Author: admin

  • ปวดหลัง สาเหตุและวิธีป้องกันรักษา

    ปวดหลัง สาเหตุและวิธีป้องกันรักษา

    สาเหตุของอาการปวดหลังที่พบบ่อยที่สุด คือ สาเหตุจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือกระดูกบริเวณหลัง รองลงมาคือสาเหตุจากไต นอกจากนี้อาจจะมีสาเหตุจากเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ การติดเชื้อเป็นฝี การอักเสบของอวัยวะในช่องท้องหรือมดลูก เนื้องอก หรือสาเหตุทางจิตใจ

    คนที่ไม่ได้ทำงานยกของหนักก็ปวดหลังได้จากท่านั่งทำงานหรือนอนบนที่นอนที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสบริหารกล้ามเนื้อหลัง เอว และหน้าท้องให้แข็งแรง

    คนที่ทำงานยกของเป็นประจำมักปวดหลังจากการยกของหนักเกินไป ทำงานนานเกินไป หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

    กระดูกสันหลังคด ทั้งที่เป็นเองแต่กำเนิด หรือเกิดจากการยกหิ้วของหนักมากข้างเดียวเป็นประจำ กระดูกสันหลังเป็นวัณโรค กระดูกสันหลังร้าวหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนจากการตกจากที่สูงหรือล้มก้นกระแทกพื้น ก็เป็นเหตุให้ปวดหลังได้ แต่พบน้อยกว่าสาเหตุจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นดังกล่าวแล้ว

    เราจึงควรบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงและใช้งานให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง

    ถ้าปวดหลังเกิดขึ้นแล้วควรให้กล้ามเนื้อได้พัก อาจใช้ยาทา ยารับประทาน และการประคบความร้อนช่วย หากไม่ดีขึ้นในเวลาอันควรอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

    สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องไต อาการปวดหลังจากไตผิดปกติมักจะมีอาการอย่างใดต่อไปนี้ร่วมด้วย คือ ไข้สูง ปัสสาวะขุ่นหรือแดง (ปัสสาวะสีเหลืองจัดไม่ใช่อาการโรคไต) อาการปวดหลังมักจะเป็นข้างเดียวมากกว่า ที่จะเป็นสองข้างพร้อมกันผู้ที่เป็นโรคไตควรได้รับการตรวจและรักษาโดยแพทย์ อย่าซื้อยารับประทานเอง

  • การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ-เส้นเอ็น

    การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ-เส้นเอ็น

    ถ้าเราไม่ได้ออกกำลังหรือทำงานสม่ำเสมอ พอมาออกแรงหน่อยมักจะมีอาการปวดตึง กล้ามเนื้อหรือรู้สึก เมื่อยๆ ในวันรุ่งขึ้น อธิบายได้ว่าเกิดจากมี สารเคมีประเภทกรด เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อและไม่สามารถระบายขับถ่ายออกจากบริเวณนั้นได้ทัน เพราะการไหลเวียนเลือดบริเวณนั้นยังไม่สะดวกพอ

    หากช่วยนวดเบาๆ ให้เส้นเลือดขยายตัวและออกกำลังต่อไปอย่างสม่ำเสมอ อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 วัน เพราะร่างกายจะปรับตัว อาจหายเร็วกว่าหยุดพักเฉยๆ

    แต่ถ้าออกแรงมากเกินไปหรือโดนกระทบกระแทกรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและ/หรือเส้นเอ็นได้ เส้นใยของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น มักมีการฉีกขาดไม่มากก็น้อย จะเกิดอาการปวดบวม ฟกช้ำเขียว ทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความรุนแรง

    กรณีนี้ ควรประคบด้วยความเย็นภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกเพื่อห้ามเลือดที่ออกภายใน เนื้อเยื่อและบรรเทาอาการปวด บวม หลังจากนั้นควรประคบด้วยความร้อนเพื่อให้เส้นเลือดขยายตัว มีอาหารและออกซิเจนมาซ่อมส่วนที่ฉีกขาดได้มากขึ้น และบรรเทาอาการปวด

    ถ้ามีอาการมาก อาจใช้ยาทา หรือยารับประทานร่วมด้วย และควรพักการใช้งานกล้ามเนื้อนั้น ชั่วคราว ยกอวัยวะนั้นสูง (เช่นเท้าบวม ควรนอนและใช้ผ้าหนุนเท้าประมาณ 30 องศา) จะช่วยให้ยุบบวม

    ถ้าฉีกขาดมาก อาจต้องผ่าตัดเย็บกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเข้าเฝือกให้ได้พัก

    การเริ่มเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือ ไม่พักให้นานพอ ในกรณีการบาดเจ็บ อาจทำให้หายช้า มีอาการเจ็บเรื้อรังหรือเจ็บซ้ำได้ง่าย

    โปรดระลึกไว้ว่า การใช้ยาในกรณีของการบาดเจ็บเป็นเพียงการช่วยบรรเทาอาการปวดบวม เท่านั้น อาการบาดเจ็บจะหายได้เร็วหรือช้าขึ้นกับการซ่อมแซมตัวเองของร่างกายเป็นสำคัญ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ – 2 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงหรืออันตรายที่ได้รับด้วย

  • แพ้ยา การแพ้ยาคืออะไร

    แพ้ยา การแพ้ยาคืออะไร

    อาการแพ้ยา เกิดขึ้นเนื่องจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายสร้างความต้านทานจำเพาะขึ้น ต่อยาชนิดนั้นๆ ในทำนองเดียวกับการแพ้อาหารหรือสิ่งอื่นๆ

    ยาทุกชนิดมีโอกาสกระตุ้นระบบภูมิต้านทานให้เกิดอาการแพ้ยาได้ นับตั้งแต่ยาพาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ บางกรณีอาจไม่ได้แพ้ตัวยาแต่ แพ้สีที่ผสมในยา หรือ แพ้แค็ปซูลที่บรรจุยา จึงไม่ควรใช้ยาโดยไม่มีความจำเป็น

    อาการแพ้ยา มีอาการเหมือนอาการแพ้สารอื่นๆ คือ อาจมีอาการเล็กน้อยแค่ผื่นแดงคัน ลมพิษ ตุ่มพอง รอยดำไหม้ที่ผิวหนัง จนกระทั่งอาการรุนแรงเสี่ยงต่อชีวิต เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ผิวหนังพอง และลอกทั้งตัว หายใจไม่ออก ช็อคหมดสติ ระบบหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว

    ยาทาผิวหนัง ยาหยอดตา ก็มีโอกาสทำให้เกิดอาการรุนแรงได้เท่ายารับประทานและยาฉีด การฉีดยาเป็นวิธีการบริหารยาที่อันตรายมาก ในกรณีมีการแพ้ยาเกิดขึ้น เพราะไม่มีทางกำจัดยาโดยวิธีอื่นๆ ในขณะที่ยาทาหรือยาหยอดสามารถถูกล้างออกได้บ้าง ยารับประทานก็อาจทำให้อาเจียนออกหรือเร่งการ ขับถ่ายยาที่เหลือจากการดูดซึมออกทางทวารหนักได้ ยาฉีดจึงมักทำให้เกิดอาการแพ้รวดเร็ว รุนแรง และเป็นอยู่นานกว่าการบริหารยาโดยวิธีอื่น

    นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแพ้ยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันด้วย เช่น คนที่เคยแพ้ยา เพ็นนิซิลลิน อาจจะแพ้ยาแอมพิซิลลิน และ อะม็อกซี่ซิลลิน ด้วยได้หากมีอาการแพ้ยาใด (หรือแพ้อาหาร สารเคมี หรืออื่น ๆ) ควรเขียนชื่อยานั้นในบัตรหรือ กระดาษติดตัวไว้ และแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้งก่อนตรวจรักษาและรับยา

  • การออกกำลังแบบแอโรบิก คืออะไร และเกิดผลดีต่อร่างกายอย่างไร

    การออกกำลังแบบแอโรบิก คืออะไร และเกิดผลดีต่อร่างกายอย่างไร

    การออกกำลังแบบแอโรบิก เป็นการออกกำลังกายโดยใช้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหม เพื่อให้หัวใจเต้นประมาณ 65-80 % ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ติดต่อกันเป็น เวลาอย่างน้อย 25-30 นาที ถ้าออกกำลังกายตามลักษณะนี้ครบถ้วนทุกองค์ประกอบ จะเกิดผลดีต่อหัวใจ เส้นเลือดและ ปอด คือ เป็นการบริหารระบบหัวใจและเส้นเลือด และระบบการหายใจ นั่นเองหัวใจจะแข็งแรง ไม่เหนื่อยง่าย เส้นเลือดและปอดมีการขยายตัวดี ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้ด้วยอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ในแต่ละอายุ คำนวณได้โดยสูตร

    ราการเต้นสูงสุดของหัวใจ = 220 – อายุ (ปี)
    = ……………ครั้ง/นาที

    ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนหรือเลิกมานานแล้วควรเริ่มอย่างเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มการเต้นของหัวใจและระยะเวลาภายหลัง ควรหยุดพักถ้ารู้สึกไม่สบายหรือผิดปกติ อย่าฝืนความรู้สึกของร่างกาย ผู้ที่เข้าวัยกลางคน (35 ปี) ควรตรวจสุขภาพโดยเฉพาะระบบหัวใจและเส้นเลือดก่อนการออกกำลังกายหรือกีฬาที่ใช้เป็นแบบแอโรบิกได้ ได้แก่ ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน วิ่งเหยาะ(จ๊อกกิ้ง) เต้นแอโรบิก กระโดดเชือก เดินเร็วควรทำให้ได้ สัปดาห์ละ 3-6 วัน แล้วแต่ระดับความหนักของการออกกำลังกาย เช่น ถ้าออก กำลังกายหนักด้วยอัตราการเต้นหัวใจ 80% ครั้งละ 1 ชั่วโมง อาจจะออกกำลังกาย (สลับการพัก) วันเว้นวัน ทั้งนี้คงไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว ให้ใช้ความรู้สึกสมบูรณ์หรือความอ่อนล้า ของแต่ละคนเองเป็นมาตรวัดความเหมาะสม

    หมายเหตุ การวิ่งระยะทางไกล เช่น ครึ่งมาราธอน ( 22 กม. ) เป็นการวิ่งที่สร้างความเครียดแก่ร่างกายมาก เกินขอบเขตของการออกกำลังเพื่อสุขภาพ เด็กและวัยรุ่นจึงไม่ควรทำกิจกรรมประเภทนี้

     

  • การบริหารกล้ามเนื้อ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

    การบริหารกล้ามเนื้อ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

    การบริหารกล้ามเนื้อ การออกกำลังแบบแอโรบิก เป็นการใช้งานกล้ามเนื้อไม่หนักนัก เพราะมุ่งบริหารหัวใจและปอด เป็นหลัก แต่ถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อมีพลังมากขึ้นก็ต้องเพิ่มโปรแกรมการบริหารกล้ามเนื้อโดย ใช้แรงต้านทาน(น้ำหนัก) เข้าไปด้วยการบริหารกล้ามเนื้อ ควรให้ครบ 3 องค์ประกอบ คือ

    1. พลัง (Strength)การเพิ่มแรงต้านทาน (น้ำหนักถ่วง) จะฝึกให้กล้ามเนื้อมีพลังมากขึ้นและขนาดของกล้ามเนื้อนั้นมักใหญ่ขึ้นด้วยการบริหารเพื่อเพิ่มแรง (ใช้แรงต้านทานมาก) ไม่ควรทำเกิน Set ละ 12-14 ครั้งต่อท่า และไม่ควรเกิน 3-4 Set ต่อวัน ถ้าหนักมากควรให้กล้ามเนื้อได้พักวันเว้นวัน หรือเว้น 2 วันหรือ อาจบริหารสลับครึ่งบนและครึ่งล่างของร่างกาย อย่างละวัน
      หมายเหตุ ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรบริหารโดยใช้น้ำหนักมาก เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อบาดเจ็บ และทำให้ความสูงหยุดเจริญก่อนเวลาอันควร
    2. ความทนทาน (Endurance) ไม่ต้องใช้แรงต้านทานมาก แต่เคลื่อนไหวซ้ำๆ ท่าละ (ไม่เกิน) 20 ครั้ง ต่อ Set และไม่ควรเกิน 3-4 Set ต่อวัน
    3. การประสานงาน (Coordination)เป็นการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน การฝึกการประสานงานที่ดี คือ การเล่นกีฬา ประเภทต่างๆ ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยและฐานะ

      การบริหารกล้ามเนื้อ จะช่วยกระตุ้นให้กระดูกที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อนั้นๆ แข็งแรงขึ้น มีความหนาแน่นกระดูกมากขึ้นด้วย ก่อนบริหารกล้ามเนื้อ ควรมีการอบอุ่นร่างกาย (Warm up) ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก 25-30 นาที หลังจากเสร็จแล้วควรค่อยๆ ผ่อนลง (Cool down) ด้วยท่ายืดเส้นหรือคลายกล้ามเนื้อ 15-30 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมี ความยืดหยุ่น (Flexibility) ดีขึ้นด้วยการบริหารในแต่ละระดับความหนัก ควรฝึกให้อยู่ตัวประมาณ 3-4 เดือน ก่อนปรับความหนัก ของการบริหารมากขึ้นต่อไป

     

  • วิธีแก้เผ็ดพริก

    วิธีแก้เผ็ดพริก

    พริกคือความเผ็ดที่ใคร ๆ รู้จักดีและขาดไม่ได้ ต่างแต่ว่าเผ็ดมากเผ็น้อยเท่านั้น ทีนี้มาว่ากันถึงคนที่เผลอกินพริกเข้าไปโดยไม่เจตนาแล้วเผ็ดจนนึกว่าญาติเสีย อาการเผ็ดพริกมีวิธีแก้เยอะเลยแต่ไม่ใช่กินน้ำเย็นนะครับ เพราะจะยิ่งทำให้เผ็ดมากขึ้นและท้องแน่นเพราะกินน้ำมากไปจนเต็มพุง

    วิธีแรก อมเกลือ เอาเกลือสักหยิบมือหนึ่งมาอมไว้ 2-5 นาที หรือกินเกลือไปเรื่อย ๆ กินจนหายเผ็ด
    วิธีที่ 2 จิบน้ำอุ่น ต้องเป็นน้ำอุ่นอย่างร้อนด้วย จิบช้า ๆ สารเผ็ดในพริกจะละลายไปกับน้ำจนจางลง

  • แก้สิวฝ้า ราคาประหยัด เคล็ดลับน่าบอกต่อ

    แก้สิวฝ้า ราคาประหยัด เคล็ดลับน่าบอกต่อ

    สมัยนี้ผู้หญิงพากันกลัวเป็นสิวฝ้ากันอย่างเอิกเกริก ทำให้เครื่องสำอางกำจัดสิวฝ้าขายดีจนเทน้ำเทท่า แต่สมัยรุ่นคุณย่า คุณยายเราเค้าไม่เห็นวิตกกังวลกันเลย แถมยังหน้านวลอีกต่างหาก ทั้งนี้ก็เพราะมียาดีนั่นเอง คือพอทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้วก็เอา น้ำส้มสายชู สัก 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำเย็น 1 แก้ว แล้วดื่มให้หมด ทำแบบนี้สัก 1 อาทิตย์เต็ม ๆ หน้าคุณจะสดใสจนเห็นได้ชัดเลย

  • วิธีทำความสะอาดแว่นตา เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยให้แว่นของคุณใสปิ๊ง

    วิธีทำความสะอาดแว่นตา เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยให้แว่นของคุณใสปิ๊ง

    สมัยนี้คนใส่แว่นตากันเยอะ ผมขอแนะนำ วิธีทำความสะอาดแว่นตา อย่างง่าย ๆ คือถ้าจะเช็ดกระจกแว่นตาให้ใสสะอาดกว่าก็ควรโรย แป้งทาตัว ลงไปที่กระจกด้วย แล้วค่อยเช็ดถูด้วยผ้านุ่ม ๆ รับรองเนี๊ยบกว่าเช็ดด้วยผ้าเพียงอย่างเดียว แล้วถ้าจะทำความสะอาดแถวซอกแว่น ก็เอาสำลีพันไม้จิ้มฟันชุบน้ำอุ่นที่เจือเมธิลแอลกอฮอล์นิดหน่อยเช็ดเท่านั้นก็แจ๋วแล้ว

  • วิตามินในอาหาร หากินเองได้ ไม่ต้องง้ออาหารเสริม

    วิตามินในอาหาร หากินเองได้ ไม่ต้องง้ออาหารเสริม

    แหล่งของวิตามินในอาหาร
     

    วิตามิน
    แหล่งอาหาร
    วิตามินเอ ได้มาจากอาหารทั้งจากสัตว์และพืช จากสัตว์มีอยู่ในนม ไข่ เนื้อสัตว์ จากพืช วิตามินเอ จะอยู่ในรูปสารสีส้ม เหลือง เขียวเข้ม จึงมีอยู่ ในมะละกอ แครอท ฟักทอง และผักใบเขียวจัด
    วิตามินดี มีอยู่ในตับ ปลา ไข่ ผิวหนังของคนเราจะช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย การที่ผิวหนังได้สัมผัสแสงแดดพอสมควรจึงนับว่ามีความสำคัญ
    วิตามินอี แหล่งของวิตามินอี มีอยู่มากในน้ำมันพืช ธัญพืช (ข้าว ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวฟ่าง ฯลฯ) ไข่แดง และตับ
    วิตามินเค มีอยู่ในอาหารทั่วๆ ไป ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ นม และผักใบเขียว ทั้งยังสังเคราะห์ขึ้นได้จากแบคทีเรียในลำไส้ด้วย
    วิตามินบี มีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ถั่ว ผักใบเขียว ตับ เครื่องในสัตว์ และไข่แดง
    วิตามินซี มีอยู่ในผัก ผลไม้ และผลไม้รสเปรี้ยว

     

  • โรคเอดส์ การติดต่อและป้องกัน

    โรคเอดส์ การติดต่อและป้องกัน

    โรคเอดส์ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์ (หรือ เอ็ช.ไอ.วี) ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเลือดขาว บกพร่องไป ทำให้เกิดการติดเชื้อและป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย อาการป่วยที่พบเห็นจึงเป็นอาการของโรคที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อมาในขณะนั้นๆ มิใช่อาการที่เกิดจากเชื้อเอ็ช.ไอ.วี โดยตรง

    การดำเนินโรค

    เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้นั้นอาจมีอาการอ่อนเพลียคล้ายเป็นไข้หวัดแล้วอาการจะหายไปเอง แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้2-3 เดือนต่อมา หากตรวจเลือดสำหรับเอ็ช.ไอ.วี จะพบปฏิกิริยาเป็นบวก ผู้ได้รับเชื้ออาจจะเป็นปกติอยู่ได้หลายๆ ปีโดยไม่ต่างจากคนทั่วไป จนกว่าเม็ดเลือดขาวชนิด CD 4 จะลดต่ำลงมากจนไม่สามารถต้านทานเชื้อจุลชีพต่างๆ ได้ ผู้นั้นจะเริ่มป่วยด้วยโรคต่างๆ (แล้วแต่ว่าติดเชื้ออะไรเข้าสู่ร่างกาย) เป็นๆ หายๆ หรือ เป็นเรื้อรัง ผู้ป่วยจะทรุดโทรมลงเรื่อยๆ และมักตายด้วยโรคติดเชื้อยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้แต่ละคนมีระบบภูมิต้านทานบกพร่องช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน บางคนตายภายใน 2 ปี บางคนอยู่ได้ปกติ 7-10 ปี หรือนานกว่านั้น อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพทั่วไป ความเครียด และการได้รับเชื้อเอ็ช.ไอ.วี เพิ่มเรื่อยๆหรือไม่

    โรคติดเชื้อที่มักพบในผู้ป่วยโรคเอดส์
    โรคเชื้อราที่ลิ้น โรคงูสวัด

    การติดต่อ

    แม้งานวิจัยจะพบเชื้อเอ็ช.ไอ.วี อยู่ในน้ำลาย น้ำนม ปัสสาวะ ของผู้เคยได้รับเชื้อแต่ก็มีปริมาณน้อยมากจนไม่ทำให้ติดต่อจากการรับประทานอาหาร สัมผัส หรือใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในสังคมตามปกติปริมาณเชื้อจะมีสูงมากในเลือด น้ำอสุจิ และมูกในช่องคลอด การติดต่อจึงเกิดขึ้นได้ 4 ทาง คือ

    1. เพศสัมพันธ์
    2. การใช้เข็มที่เปื้อนเลือดผู้ติดเชื้อ(แต่ไม่ติดต่อจากการถูกยุงกัด)
    3. การได้รับเลือดที่มีเชื้อเอ็ช.ไอ.วี
    4. จากมารดาสู่ทารกในครรภ์ (ประมาณร้อยละ 30 ของมารดาที่ติดเชื้อ)

    การป้องกัน

    1. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe Sex) โดยใช้ถุงยางอนามัย อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัย อาจฉีกขาดหรือหลุดได้ จึงไม่ควรสำส่อนทางเพศ
    2. ไม่ฉีดยาโดยไม่จำเป็น และใช้เข็มสะอาดหรือเข็มใหม่เสมอ
    3. หากต้องได้รับเลือด ถ้าเป็นไปได้ควรหาผู้บริจาคที่มั่นใจว่าไม่ได้ติดเชื้อ
    4. การให้มารดาที่ติดเชื้อรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์ จะทำให้โอกาสที่เด็กในครรภ์จะติดเชื้อน้อยลงมาก

    ปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์หลายชนิด ไม่มีชนิดใดรักษาให้หายขาดได้เพียงแค่ทุเลาหรือหยุดการ เพิ่มจำนวนของไวรัสเท่านั้น และต้องใช้ยาพร้อมกันหลายชนิดเพราะเชื้อดื้อยาได้เร็วสำหรับวัคซีนป้องกันโรคนั้น ยังต้องรอผลการวิจัยต่อไป