Author: admin

  • บัญญัติ 10 ประการ สำหรับมือใหม่หัดปลูก

    บัญญัติ 10 ประการ สำหรับมือใหม่หัดปลูก

    หลังจากที่คุณมองหาอะไรสักอย่างที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาอันว่างเปล่าจากการทำงาน และได้ตกลงใจที่จะชักชวนสมาชิกในครอบครัวทำสวนครัวสักแปลงหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้โครงการที่ตั้งไว้พังทลายลงมา บัญญัติ 10ประการต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่มือใหม่หัดปลูกทุกคนควรจะปลูกไว้ในใจให้หยั่งรากลึก เพื่อที่คุณและสมาชิกในครอบครัวจะพัฒนาเป็นหนึ่งในพวกมือเย็น

    เตรียมอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการเริ่มต้น : หาเวลาว่างสักวันหนึ่ง แล้วเดินทางไปยังตลาดนัดจตุจักร หรือร้านขายอุปกรณ์ทำสวน เพื่อหาซื้ออุปกรณ์ที่คุณจำเป็นต้องมี ได้แก่ สายยาง, จอบ, ปุ๋ย, ถุงมือยาง, ฝักบัวรดน้ำต้นไม้ และที่สำคัญคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกนั้นเอง อันที่จริงยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่น่าจะมีติดบ้านไว้ในฐานะคนสวนที่ดีในอนาคต แต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คือ อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องหาซื้อ (ถ้าไม่มี) หากคุณจะเริ่มต้น

    ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป : ถ้าคุณไม่ค่อยแน่ใจในเวลาว่างของตนเอง รวมทั้งไม่ค่อยแน่ใจในความร่วมมือจากสมาชิกในครอบครัวละก็ เริ่มที่แปลงเล็ก ๆ ก่อน อาจจะปลูกใส่กระถาง หรือใส่กระบะไว้ หากมั่นใจแล้วค่อยขยับขยายต่อไป

    ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: สำรวจพื้นที่เสียหน่อย ว่าจุดที่คุณจะนำเมล็ดน้อย ๆ ไปหว่านนั้น ได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเพียงต่อการสังเคราะห์แสง ซึ่งโดยทั่วไป พืชควรจะได้รับแสงแดดวันละราว ๆ 8 ชั่วโมง แต่สำหรับพืชบางชนิดนั้นต้องการร่มเงาเล็กน้อย เช่น แตงกวา หรือผักกาดหอม ก็อาจจะปลูกไว้ข้าง ๆ ต้นมะเขือ หรือใต้หลักไม้เลื้อยอย่างตำลึง เป็นต้น

    อย่าให้พืชขาดสารอาหาร: สารอาหารของพืชนั้นอยู่ในดิน คุณควรจะรู้สักนิดดีกว่า ว่าที่ดินของคุณนั้น อุดมสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่ โดยการหาซื้อกระดาษลิตมัส (ที่คุณเคยใช้ทดลองวิทยาศาสตร์ในสมัยเด็ก ๆ นั่นแหล่ะ) เพื่อทดสอบความเป็นกรด-ด่างของผิวดิน และอุปกรณ์วัดปริมาณสารอินทรีย์ในดิน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์การทำสวนทั้งหลาย ซึ่งใช้วิธีการเทียบสีกับแผนภูมิที่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แนบมา
    การรู้จักสภาพดินที่มีอยู่นั้น จะช่วยให้คุณได้เตรียมปรับสภาพดิน เช่น หากดินมีฤทธิ์เป็นกรด ก็ต้องหาปูนขาวหรือกำมะถันมาช่วย หรือดินแปลงนี้ขาดสารอินทรีย์ที่จะให้พืชพอหรือไม่ หากขาด ก็ต้องนำปุ๋ยหมักมาลงเพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น

    กรุยทางด้วยของถูกเสียก่อน: อย่าพยายามเริ่มต้นด้วยการขุดหลุมฝังเมล็ดพันธุ์ราคาแพง ๆ ควรจะเลือกที่ราคาย่อมเยามาปลูกก่อนเพื่อเป็นการพรวนดินให้ร่วนซุยขึ้นเสียก่อน

    เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: หาความรู้เสียหน่อยเกี่ยวกับพืชที่คุณคิดจะปลูก เช่น ควรปลูกช่วงไหน เพราะการเจริญเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศด้วย เช่น หากคุณคิดจะปลูกมะนาวสักต้น ควรจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เป็นต้น

    ผักพื้นบ้านทนทานกับอากาศแวดล้อม: การเลือกพันธุ์นั้น เลือกพันธุ์พื้น ๆ ที่ใกล้ตัวเสียก่อน เอาชนิดที่ดูแลรักษาได้ง่าย ในสภาพดินฟ้าอากาศของไทย เช่น การปลูกถั่วฝักยาว ซึ่งเป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างร้อน ฝนไม่ค่อยชุก หรืออาจจะปลูกมะกรูด มะนาว ซึ่งปลูกได้ดีในเขตร้อนเช่นกัน

    อย่าลืมจดตารางนัดหมายกับต้นใหม่: ทุกครั้งที่ปลูกอะไรใหม่ก็ตาม ให้เช็คเวลาว่างเสียหน่อยว่ามีเพียงพอที่จะเอาใจใส่กับสมาชิกใหม่ของสวนครัวคุณไหม สัก 2 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะให้น้ำ ให้ปุ๋ย และภารกิจอื่น ๆ ที่จะตามมา

    เตรียมคลังไว้เก็บผลผลิต: เป็นการเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ขั้นที่สองของการเป็นคนสวนนั่นเอง (ใช้ได้ในกรณีที่ค้นพบแล้วว่าสนุกกับการทำสวนจริง ๆ )

    สอดส่องช่องทางหาเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มเติม: การค้นหาอะไรใหม่ ๆ มาลองเสมอ ๆ นั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับงานอดิเรกของคุณมากยิ่งขึ้น เช่น เสาะหาปฏิทินดูแลต้นมะนาวให้ออกผลนอกฤดูกาล ซึ่งนอกจากจะท้าทายแล้ว ยังช่วยประหยัดในช่วงที่มะนาวราคาแสนแพงได้อีกต่างหาก

    เมื่อนับข้อดีได้ครบสิบข้อแล้ว คุณพร้อมที่จะเป็นคนสวนแล้วหรือยัง

  • ไม่ต้องทนเจ็บเรื่องเห็บหมัด

    ไม่ต้องทนเจ็บเรื่องเห็บหมัด

    พั่บ..พั่บ! เอาอีกแล้ว เสียงสมาชิกสี่ขาของคุณกำลังกัดเกาตัวเองอย่างเมามัน จนคุณสันนิษฐานแล้วว่า เจ้าเพื่อนยากของคุณจะต้องมีผู้ทำนาบนหลังสุนัขแน่ ๆ เห็นอย่างนี้คุณคงชักจะเสียวขึ้นมาล่ะสิ หากเห็บหมัดเหล่านั้นเลิกหากินบนหลังสุนัขแล้วหันมาหาคุณแทนล่ะ ดังนั้น การป้องกัน และกำจัดไปเสียแต่เนิ่น ๆ จะปลอดภัยที่สุด วิธีกำจัดก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้ารักษาโรคที่เกิดจากหมัดล่ะก็ ยากและแพงกว่าเสียอีก

    ดูดมันก่อนที่มันจะดูดเรา

    เป็นกลยุทธ์ที่ยึดหลักชิงลงมือก่อน จริง ๆ ก็คือ ดูดตัวหมัด ตัวเห็บด้วยเครื่องดูดฝุ่นนั้นเอง ก่อนที่มันจะมีโอกาสกระโดดขึ้นมาดูดเลือดจากตัวเรา ที่สำคัญ ให้ระมัดระวังขณะเอาถุงฝุ่นออกจากตัวเครื่องดูดฝุ่น ให้จับปากถุงให้แน่นหนา อย่าให้เห็บหมัดกระโดดออกมาได้ แล้วทิ้งนอกบ้านโดยบัดดล แต่ถ้าคุณดูดเห็บหมัดเหล่านี้ออกไปแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในความปลอดภัยเท่าไร ก็มีอีกวิธีหนึ่งง่าย ๆ เช่นกัน

    โรยเกลือขับไล่ปิศาจดูดเลือด

    อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ากำลังชักชวนคุณหลงในไสยศาสตร์ แต่ใช้วิธีการโรยเกลือจริง ๆ สิ่งที่คุณต้องเตรียมนั้น ก็ได้แก่เกลือป่นอย่างละเอียดจัด ๆ ที่ใช้ปรุงอาหาร นำมาโรยให้ทั่วพรม ใต้เตา ตู้เย็น อ่างล้างจาน รวมไปถึงบนเบาะนั่ง

    ระหว่างที่โรยนั้น เอาไม้กวาดคอยตบพรมเบา ๆ เพื่อให้เกลือนั้นจมลงไปใต้ขนพรม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการแพร่พันธุ์ (วางไข่) ของบรรดาหมัดทั้งหลาย หลังจากโรยเกลือขับไล่เรียบร้อย อย่าใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพรมเด็ดขาด เพื่อจะได้ปล่อยให้เกลือลงไปทะลวงคลังเก็บไข่และแหล่งที่อยู่ของจอมดูดเลือด โดยการดูดน้ำออกมาจากเห็บและหมัด ทั้งที่เป็นตัวและเป็นไข่ และก็จะตายลงไปในที่สุด

    การกำจัดหมัดด้วยวิธีนี้นั้น ทำปีละ 2 ครั้ง และหลังซักพรมก็เพียงพอ แต่ถ้าจะทำบ่อยกว่านี้ก็ไม่ผิดแต่อย่างไร

    รักษาเจ้าตัวต้นเหตุ

    แม้ว่าคุณจะสบายใจขึ้นเมื่อได้กำจัดหมัดออกไปจากบ้านเรียบร้อย แต่อย่าลืมดูแลเจ้าตัวต้นเหตุไม่ให้นำพาเอาเห็บและหมัดมาปล่อยในบ้านได้อีกโดยการอาบน้ำให้เขาด้วยแชมพูกำจัดหมัด และโรยแป้งกำจัดหมัดให้ด้วย ซึ่งก็หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือร้านสัตว์เลี้ยงใกล้ ๆ บ้านของคุณนั่นเอง

    หรือมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายไม่แพ้กัน ก็คือ ผสมน้ำดื่มสูตรพิเศษให้สุนัข โดยใช้น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา เข้ากับน้ำ 1 ลิตร สำหรับสุนัขน้ำหนัก 40 ปอนด์ (ราว 18 กิโลกรัม) ถ้าน้ำหนักตัวมากกว่านี้ ก็ผสมมากขึ้นไปตามอัตราส่วน ซึ่งจะช่วยให้เจ้าสี่ขาปลอดจากเห็บและหมัดได้เช่นกัน

    คราวนี้คงสบายใจกันได้ เมื่อได้กำจัดศัตรูร้ายให้แก่เพื่อนที่แสนภักดี รวมถึงได้ป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะมาพร้อม ๆ กับหมัดและเห็บเหล่านี้ เพราะว่าถ้าจะต้องเสียเลือดทั้งที เสียให้สภากาชาดจะดีกว่า คุณเห็นด้วยไหม

  • ลิ้นชักไม่ได้เก็บความลับเรื่องการซ่อม

    ลิ้นชักไม่ได้เก็บความลับเรื่องการซ่อม

    จะทำอย่างไรดี ถ้าลิ้นชักที่ใช้เก็บของต้องมาเลื่อนเข้าเลื่อนออกแบบฝืด ๆ ราวกับดูตลกมือใหม่ หรือเลวร้ายไปกว่านั้นคือลิ้นชักที่ไว้เก็บของอยู่ดีดี แต่พื้นดันมาแตกจนไม่อาจรองรับของที่จะเก็บได้ อย่าลืมว่าลิ้นชักน่ะใช้เก็บของต่าง ๆ ทั้งที่เป็นความลับและไม่เป็นแต่ไม่ได้เก็บความลับเรื่องการซ่อมแซมไว้ด้วยเพราะฉะนั้น วิธีซ่อมแซมหาได้ไม่ยากหรอก จะลองแนะนำวิธีง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้กัน

    เริ่มจากปัญหาความฝืดความหลวมก่อน พระพุทธเจ้าทรงตัดให้เดินสายกลาง รางลิ้นชักที่หลวมจึงไม่ใช่ของดีแม้จะเปิดง่ายแต่ถ้าดึงพรวดเดียวหลุดออกมาทั้งลิ้นชัก ข้าวของที่บรรจงเก็บไว้เป็นอย่างดีก็จะพร้อมใจกันกระจัดกระจายลงบนพื้น ถ้าไม่มีของที่แตกหักได้ก็แล้วไป แต่ของบางอย่างแตกหักไม่ได้แต่ถ้าเป็นของที่คุณไม่อยากให้ใครเห็นล่ะ…จะกลายเป็นหน้าของคุณที่แตก มาป้องกันก่อนดีกว่าแก้เมื่อสายดีกว่า

    ดึงลิ้นชักออกมาก่อนเลย ค่อย ๆ ทำก็ได้ เดี๋ยวข้าวของจะหล่นซะหมด วัดขนาดของร่องรางดูทั้งความลึกและความกว้าง จากนั้นก็หาไม้ขนาดราว ๆ นั้นอาจจะใหญ่กว่าหน่อยก็ได้ 2 ชิ้นมาไสให้เรียบแล้วลองสอดใส่ในร่องรางดู ชักเข้าชักออกดูให้คล่อง

    ใช้ดินสอลากเส้นกำหนดตำแหน่งตามแนวรางเก่า แล้วจึงค่อย ๆ ถอดรางเก่าออกอย่างบรรจงเพราะอาจจะมีตะปูควง หมุดหรือกาวยึดอยู่ ใส่รางใหม่ลงไปแทน ยึดด้วยกาว PVA แล้วใช้ตะปูควงแบบหัวจม เพื่อให้หัวฝังลงในเนื้อไม้ เพื่อไม่ให้สะดุดลิ้นชัก ถ้ารางเก่ายึดด้วยตะปูควง อย่าไปซ้ำที่รอยเดิมเพราะจะลดประสิทธิภาพในการยึดติดลง เดี๋ยวก็ต้องซ่อมกันใหม่อีก เช็ดกาวที่เกินมาออก ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงให้กาวแห้งก็ใช้ใหม่ได้อีกครั้ง

    กรณีที่รีบร้อนหาของแล้วบังเอิญดึงลิ้นชักสุดแรงเกิดแต่ผลที่ได้คือไม่เขยื้อนเพราะลิ้นชักติด ปัญหานี้เกิดจากลิ้นชักดันเปียกเหมือนลิ้นในปากไม่ก็แค่ชื้น ๆ ไม้จึงบวมและติดขัดที่ราง แก้กันที่ต้นสายปลายเหตุกันด้วยการใช้เครื่องเป่าผมพ่นลมร้อนใส่ลิ้นชักซะ ถือห่างประมาณ 30 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ถ้ายังติดขัดอีก ก็ใช้มาตรการรุนแรงด้วยการลงมือขัดรางด้วยกระดาษทราย ไม่ก็เศษเทียนไขหรือสบู่เพื่อหล่อลื่น

    เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดคือพื้นลิ้นชักแตก แก้ไขด่วนด้วยการดึงลิ้นชักออกมาเยียวยากันข้างนอก ตอกพื้นลิ้นชักออกจากจุดยึด หาไม้เล็ก ๆ มารองพื้นลิ้นชักก่อนตอกด้วยกันไม่ให้เป็นรอย ถ้ากาวที่จุดยึดติดแน่น ตอกเท่าไรก็ไม่ออก นำไปรมไอน้ำเดือดให้ชื้นซะจะทำให้ง่ายขึ้น ตัดไม้อัดเป็นพื้นลิ้นชักอันใหม่ให้เท่าขนาดเดิม หยิบสิ่วขึ้นมาขูดกาวเก่าบริเวณจุดยึดทั้งด้านหลังและด้านข้างทิ้ง ประกอบแผ่นใหม่ด้วยกาว PVA ทิ้งให้กาวแห้ง ก็ใช้งานได้อีกครั้ง

    ในกรณีที่พื้นลิ้นชักเป็นแค่รอยร้าวนิดเดียวแต่ไม่อยากเสียเวลาเลื่อยไม้แผ่นใหม่ เราก็มีทางลัดเสนอ…ทากาว PVA หรือกาวอะไรก็ได้ใส่แผ่นผ้าใบแข็งกว้างสัก 5 เซนติเมตร นำไปปะไว้ใต้รอยแยก แค่นี้ก็พอกล้อมแกล้มใช้ต่อไปได้อีก…เห็นไหมว่า ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยในการซ่อมแซมลิ้นชัก ทีนี้ก็สามารถเก็บของรัก ของห่วง เอกสาร ของสำคัญได้ตามแต่ใจปรารถนา

     

  • ปลอดคราบไคล ปลอดภัยจากสารพิษ

    ปลอดคราบไคล ปลอดภัยจากสารพิษ

    หากคุณลองใช้เวลาสักนิด มองไปรอบ ๆ ห้องครัวของคุณ คุณอาจจะพบบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้คุณสะดุ้งเฮือกใหญ่ โถ..ก็ใต้อ่างล้างจานของคุณไม่ต่างไปจากแหล่งเก็บยาพิษดี ๆ นี่เอง มาลองดูกันว่ามียาพิษอะไรกันบ้าง

    “Poison/danger” อักษรแดงโร่เหล่านี้ มักจะมาเคียงคู่กับภาพหัวกะโหลกไขว้ ซึ่งจะบอกคุณถึงความอันตรายมากถึงมากที่สุด บางชนิดนั้น เพียงแค่หนึ่งหยดก็สามารถเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เลยทีเดียว

    “Warning” ถ้าคุณเจอคำคำนี้อยู่ข้าง ๆ ขวดละก็ จะหมายถึงพิษที่เจือจางลงมาอีกหน่อย แต่ก็ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตได้อยู่ดี

    “Caution” ยังคงต้องระวังอยู่เช่นเดิม เมื่อเจอคำนี้ แม้ว่าจะอันตรายเพียงระดับปานกลาง แต่ว่าในบางกรณีนั้น หากคุณได้รับสัก 2 ช้อนชา มันก็สามารถฆ่าคุณได้อยู่ดี

    “Corrosive” คำเตือนคำนี้ จะหมายความว่า สินค้าที่คุณมีอยู่ในครอบครอง สามารถทำอันตรายต่อผิวหนัง เรื่อยไปจนถึงเยื่อบุจมูก

    “Strong Sensitizer” เป็นคำเตือนสุดท้ายที่คุณพึงระวัง ก็เพราะสารเคมีประเภทนี้ จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ด้วยนั่นเอง

    หากคุณเริ่มรู้สึกไม่อยากจะแตะต้องสารเคมีที่มีพิษรุนแรงไปกว่าฉลากที่ระบุว่า “Caution” ละก็ ทิ้งมันไปซะ แล้วหันมาผสมน้ำยาเอนกประสงค์ใช้เองกันดีกว่า เพื่อลดดีกรีความรุนแรงของพิษลงไป อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจเมื่อคุณใช้ โดยเฉพาะบ้านหลังที่ยังคงมีเสียงหัวเราะอันสดใสของเด็ก ๆ อยู่

    ส่วนผสมสำคัญ

    เมื่อคุณตกลงใจแล้วว่าจะผสมน้ำยาทำความสะอาดใช้เองแล้วละก็ ส่วนผสมต่าง ๆ ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณคงต้องเลือกหาสิ่งที่ขาด หยิบติดไม้ติดมือกลับมาบ้านตอนที่คุณช้อปหลังเลิกงาน

    1. ผงฟู (Baking Soda)

    2. โซดาซักผ้า (Washing Soda)

    3. น้ำส้มสายชู (Vinegar)

    4. สบู่ หรือ ผงซักฟอก (Soap or Detergent)

    (สูตรพิเศษ) สารสกัดจากต้นชา (Tea Tree Oil)

    ส่วนผสม 4 ชนิดหลัก ๆ เหล่านี้ หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายของชำทั่ว ๆ ไป แต่หากต้องการสูตรพิเศษ ที่สามารถป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียได้ คงต้องหาซื้อ Tea tree oil กันตามร้านขายยาชั้นนำ หรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

  • วิธีกำจัดแมลงและสัตว์ตัวป่วนกวนใจภายในบ้าน

    วิธีกำจัดแมลงและสัตว์ตัวป่วนกวนใจภายในบ้าน

    คุณรู้สึกรำคาญกับเจ้าเพื่อนตัวป่วนหกขาที่ไม่ได้รับเชิญบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อตัวป่วนเหล่านี้ มาร่วมวงกินอาหารกับคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สภาพห้องครัวของคุณคงไม่ต่างอะไรกับสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่พระเอกของสวนสัตว์อยู่ที่มด แมลงวัน แมลงสาบ รวมไปถึงเจ้าหนูจอมพลัง ที่ระรานคุณนับแต่อาหารจานโปรด เรื่อยไปจนถึงสบู่หอมก้อนโปรด

    ตามตำราว่าด้วยวิชานิเวศวิทยา การลดจำนวนประชากรแมลง สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ปล่อยให้มีสัตว์กินแมลงเป็นอาหารให้มีชีวิตอยู่รอบ ๆ บ้าน แล้วก็นึกแผ่เมตตาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

    แต่หากคุณรู้สึกพอแล้วพอ กับบรรดาสิงห์สาราสัตว์ภายในรั้วบ้าน คงต้องใช้วิธีอื่น ๆ ซึ่งมีอีกหลากหลายวิธี ง่ายที่สุดก็คือ ซื้อสารเคมีมากำจัดเสีย แต่ว่าคงต้องระวังอันตรายที่จะแฝงมากับสารเคมีอันตรายเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณคิดจะกำจัดตัวป่วนให้หายไปจากห้องครัว ที่เป็นห้องเสบียงของคุณเองด้วย ดีไม่ดี ตัวคุณอาจจะหายไปจากห้องครัวด้วยเหมือนกัน

    ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันและกำจัดบรรดาตัวป่วนครัว คือการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในห้องครัว จะช่วยลดความอันตรายลงไปได้อีกโขทีเดียว

    มด

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน

    ขาประจำในห้องครัว ที่มักมากันเป็นกองทัพ ก่อความหงุดหงิดรำคาญใจทุกครั้ง การป้องกันเบื้องต้นง่าย ๆ มีดังนี้

    ตั้งอาหารไว้ในตู้กับข้าวหล่อน้ำไว้ในจานรองขาตู้ทั้งสี่เรียบร้อยแล้ว
    หลังทำอาหาร อย่ากองถ้วยชามรามไหไว้หวังจะล้างอย่างรวบยอด ช่วงเวลาที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับอาหารอยู่ บรรดาพลทหารมดก็จะพากันขนเสบียงกลับฐานเลี้ยงพรรคพวกด้วยเหมือนกัน
    ขยะสดทั้งหลายเป็นจุดล่อตาล่อใจบรรดามดและแมลงอื่น ๆ ดังนั้น กำจัดออกไปจากห้องครัวให้เร็วที่สุดทุกครั้งที่ทำอาหาร

    การป้องกันขั้นสูง
    สิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ จะช่วยให้ห้องครัวคุณขึ้นทะเบียนเป็นเขตปลอดมดได้ จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือจะเพิ่มพลังการป้องกันโดยการใช้ทุกวิธีเลยก็ได้

    น้ำส้มสายชู:ล้างโต๊ะ ตู้กับข้าว ชั้นวางของเตาด้วยการผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ก็ประกาศเป็นเขตปลอดมดได้
    แป้งและผงบอแร็กซ์:ผสมในอัตราส่วน 1:2 ใส่ขวดเจาะรูที่ฝา นำไปโรยรอบ ๆ ฐานบ้าน
    ผงถ่านโรยเป็นรั้วกั้นช่องทางเดินของคาราวานมดพวกมันไม่สามารถข้ามเส้นแบ่งเขตนั้นได้ และถ้าเจอช่องใด ๆ ที่สงสัยว่ามดจะเล็ดลอดผ่านมาได้ ให้โรยผงถ่านกั้นไว้เลย

    แมลงวัน

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน

    กองทัพนี้จะรุกรานกองเสบียงโดยทางอากาศ โดยมุ่งจู่โจมทุกสิ่งที่จะมานำมาเป็นอาหารของคุณได้ ไม่ว่าจะยังคงดิบอยู่ หรือสุกแล้ว หรือเน่าเสียยิ่งชอบอีกด้วย
    ดังนั้น ปิดถังขยะในห้องครัวให้สนิททุกครั้งที่ใช้ จะให้ดีกำจัดขยะ โดยเฉพาะขยะสดให้พ้นจากครัวบ่อย ๆ

    การป้องกันขั้นสูง
    ส้ม : ขูดเอาแต่ผิวส้มและวางทิ้งไว้ กลิ่นของไม้ตระกูลส้มจะช่วยไล่แมลงวันให้ไปไกล ๆ จากบริเวณนั้น
    กานพลู : แขวนพวงกานพลูไว้ก็สามารถไล่แมลงวันได้เหมือนกันกับผิวส้ม
    กะเพราหรือสะระแหน่ : ตั้งกระถางปลูกกะเพราหรือสะระแหน่ไว้ในห้องครัวก็จะช่วยปัดรังควานจากแมลงวันได้เช่นกัน

    แมลงสาบ

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน

    ปิดช่องทางการจราจรของแมลงสาบทั้งหมดเสีย ไม่ว่าจะท่อน้ำ หรือท่อสายไฟ ด้วยซีเมนต์หรือตัวกรอง

    การป้องกันขั้นสูง

    แป้งและบอแรกซ์ : ผสมแป้ง 1 ถ้วย เข้ากับบอแรกซ์ 2 ถ้วย ใส่ขวดเจาะรูที่ฝา โรยไปตามธรณีประตูต่างสายสิญจน์ป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าบ้านมาได้
    ผงฟู และน้ำตาล : ผสมส่วนผสมทั้งสองในปริมาณเท่า ๆ กัน โรยไปรอบ ๆ บริเวณที่ถูกรุกรานโดยแมลงสาบเหล่านั้น

    หนู

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน
    จัดครัว รวมไปถึงบ้านให้โปร่งและโล่ง ทำความสะอาดซอกหลืบต่าง ๆ สม่ำเสมอ
    ปิดช่องทางต่าง ๆ ที่จะเป็นประตูเปิดรับบรรดาหนู ๆ ทั้งหลายให้มาร่าเริงภายในบ้าน
    หากเชื่อมั่นในความสามารถของแมวตัวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เจ้าทอม ก็เลี้ยงให้วิ่งไล่หนูเล่น เป็นวิธีขู่ไม่ให้หนูเข้าบ้านอีกวิธีหนึ่งได้

    การป้องกันขั้นสูง
    วิธีต่อไปนี้ เป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดในการ”กำจัด”หนูให้พ้นไปจากห้องครัวและตัวบ้าน

    กาวดักหนู : มีมากมายหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อหามาใช้ แต่ต้องแน่ใจว่าสามารถทนดูเจ้าหนูดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่บนกระดานอาบกาวเหนียว ๆ นั้นได้

    แป้งมันฝรั่งหรือมันฝรั่งบด: วางแป้งมันฝรั่งหรือมันบดไว้ในจุดยุทธศาสตร์ พร้อมกับวางน้ำไว้ข้าง ๆ พอหนู ๆ ทั้งหลายซัดแป้งมันฝรั่งไปด้วยความเอร็ดอร่อย ก็จะกระหายน้ำ และน้ำที่เราเตรียมไว้ให้อย่างดีนั้นแหละ จะทำให้หนูกลายสภาพกลายเป็นชูชกท้องอืดตายในที่สุด

    สารเคมีบางชนิดเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น บอแรกซ์ และผงถ่าน ดังนั้น ควรระมัดระวังในการใช้และเก็บรักษาให้พ้นมือเด็ก และไม่ให้ปะปนกับชั้นวางเครื่องปรุงต่าง ๆ

  • 5 ขั้นตอนวิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วให้แวววาว

    5 ขั้นตอนวิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วให้แวววาว

    ความใสกระจ่างและเงางามของแก้ว นับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชุดเครื่องแก้วต่าง ๆ ไม่เคยหายไปจากวงการตกแต่งบ้าน เพราะฉะนั้นเรามาดูขั้นตอนวิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วให้แวววาวกัน ทั้งชุดเครื่องแก้วทั่วไป คริสตัล แก้วเจียรไนต่าง ๆ และยังมีแก้วทนความร้อน และแก้วทนไฟนำมาใช้ในงานครัว

    สินค้าตระกูลแก้วนี้ ผลิตจากวัตถุพื้นฐานเหมือน ๆ กัน ต่างกันเพียงแค่ส่วนผสมบางชนิดที่จะเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะตัวให้ต่างกันออกไป เช่น การผสมตะกั่วลงไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและแวววาวในคริสตัล เป็นต้น ดังนั้น การดูแลรักษาโดยพื้นฐานจะคล้ายกัน และแตกต่างกันในเรื่องของการใช้งานให้ถูกหลักเท่านั้น

    ยังไม่สายเกินไปที่จะทำให้เครื่องแก้วไร้มลทิน

    หากเครื่องแก้วของคุณที่ใช้งานมานานปีโดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้เป็นเจ้าของนั้น ได้ผลผลิตจากสารที่ปนเปื้อนมากับของเหลวในภาชนะ ที่การล้างด้วยสบู่นั้น อาจจะไม่ช่วยให้คราบนั้นหลุดออกไปได้ อาจต้องใช้เทคนิคพิเศษที่มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

    1. เติมน้ำส้มสายชูลงไปในขวดนั้น และให้มีระดับสูงกว่าคราบที่เกาะอยู่
    2. ปล่อยทิ้งไว้นานอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เรื่อยไปจนถึงข้ามคืน ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของคราบที่เกาะอยู่ ถ้าเกาะอย่างแนบแน่นก็ทิ้งไว้นานหน่อย
    3. ก่อนที่จะเทน้ำส้มสายชูออก เติมข้าวสารลงไปสัก 1/2 ช้อนชา หรือเมล็ดถั่วสัก 6-10 เมล็ด จากนั้นเขย่าแรง ๆ เอาขนาดสาวเชคยังอายได้ยิ่งดี เพราะเมล็ดเหล่านี้จะช่วยขัดลอกคราบเหล่านั้นออกมา
    4. เมื่อกะว่าน่าจะสะอาดได้ที่แล้ว เทน้ำส้มสายชูออก และล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าคราบเหล่านั้นดื้อด้านจะเกาะอยู่ก็ทำอย่างเดิมซ้ำอีก
    5. แต่ถ้าทำซ้ำแล้วคราบก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ที่เดิม ให้เปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูเป็นแอมโมเนีย และทำตามขั้นตอนเดิม

    เครื่องแก้วที่ตกแต่งด้วยโลหะ เงิน หรือทอง

    หากเครื่องแก้วหรือคริสตัลชุดหรูนั้น ตกแต่งด้วยโลหะต่าง ๆ เช่น ทองแดง เงิน หรือทองนั้น ต้องใส่ใจกับพวกโลหะเหล่านี้ด้วย หากโลหะนั้นหมองมัว มีรอยกระดำกระด่างแล้วละก็ ความกระจ่างใส แวววับของเนื้อแก้วคงไม่ช่วยให้ชุดภาชนะสุดหรูของคุณดูมีคุณค่าเท่ากับจำนวนเงินที่คุณจ่ายไปตอนแรกได้เลย วิธีล้างเครื่องแก้วประเภทนี้ มีเคล็ดลับนิดหน่อยดังนี้

    • ห้ามใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย, ผงฟู หรือโซดาซักผ้า รวมไปถึงสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างเด็ดขาด
    • ห้ามใช้ผงขัดที่มีความคมเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยบนโลหะได้
    • อย่าทิ้งให้เศษอาหารแห้งเกาะเกรอะกรังเป็นอันขาด เพราะจะยากต่อการกำจัดออก บางครั้ง ความแข็งของเศษอาหารนั้นอาจคมพอที่จะทำให้เกิดริ้วรอยแก่เครื่องแก้วได้

    แล้วจะใช้อะไรดีล่ะ?

    สิ่งที่ดีที่สุดก็คือน้ำยาล้างจานอ่อน ๆ ถูด้วยผ้านุ่มนั่นเอง เมื่อทราบเคล็ดวิชารักษาเครื่องแก้วแล้ว ก็อย่าปล่อยให้เครื่องแก้วชุดหรูของคุณกลายดูทรุดโทรม จะได้อยู่คู่โต๊ะอาหารของคุณไปนาน ๆ

     

     

     

  • วิธีทำความสะอาดเครื่องครัวสเตนเลสให้ใหม่และเงางาม

    วิธีทำความสะอาดเครื่องครัวสเตนเลสให้ใหม่และเงางาม

    เมื่อเอ่ยถึง “เหล็กวิลาศ” หลายคนคงงงเป็นไก่ตาแตก ด้วยนึกหน้าตาของมันไม่ออก แต่จริง ๆ แล้ว แทบทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับเหล็กชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะชื่อที่เรารู้จักกันก็คือ “สเตนเลส สตีล (Stainless Steel)” นั่นเอง

    ความเงางาม และแข็งแกร่งคงทนของสเตนเลสนั้น ทำให้แพร่หลายทั่วไปทุกหลังคาเรือน แม้ว่าชื่อของโลหะจะบอกว่า “ปราศจากริ้วรอย (Stainless)” ในความเป็นจริงนั้น ก็ยังคงเป็นริ้วรอยได้อยู่ดี และหากไม่ดูแลรักษา ความเงางามที่มาตอนแรกซื้อ ก็จะค่อย ๆ หายไป…หายไป….

    ดูแลง่าย ๆ ได้สมชื่อ

    วิธีการดูแลให้เงางามเสมอนั้น เพียงแค่ล้างแล้วเช็ดให้แห้งก็เพียงพอ และที่สำคัญ อย่าใช้ฝอยเหล็กใด ๆ ขัดเป็นอันขาด เพราะจะเกิดริ้วรอยได้

    รักษาให้ไร้ริ้วรอย

    หากคุณรู้สึกว่าภาพใบหน้าของคุณหายไปจากภาชนะสเตนเลสของคุณแล้วล่ะก็ คงถึงเวลาที่ต้องฟื้นสภาพให้เครื่องครัวสเตนเลสของคุณกลับคืนเสียที ซึ่งวิธีการทำให้เครื่องครัวสเตนเลสเงางามดังเดิมนั้น ให้ใช้ผงฟูผสมกับน้ำให้ข้น แล้วใช้ขัดด้วยผ้านุ่ม หรือฟองน้ำ และขอเตือนอีกครั้งว่า หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติในการขัดผิว อย่างเช่น ฝอยขัด หรือ แผ่นใยขัด เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยแทนที่จะขึ้นเงา

    ขจัดรอยไหม้ไม่ให้เหลือ

    ในกรณีที่เครื่องครัวของคุณนั้นรับศึกหนัก อย่างเช่น บรรดากระทะ หม้อหรือกาน้ำร้อน ซึ่งเกิดรอยไหม้จากอาหาร วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้แช่น้ำร้อน เพื่อให้อาหารที่เกาะอยู่นั้นอ่อนตัวลง จากนั้นล้างตามปกติ

    ถ้าคราบไหม้รุนแรงเกินกว่าที่น้ำร้อนจะเอาไหว ให้ทำดังนี้

    แช่น้ำร้อนให้ท่วมคราบไหม้

    เติมเกลือ ผงฟู (หรือน้ำยาล้างจาน) ลงไป
    ทิ้งไว้สักระยะ แล้วค่อยขัดถูด้วยฟองน้ำตามปกติ คราบจะออกมาอย่างง่ายดาย
    แล้วถ้าคราบมันยังไม่หลุดออกมาง่าย ๆ อย่างที่ว่านี้เล่า วิธีที่จะช่วยได้ก็คือ

    ให้ยืดระยะการแช่ให้ค้างคืนไปเลย

    จากนั้นผสมสูตรเดิม แช่เครื่องครัวอีกรอบ คราวนี้ ให้ตั้งไฟต้มให้เดือดด้วย
    เสร็จแล้วให้แช่ทิ้งอีกระยะ จึงค่อยขัดถูออกตามปกติ ล้างน้ำให้สะอาด เช็ดถูด้วยผ้าแห้ง ๆ นุ่ม ๆ ให้ขึ้นเงาวาววับ
    คราวนี้ เครื่องครัวของคุณคงหมดจดเงางาม แต่อย่าเผลอส่องเงาตัวเองอยู่ล่ะ เดี๋ยวจะลืมเตรียมกับข้าวให้คุณพ่อบ้านและลูกสุดที่รักไปเสีย

  • 8 ขั้นตอนการเตรียมห้องก่อนทาสีใหม่

    จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าสีสันในห้องโปรดของคุณช่างดูทันสมัยเสียเหลือเกิน…เมื่อ 10 ปีก่อน เคล็ดลับที่จะทำให้ห้องกลับมามีเสน่ห์อีกครั้งคือการทาสีใหม่ แต่ขั้นตอนที่คุณมักลืมก็คือการเตรียมห้องให้พร้อมก่อนการทาสีเพราะผนังที่มีรอยแตก เป็นหลุมเป็นบ่อน่ะ ทาสีให้สวยง่ายเสียเมื่อไหร่กัน?

      1. สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์สุดโปรดของคุณไปไว้บริเวณกลางห้องหรือถ้าสะดวกก็ย้ายออกไปให้หมด หาพลาสติกผืนใหญ่ ๆ มาคลุมเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเพื่อป้องกันฝุ่นและสี อ๊ะ อ๊ะ อย่าลืมบรรดาภาพแขวนหรือเครื่องประดับที่ข้างฝาด้วยนะ

     2. ขั้นต่อไปก็คือจัดการย้ายบรรดาสวิตช์ไฟออกชั่วคราวก่อน อันนี้รวมถึงเต้าเสียบสายโทรศัพท์และเคเบิลทีวีด้วย

     3. ถ้าคุณคิดจะทาสีเพดานด้วย บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งเพดานก็ต้องเคลื่อนย้ายหรือหาทางปกปิดไว้ด้วย เช่นกันถ้าวางแผนจะทากรอบหน้าต่างหรือประตูก็ต้องถอดอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มือจับประตู แผ่นโลหะรอบรูกุญแจ ขอสับหน้าต่าง สายยู ฯลฯ ออกให้หมดเท่าที่ทำได้ก่อนลงมือทา ไม่ควรทาสีทับอุปกรณ์เหล่านี้และถ้าไม่ถอดออกก็เป็นการยากที่จะทาสีโดยรอบ

    4. เอาล่ะ! ถึงเวลาที่จะปิดคลุมสิ่งที่เคลื่อนย้ายไม่ได้แล้ว ใช้กระดาษกาวและพลาสติกในการคลุมและห่อบริเวณที่ไม่อยากทาสี

    5. บริเวณที่คุณไม่ต้องการทาสี ให้หาผ้าพลาสติกมาคลุมและปิดเทปกาวยึดไว้ ถ้าคุณมีวัสดุเช่นผ้าพลาสติกพอก็ให้คลุมพื้นที่ทั้งหมด แต่ถ้าไม่เพียงพอก็ให้คลุมในทีละบริเวณที่คุณทาแล้วค่อย ๆ เลื่อนผ้าที่คลุมตามไป

    6. บริเวณที่ไม่ได้คลุมผ้าไว้ซึ่งก็คือบริเวณที่ต้องการทาสีนั่นเองให้ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างสูง ๆ หรือผงซักฟอกจะช่วยให้รอยเปื้อน ฝุ่นผงหายวับไปและช่วยให้การทาสีเป็นไปด้วยความง่ายดายขึ้น อย่าลืมใส่ถุงมือยางก่อนด้วยนะ เมื่อล้างเสร็จก็ต่อด้วยน้ำเปล่าโดยขั้นตอนทั้งหมดให้ขัดถูด้วยฟองน้ำ

    7. สำรวจดูว่าผิวหน้าของบริเวณที่จะทานั้นมีรอยแตก หลุมบ่อบ้างหรือไม่ เพื่อความราบลื่นในการทาสี ให้ขูดเอาวัสดุที่หลุดร่อนออกแล้วทาสารอุดรอยลงไปเพื่ออุดหลุมนั้นเสีย สารนี้สามารถทาสีทับในภายหลังได้เพียงแต่ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แต่ถ้ากำแพงนั้นเป็นหลุมใหญ่มาก คงต้องถามหามืออาชีพกันแล้ว

    8. เมื่อสารอุดรอยแห้งดีแล้ว ใช้กระดาษทรายขัดให้เรียบ ขั้นนี้น่ะเป็นขั้นที่คุณต้องผจญกับฝุ่นเพราะฉะนั้นอย่าลืมหน้ากากที่จะช่วยให้คุณหายใจสะดวกขึ้นด้วย ส่วนบริเวณงานไม้เช่น กรอบประตู กรอบหน้าต่าง ถ้าไม้นั้นเสื่อมสภาพให้ใช้สิ่วสกัดเนื้อไม้อ่อนออกแล้วทาสารทำให้ไม้แข็งตัวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นใยไม้ที่เหลืออยู่ แล้วจึงอัดด้วยวัสดุอุดไม้

    แค่นี้คุณก็พร้อมที่จะละเลงสีสันให้ห้องของคุณสวยสดใสแล้ว

  • 9 วิธีง่ายๆ ส่องไฟให้กับสวนสวยของคุณ

    ความมืดที่เคลื่อนเข้ามาปกคลุมเมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน ทำให้บรรยากาศดูสลัว ๆ ยิ่งถ้าในสวนเต็มไปด้วยต้นไม้ครึ้มด้วยแล้วล่ะก็ อย่าปล่อยให้ความมืดเข้ามาเพิ่มความน่ากลัวให้บริเวณบ้านเลยจึงอยากแนะนำให้ติดตั้งหลอดไฟในสวนกันดีกว่า

    การติดตั้งหลอดไฟนี้ให้ประโยชน์ได้หลายอย่างเลยทีเดียว นอกจากจะเพิ่มความสว่างแล้ว ยังสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ปลอดภัยในยามราตรี วิธีการติดตั้งก็ไม่ยากเกินไปนัก มาลองเพิ่มแสงสว่างให้บริเวณบ้านกันเลยดีไหม?

    1. หลอดไฟที่ใช้ติดตั้งตามสวนและทางเดินนั้นมีมากมายหลากสไตล์ใช้สำหรับส่องเพิ่มความสว่างและความนุ่มนวล วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้แสงไฟกระจายทั่วถึงคือติดตั้งเป็นระยะ ๆ แต่สิ่งที่สำคัญเลยเลือกหม้อแปลงให้เหมาะกับกำลังวัตต์ทั้งหมดของหลอดไฟที่จะใช้ อย่าลืมคำนวณเผื่อสำหรับอนาคตด้วยนะ เพราะคุณอาจจะต้องการเพิ่มความสว่างให้มากกว่าเดิมอีกก็ได้

    2. จะเป็นการดีมาก ๆ เลยถ้าจะเริ่มโครงการเพิ่มความสว่างให้ทางเดินนี้ด้วยการวาดแผนผังเสียก่อน จะเป็นการง่ายมากขึ้นเมื่อรู้ว่าบริเวณไหนจะให้ความสว่างเพียงใดหรือจะให้ส่องเน้นวัตถุใด เพียงแต่คุณลองเดินสำรวจบริเวณนั้น ๆ แล้วก็วาดแผนที่ออกมาบนกระดาษ อาจจะจดโน้ตไว้หรือร่างภาพคร่าว ๆ ไปด้วย

    3. ติดตั้งหลอดไฟบนพื้นที่ตามตำแหน่งนั้น ๆ ให้ตรงกับที่วาดไว้ในแผนผัง แต่ก่อนที่จะติดตั้ง จะเป็นการดีมากถ้าคุณลองเดินให้ทั่วบริเวณตามแผนผังเพื่อความแน่ใจว่าตำแหน่งนั้นถูกต้อง ไฟสนามส่วนใหญ่นั้นมักจะมีเสาสำหรับติดตั้งด้วยจึงทำให้เป็นงานที่ง่ายขึ้น ตอกเสาลงพื้นดิน แต่ถ้าดินแข็งเกินไปให้ใช้ตัวช่วยเป็นการขุดหลุมก่อน

    4. ลากสายไฟเคเบิลจากฐานไฟเพดานไปที่ตลับแยกสาย จากนั้นจึงเดินสายไฟจากตลับแยกเพื่อต่อเข้ากับหลอดไฟแต่ละดวง

    5. หลอดไฟส่วนใหญ่ในปัจจุบันติดตั้งได้ง่าย โคมไฟ 1 ดวงจะมีสายไฟ 2 เส้น โดยมีส่วนที่โผล่ออกมาตรงปลายเป็นโลหะ ติดตั้งปลายแต่ละข้างกับสายไฟเคเบิลและเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ปลายโลหะที่เชื่อมกับสายไฟเคเบิลแล้วจะช่วยให้เกิดเป็นวงจรไฟฟ้าขึ้น ถ้าหลอดไฟดับให้เช็คดูว่าปลายโลหะนั้นต่อติดกับสายไฟเคเบิลแน่นหรือไม่?

    6. แยกสายไฟตรงปลายสายไฟเคเบิลเป็น 2 เส้นและปอกเปลือกสายไฟสัก ½ นิ้ว ไขน็อตทั้งสองตัวที่กล่องติดตั้งสวิตช์ให้หลวมและติดตั้งปลายสายที่เปลือยอยู่ให้เข้ากันและยึดน็อตให้แน่น กล่องติดตั้งสวิตช์ส่วนใหญ่จะต่อสายไฟเช่นนี้ แต่ถ้าที่บ้านของคุณใช้แบบอื่นก็ให้ทำตามคำแนะนำนั้น ๆ

    7. เสียบปลั๊กแล้วลองเปิดไฟดูเพื่อเช็คความสว่างของไฟ อาจจะมองเห็นความสว่างได้ยากตอนกลางวัน เพราะฉะนั้นจึงควรทำขั้นตอนนี้ตอนเย็นย่ำเพื่อง่ายต่อการมอง และตอนเย็นนี่น่ะ จะทำให้คุณเห็นความสว่างที่ทั้งหมดง่ายกว่าและถ้าไม่ถูกใจ คุณยังมีเวลาแก้ไขได้ก่อนมืดด้วย

    8.ขุดหลุมลึกสัก 5 นิ้ว ใกล้ ๆ สายไฟเคเบิล แล้วฝังสายลงไปในหลุมจากนั้นจึงกลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมา อัดหน้าดินให้แน่นโดยใช้เท้านั่นแหละกดก่อนที่คุณจะเดินจากไปทำที่ดวงอื่นต่อ

    9. เซ็ทเวลาไว้ว่าช่วงไหนที่คุณต้องการให้ไฟสว่าง กล่องติดตั้งสวิตช์มีการตั้งเวลาเปิด-ปิดอย่างน้อย 2 เซ็ท เพื่อไว้ใช้งานสำหรับช่วงเช้าและค่ำ เพื่อความสว่างในตอนเช้าบนเส้นทางเดินออกจากบ้านและเพื่อความปลอดภัยหลังจากกลับมาถึงบ้าน

    แค่นี้บริเวณบ้านของคุณก็สว่าง ปลอดภัยและโรแมนติกในยามค่ำคืนด้วย

  • ไม้ในกระถาง เรื่องน่ารู้ก่อนจะซื้อต้นไม้

    ไม้ในกระถาง เรื่องน่ารู้ก่อนจะซื้อต้นไม้

    แต่ก่อนนี้รูปแบบของกระถางมีไม่มาก ที่เห็นเจนตาก็คงเป็นกระถางดินเผาปากจีบขนาดต่างๆ หรือไม่งั้นก็เป็นโอ่งมังกร ขณะนี้ประเทศไทยพัฒนารูปแบบของกระถางชนิดต่างๆมากมาย ส่วนใหญ่เป็นการออกแบบและสั่งทำจากต่างประเทศ เมื่อมีตำหนิหรือไม่ได้มาตรฐานก็จะถูกคัดออก นำมาจำหน่ายภายในประเทศ บางชนิดก็เกิดจากการออกแบบของเราเอง ทำให้คนที่รักต้นไม้รู้สึกสนุกสนานกับการปลูก เพราะมีกระถางมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นกระถางวางกับพื้นหรือกระถางแขวน เจาะรูหรือไม่เจาะรู เคลือบหรือไม่เคลือบ นอกจากนี้ยังมีกระถางที่ทำจากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินเผา เช่น กระถางไม้ พลาสติก และโลหะอีกมากมายหลายอย่าง

    ปัจจุบันต้นไม้เป็นของแต่งบ้านที่แทบจะขาดไม่ได้ เพราะต้นไม้มีทั้งราคาถูกและแพงหาซื้อได้ง่ายเหมือนหาก๋วยเตี๋ยวกิน การให้ของขวัญด้วยต้นไม้จึงเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด ไหว้ครู หาซื้ออะไรไม่ได้ก็ซื้อต้นไม้ให้นั่นแหละดี ไม่มีใครไม่ชอบต้นไม้ นอกจากจะบังเอิญซื้อต้นไม้ไปพ้องกับชื่อคู่อริหรือชื่อแฟนเก่าของคนที่เรารัก อันนี้ต้องระวัง เพราะคนที่อ่อนไหวกับเรื่องอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน

    มีหลายคนที่อยากซื้อต้นไม้แต่ออกตัวว่าซื้อไม่เป็น ไม่รู้จะซื้อต้นอะไรดี เลือกไม่ถูก อยากจะแนะนำให้ก่อนอื่นเมื่อชอบใจต้นไม้ประเภทใด

    วิธีเลือกให้ดูความสมบูรณ์ของต้นไม้ คือไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีแมลงแทะกิน ไม่มีเชื้อรา กิ่งก้านไม่ตกห้อย เท่านี้ก็พอระดับหนึ่ง ต่อไปก็อยู่ที่ตำแหน่งที่จะนำไปวาง ถ้าเป็นไม้ดอกหรือไม้ใบสี ควรจะปลูกเลี้ยงในที่ที่มีแสงแดดส่องพอสมควร สำหรับการวางต้นไม้ไว้ริมหน้าต่าง ต้องหมั่นหมุนกระถางเพื่อให้ต้นไม้ได้รับแสงสม่ำเสมอทุกๆด้านไม่งั้นต้นจะเอียงรับแสงด้านเดียวทำให้เสียรูปทรง หากต้องการประดับห้องด้วยไม้ดอกหรือไม้ที่ต้องการแสงแต่แสงในห้องไม่เพียงพอ ควรนำต้นไม้ออกมาพักเพื่อให้ต้นไ่รับแสงบ้างซักอาทิตย์ละครั้ง แต่การนำออกมาจากห้องไม่ควรให้โดนแดดโดยตรงทันที เพราะอาจทำให้ต้นไม้เกิดอาการช็อค ใบร่วง หรือถึงตายได้