Author: admin

  • ชื่อของยา การเรียกชื่อยา

    ชื่อของยา การเรียกชื่อยา

    การเรียกชื่อยาต่างๆ ที่มีขายในร้านขายยาแผนปัจจุบันหรือใช้ในสถานพยาบาล มีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

    1. ชื่อทางเคมี แสดงถึงสูตรโครงสร้างโมเลกุลของยา
    2. ชื่อสามัญ เป็นชื่อง่ายๆ รู้จักแพร่หลายกว่าชื่อทางเคมี
    3. ชื่อทางการค้า บริษัทผู้ผลิตยาเพื่อการค้าจะตั้งชื่อจำเพาะของผลิตภัณฑ์ของตน ห้ามซ้ำกัน ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ชื่อที่ชาวบ้านได้ยินจากการโฆษณาทางสื่อต่างๆ คือชื่อการค้านี้เอง

    ยกตัวอย่าง ยาลดไข้ แก้ปวด ที่ใช้กันแพร่หลาย คือ พาราเซตามอล มีชื่อดังนี้

    1. ชื่อทางเคมี N – acetyl – p- aminophenol
    2. ชื่อสามัญ พาราเซตามอล
    3. ชื่อทางการค้า พาราเซต เซตามอล ซารา ไทลีนอล ดากา คาลปอล เป็นต้น แม้จะเป็นยาชนิดเดียวกันแต่ราคาจะต่างกันแล้วแต่บริษัทนั้นๆ จะกำหนด

    การรู้จักและซื้อยาโดยใช้ชื่อสามัญ มีประโยชน์ คือ

    1. อาจจ่ายเงินน้อยกว่าหากไม่เจาะจงชื่อการค้าของยา ซึ่งราคาจะตายตัว เราอาจได้ยาที่ต้องการ (ชื่อการค้าของบริษัทใดก็ได้) โดยพอเหมาะ กับ หรือ ประหยัดงบประมาณในกระเป๋าได้ คือ ถ้าเห็นว่าแพงเกินไปก็บอกเภสัชกรให้เปลี่ยนเป็นยาของบริษัทที่ถูกกว่าได้
    2. ไม่รับประทานยาซ้ำซ้อนถ้าไม่รู้จักชื่อสามัญของยา เข้าใจว่ายาคนละชื่อ (ทางการค้า) เป็นยาคนละชนิด ก็อาจซื้อยาชนิดเดิมแต่คนละชื่อมากินเสริมเข้าไป ทำให้สิ้นเปลืองเงิน เสียเวลาในการรักษา และอาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้
    • ยาแผนปัจจุบันทุกชนิดจะต้องแสดงชื่อสามัญและชื่อจดทะเบียนทางการค้า
    • ชื่อทางการค้า จะสังเกตได้ว่ามี R หรือ TM กำกับอยู่ใกล้ชื่อ ย่อมาจาก Registered trademark (R) หรือ Trademark (TM)

     

  • ยารักษาโรค ความรู้ทั่วไปที่เราควรรู้

    ยารักษาโรค ความรู้ทั่วไปที่เราควรรู้

    ถ้าไม่มียาเลยแพทย์ก็แทบจะรักษาโรคอะไรไม่ได้ ยาจึงมีความสำคัญมากรองลงมาจากการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง แต่ยาทุกชนิดก็มีทั้งคุณประโยชน์และโทษอยู่ในตัวเอง โทษเล็กๆ น้อยๆ ก็คืออาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในการรักษา เช่น ยาลดน้ำมูกมักทำให้มึนงงหรือง่วงนอน โทษรุนแรงก็อาจทำให้เป็นพิษถึงพิการหรือตายได้ เช่น ยาปฏิชีวนะสเตร็พโตมัยซินอาจทำให้หูตึงหรือหนวก ยาพาราเซตามอลทำให้ตับวาย นอกจากนี้ยังมีภาวะแพ้ยาซึ่งเกิดขึ้นในบางคนทำให้ป่วยหรือถึงแก่ชีวิตได้

    เราจึงควรมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาไว้บ้างเพื่อที่จะใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพเมื่อมีความจำเป็น

    ความรู้ทั่วไปเรื่องยา ที่กล่าวถึงในลำดับต่อไปคงหมายถึงยาแผนปัจจุบันซึ่งมีที่มาหรือได้รับ อิทธิพลจากการแพทย์ซีกโลกตะวันตกเป็นสำคัญ และในปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่าวงการแพทย์และเภสัชกรรมในประเทศไทย กำลังให้ความสนใจค้นคว้าวิจัยและทดลองเกี่ยวกับยาแผนโบราณ และสมุนไพรไทยมากขึ้น เช่น สกัดสารจากว่านหางจรเข้มาทำเป็นเจลทาแผลไฟไหม้ – น้ำร้อนลวก สกัดสารจากต้นผักบุ้งทะเลทำเป็นยาทาแก้พิษแมงกะพรุน ทำให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพ สามารถหาเก็บไว้และใช้สะดวกขึ้น

    สำหรับยาแผนโบราณและพืชสมุนไพรนั้นคงจะกล่าวสั้นๆ ในที่นี้ว่า ยาก็คือยา ย่อมมีทั้งคุณและโทษ และแม้พืชสมุนไพรบางอย่างจะใช้เป็นส่วนประกอบเล็กน้อยอยู่ในอาหารประจำวัน แต่เมื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ก็ต้องใช้ให้ถูกขนาดและวิธีและระยะเวลา จึงควรปรึกษาแพทย์แผนโบราณหรือผู้รู้จริงก่อน มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายได้เช่นกัน

     

  • ฮวงจุ้ย บันได และบ้านเล่นระดับ

    ฮวงจุ้ย บันได และบ้านเล่นระดับ

    ทำไมอาคารบนถนนส่วนใหญ่มักชอบทำทางเข้าอาคารเป็นบันไดและทำให้สูงกว่าถนน   ต่อให้เป็นอาคารหลังเล็กๆหรือบ้านเดี่ยวก็มักทำอย่างน้อยสองหรือสามขั้น

    หลักการ ฮวงจุ้ย ว่าด้วยชัยภูมิหรือทำเลที่ตั้งในทางฮวงจุ้ยนั้น  สูงกว่าก็คือมีบารมี ดังนั้นการสร้างบันไดก็เข้าสู่ตัวอาคารนั้น เป็นการยกระดับของชั้นล่างอาคารให้สูงกว่าถนนภายนอก เป็นการสร้างบารมีและการยอมรับนับถือจากผู้มาติดต่อ

    นอกจากนี้แล้วการสร้างบันไดยังเป็นการสร้างบทบาทของการลดกระแสที่พุ่ง เข้าใส่อาคารอีกด้วย กล่าวคือ กระแสที่พุ่งมาจะชะลอลงเมื่อเจอบันได และค่อยๆไหลเข้าสู่อาคารนั้นเอง

    แต่สภาพบันไดเป็นสภาพเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น การสร้างบันไดนั้น ต้องดูความเหมาะสมก็ จุดที่จะสร้างด้วย  สภาพเคลื่อนไหวเป็นหยางเพราะฉะนั้นจึงมักมีการพูดกันว่าบันไดจำนวนขั้น ต้องเป็นเลขคี่  เลขคี่นี้เรานับที่ลูกตั้งของบันได ไม่ใช่ลูกนอน

    และยังมีกฏเกณฑ์ว่าด้วยการนับขั้นบันได ตามเคล็ดลับตัวหนังสือ ว่าบันไดต้องตกตัวหนังสือตัวไหนจึงจะดี

    แต่กฎเกณฑ์เหล่านี้แล้วแต่การให้น้ำหนักของซินแส ฮวงจุ้ย แต่ละคน  แต่สิ่งที่แน่นอนคือบันไดสร้างสภาพเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้น

    พูดถึงบันได ก็พามาถึงบ้านเล่นระดับ เพราะหลักการก็คือบันไดเหมือนกัน  เพราะบันไดคือการเคลื่อนไหว บ้านเล่นระดับจะมีบทบาทให้ผู้อยู่อาศัยเคลื่อนไหวตลอด หากยังหนุ่มสาวก็ไม่เป็นไร แต่คนสูงอายุก็ต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

    จุดที่มักเห็นบ่อยๆก็คือมักพบเห็นบันไดเหล่านี้พร้อมๆกัน  หากจัดวางไม่ถูกที่ มีผลในเรื่องของบารมีและลาภผลหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวได้  เช่นเข้าบ้านแล้วพบเห็นบันไดขึ้นลงสองทางพร้อมๆกัน มักทำให้คนในบ้านแตกแยกไม่ปรองดองกัน  บันไดขึ้นลงสองทางหากจะทำควรเป็นอาคารสาธารณะเช่นศูนย์การค้าจะดีกว่า   สาเหตุที่ไม่ควรมีบันไดหลายจุดก็เพราะบันไดสร้างสภาพเคลื่อนไหว ในอาคารหรือบ้านหลังหนึ่งๆนั้น จะมีทั้งส่วนที่ต้องการสภาวะหยางคือเคลื่อนไหวและสภาวะหยินคือนิ่ง  การสร้างสภาวะหยางมากเกินไป ก็คือการเสียสมดุลนั้นเอง

    อีกตัวอย่างที่มักพบบ่อยก็คือ บ้านเล่นระดับที่ยิ่งเดินเข้าไปในบ้านด้านใน ก็มีการเล่นระดับเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงก็ค่อยๆเตี้ยลง คือด้านในบ้านเตี้ยกว่าหน้าบ้าน  บ้านแบบนี้อยู่ๆไปมักมีปัญหาเรื่องรายได้คือค่อยๆน้อยลงๆ

    ตัวอย่างสุดท้ายคือบ้านเล่นระดับที่ด้านในเตี้ยกว่าด้านหน้าบ้าน พอต้องการวางตี้จู้เอี้ยก็มักมองข้ามเรื่องบันไดเล่นระดับไป คือวางแล้วกลายเป็นศาลเจ้าท่านมองเห็นแต่บันไดที่เล่นระดับ ไม่เห็นด้านหน้าบ้าน มีตัวอย่างให้เห็นหลายกรณีที่เจ้าที่ท่านอุตสาห์มาเตือนเจ้าบ้านให้แก้ไข แต่เรื่องนี้แล้วแต่เจ้าบ้านหลังๆนั้นว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะแก้หรือไม่แก้

    สิ่งบางอย่างเรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีตัวตน สมัยก่อนวิทยาศาสตร์ยังล้าหลัง เราก็ไม่เห็นเชื้อโรค ไม่รู้ว่ามี พอมาถึงสมัยนี้เราเห็นจากกล้องจุลทรรศน์ เราจึงยอมรับมันว่ามี  บางทีเราควรเปิดใจกว้างว่า บางอย่างในทางฮวงจุ้ยนั้นมีจริงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะสามารถพิสูจน์ให้เห็น ได้เท่านั้นเอง  พูดง่ายๆภาษาชาวบ้านคือ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ นั่นเอง

    บ้านเล่นระดับ เมื่อเดินเข้าไป ควรมีลักษณะอย่างไร
    หากต้องเล่นระดับ ควรจะเดินไปแล้วด้านในบ้านยกระดับสูงกว่าด้านหน้าบ้าน แต่มักพบเห็นคือ บ้านมันจะสูงด้านหน้าบ้าน พอเข้าไปแล้วก็ค่อยๆเตี้ยลง เตี้ยลง 

    อีกข้อหนึ่งที่อยากจะขอฝากไว้คือ ไม่ควรมีการเล่นระดับมากเกินไป ไม่ควรเกินสามระดับ เพราะในทางฮวงจุ้ย เรามองความสัมพันธ์ของฟ้า ดิน และคน เสมอๆ  จึงไม่ควรเกินสามระดับ

    คราวนี้มาว่ากันที่บันไดบ้าง มีข้อสังเกตุดังนี้

    1. บันไดบ้าน ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่เปิดประตูบ้านเข้ามา แล้วมองเห็นเลย หรืออยู่นอกบ้านมองเข้าไปก็เห็นบันไดเลย จะทำให้คนบ้านนี้เก็บความลับไม่ค่อยอยู่ และการหาเงินทองก็ไม่คล่องไม่สะดวก  มีเรื่องให้ใช้จ่าย

    2. อย่าสร้างบันไดไว้ใจกลางบ้าน  ใจกลางบ้านในที่นี้หมายถึง บริเวณตรงกลางบ้าน เมื่อมองจากแบบแปลนบ้านนั้นเอง เพราะบริเวณนี้เป็นบริเวณสำคัญของพลังชี่ในบ้านนั้น  หากกลายเป็นบันไดไปแล้ว พลังจะปั่นป่วน  ผู้อยู่อาศัยมักจะเจ็บหน้าอกหรือเป็นโรคทรวงอกบ่อยๆ  บ้านที่ชอบทำ Skylight ส่องกลางบ้านก็เช่นกัน เสมือนมีกระบี่ทะลวง  ก็จะล้มป่วยเช่นกัน

    3. ในบ้านพักอาศัย ไม่ควรมีบันไดขึ้นลงสองทางพร้อมๆกัน จะทำให้คนในบ้านไม่เข้าหากัน ไม่สามัคคีกัน  การทำบันไดขึ้นลงหลายๆกัน เหมาะแก่อาคารสาธารณะมากกว่า เช่น ห้างสรรพสินค้า

    4. บันได ควรอยู่ชิดด้านในด้านหนึ่งของตัวบ้าน และมีแนวกำแพง หรือ ฉากมาบังบันไดไม่ให้คนภายนอกบ้านเห็นบันได เพื่อแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องภายนอก

    5.บันได หากวางด้านซ้ายของตัวบ้าน เมื่อมองจากภายนอกบ้านเข้าไป  จะทำให้บ้านนี้ผู้หญิงเด่นหรือเก่ง  เป็นผู้นำในครอบครัว

    6.บันได หากวางด้านขวาของตัวบ้าน เมื่อมองจากภายนอกบ้านเข้าไป  จะทำให้บ้านนี้ผู้ชายเด่นหรือเก่ง  เป็นผู้นำในครอบครัว

    7. บันได ไม่ควรสร้างให้มีลักษณะโปร่ง คือมองเห็นขั้นบันไดชัดเจน  บันไดนั้นเหมือนมังกรในบ้าน ที่นำชี่จากชั้นล่างไปชั้นบน  หากโปร่งก็เหมือนมังกรผอม กระแสชี่เองก็เลื้อยขึ้นชั้นบนไม่ถนัด ควรปูพื้นขั้นบันไดให้ทึบทุกชั้น

    8. ที่ตั้งบันไดต้องมีความสว่างและโปร่ง เพื่อให้กระแสชี่สามารถเคลื่อนไหวถ่ายเทระหว่างชั้นได้สะดวก

    9. บันไดมักนิยมให้ตกจำนวนขั้นเป็นเลขคี่ เพราะบันไดหมายถึงการเคลื่อนไหว เป็นสภาพหยาง คือเลขคี่ การนับให้นับลูกตั้งของบันได ไม่รวมชานพัก

     

  • แก้อาการเส้นเลือดขอดที่ขา

    แก้อาการเส้นเลือดขอดที่ขา

    สมัยนี้ผู้หญิงมักทำงานนอกบ้านกันอย่างไม่กลัวเหนื่อย งานส่วนมากก็มักต้องเดินหรือยืนกันทั้งวัน ได้นั่งเพียงเล็กน้อย ส่วนงานซึ่งทำโดยการนอนหงายเราจะไม่พูดถึงกัน การเดินหรือยืนมาก ๆ ทำให้มีอาการเส้นเลือดขอดบนเรียวขา เป็นรอยเส้นสีดำขยุกขยิก ซึ่งดูแล้วไม่สวยเลย วิธีแก้ก็ต้องอาศัยกำลังใจและความอดทนเท่านั้น จึงไม่ต้องเสียเงินเข้าโรงพยาบาล ก็คือนอนยกขาสูง ๆ ทุกวันไง ทำทุก ๆ วัน วันละ 1-2 ชั่วโมง ก่อนนอนนั่นแหละดี แล้วรอยขอดนั้นก็จะค่อย ๆ หายไป เรียวขาก็จะได้กลับมาสวยดังเดิม

  • ดูแลความรักให้ยืนยาว ไม่จืดจาง น่าเบื่อ

    ดูแลความรักให้ยืนยาว ไม่จืดจาง น่าเบื่อ

    ความรัก ความเ้ข้าใจเป็นจุดเิริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ระหว่างสามีและภรรยา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเคยชิน ความเครียดจากการทำงาน ความลำบากในการสร้างครอบครัว ก็มักจะทำให้สีสันความรักของชีวิตคู่ต้องจืดจางลง ไม่ค่อยได้ดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วเราก็ยังรักกันไม่ใช่หรือ ?

    เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะ ดูแลความรักให้ยืนยาว และช่วยให้ความรักยังคงหวานชื่นอยู่ก็คือ หมั่นแสดงความรักความห่วงใยต่อกัน ผ่านการกระทำและคำพูดที่จริงใจและเอื้ออาทร เช่น
    1. คำพูดที่รื่นหูและชื่นชม ไม่จำเป็นต้องพูดจาหวานซึ้ง หยดย้อย แต่ควรแสดงความรักความห่วงใยที่มีต่อกัน ด้วยการพูดจาที่ดีให้ัฟังดูรื่นหู คำพูดที่ดีสามารถให้กำลังใจเพื่อต่อสู้่กับอุปสรรคต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันคำพูดที่ส่อเสียด ตำหนิติเตียน หรือ ประชดประชัน อาจเป็นการทำร้ายให้อีกฝ่ายทดท้อใจ เบื่อหน่าย หรือหมดกำลังใจ พึงตระหนักว่า คำที่พูดจากคนใกล้นั้นมีน้ำหนักเสมอ หรืออาจใช้คำพูดในเชิงชื่นชม พอใจหรือประหลาดใจแทนคำทักทายหรือขอบคุณดูบ้างก็ได้
    2. สบสายตาเวลาพูด จะช่วยบอกความรู้่สึกที่มีต่อกันได้มากขึ้น
    3. ท่าทีที่ใกล้ชิด สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวล ด้วยการแตะเนื้อต้องตัวประเภทโอบกอด แตะมือ กุมมือ ล้วนเป็นยาชั้นดีที่ส่งผ่านความอบอุ่น ความรู้สึกสนิทสนม รวมทั้งกำลังใจให้อีกฝ่ายได้เสมอ
    4. อย่าซ้ำเติม ถ้ามีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ควรพูดด้วยความเห็นอกเห็นใจ เ้ข้าใจและช่วยแบ่งเบาความรับผิดชอบ เพราะเมื่อทำผิดพลาดไป คงไม่มีใครอยากถูกเหยียบซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนใกล้ชิด
    5. ยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย คงต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากไม่ใช่เล่น แต่การคิดจะเปลี่ยนแปลงหรือบงการชีวิตใคร เพราะคิดว่าเาเป็นของคุณหรือเขาต้องยอมคุณอยู่เสมอนั้นผิดอย่างมหันต์ และหมายความว่าคุณไม่ได้รักในสิ่งที่เขาเ็ป็นเลย
    กว่าจะรักกัน กว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคจนลงเอยกันก็ยากเย็นใช่ไหม ถ้ายังรักกันอยู่ จงถนอมความรักเอาไว้ ก่อนที่ความรักจะจืดจางจนเกินเยียวยา หรือเลิกรากันไป โดยไม่พยายามเข้าใจกันเลย

  • จอดรถตากแดดไว้แล้วกระจกบังลมหน้าแตกเป็นเพราะอะไร

    จอดรถตากแดดไว้แล้วกระจกบังลมหน้าแตกเป็นเพราะอะไร

    จริงๆ แล้วที่กระจกแตกคงจะไม่ใช่เพราะการจอดรถไว้ท่ามกลางแสงแดด เพราะการได้
    รับความร้อนจากแสงแดดนั้นเป็นสภาวะปกติ บริษัทผู้ผลิต ทั้งกระจกบังลมและตัวรถต้อง
    ออกแบบกระจกและส่วนควบต่างๆ ให้สามารถทนต่อความร้อนดังกล่าวได้เป็นอย่างดีแล้ว
    ไม่ว่าอัตราการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน หรือรูปร่างที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่สาเหต
    ุที่แท้จริงน่าจะมาจาก 3 ประการคือ

    ประการแรก ซึ่งพบได้บ่อยมาก แต่ผู้ใช้รถมักจะไม่ทราบนั่นคือ กระจกบังลมหน้าได้รับ
    ความเครียดจนทำลายความแข็งแรงของกระจกให้หมดไป แต่ไม่ปรากฎร่องรอยใดๆ
    กรณีดังกล่าวนั้น ได้แก่ การโดนกระแทกโดยวัสดุขนาดเล็ก เช่น ก้อนหินที่กระเด็นมา
    จากการดีดของยางจากรถคันหน้าเป็นต้น ในขณะที่ก้อนหินขนาดเล็กกระทบผิวหน้าของ
    กระจกนั้น ถ้าการกระทบมีมุมที่ค่อนข้างชัน แรงกระแทกที่เกิดขึ้นก็จะมีมากทำให้เกิด
    รอยร้าวเล็กๆ ขึ้นในเนื้อกระจกและรอยร้าวนี้มีขนาดเล็กมากจนอาจมองด้วยตาเปล่า
    ไม่เห็น หรือถ้าการกระทบกระทำด้วยมุมที่ค่อนข้างลาดลง ก็จะทำให้ผิวหน้าของกระจก
    กะเทาะออกเป็นรอยเล็กๆ ซึ่งก็เช่นเดียวกัน อาจจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อกระจก
    ได้รับความร้อนจากแสงแดด กระจกก็จะขยายตัว ซึ่งในสภาวะปกติการขยายตัวของกระจก
    ทั้งในแนวนอนและแนวตั้งจะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่น แต่ถ้ากระจกนั้นมีรอยร้าว
    หรือกะเทาะการขยายตัวก็จะไม่สม่ำเสมอ รอยร้าวหรือรอยกะเทาะก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่
    ทำให้กระจกแผ่นนั้นแตก

    ประการที่สอง กระจกที่แตกเป็นกระจกที่ติดตั้งเข้าไปใหม่แทนกระจกแผ่นเดิมที่แตกอัน
    เนื่องมาจากอุบัติเหตุ และการติดตั้งนั้นกระทำไม่ถูกต้องหรือไม่ก็กรอบกระจกที่เป็นส่วน
    หนึ่งของตัวถังได้รับการซ่อมหลังจากการเกิดอุบัติเหตุไว้ไม่ได้ขนาด การติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง
    เป็นไปได้ตั้งแต่ ชนิด ขนาด และตำแหน่งของกาวที่ใช้ ไปจนถึงการวางกระจก ระยะเวลา
    ที่รอให้กาวเซ็ตตัว และการประกอบคิ้วยางเข้าที่เลยทีเดียว การเว้นช่องขอบกระจกไว้แคบ
    เกินไปหรือวางกระจกไม่ได้ฉาก เป็นเหตุให้กระจกอาจเกิดการบิดตัวระหว่างที่ขยายตัว
    เมื่อเกิดความร้อนจนเกิดการแตกร้าวขึ้นได้ ดังนั้นการเปลี่ยนกระจกบังลมหน้าจึงควร
    กระทำโดยช่างที่มีความชำนาญและใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องเท่านั้น

    ประการที่สาม เกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการผลิตกระจก แต่พบได้น้อยมาก
    เนื่องจากกระจกที่ผลิตขึ้นจะถูกตรวจสอบจากเครื่องมือที่เรียกว่า โมลด์ เกจ ทุกแผ่น
    ถ้ากระจกแผ่นใดไม่ได้ขนาด ทั้งในส่วนของมิติและความโค้งจะถูกคัดออก ส่วนการประ
    กอบกระจกเข้ากับตัวรถ ส่วนใหญ่จะกระทำด้วยเครื่องอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
    กระบวนการฉีดกาวลงบนขอบกระจกก่อนการติดตั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้ความแม่นยำทั้ง
    ขนาดความหนาของกาวและระยะห่างจากขอบกระจก

    สาเหตุที่ทำให้กระจกแตกเมื่อโดนความร้อนสูง ก็คือ กระจกมีความผิดปกติอยู่ก่อนแล้ว
    ทำให้ไม่สามารถขยายตัวได้ตามสัดส่วนที่เป็นจริง สำหรับกระจกที่ไม่มีความผิดปกติ
    อะไร จะสามารถทนต่อความร้อนจากแสงแดดได้

  • การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ ก่อนถึงกำหนดเวลาจะมีผลต่อเครื่องยนต์หรือไม่

    การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ ก่อนถึงกำหนดเวลาจะมีผลต่อเครื่องยนต์หรือไม่

    การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ ก่อนถึงกำหนดเวลาจะมีผลต่อเครื่องยนต์หรือไม่
    น้ำมันเครื่องที่ใช้ในเครื่องยนต์มีหน้าที่หลักที่สำคัญ 4 ประการคือ

    1. ทำหน้าที่หล่อลื่น ป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะเสียดสีกันจนเกิดการสึกหรอ
    2. ทำหน้าที่ป้องกันการรั่วซึม ระหว่างลูกสูบกับกระบอกสูบ
    3. ทำหน้าที่ระบายความร้อนภายในตัวเครื่องยนต์
    4. ทำหน้าที่ป้องกันสนิม

    น้ำมันเครื่องโดยทั่วไปจะผลิตจากน้ำมันพื้นฐาน(Base Oil) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์
    ที่ได้จากขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม แล้วใส่สารเติมแต่งคุณภาพ (Additives) ลงไป
    เพื่อให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการนอกเหนือจากหน้าที่หลักของน้ำมันเครื่องทั้ง 4 ประการ
    นั้นแล้ว

    น้ำมันเครื่องยังต้องมีคุณสมบัติในการใช้งานด้านอื่นๆ อีก เช่น ความสามารถในการ
    รักษาความหนืด (ความข้นใส) ไว้ได้แม้อุณหภูมิจะเปลี่ยนไป สามารถละลายคาร์บอนที่
    เกิดจากการเผาไหม้ไม่ให้จับตัวกันเป็นก้อน ไม่รวมตัวกับออกซิเจน มีความตึงผิวที่
    เหมาะสมสามารถที่จะรับแรงกดได้โดยไม่กระจายตัวออกจากกัน ป้องกันการเกิดฟอง
    ป้องกันการเกิดกรดเมื่อกำมะถันที่ได้จากการเผาไหม้รวมตัวกับน้ำ ฯลฯ

    สารเติมแต่งคุณภาพเหล่านี้เองเป็นสาเหตุทำให้อายุการใช้งานของน้ำมันเครื่องมีจำกัด
    เพราะเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งสารเติมแต่งคุณภาพเหล่านี้จะเสื่อมสภาพลง
    จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเก่าออกแล้วเติมน้ำมันเครื่องใหม่ลงไปแทนจะ
    เห็นได้ว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนถึงกำหนดเวลาไม่มีผลเสียใดๆ กับเครื่องยนต์
    ตรงกันข้ามกลับจะเป็นผลดีด้วยซ้ำ เพราะสารเติมแต่งคุณภาพในน้ำมันเครื่องจะมีสภาพ
    ใหม่อยู่เสมอ

    ผลเสียประการเดียวของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนกำหนด คือทำให้สิ้นเปลือง
    และหากพิจารณาให้ดีแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนกำหนด
    หากท่านเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่น ชนิดและคุณภาพตามที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนด เพราะถึงแม้
    สารเติมแต่งคุณภาพจะมีคุณสมบัติลดลงไปตามอายุการใช้งาน แต่ผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะ
    กำหนดให้ระดับของการลดลงนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ยังสามารถใช้งานได้โดยไม่ส่งผลเสียใดๆ
    ตลอดระยะทางและเวลาที่กำหนด

  • ยืดอายุแบตเตอรี่รถยนต์ เทคนิคและวิธีการ

    ยืดอายุแบตเตอรี่รถยนต์ เทคนิคและวิธีการ

    แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของรถยนต์ที่มีความสำคัญมากช่วยในการเก็บพลังงานไฟฟ้าภายในรถยนต์ ดังนั้นผู้ใช้รถทุกท่าน จึงควร หมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อ ยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ได้นานด้วยตัวคุณเอง

    การดูแลรักษาแบตเตอรี่ เพื่อ ยืดอายุแบตเตอรี่รถยนต์

    การดูแลรักษาแบตเตอรี่นั้น น้ำกรดและน้ำกลั่นเป็นสิ่งสำคัญที่คู่กับแบตเตอรี่ การที่จะใช้แบตเตอรี่ให้ได้ประโยชน์นานที่สุดควรปฏิบัติ ิดังนี้

    1. >> หมั่นตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่อย่าให้มีรอบแตกร้าว เพราะจะทำให้น้ำกรดและน้ำกลั่นที่อยู่ภายใน ไหลออกมาทำความเสียหาย ต่อเนื้อเหล็กและเสียของตัวรถ ทั้งยังทำใหแบตเตอรี่เสี่อมเร็วขึ้น มีอายุการใช้งานสั้นลงและไม่สามารถเก็บประจุไฟไว้ได้นาน

    2.>> ดูแลรักษาขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดอยู่เสมอ ถ้ามีคราบเกลือเกิดขึ้นให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำร้อนขัดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และขั้วสายไฟ เช็ดให้แห้งและทาด้วยจารบีหรือวาสลินเพื่อป้องกันการเกิดเกลือซัลเฟตซึ่งจะทำให้กระแสไฟไหลไม่สะดวก

    3.>> ตรวจสภาพของน้ำกรดในแบตเตอรี่ทุก 2 เดือน เพื่อดูว่ามีค่าความถ่วงจำเพาะเปลี่ยนไปในทางเข้มข้นหรือเจือจาง ถ้าเจือจาง ให้เติม น้ำกรดกับการตรวจความถ่วงจำเพาะ ควรให้ศูนย์บริการเป็นผู้ดูแลให้ปลอดภัยกว่า ที่สำคัญควรตรวจระดับ น้ำกลั่นในแบต เตอรี่ทุกสัปดาห์ และอย่าปล่อยให้แบตเตอรี่จ่ายไฟหมดโดยไม่มีการชาร์จไฟ เข้าไปทดแทนสำหรับแบตเตอรี่รุ่นใหม ่จะมีสีของหลอด แก้วเป็นตัว บ่งชี้สภาพ แบตเตอรี่ว่าขณะนั้นอยู่ในสภาพใด

    4.>> ควรตรวจเช็คระบบชาร์จไฟของอัลเตอร์เนเตอร์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสอบสภาพการชาร์จไฟ ว่าต่ำไปหรือสูงไปถ้ำต่ำไปจะมีผลทำ ให้การ ประจุกระแสไฟฟ้าทำได้ไม่เต็มความจุของแบตเตอรี่ทำให้ไฟไม่พอใช้ ในเวลาใช้ไฟแสงสว่าง ในเวลากลางคืนหรือเวลาจะ สตาร์ทเครื่องยนต์ แต่ถ้าสูงเกินไปแบตเตอรี่จะร้อน น้ำกรดและและน้ำกลั่นที่อยู่ภายในจะระเหยเร็วหรืออาจจะเดือดได้ นอกจากนั้น ในขณะตรวจ เช็คควรตรวจ สภาพสายพานและความตึงของสายพานที่ใช้ขับอัลเตอร์เนเตอร์ด้วย

    5.>> การคำนวณการใช้ไฟให้สอดคล้องกับขนาดของแบตเตอรี่และอัลเตอร์ เพื่อให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นได้ด้วยดี เพราะถ้า แบตเตอรี่ขนาดกระแสต่ำจะเก็บไฟไว้ได้น้อยอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ถ้ามีขนาดความจุ กระแสสูง อัลเตอร์เนเตอร์ต้องชาร์จ ไฟมากขึ้น ทำให้อายุการใช้งานของอัลเตอร์เนเตอร์น้อยลง รวมทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมัน เพราะขณะที่อัลเตอร์เนเตอร์ทำงานจะกิน กำลังบางส่วนของเครื่องยนต์ไปด้วย

    6.>> ควรหมั่นตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศหนาวอุรหภูมิต่ำกว่า 20 องศา เพราะในขณะที่อากาศเย็นการแพร่ กระจายของน้ำกรดและน้ำกลั่นจะด้อยลง เป็นเหตุให้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการทำปฎิกิริยาเคมีระหว่าง สารที่เคลือบแผ่น ตะกั่วกับน้ำ กรดและน้ำกลั่นน้อยลงไปด้วย เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากขณะอากาศเย็น

    7.>> กรณีที่จอดรถไว้โดยไม่ได้ใช้งานเกิน 2 สัปดาห์แบตเตอรี่จะมีการคายประจุไฟออกมาตลอดเวลา ถ้ามีมีการชาร์จไฟเข้าแทน ที่แผ่น ธาตุภายในจะเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ได้ ดังนั้นวิธีการเก็บรักษาแบตเตอรี่ที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถนำแบตเตอรี่กลับ ไปใช้งานได้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

    การเก็บแบตเตอรี่แห้ง (Dry Storage)

    เป็นการเก็บแบตเตอรี่ไว้โดยไม่มีสารละลายอยู่ในแบตเตอรี่ส่วนใหญ่เป็นการเก็บแบตเตอรี่ที่ผลิตออกมาจากโรงงานใหม่ ๆ เมื่อต้องการจะใช้งานก็จะนำแบตเตอรี่ไปเติมสารละลายและประจะไฟฟ้าให้เต็ม

    สำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมีสารละลายอยู่ภายในแบตเตอรี่การเก็บให้ถอดแบตเตอรี่ออกจากรถนำไปชาร์จไฟให้เต็มแล้วเทน้ำยาทิ้ง ใช้น้ำกลั่นล้างแล้วเทคว่ำให้แห้ง เมื่อต้องการจะใช้แบตเตอรี่ก็นำไปเติมน้ำยาและชาร์จไฟใหม่

    การเก็บแบตเตอรี่แบบเปียก (Wet Storage)

    แบตเตอรี่ถึงแม้จะชาร์จไฟเต็มแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะสามารถคายประจุไฟออกมาเอง ดังนั้นการเก็บแบตเตอรี่ในขณะ ที่แบตเตอรี่มีน้ำ กรดอยู่ ควรนำไปประจุไฟทุก ๆ 15 วันการเก็บแบเตอรี่แบบนี้ถือว่าเป็นการจัดเก็บแบบชั่วคราว

    การดูแลรักษาแบตเตอรี่เท่าที่กล่าวมานี้เป้นการดูแลรักษาอย่างง่าย ๆ ที่ท่านเจ้าของรถทุกท่านควรให้ความสนใจและเอาใจใส่ดูแล เพื่อเป้นการยืดอายุการใช้งานของแบเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้น ไม่เฉพาะแต่แบตเตอรี่เท่านั้น อุปกรณ์อื่น ๆ ของรถยนต์ก็เช่นเดียวกัน ท่านควรหมั่นดูแลรักษาอุปกรณ์ทุกชิ้นในรถให้มีสภาพที่สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อความมั่นใจทุกครั้งที่ขับขี่

  • ยาปฏิชีวนะ คืออะไร

    ยาปฏิชีวนะ คืออะไร

    ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือยาต้านจุลชีพที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าทำลาย แบคทีเรีย ไม่สามารถใช้กำจัดไวรัสหรือเชื้อราได้

    ยาปฏิชีวนะมีหลายกลุ่ม เช่น เพ็นนิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน คลอแรมฟินิคอล อีรีโธรมัยซิน ฯลฯ แต่ละกลุ่มก็มียาหลายชนิด เช่น เพ็น-วี แอมพิซิลลิน อะม็อกซีซิลลิน คล็อกซาซิลลิน ล้วนเป็นยาในกลุ่ม เพ็นนิซิลลิน

    และยังมีความจำเป็นต้องค้นคว้าหาและสังเคราะห์ยาใหม่ขึ้นมาอีก เพราะแบคทีเรียมีความสามารถพัฒนาตนเองให้ต้านทานหรือดื้อยาปฏิชีวนะได้ฅ

    ยาแต่ละกลุ่ม และยาแต่ละชนิดในกลุ่มเดียวกัน มีฤทธิ์กำจัดแบคทีเรียแต่ละชนิดได้ดีไม่เท่ากัน การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะให้ตรงกับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคจึงมีความสำคัญมาก

    ยาแพงหรือยาใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพดีกว่ายาราคาถูกหรือยาที่มีมานานแล้วเสมอไป หากไม่ตรงกับโรคก็จะไม่ได้ผลเลย

    การจะรู้ชนิดที่แน่นอนของแบคทีเรียต้นเหตุนั้นต้องใช้ วิธีทางห้องปฏิบัติการ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม และกินเวลาหลายวัน ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่มาตรวจรักษาโดยไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล แพทย์จะใช้การตรวจร่างกาย ประกอบกับความรู้ทางสถิติจากงานวิจัยทางการแพทย์ มาตัดสินใจเลือกยาปฏิชีวนะ

    ถ้าแพทย์มีความเห็นว่าอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ไม่ได้ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น มีอาการเจ็บคอ เป็นคออักเสบจากเชื้อไวรัสหรือเชื้อรา แพทย์ก็จะไม่ให้ยาปฏิชีวนะ

    การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ หรือ ผู้ป่วยนำไปรับประทานไม่ถูกวิธี เช่นรับประทานไม่สม่ำเสมอ ไม่ครบตามขนาด นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่ได้ผลในการรักษาแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้มีแบคทีเรียดื้อยาเพิ่มขึ้นด้วย

  • ยาต้านการอักเสบ VS ยาต้านจุลชีพ

    ยาต้านการอักเสบ VS ยาต้านจุลชีพ

    ยาต้านการอักเสบ มักมีฤทธิ์ลดอาการปวด บวม บางชนิดลดไข้ได้ด้วยยาในกลุ่มนี้ได้แก่ แอสไพริน (Aspent R) อินโดเมทาซิน (Indocid R) อิบูโปรเฟน (Brufen R) มีเฟนนามิค (Ponstan R) ไพร็อกซิแคม (Feldene R) ไดโคลฟีแน็ก (Voltaren R) เป็นต้น

    ยาเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ มีอาการข้างเคียง คือ อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร รบกวนการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (ทำให้เลือดออกง่าย หรือ ทำให้เลือดหยุดยาก) และอาจทำให้เม็ดเลือดขาวหรือไตผิดปกติ

    ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ได้แก่ เพร็ดนิโซโลน เบทาเมทาโซน เด็กซาเมทาโซน ฯลฯ ก็มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบได้ และไม่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ มีอาการข้างเคียงหลายประการและค่อนข้างอันตรายไม่น้อยไปกว่ายา ต้านอาการอักเสบที่กล่าวข้างต้น

    ยาอีกกลุ่มหนึ่งที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ” (แพทย์และเภสัชกรก็มักคล้อยเรียกตาม ชาวบ้านไปด้วย) ทั้งที่ไม่มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ คือ ยาปฏิชีวนะซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งหรือฆ่าแบคทีเรียเท่านั้น และไม่สามารถกำจัดจุลชีพชนิดอื่นๆ ได้

    ยาปฏิชีวนะ เป็นเพียงยากลุ่มหนึ่งในกลุ่มยาต้านจุลชีพ ซึ่งประกอบด้วย ยาปฏิชีวนะ (ต้านแบคทีเรีย) ยาต้านเชื้อรา ยาต้านไวรัส (ไวรัสบางชนิด) และ ยาต้านโปรโตซัว

    ถ้าการอักเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อจุลชีพอย่างใดอย่าง หนึ่ง ก็ต้องเลือกใช้ยาต้านจุลชีพให้ถูกชนิด มิฉะนั้นจะไม่เกิดผลการรักษาตามต้องการ และอาจเกิดโทษจากอาการข้างเคียงหรือแพ้ยาได้ นอกเหนือจากการเสียเงินและเสียเวลาเปล่าด้วย

    เมื่อจุลชีพต้นเหตุตายหมดแล้ว อาการอักเสบก็จะลดลงจนหายไป (ดูเรื่อง “อาการอักเสบ”) คนทั่วไปจึงเข้าใจไปว่ายาต้านจุลชีพหรือยาปฏิชีวนะเป็นยาแก้อาการอักเสบ

    หมายเหตุ
    (………………R) คือ ตัวอย่างชื่อการค้า (Registered trademark) ที่รู้จักกันดี ของยาชนิดนั้น