Author: admin

  • วิธิต อุตสาหจิต

    วิธิต อุตสาหจิต

    วิธิต อุตสาหจิต

    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนหนังสือการ์ตูน “ขายหัวเราะ” และ “การ์ตูนมหาสนุก” คงคุ้นเคยกับ “บ.ก.วิติ๊ด” ตัวการ์ตูนสำคัญที่นักเขียนการ์ตูนได้นำบรรณาธิการของพวกเขาเองมาเขียนล้อเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนหน้าปก “การ์ตูนมหาสนุก” นั้นถือเป็นเอกลักษณ์เลยทีเดียวว่า หากเป็นของแท้ จะต้องมีรูป “บ.ก.วิติ๊ด” เป็นหน้าปกเท่านั้น หลายท่านอาจเคยเห็นเพียงภาพการ์ตูนของ บ.ก.คนดัง ในฉบับนี้ผมจึงได้ไปถ่ายภาพ “บ.ก.วิติ๊ด” หรือคุณวิธิต อุตสาหจิต ตัวจริงมาให้ชมกันครับ

    คุณวิธิต อุตสาหจิต หนุ่มใหญ่วัย ๔๖ ปีคนนี้ เป็นทายาทคนโตของคุณบันลือ อุตสาหจิต ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ซึ่งจัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของไทยหลายฉบับ อันได้แก่ หนูจ๋า เบบี้ ขายหัวเราะ และการ์ตูนมหาสนุก โดยเฉพาะ ๒ เล่มแรกนั้น นับเป็นหนังสือการ์ตูนไทยเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตีพิมพ์จำหน่ายอยู่จนทุกวันนี้ โดยกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลากว่า ๔๐ ปีแล้ว จึงกล่าวได้ว่าคุณวิธิตเติบโตมากับหนังสือการ์ตูนโดยแท้ ทุกวันนี้คนทั่วไปรู้จักคุณวิธิตเป็นอย่างดีในฐานะผู้ “ขายหัวเราะ” เป็นอาชีพ แต่น้อยคนที่จะทราบว่าก่อนหน้าที่จะรับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจหนังสือการ์ตูน และกิจการพิมพ์จากคุณพ่อ คุณวิธิตได้จบการศึกษาด้านการถ่ายทำภาพยนตร์มาจากประเทศอังกฤษ เคยร่วมงานในคณะถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ดเรื่อง “เดียร์ฮันเตอร์” ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยและเคยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยเรื่องดัง “ผีหัวขาด” ของบริษัทศรีสยามภาพยนตร์ ซึ่งเป็นอีกกิจการหนึ่งในอดีตของครอบครัวอีกด้วย ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง โดยสามารถทำรายได้ถึงกว่า ๕ ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับเวลานั้น (ราวปี ๒๕๒๑-๒๕๒๒) แต่แม้จะประสบความสำเร็จเพียงใด คุณวิธิตก็หาได้ติดใจกับการทำภาพยนตร์ไม่ เนื่องจากได้พบประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจหลายอย่าง ทำให้เขาหันหลังให้กับวงการบันเทิงอย่างไม่ไยดีแล้วกลับมามุ่งเน้นพัฒนาการทำหนังสือการ์ตูน และกิจการโรงพิมพ์ อันเป็นกิจการหลักของครอบครัวอย่างเต็มตัว

    คุณวิธิต อุตสาหจิต ในฐานะนักบริหารรุ่นใหม่ได้ต่อยอดผลงานที่คุณบันลือผู้บิดาสร้างเอาไว้อย่างมั่นคง ให้ยิ่งเจริญรุดหน้าขึ้นไปอีก โดยการนำแนวบริหารธุรกิจอันทันสมัยมาใช้ และได้สร้างนักเขียนการ์ตูนคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาอีกหลายคน เช่น ต่าย นิค ต้อม เดี่ยว เอ๊าะ ฯลฯ จนเป็นทีมงานการ์ตูนอันแข็งแกร่งที่คอยจี้เส้นผู้คนทั้งประเทศด้วยมุขตลกใหม่ๆ อย่างไม่รู้หมดสิ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ยกย่องให้เกียรตินักเขียนการ์ตูนอาวุโสฝีมือฉกาจอย่าง “อาวัฒน์” และ “จุ๋มจิ๋ม” ไว้เสมือนญาติผู้ใหญ่ จนแม้ทุกวันนี้ทั้ง ๒ ท่านก็ยังคงทำงานเขียนการ์ตูนให้กับทางบริษัทอย่างแข็งขัน แต่ที่น่าแปลกก็คือตัวคุณวิธิตเองกลับเป็นคนที่ดูไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน ตรงกันข้ามเขาเป็นคนที่สุขุม และจริงจังกับงาน ต่างกับภาพพจน์ในการ์ตูนที่ล้อเลียนตัวเขาอย่างสิ้นเชิง

    คุณวิธิต อุตสาหจิต ได้พัฒนาสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นจนเป็นอาณาจักรหนังสือการ์ตูนไทยอันยิ่งใหญ่ไร้ผู้เทียมทาน กระทั่งมีผู้ตั้งฉายาให้เขาว่า “ราชาแห่งการ์ตูนไทย” ในยุคปัจจุบัน ซึ่งบรรดาแฟนการ์ตูนทั่วประเทศคงเห็นด้วยอย่างเอกฉันท์เป็นแน่

    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ

  • เอนก นาวิกมูล

    เอนก นาวิกมูล

    เอนก นาวิกมูล
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ผมเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ โบราณคดี เกร็ดความรู้เกี่ยวกับของเก่าๆ ทั้งหลายทั้งปวง ตลอดจนงานอนุรักษ์ด้านต่างๆ เป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับเคยอยากเรียนทางด้านโบราณคดีเลยทีเดียว ผมจึงเป็นแฟนหนังสือของคุณเอนก นาวิกมูล นักเขียนและนักค้นคว้าเรื่องราวเก่าๆ ของไทยคนสำคัญอย่างเหนียวแน่ และเมื่อเร็วๆ นี้ คุณเอนกก็ได้เปิด “บ้านพิพิธภัณฑ์” ซึ่งเป็นที่รวบรวมของใช้เก่าๆ ของคนไทยในอดีต ตลอดจนเป็นที่จำลองบรรยากาศร้านค้าประเภทต่างๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านตัดผม ร้านขายยา ร้านถ่ายรูป ร้านขายหนังสือ ฯลฯ ในยุคคุณปู่ ที่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัยหมดแล้ว เพื่อให้คนรุ่นใหม่พอนึกภาพได้ว่าเมื่อก่อนนี้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเรา ท่านมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร ใช้ข้าวของเครื่องใช้แบบไหน อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นเก่าๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้กลับมาย้อนอดีตของตนเองไปยังสมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่อันเป็นการช่วยรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ได้เป็นอย่างดี ผมจึงแวะไปเยี่ยมชมและเห็นว่านักอนุรักษ์คนสำคัญเช่นคุณเอนกนี้ ก็สมควรจะได้รบการอนุรักษ์ด้วยการถ่ายภาพโก้ๆ ให้ปรากฏไว้ตราบนานเท่านานเช่นกัน

    คุณเอนก นาวิกมูล ปัจจุบันอายุ ๔๘ ปี เป็นชาวสงขลาโดยกำเนิด เมื่อเรียนจบระดับมัธยมที่สงขลาแล้ว ก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจนจบ เขาชอบการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเริ่มถ่ายภาพเพื่อบันทึกสิ่งต่างๆ มาตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี และเริ่มทำงานค้นคว้าด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ขณะอายุเพียง ๑๙ ปี เขาได้เขียนหนังสือออกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ โดยให้ชื่อว่า “เพลงยังไม่สิ้นเสียง” จากนั้นก็มีผลงานการเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอทุกปีไม่ว่างเว้นมากบ้าง น้อยบ้างนับจนถึงปัจจุบันกว่า ๗๐ เล่ม ที่เด่นๆ ได้แก่ สมุดภาพเมืองไทย เล่ม ๑ ๒ และ ๓ ของเล่นแสนรัก แรกมีในสยาม เล่าเรื่องถ่ายรูป ตำนานในภาพเก่า คนเพลงและเพลงพื้นบ้านภาคกลาง ฯลฯ หนังสือของคุณเอนกมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนเรื่องราวเก่าๆ ของไทย ในจำนวนนี้มีหลายเล่มที่เน้นการนำภาพถ่ายในอดีตที่หาดูได้ยากมาให้ชมประกอบคำบรรยาย โดยเขาได้ทุ่มเทเวลาอย่างมากมายไปกับการค้นคว้าข้อมูลทั้งที่เป็นเรื่องราวและภาพถ่ายเก่าๆ จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติและแหล่งอื่นๆ ทุกแห่งหนที่พอจะหาได้แล้วนำมาวิเคราะห์สอบถามถึงที่มาที่ไปอย่างละเอียดก่อนที่จะเขียนเป็นหนังสือดังกล่าว จากการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้คุณเอนกได้รับรางวัลผู้สนับสนุนการอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยเมื่อปี ๒๕๓๔ และเป็นนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดีเด่นเมื่อปี ๒๕๓๖ ปัจจุบันคุณเอนกมีงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาผ่านฟ้า

    หากท่านผู้อ่านสนใจที่จะย้อนกลับไปดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนบรรยากาศเก่าๆ ของเมืองไทย ผมขอแนะนำให้ไปเยี่ยมชมบ้านพิพิธภัณฑ์ ที่คุณเอนกและคณะร่วมกันจัดตั้งขึ้นสักครั้ง นอกจากท่านจะได้เพลิดเพลินกับสิ่งของต่างๆ ที่สะสมอยู่แล้ว ท่านยังจะได้พบกับมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ที่ชื่อ เอนก นาวิกมูล ซึ่งคอยให้การต้อนรับและนำชมด้วยตนเองอีกด้วย มาลองดูกันนะครับว่าตัวจริงของคุณเอนกจะหล่อเท่ารูปที่ผมถ่ายมาให้ดูหรือไม่ บ้านพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่ซอยคลองโพธิ์ ๒ ถนนศาลาธรรมสพน์ (ต่อจากถนนพุทธมณฑลสาย ๒ ด้านทางรถไฟ) เขตทวีวัฒนา โทร. ๐-๒๘๖๙-๖๒๘๑ กด ๑ หรือ ๐๑- ๒๕๗-๔๕๐๘ (อาจารย์วรรณา นาวิกมูล) เปิดบริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่เวลาสายๆ จนถึงเวลาเย็นๆ

  • โดม สุขวงค์

    โดม สุขวงค์

    โดม สุขวงค์
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ภาพยนตร์เป็นประดิษฐกรรมสำคัญชิ้นหนึ่งที่เกิดจากภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของมนุษย์เมื่อ ๑๐๐ ปีเศษที่ผ่านมา นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ภาพยนตร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยทั่วไป ตลอดจนถึงเป็นสื่อที่ให้สาระ ข่าวสาร และการบันเทิงได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอย่างที่ไม่มีสื่ออื่นใดเทียบได้ ดังนั้นภาพยนตร์เก่าๆ ทั้งหลายที่ได้มีผู้ถ่ายทำกันเอาไว้ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกเรื่อยมา จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่มีคุณค่ายิ่งทางประวัติศาสตร์ที่สามารถบ่งบอกถึงเรื่องราวสารพัดสารพันของมวลมนุษยชาติที่ได้รับการบันทึกไว้บนแผ่นฟิล์มเหล่านั้น

    คุณโดม สุขวงศ์ ชายร่างใหญ่ ผมยาว เคราดกท่าทางน่าเกรงขามแต่กลับมีบุคลิกภาพสุภาพอ่อนโยน ที่ท่านเห็นในภาพนี้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้างานอนุรักษ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร เขาเป็นผู้ที่มีความรักและหลงใหลในเสน่ห์ของภาพยนตร์อย่างลึกซึ้ง ถึงกับอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาเพื่อการค้นคว้าและอนุรักษ์ภาพยนตร์ทั้งเก่าและใหม่ให้คงสภาพอยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตได้มีโอกาสได้ชม แทนที่จะปล่อยให้ภาพยนตร์เหล่านั้นสูญหายหรือเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

    ปัจจุบันคุณโดม อายุ ๕๐ ปี เขาเกิดที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๔ แต่เข้ามาเติบโตในกรุงเทพมหานคร เขามีความชอบในเรื่องภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็กๆ และใฝ่ฝันว่าเมื่อโตขึ้นจะเป็นคนทำหนังให้ได้ ดังนั้นเมื่อเรียนจบระดับมัธยมแล้วเขาจึงสอบเข้าเรียนต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เขาต้องประสบความผิดหวังเนื่องจากที่นั่นยังไม่ได้เน้นการสอนภาพยนตร์อย่างจริงจัง หากแต่เน้นหนักไปในด้านสื่อสารมวลชนด้านวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์มากกว่า เขาจึงต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองจากห้องสมุดต่างๆ และออกตระเวนดูหนังอย่างจริงจัง ต่อมาความคิดที่ต้องการเป็นคนทำหนังของเขาได้เปลี่ยนไป และหันมาให้ความสนใจกับการเป็นนักวิชาการทางภาพยนตร์ และการเป็นนักวิจารณ์หนังแทน

    งานสำคัญที่สุดของ คุณโดม สุขวงศ์ คือการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์เก่าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประวัติความเป็นมาของภาพยนตร์ไทยสมัยแรกๆ โดยการออกตระเวนสืบหาจนพบฟิล์มภาพยนตร์เก่ารวมทั้งหลักฐานสำคัญมากมายจากแหล่งต่างๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย สยามสมาคม ตลอดนัดสนามหลวง วัดมหาธาตุ คลองถม ฯลฯ ฟิล์มภาพยนตร์สำคัญที่เขาค้นพบในระยะแรกๆ ได้แก่ ภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ในรัชกาลที่ ๗ จำนวนมากและภาพยนตร์ข่าวของกรมรถไฟหลวงที่เปลี่ยนมาเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน แต่ที่สำคัญและเป็นที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือการที่เขาได้ค้นพบหลักฐานว่ามีฟิล์มภาพยนตร์เหตุการณ์ที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ และเขาก็ได้ออกติดตามหาจนได้มาซึ่งฟิล์มสำคัญดังกล่าวจริงๆ ทำให้คนไทยได้เห็นภาพเคลื่อนไหวของอดีตพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเราเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วินาทีก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญที่ทำให้คุณโดมริเริ่มที่จะก่อตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติขึ้นเพื่อเก็บรักษาและอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทยไว้ให้เป็นมรดกของชาติตราบนานเท่านาน และความฝันของเขาก็กลายเป็นจริงขึ้นมาเมื่อกรมศิลปากรได้มองเห็นความสำคัญและจัดหาสำนักงานแห่งแรกให้ที่บริเวณด้านหลังของหอศิลป์แห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้าเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๗ และต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ จึงได้ย้ายที่ทำการใหม่ไปอยู่เป็นการถาวรที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

    คุณโดม สุขวงศ์ เป็นอีกท่านหนึ่งที่ผมชื่นชมเป็นอย่างมากและตั้งใจไว้นานแล้วว่าอยากจะถ่ายภาพเก็บไว้ในฐานะบุคคลหนึ่งผู้มีคุณูปการยิ่งต่อวงการภาพยนตร์ไทย และความตั้งใจของผมก็เป็นผลสำเร็จแล้ว จึงได้นำภาพดังกล่าวมาอวดให้ดูกันนี่แหละครับ หากท่านผู้อ่านชื่นชมใครเป็นพิเศษ และอยากให้ผมไปถ่ายรูปบ้าง ก็เขียนแนะนำกันเข้ามาได้นะครับ

  • ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย ฉบับที่ 2466 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 22 มกราคม 2545

    ผมได้ถ่ายภาพบุคคลในวงการศิลปวัฒนธรรมมาให้ชมกันในคอลัมน์นี้มากมายนับร้อยท่านแล้ว ในฉบับนี้ผมจะขอนำเสนอภาพและเรื่องราวของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นักพัฒนาท่านสำคัญผู้มีเกียรติประวัติในการทำงานที่งดงามจนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้รับผิดชอบงานในโครงการพระราชดำริมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งปัจจุบัน

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๒ ปัจจุบันอายุ ๖๒ ปี ในวัยเด็กได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เมื่อเรียนถึงระดับมัธยมก็ได้รับทุนจากสถานทูตฝรั่งเศสให้ไปเรียนต่อในระดับชั้น High School ที่โรงเรียนของฝรั่งเศสในประเทศเวียดนาม ท่านได้ศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๖ ปี จนสถานการณ์ในประเทศเวียดนามเริ่มไม่สงบ จึงได้ย้ายไปเรียนต่อที่ประเทศลาวจนจบระดับอนุปริญญา สาขาปรัชญา จากนั้นก็ได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อทางด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมองต์ เปลิเอร์ (Mont Pellier) ประเทศฝรั่งเศสจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จึงเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒

    ท่านได้เข้ารับราชการครั้งแรกที่กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในสมัยที่หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เป็นประธาน โดยเริ่มไต่เต้าจากการเป็นข้าราชการชั้นโท จนมีความก้าวหน้าในราชการโดยลำดับ บทบาทสำคัญในระยะแรกของการรับราชการที่ทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา คือการนำเสนอแนวความคิดใหม่ในการต่อสู้กับภัยจากผู้ก่อการร้าย ด้วยวิธีใช้เครื่องมือทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเข้าแก้ไขปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงการรบราฆ่าฟันของคนไทยด้วยกัน แนวความคิดนี้ได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลขณะนั้น ตลอดจนผู้บังคับบัญชาระดับสูง รวมทั้ง พลอากาศเอก สิทธิ์ เศวตศิลา องคมนตรี ซึ่งในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดร.สุเมธ จึงมีโอกาสได้แสดงฝีมือในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติในยามที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตจนเป็นที่ประจักษ์อย่างโดดเด่น

    ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๕๒๔ รัฐบาลสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ก.ป.ร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสภาพัฒน์ขึ้น ดร.สุเมธก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคนแรก และภายหลังจากที่ได้มีการแยกสำนักงาน ก.ป.ร.ออกมาจากสภาพัฒน์ประมาณ ๑ ปี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมกับรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการ ก.ป.ร.ด้วย จนเมื่อท่านได้เป็นหัวแรงจัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ เสร็จสิ้น จึงได้กลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ป.ร. เพียงตำแหน่งเดียวดังเดิมจนเกษียณอายุราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒

    ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ยังเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ และกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แต่สิ่งที่ท่านถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญที่สุด คือการที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมูลนิธิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ และยังคงดำรงตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน

    นอกจากความสามารถในการเป็นนักพัฒนาและนักบริหารคนสำคัญของชาติดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ยังมีชื่อเสียงดีเด่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย ตลอดระยะเวลาที่รับราชการอยู่จนปลดเกษียณ ท่านได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและสมถะไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเลยแม้ว่างานที่ท่านรับผิดชอบจะเกี่ยวข้องกับเงินทองมากมายและยังสามารถให้คุณให้โทษกับผู้คนในวงการต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง เกียรติคุณทั้งหมดที่ได้กล่าวมาก็คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมคิดอยากจะบันทึกภาพท่านไว้ในฐานะที่เป็นแบบอย่างอันดีของข้าราชการที่เราอยากเห็นมากๆ ในประเทศไทยของเรา ซึ่งมักจะถูกนินทาว่าร้ายและถูกจัดอันดับจากสังคมโลกให้อยู่ในแถวหน้าๆ ของประเทศที่มีปัญหาด้านการทุจริตคอรัปชั่นมาเป็นเวลายาวนาน หากข้าราชการรุ่นใหม่ยึดถือท่านเป็นแบบอย่างกันมากๆ ประเทศของเราก็คงจะได้พ้นจากอันดับอัปยศนี้กันเสียที

  • สุรเดช แก้วท่าไม้

    สุรเดช แก้วท่าไม้

    สุรเดช แก้วท่าไม้
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย ฉบับที่ 2469 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545

    หากจะถามผมว่าในบรรดาศิลปินหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมคนใดบ้างที่ผมชื่นชอบผลงานเป็นพิเศษแล้ว ต้องบอกว่า “สุรเดช แก้วท่าไม้” เป็นคนแรกๆที่ผมจะนึกถึง เพราะงานของเขาส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรมที่เน้นภาพบุคคลที่ดูมีชีวิตชีวา มีเนื้อหาที่ดูง่ายชวนให้สบายใจไม่ซับซ้อนยุ่งเหยิงหรือชวนให้หดหู่ และมีโครงสีที่มีความสวยงามเป็นพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นงานในแนวทางที่ผมชอบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

    คุณสุรเดช แก้วท่าไม้ จิตรกรหนุ่มวัย ๓๘ ปี คนนี้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันร่มรื่นของบ้านสวนริมแม่น้ำท่าจีน ในอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ วิถีชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเด็ก ก็ดูจะไม่แตกต่างไปจากศิลปินที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายมากนัก คือมีความรักในเรื่องของการขีดๆเขียนๆ รูปภาพเป็นชีวิตจิตใจ และให้ความสนใจในวิชาวาดเขียนมากกว่าวิชาอื่นใดในสารบบของการศึกษา ครั้งหนึ่ง เขาได้เห็นภาพเขียนนางในวรรณคดีผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ตีพิมพ์อยู่ในปฏิทินก็เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นที่จะเดินเข้าสู่โลกแห่งศิลปะอย่างเต็มตัว

    ด้วยความสนับสนุนและส่งเสริมอย่างเต็มที่ของทั้งครอบครัวและครูศิลปะที่โรงเรียน เขาได้เดินทางเข้ามาศึกษาศิลปะที่วิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร ก่อนที่จะสอบเข้าเรียนต่อที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้สมดังใฝ่ฝัน ตลอดระยะเวลา ๕ ปีในรั้วศิลปากร เขาได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อจบแล้วเขาก็ได้เริ่มทำงานศิลปินอิสระเขียนภาพในแนวทางที่เขาถนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพที่มีเนื้อหาหลักเป็นภาพคนที่แฝงไว้ด้วยแนวความคิดที่น่าสนใจ ในด้านการใช้สีนั้น เขาได้รับอิทธิพลมาจากงานแบบอิมเพรสชันนิสม์ของตะวันตก แต่นำมาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบตะวันออกได้อย่างงดงามกลมกลืมยิ่ง จนเกิดผลงานดีๆประดับวงการศิลปะบ้านเรามากมาย เขาได้ร่วมแสดงผลงานภาพเขียนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ งานสำคัญงานหนึ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คืองานเขียนภาพประกอบในนิตยสารพลอยแกมเพชร ซึ่งเขาได้ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีจนกระทั่งทุกวันนี้ นอกจากนั้น เขายังเป็นอาจารย์พิเศษของคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย ในปัจจุบันภาพเขียนของเขาเป็นที่ปรารถนาของบรรดานักสะสมและคนที่รักงานศิลปะเป็นอย่างยิ่ง

    นอกจากการเป็นจิตรกรและอาจารย์แล้ว คุณสุรเดชยังเคยเป็นทั้งนักแสดงและนักร้องสมัครเล่นมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา หากท่านผู้อ่านเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “กลิ่นสีและกาวแป้ง” และยังพอจำตัวละครที่ชื่อ “ชำนัญ” ในเรื่องดังกล่าวกันได้ดี ก็จะต้องร้อง อ๋อ! ว่าเขาหาใช่ใครอื่นไม่ ที่แท้ก็คือ คุณสุรเดช แก้วท่าไม้ ที่ผมกำลังเล่าถึงนี่เอง นอกจากเรื่องกลิ่นสีและกาวแป้งแล้ว เขายังเล่นเรื่อง “พริกขี้หนูกับหมูแฮม” “น้องเมีย” และอื่นๆ รวมแล้วกว่า ๑๐ เรื่อง แต่ก็เพียงเพื่อความสนุกสนาน หาได้คิดจะเอาจริงเอาจังกับงานแสดงแต่อย่างใดไม่

    ผมถ่ายรูปคุณสุรเดชหน้าผลงานภาพเขียนรูปเด็กบ้านสวนที่เขาได้แรงบันดาลใจและความประทับใจมาจากชีวิตในวัยเด็กที่แสนสุขของเขาเอง เพราะภาพๆนี้มีองค์ประกอบและโครงสีส่วนรวมที่บ่งบอกถึงความเป็น “สุรเดช แก้วท่าไม้” ได้อย่างชัดเจน และเมื่อลองมองดูตัวเขาเมื่ออยู่กับภาพแล้ว ก็เห็นว่าหากถ่ายภาพเขาในลักษณะที่ไม่ใส่เสื้อ น่าจะดูกลมกลืนกับบรรยากาศของภาพได้ดี ซึ่งเขาเองก็ไม่ขัดข้อง วันนี้คุณสุรเดชจึงมีงานอดิเรกใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ คือการเป็นนายแบบนู้ดจำเป็นนี่เอง

    นอกจากรูปที่ผมถ่ายแล้ว ผมยังได้ขอรูปคุณสุรเดชในช่วงต่างๆของชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนถึงช่วงที่อยู่มหาวิทยาลัยมาให้ชมกัน เมื่อดูแล้วก็ยิ่งทำให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของภาพถ่ายมากขึ้นไปอีก ว่าแม้อดีตและความทรงจำดีๆหลายอย่างจะผ่านเลยไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่ก็ยังสามารถบันทึกภาพเอาไว้ให้ชื่นชมได้ตราบนานเท่านาน

  • ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์

    ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์

    ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย ฉบับที่ 2470 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร เพิ่งจัดงานแสดงนิทรรศการภาพถ่ายที่น่าสนใจอย่างยิ่งงานหนึ่งจบลงไป นิทรรศการดังกล่าวเป็นการแสดงภาพถ่ายขาวดำที่มีชื่อว่า “Vanishing Bangkok 2” หรือมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “กรุงเทพเลือนหาย ๒” อันเป็นการถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชาวกรุงเทพฯของช่างภาพสมัครเล่นท่านหนึ่ง ผู้มีความรักในด้านการถ่ายภาพเป็นที่สุด ทั้งยังมีฝีมือในระดับที่มืออาชีพยกย่อง ท่านที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้ ก็คือ ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ผมได้ไปถ่ายภาพท่านมาให้ชมกันในฉบับนี้นี่เองครับ

    ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๓ ที่กรุงเทพมหานคร ท่านได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับมัธยมจนกระทั่งสำเร็จปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย และเข้าทำงานที่บริษัทโอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัทดังกล่าวและกลุ่มบริษัทในเครือหลายบริษัทในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นกรรมการในบริษัทสำคัญอื่นๆ อีกหลายแห่ง

    คุณูปการสำคัญด้านหนึ่งของ ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ คือท่านเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นแนวหน้าของประเทศ ซึ่งปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเป็นประธานมูลนิธิมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทั้งยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย

    ในช่วงหนึ่งของชีวิตหลังจากที่ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจและการบริหารการศึกษาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ก็ได้หันเหวิถีชีวิตเข้าสู่วงการเมือง และได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง อาทิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นต้น

    ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ มีงานอดิเรกที่โปรดปรานอยู่หลายอย่าง อาทิ การเล่นกอล์ฟ การสะสมวัตถุโบราณ การสะสมกล้องถ่ายภาพ และการถ่ายภาพ เป็นต้น แม้จะเป็นเพียงงานอดิเรก แต่ไม่ว่าท่านจะลงมือหยิบจับสิ่งใด ท่านก็มักจะทำสิ่งนั้นๆ อย่างจริงจังและดีที่สุดเสมอ ดังเช่น ในช่วงที่ยังหนุ่มแน่นมีกำลังวังชาดี ท่านโปรดปรานกีฬากอล์ฟถึงขนาดที่เรียกว่า “คลั่งไคล้” ก็ว่าได้ ถึงขั้นลงทุนบินไปเข้าคอร์สกับโปรกอล์ฟในต่างประเทศ ทั้งยังหาซื้อตำรับตำรามาศึกษาและฝึกฝนจนมีแฮนดิแค็ปตัวเดียว แต่ครั้นอายุมากขึ้นก็จำต้องลดการเล่นลง ด้านการสะสมกล้องถ่ายภาพ ก็คงจะไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่าท่านเป็นนักสะสมกล้องระดับโลก เพราะนอกจากท่านจะมีกล้องถ่ายภาพชั้นยอดทั้งเก่าและใหม่อยู่มากมายนับร้อยกล้องแล้ว ท่านยังมีกล้องถ่ายรูปชนิดที่หายากยิ่งและเหลืออยู่เพียง ๒-๓ กล้องในโลกอยู่ในครอบครองอีกด้วย ส่วนการถ่ายภาพนั้นท่านก็มีความสนใจและเริ่มถ่ายมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มามีโอกาสทำงานนี้อย่างจริงจังก็ในช่วง ๓-๔ ปี ที่ผ่านมานี้เอง ในช่วงดังกล่าวนี้ ท่านได้ออกตระเวนถ่ายภาพจนมีผลงานดีๆ ออกมามากมาย และได้นำผลงานออกจัดแสดงในโอกาสต่างๆ หลายครั้ง

    ผมถ่ายภาพ ร้อยตำรวจเอก สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ แบบคุยกันไปถ่ายกันไปตามความประสงค์ของท่านเองที่ต้องการให้ได้ภาพออกมาเป็นธรรมชาติในบรรยากาศของงานอดิเรกที่ท่านรักเป็นพิเศษ มีกล้องถ่ายภาพหลากหลายรูปแบบของท่านวางอยู่ให้ท่านหยิบจับ ฉากหลังของภาพก็เป็นภาพถ่ายขาวดำผลงานของท่านเอง ซึ่งที่เห็นในภาพนี้ก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเมื่อเทียบกับงานที่ท่านจัดแสดงในครั้งนี้

  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

    พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

    พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย ฉบับที่ 2473 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 12 มีนาคม 25

    ผมเคยเกริ่นนำไว้เมื่อเริ่มคอลัมน์ “คนในภาพถ่าย” ชุดสู่โลกกว้างนี้แล้วว่ามีภาพบุคคลจำนวนมากที่ผมเคยถ่ายไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า ๑๐ ปีก่อน เป็นต้นมาแต่ยังไม่เคยนำออกเผยแพร่ ซึ่งจะได้นำมาให้ชมกันในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป และเมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งพบฟิล์มที่ผมถ่ายรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ที่ผมถ่ายไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ จึงได้นำมาให้ชมกันในฉบับนี้ครับ

    พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ซึ่งผู้คนมักจะเอ่ยขานพระนามท่านว่า “ท่านจักร” โดยทั่วไป ท่านจักรประสูติที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๒ ทรงเป็นโอรสใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตนจาตุรนต์ กับ หม่อมจำรัส จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๓ จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี ๒๔๖๕ จากนั้นก็ได้ทรงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารรุ่นเดียวกับ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ อยู่ระยะหนึ่ง แต่พระนิสัยไม่ต้องกับการทหารจึงมิได้ทรงศึกษาจนจบ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฟิลิปปินส์ตามลำดับ จนทรงสำเร็จการศึกษาทางด้านการเกษตรเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๙

    เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยแล้ว ท่านจักรก็ได้ทรงเข้ารับราชการในกระทรวงเกษตรโดยเริ่มต้นด้วยตำแหน่งนักเกษตรกรโทและทรงเจริญก้าวหน้าในราชการโดยลำดับ ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๔๙๔ ทรงได้รับการโอนย้ายไปรับตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนที่จะเสด็จกลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าวเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ และอธิบดีกรมกสิกรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ ตามลำดับ จากนั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดี (กิตติมศักดิ์) คณะเกษตร และในปีต่อมาก็ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๑ ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลของ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จนครบวาระในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งองคมนตรี ซึ่งท่านได้รับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทในตำแหน่งนี้ตราบวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ

    เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่านอกจากท่านจักรจะทรงเป็นนักบริหารทางการเกษตรที่ประสบความสำเร็จสูงยิ่งแล้ว ท่านจักรยังทรงมีความสามารถพิเศษทางด้านการประพันธ์คำร้องและทำนองเพลงเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย ผลงานที่สำคัญที่สุดทางด้านการดนตรีก็คือการที่ทรงได้ถวายงานด้านการประพันธ์เนื้อร้องประกอบทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระอนุชาธิราช โดยเพลงแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ คือ เพลง “แสงเทียน” ซึ่งท่านจักรก็ได้เริ่มประพันธ์คำร้องถวายเป็นท่านแรกตั้งแต่ครั้งนั้น และยังทรงได้ประพันธ์คำร้องถวายอีกรวมทั้งสิ้น ๒๘ เพลง อาทิ ยามเย็น สายฝน เทวาพาคู่ฝัน แก้วตาขวัญใจ ลมหนาว แสงเดือน พรปีใหม่ ฯลฯ นอกจากนั้นท่านยังได้ทรงประพันธ์เพลงทั้งคำร้องและทำนองไว้อีกเกือบ ๑๐๐ เพลง ซึ่งล้วนเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อาทิ ชะตาฟ้า เกาะสวรรค์ กล่อม สาวงาม จากรัก รำวง ชาวทะเล รำวงเกษตร มาร์ชเกษตรศาสตร์ จุฬาบันเทิง จุฬาแซมบ้า ฯลฯ และเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านจักรก็ได้ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งวงดนตรี KU Band ซึ่งนับเป็นวงดนตรีประจำมหาวิทยาลัยวงแรกของประเทศไทยด้วย

    แม้จะทรงได้รับวามไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในบ้านเมืองมาโดยตลอด แต่โดยพระบุคลิกส่วนพระองค์แล้ว ท่านจักรทรงเป็นเจ้านายที่ถ่อมพระองค์ และทรงดำรงพระชนม์อย่างสมถะอย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ติดดิน” เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเปี่ยมด้วยความเมตตา จนทรงเป็นที่เคารพยกย่องของทุกคนที่ได้มีโอกาสได้รู้จักหรือร่วมงานกับท่านอย่างถ้วนหน้า

    ท่านจักรประชวรด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และถุงลมโป่งพองมาเป็นเวลานานจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ศิริพระชนมายุได้ ๘๔ พรรษา ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอนุสรณ์ถึงความจงรักภักดี ตลอดจนความชอบและความดีที่ท่านจักรได้ทรงบำเพ็ญมาตลอดพระชนมชีพ จึงได้มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนา หม่อมเจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ถึงแม้ว่าท่านจักรจะได้จากโลกนี้ไปเกือบ ๑๐ ปีแล้ว แต่ผลงานและคุณงามความดีของท่านยังคงจารึกอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างไม่มีวันจืดจาง

     

    ขอขอบพระคุณ บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ

  • วิษณุ เครืองาม

    วิษณุ เครืองาม

    วิษณุ เครืองาม

    โดย  นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย ฉบับที่ 2476 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 2 เมษายน 2545

    นานๆ จะได้มีโอกาสถ่ายภาพบุคคลในวงการราชการมาให้ชมกันสักครั้ง และในฉบับนี้ ผมก็ได้มีโอกาสไปถ่ายภาพ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรีผู้เป็นข้าราชการประจำ ระดับ ๑๑ ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคณะรัฐมนตรีแต่ละชุด นับตั้งแต่แรกเริ่มจัดตั้งรัฐบาล ไปจนครบวาระ ชุดแล้วชุดเล่า มาให้ชมกันครับ

    ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม เป็นบุตรคนโต ในจำนวน ๔ คน ของนายบุญทรง และ นางถาวร เครืองาม เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๔ ที่จังหวัดสงขลา ท่านสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๑๕ และสอบได้เป็นเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา ก่อนที่จะได้รับทุนรัฐบาลไทยไปเรียนต่อทางด้านกฎหมายทั้งระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียที่เมืองเบิร์คลี่ย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

    อาจารย์วิษณุเริ่มเข้ารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี ๒๕๑๕ แล้วโอนไปเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๑๖ จากนั้นในปี ๒๕๑๗ ก็ได้โอนไปเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งได้เป็นศาสตราจรย์ เมื่อปี ๒๕๒๙ ครั้นถึงปี ๒๕๓๔ ท่านก็ได้โอนไปรับราชการในตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และได้เลื่อนขึ้นเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๓๖ และยังคงดำรงตำแหน่งนี้มาถึงปัจจุบัน

    นอกจากงานในหน้าที่ราชการประจำแล้ว อาจารย์วิษณุยังคงเป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภาอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานของราชการและรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง

    อาจารย์วิษณุนับเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างสูง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย อาทิ

    – ได้รับพระราชทานรางวัลตัวอย่างบุคคลผู้พูดภาษาไทยได้ถูกต้องและเหมาะสมจากมหาวิทยาลัยมหิดล และราชบัณฑิตยสถานเมื่อปี ๒๕๓๔

    – ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๔๐

    – ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเยี่ยม สาขานิติศาสตร์ ประจำปี ๒๕๓๙ จากสภาวิจัยแห่งชาติ

    – ได้รับรางวัลผู้บริหารราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี ๒๕๔๐ (รางวัลครุฑทองคำ) ของสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย

    – ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี ๒๕๔๓

    – ได้รับพระราชทาน ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๔๔ เป็นต้น

    ผมได้แวะไปดูที่ทำงานของอาจารย์วิษณุภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาลก่อนหน้าวันที่นัดเพื่อที่จะหามุมถ่ายภาพ และได้เลือกมุมสบายริมหน้าต่างภายในห้องทำงานของท่านเป็นที่ใช้ถ่ายภาพนี้ จากมุมดังกล่าวมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็จะเห็นอาคารตึกแดงหลังใหม่ที่สร้างเลียนแบบตึกแดงเดิมที่เคยใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในยุคก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้ ทั้งบริเวณโรงเรียนนายร้อยเดิมนี้ ได้เปลี่ยนมาเป็นสถานที่ทำงานของหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมมองว่ามุมมองนี้มีความสัมพันธ์กับท่านอาจารย์วิษณุโดยตรง และน่าจะเป็นส่วนเสริมให้ภาพมีเรื่องราวขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย ผมได้จัดให้อาจารย์วิษณุนั่งทำงานเซ็นหนังสือราชการของท่านในอิริยาบถสบายๆ ที่เก้าอี้นั่งเล่น แทนที่จะนั่งที่โต๊ะทำงาน เพื่อไม่ให้ดูเป็นการงานเกินไป และก็ออกมาเป็นภาพที่ท่านได้ชมกันนี่แหละครับ

    แม้ว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม จะเป็นตำแหน่งที่วางตัวยากเนื่องจากจะต้องทำงานให้กับคณะรัฐมนตรีที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไประหว่างกลุ่มบุคคลที่อยู่ต่างขั้วกันอย่างสิ้นเชิง ปัญหาในเรื่องของความไว้วางใจย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ท่านก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงและสง่างาม ก็ด้วยการยึดมั่นในหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดตรงไปตรงมาโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญปราศจากการลำเอียงหรืออคติ จนเป็นที่ประจักษ์และได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้ารัฐบาลทุกชุดด้วยดีในที่สุด

  • นายสมัคร สุนทรเวช

    นายสมัคร สุนทรเวช

    โดย  นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย ฉบับที่ 2478 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 16 เมษายน 2545

    เพียงท่านผู้อ่านเห็นภาพท่านที่ผมนำมาเสนอในฉบับนี้ ผมก็แทบไม่ต้องสาธยายอะไรมากมาย เพราะท่านผู้ว่าฯ สมัคร สุนทรเวช ท่านนี้ เป็นนักการเมืองอาวุโสผู้เป็นที่รู้จักของคนไทยมาอย่างยาวนานหลายสิบปี ในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัยของกรุงเทพมหานคร เคยดำรงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง และในปัจจุบันก็ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ วิถีชีวิตของท่านมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร ขอเชิญติดตามได้เลยครับ

    คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๘ ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปี เป็นบุตรคนที่ ๗ จากจำนวน ๙ คน ของ เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) และ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน-สกุลเดิม จิตรกร) ในวัยเด็กได้เริ่มเข้าเรียนหนังสือชั้นก่อนประถมที่โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม จากนั้นได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเทเวศร์ศึกษาจนจบระดับประถมศึกษา แล้วไปเรียนต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และระดับอาชีวะที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีทางด้านกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามลำดับ ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่นั้น ท่านก็ได้ทำงานพิเศษนอกเวลาเป็นมัคคุเทศก์อยู่ราว ๑ ปี หลังจากที่สำเร็จการศึกษา เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๐๗ แล้ว ก็ได้งานเป็นผู้จัดการแผนกอะไหล่บริษัทขายรถยนต์และรถแทรกเตอร์ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๐๙ ก็ได้เดินทางไปเรียนต่อทางด้านบัญชีและบริหารธุรกิจที่มลรัฐชิคาโก สหรัฐอเมริกา จากนั้นท่านก็ได้กลับมาทำงานในบริษัทห้างร้านและหน่วยงานหลายแห่ง และหลายอาชีพ นับตั้งแต่พนักงานสอนเรื่องลงบัญชีไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ออกของที่ท่าเรือและศุลกากร (ชิปปิ้ง) เสมียนแผนกรถยนต์ ผู้จัดการแผนกอะไหล่รถยนต์ ผู้บริหารฝ่ายขาย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์เป็นต้น

    เส้นทางทางการเมืองของ คุณสมัคร สุนทรเวช นั้น เริ่มขึ้นเมื่อท่านได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี ๒๕๑๑ และได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อปี ๒๕๑๔ ครั้นถึงปี ๒๕๑๖ ก็ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ๒๕๑๘ ท่านก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรกในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้ลาออกมาตั้งพรรคการเมืองขอท่านเองในนามพรรค “ประชากรไทย” เมื่อปี ๒๕๒๒ ซึ่งท่านก็สามารถนำพรรคประชากรไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งของสนามกรุงเทพมหานครได้อย่างงดงาม และแม้ว่าในเวลาต่อมาความนิยมในพรรคประชากรไทยของคนกรุงเทพฯจะลดลง แต่ คุณสมัคร สุนทรเวช ก็ยังคงได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบผูกขาดของเขตดุสิตมาทุกสมัย ชนิดที่ไม่เคยมีใครล้มได้

    สำหรับตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองนั้น คุณสมัคร สุนทรเวช เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้

    •         รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    •         รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
    •         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
    •         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    •         รองนายกรัฐมนตรี
    •         ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานในฝ่ายบริหาร คุณสมัคร สุนทรเวช ได้สร้างผลงานฝากไว้มากมาย ทั้งยังผู้ที่นำเสนอแนวความคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศอย่างสม่ำเสมอ จนเคยได้รับฉายาในเชิงค่อนแคะจากสื่อมวลชนว่าเป็น “เซลส์แมนฝันเฟื่อง” แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โครงการต่างๆ หลายอย่างอันเกิดจากแนวความคิดของท่านซึ่งเคยถูกเย้ยหยันในอดีต กลับได้รับการนำมาทำจริงในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดความเจริญต่อประเทศชาติมากมาย ส่วนบทบาทในการเป็นฝ่ายค้านนั้น คุณสมัครก็เป็นผู้ที่รอบรู้ในทุกๆ ด้าน มีความแม่นยำในข้อมูลสูง และมีลีลาในการอภิปรายที่โดดเด่นล้วงลึกถึงลูกถึงคน ทำให้เป็นฝ่ายค้านที่รัฐบาลทุกยุคสมัยยำเกรง ภายหลังจากที่ได้ผ่านเวทีการเมืองสนามใหญ่มาเป็นเวลานานปี แนวโน้มของการเมืองไทยก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การที่จะสร้างพรรคการเมืองให้มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะมีบทบาทสำคัญในรัฐสภาได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ มากมาย ยากที่พรรคประชากรไทยของท่านจะเติบโตต่อไปได้ดังอดีต ประกอบกับมีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ จำนวนมาก คุณสมัคร สุนทรเวช จึงได้เบนเข็มมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งท่านก็ได้รับการต้อนรับจากคนกรุงเทพฯด้วยคะแนนท่วมท้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

    ด้วยความที่ คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่มีบุคลิกลักษณะจริงใจ ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น และเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านคิดว่าถูกต้อง บางครั้งภาพพจน์ของท่านจึงถูกมองว่าเป็นคนโผงผางก้าวร้าว จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมีทั้งคนรักและชังฝ่ายละมากๆ แต่สิ่งที่ท่านได้พิสูจน์ตนเองให้สาธารณชนประจักษ์มาโดยตลอดก็คือความเป็นผู้ที่มั่นคงในอุดมการณ์ของตนเองโดยไม่หวั่นไหวหรือโอนเอนไปตามกระแสสังคมที่ท่านไม่เห็นด้วยแม้ว่าจะทราบดีว่าสิ่งนี้จะทำให้ท่านต้องเสียคะแนนนิยมก็ตาม และคงจะเป็นสิ่งนี้เองกระมังที่ทำให้ท่านคงความเป็นนักการเมืองยอดนิยมตลอดกาลที่อยู่ในดวงใจของคนกรุงเทพฯที่รักท่านจำนวนมหาศาลอย่างไม่เคยเสื่อมคลาย

  • ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

    ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

    ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกลุไทย ฉบับที่ 2482 ปีที่ 48 ประจำวัน อังคาร ที่ 14 พฤษภาคม 2545

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ มกราคม ที่ผ่านมา เราได้สูญเสียท่าน ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ปูชนียบุคคลท่านสำคัญที่เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดทั้งทางด้านราชการในพระองค์ ด้านการบริหารประเทศ ด้านตุลาการ และด้านการศึกษา ผู้ซึ่งได้สร้างคุณูปการให้ประเทศชาติไว้เป็นเอนกประการ ในฉบับนี้ผมจึงได้นำภาพที่ผมได้ถ่ายท่านเอาไว้เมื่อราว ๑๓ ปีที่แล้วขณะที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานองคมนตรีมาลงไว้เพื่อเป็นการรำลึกถึงและเชิดชูเกียรติคุณของท่านในโอกาสอันน่าเศร้าสลดนี้ครับ

    ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๐ ที่กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน ๓ คน ของพระยาธรรมสารเวทย์วิเศษภักดี ศรีสัตยาวัตตา พิริยพาหะ กับ คุณหญิงชื้น ท่านได้เข้าเรียนหนังสือในเบื้องต้นที่โรงเรียนทวีธาภิเศก เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ แล้วจึงย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ จากนั้นใน ปี พ.ศ.๒๔๗๐ ก็ได้อุปสมบทที่วัดเบญจมบพิตร และได้ศึกษาพระธรรมวินัยที่สำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร จนสอบไล่นักธรรมชั้นตรีได้ที่ ๑ ท่านได้เข้าเรียนวิชากฎหมายและสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทยจากโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑ หลังจากนั้นประมาณ ๑ ปี ท่านก็สามารถสอบชิงทุน “รพีบุญนิธิ” ไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมายที่ The Middle Temple, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕

    เมื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ แล้ว ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ได้เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาในกระทรวงยุติธรรม และได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่ขึ้นโดยลำดับจนได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในวงการตุลาการคือประธานศาลฎีกาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖ ท่านได้ดำรงตำแหน่งนี้อยู่เป็นเวลา ๕ ปี จนเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ หลังจากที่เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี และในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๕๑๔ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ภายหลังจากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบถวายบังคมลาออก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าแก้ไขปัญหาอันยิ่งใหญ่ของชาติ ภายหลังวิกฤติการดังกล่าว ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ๒ สมัยติดๆ กัน โดย สมัยแรกตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๑๕๑๖ และท่านได้กราบถวายบังคมลาออกเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๗ จากนั้นก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๗ จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๘ หลังจากที่พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้นถึงแก่อสัญกรรมลง ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี และท่านก็ได้รับราชการถวายใต้เบื้องพระยุคลบาทในตำแหน่งนี้เป็นเวลานานถึง ๒๓ ปี กระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๕๔๑ จึงได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากขณะนั้นท่านมีอายุถึง ๙๑ ปี ประกอบกับมีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ท่านลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ยังคงโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีต่อไปตราบจนท่านถึงแก่อสัญกรรม

    นอกเหนือจากงานสำคัญต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ยังได้สร้างคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศึกษานั้น ท่านเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่ปราดเปรื่องและรับการเคารพยกย่องเป็นอย่างสูงว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการถ่ายทอดวิชาความรู้เป็นเลิศ ทั้งยังได้เขียนตำรากฎหมายอันทรงคุณค่าและเป็นหลักให้กับวงการกฎหมายไทยหลายเล่ม ในด้านพระศาสนานั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และได้อุทิศตนเพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จากคุณูปการข้อนี้ทำให้ท่านได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๗ ถึง ๒๕๔๑

    ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นับเป็นปูชนียบุคคลที่ได้สร้างคุณงามความดีแก่ประเทศชาติมาตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน ทั้งยังเป็นผู้ที่ครองตนอย่างงดงามเป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนทั้งประเทศตลอดจนเป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง และเป็นแบบอย่างของบุคคลที่เราสามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ การถึงแก่อสัญกรรมของท่านจึงนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งยากที่คนไทยจะลืมเลือน