Author: admin

  • เพลงพื้นเมือง: เสียงที่สร้างรักษาวัฒนธรรมและเชื่อมโยงคนในท้องถิ่น

    เพลงพื้นเมือง: เสียงที่สร้างรักษาวัฒนธรรมและเชื่อมโยงคนในท้องถิ่น

    คำว่า “เพลง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลไว้ว่า ลำนำ, ทำนอง, คำขับร้อง, ทำนองดนตรี, กระบวนวิธีรำดาบรำทวน, ชื่อการร้องแก้กันมีชื่อต่างๆ เช่น เพลงปรบไก่ เพลงฉ่อย เป็นต้น

    ถ้าจะเลือกคำแปลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะอธิบายครั้งนี้ ก็มีแต่คำว่า ลำนำ, ทำนอง, คำขับร้อง และชื่อการร้องแก้กัน อันมีชื่อต่างๆนั้นเท่านั้น คำที่ขับร้องก็ดี การร้องแก้กันก็ดี ย่อมมีลำนำ และทำนองผสมอยู่แล้ว จึงจะนับว่าเป็นเพลง ถ้ามีแต่เพียงคำขับร้องแก้กันโดยไม่มีลำนำ ทำนอง คือเสียงที่ประดิษฐ์ให้มีความสั้นยาวเบาแรง และสูงๆต่ำๆสลับสับสนกันแล้ว ก็จะเป็นเพลงไปไม่ได้ นี่เป็นของธรรมดา และยิ่งกว่านั้นยังจะต้องมีจังหวะเป็นเครื่องควบคุมเพลงด้วยอีกอย่าง จึงจะครบองค์ของเพลง

    ส่วนเพลงที่เรียกว่าเพลงพื้นเมือง หมายถึงเพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็ประดิษฐ์แบบแผนการร้องของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพื้ยนแปร่งแตกต่างกัน เพลงแบบนี้มักนิยมร้องกันในเวลาเทศกาล หรืองานที่มีการชุมนุมผู้คนในหมู่บ้านมาร่วมรื่นเริงกันชั่วครั้งคราว เช่น ตรุษสงกรานต์ ขึ้นปีใหม่ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และในการลงแขกเอาแรงกันในกิจอันเป็นอาชีพ เช่น เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น เพลงที่ต่างถิ่นต่างก็ประดิษฐ์ทำนอง และถ้อยคำไปตามความนิยม และสำเนียงพูดนี้ แต่ละเมืองแต่ละตำบล ก็ย่อมผิดแผกแปลกกันไปตามพื้นของเมือง และตำบลนั้นๆ เพลงเหล่านี้ได้ฝังตัวติดอยู่ในความทรงจำของชาวเมืองสืบต่อกันลงมาเป็นชั้นๆอย่างแน่นแฟ้นตามถิ่นที่อยู่นั้นๆ จึงเรียกกันว่าเพลงพื้นเมือง เพลงชนิดนี้เป็นเพลงที่มีทำนองง่าย และเหมาะแก่สำเนียงชาวเมือง ไม่ต้องมีเครื่องดนตรีสิ่งใดประกอบ เครื่องประกอบจังหวะก็ใช้เพียงตบมือเท่านั้น ต่อมาภายหลังจึงวิวัฒนาการมาใช้เครื่องดนตรีบางอย่างเข้าประกอบ แต่ก็เลือกแต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ

    เรื่องของเพลงที่ร้องกัน ก็ดูเหมือนจะมีอยู่อย่างเดียว ไม่ว่าทำนองเพลงชนิดไร คือ เรื่องผู้ชายเกี้ยวผู้หญิง แล้วผู้หญิงก็ตอบหรือซักถาม หรือว่าผู้ชายให้เจ็บๆเท่านั้น สิ่งสำคัญของการร้องก็อยู่ที่ผู้ร้องเพลงคิดด้นกลอนสด ร้องแก้กันด้วยปฏิภาณ อันทำให้เกิดรสสนุกขึ้นทั้งสองฝ่าย มาในตอนหลังๆผู้ว่าเพลงมีความชำนิชำนาญแคล่วคล่องขึ้น จึงคิดหาหนทางแยกแยะการร้องเพลงไปต่างๆนานา เช่น ลักหาพาหนี ชิงชู้ ตีหมากผัว อะไรเหล่านี้ เป็นต้น ในที่สุดถึงแก่ร้องเป็นเรื่องเป็นราวอย่างละคร

    หลักฐานเกี่ยวกับการเล่นเพลงพื้นเมืองมีปรากฏในสมัยอยุธยา ชื่อที่พบ คือ เพลงเรือ เพลงเทพทอง ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ มีชื่อเพลงพื้นเมืองปรากฏอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ และในวรรณคดีต่างๆสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ปรากฎชื่อ คือ เพลงปรบไก่ เพลงเรือ เพลงสักวา แอ่วลาว ไก่ป่า เกี่ยวข้าว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีการเล่นเพลงเรือ สักวา ในเทศกาลทอดกฐิน มีเพลงฉ่อย ลิเก ลำตัด และตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมานั้น มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงพื้นเมืองไว้ให้อ่าน และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเป็นจำนวนมาก

  • ทำความรู้จักกับซิลิโคนประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง

    ซิลิโคนนั้นถือได้ว่าเป็นวัสดุอเนกประสงค์ในงานก่อสร้างลักษณะของซิลิโคนนั้นป็นวัสดุคล้ายเยลลี่ มีความยืดหยุ่น เหนียวทนต่อแรงดึงได้ดี ที่สำคัญคือใช้สำหรับกันซึมได้

    อย่างที่กล่าวในข้างต้นแล้วว่าซิลิโคนนั้นเป็นวัสดุอเนกประสงค์ในงานก่อสร้าง ด้วยสถานะที่มีความยืดหยุ่น เหนียวทนต่อแรงดึง และกันการไหลซึมของน้ำ ทำให้มีการใช้ซิลิโคนสำหรับการเชื่อมต่อตามรอย ต่างๆในการก่อสร้างกันอยู่เนืองๆ ซิลิโคนนั้นสามารถแบ่งออกตามการใช้งานได้ 4 ชนิด

    ซิลิโคนใส
    เป็นซิลิโคนที่ใช้เชื่อมกระจกกับกระจกในกรณีที่เป็นผนังกระจกไม่มีกรอบก็จะใช้แผ่นกระจกชนกัน แล้วอุดด้วยซิลิโคน ชนิดนี้จะมีความแข็งแรงสูง มีสีใสมองทะลุกระจกได้

    ซิลิโคนอุดรอยรั่ว ใช้เชื่อมกระจกกับวัสดุอื่นเช่นกรอบบานอลูมิเนียมหรือผนังปูนที่แผ่นกระจกไปชนเพื่อป้องกันการรั่วซึม

    ซิลิโคนใช้สำหรับเชื่อมรอยต่อวัสดุที่มีการเคลื่อนตัวสูง เช่น รอยต่ออาคารหรือรอยต่อของวัสดุที่ต่างชนิดกันมีการยืดหดตัวสูงไม่เท่ากัน ซิลิโคนชนิดนี้ต้องรับน้ำหนักและแรงดึงที่สูง

    ซิลิโคนใช้อุดรอยต่อของแผ่นแกรนิตหรือหินอ่อน ชนิดนี้ต้องไม่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะหินแกรนิตและหินอ่อนมีความเป็นด่าง ซึ่งการเลือกใช้ซิลิโคนประเภทใดนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับงานนั้นว่าต้องการความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อและความแข็งแรงมากน้อยเพียงใด

    ถึงแม้ว่าซิลิโคนจะเปรียบเสมือนวัสดุอเนกประสงค์ในงานก่อสร้างแต่การจะเลือกใช้ซิลิโคนคงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้ประโยชน์ด้วย เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ประโยชน์จากซิลิโคนที่คุณหวังจะใช้ อาจเป็นไปได้ไม่เต็มที่เท่าใดนัก

  • บ้านเชียง: แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บ้านเชียง: แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในฐานะที่เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกการขุดค้นและการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีที่บ้านเชียงและบริเวณใกล้เคียง

    นอกจากจะนำมาซึ่งหลักฐานแสดงการตั้งถิ่นฐานและอารยธรรมของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังทำให้เกิดพัฒนากระบวนการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีครั้งสำคัญ ที่สุดของไทยอีกด้วย การขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเชียง เมื่อปีพ.ศ. 2517-2518 ซึ่งเป็นโครงการร่วมที่ ดำเนินการโดยกรมศิลปากร และมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบหลักฐานจำนวนมาก ที่สำคัญได้แก่ โครงกระดูกในหลุมฝังศพ ภาชนะดินเผาลายเขียนสี เครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับที่ทำด้วยสำริดและเหล็ก

    ผลการศึกษาค้นคว้าหลักฐานเหล่านี้ โดยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆจากหลายประเทศ ตลอดจนการกำหนดอายุเครื่องปั้นดินเผา โดยวิธีการทางวิทยศาสตร์ ทำให้ทราบว่ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงเป็นสังคมเกษตรกรรม ที่มีวัฒนธรรมประเพณีและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมีพัฒนาการทางสังคมที่สืบเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน เมื่อ 5,600-1,800 ปีมาแล้ว เรื่องราวของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้มีการเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก ทั้งที่เป็นเอกสารเผยแพร่และนิทรรศการเคลื่อนที่ไปแสดงที่ประเทสต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาหลี มาเลเซีย ฯลฯ เป็นเหตุให้นักโบราณคดี และนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ เดินทางมาเยี่ยมชมอยู่เสมอมา

  • ประสบการณ์การเล่น Multiply BTC ในเวบแจกบิตคอยน์

    ประสบการณ์การเล่น Multiply BTC ในเวบแจกบิตคอยน์

    เล่าประสบการณ์การเล่น Multiply BTC ในเวบแจกบิตคอยน์ ให้กันฟังดีกว่า
     
    คือว่า พอหลังจากกลับไปดูเวบในอดีตที่เคยแจกบิตคอยน์ฟรีด้วย ว่ามันอยู่รึเปล่า ปรากฎว่ามันยังอยู่ก็เข้าไปดู อ่อ มีเงินเหลืออยู่ในนั้น ตอนนี้มันประมาณสามร้อยกั่วบาท ก็ไปกดเล่นๆ เผื่อจะฟลุคกดได้บิตคอยฟรีเยอะๆ มั่ง ซึ่งไอ้ที่แจกฟรีเนี่ย เงินมันจะไม่มากหรอก หลักเศษสตางค์ น้อยมากๆๆ แจกทุก 1 ชม. มีอยู่ครั้งเดียว ที่กดได้มากที่สุดคือ 6 บาท
    ตารางจำนวนบิตคอยน์ฟรีที่กดได้  
    แล้วทีนี้ก็สังเกตว่ามี Multiply Btc เล่นด้วย มูลค่าเงินมันจะดับเบิ้ลได้เชียวน้า เล่นไปเล่นมา อีท่าไหนไม่รู้ เราก็รู้วิธีเล่น ให้ได้กำไร ไม่ขาดทุน แต่ว่ามันก็จะเสียเวลาการกดหน่อย แล้วเงินมันก็จะเพิ่มทีล่ะนิดๆ ก็เริ่มเล่นจาก บิตคอยน์เก่าในบัญชี แล้วก็ไปกดที่มันแจกฟรี  ทีนี้เนี่ย วิธีการเล่นของเรา ก็ทำให้เงินเพิ่มขึ้นๆ จากประมาณสามร้อยกว่าบาท กลายเป็นแปดร้อยกว่าบาท อ่ะ ก็กดโอนเข้าบัญชีสัก 500 บาท จากนั้นก็ตั้งใจจะไปปั่นต่อ ก็ใช้วิธีการเดิมๆ ในการกด ก็ปั่นเงินที่เหลือประมาณเกือบสี่ร้อย กดไปกดมา จนเป็นเงินเกือบ 900 แต่หลังจากนั้น เหมือนเกมมันจับวิธีการเล่นของเราได้ จากที่เคยเล่นได้ และเงินค่อยๆ เพิ่มทีล่ะนิดๆ ตอนนี้ใช้วิธีเดิมแล้วหลังๆ กลับแทงตัวเลข hi-lo ผิดตลอด จนเงินที่สะสมมา เกลี้ยงไปเลย 555 ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ว่าระบบจะถูกต้องตามเปอร์เซ็นที่ว่ามีโอกาสชนะ 48% จริงหรือเปล่า
  • 17 เทคนิคการแชร์สินค้าให้ขายได้

    17 เทคนิคการแชร์สินค้าให้ขายได้

    การสร้างความสนใจและเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจของคุณในยุคที่เติบโตของสื่อสังคมออนไลน์เป็นสิ่งที่สำคัญ การใช้แนวทางที่ถูกต้องในการโฆษณา และการติดต่อกับลูกค้า สามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าสนใจให้กับสินค้าหรือบริการของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ดังนั้นนี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยคุณในการสร้างความสำเร็จในการขายสินค้า ในตลาดออนไลน์:

    1. เลือกสินค้าที่เราสนใจ เพราะเราจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญ สามารถตอบลูกค้าได้อย่างมีความมั่นใจและเป็นองค์ความรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ
    2. เลือกเข้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้า เข้าร่วมกลุ่มและชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับสินค้าหรือบริการของคุณ เพื่อเข้าร่วมการสนทนาและแบ่งปันความรู้กับผู้อื่นในวงกลมเป้าหมายของคุณ
    3. ใส่แฮชแท็คที่เกี่ยวข้องกับสินค้า การใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณจะช่วยให้ผู้คนที่สนใจสามารถค้นหาและเข้าถึงโพสต์ของคุณได้ง่ายขึ้น
    4. โพสในเวลาให้ถูกต้อง
    5. ลงสินค้าให้เยอะ ลูกค้าจะมีโอกาสเห็นมากกว่า
    6. ถ้าสินค้าแพง เลือกสินค้าที่มีแบรนด์ไปเลย เพราะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
    7. โพสกระตุ้นให้คนซื้ออยากได้
    8. โพสรูปให้ไม่เหมือนคนอื่น ถ้าเอารูปมา ก็นำมาตกแต่งเพิ่มเติม
    9. โพสรูปสินค้าจริง
    10. โพสรูปรีวิว
    11. โพสมีพาดหัว ลด โปรโมชั่นพิเศษ ลิมิเตดเอดิชั่น
    12. โพสบ่อยๆ แต่ห้ามโพสรูปซ้ำ
    13. ขายในมาร์เก็ตเพลสเป็นหลัก
    14. ลงสินค้าให้เยอะ
    15. ตอบลูกค้าให้ไว
    16. ทำรูปใหม่ทุกรูป ลงรูปเดียว
    17. มีความรู้เรื่องสินค้า
  • ลำตัด

    ลำตัด

    ลำตัด เป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคกลางอย่างหนึ่ง ประกอบไปด้วยผู้แสดงฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงฝ่ายละประมาณสองถึงสามคน นิยมแสดงตั้งแต่หัวค่ำจนถึงค่อนรุ่ง ในลักษณะยิ่งดึกยิ่งสนุก ตอนหัวค่ำจะเล่นกลอนหักข้อรอ (เมื่อถึงคำหยาบจะหยุดหรือเว้น คำหยาบ) ตอนดึกจะเล่นกลอนเนื้อแดง (เมื่อถึงคำหยาบที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศจะใช้คำตรง ๆ) การแต่งกายของผู้แสดง มักใส่เสื้อแบบไทยโบราณ มีลายดอกสีฉูดฉาด นุ่งโจงกระเบน ทำนองกลอนของลำตัดจะสัมผัสตัวสุดท้ายของวรรคที่สอง ร้องโต้ตอบกันด้วยไหวพริบใช้ถ้อยคำ ที่มีความหมายสองแง่สองง่าม และมีลูกคู่อีกสามสี่คนคอยร้องรับ

    ปัจจุบัน ลำตัดมีการแสดงเป็นอาชีพอยู่ตามจังหวัดต่างๆในภาคกลาง เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา

    ดนตรีประกอบการแสดง กลองรำมะนา ๒–๓ใบ และฉิ่ง

  • ขนมปังขิง

    ขนมปังขิง

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    แป้งสาลีอเนกประสงค์ตรากบ 600 กรัม
    ซินนามอน 1 1/2 กรัม
    เบกกิ้งโซดาและขิงผง อย่างละ 1 ช้อนชา
    เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา
    เนยสดชนิด เค็ม 300 กรัม
    น้ำตาลทราย แดง 200 กรัม
    น้ำผึ้ง 100 กรัม
    ไข่ไก่ 2 ฟอง

    ร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ตรากบกับซินนามอนเบกกิ้งโซดา ขิงผงและเกลือป่นเข้าด้วยกันเตรียมไว้
    ตีผสมเนยชนิดเค็มกับน้ำตาลทรายแดงใส่ไข่ไก่ตามด้วยแป้งที่ร่อนไว้ตีผสมพอเข้ากัน พักแป้งไว้อย่างน้อย 30 นาที รีดแป้งออกเป็นแผ่นหนาประมาณ 1/2เซนติเมตร ตัดเป็นรูปทรงตามต้องการ วางบนถาดที่ทาเนยขาว
    นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 350-375 องศาฟาเรนไฮด์ นาน 15-17 นาที หรือจนกระทั่งสุก พักจนเย็น จากนั้นแต่งด้วยรอยัลไอซิ่ง

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    น้ำตาลไอซิ่ง 600 กรัม
    ไข่ขาว 100 กรัม
    ครีมออฟทาร์ทาร 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำ

    ตีผสมไข่ขาว ครีมออฟทาร์ทาร์และน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกัน จนส่วนผสมฟูขึ้น
    จากนั้นแบ่งผสมสีตามต้องการ นำไปบีบแต่งหน้าจินเจอร์เบรด

     

  • การแสดงหุ่นไทย

    การแสดงหุ่นไทย

    สมัยอยุธยา

    หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด ที่กล่าวถึงการเล่นหุ่นในประเทศไทย คือ จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ต ผู้เป็นราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ และจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ผู้เป็นอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) จดมายเหตุทั้ง ๒ ฉบับได้บันทึกถึงการเล่นหุ่น เอกสารดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า การแสดงหุ่นอาจเกิดก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้มีการแสดงเรื่อยมา แต่จะเป็นรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดไม่มีหลักฐานยืนยัน หรือการแสดงหุ่นอาจเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สืบค้นได้ในเวลานี้ จึงจำเป็นต้องถือว่า ได้มีการแสดงหุ่นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๒๘ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการแสดงหุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาประมาณ ๓๐๐ ปี

    สมัยกรุงธนบุรี

    สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช มีหลักฐานการเล่นหุ่นในงานพระราชพิธีต่างๆอยู่ในหมายรับสั่งหลายฉบับ เช่น พ.ศ. ๒๓๑๙ พระราชพิธีพระราชทานพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง กรมหลวงพิทักเทพามาต (พระราชมารดา) ณ วัดบางยี่เรือนอก ให้มีการแสดง โขน งิ้ว หนังกลางวัน และหุ่น ในพระราชพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว มาประดิษฐานในพระราชวังกรุงธนบุรีใน พ.ศ. ๒๓๒๒ มีการมหรสพสมโภชพระแก้วมรกต โดยมีการเล่นมหรสพต่างๆรวมทั้งหุ่นด้วย

    สมัยรัตนโกสินทร์

    หมายรับสั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชวงศ์จักรี หมายรับสั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และหมายรับสั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มีข้อความให้มีการมหรสพต่างๆตามโบราณราชประเพณี และสมัยนิยม ได้แก่ โขน ละคร งิ้ว หนัง และหุ่น

    หลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๓ คือ “คำให้การของจีนกั๊ก” ปรากฏอยู่ในประชุมพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๓ ฉบับเรียบเรียงโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกว่า พ.ศ. ๒๓๘๙

    “พระยาสวัสดิวารีจัดเรือสำเภาให้จีนกั๊กบรรทุกสินค้าไปขายให้เจ้าเมืองเกาะบาหลี ครั้นกลับมาถึงพระนคร ให้ถามคำให้การ จีนกั๊กให้การว่า เจ้าเมืองเกาะบาหลีถามถึงการมหรสพในกรุงรัตนโกสินทร์ จีนกั๊กได้ให้การว่า มีการมหรสพ โขน ละคร หุ่น และหนัง เป็นที่พอใจแก่เจ้าเมืองเกาะบาหลี”

    ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี มีหมายรับสั่งหลายฉบับกล่าวถึงการมหรสพต่างๆ รวมถึงการเล่นหุ่นในงานสมโภช งานพระเมรุ และงานพระราชพิธีสำคัญๆต่างๆ พระราชพิธีที่น่าสนใจคือ งานสมโภชช้างเผือกใน พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการมหรสพสมโภชฯ และการเล่นหุ่นเป็นมหรสพหนึ่งที่ทรงโปรดเกล้าฯให้มี

    ประชุมพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ฉบับของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกว่า พ.ศ. ๒๔๐๖ พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายกุญชร) โอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเป็นเจ้ากรมมหรสพ และเจ้ากรมหุ่นของหลวงสิ้นพระชนม์ ทรงโปรดเกล้าให้พระองค์เจ้าชายสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ พระโอรสในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมมหรสพ และเจ้ากรมหุ่นของหลวง บันทึกนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และความนิยมในการเล่นหุ่นว่ามีความนิยม และมีภารกิจในการแสดงมาก จึงยกฐานะให้เป็นกรมหุ่นด้วยเสมอคู่กับกรมมหรสพ ในสมัยอยุธยาไม่พบชื่อกรมหุ่น พบแต่กรมมหรสพ การยกฐานะเป็นกรมหุ่นเมื่อไรยังสืบไม่พบหลักฐาน สันนิษฐานว่าตั้งกรมหุ่นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา

    เอกสารราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์ ได้แก่ หมายรับสั่ง จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ราชกิจจานุเบกษา บันทึกงานพระเมรุตลอดรัชกาล เช่น งานพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ณ ท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๑๒ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีโขน ละคร หนัง และหุ่น เล่นสมโภช ๓ วัน ๓ คืน งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์อายุครบ ๑๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๒๕ ทรงโปรดเกล้าให้มีมหรสพฉลองพระนคร ณ ท้องสนามหลวง ๔ วัน มีโขน หุ่น งิ้ว ละครไทย ละครชาตรี และทิ้งทานผลกัลปพฤกษ์ งานสมโภชพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเปล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัตจากยุโรปสู่พระนครใน พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นเวลา ๒๔ วัน มีมหรสพต่างๆตามราชประเพณี รวมการเล่นหุ่นไว้ด้วย

    เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อประวัติศาสตร์การมหรสพไทยคือ ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) เจ้ากรมมหรสพ เจ้ากรมหุ่นหลวง เจ้ากรมโขน เจ้ากรมรำโคม และเจ้ากรมปี่พาทย์ เจ็บป่วยทุพลภาพ ต้องถวายบังคมลาออกจากราชการ เลิกเล่นโขน ละครทั้งปวง และถึงอสัญกรรมใน .พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ใดมาเป็นเจ้ากรมแทน ทำให้กรมหรสพ หุ่นหลวง โขน และปี่พาทย์ ขาดการกำกับดูแลส่งเสริมอย่างใกล้ชิด

    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงโปรดเกล้าให้รวมกรมโขน และกรมปี่พาทย์ไว้กับกรมมหรสพเป็นกรมเดียว มีข้อสังเกตว่าไม่ได้กล่าวถึงกรมหุ่น และกรมรำโคมไว้ด้วย ตลอดรัชกาลที่ ๖ ไม่พบเอกสารราชการที่กล่าวถึงการแสดงหุ่นของหลวงในงานพระเมรุ และพระราชพิธี แต่ในงานพิธี และงานรื่นเริงของชาวบ้านทั่วไปยังนิยมชมการแสดงหุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็ก
    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชนิยมส่วนพระองค์ในการละครอย่างตะวันตก สันนิษฐานว่าการแสดงหุ่นของหลวงก็คงได้รับผลกระทบจนเสื่อมความนิยมลงเป็นอันดับ
    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี ตลอดรัชกาลประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรมมหรสพถูกยุบให้มารวมไว้กับกระทรวงวังใน พ.ศ. ๒๔๖๙

    พ.ศ. ๒๔๗๕ สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการปรับปรุงหน่วยราชการให้มีประสิทธิภาพ และประหยัด อาจเป็นเหตุที่ทำให้การมหรสพทุกชนิดของราชการตกต่ำมากที่สุด มหรสพ และการละเล่นหลายประเภทจึงขาดผู้สืบทอดศิลปการแสดง ส่งผลให้มหรสพ และการละเล่นบางอย่างสาบสูญไปจากสังคมไทย ได้แก่ การเล่นหุ่นหลวง มอญรำ เทพทอง รำโคม ระเบง โมงครุ่ม กุลาตีไม้ ไม้ลอย ญวนหก นอนหอก นอนดาบ ไต่ลวด กระอั้วแทงควาย แทงวิไสย วิ่งวัว และขี่ช้างไล่ม้า ฯลฯ

    ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีกลุ่มปัญญาชนไทย ที่มองเห็นการณ์ไกล ได้ให้ความสนใจ และสนับสนุนเพื่อการสืบทอดศิลปการแสดงละครนอก หนังใหญ่ หุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็กให้อยู่คู่สังคมไทย อันได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ), พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร, อาจารย์มนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย, ครูสาคร ยังเขียวสด ผู้สืบทอดศิลปการแสดงหุ่นละครเล็ก, อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และท่านอื่นๆอีกมาก

  • ลิเกทรงเครื่อง

    ลิเกทรงเครื่อง

    ลิเกทรงเครื่อง

    ๑. สถานที่แสดง แต่โบราณมาก็คงเป็นรูปแบบเดียวกับโรงละครใน ละครนอก คือมีฉากตายตัว ซึ่งมีประตูเข้าออก ๒ ข้าง มีเตียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งหน้าฉาก ๑ เตียง ผ้าฉากอาจเป็นลายอย่างผ้าม่านหรือเป็นภาพเขียน เช่น ภาพท้องพระโรง เป็นต้น

    ๒. การรำ ลิเกทรงเครื่องต้องใช้ศิลปการรำเหมือนกันกับละคร เพราะในการแสดง จะต้องรำเพลงหน้าพาทย์ รำใช้บท เช่นเดียวกับละคร แต่ว่าความมุ่งหมายของลิเกคือ ต้องดำเนินเรื่องให้รวดเร็วอย่างหนึ่ง กับให้แลดูแปลกตาจากละครอย่างหนึ่ง ท่ารำจึงมักตัดทอนลงบ้าง ดัดแปลงให้เป็นเชิงกล้องแกล้งพริ้งเพราไปบ้าง เช่น ท่าเชิดของลิเก มักจะย่อเข่าลงมากกว่าละคร ท่าเชิดแบบนี้ นายสังวาลย์ พระเอกลิเกรุ่นเล็กมีชื่อ ของ พระยาเพชรปาณี เป็นผู้ประดิษฐ์ดัดแปลงขึ้น ซึ่งบรรดาศิลปินลิเกได้ยึดถือต่อมาจนปัจจุบัน

    ๓. การร้อง เพลงร้องอันเป็นปกติของลิเกคือ เพลง ๒ ชั้น และชั้นเดียว เหมือนกับแบบของละคร แต่เพื่อให้ฟังแปลกหูกระตุ้นใจผู้ดูผู้ฟังขึ้น วิธีร้องเพลงต่างๆมักจะดัดทำนองให้ดีดดิ้นไพเราะแปลกไปกว่าการร้องอย่างละคร แต่ไม่ใช่ดัดจนน่าเกลียดหรือเกือบไม่เป็นเพลง ส่วนเพลงสำหรับดำเนินเรื่องใช้เพลงหงส์ทองชั้นเดียวมาดัดแปลง ให้ร้องด้นเดินเนื้อความไปได้มากๆแล้วจึงจะลงให้ปี่พาทย์รับครั้งหนึ่ง เพลงหงส์ทองนี้นับว่าเป็นเพลงที่แสดงสัญลักษณ์ของลิเกทีเดียว เพลงหงส์ทองที่ใช้ร้องดำเนินเรื่องนี้ยังแยกออกไปอีกหลายอย่าง เมื่อลิเกแสดงเรื่องที่เป็นภาษาต่างๆ ก็ประดิษฐ์เพลงให้เป็นสำเนียงภาษานั้นๆ เช่น แปลงจากเพลงลาวชมดง ก็เรียกหงส์ทองลาว แปลงจากเพลงพม่ากองแว เรียกหงส์ทองพม่า จากเพลงมอญดอกโสน เรียกหงส์ทองมอญ จากเพลงสดายง ก็เรียกว่าหงส์ทองแขก เป็นต้น

    ต่อมา นายดอกดิน เสือสง่า ลิเกมีชื่อเสียงได้ประดิษฐ์เพลงอันเป็นสัญลักษณ์ของลิเกขึ้นเพลงหนึ่ง คือ “เพลงรานิเกริง” ซึ่งดัดแปลงจากเพลงมอญครวญของลิเกบันตน อันเป็นเพลงใช้ในบทเศร้าโศก แต่ที่นายดอกดินประดิษฐ์ขึ้นนี้ ได้ดัดทำนองเปลี่ยนเสียงตกให้เป็นเพลงแสดงความรัก และใช้กลอนสัมผัสแบบเดียวกับเพลงมอญครวญของเดิม ในสมัยต่อมานายหอมหวล นาคศิริได้ประดิษฐ์วิธีร้องเพลงรานิเกริงขึ้นอีกแบบหนึ่ง ใช้กลอนอย่างลำตัดซึ่งทำให้ร้องด้นดำเนินเรื่องได้มาก จึงจะลงให้ปี่พาทย์รับครั้งหนึ่ง ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่มาก สิ่งสำคัญในเรื่องการร้องเพลงของลิเก ซึ่งไม่มีการบอกบท หรือดูบทได้ (นอกจากการร้องลิเกออกกระจายเสียงทางวิทยุ) ผู้แสดงจะต้องคิดด้นร้องเป็นกลอนสดด้วยปฏิภาณของตนเอง อันนับว่าเป็นศิลปที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “ปฎิภาณกวี”

    ๔. การพูด ตามปกติจะเห็นว่าสำเนียงการเจรจาโขนหรือสำเนียงพูดของละคร จะต่างไปจากการพูดของสามัญชนโดยทั่วไปอยู่แล้ว ยิ่งลิเกนั้นเดิมทีจะใช้ผู้ชายแสดงล้วน ผู้ที่แสดงเป็นตัวนางจึงต้องดัดเสียงให้ละม้ายไปทางอิสตรี เพื่อให้สมบทบาท และหน้าที่ของตัว เพิ่งจะมีผู้หญิงแสดงเป็นตัวนางในสมัยต่อมานี้เอง

    ๕. เครื่องแต่งตัว โขน และครรำ (ละครนอก และละครใน) ตามที่ผู้รู้ได้วินิจฉัยแล้ว มีความเห็นว่าเกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา การแต่งกายของโขนและละครรำ ซึ่งถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้ ตัวนายโรงซึ่งโดยมากในเรื่องมักจะเป็นตัวกษัตริย์ ก็แต่งเครื่องเลียนแบบพระเครื่องต้นของกษัตริย์ มีมงกุฎ สังวาล ทับทรวง เจียระบาด สนับเพลา ชายไหว ชายแครง เป็นต้น เมื่อโขน ละครแต่งเลียนแบบพระเครื่องต้นของกษัตริย์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ จึงมีกฎหมายห้ามมิให้โขน ละคร แต่งกายด้วยเครื่องทรงบางอย่างเหมือนเครื่องทรงของกษัตริย์ เพิ่งมาผ่อนผันอนุญาตเมื่อรัชกาลที่ ๔ ส่วนลิเกซึ่งเกิดขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้ ผู้ประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวซึ่งมุ่งหมายที่จะให้พราวแพรวแวววับเหมือนกัน แต่ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำแบบกับโขน ละคร จึงต้องคิดหาเครื่องทรงกษัตริย์อย่างอื่นมาเลียนแบบขึ้นใหม่ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งตัวลิเกได้นำเอาเครื่องทรงของกษัตริย์ที่ไม่ใช่พระเครื่องต้น มาเลียนแบบโดยตรงบ้าง ดัดแปลงบ้าง แต่งให้แก่นายโรง และตัวสำคัญอื่นๆ เช่น นุ่งผ้ายกทอง สวมเสื้อเข้มขาบ สวมเยียรบับแขนใหญ่ถึงข้อมือ มีเข็มขัดรัดนอกเสื้อ และยังนำเอาเครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกหลายอย่างมาแก้ไข เช่น
    นำเอาปันจุเหร็จ ซึ่งละครรำเคยใช้เฉพาะตัวอิเหนามาต่อกับยอดมงกุฎของกษัตริย์ ปักขนนกวายุภักษ์อย่างพระมหามงกุฎ ๕ ยอด ที่เรียกว่า “พระมหาชมพู” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ มาสวมศีรษะ

    นำเอาพระมหาสังวาลนพรัตน์ ซึ่งของจริงทำด้วยเพชรพลอย ๙ อย่าง เป็นดอกๆรูปดาวล้อมเดือน มีสร้อยเชื่อมเป็น ๒ สาย มี ๓ต ดอก สวมรอบคอ เรียกว่า “พระสังวาลแฝด” แต่มาแปลงเสียเป็นเพชรขาวสีเดียว ติดดอกเรียงห้อยลงมาเต็มหน้าอก ทุกๆดอกมีสร้อยเชื่อมถึงกัน

    ที่ปลายไหล่ติดริบบิ้นสีต่างๆเป็นพวง ซึ่งแปลงมาจากแถบริบบิ้นที่ติดประจำพระสังวาลตราจักรี นพรัตน์ และจุลจอมเกล้าฯ ภายหลังมีผู้เปลี่ยนมาใช้อินทรธนูอย่างละคร แต่เล็กกว่า และทำด้วยเพชรเป็นรูปกนกแทนก็มี แต่บางทีก็ติดทั้งอินทรธนูเพชร และติดริบบิ้นสีต่างๆด้วยก็มี

    ส่วนสายสะพาย หากจะใช้ผ้าแถบอย่างเครื่องราชอิสริยยศ ก็ไม่แพรวพราวสมกันกับเครื่องแต่งกายส่วนอื่น จึงใช้สายสะพายปักดิ้นเลื่อมลายต่างๆ เลียนแบบสายสะพายตำรวจหลวง ในรัชกาลที่ ๕

    เครื่องแต่งตัวนาง ก็นุ่งจีบด้วยผ้ายกทอง สวมเสื้อกระบอกยาวถึงข้อมือ มีผ้าห่มสไบเฉียงปักด้วยดิ้นเลื่อมเป็นลายต่างๆ อันเลียนแบบมาจากสายสะพายราชอิสริยภรณ์จุลจอมเกล้าฯ ฝ่ายใน

    ส่วนเครื่องสวมศีรษะนั้น ถ้าเป็นนางชั้นสามัญ ก็ใช้กระบังหน้าที่มีมาแล้วในการแต่งกายละครพร้อมๆกับปันจุเหร็จ แต่ถ้าเป็นนางกษัตริย์ ก็ใช้กระบังหน้านั้นติดต่อยอดเป็นมงกุฎขึ้น เรียกว่า “มงกุฎสตรี”

    การแต่งกายตามแบบนี้ใช้แต่งกับลิเกทรงเครื่อง ที่ใช้ท่ารำซึ่งถอดมาจากละครรำ ในสมัยนี้การแสดงลิเกมักจะแสดงเป็นเรื่องสามัญชน และไม่ค่อยจะใช้ท่ารำ เครื่องแต่งกายอย่างที่กล่าวนี้ จึงชักจะบางตาลงทุกที จนหาได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเท่าๆกันกับลิเกแบบรำที่ค่อยๆน้อยลงไปจนไม่รำ

    ๖. ดนตรี เครื่องบรรเลงประกอบการแสดงลิเกใช้ปี่พาทย์ จะเป็นขนาดวงเครื่องห้า เครื่องคู่ เครื่องใหญ่ ก็แล้วแต่ฐานะของงานนั้นๆ แต่ว่าจะต้องมีเครื่องประกอบภาษา เช่น กลองจีน กลองต๊อก โทน กลองชาตรี กลองยาว กลองแขก หรือกลองฝรั่ง ซึ่งเรียกกันติดปากว่ากลองมะริกัน ประกอบด้วย ส่วนกลองรำมะนาแต่เดิมเป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้แสดงหามา และมักจะตีเองด้วย เพราะเพิ่งกลายมาจากลิเกบันตน ที่ต้องมีเครื่องประกอบภาษามาในวงปี่พาทย์ด้วย เมื่อบรรเลงเพลงโหมโรงตามธรรมดาสามัญไปจนจบแล้ว จะต้องบรรเลงเพลงภาษาต่างๆ เรียกว่า “ออกภาษา” เมื่อบรรเลงถึงเพลงฝรั่งแล้วจะต้องลงโรงได้ เพราะเมื่อสิ้นสุดเพลงฝรั่งแล้ว ก็ถึงเพลงแขกอันประกอบด้วยรำมะนา ซึ่งเป็นเพลงสำหรับปล่อยตัวแขกออกมาเบิกโรงคำนับครู และดำเนินเรื่องต่อไป ในการบรรเลงประกอบเรื่อง ปี่พาทย์จะต้องดำเนินเพลงจังหวะให้ค่อนข้างเร็ว ให้เหมาะสมกับความมุ่งหมาย และบทบาทของตัวแสดงที่ต้องการรวบรัด และวิธีบรรเลงร้องรับก็มักจะใช้วิธีพลิกแพลงไปบ้าง ยิ่งเพลงรานิเกริงด้วยแล้ว ปี่พาทย์จะยิ่งหาทางเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ถ้ารับไม่ซ้ำทำนองกันเลยได้ตลอดการแสดง จะยิ่งถือว่ามีความสามารถ การรับเพลงรานิเกริงจึงถึงแก่นำเอาเพลงอื่นทั้งเพลงมารับ แล้วบากท้ายเป็นทำนองเพลงรานิเกริงส่งให้ร้องเท่านั้นก็มี

  • ลิเก: การแสดงที่เดินทางและวิวัฒนาการมาจากภาคใต้

    ลิเก: การแสดงที่เดินทางและวิวัฒนาการมาจากภาคใต้

    ลิเก เป็นการแสดงที่ได้วิวัฒนาการมาจากการแสดงของภาคใต้ โดยชาวไทยมุสลิมมีผู้แสดงทั้งหญิงและชายแต่งกาย เป็นตัวละครตามเรื่องที่เล่นตรงกลางเวทีจะขึงฉากตามท้องเรื่องตัวละครจะร้องและร่ายรำไปตามบทร้องและทำนองเพลง เมื่อร้องจบท่อนหนึ่งวงปี่พาทย์ก็จะรับครั้งหนึ่งสลับกันไป ขณะที่ร้องจะมีตะโพนเป็นตัวให้จังหวะ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ อิจฉาริษยา ผัวเมีย ผัวมีเมียน้อย ปัจจุบันลิเกได้มีการพัฒนาโดยมุ่งเน้นระบบแสง เสียง ฉาก เครื่องแต่งกาย มีการใช้ดนตรีสากลเข้ามาผสมแต่ ยังคงปี่พาทย์ไว้เป็นหลัก ทุกวันนี้ลิเกได้รับความนิยมลดน้อยลง

    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ การแสดง “ดิเก” ของชาวมลายูเป็นแบบนำให้ศิลปินของชาวไทยนำมาแสดงบ้าง โดยใช้เพลงบันตนของมลายูเป็นหลัก และคิดต่อเติมแทรกคำไทยระคนเข้าไป แต่ก็คงใช้รำมะนาตีประกอบอยู่ตามรูปเดิม เมื่อได้โหมโรง และร้องเพลงบันตนตามสมควรแล้ว ก็เริ่มแสดงออกเป็นชุดต่างๆ โดยมากมักเป็นชุดต่างภาษา แต่จะต้องเริ่มด้วยชุดภาษาแขกก่อนภาษาอื่นเสมอ เช่น ชุด แขกรดน้ำมนต์เป็นต้น การแสดงจะมีตัวแสดงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าไปตามภาษานั้นๆ ผู้แสดงร้องเอง และผู้ตีรำมะนาที่นั่งล้อมวงอยู่นั้นร้องเป็นลูกคู่รับ เมื่อหมดกระบวนของการแสดงชุดหนึ่ง ผู้แสดงเข้าฉากแล้ว พวกตีรำมะนาก็ร้องเพลงบันตนสลับรอการแต่งตัวชุดต่อไป และร้องเพลงภาษานำการแสดงในชุดต่อไปด้วย คือ ถ้าชุดต่อไปจะแสดงมอญก็ร้องเพลงที่เป็นลูกรับภาษามอญ นำให้ตัวแสดงร้องออกมา การแสดงแบบนี้เรียกว่า “ลิเกบันตน” ในสมัยโบราณชอบแสดงก็มีชุดมอญในเรื่องราชาธิราช ตอนพระยาน้อยชมตลาด ชุดลาวในเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนบักป่องบักเป๋อพบพลายบัว และนางแว่นแก้ว เป็นต้น

    ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนี้ การบรรเลงปี่พาทย์ตามงานก็ประกวดประขันกันนักหนา อันการบรรเลงปี่พาทย์นั้น มีวิธีบรรเลงแบบหนึ่งที่นิยมกันมากในสมัยนั้น คือ เมื่อร้อง และบรรเลงเพลง ๓ ชั้น เป็น “แม่บท” จบไปแล้ว ก็ต่อท้ายด้วยเพลงเล็กๆสั้นๆหรือเพลงภาษาต่างๆเป็น “ลูกบท” อีกเพลงหนึ่ง แล้วจึงออกลูกหมด แสดงว่าจบ ในสมัยนี้ได้มีผู้คิดใช้ตัวแสดงเข้าผสม คือ เมื่อร้อง และบรรเลงเพลงลูกบทภาษาใด ก็ปล่อยตัวแสดงชุดภาษานั้นอย่างที่ลิเกบันตนแสดงออกมา ร้อง และรำไปตามกระบวนเพลง แต่ใช้ปี่พาทย์รับแทนลุกคู่ที่ตีรำมะนาอย่างลิเกบันตน การแต่งตัวก็แต่งเพียงใช้เสื้อผ้าแพรพรรณธรรมดา หากแต่ให้มีสีสันฉูดฉาดบาดตา ตัวผู้ชายใช้โพกผ้า หรือสวมสังเวียนที่ศีรษะ และตัวผู้หญิงก็สวมช้องผมปลอมเท่านั้น ชุด และการแสดงก็อนุโลมอย่างลิเกบันตน เมื่อหมดชุดหนึ่งตัวแสดงก็เข้าฉากไป ต่อจากนั้นปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลง ๓ ชั้น ที่เป็นแม่บทขึ้นใหม่ และออกลูกบท เปลี่ยนชุดหรือภาษาเพื่อแสดงต่อไป การแสดงแบบนี้เรียกว่า “ลิเกลูกบท”

    ต่อมามีผู้ปรับปรุงลิเกบันตนกับลิเกลูกบทเข้าผสมกัน แต่ให้แต่งตัวด้วยเครื่องที่ปักดิ้นเลื่อมแพรวพรายอย่างละครรำ และแสดงเป็นเรื่องยาวๆอย่างละคร โดยเมื่อปี่พาทย์โหมโรงไปจนจบแล้ว ก็บรรเลงเพลงภาษาต่างๆเรียกว่า ออกภาษาหรือออกสิบสองภาษา แทนการร้องบันตนภาษาต่างๆ พอถึงภาษาแขกอันเป็นอันดับสุดท้าย พวกตีรำมะนาก็ออกมานั่งล้อมวงหน้าวงปี่พาทย์ พอปี่พาทย์หยุด พวกตีรำมะนาก็ร้องเพลงบันตนภาษาต่างๆอีกพักหนึ่ง แล้วเริ่มแสดงชุดแขกตามแบบลิเกบันตน แต่ใช้ปี่พาทย์รับ เป็นการคำนับครูเสียชุดหนึ่ง พอหมดชุดแขกจึงเริ่มจับเรื่องที่จะแสดงต่อไป ผู้แสดงใช้ท่ารำตามแบบละครรำ แต่มุ่งหมายไปในทางดำเนินเรื่องได้รวดเร็ว มีตลกคะนองบ้าง ท่ารำจึงต้องลดลงไป ส่วนการร้องใกล้ไปทางแบบลิเกบันตน แต่ใช้ปี่พาทย์รับ และเป็นประเพณีว่า การแสดงลิเกต้องใช้ผู้ชายล้วน แม้ตัวนางก็ใช้ผู้ชายแสดง ในสมัยก่อนลิเกแบบนี้เรียกว่า “ลิเกทรงเครื่อง” ได้ตั้งโรงแสดงเก็บค่าดูอย่างละครรำ เช่น ลิเกของพระยาเพชรปาณี เป็นต้น ต่อมาในวงการลิเกทรงเครื่องเห็นว่า การแสดงชุดแขกเต็มตามแบบลิเกบันตน ทำให้เสียเวลาที่จะเข้าเรื่องมาก จึงงดการร้องบันตนประกอบการตีรำมะนานั้นเสีย พอปี่พาทย์บรรเลงออกภาษาแล้ว ก็ออกแสดงแขกเพียงเล็กน้อย มีการซักติดตลกพอควร และบอกเรื่องราวที่จะแสดง เป็นการคำนับครูตามประเพณี แล้วก็จับเข้าเรื่องทีเดียว ในตอนนี้ได้เกิดมีเพลงร้องสำหรับดำเนินเรื่องขึ้นประจำการแสดงลิเก เช่นเดียวกับเพลงร่ายของละคร (อ่านได้จากละครนอก ละครใน) เพลงนั้นคือ เพลงหงส์ทองชั้นเดียว ลิเกสมัยนี้ต่างกับลิเกสมัยก่อนคือจะไม่ค่อยรำ โดยมากใช้เพียงพูดๆร้องๆ แบมือไปมา พอปี่พาทย์ทำเพลงเชิดก็เดินเข้าฉากไปเลย ที่ยังยึดถือศิลปการรำอยู่บ้างก็มีน้อยเต็มที

    ในสมัยที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการแสดงละคร พุทธศักราช ๒๔๘๕ กล่าวไว้ว่า ละครประเภท “นาฏดนตรี”ี ซึ่งเฉลี่ยความสำคัญให้แก่ดนตรี การขับร้อง คำพูด และบทบาท ซึ่งแบ่งเป็น สุขนาฏดนตรี ทัศนากร วิจิตรทัศนา และวิพิธทัศนา การแสดงลิเกก็นับเข้าอยู่ในประเภทนาฏดนตรีด้วย

    เรื่องที่แสดง

    เดิมทีเมื่อลิเกได้ขยายวิธีการแสดงมาถึงลิเกลูกบท ก็ยังใช้เรื่องนั้นๆหรือเรื่องที่เป็นภาษาต่างๆชุดเล็กๆดังได้กล่าวมา ต่อมาเมื่อลิเกได้วิวัฒนาการมาถึงลิเกทรงเครื่อง โดยดำเนินวิธีเลียนแบบละครรำ จึงใช้เรื่องนิยายโบราณ เช่น หมื่นหาญกับทิดเพชรบ้าง เรื่องที่ละครรำเคยแสดงมาแล้ว เช่น แก้วหน้าม้า ขุนช้างขุนแผน ฯลฯ บ้าง ในตอนหลัง เมื่อได้แสดงเป็นประจำในสถานที่เก็บเงินแก่ผู้เข้าชม ซึ่งเรียกติดปากกันต่อมาว่า “วิก” การแสดงแสดงลิเกจึงมักนำเรื่องยาวๆมาแสดงติดต่อกันไปทุกๆคืน หลายๆคืนจึงจะจบเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้ชมการแสดงติดใจ ต้องไปซื้อบัตรเข้าดูต่อเรื่อยๆไปทุคืน และยิ่งมีคณะลิเกหลายคระแสดงประกวดประขันกันหลายวิกขึ้น เจ้าของคณะก็ต้องค้นหาเรื่องที่สนุก และมีวิธีการแสดงให้แปลกออกไป จนถึงกับนำเอาพงศาวดารของชาติต่างๆ เช่น สามก๊ก ซิเต็งวัน ราชาธิราช เป็นต้น มาแสดงก็มี

    วิธีการแสดงลิเกสมัยนั้น แม้จะมุ่งความรวดเร็วของการดำเนินเรื่อง และตลกขบขันเป็นจุดสำคัญก็จริง แต่ก็ยึดถือหลักของละครรำเป็นมาตรฐานอยู่มาก เช่น อิเหนา การแสดงก็ต้องเป็นไปอย่างเรียบร้อย แช่มช้า มุ่งศิลปการร้อง และระมากขึ้นกว่าแสดงเรื่องที่เป็นละครนอก บทร้องบางบทอาจนำเอาบทละครในจริงๆมาใช้ก็ได้ ถ้าเป็นการแสดงเรื่องที่เป็นละครนอกแล้ว ก็จะดำเนินการแสดงให้มีตลกขบขัน รวดเร็วละม้ายคล้ายคลึงไปกับแบบละครนอก แต่ไม่ให้เหมือนละครนอกจริงๆ ถ้าการแสดงนั้นเป็นเรื่องภาษาต่างๆแล้ว ลิเกจะหาวิธีแสดงของตนออกไปอย่างอิสระ แต่การพลิกแพลงอย่างอิสระนี้ ผู้ประดิษฐ์ก็ต้องมีแบบแผนอันดีเหมือนกัน

    ปัจจุบัน ลิเกมีการแสดงตามจังหวัดต่าง ๆในภาคกลาง จังหวัดที่มีคณะลิเกอยู่เป็นจำนวนมากคือ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี อ่างทองสิงห์บุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น

    ดนตรีประกอบการแสดง วงปี่พาทย์