Author: admin

  • อาการอักเสบคืออะไร เรามารู้จักกับอาการอักเสบของร่างกายกันดีกว่า

    อาการอักเสบคืออะไร เรามารู้จักกับอาการอักเสบของร่างกายกันดีกว่า

    การอักเสบ เป็นปฏิกิริยาอย่างหนึ่งของร่างกายที่ตอบสนองตัวกระตุ้นหรือสาเหตุที่จะทำให้ร่างกายเป็นอันตรายสาเหตุดังกล่าวอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรือ สิ่งไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น สารเคมี กรด ด่าง ความร้อนจัด ความเย็นจัด สิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น เศษไม้ เศษเหล็ก หรือแรงกระทบกระแทกจากภายนอกที่ทำให้อวัยวะบอบช้ำ เป็นต้น

    ร่างกายจะหลั่งสารเคมีหลายชนิด รวมทั้งสารเคมีจากเซลเม็ดเลือดขาว (ส่วนหนึ่งของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย) ที่เดินทางมาสู่บริเวณทิ่ผิดปกตินั้น ซึ่งทำให้เกิดอาการบวม ปวด ร้อน และมีสีแดง ซึ่งรวมเรียกว่า อาการอักเสบ

    ใครๆ ก็ไม่ชอบอาการอักเสบ เพราะเป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่ง แต่ข้อดีของการที่ร่างกายมีอาการอักเสบก็คือ เป็นสัญญาณเตือนว่ามีความผิดปกติที่เป็นไปในทางอันตรายเกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราแสวงหาการรักษาบำบัดนอกจากนี้ อาการปวด มักทำให้เราเคลื่อนไหวบริเวณนั้นน้อยลง น่าจะส่งผลดีต่อการหายของร่างกายส่วนนั้นโดยให้มันมีโอกาสได้พักงานเมื่อสาเหตุถูกกำจัดหมดไปแล้ว อาการอักเสบก็จะค่อยๆ ลดลงจนหมดไป

    ดังนั้น การขจัดอาการอักเสบที่ดีที่สุด คือ การกำจัดต้นเหตุของการอักเสบ ยาต้านอาการอักเสบ เช่น ยาลดบวม ยาแก้ปวด เพียงช่วยทุเลาอาการได้ชั่วคราวเท่านั้น และอาจทำให้การค้นหาสาเหตุและการรักษาอย่างถูกต้องล่าช้าออกไป

  • สารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน ตารางสารอาหารที่แนะนำ

    สารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน ตารางสารอาหารที่แนะนำ

    ตารางสารอาหารที่แนะนำสำหรับคนไทย

    สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

    สารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน

    ลำดับ
    สารอาหาร
    ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
    หน่วย
    1.
    ไขมันทั้งหมด (Total Fat)
    65*
    กรัม (g)
    2.
    ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat)
    20
    กรัม (g)
    3.
    โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
    300
    มิลลิกรัม (mg)
    4.
    โปรตีน (Protein)
    50*
    กรัม (g)
    5.
    คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total Carbohydrate)
    300*
    กรัม (g)
    6.
    ใยอาหาร (Dietary Fiber)
    25
    กรัม (g)
    7.
    วิตามินเอ (Vitamin A)
    800
    ไมโครกรัม อาร์ อี (ug RE)
    (2,664)
    หน่วยสากล (IU)
    8.
    วิตามินบี 1 (Thiamin)
    1.5
    มิลลิกรัม(mg)
    9.
    วิตามินบี 2 (Riboflavin)
    1.7
    มิลลิกรัม(mg)
    10.
    ไนอะซิน (Niacin)
    20
    มิลลิกรัม เอ็น อี (mg NE)
    11.
    วิตามินบี 6 (Vitamin B6)
    2
    มิลลิกรัม (mg)
    12.
    โฟลิค แอซิด (Folic Acid)
    200
    ไมโครกรัม (ug)
    13.
    ไบโอติน (Biotin)
    150
    ไมโครกรัม (ug)
    14.
    แพนโทธินิค แอซิด (Pantothenic Acid)
    6
    มิลลิกรัม (mg)
    15.
    วิตามินบี 12 (Vitamin B12)
    2
    ไมโครกรัม (ug)
    16.
    วิตามินซี (Vitamin C)
    60
    มิลลิกรัม (mg)
    17.
    วิตามินดี (Vitamin D)
    5
    ไมโครกรัม (ug)
    (200)
    หน่วยสากล (IU)
    18.
    วิตามินอี (Vitamin E)
    10
    มิลลิกรัม แอลฟา ที อี (mga-TE)
    (15)
    หน่วยสากล (IU)
    19.
    วิตามินเค (Vitamin K)
    80
    โมโครกรัม (ug)
    20.
    แคลเซียม (Calcium)
    800
    มิลลิกรัม (mg)
    21.
    ฟอสฟอรัส (Phosphorus)
    800
    มิลลิกรัม (mg)
    22.
    เหล็ก (Iron)
    15
    มิลลิกรัม (mg)
    23.
    ไอโอดีน (Iodine)
    150
    ไมโครกรัม (ug)
    24.
    แมกนีเซียม (Magnesium)
    350
    มิลลิกรัม (mg)
    25.
    สังกะสี (Zinc)
    15
    มิลลิกรัม (mg)
    26.
    ทองแดง (Copper)
    2
    มิลลิกรัม(mg)
    27.
    โพแทสเซียม (Potassium)
    3,500
    มิลลิกรัม (mg)
    28.
    โซเดียม (Sodium)
    2,400
    มิลลิกรัม (mg)
    29.
    แมงกานีส (Manganese)
    3.5
    มิลลิกรัม (mg)
    30.
    ซีลีเนียม (Selenium)
    70
    ไมโครกรัม (ug)
    31.
    ฟลูออไรด์ (Fluoride)
    2
    มิลลิกรัม (mg)
    32.
    โมลิบดินัม (Molybdenum)
    160
    ไมโครกรัม (ug)
    33.
    โครเมียม (Chromium)
    130
    ไมโครกรัม (ug)
    34.
    คลอไรด์ (Chloride)
    3,400
    มิลลิกรัม (mg)
    • สารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน ปริมาณของไขมันทั้งหมด โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคิดเป็นร้อยละ 30,10 และ 60 ตามลำดับของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน (2,000 กิโลแคลอรี)ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่,คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่

    ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน (สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน) ธันวาคม 2540 หน้า 14,15

     

  • วิตะมินและอาหารเสริม จำเป็นต่อเราหรือไม่

    วิตะมินและอาหารเสริม จำเป็นต่อเราหรือไม่

    วิตะมิน และอาหารเสริม คืออะไร มีความจำเป็นต่อเราหรือไม่ ที่เราจะต้องหามารับประทานเสริมกัน
    วิตามิน
    คือ สารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานปกติของเซล จึงต้องได้จากอาหารที่รับประทาน

    วิตามิน แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และ เค และ วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบีชนิดต่างๆ และซี

    วิตามินที่ละลายในไขมันถูกขับถ่ายยาก จึงมีแนวโน้มจะเกิดพิษได้ง่ายเพราะถูกสะสมในร่างกายนานกว่าวิตามินที่ละลาย ในน้ำ ซึ่งถูกขับถ่ายง่ายทางปัสสาวะ

    ทฤษฎีการใช้วิตามินขนาดสูงมากเพื่อป้องกันและรักษาโรค เช่น หวัด มะเร็ง ฯลฯ มีที่มาจาก นักเคมีและนักโภชนาการ และถูกเสริมให้แพร่หลายด้วยการกระจายข่าวและโฆษณาโดยบริษัทที่หวังผลทาง ธุรกิจ ทั้งที่ยังไม่เคยมีการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องกับคนหรือผู้ป่วย (ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถนำมาสรุปกับคนได้)

    วงการแพทย์และเภสัชยังไม่ยอมรับทฤษฎีดังกล่าว แต่แพทย์และเภสัชกรบางคนที่เคยอ่าน วารสารของกลุ่มนี้อาจคล้อยตามเพราะไม่ได้วิเคราะห์ว่าการทดลองนั้นทำถูกต้องตามมาตรฐานงานวิจัยที่ดีหรือไม่ นับตั้งแต่การสุ่มตัวอย่าง กลุ่มควบคุม จำนวนที่ทำการทดลอง และความลำเอียงในการแปรผลตัวเลขทางสถิติ

    ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใหม่ๆ หลายชนิดก็ทำนองเดียวกัน บางชนิดก็ทำมาจากสมุนไพรที่ได้รับความเชื่อถือสรรพคุณมาก่อน แล้วมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ทางธุรกิจ จดทะเบียนเป็นอาหาร มีการโฆษณา และตั้งราคาสูง โดยไม่เคยวิจัยผลดีผลเสียอย่างถูกต้อง

    นอกจากจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถมั่นใจในผลดี ที่จะได้แล้ว ยังอาจเกิดอาการแพ้หรือเป็นพิษได้ด้วย เช่นเดียวกับอาหารและยาอื่นๆเ ราจึงควรรับประทานอาหารสะอาดให้ครบหมู่ อย่างสมดุล และพอเพียง ก็จะมีสุขภาพดี แบบประหยัด อร่อย และอิ่มท้องด้วย

  • ทำยังไงให้เขาเลิกชอบเรา วิธีปฎิเสธแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น

    ทำยังไงให้เขาเลิกชอบเรา วิธีปฎิเสธแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น

    ทำยังไงให้เขาเลิกชอบเรา ไม่ใช่ว่าคุณสวยแล้วหยิ่ง อะไรหรอกนะ แต่ว่ามีหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นแค่เพื่อนมาชอบคุณเข้า เขาชอบคุณจริงๆ นะเนี่ย แต่บังเอิญเขาไม่ใช่คนที่คุณฝันไว้ คุณจะบอกเขายังไงดี โดยที่ไม่ทำลายความปรารถนาดีที่เขามีให้

    • ปฏิเสธทุกอย่างที่เขาพยายามเอาใจคุณ
      อาจฟังดูใจร้ายไปนิดนึง แต่การที่คุณตอบรับการชวนไปดูหนังของเขา กินไอติมที่เขาเลี้ยง แล้วในที่สุดคุณก็หักอกเขา นั่นย่อมเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะนั่นเท่ากับทำให้เขามีความหวังทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่ และไม่มีทางเป็นคนที่คุณชอบไปได้เลย เพราะฉะนั้นหัดปฏิเสธเขาอย่างสุภาพ เช่นว่า เขาอาสาขับรถไปส่งที่บ้าน คุณก็บอกเขาว่า ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ แค่นี้เขาก็พอจะเดาออกแล้วล่ะ
    • อย่าหาข้อแก้ตัวประหลาดๆ เวลาที่คุณจะปฏิเสธเขา
      เป็นต้นว่า เวลาที่เขาชวนคุณไปดูหนัง คุณก็ดันไปบอกเขาว่า พ่อแม่ไม่อนุญาตให้ไปนอกบ้าน พ่อแม่ห้ามไม่ให้ยุ่งกับผู้ชาย แต่แล้วเขาก็พบว่าคุณไปดูหนังรอบดึกกับผู้ชายอีกคน รู้มั๊ยว่ามันคือสิ่งที่แย่มากๆ และระวังกรรมจะตามสนองนะคะ
    • อย่าหลงระเริงกับคำชมของเขา
      ถ้าหากว่าคำชมและคำป้อยอของเขาทำให้คุณหลงปลื้มไม่หาย แต่ทุกครั้งที่คุณปล่อยให้เขาชมอยู่นั่นแหละ จะทำให้เขามีความหวัง เพราะคุณเอาแต่ยิ้มไม่หุบ ถ้าเขาชมก็บอกขอบใจเขา และถ่อมตัวนิดนึงว่ามันไม่จริงทั้งหมดหรอกค่ะ
    • อย่าพูดจารุนแรงกับเขาจนเกินไป
      ถึงเขาจะไม่หล่อ หรือเขาจะไม่รวย แต่เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ดีกับคุณ ลองคิดดูสิว่าถ้าคุณแอบชอบใครแล้วเขาปฏิเสธคุณอย่างรุนแรงเช่นคำว่า ไม่สวยแล้วยังสะเออะ คุณจะสะอึกไหมล่ะ ถ้าในที่สุดคุณต้องบอกเขา ก็อย่าลืมบอกเหตุผลเขาด้วยว่าคุณไม่พร้อม และผู้ชายที่คุณชอบเป็นใครหรือเป็นยังไง ที่สำคัญคุณพร้อมจะเป็นเพื่อน เป็นน้อง เป็นพี่ของเขาได้ดีเสมอ

     

  • เพื่อนชอบผู้ชายคนเดียวกันกับเรา จะทำยังไงดี

    เพื่อนชอบผู้ชายคนเดียวกันกับเรา จะทำยังไงดี

    เรื่องเสื้อผ้า และ…หนุ่มคนเดียวกัน …ใช่!! การปิ๊งหนุ่มคนเดียวกันเนี่ยสิ ปัญหาหนักอกของคุณเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายถ้าลองว่าเพื่อนและคุณชอบคนคนเดียวกันจะทำไง ดี ?

    การเป็นเพื่อนกันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องแบ่งปันกันไปทุก เรื่องซะเมื่อไหร่ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องยืดอกบอกเพื่อนอย่างตรงไปตรงมาแล้วคุณจะรู้ว่า คุณทั้งสองคนอาจไม่ต้องแข่งขันกันเลยก็ได้

    –>คุณและเพื่อนของ คุณชอบหนุ่มคนนั้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่เพราะคุณหรือเพื่อนของคุณ ไม่ว่าใครคนหนึ่งอาจเลียนแบบกันเองโดยไม่มีเหตุผลก็ได้ ถ้าหากเพื่อนคุณไม่ได้รักเขาจริง เธอก็ย่อมเปิดทางให้คุณอยู่แล้ว หรือไม่คุณทั้งคู่อาจไม่ชอบเขาจริงๆ ก็ได้ รีบเปิดใจพูดกันก่อนที่เกมจะเริ่มดีกว่า

    –>ถ้าหากว่าคุณและ เพื่อนต่างก็ชอบเขาจริงๆ คุณทั้งสองต้องตั้งกฎขึ้นว่าอย่าพยายามจีบหรือให้ท่าให้ทางชายหนุ่มคนนั้นซะ ก่อน จะได้ไม่เป็นการหักหลังกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใส่ร้ายป้ายสี พูดเรื่องไม่ดีของแต่ละฝ่าย ห้ามทำทั้งนั้นเลยนะคะ ถ้าใครสามารถพิชิตหัวใจหนุ่มคนนั้นได้ก่อน ก็จะต้องไม่โกรธกันเป็นอันขาด

    ผลลัพท์ที่อาจเกิดขึ้นมี 3 อย่าง

    • เมื่อเขารู้ตัวว่าคุณทั้งสองหลงรัก เขาก็จะจับปลาสองมือทันที (คุณและเพื่อนต้องหนีให้ห่างเพราะปลาตัวที่สามที่สี่จะมาเรื่อยๆ)
    • เขาอาจไม่สนใจคุณทั้งสองคนเลย เพราะเขามีแฟนแล้ว (โชคดีจัง…)
    • เขา อาจเลือกคุณหรือเพื่อนคนใดคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะคนที่ไม่ถูกเลือกจะต้องเสียใจ และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนก็จะสั่นคลอน

    ท้ายที่สุดถามใจตัวคุณเองและเพื่อนรักของคุณว่า เขามีคุณค่าพอแค่ไหนที่จะทำให้มิตรภาพของคุณสูญหายไป เราหวังว่าคุณจะรักษามิตรภาพที่ดีงามไว้ และขออวยพรให้คุณได้พบคนที่ดี และเพื่อนของคุณก็ได้พบกับคนที่ดี ทั้งสี่คนจะได้เป็นเพื่อนรักและคู่รักที่ยืนนานที่สุดนะคะ

  • อาการขาดวิตะมิน

    อาการขาดวิตะมิน

    อาการขาดวิตามิน

    วิตามิน
    อาการแสดงของการขาดวิตามิน
    เอ มองไม่เห็นในที่มืด เยื่อบุตาขาวแห้ง มีรอยย่น บางครั้งมีเกล็ดกระดี่ที่ตาขาว ถ้าเป็นมาก กระจกตาทะลุและตาบอดในที่สุด ที่ผิวหนังจะแห้ง ลอกหลุดเป็นแผ่นๆ คล้ายหนังคางคก
    บี 1 ผู้ใหญ่มักมีอาการชามือและเท้าทั้ง 2 ข้าง แขนขาไม่มีแรง เจ็บกล้ามเนื้อน่อง ทารก มักมีอาการเหนื่อยหอบ ร้องเสียงแหบ มีอาการคล้ายโรคหัวใจวาย
    บี 2 แผลที่มุมปาก ริมฝีปากอักเสบ บวม ซึ่งเรียกว่า ปากนกกระจอก
    ไนอาซีน ผิวหนังเป็นแผล อักเสบ เป็นจ้ำๆ สีม่วง ลิ้นสีแดงจัด อุจจาระร่วง และอาจมีอาการทางประสาทด้วย
    บี 6 เลือดจาง อ่อนเพลีย แผลที่มุมปาก ริมฝีปากอักเสบ ชาที่ปลายมือปลายเท้า
    กรดโฟลิก เลือดจาง อ่อนเพลีย ลิ้นอักเสบ
    บี 12 เลือดจาง อ่อนเพลีย
    ซี แผลหายช้า ฟันร่วงหลุดได้ง่าย เลือดออกตามไรฟัน
    ดี ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ปวดข้อ กระดูกอ่อน
    อี เลือดจาง อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง
    เค เลือดแข็งตัวช้า โรคเลือดออกไม่หยุดในเด็กแรกเกิด

     

     

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ วฺิธีรักษาเบื้องต้น และป้องกัน

    กระเพาะปัสสาวะอักเสบ วฺิธีรักษาเบื้องต้น และป้องกัน

    กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบในเพศหญิงได้บ่อยกว่าเพศชาย เพราะเพศหญิงมีท่อปัสสาวะสั้น เชื้อแบคทีเรียบริเวณปากท่อจึงเข้าไปถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายนอกจากนั้น เพศหญิงมักจะกลั้นปัสสาวะ เนื่องจากความไม่สะดวกระหว่างนั่งรถทางไกล หรือ รังเกียจห้องน้ำที่ไม่สะอาดและไม่คุ้นเคย เชื้อโรคที่เข้าไปถึงกระเพาะปัสสาวะจึงไม่สามารถถูกขับออกอย่างรวดเร็ว และมีเวลาเพิ่มจำนวนขึ้นจนมากพอที่จะทำให้เกิดอาการอักเสบหญิงตั้งครรภ์ ผู้เป็นโรคเบาหวาน การร่วมเพศ การต้องใช้สายสวนท่อปัสสาวะ อาจทำให้ กระเพาะปัสสาวะอักเสบง่ายขึ้นเช่นกันหากไม่รักษาจะเป็นเรื้อรังและเชื้อโรคลุกลามขึ้นไป ทำให้ไตอักเสบได้ อาการผู้เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะปวดปัสสาวะบ่อย แต่ถ่ายออกกะปริดกะปรอยครั้งละน้อย ปวดแสบท่อปัสสาวะและปวดท้องน้อยเวลาถ่ายสุด อาจมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะหรือเป็นเลือดสดๆ หยดออกมาเมื่อปัสสาวะสุด แต่ไม่มีไข้

    การรักษา

    การรับประทานยาต้านจุลชีพที่เหมาะกับชนิดของแบคทีเรียต้นเหตุ และเป็นระยะเวลานานพอ คือ ประมาณ 5 วัน แม้อาการจะเป็นปกติแล้วก็ควรรับประทานยาต่อให้ครบควรดื่มน้ำมากๆ และอย่ากลั้นปัสสาวะ จะช่วยให้หายเร็วขึ้น

    การป้องกัน

    • ดื่มน้ำมากๆ ไม่กลั้นปัสสาวะ
    • ผู้ที่เป็นซ้ำบ่อยๆ หรือเพศชายที่เป็นโรคนี้แม้แต่เพียงครั้งเดียว ควรได้รับการตรวจระบบ ทางเดินปัสสาวะอย่างละเอียด เพราะอาจมีนิ่ว ความผิดปกติในทางเดินปัสสาวะแต่กำเนิด หรือ ติดเชื้อกามโรค ร่วมด้วย

     

  • การเก็บรักษายาที่ถูกวิธี

    การเก็บรักษายาที่ถูกวิธี

    1. เก็บยาให้พ้นมือเด็ก ควรมีตู้ยาประจำบ้าน
    2. เก็บยาในที่แสงแดดส่องไม่ถึง ไม่ร้อน ไม่ชื้น
    3. เก็บยาใช้ภายนอก (ควรใช้ฉลากสีแดง) และยารับประทานให้อยู่คนละส่วนแยกจากกัน
    4. ยาบางประเภท ควรเก็บในตู้เย็น เช่น
      • ยาหยอดตาที่เปิดใช้แล้ว
      • ยาปฏิชีวนะที่เป็นรูปผงใช้ผสมน้ำสำหรับเด็ก (เมื่อผสมน้ำแล้วจะเสื่อมคุณภาพภายใน 7 วัน)
      • ยาเหน็บทวารหนัก
      • ยาฉีดพวกวัคซีน ซีรั่ม หรืออินสุลิน เมื่อซื้อยาแล้วจะต้องเดินทางไกลควรนำยาใส่ถุงพลาสติก ใส่ในกระติกน้ำแข็ง
    5. มีบางบริเวณในตู้เย็นที่ไม่ควรเก็บยา คือ
      • ห้ามเก็บยาในช่องทำน้ำแข็ง เพราะจะทำให้ยาเป็นน้ำแข็งเสื่อมคุณภาพได้
      • ไม่เก็บยาที่ฝาตู้เย็น หรือช่องเก็บผัก ซึ่งอาจมีความเย็นไม่พอ
    6. ยาทุกชนิดต้องมีฉลากกำกับ
    7. ห้ามนำภาชนะหรือซองยาที่หมดแล้วไปบรรจุยาชนิดอื่น
    8. หมั่นตรวจและทิ้งยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ อย่าทิ้งค้างไว้ในตู้
  • วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอด และทวารหนัก

    วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอด และทวารหนัก

    วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอด

    1. ล้างมือให้สะอาด เช็ดให้แห้ง
    2. แกะยาออกจากแผงแล้วจุ่มในน้ำสะอาดพอชื้น
    3. นอน (ห้ามนั่งยองๆ) แล้วใช้นิ้วดันยาเข้าในช่องคลอดให้ลึกที่สุด หลังจากนั้นควรนอนนิ่งๆ สักพัก เก็บยาในที่เย็น พ้นจากแสงและความชื้น ไม่ต้องเก็บในตู้เย็น

    วิธีใช้ยาเหน็บทวารหนัก

    1. เก็บยาในตู้เย็น ถ้าไม่มีตู้เย็น ให้ตัดยาเฉพาะเม็ดที่จะใช้แช่ในน้ำแข็งจนยาแข็งตัว (แช่ทั้งกระดาษที่ห่อเม็ดยาอยู่)
    2. ล้างมือให้สะอาด เช็ดให้แห้ง
    3. แกะยาออกจากกระดาษห่อ ใช้นิ้วจับยาสอดเข้าในทวารหนักโดยเอาปลายมนเข้า ทิ้งไว้ในทวารหนัก ยาจะละลายไปเอง
  • ปวดประจำเดือน อาการปวดที่ควรเอาใจใส่

    ปวดประจำเดือน อาการปวดที่ควรเอาใจใส่

    สตรีที่มีประจำเดือนแล้วคงจะเคยมีอาการ ปวดประจำเดือน บ้างไม่มากก็น้อย บางคนเป็นบ่อยแทบทุกเดือน

    อาการปวดประจำเดือน เกิดจากกล้ามเนื้อมดลูกบีบเกร็งตัวอย่างแรง ทำให้รู้สึกปวดหน่วง ตรงกลางท้องน้อย เริ่มปวดขณะก่อนจะมีเลือดประจำเดือน เมื่อประจำเดือนมาให้เห็นแล้วอาการปวดมักทุเลาหรือหายไปโดยไม่ต้องใช้ยาอะไร

    บางคนอาจมีอาการปวดมากจนไม่สามารถทำกิจวัตรตามปกติได้ ต้องนอนพักและรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล คนที่มีอุปนิสัยเครียดง่ายอาจมีแนวโน้มที่จะปวดประจำเดือนง่ายหรือมากกว่าคนอื่น จึงอาจใช้ยาคลายเครียดร่วมด้วยได้

    ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ได้ผลดี คือ กลุ่มแอสไพริน ได้แก่ แอสไพริน และมีเฟนนามิก แต่ควรรับประทานตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดจะได้ผลดีกว่ารับประทานเมื่อปวดมากแล้ว และพึงระวังอันตรายหรืออาการข้างเคียงที่เกิดจากยากลุ่มนี้ไว้ด้วย

    นอกจากนี้ยังอาจรับประทานยาต้านอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ (คือกล้ามเนื้อของอวัยวะภายใน) เสริมด้วยได้ การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด (ชนิดรับประทานทุกวัน) ก็จะช่วยป้องกันอาการปวดประจำเดือนในรอบนั้นได้

    สตรีที่ปวดประจำเดือน โดยไม่มีโรคอื่นของระบบสืบพันธุ์แอบแฝงอยู่ มักเริ่มปวดประจำเดือนตั้งแต่วัยรุ่น และอาการมักดีขึ้นหรือหายไปหลังจากเคยตั้งครรภ์และคลอดบุตร

    ผู้ที่เริ่มปวดประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 25 ปี อาจจะมีโรคอื่นอยู่ เช่น มีเนื้องอกของมดลูกหรือรังไข่ มีการอักเสบติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ หรือ มีเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ อาการปวดมักจะเป็นอยู่นาน ครั้งละหลายวัน อาจมีอาการปวดด้านข้างของท้องน้อยและมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย จึงสมควรได้รับการตรวจร่างกายเป็นพิเศษ การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันอาการปวดประจำเดือนในกรณีผิดปกติเหล่านี้ได้