Author: admin

  • เปลี่ยนมุมมองใหม่: การประกันชีวิตที่ไร้ที่สิ้นสุดของผลประโยชน์

    เปลี่ยนมุมมองใหม่: การประกันชีวิตที่ไร้ที่สิ้นสุดของผลประโยชน์

    บางท่านอาจจะนึกถึงการประกันชีวิตในความเข้าใจที่ฟังต่อๆ กันมาว่า ประกันชีวิตคือ การประกัน
    ที่ผู้เอาประกันชีวิตไม่ได้ใช้ประโยชน์ และผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้เป็นผู้ซื้อประกัน ซึ่งจริงๆแล้ว
    การประกันชีวิตให้ประโยชน์มากมาย และมีส่วนเชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบัน
    ตัวอย่างเช่น

    – สร้างหลักประกัน และความมั่นคงให้แก่ผู้เอาประกัน และครอบครัว ในกรณีที่เกิดเหตุอันไม่คาดคิด
    ที่ผู้นำของครอบครัวต้องจากไปก่อนวัยอันควร เงินประกันชีวิตจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน
    ของครอบครัวไปได้ระยะหนึ่ง ในในแง่ของค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าเล่าเรียน การสานต่อธุรกิจ เป็นต้น

    – ช่วยให้เกิดการออมทรัพย์อย่างมีวินัย และต่อเนื่องเพราะประกันชีวิตเป็นสัญญาระยะยาวที่จะต้องมี
    การจ่ายเบี้ยเป็นงวดๆ บางรูปแบบประกันชีวิตจะมีส่วนในการออมทรัพย์อยู่

    จะเห็นได้ว่า การทำประกันชีวิต ให้ประโยชน์มากมาย และเมื่อเราเข้าใจถึงประโยชน์แล้ว เราลองมาดูรูป
    แบบต่างๆ ของการประกันชีวิต เพื่อเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา โดยตรวจได้จากคำถามดังนี้

    – ท่านต้องการความคุ้มครองด้านประกันชีวิตหรือไม่ ลองพิจารณาคำถามนี้ ถ้าท่านต้องจากไปอย่างฉับพลัน
    จะมีใครไหมที่มีผลกระทบทางการเงิน ท่านซึ่งเป็นผู้ที่เป็นแหล่งรายได้ของครอบครัว ต้องคำนึงถึงการศึกษา
    ของลูก คำนึงถึงคนที่ท่านรัก ให้เขาเหล่านั้นสามารถอยู่ต่อไปได้อย่างปกติสุข มีฐานะทางการเงินที่พอเพียง
    ไปช่วงเวลาหนึ่งได้ ถ้าท่านมีบุคคลที่มีผลกระทบต่อการจากไปของท่านแสดงว่าท่านต้องการความคุ้มครอง

  • ประกันชีวิต: การเก็บทรัพย์สมบัติและสร้างความมั่นคงในยามที่เราต้องการใครสักคน

    ประกันชีวิต: การเก็บทรัพย์สมบัติและสร้างความมั่นคงในยามที่เราต้องการใครสักคน

    จุดประสงค์ของการประกันชีวิต เป็นการให้ความคุ้มครองต่อตัวเราในยามที่เราต้องการใครสักคน ยามที่เราเดือดร้อนต้องการที่พึ่ง ใครอาจจะบอกเราว่าไม่จำเป็น แต่ยามใดล่ะที่ใครคนนั้นจะรู้ว่ามันจำเป็นมากในยามที่เราเดือดร้อน หรือเป็นทุนในอนาคต สรุปก็คือเป็นการเก็บออมในระยะยาว โดยที่มีอัตราความมั่นคงสูง ดังนั้นการทำประกันชีวิตเป็นวิธีการหนึ่งที่สร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ที่พึ่งพาอาศัยท่าน และตัวท่านเองด้วย เมื่อบริษัทฯตกลงรับประกันชีวิตท่าน และท่านก็ได้ชำระเบี้ยประกันงวดแรกแล้ว บริษัทฯก็จะออกกรมธรรม์ให้ กรมธรรมประกันชีวิตก็คือสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งในสัญญานี้ บริษัทฯได้ตกลงที่จะจ่ายเงินให้แก่ท่าน หรือผู้รับประโยชน์ ตามวันที่ที่ท่านได้ระบุไว้ หรือตามเหตุการณ์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในภายหน้าที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา

    ในระยะแรกของการประกันชีวิต ผู้คนมักจะเห็นว่ามันเป็นเพียงการจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้รับประโยชน์ ในกรณีที่มีเหตุมรณกรรมเกิดขึ้นกับผู้เอาประกัน แม้ว่ากรณีนี้จะเป็นจุดประสงค์หลักของการประกันชีวิตก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้การประกันชีวิตสามารถที่จะสนองจุดประสงค์ต่าง ๆ ของคนเรา ซึ่งทำให้คนเรามักซื้อประกัน ไม่ใช่เพราะว่าเราจะสูญเสียชีวิตอย่างเดียว แต่เพราะเราจะสูญเสียรายได้ด้วย รายได้นี้อาจจะหยุดชะงักจากการมรณกรรมก่อนวัยอันควร หรือ่จากการอยู่ล่วงเลยวัยที่เราจะสามารถทำงานได้ ประกันชีวิตนั่นเองซึ่งจะให้ความคุ้มครองในแต่ละกรณี ซึ่งสามารถใช้เป็นทุนสำรองในยามฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ หรือหลังจากที่เราได้เสียชีวิตไปแล้ว คนเราจะซื้อประกันชีวิตไม่ใช่เพียงเพราะเราได้คาดหมายว่าเราจะเสียชีวิต แต่เพราะเราต้องการให้คนที่เรารักมีชีวิตต่อไป ซึ่งรวมทั้งตัวเราเองด้วย

  • ว่านหางช้าง ต่างกับว่านดาบนารายณ์อย่างไร?

    ว่านหางช้าง ต่างกับว่านดาบนารายณ์อย่างไร?

    ว่านหางช้าง

    ก่อนที่จะว่าเรื่องว่านกันก็ขอเพิ่มเติมความรู้กันเกี่ยวกับฤกษ์หรือเวลาที่เหมาะที่จะทำการใดใดโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับว่าน ในส่วนที่เรียกว่า “เพชรฤกษ์”หากจะหาวันทำการให้กล้าแข็งอันจะเป็นเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เพิ่มอิทธิฤทธิ์สมความประสงค์ ควรเลือกวันและเวลาให้เหมาะสมกับการที่จะกระทำนั้นเถิด วันและเวลาที่ได้นำมาแจงให้ทราบ ณ ที่นี้ คือ วันอาทิตย์ ถึงวันเสาร์, ฤกษ์ตั้งแต่ฤกษ์ที่ ๑ ถึงฤกษ์ที่ ๒๗
    การกำหนดว่าวันอะไร ฤกษ์อะไรกล้าแข็งนั้น ให้ดูในปฏิทินโหร โดยปรึกษาพระภิกษุที่มีความรู้ทางนี้ หรือปรึกษาโหรที่เป็นสมาชิกสมาคมโหรฯ วิชาโหราศาสตร์ไทย (ดวงชะตาไทย) ก็ได้ หากจะดูด้วยตนเอง ให้ไปหาซื้อปฏิทินโหรของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว มาเปิดดูโดยกำหนดวันที่ไว้ แล้วก็ไล่ไปจนใกล้เคียงกับวันที่ต้องการ อันนี้แบบหนึ่ง, อีกแบบหนึ่งก็คือเปิดไปจนกว่าจะเจอฤกษ์ที่ต้องการ
    คำว่า “เพชรฤกษ์” หมายถึงฤกษ์ที่กล้าแข็งประดุจเพชร เพราะเพชรเป็นที่สุดของความแข็งในกระบวนรัตนชาติทั้งหลาย โบราณจารย์ท่านจึงได้เลือกสรรไว้สำหรับกระทำการต่างอันเดี่ยวกับคุณไสยเวทวิทยา, สรรพมนตรา ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง, ฝังอาถรรพณ์, อาบน้ำว่านยา, แก้คุณอันเขากระทำ, ทำเสน่ห์ด้วยอุปเท่ห์ร้อยแปด, ปลูกภูตพราย ฯลฯ การทั้งหลายนี้ หากได้เลือกวันอันมีพระจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ให้ต้องตามพระตำรับ จะนับว่าวิชานั้นบริบูรณ์ทุกสถานแล

    ฤกษ์ประจำวันทั้ง ๗ นั้น มีวันละ ๒ ฤกษ์ หากตรงได้ทั้งสองฤกษ์ก็ยิ่งดี โปรดพิจารณาตามลำดับ ดังนี้
    วันอาทิตย์ เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๑๙ และ ๒๐
    วันจันทร์ เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๒๔ และ ๒๕
    วันอังคาร เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๑ และ ๒๗
    วันพุธ เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๔ และ ๒๒
    วันพฤหัสบดี เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๙ และ ๒๓
    วันศุกร์ เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๑๒ และ ๒๔
    วันเสาร์ เพชรฤกษ์ ตรงกับ ฤกษ์ที่ ๑๗ และ ๑๘

    คำว่าวันทำการนั้น, คือวันที่จะปลุกเสกว่าน เสกน้ำมันว่าน สร้างพระเครื่องเนื้อว่าน ๑๐๘, ทำลูกประคำผสมว่าน ๑๐๘ การทำเสน่ห์, เขียนชื่อ, ฝังรูปฝังรอย, ฯลฯ วันทำการนี้ เราจะใช้ปลูกว่านประเภท จ่าว่าน, พญาว่าน, ว่านเพชร ฯ ต่าง ๆ หรือสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ต้องประจุด้วยว่าน ๑๐๘ ได้ทั้งนั้น บรรดาพระคาถาที่จะบริกรรมในวันที่มีพระจันทร์โคจรผ่านฤกษ์ดังกล่าวนี้ จะทรงไว้ซึ่งประสิทธิภาพอย่างเอกอุ นับว่าได้บรรลุความสำเร็จไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบตามความปรารถนาแล

    ฤกษ์อันเหมาะสมที่จะทำการต่าง ๆ ฤกษ์ต่าง ๆ เหล่านี้ใช้ในการทำการตามแบบอย่างธรรมดา แต่เป็นเครื่องช่วยให้ดีขึ้นกว่าปกติกาลเท่านั้นเอง ดีกว่าทำไปลอย ๆ หาอันใดส่งเสริมมิได้ ฉะนั้น ควรที่จะสนใจใฝ่รู้ไว้ และทดลองทำดู จะเห็นว่ามีคุณ

    ฤกษ์ ที่ ๓ และ ๑๖ ทำการปลูกว่านดี, ทำการเตรียมดิน, เตรียมที่จะสนใจใฝ่รู้ไว้ และทดลองทำดู จะเห็นว่ามีคุณ
    ฤกษ์ ที่ ๔, ๖, ๑๑, ๒๑, ๒๕, ๒๖ ทำขวัญต้นว่านที่กำลังออกดอก, หรือแทงดอก, หรือต้นว่านที่เจริญผิดปกติ, ได้ว่านแปลก ๆ
    ฤกษ์ ที่ ๖, ๙, ๑๙, ๒๒, ๒๖ ทำการฝังหัวว่าน, แยกหน่อ, ย้ายต้นเล็กไปปลูกใหม่, เปลี่ยนกระถางใหม่, นำว่านลงดิน, ดีนักแล
    ฤกษ์ ที่ ๑, ๓, ๕, ๘, ๑๙, ๒๔, ๒๕ ทำการผสมยา, ดองหัวว่านทำยา, ฝนหัวว่านประกอบยา, ขุดว่านมาทำยา, แพทย์ใช้มาแต่โบราณ
    ฤกษ์ ที่ ๔, ๑๗, ๑๘, ๑๙, ๒๒, ๒๓ ฤกษ์นี้ทำการขุดว่านขึ้นมาใช้สารพัดการ โดยมิได้จำกัดเดือนหรือวันใด ๆ ทั้งสิ้น, จะได้ของดี
    ฤกษ์ ที่ ๓, ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๔, ๑๕ ทำการอาบน้ำว่าน, เอาน้ำว่านผสมน้ำสระหัวดีนักแล, เสื้อผ้าหมวกชุบน้ำว่านไว้ใช้การ
    ฤกษ์ ที่ ๗, ๑๕, ๒๒, ๒๓, ๒๔ ทำน้ำมันว่านไว้ใช้หรือทำสีผึ้งเนื้อว่านไว้สีปากก็ได้, อนึ่ง หากจะจุณเจิมสิ่งใดในวันนี้ก็ดีแล

    ที่นี้มาต่อว่านมงคลในทำเนียบว่านแปดทิศที่จะนำมาเล่าในฉบับนี้ก็คือว่านดาบนารายณ์ซึ่งดูคล้ายกันกับว่านหางช้าง ซึ่งอาจเรียกอีกชื่อว่าว่านพัดแม่ชีโดยขอเริ่มเรื่องเลย

    ว่านหางช้าง(พัดแม่ชี)

    ลักษณะ ต้นและใบคล้ายว่านเศรษฐีต่าง แต่สีของใบเขียวอ่อน ไม่เข้มจัดเท่าใดนัก การแผ่ของใบดั่งรูปพัด ใบบางไม่สู้จะแข็งแรง กระดูกกลางใบโปนเป็นแนวยาวโดยตลอด ลำต้นฝังอยู่ในดิน มีดอกออกเป็นช่อ แต่ละช่อมีหลาย ๆ ดอก ก้านช่อดอกงอกออกจากกลางลำต้น สีดอกเหลืองสลับสีแสด มีจุดประทั่วกลีบดอก หัวมีสีขาวนวล
    ประโยชน์แลสรรพคุณอื่นๆ นิยมกันมากว่าให้คุณทางป้องกันเสนียดจัญไรทั้งมวลมิให้มาแผ้วพานบุคคลในบ้าน นอกจากนี้แล้วยังเป็นสิริมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของอีกประการหนึ่งด้วย ทุก ๆ บ้านควรหามาปลูก เพราะหาไม่ยากและราคาก็ย่อมเยา

    วิธีปลูก ใช้ดินซุยผสมกับทราย หรือจะใช้ดินลูกรังก็ได้ หากใส่ปุ๋ยคอกลงไปด้วยจะเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ใบจะมีสีสดและให้ดอกสะพรั่ง

    ภาชนะที่ใส่ควรหากระถางทรงเตี้ยแต่ปากแคบ ๆ เพื่อจะได้ชมความงามของใบได้เต็มที่ หาจานรองรับน้ำที่จะรั่วออกจากรูกระถาง ตั้งไว้ในที่ซึ่งระดับสายตา จะช่วยให้เด่นมาก ควรระวังลมแรงจัด จะทำให้ใบหัก, พับ เสียหาย พยายามตั้งในที่ซึ่งมีกำบังลม เพื่อป้องกันใบเป็นอันตราย

    สรรพคุณพิเศษ ของว่านชนิดนี้ หากเกิดสิ่งแปลก ๆ ขึ้นในบ้าน เช่น เห็ดงอกที่เตาไฟ, มีเสียงคนบ่นพึมพำในกลางดึก, น้ำยาที่ปรุงไว้เกิดเดือดขึ้นเอง, นก, กา บินมาตายในบริเวณรั้วบ้านที่อยู่อาศัย, สัตว์เลี้ยงตกลูกออกมาผิดธรรมชาติ ฯลฯ การทั้งหลายนี้ท่านเรียกว่าเกิดอาเพศและหากคุณปลูกไว้ในบ้านกันภัยอันตรายต่าง ๆ ทางไสยศาสตร์ ที่ผู้คิดร้ายกระทำมา คือ ต้น แก้คุณอันบุคคลกระทำด้วยหนัง ใบ แก้คุณที่กระทำมาด้วย เนื้อ ดอก แก้คุณที่กระทำมาด้วยผม ราก แก้คุณที่กระทำมาด้วย กระดูก วิธีแก้ ผู้ที่ถูกกระทำแล้วคือ ใช้ต้น ใบ ราก และดอก นำมาลงด้วยพระเจ้าห้าพระองค์แล้วเอาเครื่องบูชาตั้งหน้าพระบูชา ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่าคาถาดังต่อไปนี้ คือ ปัดถะมัง พินธุกัง ทุติยัง ทัณฑะเมเอวะ, ตะติยัง เภทะกัญเจวะ, จะตุถัง, อนัคคะ สัมพะวัง, ปัญจะมัง สิริสังชานัง นะแก้อาถรรพ์ กาโรโหติ สัมพาโว จงบังเกิดเป็นนะ แก้อาถรรพ์ด้วย พุทธานุภาเวนะ ธรรมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ อิติสิทธิพุทธังสมาธิ อิติสิทธิธังมังสมาธิ อิติสิทธิสังฆังสมาธิ อิติสิทธิสุตังสมาธิ อิติสิทธิธัมมังสมาธิ อิติสิทธิปาระมิตตาสมาธิ อิติสิทธิมังรักขันตุสมาธิ แล้วทำน้ำมนต์เสกด้วยคาถานี้ ๓ ครั้ง ใช้ต้นว่านนี้จุ่มน้ำมนต์นี้พรมตามตัวของผู้ที่ถูกคุณจะหายทันที

    เมื่อเกิดอาเพศ ท่านให้ปัดเสนียดจัญไร ด้วยการเอาต้นว่านพัดแม่ชีไปปัดกวาดสถานที่นั้น แล้วตั้งกระถางว่านนี้ไว้บริเวณนั้นเป็นเวลา ๓ วัน หรือ ๗ วัน แล้วแต่สะดวกการไม่ดีทั้งปวงจักสิ้นไป ได้ทดลองกันมาแล้ว จึงเป็นที่นับถือกันตลอดมาต่อไปเป็นว่านอีกชนิดที่คล้ายกันมากจนอาจสับสนว่าคืออย่างเดียวกันและอาจถูกเหมาเอาว่าคือว่านอันเดียวกันเพื่อสะดวกซื้อสะดวกขายแต่สรรพคุณของว่านนี้ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าใดนักคือ

    ว่านดาบนารายณ์


    ลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินใบแทนขึ้นมาเหนือพื้นดินเป็นแผงโคนใบแบนเหนือโคนใบด้านในจะหยักโค้งออกเป็นรูปปลายใบเรียวแหลม พื้นใบสีเขียวเป็นมัน กลางใบนูนเป็นเส้น ให้ดอกประมาณเดือนเมษายนดอกจะแทงออกจากริมใบ กลีบดอกขาวมีสามกลีบตรงกลางมีกลีบดอกซ้อนออกลายเหลืองม่วงแดง ดอกคล้ายดอกกล้วยไม้ ใบที่ให้ดอกจะยาวกว่าปกติจนห้อยเอนติดดิน แล้วแทงใบเป็นต้นขึ้นมาใหม่หลังจากดอกแห้งเหี่ยว
    ว่านดาบนารายณ์มีลักษณะเฉพาะต่างกับว่านหางช้างตรงใบแต่ละใบโค้งออกมาเหมือนมีด แต่ใบซ้ายและขวาของด้านที่หยักโค้งเป็นใบมีดจะหันเข้าหากันภาษานักเลงว่านบางคนก็จำกันง่ายๆว่าว่านดาบนารายณ์มีด้ามมีดนั่นละใช่เลย ดูรูปประกอบ
    ว่านหางช้าง ว่านดาบนารายณ์
    วิธีปลูกและแยกพันธุ์ แยกหน่อที่โคนต้นหรือที่ปลายใบมาเพาะชำนิในดินร่วนปนทรายหยาบเป็นไม้ที่ชอบแดดร่มรำไรจึงจะให้รูปทรงใบสวยงาม

    ประโยชน์ ปลูกไว้กับบ้าน มีคุณป้องกันอันตรายต่าง ๆ ทั้งยังป้องกันภูติผีปีศาจที่จะมาหลอกหลอนหรือรบกวนและยังเป็นยาแก้การถูกกระทำย่ำยีทางไสยศาสตร์ เช่น จำพวกคุณไสย ลมเพ ลมพัด พรายอากาศทุกชนิด โดยใช้บัวหรือหัว ลงด้วยคุณพระด้วยคาถา “อะสังวิ สุโรปุสะพุภะ” ต้มกินเช้าเย็นก่อนอาหารหากใช้ต้มรวมกับยาคุณพระทางโบราณได้ยิ่งดี และยังเป็นตัวยาแก้โรคมะเร็งได้อีกด้วย

    ว่านต้นนี้ ปลูกไว้บางปีก็กลายเป็นสีขาวและสลับเขียวได้จึงได้เรียกว่า กำแพงขาวกันอีกชื่อหนึ่งที่แท้จริงเป็นว่านต้นเดียวกัน
    ว่านทั้งสองชนิดนี้ดีมากปลูกง่ายไม่ยากหากมีพื้นที่ปลูกเป็นกอหรือพุ่มใหญ่ก็ดูสวยดี ทั้งได้ความมั่นใจปลอดภัยไร้กังวล สำหรับสรรพคุณของว่านนั้นมีมากไม่ใช่อย่างสามัญทั่วไปว่านบางชนิดมีอำนาจมากคนเลี้ยงต้องมีวิชาถึงเพราะถ้าอ่อนลงเมื่อใดว่านอาจกินตัวอย่างว่านฟ้าร้อง ว่านตัดเงา ว่านสะเด้า ว่านกระจาย ว่านกระสือ ว่านโพรง นั้นอำนาจมากจริงๆและปัจจุบันก็ยังมีคนเลี้ยงอยู่แต่ออกจะปิดตัวกันเพราะว่านพวกนี้เผลอเมื่อไรอาจเดี้ยงไปพบยมบาลได้โดยง่ายยกตัวอย่าง เช่น ว่านตัดเงา ต้องเลี้ยงในที่มืดอย่าให้เงาว่านทับเงาเราเพราะ ว่านจะแผลงฤทธิ์เอาจนเราอาจกลับบ้านเก่าไปพบยมบาล จึงเว้นไปไม่กล่าวถึงเพราะร้ายมากกว่าดีเป็นเรื่องของคนมีวิชาเขาเล่นกันส่วนที่แนะนำนี่ทั้งว่านหางช้าง และดาบนารายณ์นี่ดีสถานเดียว อย่างนี้สบายใจหายห่วง…..

  • พระไพรสพ เทพนิมิตแห่งพรรณพืช

    พระไพรสพ เทพนิมิตแห่งพรรณพืช

    พระไพรสพนั้นเป็นเทพเจ้าที่เป็นองค์แทนแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร นับเป็นคติแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปซึ่งโดยมากมักจะเเสดงรูปลักษณ์แทนด้วยเทวี หรือเทพเจ้าที่มีเพศเป็นหญิงซึ่งแสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นมาของเทพ เจ้าองค์นี้มีผู้พยายามนำมาเกี่ยวพันกับพระลักษมีเทวีที่เป็นชายาของพระวิษณุเทพ แต่จากหลักฐานบางประการทำให้เห็นว่า มาจากคติคนละส่วนกันแม้ว่า จะมีคำว่า “แม่โพสพ” เป็นคำไทยที่นิยมใช้มาแต่โบราณกาลก็ตาม ทางด้านพุทธศาสนา (การจัดเทพปกรณัมทางพุทธศาสนาจะแตกต่างจากพราหมณ์ที่แปลงตัวมาเป็นฮินดู) ความสำคัญของพระเป็นเจ้าทั้งแปดนี้มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มาก โดยจะเเสดงเทพนิมิตรเป็นลางบอกเหตุ ที่เรียกว่า อภิไทโพธิบาทว์ หรือพระคัมภีร์อิติหาสาศาสตร์ อักษรพจน์ที่บรรจุในคัมภีร์จะบอกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เทพเจ้าแสดงเหตุที่เรียกว่าอุบาทว์และการแก้อาถรรพ์เหล่านั้นให้กลับเป็นดีดังกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

    “ขอแจ้งโดยวารบาลี ในพระคัมภีร์ อุบาทว์อุบัตินานา…….ถวายด้วยพระมนต์โอฬาร ในเวทยกิจมหันต์ อาจบำบัดโทษภยันต์ จัญไรภัยอัน จะมาทั้งปวงเหือดหาย พระมนต์อักษรจะหมาย ไว้ให้สืบสาย ดั่งนี้ในลักษณะพระมนต์.” (อักขระวิธีโบราณ)

    กำเนิดของพระไพสพนั้นไม่เด่นชัดในเรื่องตำนานดูจะปนกับเทพธิดาโพสพ จนคิดว่าเป็นองค์เดียวกันซ้ำยุคหลังๆยังอาจนับเอาว่าเป็นปางหนึ่งของ พระลักษมีเทวีชายาพระวิษณุเทพ แต่ก็เห็นเป็นคติที่ปรากฏในชั้นหลังๆ ที่ที่เริ่มปฏิวัติตนเองของพราหมณ์มาเป็นฮินดู สำหรับเรื่องแม่โพสพของ ไทยนั้นเป็นที่แพร่หลายมีรูปเคารพแม่โพสพทั่วราชอาณาจักร ทั้งรู้จักชื่นสืบ ๆ กันมา ชาวไทยเมื่อทำนาได้ข้าวแล้ว มักมีพิธีทำบูชาแม่โพสบ เคยเห็นทำสมัยเด็ก ๆ เท่าที่จำได้ คือ มี หวี กระจก แป้ง น้ำหอม หรือ น้ำอบไทย หมากพลู ขนมต้มแดง ต้มขาว ดอกไม้มักเป็น ดอกมะลิ ธูป เทียน ธง ๓ เหลี่ยม ขาว แดง (บางทีเห็นสีน้ำเงิน คนชาวนาชาวป่าไม่รู้จักสีธงชาติ ได้ทำเป็นประเพณีสืบ ๆ กันมา ก่อนกาลปีใช้สีธงชาตินานนักหนาแล้ว) เวลาไปทำพิธีแก่กองข้าว หรือลอมข้าว ต้องอาบน้ำแต่งตัว ใช้เสื้อผ้าใหม่ ไปว่าอย่างไรบ้างไม่รู้ เพราะตอนนั้นเป็นเด็กไม่ค่อยเชื่อถือ ทั้งเคยทำลายพิธีเสียหลายครั้ง เมื่อเห็นเรื่องเช่นนี้ เกิดความชื่นอกชื่นใจต่อประเพณีเคารพนับถือต้นไทยเหลือเกิน และไทยลว้ายังทำกันอยู่ทั่วหมู่ไทยลว้า โดยความที่หมายเอาว่าเป็นหญิงตามตำนานสุวรรณภูมิโบราณที่เป็นการเล่าสืบมาเรื่อง ขุนต้นแรกนา และขวัญข้าวนางโพสพ(มีคำเชิญที่ว่า “..เชิญ..แม่โพศรี แม่โพสพ แม่นพดารา แม่จันเทวี แม่ศรีสุดา เชิญมาแม่มา…” เหล่านี้เป็นต้น) คำอันนี้เป็นเรื่องที่กล่าวถึงคำว่าโพสพที่เป็นเทพธิดานอกจากนั้นมักเกี่ยวกับ เทพทางอินเดียอย่างเป็นชายาองค์หนึ่งของสักกะเทวราชกำลังหมดบารมีจึงมาบำเพ็ญ บารมีเสริมที่เมืองมนุษย์อธิษฐานจนให้เป็นเมล็ดข้าวถวายแก่พระฤาษีประลัยโกฏิ์ จนพระฤาษีใช้ไม้เท้าตีจนเม็ดข้าวที่มีขนาดใหญ่เท่าลูกฟักนั้นเเตกเป็นเม็ดเล็ก บางตำนานก็ว่า ข้าวกลายเป็นแมลงเม่าเล็กบินไปที่ต่างๆทั่วโลกเกิดเป็นพันธ์ข้าวต่างๆขึ้น เรื่องนี้บางท่านว่าเป็นที่มาของคำว่า “ข้าวเม่า” แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเห็นให้คล้อยตามได้มากนัก

    พระไพสพนั้นน่าจะเป็นคติที่ได้มาจากชมพูทวีป(ข้อสันนิษฐาน) เพราะถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัฏฐเทพ ที่มีอิทธิพลต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ในวิถีชีวิตมนุษย์ ที่เป็นในทางการให้คุณและโทษที่ดูจะไม่เหมาะจะ เป็นผู้หญิง อันมีรูปธรรมที่นุ่มนวลอ่อนโยน คำว่าไพสพนั้นเน้นถึงเทพเจ้าผู้ดูเเลหรือ คุ้มกฏในเรื่องเกี่ยวกับพืชพรรณธัญญาหาร บางท่านอาจจะสับสนไปปนกับ พระโสมเทพ (เรื่องคล้ายกับว่าเป็นจันทราเทพที่มีทั้งภาคหญิงภาคชาย แต่ในทางโหราศาสตร์นั้นหมายถึงเทพเเห่งดาวโสม-อมตะ ที่หมายถึงดาวที่ชื่อว่า แบ๊คคัส) ที่มีลักษะคล้ายกันคือมีทั้งส่วนที่ว่าเป็นเพศหญิงและเพศชาย

    ส่วน เรื่องเทพนิมิตรที่พระไพสพแสดงอาเพทนั้นมีปรากฏการณ ์หลายอย่างที่น่าสนใจและก็มีพระคณาจารย์บางรูปนำไปเป็นอุปเท่ห์ แอบอ้างคุณวิเศษ แบบไม่ถูกต้องนักทั้งทั้งที่โบราณนั้นถือว่าเป็นเรื่อง ไม่เป็นมงคลคืออุบาทว์อย่างเช่นการทำนาน้อยแต่ได้ข้าวมาก ที่มีพระภิกษุอุตริแอบอ้างว่าสวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วมีอานิสงค์ ทำให้ข้าวมีมากขึ้นซึ่งโดยแท้จริงอานิสงค์ที่ว่าก็คือทำให้ คนมักได้หรือขี้เกียจมากกว่า (คิดว่าทำน้อยจะเอามาก) นอกจากนี้ยังมีนิมิตรแปลกๆเช่นไฟไหม้ผ้า หนูกัดผ้า นำเม็ดงามาหีบน้ำมันใช้เมล็ดงาน้อยได้น้ำมันมาก เอาข้าวเปลือกมาสีได้ข้าวสารมาก ข้าวสารแช่น้ำเกิดงอกขึ้น และยังรวมถึงเสาเรือนตกน้ำมัน สัตว์น้ำอย่างเต่าขึ้นมาตายคาเรือน และมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เข้าใจในเรื่องกิจพิธีกรรมโบราณ เเอบอ้างเอาข้างตัวทั้งๆที่ปรากฏการณ์นั้นเป็นอุบาทว์(หมายว่าไม่ดี) กลับทำให้เห็นเป็นเรื่องมงคลดีงามไปขัดกับจารีตโบราณ ที่ว่าก็คือเรื่อง “บัวผุด” ที่ดอกบัวผุดขึ้นบนบกหรือในกระถางรองรับน้ำล้างหน้าพระภิกษุบางรูปที่ถูกแอบอ้าง ยกเป็นอริยะบุคคลทั้งๆที่ทำเรื่องไสยเวทในระดับอกุศลธรรมอย่างนำซากศพเด็กมาทำรูปพระพุทธเจ้า (ผิดกฏหมาย -ปรามาสพุทธคุณ)ที่เขียนนี่ไม่ได้โจมตีใครแต่อยากให้ทราบข้อมูลที่ แท้จริงควรมีที่ไปที่มาและควรแยกเรื่องไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์ออกจากกันให้ชัดเจน ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธไสยศาสตร์ว่าไม่มีประโยชน์แต่เราต้องแยกให้ถูกว่าอะไรพุทธอะไรไสย การใช้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตนั้นเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะ เลือกเชื่อเลือกทำแบบกรรมใครกรรมมันแต่ต้องไม่ทำเรื่องบริสุทธิ์อย่างพุทธศาสนาให้เป็นสัทธรรมปฏิรูป เรื่องบัวผุดที่ถูกแอบอ้างเป็นบัวพุทธเจ้าตามมติภัทรกัปล์นั้น เห็นจะไม่ถูกต้องเพราะคำภีร์อสิติหาสาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอภิไทโพธิบาทว์ (เทพนิมิตรลางอุบาทว์)นั้นระบุไว้ชัดว่า

    “หนึ่งเสาโรงตกมัน หนึ่งบัวสัตบัน มางอกในบ้านดอน…..อุบาทว์พระไพสพหมาย แก่คนทั้งหลาย เฉพาะผู้เคราะห์วารี….”

    บัวที่ผุดเกิดในที่ผิดธรรมชาติของเขา โบราณจึงถือว่าไม่เป็นมงคลตามที่กล่าวมา ส่วนบัวผุดที่หมายว่า เป็นบัวพระพุทธเจ้า นั้นมีปรากฏในตำรายาแผนโบราณชัดเจนเรียกว่า “บัวผุด” หรือ “บัวตูม” เป็นบัวบกขนาดใหญ่ที่ขึ้นตามป่าลึกแถบภาคใต้ที่เรียกบัวตูมเพราะ เวลาดอกบานจะมีเสียงดังสนั่นกึกก้องไกลทั่วขุนเขา เรื่องนี้หมอยาโบราณชาวปักษ์ใต้ผู้เชี่ยวชาญจะรู้เรื่องดี บัวนี้เป็นเพียงชนิดเดียวที่โบราณาจารย์กล่าวชัดเจนว่าเป็น “บัวพระพุทธเจ้า” ส่วนในทางลัทธิไสยศาสตร์จะหมายเอาบัวที่บานเองเพราะการสวดมนต์นั้นเป็นบัวมงคล ยังมีอีกตำราหนึ่งที่เรียกว่า “พระปทุม” ที่ต้องสร้างจากบัวที่บานเฉพาะวันที่กำหนดอย่างเช่น วันวิสาขบูชาหรือวันอื่นตามที่ตำราสายนั้นๆกำหนดวิชาเหล่านี้ส่วนใหญ่พบแถบภาคอีสาน

    พระไพสพนั้นมักทำเป็นรูปเทวดาผู้ชาย มีเทพพาหนะคือหงส์ พระกรข้างหนึ่งทรงพระขรรค์หมายถึงอำนาจในการรักษาพืชพันธ์ธัญญาหาร มืออีกข้างอาจไม่ทรงเทพอาวุธ อาจประทานพรหรือแสดงอาการอย่างหนึ่งอย่างใด บางภาพศิลปินอาจเพิ่มรวงข้าวเพื่อเเสดงนัยของเทพเเห่งพืชพันธ์ให้เด่นชัด เรื่องราวของเทพเจ้าองค์นี้แม้จะสับสนระหว่างเป็นชายหรือหญิงแต่ก็เป็นความเชื่อ อย่างหนึ่งที่สืบสานมากับสังคมไทยอย่างยาวนานจนนับเป็นประเพณีหนึ่งในวิถีชีวิต ที่ปรากฏในอภิไทโพธิบาทว์ตามที่กล่าวมา…

  • พระชัยวัฒน์

    พระชัยวัฒน์

    ประเพณีการสร้างพระพุทธรูปของชาวสยามมีมาช้านานและหลากหลายตามแต่ปราชญ์แห่งท้องถิ่นนั้นจะคิดประดิษฐ์จารีตประเพณีที่มีปรัชญาหรือแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเป็นแก่นแกนของวัฒนธรรม พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์หรือสิ่งที่ทำให้น้อมใจนึกไปถึงคุณความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า“พุทธคุณ” ที่มีการแสดงไว้สามประการคือ

    ๑. พระบริสุทธิคุณ คือมีความบริสุทธิ์ของจิตอย่างยิ่งเป็นจิต บริสุทธ์ที่เข้าถึงต้นธาตุต้นธรรม
    ๒. พระกรุณาธิคุณ คือมีเจตจำนงค์ในการช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์อย่างยิ่งที่ไม่มีพระโพธิสัตว์องค์ใดจะมีได้เสมอเหมือนกล่าวกันว่า(มติเถรวาท)พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีแก่กล้าขนาดนิยตะโพธิสัตว์คือเที่ยงแท้ต่อการบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอาจมีพระเมตตาบารมี(อยากให้เป็นสุข)ได้ใกล้เคียงหรือเสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แต่พระกรุณาบารมี(อยากช่วยให้พ้นทุกข์)นั้นมิอาจทัดเทียมน้ำพระทัยแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
    ๓. พระปัญญาธิคุณ คือความเลิศล้ำทางปัญญารู้แจ้งแทงตลอดทางมายาและสัจจะและยอดยิ่งในการมีพระปัญญาวินิจฉัยเทศนาธรรมะให้พระสาวกบรรลุตามได้ จะเห็นได้ว่าความหมายของ “พุทธคุณ” ที่แท้จริงนั้นแตกต่างจากความหมายหรือนัยของนักนิยมเครื่องรางของขลัง เพราะแท้ที่จริงพระพุทธคุณคือคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้แต่สิ่งที่เรียกว่า ฤทธิ อำนาจที่เกิดปาฏิหาริย์นั้น พระบรมศาสดามิได้ยกย่องว่าเป็นองค์คุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย       โดยอรรถะและพยัญชนะที่ไม่ควรทำสิ่งที่พระบรมศาสดาประสงค์ให้ผิดเพี้ยนไปจึงควรเรียกความศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏในเครื่องรางหรือแม้แต่ที่ปรากฏในพระพุทธรูปว่า “อิทธิคุณ” จึงจะเหมาะสมกว่าโดยไม่ทำให้เกิดสัทธรรมปฏิรูปแบบไม่ตั้งใจ พระพุทธศาสนานั้นเน้นแก่นเเท้คือความเข้าใจในชีวิตมีสุขด้วยการพ้นทุกข์แบบเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมีใช่การยกย่องอำนาจฤทธิ์เดชที่เป็นของชั่วคราวไม่ยั่งยืนแต่หากแก่นของพระพุทธศาสนานั้นประเสริฐเลิศล้ำละเอียดจนปถุชนอาจมีมนสิการเข้าถึงได้ยากจึงจำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “กระพี้ธรรม” ห่อหุ้มเพื่อบำรุงแก่นธรรมนั้นให้คงอยู่การสร้างพระเครื่องรางต่างๆมิใช่มติของพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้โดยตรงแต่เป็นสิ่งที่ห่อหุ้มบำรุงเลี้ยง “แก่นธรรม”ด้วยการโยงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่ยังข้องอยู่ในโลกียวิสัยให้เกาะอยู่ที่ไตรสรณาคมอันเป็นเหตุสำคัญที่คอยชักจูงคนให้เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาจนเข้าถึงแก่นธรรมแท้ได้

    การสร้างพระเครื่องหรือพระพุทธรูปอาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนลุ่มหลงเพราะลูบคลำพระพุทธศาสนาอย่างผิดเป้าพุทธประสงค์ทั้งการหลงกับฤทธิอำนาจนั้นหรือลูบคลำอย่างในฐานะเหตุที่มาแห่งลาภสักการะกับอีกนัยหนึ่งเป็นการบำรุงเลี้ยงศรัทธาของพุทธศาสนิกมิให้เบี่ยงเบนออกนอกจารีตแห่งพุทธปรัชญาจนมีโอกาสบ่มเพาะบารมีของตนเองจนรู้เเจ้งเห็นจริงในธรรมะของพระศาสดาไดในที่สุด

    การสร้างพระพุทธรูปแม้ในพระบาลีมิได้กล่าวโดยตรงว่าเป็นเหตุแห่งบุญก็ตามแต่ก็มีประโยชน์ในการทำให้น้อมรำลึกถึงพุทธคุณที่แท้หากพิจารณาโดยถูกวิธีได้ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปนั้นจึงมาจากอำนาจแห่งเทวดาที่รักษาพระพุทธศาสนาบันดาลให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์นานาประการเพื่อยังศรัทธาของพุทธบริษัท ทั้งบางประการอาจเกิดจากพุทธบารมีที่เป็นเรื่องอจินไตยไม่อาจอธิบายตามวิสัยปุถุชนจากที่กล่าวถึง “พระพิไชยสงคราม”หรือพระโพธินิพพานห้ามสมุ(ทัย)ว่ามีอานุภาพเสริมสวัสดิมงคลแก่เจ้าของเป็นที่ประจักษ์มาแต่โบราณจึงเป็นประเพณีที่พุทธมามกะชนนิยมดำเนินตามสร้างพระบรรจุดวงชะตาโดยเปรียบเอาพระรูปแห่งองค์พระปฏิมาเป็นประดุจตัวถังของรถ การบรรจุดวงชะตาเปรียบเสมือนเครื่อง แรงศรัทธาคือน้ำมันพึงอภิปรายแสดงได้ว่า รถนั้นหากมีตัวถังไม่มีเครื่องก็มิอาจแล่นไปได้ และเมื่อมีเครื่องแล้วได้น้ำมันคือ ศรัทธาที่ทำการกราบไหว้เป็นนิตย์ น้อมจิตถึงพุทธานุภาพ รถนั้นก็จะแล่นสู่ที่หมายดังประสงค์คือพระที่สร้างขึ้นเมื่อบรรจุดวงหมั่นกราบไหว้อธิษฐานความมุ่งหวังก็อาจสำเร็จได้

    การสร้างพระโพธิห้ามสมุ(ทัย) นั้นยากมากด้วยความยากลำบากในการหาวัสดุจึงมีการคิดดัดแปลงสร้างเป็นพระพุทธปฏิมาโลหะปางมารวิชัยเรียกกันว่า “พระชัย” โดยมีชื่อเต็มว่า “พระชัยวัฒนะ” เป็นแบบที่ทางการสร้างถวายองค์พระมหากษัตริยาธิราชตามที่ทราบกันว่า “พระชัยประจำรัชกาล” และเจ้านายสำคัญๆต่อมาสมเด็จพระสังฆราช(แพ ติสสเทโว)ได้ทรงดัดแปลงประกอบพิธีหล่อประทานให้ศิษยานุศิษย์บรรจุดวงชะตาไว้สักการะบูชาจึงถือเป็นประเพณีสืบมาจนมาถึงสมัยเจ้าคุณมงคลราชมุนี (สนธิ์ ยติธโร)ได้ดัดแปลงออกไปอีกโดยนำดวงชะตาใส่ในรูปพระมหากัจจายน์และภควัมปติซึ่งแกะด้วยไม้รักซ้อน ซึ่งในสำนักของสมเด็จพระสังฆราช(อยู่ ญาโณทัย)ก็มีการจัดสร้างพระปิดตาบรรจุดวงเช่นกัน

    พระชัยวัฒน์

    การหล่อสร้าง “พระชัย”ด้วยโลหะนั้นนิยมสร้างอาถรรพ์ความศักดิ์สิทธิ์ด้วยการลงอักขระเลขยันต์ในโลหะที่จะนำมาเป็นทองชนวนหล่อพระ โดยได้ใช้ตำราที่สืบทอดมาจากท่านเจ้ามาวัดสามปลื้ม เรียก “ตำราการสร้างพระสำคัญ” ประกอบด้วยยันต์ ๑๐๘ดวงและนะอักขระวิเศษอยู่ ๑๔ องค์ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูเห็นจะเป็นตำราที่ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์มากกว่าจะมีอายุนานถึงสมัยอยุธยาตามที่มักอ้างกันว่าสืบจากสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วแต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในแผ่นดินศรีอยุธยา เพราะหากคำนึงถึงประวัติศาสตร์ก็มิอาจเป็นได้ด้วยสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วเป็นพระมอญคือ “พระมหาเถระคันฉ่อง” เชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระจึงไม่น่าส่งเสริมเรื่องคาถาอาคมอีกประการด้วยเป็นภิกษุมอญตำรับเลขยันต์ถ้ามีจริงว่าสืบจากท่านจึงน่าเป็นอักขระภาษามอญมากกว่าประการนี้ก็อาจมีผู้แก้ว่าเมื่อมาอยู่ที่ศรีอยุธยาจะชำระพระตำราให้เป็นภาษาหนังสือใหญ่(ขอม)ตามจารีตไทยนั้นก็เห็นไม่น่าสอดคล้องเพราะผิดธรรมเนียมลัทธิไสยเวทที่มักถือคติตามครูอาจารย์ไม่ดัดแปลงทั้งเมื่อพิจารณารูปแบบอักขระการวางอักษรก็เป็นแบบสยามมากกว่ารับมาจากมอญจึงเสนอแง่คิดมุมมองให้ผู้รู้ลองวินิจฉัยดูเพราะหลักฐานเท่าที่ค้นได้นั้นไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดลงไป

    ตำราการสร้างพระสมัยอยุธยานั้นมีขั้นตอนมากกว่ายันต์๑๐๘ นะ๑๔ ที่ใช้ในปัจจุบันมากเพราะมีถึงหลายพับสมุดไทยมีเลขยันต์มากมายที่ประดิษฐ์ขึ้นที่ไม่ระบุในยันต์๑๐๘ นะ๑๔ ที่นิยมใช้กันเพราะแต่ครั้งโบราณนิยม เช่นพระยันต์พุทธไตรรัตนาธิคุณ ยันต์สัมพุทเธ ยันต์สัตตะปริต ยันต์อักขระวิเศษ ยันต์ ปฐมอักขระ ฯลฯ แม้การลงอักขระเลขยันต์ที่หล่อพระก็มิได้ทำตามจารีตโบราณครบถ้วนด้วยดัดแปลงให้เกิดความสะดวกเเก่ผู้ประกอบพิธีเป็นสำคัญรายละเอียดจึงขอข้ามเสีย การหล่อพระชัยนี้ต่อมาได้ดัดแปลงมาเป็นพระพุทธปฏิมาขนาดเล็กนิยมนำติดตัวเป็นพระเครื่องเชื่อถือว่ามีคุณวิเศษเป็นที่นิยมของผู้สนใจเรื่องพระเครื่องแต่ประเด็นนี้ในส่วน การหล่อพระกริ่งในไทยที่กระทำเป็นรูปพระไภษัชคุรุโดยคณาจารย์ฝ่ายเถรวาทจะเว้นเสียไม่อภิปรายด้วยเห็นว่าไม่ถูกจารีตและผิดพระธรรมวินัยทั้งเนื้อหาเลขยันต์ที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีส่วนใดเลยที่เกี่ยวกับพระไภษัชคุรุของมหายานมีเพียงรูปแบบเท่านั้น จึงฝากให้เป็นประเด็นที่ผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาได้ถกแถลงกันถึงความถูกต้องต่อไป เพราะไม่เช่นนั้น “พระกริ่ง” ที่ฝ่ายเถรวาทระดมสร้างนั้นจะหามติหรือลัทธิว่าเข้าทางฝ่ายใดไม่เจอ จึงเกิดหัวข้อหารือว่า “สมควรหรือไม่ที่สร้างรูปพระไภษัชคุรุ โดยฝ่ายเถรวาท” ท่านผู้รู้ที่อ่าน “อุณมิลิต” สามารถแสดงความเห็นเป็นบทความเชิงวิชาการเรื่องนี้ส่งมาได้หากทางฝ่ายวิชาการพิจารณาแล้วเห็นว่า มีสาระประโยชน์จะนำเผยแพร่และมอบของที่ระลึกให้ครับ
    การบรรจุดวงชะตาใน “พระชัย” นั้นในส่วนพิธีกรรมที่จัดเพื่อคนทั่วไปนั้นคงมีขั้นตอนเช่นเดียวกับพระโพธิห้ามสมุ(ทัย)ผิดกันที่ฐานปิดนั้นใช้โลหะปิดหรือเทปูนซีเมนต์ผสมผงวิเศษปิดแทนแต่คำนึงถึงความแน่นหนาเป็นสำคัญ แต่การบรรจุดวงนั้นเพิ่มจากพระโพธิ์ฯหน่อยหนึ่งคือต้องกรึงเจดีย์ด้วยไม้โพธินิพพาน แล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุอรหันต์ได้แก่ พระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระสีวลี พระธาตุพิมพา พระธาตุมหากัจจายน์ แล้วผนึกเจดีย์ให้แน่นหนามั่นคง จากนั้นนำแผ่นดวงชะตาที่คำนวณดวงพิไชยสงคราม ที่ถูกต้องลงบนพระยันต์ดวงพิไชยสงครามซึ่งมีพิธีเฉพาะพอขยายเพื่อยืนยันถึงความละเอียดของพิธีกรรมเช่น เหล็กจารบังคับให้ใช้ไม้ไชยพฤกษ์หรือไม้ชุมแสง ลงอักขระในวงแหวนเพชร แหวนปัทมราช แหวนนิล แหวนนพรัตน์ แหวนนาคอุเคนทร์ จึงเอาชาดหรคุณลบดวงชะตาแล้วเจิมด้วยจันทร์แดง จันทร์ขาว จันทร์คณา กฤษณา กลำภักเครื่องหอม เจิมดวงชะตา พร้อมเชิญเทวดามารักษาดวงชะตาผู้เป็นเจ้าของด้วยพระคาถาว่า “ โองการเรภะคะวะโต ปัจเจกะโพธิสิทธิเตเชนะ ……….อิสีสิทธิวิชาธะระปะติฏฐิตังเม สวาหายะ” และพระคาถานวเทวาภิบาลเป็นเสร็จกิจพิธีกรรม

    เมื่อบรรจุดวงชะตาให้นำเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ อรหันต์ธาตุวางบนแผ่นดวงพิชัยสงครามถมด้วยเครื่องยา ผงวิเศษ วัตถุทางโภคทรัพย์และนำใบศรีมหาโพธิที่ล่วงเองมาลงรูปองค์ภควัมปติและหัวใจโสฬสแล้วคาดด้วยแผ่นเงินบริสุทธิ์ลงพระคาถา สัมฤทธิมนตร์ว่า “เยธัมมาเหตุปะภะวาเตสังเหตุ ตะถาคะโต อาหะ เตสัญจะโย นิโรโธ จะเอวังวาทีมหาสมโณ”คาดพันรอบเจดีย์จึงนำแพรเก้าสีห่อเจดีย์อีกชั้นมัดด้วยสายสิญจ์หรือไหมเจ็ดสีคอยฤกษ์เวลาที่เหมาะสมกับเกณฑ์ชะตาเจ้าของพระและบรรจุตามขั้นตอนแบบพระโพธิห้ามสมุ(ทัย)ทุกประการอาจเพิ่มลดขั้นตอนตามมติของอาจารย์ผู้บรรจุก็ได้เป็นข้อปลีกย่อยมิใช่หลักใหญ่ของพิธีกรรมจึงไม่อาจคำนึงความถูกต้องหรือผิดจากจารีต

    ในการบรรจุดวงนั้นหากผู้ใดไม่รู้วันเดือนปีเกิดที่แน่นอนก็ให้จารึกดวงประสูตรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทนได้กระทำในฤกษ์ที่เหมาะสมก็มีคุณดุจกัน พระชัยที่บรรจุดวงชะตานี้ถือเป็นของมงคลประจำตัว ที่มีคุณานุภาพทางค้ำคูนดวงชะตา เป็นสิริและมงคลแก่ผู้สักการะ ที่นำมาเล่านี้เป็นวิธีบรรจุตามที่กระทำโดยทั่วไป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช(แพ ติสสเทโว)ทรงรับสั่งเรียกพระชัยบรรจุดวงตามที่เล่ามานี้ว่า “พระสมภาร” คือเป็นใหญ่กว่าพระพุทธรูปทั้งปวงที่มีอยู่ในบ้านนั้นนั่นเอง…………

  • ทีเด็ด..ท้าวศรีสุดาจันทน์ พระมเหสีฝ่ายซ้ายในสมเด็จพระไชยราชาธิราช

    ท้าวศรีสุดาจันทน์
    จากเด็กหญิงผู้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวที่ทุกข์เข็ญ แต่เพราะเป็นเด็กที่มีความประหลาดมหัศจรรย์หลายๆ สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัว เกินกว่าที่เด็กหญิงคนอื่นๆ จะมีได้ จนเป็นที่ร่ำลือกันไปทั่ว ทำให้ชีวิตของเด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่มีโชคชะตาจากต่ำสุด พุ่งทะยานขึ้นไปสู่ความสูงสุดที่ยิ่งกว่าความฝันใดๆ นับว่าเป็นบุญวาสนาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเกิดมาท่ามกลางความยากจนเข็ญใจ ที่ต้องผันเปลี่ยนชีวิตไปอย่างไม่น่าเชื่อ และด้วยเหตุอัศจรรย์ที่เกิดกับนางทั้งหมดนี้ทำให้นางเกิดความเห็นผิดเป็นชอบนำไปสู่เรื่องทุรยศ กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของแผ่นดินสยาม นางเป็นหญิงที่ไม่มีหญิงใดเหมือน เป็นที่ต้องการของชายทั้งหลาย กล่าวกันว่าชายใดได้เห็นนางแล้ว จะไม่เกิดอารมณ์พิศวาสในกามารมณ์เป็นไม่มี ซึ่งทั้งรูปร่างและที่พิเศษคือความหอมที่มิได้เกิดจากการประทินหรือตกแต่งด้วยสิ่งหอมแต่ประการใด นางผู้นั้นก็คือ

       สมเด็จพระแม่อยู่หัวจ้าว นางพญาท้าวศรีสุดาจันทน์

    แต่เดิมนั้นพระนางชื่อ บัวผัน เป็นบุตรทุกขะตะคนเข็ญใจ ไร้ญาติพี่น้อง ไม่มีทั้งทรัพย์สมบัติใด พอมีพอกินไปวันๆ บ้านของบิดามารดาอยู่ที่นาเกลือ บ้านสาขลา อยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นกับเมืองพระประแดง (ปัจจุบัน คือ จังหวัดสมุทรปราการ) เมื่ออำแดงบัวผันเกิดนั้นก็มีปรากฎการณ์ที่ไม่เป็นมงคล เพราะว่าในช่วงเวลาที่อำแดงบัวผัน เกิดก็ทำให้เกิดปรากฎการณ์แผ่นดินไหว และต่อมาก็เกิดไฟไหม้เผาทั้งหมู่บ้านนั้น จนวอดวายหมดสิ้น อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เมื่ออำแดงบัวผันมีอายุครบ ๑ เดือน ตามประเพณีจะต้องทำพิธีโกนผมไฟเด็ก เหตุอาเพศก็เกิดทันทีคือฟ้าผ่าลงมาถูกต้นไม้ใหญ่จนล้มทับบ้านพังทลายหมด เดือดร้อนต้องไปปลูกกระท่อมใหม่ ซึ่งแต่เดิมฐานะทางการอยู่กินก็อัตคัตอยู่แล้ว กลับต้องมาเดือดร้อนในการสร้างบ้านเรือนใหม่อีก เป็นเหมือนกรรมซัดกรรมซ้อน บ้านที่สร้างใหม่ในครั้งที่สองนี้ ก็สร้างขึ้นพอได้อาศัยอยู่กันไป แต่ในความอัปมงคลของอำแดงบัวผันนั้นก็ยังแฝงไปด้วยความมหัศจรรย์ที่มีอยู่ในกายของนาง ซึ่งหญิงอื่นทั่วไปไม่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ได้ ความพิเศษนี้เองได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ กล่าวกันว่าแม้ชายใดได้พบได้เห็นนางแล้ว จะต้องบังเกิดความตื่นเต้นจนขนลุกชูชันไปตามๆ กัน ดังมีในการจารึกและเล่าสืบต่อกันมาว่า
       “ครั้งเมื่ออำแดงบัวผันมีอายุได้ ๓ เดือน นอนอยู่ในเมาะ ไม่ได้สวมเสื้อแต่ประการใดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ประหลาดนั้นก็คือมีผึ้ง แมลงชันโรง แมลงวัน และแมลงต่างๆ มารุมตอมโยนีของอำแดงบัวผันเป็นจำนวนมาก ทำให้สร้างความประหลาดใจ แก่บิดามารดาต้องให้เด็กนอนในมุ้งเสมอๆ เมื่ออำแดงบัวผันโตขึ้นมาหน่อย มารดาเอาออกมานอนกลางแจ้ง พวกผึ้ง แมลงภู่ แมลงชันโรง แมลงวัน ต่างมารุมตอมโยนีกันเป็นกลุ่มมากขึ้นกว่าเดิม บิดามารดามีจึงเกิดความสงสัย ว่าเพราะเหตุใดแมลงเหล่านี้จึงแย่งกันมารุมตอมแต่ที่โยนีเท่านั้น ทั้งที่มิใช่วิสัยของแมลงเหล่านี้เลย จึงตัดสินใจลองดมที่โยนี และโยนีนั้น ก็มีน้ำใสๆ ไหลออกมา น้ำที่ไหลนั้นกลับมีความอัศจรรย์มีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุลแห้ง บิดามารดาก็ยังสงสัยอีกว่าถ้าหอมอย่างเดียวคงจะไม่สามารถดึงดูดแมลงต่างๆ ได้เป็นแน่ แต่ด้วยที่อำแดงบัวผันนั้นเป็นลูกของตนเองจึงไม่เกิดความรังเกียจใดๆ ทั้งสองผัวเมียจึงลองชิมน้ำที่ไหลออกจากโยนี น้ำนั้นรสหอมหวานเหมือนน้ำตาลสด ลักษณะของโคกโยนี มีความแปลกมากเหมือนปุ่มฆ้อง โยนีโตเท่ากำปั้นคล้ายหอยโข่ง รูปโยนีไม่รีเหมือนใบพลู แต่โยนีมีรอยขีดยาวนิดหน่อย เมื่อแย้มรอยขีดออกจึงมีรูช่องกลมคล้ายกระบอกไม้ และเมื่ออำแดงบัวผันร้องไห้เสียงก็ไม่เหมือนกับเด็กปกติทั่วไป เสียงนั้นคล้ายกับเสียงเป่าแตรสังข์ ถ้าคราวใดที่อำแดงบัวผันมีเหงื่อออกตามตัว กลิ่นเหงื่อจะหอมเหมือนข้าวใหม่ และถ้ากลิ่นตัวธรรมดาจะเหมือนกลิ่นดอกชำมะนาด เมื่ออำแดงบัวผันโตขึ้น ก็ส่อเค้าว่าจะเป็นสตรีผู้มีความงดงามเป็นเลิศ ปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นทุกวัน ใบหน้ามีความสะสวยเกลี้ยงเกลาหาตำหนิไม่ได้โครงหน้าเป็นดังรูปไข่ คิ้วโก่งสุดหางตา ดวงตาคมกลมดำเป็นมัน เหมือนมณีนิล จมูกโด่งเรียวงามดังคันศร เมื่อใดที่นางยิ้มแก้มทั้งสองข้างจะปรากฎลักยิ้ม แก้มทั้งสองมีสีราวผลมะปรางสุข เนื้อหนังร่างกายอ่อนนุ่มละมุน ดังผ้ากำมะหยี่หรือสำลี เนื้อละเอียดเกลี้ยงมีสองสี มีขาวเจือเหลืองอ่อนเหมือนสีลูกจันทร์สุก เส้นผมอ่อนนุ่มดำเป็นเงาเจืออ่อนๆ มีกลิ่นหอมมาก เล็บมือเท้างุ้มคล้ายเล็บครุฑ ฟันเล็กๆ เท่ากันทั้ง ๓๒ ซีก ส่วนลักษณะของถันยุคลนมทั้งคู่ ก็มีความสวยงามอวบอูมดังดอกบัวสัตตะบงกช ฐานคอดกลางปล้อง ปลายงอน(จะงอนมากหรือไม่นั้นเค้าเล่าว่านำพวงมาลัยมาคล้องไม่ตก) ต้นฐานชิดติดกันขนาดที่ว่าเอาพลูเสียบไม่หล่นก็แล้วกัน นมมีน้ำใสๆ ไหลรินออกมาในบางคราว ที่พิเศษคือกลิ่นหอมหวลมากคล้ายดอกพิกุล เมื่อบัวผันอายุล่วงเลยมาถึงช่วงที่เริ่มมีระดูๆ นั้นหอมคล้ายกลีบดอกพิกุลแห้ง แม้แต่ผ้าที่เปื้อนโลหิต ถึงแม้ว่าจะซักด้วยน้ำแล้วก็ตาม ถ้านำไปตากแดดไว้ สิ่งที่เห็นก็คือมีทั้งแมลงภู่ ผึ้ง แมลงชันโรง แมลงวัน และแมลงอื่นๆ อีกมากมายมาตอมเป็นกลุ่ม ซึ่งเชื่อกันว่าแมลงเหล่านั้นคงจะมาตอมดมหรือสูบกลิ่นหอมหวานของโลหิตติดผ้า โยนีนั้นปราศจากเส้นโลมา เกลี้ยงเกลาขาวนวลบริสุทธิ์จนหาตำหนิไม่มี
  • ประวัติการสร้างสมเด็จวัดระฆัง

    การสร้างสมเด็จวัดระฆัง

     พระเครื่องเป็นศาสตร์และศิลป์ที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน คนสมัยก่อนมักนำบรรจุกรุไว้ดำรงซึ่งพระพุทธศาสนา ต่อมาอีกไม่นานเมื่อถึงกาลกรุแตก คนที่เชื่อเกี่ยวกับความขลังของพระเครื่องก็จะเก็บไป เมื่อกรุแตกแรกพระราคาองค์ละไม่ถึงบาท มีเป็นปิ๊ปๆ ปัจจุบันพระกรุที่มีอายุน้อยแต่ราคามากอันนี้เองที่กำลังจะกล่าวถึง จนได้รับการขนานนามว่าจักรพรรดิพระเครื่องคือ พระสมเด็จแห่งวัดระฆังโฆษิตาราม เป็นพระเครื่องลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ต่อมาพระเครื่องลักษณะนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ดังเช่นพระสมเด็จจิตรลดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จขาโต๊ะ พระตระกูลสมเด็จมีด้วยกัน3รุ่นคือสมเด็จระฆัง บางขุนพรหม เกศไชโย ความศักดิ์สิทธิ์ของพระสมเด็จองค์นี้ ครั้งแรกคงสู้พระชุดกิมตึ๋งไม่ได้ แต่เมื่อนำพระมาสรงน้ำแล้วสามารถรักษาโรคได้ ทำให้ความนิยมองค์พระสมเด็จมีมากขึ้นป็นลำดับ จนมีการจัดชุดพระเบญจภาคี พระสมเด็จซึ่งมีอายุ130ปี เป็นชุดที่มีอายุน้อยที่สุดในชุดนี้เพราะพระรอดมีอายุมากกว่า1000ปี อีกทั้งการซื้อขายพระสมเด็จวัดระฆังนี้ดุเดือดมาก เคยบันทึกว่าเป็นพระที่มีราคาสูงที่สุดถึง 40 ล้านบาทเลยทีเดียว ก่อนที่เราจะรู้จักกรรมวิธีการสร้างพระสมเด็จอันลือลั่น และมีความศักดิ์สิทธิ์ด้านเมตตามหานิยม อีกทั้งยังคงกระพันด้วย จากการบอกกล่าวหลายๆอย่างเช่น ผู้ที่อมพระสมเด็จแล้วถูกยิงไม่ตาย เป็นต้น ก่อนอื่นเราควรรู้จักผู้สร้างพระสมเด็จซึ่งทุกคนต้องรู้จักดีสำหรับเจ้าพระคุณผู้สร้างนี้

       ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย ธนบุรี นามเดิมว่า โต ได้รับฉายา พฺรหฺมรํสี ถือกำเนิตอนเช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีวอก จุลศักราช ๑๑๕๐ ในรัชกาลที่ ๑ ณ บ้านไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเรียนรู้พระปริยัติธรรม ได้อย่างที่เรียกว่า รู้แจ้งแทงตลอด นอกจากท่านจะได้ศึกษาในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังโฆสิตารามแล้ว ท่านยังได้ฝากตัวศึกษาทางด้านปริยัติและด้านปฏิบัติกับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน ณ วัดมหาธาตุ เมื่อกิตติศัพท์ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้เสด็จฯ เข้าแปลพระปริยัติธรรมถวายตามหลักสูตรเปรียญ ในเวลานั้นพระองค์ทรงแปลอยู่ ๓ วัน ก็ปรากฎว่าทรงแปลได้หมดจนจบชั้นเปรียญเอก จึงพระราชทานพัดยศสำหรับเปรียญเอก ๙ ประโยคให้ ทรงถือเป็นสมณศักดิ์ต่อมา อีกทั้งท่านไปพบคัมภีร์ใบลานภาษาสิงหลแตกกรุจึงนำมาเรียบเรียงใหม่ พร้อมตั้งชื่อพ้องกับเทพที่ เคยมาสอนเทวบัญญัติแก่ท่านชื่อท้าวชินบัญจะระ ต่อมาคาถานี้ชื่อ”คาถาชินบัญชร”ได้ร่วมเสกในพระสมเด็จทั้งสมเด็จวัดระฆัง บางขุนพรหมและเกศไชโย เป็นมหามงคลคาถาที่คนนิยมสวดมากที่สุดก็ว่าได้

       ครั้งเมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้ของกรุงสุโขทัย และเป็นเมืองที่ร่ำรวยด้วยโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีพระเครื่องซึ่งงดงามไปด้วยพุทธศิลปะสุโขทัยอันอ่อนช้อยลอยเบาและเป็นพุทธศิลปะอันบริสุทธิ์ของชาวไทยเราอีกด้วย และโดยที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านมีความรู้และแตกฉานทางอักษรโบราณ ท่านจึงสามารถอ่านศิลาจารึกที่ว่าด้วยกรรมวิธีการสร้างพระเครื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างพระพิมพ์ด้วยเนื้อผงขาว ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า เนื้อพระสมเด็จ โดยมีเนื้อหลักเป็นปูนขาว (ปูนหิน) หรือปูนเปลือกหอย ผสมผสานด้วยวัตถุมงคลอาถรรพณ์อื่นๆ และมีผงวิเศษซึ่งสำเร็จจากการลบสูตรสนธิ์จากคัมภีร์ทางพุทธาคม เมื่อนำเอามาบดตำกรองจงดีแล้ว จึงนำเอาวัตถุมงคลและอาถรรพ์ต่างๆ เหล่านั้นมาผสมผสานกับดินสอพอง(ดินขาว) แล้วปั้นเป็นแท่งตากให้แห้งแล้วจึงนำเอามาเขียนอักขระเลขยันต์ตามคัมภีร์บังคับบนกระดานโหราศาสตร์ ซึ่งทำจากไม้ต้นมะละกอ เสร็จแล้วจึงลบเอาผงมาสร้างเป็นพระสมเด็จ ที่เราเรียกว่าผงวิเศษ หรือผงพุทธคุณนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วยังสันนิษฐานกันว่า ท่านยังเอาข้าวก้นบาตรและอาหารคาวหวานที่ท่านฉันอยู่ ถ้าคำไหนอร่อยท่านจะไม่ฉัน จะคายออกมาแล้วตากให้แห้งเพื่อนำไปบดตำสร้างพระสมเด็จของท่าน ซึ่งถูกต้องตามวิธีการสร้างพระอาหารของชาวรามัญ ส่วนตัวประสานหรือตัวยึดเกาะนั้น ที่เราทราบๆ กันอย่างเด่นชัดก็คือ น้ำมันตังอิ้ว น้ำอ้อย น้ำผึ้ง กล้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เยื่อกระดาษ ได้จากการที่เอากระดาษฟางหรือกระดาษสามาแช่น้ำข้ามวันข้ามคืน จนกระดาษละลายเป็นเมือกดีแล้ว จึงนำเอามากรองเพื่อเอาเยื่อกระดาษมาผสมผสานบดตำลงไป เชื่อกันว่าตัวเยื่อกระดาษนี้เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เนื้อพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามมีความหนึกนุ่ม เนื้อจึงไม่แห้งและกระด้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนผสมที่เป็นประเภทพืช เช่น ข้าว อาหาร กล้วย อ้อย เป็นต้น ก็มีส่วนที่ทำให้เนื้อพระมีความหนึกนุ่มอีกเช่นกัน สำหรับในด้านแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามนั้น ถ้าจักได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วจักเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย คือเค้าโครงภายนอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงเรขาคณิต เป็นการออกแบบที่ทวนกระแสความคิดสร้างสรรของคนโบราณอย่างสิ้นเชิง อาจจะพูดได้ว่าเป็นการออกแบบที่เป็นศิลปะของตนเองอย่างบริสุทธิ์ หาได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของศิลปะพระเครื่องสกุลอื่นใดไม่ ทั้งๆ ที่การสร้างพระพิมพ์หรือพระเครื่องได้มีมาแต่ครั้งสมัยคันธารราษฎร์ (อินเดีย) มากกว่า ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ในด้านองค์พระ คงได้แนวคิดและแบบอย่างมาจากพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งส่วนมากจักประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี เฉพาะซุ้มเรือนแก้วนั้น คงจักได้แนวคิดมาจากครอบแก้ว ท่านเป็นผู้สำเร็จวิชาโศรฬมงคลคือรู้อนาคต ด้วยได้ปรารภว่าเก็บไว้ให้ดีต่อไปจะหายาก

       เพราะเหตุจากการสร้างที่ถูกต้องตามหลักพุทธวิทยาคม อีกทั้งยังมีท้าวชินบัญจะระชี้แนะเทวบัญญัติทำให้พระสมเด็จทั้ง3รุ่นมีราคาค่างวดที่สูงมาก แต่พระเครื่องเป็นเพียงวัตถุยึดเหนี่ยวจิตใจ เสมือนมีพระอยู่เป็นเครื่องรับประกันไม่ให้ทำชั่ว หากทำกรรมชั่วเมื่อใดพระองค์นั้นจะไม่คุ้มครอง

     

    เรื่องโดยคุณสุรเชษฐ์ วันทนียวงค์
    ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

  • ต้นไม้มงคลประจำวันเกิด

    ต้นไม้มงคลประจำวันเกิด

    ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
    ไม้มงคลของคนที่เกิดวันอาทิตย์ จะเป็นไม้ดอกสีเหลือง หรือสีส้ม เนื่องจากสีเหลืองและสีส้มเป็นสีที่ถูกโฉลก ต้นไม้ที่เป็นสิริมงคลของคนเกิดวันอาทิตย์มี ดังนี้

    • โป๊ยเซียน พันธุ์ใดก็ได้แต่จะต้องมีดอกสีเหลืองหรือสีส้ม จะเป็นมงคล หากเป็นสีส้มหรือสีเหลืองในดอกเดียวกัน โป๊ยเซียนไม้แห่งโชคลาภจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก
    • โกศล ซึ่งก็มีสีที่ถูกโฉลก คำว่าโกศลนั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่าคือการสร้างบุญคุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข
    • จำปา ถือเป็นต้นไม้ที่จะนำโชค และเหมาะสมกับคนเกิดวันอาทิตย์อย่างยิ่ง
      ชบา ทั้งที่ดอกสีเหลือง และ สีส้ม ซึ่งจะทำให้บ้านดูสดใส
    • ราชพฤกษ์หรือคูน จะทำให้บ้านดูสดใส และยังมีความเป็นมงคลทางด้านช่วยให้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี
      กุหลาบ ควรเป็นกุหลาบดอกสีเหลือง หรือส้ม หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ

    ผู้ที่เกิดวันจันทร์
    ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันจันทร์ ถ้าเป็นไม้ดอกควรเป็นไม้ที่มีดอกสีขาวหรือเหลืองจะถูกโฉลกมาก คนเกิดวันจันทร์จะมีต้นไม้ที่เป็นสิริมงคลให้เลือกปลูก ดังนี้

    • วาสนา จะให้คุณทางด้านบุญที่สูงล้น มีโชควาสนา วาสนาอธิษฐาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดความสุข สมหวัง
    • โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข
    • มะลิ เป็นสิริมงคลทางด้านทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ มีความรักและความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป
    • ราตรี นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจยังให้ความเป็นสิริมงคลดีมาก
    • กวนอิม เชื่อกันว่าเมื่อปลูกกวนอิมในบ้านจะเกิดเป็นสิริมงคล นำผลให้มีฐานะดี เกิดความร่ำรวย
    • โป๊ยเซียน ควรเลือกปลูกที่ดอกสีขาว หรือสีเหลือง โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก
    • จำปี หากนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า
    • พลูด่าง เป็นไม้ที่เจริญงอกงามง่าย ให้คุณทางด้านการเจริญงอกงามในชีวิต
    • มะยม เชื่อว่าสามารถป้องกันความถ่อย ถ้อยความ และผีร้าย แต่บางตำราว่าจะทำให้ผู้คนนิยมชมชอบ

    ผู้ที่เกิดวันอังคาร
    สีมงคลของคนวันอังคารคือ สีแดง หรือชมพู ดังนั้นไม้ดอกที่ปลูกควรเป็นสีใดสีหนึ่งนี้ ไม้ประดับที่เป็นสิริมงคล ได้แก่

    • กุหลาบ ควรปลูกที่ดอกสีแดงหรือชมพู เกิดความสุขความสบายใจและมีความเจริญรุ่งเรืองเกิดความสง่างาม ภาคภูมิ
    • โป๊ยเซียน เลือกที่ดอกสีแดงหรือชมพู จะช่วยให้มีความโชคดีในชีวิตเสมอ
    • อัญชัน เป็นไม้ประดับที่ให้คุณกับคนเกิดวันอังคารทางด้านความเป็นสิริมงคล
    • โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข
    • เข็ม ควรเป็นเข็มแดงหรือชมพู เชื่อว่าจะทำให้สมองปลอดโปร่ง เกิดความคิดความอ่านที่ดี ให้คุณโดยทั่วไปด้วย
    • ชบา ที่ถูกโฉลกต้องเป็นชบาสีแดงหรือชมพู ให้คุณด้านการงานเจริญก้าวหน้าไร้ปัญหาและอุปสรรค
      พญายอ หากคนวันอังคารปลูกเลี้ยงไว้ท่านว่าจะทำให้ดำเนินชีวิตราบรื่นเป็นสุขสมบูรณ์

    ผู้ที่เกิดวันพุธ
    ควรเลือกที่มีดอกสีเหลืองซึ่งเป็นสีต้องโฉลก

    • กวนอิม เชื่อกันว่าเมื่อปลูกกวนอิมในบ้านจะเกิดเป็นสิริมงคล นำผลให้มีฐานะดี เกิดความร่ำรวย
    • วาสนา ให้คุณทางด้านบุญที่สูงล้น มีโชควาสนา วาสนาอธิษฐาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดความสุข สมหวัง ทำให้เกิดแรงบันดาลตามความปรารถนา
    • พลูด่าง เป็นไม้ที่เจริญงอกงามง่าย ให้คุณทางด้านการเจริญงอกงามในชีวิต
    • โป๊ยเซียน ควรเป็นโป๊ยเซียนที่มีดอกสีเหลือง โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก
    • กล้วย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยชนิดใด จะให้ผู้ปลูกร่มเย็นเป็นสุขกายสบายใจ
    • ราชพฤกษ์หรือคูน มีความเป็นมงคลทางด้านช่วยให้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี
    • กุหลาบ ทำให้ประสบกับความสุขสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน
    • โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข
    • ชบา ควรเลือกปลูกชบาที่ดอกสีเหลือง

    คนเกิดวันพฤหัสบดี
    จะมีรูปร่างสง่างามทั้งชายและหญิง มีสติปัญญาดีฉลาดหลักแหลมเป็นเลิศ มีความละเอียดลึกซึ้ง ทำงานประณีต สนใจใฝ่หาความรู้สม่ำเสมอ พูดจาฉะฉานมีหลักการ เชื่อในความคิดของตัวเองจนไม่ค่อยยอมรับฟังคนอื่น โกรธง่ายหายเร็ว เมื่อโต้เถียงกับใครอยากเป็นฝ่ายถูกแต่ไม่คิดจะเก็บมาเป็นอารมณ์ เพียงแค่อยากชนะเท่านั้น มีความมุ่งมั่น และตั้งใจสูง ตัดสินใจแล้วยากที่จะเปลี่ยนแปลง มีความทะเยอทะยาน ต้องการทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ และฐานะ จะวางแผนอย่างรอบคอบและอดทนรอคอยอย่างใจเย็นชะตาชีวิตจะได้ดีมีเกียรติ มีทรัพย์ แต่จะมีทุกข์เรื่องเพื่อนฝูงหรือคู่ครอง เพราะเป็นคนเจ้าชู้ บริวารไม่ค่อยเชื่อฟัง ชะตาชีวิตต้อยคอยค้ำชูผู้อยู่รอบข้างเสมอ      ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี ควรเป็นไม้ดอกสีขาวจึงจะต้องโฉลก

    • มะลิ ถือเป็นไม้มงคลที่สูงค่าจึงนิยมใช้บูชาพระ ไม่ว่าจะเป็นมะละซ้อนหรือมะลิลา ก็เป็นสิริมงคลทางด้านทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ มีความรักและความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป
    • จำปี เป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งของผู้เกิดวันพฤหัสบดี หากนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า
    • ราตรี นอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจยังให้ความเป็นสิริมงคลดีมาก
    • พุด ไม่ว่าจะเป็นพุดชนิดใดจะส่งผลให้มีความเจริญ มั่นคง แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งสิ้น แต่ควรเป็นพุดชนิดที่ดอกสีขาวก
    • กุหลาบ ควรเป็นดอกสีขาว หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ
      แก้ว ท่านว่าปลูกแล้วจะส่งผลให้คนในบ้านนั้นมีความดี มีความสูงค่า มีจิตใจแจ่มใสบริสุทธิ์ดุจแก้ว

    คนเกิดวันศุกร์
    คนเกิดวันศุกร์มักมีบุคลิกดี มีปากเป็นเอก คือพูดจาหวาน ช่างยกยอเอาอกเอาใจ ปลอบประโลมคนเก่ง วัยเยาว์มักอาภัพมีญาติก็เหมือนไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะกำพร้าบิดาตั้งแต่เล็ก เป็นคนรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวแต่แต่งไม่ขึ้นนัก มักนิยมของงามของหรูหราโอ่อ่า แต่เป็นไปในทางสมถะ เป็นคนขี้น้อยใจ จิตใจดี ใสซื่อ ไม่เคยคิดแค้นใคร ชอบพูดจากอ่อนน้อมถ่อมตน แต่เมื่อโกรธแล้วปากร้ายพูดให้คนเกลียดได้ มีความรู้ความสามารถโดดเด่น รักเพื่อนฝูง มีน้ำใจเมตตากรุณา ทำคุณคนไม่ขึ้น ไม่ทะเยอทะยาน ชอบชีวิตสุขสงบ มั่นคง ปลอดภัย ไม่นิยมเสี่ยงโชค
    ชะตาชีวิตมักถูกคนรอบข้างเบียดเบียนพึ่งพาอาศัย แต่ตัวเองก็ยินดีช่วย ต้องทำงานที่ใช้พรสวรรค์จะได้ดีกว่าทางที่เล่าเรียนมา จะอาภัพคู่ครอง เป็นคนเจ้าชู้หมกมุ่นในโลกีย์ โดยทั่วไปมักไม่ตกยาก เพราะมีความรู้ดีและมีผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูอยู่เสมอ ให้ระวังเรื่องความใจอ่อน และไม่ควรวางใจใครง่ายๆ

    ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันศุกร์ มีดังนี้

    • กุหลาบ ควรเป็นกุหลาบแดง หรือชมพู หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ
    • อัญชัน นั้นให้คุณด้านการประสบความสำเร็จในชีวิต
    • เข็ม หากปลูกเข็มไม่ว่าจะสีแดงหรือชมพูไว้ในบ้าน จะทำให้ชีวิตก้าวหน้าไปด้วยดี
    • ชบา เป็นไม้ที่เป็นสิริมงคลของคนเกิดวันศุกร์ จะสีแดงหรือชมพูก็ดีทั้งสิ้น
    • โกศล นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข
    • โป๊ยเซียน ควรปลูกที่ดอกสีแดงหรือชมพู โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก

    คนเกิดวันเสาร์
    คนวันเสาร์เป็นคนกล้าแกร่งห้าวหาญ ใจนักเลงกล้าได้กล้าเสีย ใจกล้า บ้าบิ่น พูดจานุ่มนวลไม่เป็น พูดเสียงแข็ง ไม่มีหางเสียง หรือพูดน้อย มีครอบครัวใหญ่ มีญาติมากพี่น้องมาก มีความสุขุมรอบคอบ คิดถี่ถ้วนมากจนเป็นคนใจโลเลไม่เด็ดเดี่ยวหนักแน่น มีเพื่อนมากหลากหลายประเภทเพราะเป็นคนถึงไหนถึงกัน มีความอดทนดีแต่ก็ไม่ชอบสิ่งซ้ำซาก เป็นคนอยากรู้อยากเห็น ชอบแสวงหาอะไรใหม่ ๆ และเป็นคนดื้อเงียบ ถือทิฐิ มีเล่ห์เหลี่ยมพอสมควร บางครั้งสนใจเรื่องตนเองมากไปจนเหมือนเห็นแก่ตัว ชะตาชีวิตชอบอยู่อย่างเรียบง่าย ชอบงานที่ไม่ต้องเคร่งเครียด มักมีคู่มากแต่ไม่ใช่คู่แท้ ควรระวังเรื่องเพื่อนจะนำความเดือดร้อนมาให้ และหากเชื่อฟังคำเตือนของคนอื่นบ้าง ลดความห้าวหาญลงบ้างจะได้ดีมีอนาคตสดใส

    ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันเสาร์ มีดังนี้

    • วาสนา ตามตำรามิได้ระบุไว้ว่าเป็นวาสนาพันธุ์ใด แต่ขึ้นชื่อว่าวาสนาแล้วนั้นให้คุณทั้งสิ้น วาสนาราชินี จะให้คุณทางด้านบุญที่สูงล้น มีโชควาสนา วาสนาอธิษฐาน เชื่อว่าจะทำให้เกิดความสุข สมหวัง ทำให้เกิดแรงบันดาลตามความปรารถนา
    • มะลิ ไม่ว่าจะเป็นมะละซ้อนหรือมะลิลา ก็เป็นสิริมงคลทางด้านทำให้คนในบ้านมีความบริสุทธิ์ มีความรักและความคิดถึงแก่บุคคลทั่วไป
    • กวนอิม เป็นไม้ที่ชื่อเป็นสิริมงคล ดังนั้นนอกจะเป็นมงคลแก่ผู้เกิดวันเสาร์แล้วยังส่งผลถึงบุคคลอื่นในครอบครัวด้วย เชื่อกันว่าเมื่อปลูกกวนอิมในบ้านจะเกิดเป็นสิริมงคล นำผลให้มีฐานะดี เกิดความร่ำรวย
    • จำปี หากนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า
    • จำปา ถือเป็นต้นไม้ที่จะนำโชค และเหมาะสมกับคนเกิดวันเสาร์อย่างยิ่ง
    • ราชพฤกษ์หรืคูน ด้วยดอกที่เป็นพวงระย้าที่สวยงาม และสีเหลืองที่จะตัดกับสีของฟ้าในฤดูร้อน จะทำให้บ้านดูสดใส และยังมีความเป็นมงคลทางด้านช่วยให้มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี
    • มะม่วง นอกจากจะเก็บผลกินได้แล้ว ยังเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกร่ำรวยยิ่งขึ้นอีกด้วย

      ทั้งหมดนี้ก็เป็นไม้ประจำวันเกิดและอุปนิสัยโดยคร่าวๆ ของผู้ที่เกิดในวันต่างๆ หวังว่าท่านทราบแล้วคงนำเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้ชีวิตดีขึ้น นอกจากจะมานั่งปลูกต้นไม้กันแล้วก็ควรจะปรับปรุงตนให้เป็นมงคลแก่ตัวเองและคนใกล้เคียงด้วย อย่างที่บอกกันบ่อยๆ ว่าควรจะเริ่มจากตนเองนั่นแหละที่สำคัญที่สุด การที่พึ่งสิ่งอื่นมันเป็นเรื่องรอง ทราบกันแล้วก็อย่าลืมนำไปใช้กัน ถือว่าเก็บมาฝากประดับความรู้ของท่านๆ ก็แล้วกัน

     

  • อาร์คิมีดิส

    อาร์คิมีดิส

    กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วบนแผ่นดินเซอราคิวส์ ที่ตั้งของประเทศกรีซใน ปัจจุบัน นักคณิตศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องท่านหนึ่งได้คิดทฤษฎีว่าด้วยรูปทรง ปริมาตร ดวงดาว และกลศาสตร์ ต่างๆ มากมาย เวลาที่ผ่านเนิ่นนานมา ค่อยๆ ย่อยทำลายประวัติอันน่าสนใจของท่านจนเหลือเพียงเรื่องราวของ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ร้อง “ยูเรก้า” แล้ววิ่งแจ้นมาจากโรงอาบน้ำ เพื่อพิสูจน์มงกุฎทองคำของพระราชา

    ใครๆ คงรู้จักชื่อของอาร์คิมีดิสดี นักคณิตศาสตร์ท่านนี้มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 290 ปีก่อนคริสตกาล (ราว พ.ศ. 253) ในนครเซอราคิวส์ (Syracuse) อันเป็นนครรัฐใหญ่แห่งหนึ่งแถบซิซิลี และมีความสนิทสนมกับกษัตริย์ไฮเออโรที่ 2 ความปราดเปรื่องของอาร์คิมีดิสมีมากมาย ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกัน การโจมตีจากพวกโรมันเมื่อ 213 ปีก่อนคริสตกาล โดยการสร้างยุทโธปกรณ์บางอย่าง แต่เซอราคิวส์ก็ถูกโรมันโจมตีได้ในที่สุด และอาร์คิมีดิสก็เสียชีวิตในคราวนี้ด้วย

    อาร์คีมิดิสลงในอ่างอาบน้ำก็เห็นร่างกาย แทนที่น้ำในอ่าง และน้ำก็ล้นออก ทำให้สามารถนำหลักการนี้ ไปใช้พิสูจน์มงกุฎของพระราชาไฮเออโรได้ว่า ช่างทองซื่อตรงหรือไม่

    นอกจากนี้ อาร์คิมีดิสยังได้สร้างทรงกลมไว้สองลูก (เล่ากันว่า แม่ทัพโรมัน ได้นำกลับไปโรมด้วย) ลูกหนึ่งเป็นแผนที่ดาว (คล้ายลูกโลก แต่เป็นแผนที่ดาว บนทรงกลมแทน) อีกลูกเข้าใจว่าเป็นแบบจำลองการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์อื่นๆ สำหรับเรื่องที่ว่าอาร์คิมีดิสเป็นผู้พิสูจน์น้ำหนักของมงกุฎ พระราชานั้น น่าจะเป็นความจริง แต่ที่เล่าว่า พอคิดออกก็ลุกจากโรงอาบน้ำทั้งยัง เปลือยกายล่อนจ้อน แล้วร้อง ยูเรก้า (ความจริงท่านร้องว่า อิว-เรคา [Heureka, Eureka] หมายถึง ฉันพบแล้ว) นั้น คงจะแต่งเล่นในภายหลังมากกว่า

    ส่วนการพิสูจน์มงกุฎนั้น ทำโดยนำทองคำบริสุทธิ์ตามน้ำหนักที่กำหนด ไปตวงหาปริมาตร คือ ใส่ในภาชนะปริ่มน้ำ แล้ววัดปริมาตรน้ำที่ล้นออก น้ำล้นจะมีปริมาตรเท่ากับปริมาตรทองคำ หากมงกุฎนั้นเป็นทองบริสุทธิ์ เมื่อใส่อ่างน้ำ ปริมาตรน้ำล้นจะต้องเท่ากับที่วัดจากทองบริสุทธิ์ แต่หากมงกุฎนั้น เป็นทองผสม (โดยช่างทำมงกุฏให้มีน้ำหนักเท่ากับที่กำหนด แต่ความจริง ผสมโลหะอื่นลงไป และลดเนื้อทองให้น้อยลง หากโลหะผสมไม่มากนัก ก็จะแยกแยะด้วยตาเปล่าไม่ออก) ปริมาตรจะมากกว่า เพราะโลหะที่นำมาผสมได้ เช่น เงิน หรือ ทองแดง ล้วนมีความหนาแน่นน้อยกว่าทองคำ หากจะผสมให้มี น้ำหนักเท่าที่กำหนด ต้องเพิ่มโลหะเข้าไปมาก (ความหนาแน่น = น้ำหนักต่อปริมาตร) ความจริงเรื่องเล่าข่าวลือเกี่ยวกับอาร์คิมีดิสยังมีอีกมาก บ้างก็ว่าท่านสามารถ ใช้กระจกเงาจำนวนมหาศาลสะท้อนแสงไปเผาทัพเรือพวกโรมันได้ และยังบอกว่า อาร์คิมีดิสเคยกล่าวว่า “หาที่ให้ฉันยืนสิ ฉันจะงัดโลกให้ดู” นี่ก็เหลวไหลอีกเช่นกัน และยังมีเรื่องเล่าว่า ที่อาร์คิมีดิสถูกทหารโรมันฆ่าตายก็เพราะไม่ยอมมอบแผนผัง ทางคณิตศาสตร์บางอย่างให้

    ผลงาน

    ผลงานของอาร์คิมีดิสที่เขียนไว้เป็นภาษากรีก มีด้วยกัน 9 เล่ม ดังนี้

    ว่าด้วยทรงกลมและทรงกระบอก (On the Sphere and Cylinder) (สองเล่ม) โดยกล่าวว่า พื้นที่ของผิวทรงกลมใดๆ มีค่าเป็น 4 เท่าของพื้นที่วงกลมที่ใหญ่ที่สุด ที่บรรจุในทรงกลมนั้น (สมการในปัจจุบันก็คือ S = 4 r2) และปริมาตรของทรงกลมเป็น 2/3 เท่าของปริมาตรทรงกระบอกที่สูงเท่ากัน (นั่นคือ V = 4/3r3) อาร์คิมีดิสภาคภูมิใจ กับการค้นพบความจริงดังกล่าวมาก และได้ให้จารึกคำสอนดังกล่าวไว้บนหลุมศพของตน โดยทำเป็นรูปทรงกลมบรรจุอยู่ในกระบอก หลังจากอาร์คิมีดิสเสียชีวิตได้ประมาณ 150 ปี ซิเซอโร นักปราชญ์ชาวกรีกผู้มีชื่อเสียงจึงได้พบหลุมศพดังกล่าวซึ่งมีหญ้าขึ้นปกคลุมไปหมด

    การวัดวงกลม (Measurement of the Circle) เป็นงานชิ้นสั้นๆ ที่กล่าวถึงอัตราส่วนของค่าพาย () ซึ่งเป็นอัตราส่วนของ เส้นรอบวงกลม ต่อรัศมีของวงกลม ว่ามีค่าอยู่ระหว่างกรอบ 3 1/7 – 3 10/71 ผู้ที่เสนอปัญหานี้คงจะเป็นอาร์คิมีดิส โดยใช้รูปทรงหลายเหลี่ยม เพื่อหาค่า จนมีการพัฒนาเรื่องอนุกรมขึ้นในปลายศตวรรษที่ 17 ผลงานชิ้นนี้ยังแสดง ค่าประมาณที่แม่นยำของรากที่สองของ 3 และของตัวเลขจำนวนมากๆ อีกหลายจำนวน

    ว่าด้วยทรงกรวย และทรงกลม (On Conoids and Spheroids) เกี่ยวกับการพิจารณาปริมาตรของเสี้ยวทรงตัน ที่เกิดจากการหมุนภาคตัดกรวย (วงกลม วงรี พาราโบลา หรือ ไฮเพอร์โบลา) รอบแกนของตัวเอง ปัจจุบันนี้เราถือว่านี่เป็นปัญหาการใช้อินทีเกรชั่น สำหรับเรื่อง ว่าด้วยเส้นเกลียว (On Spirals) นั้นได้บรรยายถึงโลคัสของจุดที่เคลื่อนที่ (ด้วยความเร็วคงที่)ไปตามแนวเส้นตรง (ที่กำลังหมุนรอบตัวเองอยู่ด้วยความเร็วคงที่) ณ จุดใดๆ

    ว่าด้วยดุลยภาพของระนาบ (On the Equilibrium of Planes) (หรือ จุดศูนย์ถ่วงของระนาบ (Centers of Gravity of Planes) สองเล่ม) ส่วนใหญ่กล่าวถึงการเสนอให้ศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วงของระนาบตรงใดๆ เล่มแรกกล่าวถึงกฎของคาน (ระดับความสูงบนคานที่ระยะไกลจากจุดหมุน เป็นอัตราส่วนผกผันกับน้ำหนัก) และจากผลงานเหล่านี้ทำให้ อาร์คิมีดิสได้รับการยกย่องเป็นผู้วางรากฐานวิชากลศาสตร์ทฤษฎี (Theoretical Mechanics)

    เสี้ยวของพาราโบลา (Quadrature of the Parabola) เป็นคำบรรยายเชิงกลศาสตร์ในตอนแรก และจากนั้นก็ใช้วิธีการทางเรขาคณิตแบบเดิม ที่ว่าพื้นที่ของส่วนใดๆ ของพาราโบลา จะเท่ากับ 4/3 ของพื้นที่สามเหลี่ยม ที่มีฐานและความสูงเท่ากับส่วนเสี้ยวนั้น และปัจจุบันนี้ปัญหาดังกล่าวต้องอาศัย อินทีเกรชั่นมาอธิบาย

    นักคำนวณทราย (The Sand-Reconer) เป็นตำราแต่งไว้สั้นๆ อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจระบบความคิดเรื่องจำนวนของกรีก โดยแสดงวิธีการนับจำนวนที่มีค่ามากๆ เช่น นับเม็ดทรายที่จะถมจนเต็มจักรวาล อาร์คิมีดิสสร้างระบบที่อิงฐานเลข 100,000,000 (พวกบาบีโลนมีระบบอิงฐานเลข 60) นับว่าเป็นตำราที่น่าสนใจมาก เพราะได้พิจารณาเส้นผ่านศูนย์กลางของพระอาทิตย์ ที่ปรากฏ โดยการสังเกตด้วยเครื่องมือ

    วิธีการอันเกี่ยวกับทฤษฎีบทกลศาสตร์ (Method Concerning Mechanical Theorems) บรรยายถึงกระบวนการค้นพบในทางคณิตศาสตร์ โดยเล่าถึงการใช้วิธีการเชิงกลศาสตร์ในการค้นพบคำตอบต่างๆ เช่น พื้นที่ของเสี้ยวพาราโบลา รวมทั้งพื้นที่ผิวและปริมาตรของทรงกลม นับเป็นงานชิ้นหนึ่งในบรรดาน้อยชิ้นที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว และเป็นผลงาน สมบูรณ์ชิ้นเดียวที่หลงเหลือจากสมัยโบราณ

    ว่าด้วยเทหวัตถุลอย (On Floating Bodies) (สองเล่ม) พบแต่บางส่วนที่เป็นภาษากรีก ส่วนที่เหลือเป็นเนื้อความที่แปลจากภาษากรีก เป็นภาษาละตินสมัยกลาง นับเป็นงานชิ้นแรกที่ว่าด้วยเรื่องไฮโดรสแตติกส์ และนักวิชาการยกย่องให้อาร์คิมีดิสเป็นผู้วางรากฐานวิชานี้ เป้าหมายของเรื่องนี้ ก็เพื่อพิจารณาตำแหน่งที่ของแข็งต่างๆ จะปรากฏ เมื่อลอยอยู่ในของเหลว โดยขึ้นกับรูปร่าง และการแปรเปลี่ยนตามความถ่วงจำเพาะ ในเล่มแรกได้กล่าวถึง หลักทั่วไปไว้หลายอย่าง โดยเฉพาะ (Proposition 7) หลักที่เรียกภายหลังว่า หลักการของอาร์คิมีดิส กล่าวคือ “ของแข็งที่หนาแน่นกว่าของเหลว จะจมอยู่ใต้ของเหลวนั้น และปริมาตรของเหลวที่ถูกแทนที่ เท่ากับปริมาตร ของของแข็งนั้น” เป็นต้น ส่วนเล่มที่สองเป็นการพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ของเสถียรภาพที่วัตถุพาราโบลอยด์หมุนเมื่อลอยในของเหลวที่ความถ่วงจำเพาะสูง

    ความจริงแล้วอาร์คิมีดิสได้เขียนตำรับตำราไว้มาก แต่ไม่หลงเหลือให้เราได้ศึกษา พบเห็นแต่ที่กล่าวอ้างอิงไว้ในผลงานของนักปราชญ์ท่านอื่นๆ ในสมัยหลังอาร์คิมีดิส ไม่มากนัก เช่น การแก้ปัญหาที่มีตัวแปรที่ไม่ทราบถึง 8 ตัว หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แบ่งเป็น 14 ส่วนเพื่อเล่นเกมบางอย่าง และยังมีงานบางชิ้นปรากฏแปลเป็นภาษาอาหรับไว้ แม้จะไม่ปรากฏชื่ออาร์คิมีดิส ก็เชื่อได้ว่ามีเค้าความคิดของท่านอยู่ชัดเจน

    นอกจากนี้อาร์คิมีดิสยังมีชื่อเสียงในฐานะนักดาราศาสตร์อีกด้วย แต่มีผลงานหลงเหลือมาน้อยเหลือเกิน ที่ปรากฏนั้นเป็นหลักฐานอ้างถึงในงานอื่นๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น การระบุระยะทางระหว่างดวงดาวต่างๆ จากโลก ซึ่งปรากฏในทฤษฎีของพิทาโกรัส

    นับว่าอาร์คิมีคิสมีอิทธิพลต่องานด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในสมัยต่อมาอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นับจากสมัยของ อาร์คิมีดิส มีหลักฐานว่ามีการแปลตำราด้านคณิตศาสตร์ของอาร์คิมีดิสเป็น ภาษาอาหรับในศตวรรษที่ 8-9 นั่นเองที่ทำให้มีการศึกษาผลงานเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องปริมาตรของทรงตันหมุนรอบตัว และผลงานด้านคณิตศาสตร์ ของปราชญ์ชาวอาหรับในต้นสมัยกลางก็ได้รับอิทธิพลจากการศึกษาผลงานของ อาร์คิมีดิสเป็นจำนวนมาก

    ระหัดวิดน้ำของอะคิมิดิส
    โฉมหน้าของระหัดวิดน้ำแบบอาร์คิมีดิส นอกจากนี้ อาร์คิมีดิสยังได้ชื่อว่า เป็นนักประดิษฐ์ โดยประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เรียกว่า ระหัดวิดน้ำแบบอาร์คิมีดิส (Archimedes’s Screw) เป็นเครื่องกลอย่างหนึ่งที่ใช้ชักน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงได้ โดยใช้วิดน้ำจากเรือใหญ่ ระหัดแบบนี้ มีโครงสร้างประกบด้วยท่อยาวขดเป็นเกลียว ที่ปลายด้านล่าง มีหอยโข่งปิด และเอียงเป็นมุม 45 องศา ปลายด้านล่างจุ่มลงน้ำ เมื่อเกลียวท่อหมุน น้ำก็จะไหลขึ้นไปตามท่อ ระหัดอาร์คิมีดิสบางแบบใช้หอยโข่งหมุนเวียน รอบท่อซึ่งติดอยู่กับที่ หรือใช้ท่อรูปหอยโข่งหมุนรอบแกนนิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ผลงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดของอาร์คิมีดิสเพิ่งปรากฏ ในศตวรรษที่ 16-17 โดยมีการพิมพ์ตำราภาษากรีก เมื่อ พ.ศ. 2087 ส่วนการแปลเป็นภาษาละตินนั้นมีปรากฏในเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก ซึ่งยังสะท้อนอยู่ในผลงานของนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น เคปเลอร์, กาลิเลโอ เป็นต้น ส่วนฉบับแปลผลงานโดยสมบูรณ์เป็นภาษาละติน รวมทั้งบทอธิบายขยายความของนักปราชญ์โบราณ ก็มีอิทธิพลต่อ นักคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 หลายท่าน โดยเฉพาะ เรเน เดส์คาร์ตส์ และ ปิแอร์ เดอ แฟร์มาต์ กล่าวได้ว่าหากปราศจากพื้นความรู้จากนักคณิตศาสตร์ โบราณที่เพิ่งค้นพบ ใหม่แล้ว พัฒนาการทางคณิตศาสตร์ในยุโรปในสมัย พ.ศ. 1550 – 1650 คงจะบังเกิดขึ้นไม่ได้

    โดย…ธวัชชัย ดุลยสุจริต

  • อุบัติเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ที่เราต้องระวัง

    อุบัติเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ที่เราต้องระวัง

    อายุ
    อุบัติเหตุ
    การป้องกัน
    แรกเกิด-4 เดือน
    • หายใจไม่ออกเพราะหมอน
      หรือมี่นอนอุดจมูกและปาก
    • สำลักน้ำ นม
    • แขน ขา หรือคอขัดในซี่ลูกกรงของเตียง
    • ที่นอนต้องเนื้อแน่นและแข็ง
      พอประมาณ ไม่จำเป็นต้องหนุนหมอน
    • อุ้มทารกเวลาให้นม
    • ตีลูกกรงเตียงให้ถี่หรือใช้ฟองน้ำ
      กั้นรอบเตียง
    4-9 เดือน
    • ตกจากที่สูง จมน้ำในอ่าง
    • ถูกของมีคมบาดหรือได้รับสารพิษทางปาก
    • อย่าปล่อยทารกไว้คนเดียว
    • อย่าทิ้งทารกไว้ในอ่างอาบน้ำคนเดียว
      แม้ทารกนั่งได้แล้ว
    • ของเล่นต้องไม่คมหรือมีแง่นุนหรือทาเคลือบ
      สีที่มีส่วนผสมของสารที่มีอันตราย
    • เก็บของที่จะเป็นอันตรายต่อทารกไว้ในที่ทารก
      หบิบไม่ถึง
    9-12 เดือน
    • ของเล่นติดคอ หู จมูก
    • ของเล่นต้องมีขนาดใหญ่พอที่ทารกอมไม่ได้และ
      ไม่มีส่วนประกอบเล็กๆที่ทารกดึงออกมาได้ง่าย
    12-24 เดือน
    • หกล้ม หัวโน
    • ตกบันไดหรือที่สูง
    • น้ำร้อนลวก ของหล่นใส่
    • ไฟฟ้าดูด
    • อย่าปล่อยให้ทารกอยู่คนเดียว ต้องดูแลอย่างใกล้
      ชิด ซ่อแซมโต๊ะ เก้าอี้ให้แข็งแรง
    • ใช้เครื่องเรือนที่มีส่วนฐานมั่นคงเคลื่อนที่ไม่ได้
      หาที่กั้นบันได ประตู หนัาต่าง
    • ไม่ให้เข้าไปเล่นในครัว เข้าใกล้เตารีดเก็บกระติกน้ำร้อนให้สูงพ้นมือเด้ก
      และระวังเด็กดึงผ้าปูโต๊ะ
    • ย้ายปลั๊กไฟฟ้าให้สูงพ้นมือเด็กหาที่ปิดปลั๊กไฟฟ้ามาปิด