Author: admin

  • โรคภูมิแพ้ คืออะไร มาทำความรู้จักกันค่ะ

    โรคภูมิแพ้ คืออะไร มาทำความรู้จักกันค่ะ

    โรคภูมิแพ้ เกิดจาก ระบบภูมิต้านทาน หากทำงานมากเกินพอดี ก็ทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้เหมือนกันระบบภูมิต้านทานของบางคนต่อต้านสิ่งต่างๆ มากมายและอย่างรุนแรง เช่น ละอองเกสร ฝุ่น ขนสัตว์ น้ำหอม โลหะบางชนิด ฯลฯ เมื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้จึงมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในร่างกาย อาจจะจาม น้ำมูกไหล หอบหืด หรือเป็นลมพิษ ผื่นคัน บางคนที่เป็นมากอาจจะมีไข้ ปวดศีรษะ ร่วมด้วย

    บางคนแพ้อาหาร (โดยเฉพาะอาหารทะเล พบอาการแพ้ได้บ่อย) แพ้ยา อาจท้องเดิน เป็นลมพิษ แน่นอก ช็อค และเสียชีวิตได้ถ้าแพ้มาก

    ร่างกายจะมีอาการภูมิแพ้เกิดขึ้นได้แสดงว่าต้องเคยได้รับสารนั้นเข้าร่างกายมาก่อน อาจจะทางหายใจ รับประทาน หรือสัมผัสทางผิวหนัง ร่างกายจึงจะรู้จักและสร้าง แอนติบอดี ต่อสิ่งนั้นขึ้นมา ซึ่งเป็นตัวการสำคัญให้เกิดปฏิกิริยา ยิ่งได้รับสารนั้นบ่อยๆ อาการก็มักจะรุนแรงขึ้นโดยลำดั

    แต่บางกรณี สารที่ร่างกายได้รับเป็นครั้งแรกก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งนี้เนื่องจากสารนั้น อยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือมีลักษณะบางส่วนของโมเลกุล เช่นเดียวกัน กับสารที่ร่างกายเคยมีแอนติบอดีอยู่แล้วจึงเกิดเรื่องได้ทันที

    วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับโรคภูมิแพ้ คือ การป้องกันมิให้ได้รับสารที่แพ้ ซึ่งบางทีการสืบค้นว่า แพ้อะไรบ้างก็ทำได้ยาก เพราะวันหนึ่งๆ ต้องสัมผัสสิ่งต่างๆ มากมาย แต่การสังเกตและจดบันทึกไว้ก็อาจจะช่วย สืบค้นไปถึงต้นเหตุได้ แต่เมื่อทราบแล้วบางอย่างก็เลี่ยงลำบาก เช่น ฝุ่น เป็นต้น

    การออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารถูกส่วน และไม่เครียด คือ การเสริมสุขภาพทั่วไปให้ดีนั้น ทำให้อาการทุเลาได้ในบางราย

  • ภูมิต้านทานโรค หมายถึงอะไร มาทำความรู้จักกันค่ะ

    ภูมิต้านทานโรค หมายถึงอะไร มาทำความรู้จักกันค่ะ

    ภูมิต้านทานโรค เป็นระบบการทำงานที่สำคัญอย่างยิ่งในร่างกายของเรา ในขณะที่เราหายใจ รับประทานหรือดื่ม แปรงฟัน หรือแม้กระทั่งมีเพศสัมพันธ์ จุลชีพชนิดต่างๆ ทั้งที่ไม่เป็นภัยและที่สามารถทำให้เกิดโรคก็เข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ป่วย เพราะมีระบบภูมิต้านทานโรคหรือระบบภูมิคุ้มกันคอยต่อสู้อยู่  ระบบภูมิต้านทานโรค ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ คือ

    1. ส่วนที่อาศัยเซลโดยตรง
      ได้แก่ เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ซึ่งจะกินหรือทำลายจุลชีพโดยตรง ส่วนใหญ่เม็ดเลือดขาวจะอยู่ในกระแสเลือด แต่ก็อาจลีบตัวเล็ดลอดผ่านรูเล็กๆ ของผนังหลอดเลือดออกไปสู่จุดต่างๆ ที่มีจุลชีพหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาได้
    2. ส่วนที่อาศัยเซลโดยอ้อม
      เม็ดเลือดขาวบางชนิดจะจับเชื้อจุลชีพหรือสิ่งแปลกปลอมไปแจ้งให้เซลบางชนิดสร้างสารต่อต้านหรือ “แอนติบอดี”ที่จำเพาะต่อสิ่งนั้นขึ้นมา แอนติบอดี จะช่วยกำจัดจุลชีพและสิ่งแปลกปลอมด้วยอีกแรงหนึ่ง

    เมื่อใดที่เราเจ็บป่วย ก็สรุปได้ง่ายๆ ว่าขณะนั้นระบบภูมิต้านทานอ่อนแอลงและ/หรือ ได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามามากเกินไป

    ปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ หรือบกพร่องได้แก่

    1. กรรมพันธุ์
      มีโรคถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์บางอย่างที่ทำให้ภูมิต้านทานบกพร่อง
    2. โรคบางชนิด
      เช่น การติดเชื้อเอดส์ (HIV) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
    3. ยาและสารเคมี
      เช่น ยาประเภทสเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ยาต้านจุลชีพบางอย่าง ยารักษาโรคธัยรอยด์ เป็นพิษ ยาแก้ปวดลดไข้บางชนิด ฯลฯ
    4. รับประทานอาหารไม่สมดุล
      4.1 น้อยเกินไปการขาดสารอาหารบางอย่างทำให้ขาดวัตถุดิบและพลังงานที่ใช้สร้างเซล และแอนติบอดีของระบบภูมิต้านทาน เซลของระบบช่วยป้องกันอื่นก็อาจผิดปกติด้วย เช่น ผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ
      4.2 มากเกินไปวิตามิน ซี หรือ อี ในขนาดสูงมากอาจทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานเลวลงและวิตามิน เอ ถ้าได้ รับปริมาณมากเป็นเวลานานอาจทำให้ผิวหนังแห้งและลอกเป็นต้น

    5. การออกกำลังกาย
      การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและสม่ำเสมอจะทำให้เกิดเส้นเลือดใหม่ๆ เพิ่ม หัวใจและปอดทำงานให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น แต่การออกกำลังอย่างหักโหมจนอ่อนเพลียจะกลับทำให้ร่างกายอ่อนแอลง
    6. การพักผ่อนไม่เพียงพอ

    7. ความเครียด ความเครียดทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานแย่ลง สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลทางอ้อมของศูนย์รับรู้อารมณ์ในสมองซึ่งมีความสัมพันธ์ กับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน
    8. แอลกอฮอล แอลกอฮอลมีผลทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานเลวลง

    เมื่อทราบปัจจัยที่ทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอแล้วเราคงทราบว่าจะเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงได้อย่างไร

     

  • การประคบร้อน เย็น รู้ได้อย่างไรว่าควรใช้เมื่อไร

    การประคบร้อน เย็น รู้ได้อย่างไรว่าควรใช้เมื่อไร

    การประคบด้วยความร้อน – ความเย็น เมื่อได้รับการบาดเจ็บ จะพิจารณาจากอะไร มาดูกันค่ะ

    ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บเมื่ออวัยวะของร่างกายได้รับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ถูกกระทบกระแทก หรือข้อพลิก มักมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นเอ็นใยกล้ามเนื้อ และเส้นเลือดฝอยในบริเวณนั้นไม่มากก็น้อย ทำให้มีการอักเสบ บวม ปวด และเลือดออกอยู่ภายใน อาการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดเมื่อประมาณ 24-48 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ ขึ้นอยู่กับว่าได้รับความรุนแรงน้อยหรือมากในระยะแรกนี้จึงควรประคบด้วยน้ำเย็น (ประมาณ 10 –15 องศาเซลเซียส) เพื่อบรรเทาอาการปวด บวม และทำให้เส้นเลือดหดตัวเพื่อให้เลือดหยุดอาจใช้น้ำแข็งใส่ถุงพลาสติคแล้วเอาผ้าห่ออีกชั้นหนึ่งประคบ เพื่อไม่ให้น้ำแข็งที่ละลายไหลเลอะเทอะ

    หลัง 24-48 ชั่วโมงไปแล้ว

    ใช้น้ำร้อน(ประมาณ 35-40 องศาเซลเซียส) ประคบ เพื่อบรรเทาอาการปวด บวม และทำให้เส้นเลือดขยายตัวเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ มาซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บให้หายเร็วขึ้น ช่วยดูดซึม เลือดเก่าและลดอาการบวมอาจใช้น้ำร้อนใส่ขวดหรือกระเป๋าน้ำร้อนประคบ หากร้อนมากต้องเอาผ้าห่อชั้นหนึ่งหรือหลายชั้นก่อน เมื่ออุณหภูมิลดลง แล้วจึงค่อยคลายผ้าออกเพื่อให้ได้ความร้อนที่เหมาะสมอยู่เสมอการรักษาจึงจะได้ผลสูงสุด

    ข้อควรทราบ

    1. การประคบด้วยความร้อนหรือความเย็นควรทำวันละ 2-3 ครั้งๆ ละ 20-30 นาที
    2. ถ้าไม่ทราบอุณหภูมิ ให้ใช้ความร้อนหรือความเย็นที่คนไข้รู้สึกทนได้โดยไม่เจ็บปวด
    3. ถ้าต้องประคบเป็นบริเวณกว้าง เช่น มือ เท้า แขน หรือขา อาจใช้แช่อวัยวะนั้นลงในอ่างเลยก็ได้ แต่ ต้องหมั่นเติมน้ำแข็งหรือน้ำร้อนให้อุณหภูมิเหมาะสมอยู่เสมอ
    4. ต้องให้ความร้อนหรือเย็นตรงกับจุดที่เป็นสาเหตุของความเจ็บปวด ไม่ใช้ความร้อนหรือเย็นกับจุดที่รู้สึกปวดเท่านั้น อาจทำได้โดยใช้นิ้วกดไปทั่วๆ บริเวณที่รู้สึกปวด จุดที่กดแล้วมีอาการเจ็บปวดมากคือ จุดที่เป็นสาเหตุ
    5. ผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ปวดเมื่อยจากการใช้กล้ามเนื้อก็อาจใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบก็ได้ จะบรรเทาอาการปวดและคลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อได้
    6. การได้รับหรือสูญเสียความร้อนมากเกินไปจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบต่างๆ ของร่างกายหลายอย่างเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ (37 องศาเซลเซียส) จึง ห้ามใช้ การรักษาด้วยความร้อนหรือความเย็น ในผู้ที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด เช่นมือเท้าเย็นเขียวและปวดเวลากระทบความเย็น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต (สูงหรือต่ำ) โรคไตอักเสบ โรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีเส้นประสาทรับสัมผัสผิดปกติ (อาการชา) จากเหตุใดๆ

     

  • ความสูงกับน้ำหนักตัว ตารางเกณฑ์ น้ำหนัก ส่วนสูง

    ความสูงกับน้ำหนักตัว ตารางเกณฑ์ น้ำหนัก ส่วนสูง

    คุณเป็นเพศหญิง หรือ เพศชาย อยากทราบว่าเราเป็นคน ตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ หรือสมส่วนดีแล้ว ให้เทียบจากตาราง ความสูงกับน้ำหนักตัว เป็นค่ามาตรฐานที่นำมาวัดค่าได้ของคนไทยในช่วงอายุต่างๆ ของจริงไม่ต้องมโนนะจ๊ะ

    ตารางที่ 1 ความสูงกับน้ำหนักตัว สำหรับผู้ชาย

    ความสูง
    โครงกระดูก
    โครงกระดูก
    โครงกระดูก
    เป็น ซ.ม.
    เล็ก
    ปานกลาง
    ใหญ่
    155
    48 ก.ก.
    53 ก.ก.
    58 ก.ก.
    157
    49
    54
    60
    160
    50
    56
    62
    162
    51
    57
    63
    165
    53
    59
    65
    167
    54
    61
    67
    170
    56
    63
    69
    172
    58
    64
    71
    175
    59
    66
    73
    177
    62
    68
    75
    180
    63
    70
    78
    183
    65
    73
    79

     

    ตารางที่ 2 ความสูงกับน้ำหนักตัว สำหรับผู้หญิง

     

    ความสูง 
    โครงกระดูก
    โครงกระดูก
    โครงกระดูก
    เป็น ซ.ม.
    เล็ก
    ปานกลาง
    ใหญ่
    142
    39 ก.ก.
    44 ก.ก.
    48 ก.ก.
    145
    40 
    45 
    50 
    147
    42 
    46 
    51 
    150
    43 
    48 
    53
    152
    44
    49
    54
    155
    45
    50
    55
    157
    47
    52
    57
    160
    48
    54
    59
    162
    50
    56
    62
    165
    51
    58
    63
    167
    53
    60
    65
    170
    56
    62
    67
    172
    57
    63
    69
    175
    58
    65
    71
    177
    60
    67
    73

     

     

    การวัดโครงกระดูก  ให้วัดรอบข้อมือของแขนข้างที่ใช้งานเป็นประจำ ตรงที่เรียกว่าตานกแก้ว (ปุ่มกระดูก)

     

     

    สำหรับผู้ชาย วัดได้  น้อยกว่า 6.5 นิ้ว = โครงกระดูกเล็ก
    วัดได้ ระหว่าง 6.5 – 7 นิ้ว = โครงกระดูกปานกลาง
    วัดได้ มากกว่า 7 นิ้ว  = โครงกระดูกใหญ่
    สำหรับผู้หญิง วัดได้ น้อยกว่า 5.5 นิ้ว  = โครงกระดูกเล็ก
    วัดได้ ระหว่าง 5.5 – 6.5 นิ้ว  = ปานกลาง
    วัดได้ มากกว่า 6.5 นิ้ว = ใหญ่

     

    ตารางที่ 3 ความสูงและน้ำหนักตัวของผู้ใหญ่ไทยในช่วงอายุต่างๆ

     

    ความสูง(ซ.ม.)
    น้ำหนักตัว (ก.ก.)
    ช่วงอายุ(ปี) 15-19
    20-34
    35-64
    65-88
    ชาย
    150 -154
    40-44
    45-51
    47-55
    43-51
    155-159
    45-50
    49-55
    50-58
    43-49
    160-164
    49-53
    51-57
    53-61
    49-59
    165-169
    51-57
    53-61
    55-66
    52-58
    170-174
    56-62
    57-65
    59-69
    58-64
    175-179
    57-64
    57-65
    59-69
    –
     
    ช่วงอายุ(ปี) 15-29
    30-35
    55-64
    65-88
    หญิง
    140-144
    39-45
    39-44
    36-46
    42-45
    145-149
    42-48
    45-53
    42-48
    38-46
    150-154
    43-50
    47-55
    46-54
    44-54
    155-159
    45-55
    51-60
    50-58
    43-53
    160-164
    50-58
    53-63
    –
    –
    165-169
    53-57
    55-65
    –
    –

     

    พอจะเทียบเคียงได้แล้วใช่ไหมคะ ด้วย ความสูงกับน้ำหนักตัว ว่าเราจัดว่าอยู่ในกลุ่มรูปร่างแบบไหนจากตารางนี้ ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของตารางเกณฑ์ น้ำหนัก ส่วนสูง โดยทั่วไปค่ะ

  • อาการข้างเคียงและพิษของการได้รับวิตามินเกินขนาด

    อาการข้างเคียงและพิษของการได้รับวิตามินเกินขนาด

    วิตามิน
    ระดับวิตามินที่ทำให้เกิดพิษ
    อาการพิษ จากการได้รับ วิตามินเกินขนาด
    เอ พิษเฉียบพลัน 2-5 ล้าน IU พิษเรื้อรังมากกว่า 50,000-100,000 IU ต่อวัน ปวดศีรษะอย่างแรง ผิวหนังลอก เห็นภาพซ้อน เบื่ออาหาร อาเจียน หงุดหงิด ปวดศีรษะ ผมร่วง ผิวหนังแห้งลอก เด็กทารก มี Intracranial pressure เพิ่ม, การเจริญเติบโตหยุดชะงัก, ทำให้เกิดความพิการของเด็กในครรภ์ได้เมื่อมารดาได้รับวิตามินเอ 25,000-40,000 IU ในไตรมาสแรก
    บี 1 ไม่มีรายงาน ความเป็นพิษต่ำ เมื่อให้ 10-400 มิลลิกรัม โดยการฉีด อาจพบหัวใจเต้นเร็ว ความดันต่ำ หายใจลำบาก และอาการสั่น (Tremor)
    บี 2 ไม่มีรายงาน –
    ไนอาซิน มากกว่า 1,000-10,000 มิลลิกรัม/วัน มีรายงานพิษของกรดนิโคตินิก ว่า เป็นพิษต่อตับ, หัวใจเต้นผิดปกติ, ในคนปกติทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น, ในผู้ป่วยเบาหวานทำให้ความต้องการอินซูลินเพิ่มขึ้น, โรคเกาต์, โรคหืดและแผลในกระเพาะอาหารเป็นมากขึ้น สำหรับนิโคตินาไมด์ไม่มีรายงานการเกิดพิษ
    บี 6 มากกว่า 200 มิลลิกรัม/วัน pyridoxine dependency ในขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน เดินเซ, เพิ่มเมตาบอลิสมของยา L-dopa จึงควรระวังในผู้ป่วยโรค Parkinson’s disease, ประสาทรับความรู้สึกเสียไป เมื่อได้รับ B6 2-6 กรัม เป็นเวลา 2-40 เดือน, ระคายเคืองกระเพาะ, นอนไม่หลับ, อ่อนเพลีย
    กรดโฟลิก มากกว่า 15 มิลลิกรัม/วัน ลดฤทธิ์ของยากันชัก (Diphenyl hydantoin) การใช้เพียงวันละ 1 มิลลิกรัม สามารถ บดบังอาการทางระบบเลือดของโรค Pernicious anemia ทำให้ความเสื่อมของเซลล์ ประสาทมากขึ้น
    บี 12 มากกว่า 100 มิลลิกรัม/วัน เม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ (Polycythemia), วิตามิน บี 12 ชนิดฉีดอาจทำให้เกิดผื่นได้
    กรดแพนโทธินิก มากกว่า 10-20 มิลลิกรัม/วัน ความเป็นพิษต่ำมาก มีรายงานการเกิดอุจจาระร่วง, มีการคั่งของน้ำในร่างกาย เมื่อได้รับกรดแพนโทธินิก 10-20 กรัม/วัน
    ซี มากกว่า 2,000-4,000 มิลลิกรัม/วัน อุจจาระร่วง,ปวดท้อง, rebound scurvy ในเด็กแรกเกิดและผู้ใหญ่ ถ้าได้รับวิตามินซีมากกว่า 1 กรัม/วัน อาจทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวเลวลง, เพิ่มการดูดซึมเหล็กซึ่งอาจมีผลต่อโรคธาลัสซีเมีย, ถ้าได้รับ 1.5 กรัม/วัน ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ใน G-6- P D deficiency, เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไต, ทำให้ผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะผิดไป
    ดี มากกว่า 1,000-10,000 IU/วัน ระดับแคลเซียมในเลือดสูงมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดข้อ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน กระดูกผุ ถ้าเป็นมากมีการสะสมแคลเซียมตามอวัยวะต่างๆ เช่น หลอดเลือด, ไต, ปอด
    อี มากกว่า 100 มิลลิกรัม/วัน ระดับไขมันในเลือดสูง, น้ำตาลในเลือดต่ำลง, การทำงานของเม็ดเลือดขาวเลวลง, เพิ่มฤทธิ์ของยา warfarin ถ้าได้รับวิตามินอีมากกว่า 400 มิลลิกรัม/วัน, ต้านฤทธิ์ของเหล็กในการรักษาโลหิตจางในเด็ก
    เค – มีรายงานอาการอาเจียน ร้อนวูบวาบ ปวดหน้าอก เมื่อได้รับวิตามินเคฉีดเข้าเส้น, ทารกอาจเกิดเม็ดโลหิตแดงแตก, bilirubin ในเลือดสูง, ตัวเหลือง

    IU = หน่วยสากล

    ที่มา : ข่าวสารด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (สนง.คณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข)

  • การใช้ยาหยอดหู

    การใช้ยาหยอดหู

    หูเป็นอวัยวะที่สำคัญ และอาจจะเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาได้ การใช้ยาหยอดหู จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจและปฎิบัติตนให้ถูกต้องค่ะ

    วิธีหยอดหู

    1. ล้างมือให้สะอาด
    2. ถ้ามีน้ำเหลืองหรือหนอง ควรเช็ดออกด้วยสำลีพันปลายไม้ทุกครั้งก่อนหยอดยา
    3. นอนหรือนั่งตะแคงหูข้างที่เป็นขึ้น หยดยาลงไปตามจำนวนที่ระบุ ระวังอย่าให้ปลายหลอดยาแตะถูกหู
    4. อยู่ในท่านั้นประมาณ 15 นาที แลึงจึงเอนศีรษะเทน้ำยาที่เหลือในหูทิ้ง
    5. เมื่อเปิดใช้แล้วไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน

     

  • การใช้ยาหยอดตา ยาป้ายตาที่ถูกต้อง

    การใช้ยาหยอดตา ยาป้ายตาที่ถูกต้อง

    วิธีหยอดตา – ป้ายตา

    1. ล้างมือให้สะอาด
    2. ถ้ามีขี้ตา ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดออกก่อนทุกครั้ง
    3. นอนหรือนั่งแหงนหน้าขึ้น ดึงหนังตาล่างลงให้เป็นกระพุ้ง
      3.1 หยดยาลงไปในกระพุ้งตามจำนวนที่ระบุไว้ในฉลาก ปล่อยหนังตาคืนสภาพ ลืมตาหรือ กระพริบตาสักครู่ อย่าหลับตาแน่นเพราะยาจะไหลออก หรือ
      3.2 บีบยาขี้ผึ้งป้ายตายาวประมาณครึ่งเซ็นติเมตร ลงไปในกระพุ้ง หลับตาแล้วคลึงหนังตาเบาๆ ให้ยากระจายทั่วตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดยาแตะถูกตาหรือขนตา
    4. เมื่อเปิดใช้แล้วไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน

    หมายเหตุ

    • เมื่อต้องหยอดตามากกว่า 1 ชนิด ในคราวเดียวกัน ควรเว้นเวลาหยอดห่างกันประมาณ 15 นาที- เมื่อต้องหยอดตาและป้ายตาในเวลาเดียวกัน ให้หยอดยาก่อนสักครู่แล้วจึงป้ายตา
  • โอ้ว ก๊อด กระเป๋าแฮนด์เมดทรงจิ๋ม น่ารักตะมุตะมิ แต่คุณจะกล้าซื้อใช้ไหม

    โอ้ว ก๊อด กระเป๋าแฮนด์เมดทรงจิ๋ม น่ารักตะมุตะมิ แต่คุณจะกล้าซื้อใช้ไหม

    กระเป๋ารูปจิ๋ม แฮ่ ฟังไม่ผิดหรอกจ้า กระเป๋าทรงนี้จะเล็กกว่ากระเป๋าถือของผู้หญิงขนาดทั่วๆ ไป สามารถใส่ของเล็กๆ อย่างเหรียญ บัตรเครดิต และเครื่องสำอางเล็กๆ น้อยๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทมพอน (ผ้าอนามัยแบบสอด) กระเป๋านี้เป็นงานแฮนด์เมดนะคะ สนนราคาก็ 19 เหรียญ + ค่าส่งต่างหาก

    ผลงานกระเป๋ารูปจิ๋มนี้ ผู้ผลิตเป็นชาวออสเตรเลียค่ะ ถ้าหากต้องการสั่งซื้อ ก็จะใช้เวลาจัดทำและขนส่ง 1-2 อาทิตย์ สามารถสั่งได้ว่าจะเอากระเป๋าขนสีอะไร มีสีต่างๆ กันถึง 5 สี  ทั้งสีบรอนด์ สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม สีดำ และสีขิง (เอ๊ะ มีสีชื่อนี้ด้วยเหรอเนี่ย) ซึ่งก็ได้จำลองมาจากโทนสีของจริงนั่นแหละค่ะ  นอกจากเลือกสีแล้วยังเลือกทรงได้ด้วยนะคะ กระเป๋าถือแบบนี้ จะมีคนกล้าใช่ไหมเนี่ย จัดว่าเป็นของแปลกแหวกแนว อาจจะมีใครซื้อให้กันเป็นของขวัญให้กันก็ได้นะ ดูๆ ไปก็น่ารักดีเหมือนกันนะคะ

  • การรับประทานยาที่ถูกวิธี การรับประทานยาตามเวลาที่เหมาะสม

    การรับประทานยาที่ถูกวิธี การรับประทานยาตามเวลาที่เหมาะสม

    ยานั้นมีหลายประเภท และการทำงานของยาแต่ล่ะอย่างนั้นจะมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดเมื่อมี การรับประทานยาที่ถูกวิธี กล่าวโดยทั่วไป การรับประทานยาขณะที่ท้อง (กระเพาะลำไส้) ว่างจะทำให้ยานั้นถูกดูดซึมได้มากที่สุด แต่ยาบางชนิดอาจถูกกำหนดให้รับประทานในเวลาแตกต่างออกไป ด้วยเหตุผลที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ยาในกลุ่มเตตร้าซัยคลิน มักรับประทานพร้อม หรือ หลังอาหารทันทีเพื่อลดอาการคลื่นไส้ ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบบ่อย ถ้าคนใดไม่ประสพอาการข้างเคียงนี้จะรับประทานตอนท้องว่างก็จะดูดซึมได้ มากกว่าหรือยากริสสิโอฟูลวิน (ฆ่าเชื้อราประเภทกลาก) ควรจะรับประทานพร้อมกับอาหารไขมัน จะทำให้ดูดซึมได้ดีขึ้น เป็นต้น

    การรับประทานยาตามเวลาที่เหมาะสม

    1. ยาก่อนอาหารให้รับประทานก่อนอาหาร (รวมทั้งนม ขนม ฯลฯ) 30-60 นาที
    2. ยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีมักเป็นยาที่ระคายเคืองกระเพาะอาหารมาก เช่น ยาแก้ปวด – ต้านอาการอักเสบกลุ่มแอสไพริน (ถ้าไม่ได้รับประทานอาหาร ควรดื่มน้ำตามยามากๆ)ให้รับประทานอาหารครึ่งหนึ่งแล้วรับประทานยา แล้วจึงรับประทานอาหารต่อจนอิ่มหรือรับประทานอาหารคำสุดท้ายแล้วรับประทานยาทันที
    3. ยาหลังอาหารมักเป็นยาที่ระคายกระเพาะเช่นกันให้รับประทานหลังอาหาร 15 –30 นาที เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้มากกว่าหลังอาหารทันที
    4. ยาระหว่างมื้ออาหารให้รับประทานยาก่อนหรือหลังอาหาร 1 – 2 ชั่วโมง
    5. ยาก่อนนอนรับประทานก่อนเข้านอน 15 – 30 นาที
    6. ยาตามอาการต่างๆเช่น รับประทาน 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง เวลาปวดหมายความว่า รับประทานครั้งละ 2 เม็ดเมื่อมีอาการปวด ถ้าต่อมามีอาการปวดอีก แต่ยังไม่ถึง 4 – 6 ชั่วโมง ยังไม่ควรรับประทานยานั้นซ้ำอีก เพราะ อาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้การลืมรับประทานยาครั้งหนึ่ง ให้รีบรับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลามื้อต่อไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเสีย อย่าเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า ในมื้อต่อไปเป็นอันขาด

     

  • หลักการใช้ยาเบื้องต้น การใช้ยาให้ถูกวิธี

    หลักการใช้ยาเบื้องต้น การใช้ยาให้ถูกวิธี

    หลักการใช้ยาเบื้องต้น

    หลักการใช้ยาเบื้องต้น ที่พวกเราควรรู้ เพื่อที่จะได้ใช้ยาให้ถูกวิธีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ไม่อันตราย และมีประสิทธิภาพสูงสุด มีข้อควรพึงปฎิบัติดังนี้นะคะ

    1. ใช้ยาถูกโรค  นอกจากโรคง่ายๆ เช่น ไข้หวัดแล้วควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะอาการคล้ายกัน อาจเป็นโรคต่างกันได้ เช่น ปวดท้องอาจมีสาเหตุจากระบบย่อยผิดปกติ อาหารเป็นพิษ ลำไส้ตีบ กระเพาะอาหารทะลุ หรือเป็นนิ่วในท่อไต เป็นต้น
    2. ใช้ยาถูกคน ไม่ควรเอายามาแบ่งกันใช้ เพราะจะทำให้ยาไม่พอใช้จนครบระยะเวลารักษา นอกจากนี้แม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกัน แต่บางคนอาจมีโรคประจำตัวที่ห้ามใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดอาการแน่นจมูกไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันเลือดสูง เป็นต้น
    3. ใช้ยาถูกขนาดเด็กทารก เด็กโต ผู้ใหญ่ คนอ้วนมากหรือผอมมาก ใช้ยาขนาดต่างกัน
    4. ใช้ยาถูกวิธี  ต้องดูให้แน่ใจว่ายานั้นใช้ทางใด เช่น
      • ยาพ่น พ่นในจมูก คอ หรือ ผิวหนัง ?
      • ยาหยอด ตา หรือ หู ?
      • ยาทา ผิวหนัง หรือในปาก ?
      • ยาอม ให้ละลายในปากช้าๆ หรืออมใต้ลิ้น ?
      • ยารับประทาน ต้องเคี้ยวก่อนกลืนหรือไม่ * ?
      • ยาเหน็บ ทางทวารหนักหรือช่องคลอด ?
      • ยาฉีด ฉีดเข้าในผิวหนัง ใต้ผิวหนัง เข้ากล้ามเนื้อ เข้าข้อ หรือเข้าเส้นเลือดดำ ?
    5. ใช้ยาถูกเวลาก่อนหรือหลังอาหาร ระหว่างมื้ออาหาร ก่อนนอน เฉพาะเมื่อมีอาการปวด-ไข้-หรือคัน หรือวันเว้นวัน เป็นต้น
    6. ใช้ยาให้ครบระยะเวลารักษาเช่น ต้องรับประทานยา 5 วัน 10 วัน หรือ 9 เดือน เป็นต้นหรือ ต้องฉีดวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม 5 เข็ม แล้วแต่ชนิดของวัคซีน

    ฉลากยามักจะมีข้อมูลที่จำเป็นเหล่านี้อยู่แล้ว จึงต้องอ่านให้ถี่ถ้วน หากมีข้อสงสัยควรถามแพทย์หรือเภสัชกร ให้เข้าใจก่อนออกจากสถานพยาบาลควรช่วยเหลือผู้ป่วยที่อ่านหนังสือไม่ได้ให้ใช้ยาอย่างถูกต้องด้วย

    * หมายเหตุ

    • ยาบางชนิดต้องเคี้ยวก่อนกลืน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น
    • ยาบางชนิดห้ามเคี้ยว เพราะผลิตด้วยกรรมวิธีพิเศษเพื่อให้ค่อยๆ ปล่อยตัวยาทีละน้อยแต่ ออกฤทธิ์ได้นาน ถ้าเคี้ยวยาอาจได้รับยาเกินขนาด ถ้าไม่มีฉลากบอกให้เคี้ยว ไม่ควรเคี้ยว เพราะอาจเป็นอันตรายได้