดียวกันจึงมีได้หลายสำนวน ส่วนบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่หอพระสมุดฯพิมพ์นั้น ได้คัดเลือกมาจากหลายสำนวนด้วยกัน แล้วปรับปรุงให้สุภาพ และได้เนื้อถ้อยกระทงความขึ้น

    เสภารำที่รู้จักในสมัยหลังเป็นเสภารำอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างกับเสภารำที่กล่าวมา เสภารำที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเสภารำชนิดสุภาพ เมื่อมีมากขึ้นก็ทำให้รู้สึกเนือยไป ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง จึงมีนักขับเสภาที่แต่งกลอนเองได้ คิดแต่งกลอนสำหรับใช้ขับประกอบตัวแสดงขึ้นอีกแบบหนึ่ง โดยเดินเรื่องตามเค้าเดิม แต่ให้มีบทตลกขบขันแทรกอยู่ตลอด ดังนั้นบางท่านจึงเรียกเสภาชนิดนี้ว่า “เสภาตลก” ผู้แต่งคนแรก กล่าวกันว่าชื่อ “ขุนราม (โพ)” แต่ขุนราม (โพ)นี้ น่าจะเป็นขุนพลสงคราม (โพ) กำนันตำบลบ้านสาย จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเล่าลือกันว่าขับเสภาดีนัก เสภารำแบบตลกนี้ ท่านผู้แต่งได้เลือกเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเข้าห้องนางแก้วกิริยา มาเป็นเนื้อเรื่อง ความสนุกขบขันอันเกี่ยวกับบทเสภาตอนนี้อยู่ที่ถ้อยคำพลิกแพลง และการแสดงของผู้ขับกับผู้รำ

    วิธีการแสดงเสภารำแบบตลกนี้ คนขับเท่ากับเป็นตัวแม่คู่ของสวดคฤหัสถ์หรือจำอวด ใช้ถ้อยคำในบทขับ และเจรจาด้วยปฏิภาณ ทำให้เกิดความสนุกสนานขบขันไปในตัว มีการลำเอียงเข้าข้างตัวนายโรง (ขุนแผน) แกล้งตัวตลก (ม้า) และบางทีก็เกี้ยวพาราสีตัวนาง (แก้วกิริยา) จึงนับว่าคนขับเป็นคนสำคัญที่สุดในชุดเสภารำแบบนี้ เนื่องจากเสภารำแบบตลกชุดเข้าห้องนางแก้วกิริยานี้ ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๖ ขุนสำเนียงวิเวกวอน (น่วม บุญเกียรติ) จึงร่วมกับนายเกริ่น และนายพัน คิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่ง เลียนแบบขุนช้างขุนแผนตอนนี้ โดยนำเอาเรื่อง “พระรถ” ตอนฤาษีแปลงสารมาปรับปรุง แต่ครั้นนำออกแสดงได้ไม่กี่ครั้งก็ต้องเลิกล้มไป เพราะสู้ขุนช้างขุนแผน ตอนเข้าห้องนางแก้วกิริยาไม่ได้ จะเห็นได้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีถึงขนาดแล้ว จะนำสิ่งอื่นขึ้นเทียมโดยยืมวิธีการของเขาไปใช้นั้น ย่อมได้ไม่ดีเท่ากับของเดิมเขาเป็นแน่แท้

    เสภารำแบบตลกยังมีอีกตอนหนึ่งที่ชอบแสดงกัน คือ ตอนขุนแผนเข้าห้องนางวันทอง ซึ่งต่อจากตอนเข้าห้องนางแก้วกิริยา แต่ถึงแม้เนื้อเรื่องที่แสดงเป็นตอนต่อจากกันก็จริง ถ้าหากพินิจพิจารณาถ้อยคำสำนวนตลอดวิธีการแสดงแล้ว จะเห็นว่าเป็นคนละสำนวน และคนละวิธีกับตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา จึงน่าสันนิษฐานว่าผู้แต่ง และปรับปรุงตอนขุนแผนเข้าห้องนางวันทองนี้ ไม่ใช่คนเดียวกันกับผู้แต่งตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา

    วิธีแสดงในตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยานั้น คนขับทำหน้าที่เปรียบเสมือนแม่คู่ของสวดคฤหัสถ์หรือจำอวด ใช้ชั้นเชิงในคำขับเสภาเข้าข้างตัวนายโรง (ขุนแผน) และแกล้งตัวตลก (ม้า) เปิดช่องให้ตัวตลกขอเปลี่ยนตัวทำหน้าที่นายโรงบ้าง ซึ่งล้วนแต่หาเชิงขบขันไปในเนื้อเสภาจริงๆ และถ้อยคำที่ขบขันก็ไม่หยาบโลนหรือสองง่ามมากนัก ส่วนตอนขุนแผนเข้าห้องนางวันทอง จะดำเนินวิธีแสดงห่างจากวงการของเสภาออกไปมาก จนกล่าวได้ว่าใกล้ไปทางละครนอกหรือจำอวดมากกว่า เพราะหน้าที่ของคนขับเสภา นอกจากในตอนต้นประเดิมเรื่องเล็กน้อยแล้ว ต่อไปก็เกือบจะไม่มีหน้าที่เข้าประกอบการแสดงทีเดียว จะมีอยู่บ้างก็เพียงขับเชื่อเรื่องให้ดำเนินติดต่อกันเท่านั้น และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความขบขันนั้น มักใช้ถ้อยคำที่เป็นสองง่าม ซึ่งอาจทำให้ผู้ฟังผู้ดูมีใจเอนเอียงคิดว่าหยาบโลนอยู่ตลอด

    สิ่งสำคัญที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่งคือ การดำเนินเรื่องของเสภารำในบทขับสามัญนั้น เมื่อขุนแผนออกจากห้องนางแก้วกิริยา และนางแก้วกิริยาชี้ห้องนางวันทองให้รู้จักแล้ว ขุนแผนก็้เข้าห้องนางวันทอง ชมม่านที่นางวันทองปักแล้วก็ฟันม่าน ต่อจากนั้นก็แกล้งกระทำต่อขุนช้างต่างๆนานา เช่น โกนหัว มอมหน้า เหล่านี้เป็นต้น แล้วจึงปลุกนางวันทองและพาไป แต่การแสดงเสภารำแบบตลกนี้ มิได้ดำเนินเรื่องเช่นนั้น เมื่อขุนแผนออกจากห้องนางแก้วกิริยา และนางแก้วกิริยาชี้ห้องนางวันทองให้แล้ว ขุนแผนก็เดินไปเข้าห้องนางวันทอง โดยการแสดงเสภาจะตั้งต้นย้อนเวลาไปใหม่ สมมติว่าเป็นเวลากลางวัน ในวันเดียวกับที่ขุนแผนมาจากกาญจนบุรี ยังไม่ถึงบ้านขุนช้าง ในเวลากลางวันนี้ขุนช้างเกิดอยากดื่มสุราขึ้นมา จึงชวนบ่าวไพร่ให้เลี้ยงสุรากัน การที่ให้ขุนช้างคิดเลี้ยงสุรากันขึ้นแต่ตอนกลางวัน ก็เพื่อเป็นเหตุสนับสนุนให้ขุนช้างเมามาย และหลับไม่สมประดี จนขุนแผนจะทำอะไรก็ไม่ตื่น เรื่องต่อจากนี้ขุนแผนก็เข้าห้องแล้วแกล้งทำแก่ขุนช้างต่างๆนานาเหมือนบทเสภาสามัญโดยตลอด

    cr: sarakadee.com

  • จะเข้

    จะเข้

    จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีประเภทใด จะเข้มีกี่สาย

    จะเข้ หรือจระเข้ จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด มี ๓ สาย แต่เดิมเป็นสายไหมสองสายและสายลวดหนึ่งสาย แต่ปัจจุบันนิยมใช้สายไนลอนแทน ตัวจะเข้ทำด้วยไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ขนุน ขุดเป็นโพรง มีช่องเสียงอยู่ข้างล่าง มีสาย ๓ สาย ทำด้วยไหม ฟั่น และทองเหลือง

    ประวัติ จะเข้ เดิมทีเป็นของอินเดียซึ่งทำเป็นรูปจระเข้ นิยมเล่นในไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา

    จะเข้ ภาคอะไร

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง จังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง

    โอกาสที่บรรเลง งานรื่นเริงทุกโอกาส และงานศพจะเล่นประสมในวงเครื่องสายมโหรี และเล่นเพลงสำเนียงมอญ

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง เพลงพื้นบ้านภาคกลาง และเพลงไทยชั้นสูง เพลงเดี่ยวที่เหมาะกับจะเข้ เช่น จีนขิมใหญ่ ลาวแพน

  • ซออู้

    ซออู้

    ซออู้ จัดเป็นเรื่องดนตรีประเภทสี กะโหลกซอจะทำด้วยกะลามะพร้าว มีสองสาย ระดับเสียงทุ้มมีรูปทรงโต ป้าน ตัด ด้านหน้าของกะลาออกปิดด้วยหนังที่หนากว่าซอด้วง คันทวยทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตอนบนมีลูกบิดสำหรับขึงสาย สายซอทำด้วยไหมฟั่น มีคันชักอยู่ระหว่างสาย

    ซออู้ ภาคอะไร

    ประวัติ ซออู้ เป็นซอที่วิวัฒนาการมาจากสะล้อของล้านนาประมาณว่า มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง เพลงพื้นบ้านภาคกลางและเพลงไทยชั้นสูงทุกเพลง เช่น เขมรพระประทุม แขกวรเชษฐ์ จรเข้หางยาว พม่ารำขวาน ศรีนวล

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง ทุกจังหวัดของภาคกลางและภาคอื่น ๆ บางจังหวัด

    ซออู้ใช้บรรเลงในวงดนตรีใด

    โอกาสที่บรรเลง งานรื่นเริงทุกโอกาส และงานศพ จะประสมในวงเครื่องสายมโหรี และเล่นเพลงสำเนียงมอญ

     

  • กระจับปี่

    กระจับปี่

    กระจับปี่เป็นเครื่องดนตรีประเภทใด

    กระจับปี่ เป็นเครื่องดีดประเภทพิณ กล่องเสียงทำด้วยไม้เนื้ออ่อนขุดเป็นโพรง ขนาดประมาณ ๒๕ x ๔๐ ซม. มีช่องเสียงอยู่ด้านหน้า มีคันทวนค่อนข้างยาวประมาณ ๑๐๐ ซม. มีลูกบิดตอนบนสำหรับขึ้นสาย ๔ ลูก ขึ้นสายเป็น ๒ คู่เสียงเท่ากัน มีนมตั้งเสียงติดอยู่กับด้านหน้าของคันทวน ใช้ดีดด้วยเขาสัตว์บาง ๆ สายกระจับปี่ทำด้วยไหม ฟั่น เอ็นหรือสายลวด

    กระจับปี่ เป็นเครื่องดนตรีที่มีขึ้นในสมัยใด

    ประวัติ กระจับปี่ มีมาแต่โบราณเป็นเครื่องดนตรีของไทย มีหลักฐานว่าเล่นกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

    โอกาสที่บรรเลง งานรื่นเริงทุกโอกาส

    กระจับปี่ ภาคอะไร

    จังหวัดที่นิยมบรรเลง จังหวัดในแถบภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้

    เพลงที่นิยมบรรเลง เพลงไทยภาคกลางทุกเพลง ที่พบแถบอีสานใต้นิยมบรรเลงพื้นบ้านอีสานใต้

  • ซอด้วง

    ซอด้วง

    ซอด้วงเป็นเครื่องดนตรีประเภทใด มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

    ซอด้วง จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสี มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ ๔ ส่วน คือ กะโหลก คันซอ สายซอและคันชัก กะโหลกซอด้วง เป็นรูปทรงกระบอก ทำด้วยไม้ประดู่ ขึงหน้าด้วยหนังงู มีช่องเสียงอยู่ด้านตรงข้าม คันชักนิยมใช้หางม้า ซอด้วงมีสองสายทำด้วยไหมหรือไนล่อน แต่ปัจจุบันนิยมใช้สายไนลอนซอด้วงมีระดับเสียงแหลม เทียบเสียงเป็นคู่ห้า

    ซอด้วงเป็นเครื่องดนตรีภาคใด

    ประวัติ ซอด้วง มีประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจน เชื่อว่าเล่นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา นิยมบรรเลงเดี่ยวหรือบรรเลงในเครื่องสาย และวงมโหรี

    โอกาสที่บรรเลง งานรื่นเริงทุกโอกาสและในงานศพ จะประสมในวงเครื่องสาย มโหรี และเล่นเพลงสำเนียงมอญ

    บทเพลงที่นิยมบรรเลง เพลงพื้นบ้านภาคกลาง และเพลงไทยชั้นสูง เช่น เขมรพระปทุม แขกวรเชษฐ์ จรเข้หางยาว พม่ารำขวาน ศรีนวล

  • ประวัติเครื่องดนตรีไทยแต่ละชนิด

    ประวัติเครื่องดนตรีไทยแต่ละชนิด

    ประวัติเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งแน่นอนว่าเครื่องตีจะต้องเกิดขึ้นก่อน นับตั้งแต่การตบมือเป็นต้นมา แล้วจึงถึงเครื่องเป่า ซึ่งการผิวปากเป็นต้นกำเนิด ต่อมาก็ถึงเครื่องดีด แล้วจึงเกิดเครื่องสี ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเครื่องตีเกิดจนครบแล้วจึงมีเครื่องเป่า เครื่องดีด และเครื่องสี แต่หมายเพียงแต่ว่าเครื่องอันแรกที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นในประเภทนั้นๆ

    ๑. เครื่องตี

    เครื่องตีที่เปลี่ยนแปลงมาจากการตบมือนั้น มีแยกออกได้หลายสาขา คือ

    • แยกไปเป็นกรับ เกราะ โกร่ง กระบอกกระทุ้งอย่างที่พวกข่าเล่น อังกะลุง ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเหล็ก ระนาดทอง ในจำพวกกรับด้วยกันยังแยกกันออกไปได้อีก เช่น กรับเสภา กรับพวง
    • แยกไปเป็นฉาบ ฉิ่ง ลูกพรวน กระดิ่ง ระฆัง ระฆังใบบัว เหม่ง ฆ้องโหม่ง ฆ้องคู่ ฆ้องระเบ็ง ฆ้องวง (ใหญ่ และเล็ก) ฆ้องวงนี้กล่าวกันว่าไทยเอาแบบมาจากมอญ แต่ฆ้องวงของมอญวงโค้งขึ้นไปทั้งสองข้าง เวลานั้นมโหรีไทยใช้ผู้หญิงเล่น เมื่อผู้หญิงสมัยนั้นห่มผ้าสไบเฉียงไม่เหมาะแก่การตีฆ้องเช่นนั้น จึงได้เปลี่ยนมาเป็นวงราบล้อมรอบตัวเสีย แต่ว่าฆ้องชวาก็วางราบเช่นเดียวกัน ผิดแต่ว่ามิได้เป็นวงล้อมรอบตัว ใช้วาง ๒ แถวข้างหน้าคนตี ดูลักษณะฆ้องชวาน่าจะเอาอย่างฆ้องคู่ของไทย ซึ่งอุดมอยู่ทางปักษ์ใต้
    • แยกไปเป็นกลองขึ้นหนังหน้าเดียว กลองขึ้นหนังสองหน้า ใช้สายหนังโยงกลองขึ้นหนังหน้าเดียวกลึงด้วยหมุด

    ๒. เครื่องเป่า

    เครื่องเป่าที่เปลี่ยนแปลงจากการผิวปากนั้นก็แยกได้เหมือนกัน คือ

    • เป่าหลอดไม้, เขาควาย, สังข์, แตร, ขลุ่ยต่างๆ
    • เป่าใบไม้, ปี่อ้อ, ปี่ไฉน,ปี่ชวา (ปี่ต่างๆของฝรั่งก็น่าจะอยู่ในสายนี้) ส่วนปี่ใน (นอก และกลาง) คงแยกตอนปี่อ้อ และเชื่อใจว่าเป็นของไทยโบราณแท้ด้วย เพราะลักษณะ และวิธีเป่าไม่มีเหมือนของชาติใดเลย ธรรมดาเครื่องเป่าแบบนี้ของทุกๆชาติในเสียงสามัญ ถ้าเรียงเสียงนิ้วจะต้องเรียงด้วย แต่ปี่ไทยนี้การเป่าเรียงเสียงนิ้วจะสลับสับสนกันโดยมาก
    • จ้องหน่อง, เพี้ย, เรไร, นอ, ต้น, แคน, ปี่ซอ (ออร์แกนต่างๆก็น่าจะอยู่ในสายนี้เหมือนกัน) เครื่องต่างๆในสายนี้ลิ้นเหมือนกันทั้งสิ้น จ้องหน่องนั้นใช้เชือกกระตุกเรียกว่าชัก เพี้ยนั้นใช้หัวแม่มือกดตรงหัวเรียกว่าดีด ส่วนเพี้ยเหล็กนั้น พวกก็อยู่เรียกว่า “จองนอง”

    ๓. เครื่องดีด

    เครื่องดีด นั้นได้เคยพบอยู่อย่างหนึ่งซึ่งชาวบ้านป่าเล่นอยู่ เรียกกันว่า “จะเข้ป่า” ทำด้วยไม้กระบอกทั้งปล้อง กรีดเอาผิวนอกขึ้นมาเหลาเป็นสายแล้วเอาไม้ซีกเล็กๆหนุนให้สายตึง ดีดเป็นเสียง บางทีก็สายเดียว บางทีก็สองสาย แต่ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงบรรยายถึงเครื่องดนตรีของพวกก็อยู่ว่า “จะเข้สองสายทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก” และจะเข้นี้ในเรื่องตอนนางลำหับดีดก็เรียกว่า “จะเข้ป่า” เหมือนกัน คำว่าจะเข้ป่านี้คงเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นภายหลังเมื่อมีจะเข้แล้ว แต่เดิมมาน่าจะยังไม่มีชื่อหรือมีก็คงเป็นชื่ออื่น อย่างไรก็ตาม จะเข้ป่านี้ น่าจะเป็นต้นสายของเครื่องดีดได้ เพราะเป็นของที่ทำขึ้นโดยง่ายๆใช้ของที่ธรรมชาติสร้างไว้นั้นเอง ฉะนั้นจึงเป็นดังนี้ จะเข้ป่า (๑ สาย แล้ว ๒ สาย) พิณน้ำเต้า, พิณ ๒ – ๓ สาย, กระจับปี่, จะเข้, พิณนั้นมีมากสายขึ้นทุกๆที และมีชื่อเรียกต่างๆกัน ในบาลีกล่าวว่าพิณของพระปัญจสิขร (ปัญจสีขร) มีถึง ๕๐ สาย ซึง และเจ้งของจีนก็คงมาจากสายนี้ ฮาร์ปของฝรั่งก็มีตั้งแต่น้อยสายจนถึงมากสายเหมือนกัน ขิมของจีนซึ่งเป็นเครื่องตีก็จริง แต่ก็ดูเหมือนกลายไปจากเครื่องดีดนี้ แล้วจึงกลายไปเป็นเปียโนของฝรั่งอีกชั้นหนึ่ง

    ๔. เครื่องสี

    เครื่องสีนั้นย่อมเป็นที่แน่นอนว่ามิได้เกิดขึ้นโดยตนเอง เป็นสิ่งแปลงมาจากเครื่องดีดอีกชั้นหนึ่ง เดิมทีเดียวก็เป็นซอ ๒ สาย ๓ สาย แล้วจึงเป็น ๔ สาย ซอ ๒ สายของไทยทั้งซอด้วง และซออู้นัยว่าเปลี่ยนแปลงมาจากจีน (ดูเป็นกำกงกำเกวียนอยู่หน่อย) ส่วนวอ ๓ สายนั้น มีทั้งของไทย ขอม มอญ ชวา และอินเดีย ล้วนแต่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันทั้งนั้น ตามความเข้าใจเห็นว่าอินเดียน่าจะเป็นต้นกำเนิด กล่าวโดยเฉพาะซอ ๓ สายของไทยเรา คงถอดแบบจากขอม ซึ่งขอมเอาอย่างจากอินเดียมาก่อนแล้ว

  • วอนบิน

    วอนบิน

    วอนบิน

    ชื่อจริง :. Kim Do – Jin
    ชื่อที่ใช้ในวงการบันเทิง :. Won Bin
    วันเกิด :. 29 กันยายน 1977
    ส่วนสูง :. 178 เซนติเมตร
    น้ำหนัก :. 63 กิโลกรัม
    การศึกษา :. Media and drama in Yong In University
    พี่น้อง :. พี่ชาย 2 คน, พี่สาว 3 คน ตัวเขาเองเป็นน้องคนเล็ก
    ศาสนา :. คริสต์
    งานอดิเรก :. เล่นเทนนิส, ฟุตบอล, เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์, ถ่ายรูป
    บุคลิกส่วนตัว :. เป็นคนสงบเสงี่ยม ถ่อมตน รู้จักคิด
    กีฬาที่ชื่นชอบ :. เทวันโด, บาสเก็ตบอล, สกีหิมะ, แข่งรถ
    นักแสดงที่ชื่นชอบ :. Ng Hsien Lien ( HK ) & Jang Dong Gun ( KR )
    ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ :. Eternal Love และ Braveheart
    คติประจำใจ :. อย่าทำให้ผู้หญิงร้องไห้
    ที่อยู่ :. No. 2, 247-16 JM Line, Non Hyeon Dong, Gang Nam Gu, Seoul, Korea 135-010

    ผลงานภาพยนตร์
    – ปี 2001 ภาพยนตร์ Guns & Talks
    – ปี 2004 ภาพยนตร์ Tae Guk Gi
    – ปี 2004 ภาพยนตร์ My Elder Brother

    ผลงานละคร
    – ปี 1997 ละคร Sweet Propose
    – ปี 1997 ละคร Our Story
    – ปี 1998 ละคร Ready Go
    – ปี 1999 ละคร Love me, please
    – ปี 1999 ละคร Maniac
    – ปี 2000 ละคร Alight at the small station
    – ปี 2000 ละคร Kocgi
    – ปี 2000 ละคร Endless Love
    – ปี 2000 ละคร Autumn in my heart
    – ปี 2001 ละคร Friends

    รางวัลที่ได้รับ
    – ปี 1999 รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากละคร Maniac จากงาน KBS Award
    – ปี 2001 รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากละคร Autumn in my heart จากงาน KBS Award
    – ปี 2001 รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากละคร Autumn in my heart จากงาน Baek-Sang Award
    – ปี 2002 รางวัล Bulgari Brilliant Dreams Award ( สำหรับดารานักนักร้องวัยรุ่นที่สะท้อนความฝันให้คนในสังคมได้รับรู้ )

  • เรื่องย่อ Full House สะดุดรัก…ที่พักใจ

    เรื่องย่อ Full House สะดุดรัก…ที่พักใจ

    Full House :. สะดุดรัก…ที่พักใจ

    นำเสนอทาง ช่อง 7 สี ยอดภาพยนตร์นานาชาติ
    ทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.15 น.
    เริ่มออกอากาศ วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2548 – วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฏาคม พ.ศ.2548

    กำกับโดย Pyo Min-soo
    เขียนบทโดย Min Hyo-jeong

    นักแสดงนำ :.
    Song Hye-kyo
    Jung Ji-hoon(Rain)
    Han Eun-jeong
    Kim Seong-soo

    เรื่องย่อ :
    ฮัน จีอึน อาศัยอยู่ในบ้านเพียงคนเดียวหลังจากที่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตไปแล้ว พ่อและแม่ของเธอได้ตั้งชื่อบ้านหลังดังกล่าวว่า “Full House” บ้านเดี่ยวที่มีอาณาบริเวณสวยงามตั้งอยู่ริมชายหาดแห่งหนึ่ง จีอึนเป็นหญิงสาววัย 23 ปี เธอมีอาชีพเป็นนักแต่งนวนิยายทางอินเตอร์เนต อยู่มาวันหนึ่ง ดงวูค และ ฮีจีน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของจีอึนซึ่งกำลังมีปัญหาเรื่องติดหนี้ท่วมหัวและฮีจินก็เพิ่งจะตั้งครรภ์นั้นไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ให้เจ้าหนี้นอกระบบได้ เขาทั้งสองจึงคิดแผนให้ จีอึน เดินทางไปท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้ โดยนำตั๋วเครื่องบินมาให้และบอกว่าจะมีคนไปรับพาไปโรงแรมและพาท่องเที่ยวรอบเมืองเซี่ยงไฮ้ จีอึน จึงถูกยัดเยียดโดยเพื่อนๆของเธอพาเธอไปส่งที่สนามบินเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองจีน

    ขณะที่เธออยู่บนเครื่องบินนั้น จีอึน ได้มีโอกาสนั่งติดกับ ลี ยงเจ ซูเปอร์นักแสดงคนดังที่มักมีจะถูกจับจ้องจากสื่อมวลชนรอบข้างเรื่องผู้หญิง แต่เขากลับไม่สนใจกับเรื่องข่าวๆต่างๆที่หนังสือพิมพ์เขียน ยงเจ เดินทางไปที่เซี่ยงไฮ้เพื่อมาถ่ายทำภาพยนตร์ เมื่อ จีอึน ได้ทักทายกับ ยงเจ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยประทับใจเท่าใดนัก ระหว่างเดินทางอยู่บนเครื่องบิน จีอึน ได้พูดคุยกับ ยงเจ จนรู้ว่าเธอพักที่โรงแรมเดียวกับเขา จีอึน เมาเครื่องบินจนอาเจียนใส่ที่แขนเสื้อของ ยงเจ จนเขาต้องลุกไปล้างเสื้อในห้องน้ำ พอเครื่องบินถึงเซี่ยงไฮ้ จีอึน ตื่นขึ้นมาพบว่าเธอหลับจนผู้โดยสารคนอื่นๆลงเครื่องไปหมดแล้ว ก่อนเธอจะลงเครื่องเธอเหลือบไปเห็นเสื้อของ ยงเจ ที่เธออาเจียนใส่ จีอึน จึงเก็บลงไปด้วย จีอึน กลับต้องยืนรอคนที่จะมารับไปที่โรงแรมเก้อ เธอจึงตัดสินใจเรียกแท๊กซี่ไปที่โรงแรมแทน พอมาถึงโรงแรมและสอบถามกับประชาสัมพันธ์ก็ได้รู้ว่าไม่มีชื่อจองห้องของเธอเลย บังเอิญว่า ยูมินฮย็อค ซึ่งมาพบกับ ยงเจ ที่โรงแรมได้ช่วยเหลือ จีอึน จองโรงแรมให้ดังนั้นเธอจึงได้เข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวได้

    จีอึน โทรศัพท์ไปหา ดงวูคและฮีจิน แต่ทั้งสองกลับไม่รับสายและไม่ติดต่อกลับหาเธอเลย ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับ จีอึน เป็นอย่างมากเพราะเธอไม่มีเงินติดตัวแล้ว ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะจ่ายค่าโรงแรมหรือซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน จีอึน นึกขึ้นได้ว่า ลียงเจ พักอยู่ที่โรงแรมเดียวกัน เธอจึงรีบไปพบเข้าที่ห้องแต่กลับถูกเขาปฏิเสธความช่วยเหลือ จีอึน จึงใช้ไม้เด็ดด้วยการโกหกว่าเธอเป็นคนรักของ มินฮย็อค และถ้าหากเขาให้ความช่วยเหลือเธอกลับเกาหลี เธอจะนำเงินมาคืนให้ทีหลังโดยเธอให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับยงเจไปด้วย

    เมื่อกลับมาถึงเกาหลี จีอึน ก็รู้ว่าเธอถูกเพื่อนสนิทที่คบกันมาสิบปีหลอกให้ไปลอยแพที่เซี่ยงไฮ้ และรู้ว่าบ้าน Full House นั้นถูกขายทอดตลาดไปแล้วเฟอร์นิเจอร์และของใช้ถูกอย่างหายไปหมด และเมื่อไปธนาคารก็มารู้อีกว่าเงินในบัญชีของเธอก็ถูกถอนจนออกจนหมดเกลี้ยง จีอึน รู้สึกเสียใจมากที่ ดงวูค และ ฮีจีน ทำกับเธอได้ขนาดนั้น อย่างไรก็ตามเธอก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว

    ยงเจ มาพบกับ คังเฮวอน ดีไซเนอร์สาวที่เป็นเพื่อนสนิทของยงเจตั้งแต่สมัยเด็กๆ เขามาพบ เฮวอน ที่ร้านเสื้อผ้าของเธอ เฮวอน เป็นคนออกแบบเสื้อผ้าให้ ยงเจ ใส่ออกงานต่างๆ ยงเจ แอบชอบเฮวอนมานานแล้วแต่ว่าเขาไม่กล้าที่จะสารภาพความรู้สึกที่แท้จริงให้เธอรับรู้ได้เพราะเขารู้ว่า เฮวอน แอบชื่นชม เฮวอนอยู่ ยงเจ ชวน เฮวอน ไปทานอาหารค่ำด้วยกัน พอดี มินฮย็อค โทรมาหาเฮวอน เธอจึงชวนให้เขามาทานอาหารค่ำพร้อมๆกัน ยงเจ จึงโทรศัพท์หา จีอึน และชวนให้เธอมาทานอาหารค่ำด้วยเพราะจะเป็นโอกาสที่จีอึนจะได้พบกับมินฮย็อคคนรักของเธออีกครั้ง จีอึน ถึงกับทำตัวไม่ถูกเพราะว่าเรื่องที่เล่าให้ ยงเจ ฟังนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่โกหกเท่านั้น

    ต่อมา จีอึน ก็พบว่าจะมีเจ้าของบ้านคนใหม่ของ Full House ย้ายเข้ามาอยู่และคนๆนั้นไม่ใช่ใครนั่นก็คือ ยงเจ นี่เอง จีอึน พยายามอธิบายว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นเจ้าของบ้าน Full House แต่กลับถูกเพื่อนหลอกขายบ้านไป แต่ ยงเจ ก็ไม่แคร์อะไรเพราะตอนนี้เขาคือเจ้าของบ้านหลังนี้ จีอึน จึงต้องออกไปนอนอยู่นอกบ้าน สุดท้าย ยงเจ ยอมให้จีอึน อาศัยอยู่ในบ้านด้วยกันและเธอมีหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลทำความสะอาดและทำอาหารให้เขาทาน

    อยู่มาวันหนึ่ง ยงเจ ได้ไปซื้อแหวนหมั้นเพื่อที่จะของ เฮวอน แต่งงานโดยเขาจัดแผนที่จะขอเธอแต่งงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเพราะเผอิญว่า เฮวอน ต้องขอตัวไปทำธุระก่อนที่เขาจะขอหมั้นกับเธอ ยงเจ ขอร้องไม่ให้เธอไปแต่เธอกลับไม่ฟังคำที่เขาขอร้อง สร้างความโศกเศร้าให้กับยงเจ ถึงกับโยนแหวนทิ้งออกนอกบ้านในวันต่อมา จีอึน รู้มาว่าจะมีงานปาร์ตี้จัดขึ้นจากการที่ ยงเจ ได้รับการ์ดเชิญ จีอึน จึงขอร้องให้เธอไปด้วย แต่ว่า ยงเจ ไม่ยอมให้เธอไป จีอึน จึงแอบไปที่งานดังกล่าวเอง

    จีอึน มาที่งานเลี้ยงก็มาพบกับ ยงเจ คู่กัดของเธออีกครั้ง งานนี้ มินฮย็อค และ เฮวอน ก็มาด้วยเช่นกัน บรรดานักข่าวต่างมาทำข่าวมากมายและยิ่งมีเรื่องข่าวการขอหมั้นระหว่างยงเจและสาวปริศนาคนหนึ่งทำให้ ยงเจ เป็นจุดสนใจคนหนึ่งในงาน จีอึน ได้พบและพูดคุยกับ มินฮย็อค อีกครั้งหนึ่ง จีอึน พูดคุยกับมินฮย็อคเกี่ยวกับนิยายของเธอกันอย่างสนุกสนาน เผอิญว่า เฮวอน เดินมาเห็นจึงเดินเข้าคุยด้วยสายตาที่ไม่ค่อยพอใจนัก จีอึน จึงขอตัวเดินจากไป เฮวอน ได้สารภาพกับมินฮย็อคว่าคนที่เธอรักและชอบคือเขา แต่มินฮย็อคกลับบอกว่าเขาเห็นเธอเป็นเหมือนน้องสาว และบอกว่า ยงเจ ก็ชอบเธอด้วย เฮวอนได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเดินไปหา ยงเจ ซึ่งกำลังเดินตาม จีอึน อยู่ด้านหลัง เฮวอน เรียกยงเจ และถามว่าเขานั้นรักและชอบเธอใช่ไหม… ปรากฏว่า ยงเจ กลับรวบตัว จีอึน และจุมพิศกับเธอพร้อมประกาศว่าจีอึน คือคนที่เขาจะแต่งงานด้วย….

    วันต่อมา ยงเจ จึงได้ยื่นข้อเสนอให้กับ จีอึน โดยจะจ้างให้เธอมาแต่งงานกับเขาเพื่อที่เธอจะได้อยู่ในบ้าน Full House หลังนี้ จีอึน ตอบตกลงพร้อมกับร่างสัญญาการแต่งงานชั่วคราว โดยมีระยะเวลา 6 เดือนและหลังจากที่หย่ากันแล้วบ้าน Full House จะต้องกลับมาเป็นของเธออีกครั้งหนึ่ง

    เรื่องวุ่นๆ ระหว่าง ยงเจ นักแสดงชื่อดังและ จีอึน หญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ทั้งสองได้แต่งงานและอยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่ได้รักกันมาก่อน แต่ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องวุ่นๆ สารพัดมากมายเกิดขึ้นกับเขาและเธอ ความสัมพันธ์อันแนบแน่นจึงเกิดขึ้นภายใต้จิตใจลึกๆของทั้งสองฝ่าย จากการที่ได้อยู่ที่ Full House ด้วยกัน …

    แนะนำตัวละคร :.
    Han Ji-eun แสดงโดย Song Hye-kyo
    Lee Yeong-jae แสดงโดย Rain
    Kang Hye-won แสดงโดย Han Eun-jung
    Yoo Min-hyuk แสดงโดย Kim Seong-soo
    Lee Park-sa แสดงโดย Jang Yong
    Kim Yeo-sa แสดงโดย Seon Woo Eun Sook
    ย่าของ Yeong-jae แสดงโดย Kim Ji-yeong
    Dong Wook แสดงโดย Do Han
    Hee Jin แสดงโดย Lee Yeong-eun
    ผู้จัดการของ Lee Yeong-jae แสดงโดย Lim Ye-jin

    ฮันจีอึน แสดงโดย ซองเฮเคียว
    ฮันจีอึน สาวน้อยวัย 23 ปี เธออาศัยอยู่ในบ้าน “Full House” เพียงลำพังหลังจากที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไป เธอมีอาชีพเป็นนักเขียนนิยายรักทางอินเทอร์เนต เธอมีนิสัยร่าเริงสดใส น่ารัก บางครั้งก็ดื้อรั้น แต่ก็สามารถยอมรับความจริงได้ทุกเรื่องและดูเหมือนจะไม่ค่อยกลัวอะไรนัก อย่างไรก็ตามเมื่อบ้าน “Full House” เป็นอันต้องตกไปเป็นของ ยงเจ หลังจากที่เธอถูกเพื่อนรักหักหลังขายบ้านไปใช้หนี้ จีอึน จึงไม่มีที่อยู่อาศัยแต่แล้วเธอก็ได้อยู่ที่บ้าน “Full House” อีกครั้งหนึ่งแต่อยู่ในฐานะผู้อาศัยและแม่บ้านคอยดูแลทุกอย่างภายในบ้าน แต่แล้วชะตาชีวิตก็เล่นตลกเข้าไปอีกเมื่อ จีอึน ไปตกลงแต่งงานกับ ยงเจ โดยมีเงื่อนไขสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกัน 6 เดือน และสิ่งที่เธอจะได้กลับคือบ้าน “Full House” นั่นเอง

    ลี ยงเจ แสดงโดย เรน
    ลี ยงเจ เป็นนักแสดงซูเปอร์สตาร์คนดังระดับเอเซีย เขาเป็นหนุ่มที่ขรึมและทรนง เขามักจะพูดอะไรที่ตรงๆตามสิ่งที่ใจเขาคิดออกมา ดังนั้นเขาจึงมีนิสัยที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผย เขาแอบชอบคังเฮวอน ซึ่งเป็นเพื่อนหญิงที่เขาสนิทมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่ก็ปิดบังความรู้สึกนั้นไว้ ต่อมาเขาได้แต่งงานกับ จีอึน แล้ว ยงเจ ก็ยังคงมีใจให้กับ เฮวอน อยู่ แต่หลังจากที่เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับจีอึนมากขึ้นจนสุดท้ายเขาก็หลงรัก จีอึน ไปอย่างไม่รู้ตัวซะแล้ว

    คังเฮวอน แสดงโดย ฮันอึนจอง
    คังเฮวอน ดีไซเนอร์สาวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของยงเจและมินฮย็อคมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เธอเป็นหญิงสาวสวยที่มีความมั่นใจสูงและมีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง ตอนแรก เฮวอน หลงรัก มินฮย็อค แต่เมื่อถูกเขาปฏิเสธและมารู้ทีหลังว่า ยงเจ ก็แอบชอบเธอประกอบกับที่เห็น ยงเจ อยู่กับ จีอึน ดังนั้น เฮวอน จึงเปลี่ยนใจกลับมาสนใจ ยงเจ แทน

    ยู มินฮย็อค แสดงโดย คิมซองซู
    ยู มินฮย็อค ผู้บริหารในบริษัทสื่อยักษ์แห่งหนึ่ง เขาเป็นหนุ่มที่ฉลาดและเป็นผู้มีความชำนาญในการทำงานสูงจนได้รับความไว้วางใจจากคนทำงานรอบข้าง ทุกสิ่งที่เขาทำมักจะประสพความสำเร็จตลอดมา และด้วยเสน่ห์ภายในที่ดูดีทำให้มักมีหญิงสาวหลงรักเขา ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าคังเฮวอนชอบเขาแต่เขาก็กลับปฏิเสธเธอเพราะเห็นเธอเพียงแค่น้องสาวคนหนึ่ง ในขณะเดียวกันหลังจากที่ได้รู้จักกับจีอึน เขาก็เริ่มชอบเธอและพยายามที่จะพิชิตใจเธอให้ได้

     

    ข้อมูลเพิ่มเติม :.
    1. Full House ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ KBS2 วันออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลาออกอากาศ 21.50 น ระหว่างวันที่ 14 กรกฏาคม – 2 กันยายน พ.ศ. 2547
    2. Full House เป็นมินิซีรีส์ที่สร้างและดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนเกาหลีชื่อดังซึ่งมีชื่อเดียวกัน เขียนโดย Won Soo-Yeon เริ่มพิมพ์ออกสู่สายตานักอ่านเมื่อปี ค.ศ. 1993 และได้รับความนิยมสูงจนถึงขนาดตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และฮ่องกง
    3. Full House มีเรตติ้งในการออกอากาศตอนแรกถึง 31.9% ในขณะที่ตอนอวสานเรตติ้งพุ่งสูงไปถึง 40.2% ของผู้ชมทั่วเกาหลีใต้
    4. ทีมงานสร้างละครเกาหลี Full House ได้เนรมิตใช้งบสร้าง Full House มีมูลค่าถึง 1.3 พันล้านวอน ซึ่งสร้างอยู่ริมชายหาดอินชุน ซึ่งอยู่ในเมืองอินชอน Full House เป็นบ้านที่สร้างขึ้นแบบสไตล์ยุโรปซึ่งประกอบไปด้วยกระจกรอบบ้าน

     

    หนังสือนวนิยาย :.
    “Full House” ได้ออกอากาศในประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี และทางสำนักพิมพ์แจ่มใสได้นำเสนอแฟนๆที่ชื่นชมซี่รี่ส์นี้ในรูปแบบนวนิยายในชื่อเดียวกัน Full House – บ้านในฝันกับคืนวันของหัวใจ 2 เล่มจบ

    ชื่อหนังสือ :. Full House บ้านในฝันกับคืนวันของหัวใจ
    จำนวน :. 2 เล่มจบ
    ผู้เขียน :. วอนซูยอน
    ผู้แปล :. ปลายฝัน อันติกา
    จำนวนหน้า :. 232
    สำนักพิมพ์ :. แจ่มใส

     

  • เดธโน้ต

    เดธโน้ต

    Death Note

    เดธโน้ต (Death Note) เป็นชื่อการ์ตูนญี่ปุ่นแนวลึกลับ เนื้อเรื่องโดย โอบะ สึงุมิ (Ohba Tsugumi) และวาดภาพโดย โอะบะตะ ทะเกะชิ (Obata Takeshi) ซึ่งเคยเป็นผู้วาดภาพการ์ตูนเรื่อง ฮิคารุเซียนโกะเกมอัจฉริยะ
    ในประเทศญี่ปุ่น เดธโน้ตลงตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์ชูเอชะ ส่วนในประเทศไทย ผู้ได้รับสิทธิ์ในการตีพิมพ์คือ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ โดยลงตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ในนิตยสารบูม และลงตีพิมพ์เป็นรวมเล่ม ปัจจุบัน ตีพิมพ์แล้ว 7 เล่ม

    เนื้อเรื่องย่อ

    ยางามิ ไลท์ นักเรียนม.ปลายผู้เป็นอันดับหนึ่งด้านการเรียนของประเทศ พบเจอบันทึกมรณะ (เดธโน้ต) ของ ลุค ยมทูตผู้หนึ่ง ที่สามารถจะฆ่าใครก็ได้เพียงแค่รู้จักหน้าคนผู้นั้นแล้วเขียนชื่อลงไป ไลท์จึงตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงโลก โดยใช้เดธโน้ตฆ่าอาชญากรแล้วคนเล่า โดยมีนักสืบอย่าง L (ริวซากิ) หรือ N และทีมงานตำรวจคอยตามล่า แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของ ไลท์ จึงไม่มีใครสามารถไล่ตามได้

    ตัวละคร

    – ยางามิ ไลท์ (ชื่อสมมุติในเรื่อง คิระ)
    – L (แอล หรือชื่ออื่นคือ ริวซากิ)
    – ยมทูตลุค
    – ยมทูตเรม
    – อามาเนะ มิสะ
    – เมลโล
    – เนียร์ เป็นทายาทของแอล เมื่อแอลตายไปแล้ว เนียร์ก็ได้แอบสืบข้อมูลอย่างลับๆ จนได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และได้เข้าร่วมสืบสวนกับ SPK
    – ยมทูตชิโด

     

    เว็บไซต์แนะนำ (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

    http://jump.shueisha.co.jp/deathnote/

    ยางามิ ไลท์

    ชื่อ :. ยางามิ ไลท์ (Lignt Yagami, Raito Yagami)
    นามแฝง :. คิระ
    อายุ :. 17 ปี
    อาชีพ :. นักเรียน
    ประวัติ :. เป็นลูกชายของหัวหน้าตำรวจ ไลท์มีความสนใจในการแก้ปัญหาและขัดขวางการก่ออาชญากรรม It was this state of mind that was central to การตัดสินใจของเขาในการลงโทษอาชญากรรมหลังจากเขาพบเดธโน๊ตลุคเป็นผู้สอนเขาในการใช้โน๊ตและเป็นผู้พิพากษาในเวลากลางคืนโดยการทำให้หัวใจวายไม่นานนักเขาก็ได้รับการขนานนามว่า “คิระ” (Killer)

    แอล

    ชื่อ :. ไม่ทราบแน่ชัด
    นามแฝง :. L , ฮิเดกิ ริวยะ, ริวซากิ, เออรัลด์ คอยล์, Danuve
    อายุ :. ไม่ทราบแน่ชัด
    อาชีพ :. นักสืบ
    ประวัติ :. เมื่อไหร่ที่คดีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เขาจะถูกเรียกมา แอลเป็นนักสืบที่เก่งที่สุดในโลกไม่มีใครเทียบเท่าแต่ก็มีไม่กี่คนที่เคยเห็นเขาและมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาเมื่อมีคิระเกิดขึ้นแอลจึงถูกเรียกมาเพื่อจับคิระนี่เป็นคดีที่ยากที่สุดเมื่อแอลได้เผชิญหน้า อย่างไรก็ตามแอลไม่ได้ขัดขวางแต่เขาทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะสยบคิระ

    มิสะ

    ชื่อ :. อามาเนะ มิสะ (Misa Amane)
    นามแฝง :. คิระหมายเลข 2, มิสะมิสะ
    อายุ :. 20 ปี
    อาชีต :. นางแบบและนักแสดง
    ประวัติ :. มิสะเป็นนางแบบและนักแสดงดาวรุ่ง เมื่อคิระเริ่มพิพากษาฆาตรกร ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้ร้ายที่ฆ่าพ่อแม่ของเธอ เธอจึงรู้สึกชื่นชมมาก ในระหว่างนั้นเธอได้พบกับยมทูตเรม (Remu) ผู้เป็นคนให้เดธโน๊ตแก่เธอทำให้เธอเริ่มเดินทางเพื่อที่จะไปพบกับคิระและระหว่างนั้นเธอก็ได้ตกหลุมรักไลท์

     

    ยมทูต ลุค

    ลุค (Ryuk) เป็นยมทูตของไลท์ ตั้งใจทำเดธโน๊ตตกที่โลกมนุษย์ และไลท์ได้เก็บไป

     

    เรม

    เรม (Remu) ยมทูตของมิสะ

  • อินุยาฉะ

    อินุยาฉะ

    Inuyasha [ อินุยาฉะ ]

    อินุยาฉะเป็นมนุษย์ครึ่งปีศาจที่มีพ่อเป็นปิศาจและแม่เป็นมนุษย์ ด้วยความที่เขาไม่ใช่ทั้งปิศาจไม่ใช่ทั้งมนุษย์ทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวต้องใช้พลังปกป้องคุ้มครองตัวเอง แต่แล้วความรักของเขาที่มีต่อคิเคียวก็ทำให้วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไป จนบัดนี้อินุยาฉะก็ยังคงคิดถึงคิเคียวที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมไปแล้ว

    อินุยาฉะและคิเคียวต้องเผชิญชะตากรรมที่ต้องฆ่ากันเองโดยที่ไม่มีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง อินุยาฉะถูกคิเคียวสะกดไว้จนกระทั่งอีก 50 ปีต่อมาเขาจึงถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งโดยคาโกเมะ ซึ่งก็คือคิเคียวกลับชาติมาเกิดนั่นเอง

    ย้อนเวลาไปเมื่อ 50 ปีก่อนทั้งสองต่างอยู่ในห้วงรักซึ่งกันและกัน อินุยาฉะสาบานกับคิเคียวว่าจะใช้ลูกแก้วสี่วิญญาณทำให้ตัวเองกลายเป็นมนุษย์ แต่อุบายอันแยบยลของนาราคุ ก็ได้ตัดสายสัมพันธ์ของทั้งสองขาดสะบั้นก่อน คิเคียวตัดสินใจที่จะตายไปพร้อมกับอินุยาฉะที่ถูกตรึงและลูกแก้วสี่วิญญาณ

    อินุยาฉะ

    ฮิคุราชิ คาโกเมะ

    คาโกเมะ เติบโตและอาศัยอยู่ในศาลเจ้า เธอเกิดพลัดหลงย้อนอดีตมาในยุคสงครามผ่านทางบ่อน้ำโบราณในวันเกิดอายุครบ 15 ปีของเธอเอง การย้อนเวลามาครั้งทำให้เธอได้พบกับอินุยาฉะลูกครึ่งปีศาจ และได้ปลดปล่อยเขาจากการถูกสะกด หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ออกเดินทางร่วมกันเพื่อตามเก็บเศษลูกแก้วสี่วิญญาณซึ่งคาโกเมะเป็นคนยิงแตกด้วยลูกธนูเอง เวลายิ่งผ่านไปนานวันหัวใจของคาโกเมะก็ยิ่งผูกพันกับอินุยาฉะมากขึ้นเรื่อยๆ
    ภายในร่างกายของคาโกเมะซึ่งย้อนเวลากลับมาสู่อดีตนั้นมีลูกแก้วสี่วิญญาณซึ่งถูกเผาไปพร้อมกับร่างของคิเคียวคืนชีพ ในตอนหนึ่งคิเคียวก็ได้ดูดวิญญาณของคาโกเมะแล้วจึงคืนชีพมา แต่สุดท้ายคาโกเมะได้ใช้พลังของตัวเธอเองดึงวิญญาณของตัวเธอเองกลับมาอีก แต่คิเคียวกลับไม่ตาย เธอยังหลงเหลือวิญญาณแห่งความเคียดแค้นในร่างกายนั้น!!

    คิเคียว

    คิเคียวคือมิโกะ ผู้ที่มีพลังความบริสุทธิ์ที่ใช้พลังของตนนั้น ขจัดเหล่าอสูร เธอมีหน้าที่ปกป้องลูกแก้วสี่วิญญาณ แต่แล้วเธอก็ต้องจบชีวิตด้วยเล่ห์กลอันแยบยลของนาราคุ หลังจากนั้นคิเคียวก็กลับชาติมาเกิดใหม่เป็นคาโกเมะในยุคปัจจุบัน และเมื่อคาโกเมะปรากฎตัวขึ้นในยุคสงคราม คิเคียวก็ถูกดึงเข้ามาสู่เบื้องหน้าเวทีแห่งโชคชะตา ด้วยฝีมือของ ปีศาจปั้นหุ่น อุราซึเอะ ลึกๆ ในใจของคิเคียวเธออยากเกิดเป็นผู้หญิงธรรมดามากกว่าการเป็นมิโกะ แต่แล้วอินุยาฉะกับคิเคียวก็หลงกลของนาราคุ ทำให้ทั้งคู่โกรธแค้นชิงชังซึ่งกันและกันจนกระทั่งจบชีวิตลง
    คิเคียวฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยการดึงวิญญาณของคาโกเมะ แต่ด้วยแล้วคาโกเมะก็ดึงวิญญาณของเธอกลับมาอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่หลงเหลือในร่างของคิเคียวนั้นคือ วิญญาณแห่งความเคียดแค้นอินุยาฉะ เธอจึงวนเวียนอยู่ในโลกนี้และใช้วิญญาณของคนตายมาทำให้ร่างกายของตนขยับได้

    มิโรคุ

    ดูจากภายนอกมิโรคุดูเหมือนนักบวชผู้เคร่งครัดแต่ความจริงตรงกันข้าม เขาเป็นนักบวชนอกรีตที่บ้าผู้หญิงมาก แล้วก็เป็นนักปราบปิศาจที่แสนจะเจ้าเล่ห์เพทุบาย อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของมิโรคุคือ “หลุมวายุ” ซึ่งขณะเดียวกันก็คือคำสาปที่พร้อมจะทำลายตัวเขาด้วย หลุมวายุนี้เกิดขึ้นจากน้ำมือของนาราคุ ดังนั้นการทำลายนาราคุเพื่อถอนคำสาบจึงเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดในชีวิต

    เดิมทีหลุมวายุนี้เกิดขึ้นในสมัยปู่ของมิโรคุตอนนั้นปู่ของเขาต่อสู้กับนาราคุแล้วถูกแทงที่มือขวาทะลุพร้อมกับยันต์สะกดเกิดเป็นหลุมวายุขึ้นมา ซึ่งมันได้กลายเป็นคำสาบที่ตกทอดมายังรุ่นลูกหลานและหลุมวายุนี้ก็จะใหญ่ขึ้นทุกปีจนสุดท้ายมันก็จะกลืนกินตัวเจ้าของไปในที่สุด

    หลุมวายุมีพลังที่น่ากลัวมาก มันจะดูดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ เข้าไปในหลุมจนหมดสิ้น มิโรคุใช้พลังนี้ต่อสู้กับพวกปีศาจเรื่อยมา ซึ่งนาราคุเองก็ระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาจึงได้วางแผนสะกดหลุมวายุด้วยแมงไชเมียวโซ

    ซังโกะ

    หมู่บ้านอันเป็นที่เกิดของซังโกะนั้นเป็นสถานที่ลับซึ่งเป็นที่อยู่อาศับของบรรดาผู้ที่ยึดอาชีพปราบปิศาจเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ให้กำเนิดลูกแก้วสี่วิญญาณอีกด้วย ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านจึงถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองด้วยน้ำมือของนาราคุผู้ต้องการเศษลูกแก้วสี่วิญญาณ ผู้ที่รอดชีวิตมีเพียงซังโกะและโกฮักคุ น้องชายของเธอเท่านั้น แต่ภายหลังโกฮักคุถูกจับไปเป็นตัวล่อซังโกะ โดยที่นาราคุฝังลูกแก้วสี่วิญญาณไว้ในตัวของน้องโกฮัคคุ ทำให้เขาตกเป็นบริวารของนาราคุ

    ถ้าพูดถึงฝีมือของซังโกะล่ะก็ คงต้องบอกว่าเธอเป็นนักปราบปิศาจมืออาชีพจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปิศาจตะขาบยักษ์หรือแมงมุมยักษ์เธอก็ปราบมาหมดแล้วไม่ใช่แค่ฝีมือดีอย่างเดียวเท่านั้น สติปัญญาก็ยังล้ำเลิศอีกด้วย
    ส่วนอาวุธประจำตัวของซังโกะก็คือฮิไรโคสึ ก็คือมุมเมอร์แรงอันใหญ่ยักษ์นั่นเอง มันถูกทำมาจากกระถูกของปิศาจ มีพลังทำลายขนาดตัดสิ่งที่ขวางหน้าให้ขาดสะบั้นได้

    ชิปโป

    ปิศาจจิ้งจอกที่มาขโมยลูกแก้วสี่วิญญาณของคาโกเมะเพื่อไปแก้แค้นให้พ่อซึ่งถูกพี่น้องไรจูฆ่าตาย สุดท้ายอินุยาฉะก็ช่วยจัดการศัตรูแทนได้ ด้วยเหตุนี้เองชิปโปจีงถือว่าอินุยาฉะเป็นผู้มีพระคุณและร่วมเดินทางไปกับอินุยาฉะ แต่ดูเหมือนจะสนิทกับคาโกเมะมากกว่า

    เซสโซมารุ

    เซสโซมารุเป็นปิศาจแท้ๆ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดาของอินุยาฉะ เขาดูถูกมนุษย์ว่าต่ำต้อยและเชื่อว่าสาเหตุการตายของพ่ออันเป็นที่เคารพต้องเกี่ยวกับมนุษย์แน่ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงรู้สึกอับอายจนสุดที่จะทานทนเมื่อรู้ว่าพ่อของเขาทิ้งดาบเทสไซงะอันทรงพลังไว้กับอินุยาฉะ ลูกซึ่งเกิดจากมนุษย์ ตอนแรกเซสโซมารุได้ดาบโทคิจินมา เหตุผลที่เขาเล่นงานอินุยาฉะก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป

    เมียวกะ

    ปิศาจหมัดที่คอยดูแลสุสานพ่อของอินุยาฉะ ดูเหมือนจะรู้จักกับอินุยาฉะมาตั้งแต่สมัยที่พ่อของอินุยาฉะยังมีชีวิตอยู่ ถึงได้รู้เรื่องราวสมัยเด็กๆ ของอินุยาฉะ ด้วยความรอบรู้หลายเรื่องจึงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพวกอินุยาฉะในด้านต่างๆ เสียแต่ว่าพอรู้ว่าจะมีอันตรายก็จะหนีหายวับไปอย่างรวดเร็ว

    จาเก็น

    ปิศาจรับใช้ที่คอยติดตามเซสโซมารุ จาเก็นจงรักภักดีต่อเซสโซมารุมากแต่มักจะโดนเซสโซมารุแสดงท่าทีเย็นขาโหดร้ายอยู่เสมอ เขาจึงต้องคอยสังเกตดูสีหน้าของเซสโซมารุตลอดเวลา ไม้เท้าหัวคนของจาเก็นสามารถพ่นไฟที่ร้ายแรง อะไรที่อยู่เบื้องหน้าไม้เท้านั่นก็จะถูกเผากลายเป็นเถ้าถ่านไป

    ริน

    สาวน้อยผู้น่าสงสาร เธอเห็นคนในครอบครัวถูกโจรป่าฆ่าตายต่อหน้าต่อตาก็เลยช็อคจนพูดไม่ได้ วันหนึ่งรินไปเจอกับเซสโซมารุได้รับบาดเจ็บสาหัสอาการปางตายจึงได้ช่วยรักษาบาดแผลให้ หลังจากนั้นรินก็ถูกพวกหมาป่าฆ่าตาย เซสโซมารุจึงใช้ดาบเท็นเซงะชุบชีวิตรินขึ้นมาใหม่ แต่ทำไมเซสโซมารุถึงช่วยชีวิตรินตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้เหตุผลที่แน่ชัด