Author: admin

  • นายยก ชูบัว

    นายยก ชูบัว

    นายยก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) พ.ศ. ๒๕๓๐
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    การแสดงโนราหรือ “มโนราห์” เป็นนาฎศิลป์พื้นเมืองเก่าแก่ของภาคใต้ที่นับวันจะหาดูได้ยากเต็มที เพราะในปัจจุบัน มีกิจกรรมบันเทิงรูปแบบใหม่แผ่นอิทธิพลเข้ามาแทนที่ศิลปะการแสดงพื้นบ้านดั้งเดิม ดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่อย่างยากที่จะด้านทานได้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสของความเปลี่ยนแปลงนี้ ยังคงมีศิลปินโนราท่านหนึ่งที่ได้พยายามรักษานาฎศิลป์แขนงนี้ให้คงอยู่ โดยการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโนราให้แก่ผู้คนทั่วไป ทั้งยังได้ถ่ายทอดวิชาแก่ลูกศิษย์ลูกหามากมายอย่างทุ่มเททึงกายและใจมากเป็นระยะเวลายาวนานจนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ ศิลปินท่านนี้คือ นายยก ชูบัว หรือที่เป็นที่รู้จักกันในยามของ “โนรายก”

    โนรายกเกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ ที่บ้านทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี ท่านจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๖ จากโรงเรียนวัดทะเลน้อย ได้เริ่มหัดรำโนรากับโนราเลื่อน พงษ์ชนะมาตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ และได้อยู่ร่วมคณะกับโนราเลื่อนจนถึงอายุ ๑๖ ปี จึงได้แยกตัวออกมาตั้งคณะของตนเอง โดยให้ชื่อว่า คณะ “โนรายก ทะเลน้อย” ออกแสดงโนราในเขตจังหวัดภูเก็ตและพังงา ยามที่ว่างจากงานแสดง ท่านก็ได้ไปฝึกรำบทกับโนราวัน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเวลา ๖ เดือนจนชำนาญ จากนั้นจึงได้อุปสมบทอยู่หนึ่งพรรษา เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ก็ได้เข้ารับราชการตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองพัทลุงเป็นเวลา ๒ ปี จึงลาออกจากราชการ มารำโนราเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว และย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลามาจนปัจจุบันนี้

    โนรายกมีความสามารถรอบตัวทั้งด้านการรำ การร้องกลอน และบทตลก จึงมีผู้ว่าจ้างให้นำคณะโนราไปแสดงในที่ต่างๆ ทั้ง ๑๔ จังหวัดภาคใต้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้มีโอกาสประชันกับโนราที่มีชื่อเสียงท่านอื่นๆ โดยตลอด ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มเติมประสบการณ์ที่ดีที่สุด

    โนรายกได้เคยรำโนราในงานสำคัญๆ เสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรำถวายหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระศรีนครนิทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกาะอาดัง และรำเผยแพร่ทางวัฒนธรรมในระดับชาติอีกหลายครั้ง นอกจากนั้นยังได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ผู้ที่มาขอฝากตัวเป็นศิษย์ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้รับเชิญให้เป็นครูสอนโนราแก่นักเรียน นักศึกษา ของสถาบันต่างๆ หลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งท่านได้ปั้นลูกศิษย์ขึ้นคณะหนึ่งที่สามารถรวมตัวเป็นคณะโนราที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

    จุดเด่นที่ทำให้โนรายกเป็นที่ยอมรับนับถือและยกย่องในระดับชาตินั้นนอกเหนือจากความสามารถพื้นฐานอันครบเครื่องดังที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มักจะสอดแทรกการส่งเสริมศีลธรรมในบทร้องอยู่เสมอ มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ สามารถร้องกลอนสดได้อย่างทันทีทันควันไม่มีติดขัด แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี ทั้งยังรุ่มรวบมุขตลอดอย่างหาตัวจับได้ยาก มีความสนใจในความเป็นไปของสังคมอยู่เสมอทำให้เป็นผู้ที่ทันสมัยตลอดเวลา และมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเยี่ยม ในด้านการให้ความรู้แก่ศิษย์นั้น ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นครูที่มีศิลปะในการถ่ายทอดเป็นพิเศษ มีจิตวิทยาในการสอนและมีความอดทนสูง และที่สำคัญที่สุดคือเป็นผู้ที่ไม่หวงวิชาความรู้ ตรงกันข้าม ท่านจะมีความสุขมากและทุ่มเทอย่างเต็มที่หากเห็นศิษย์คนไหนเอาจริงเอาจัง ทำให้เป็นครูผู้ที่ได้รับความเคารพรักเป็นอย่างสูงจากบรรดาศิษย์ทั้งหลาย

    โนรายก ชูบัว ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ ขณะที่ท่านอายุ ๖๕ ปี

    จักรกฤษณ์และผมเดินทางไปถึงอำเภอระโนดจังหวัดสงขลาเมื่อเย็นวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ หลังจากที่เสร็จภารกิจการถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติ ๒ ท่านคือนายจูเลี่ยม กิ่งทอง และนายสร้อยดำแจ่มที่จังหวัดสุราษร์ธานี และนครศรีธรรมราชตามลำดับ นับเป็นครั้งแรกที่ผมถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติ ๓ ท่านในวันเดียวกัน อันที่จริง ตามกำหนดเวลาที่ผมวางไว้ในวันนั้น ผมตั้งใจจะถ่ายเพียง ๒ ท่านแรก แต่เนื่องจากมีเวลาพอเพียง ประกอบกับเส้นทางการเดินทางที่เราใช้ ต้องผ่านอำเภอระโนดอยู่พอดีผมจึงได้โทรศัพท์ไปเรียนโนรายกว่าท่านจะขัดข้องหรือไม่ หากผมจะขอเลื่อนนัดเร็วขึ้นหนึ่งงันจากกำหนดเดิม ซึ่งท่านก็ยินดี

    เมื่อไปถึงผมก็ได้สนทนากับท่านอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะลงมือถ่ายภาพท่านในครั้งนี้ ผมได้ขอความกรุณาให้ท่านแต่งชุดโนราและแต่งหน้า โดยท่านลงมือแต่งหน้าด้วยตนเองอย่างคล่องแคล่ว ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะถ่ายใน ๒ ลักษณะ โดยลักษณะแรกเป็นภาพท่านกำลังรำโนรา โดยใช้ฉากกระดาษสีขาวเป็นฉากหลัง และจัดแสงในลักษณะเล่นเงา ส่วนอีกลักษณะหนึ่งก็คือภาพที่ผมเลือกมาลงนี่แหละครับ ภาพลักษณะแรกที่กล่าวตอนต้น เป็นการถ่ายแบบตรงไปตรงมา ไม่มีเทคนิคซับซ้อนนอกจากการจัดแสงจากมุมต่ำ เพื่อให้เกิดเงาทอดย้อนขึ้นไปบนฉาก ส่วนรูปที่เลือกมาลงนี้ มีเทคนิคง่ายๆ ที่ผมใช้ช่วยให้ภาพเกิดความน่าสนใจขึ้น ท่านจะเห็นได้ว่าภาพนี้ประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ ๒ ส่วน คือส่วนที่เป็นโนรายกในลักษณะไม่สวมเสื้อ และไม่แต่งหน้าเพื่อแสดงความเป็นตัวท่านแท้ๆ อีกส่วนหนึ่งคือภาพของท่านเช่นกัน แต่แต่งตัวในชุดโบรายกครบเครื่อง

    ผมได้ถ่ายภาพทั้ง ๒ ส่วนแยกกันทีละภาพ กะประมาณตำแหน่งที่ผมต้องการเอาไว้โดยใช้ฉากกำมะหยี่สีดำเป็นฉากหลัง ภาพที่เป็นใบหน้าชัดเจนของท่านนั้น ผมถ่ายให้ชัดตามปกติ แต่ภาพที่ท่านแต่งชุดโนรานั้น ผมจงใจปรับภาพไม่ให้คมชัด เมื่อล้างฟีล์มเรียบร้อยแล้ว ผมได้นำฟีล์มทั้ง ๒ มาซ้อนประกบกัน ยึดให้ติดกันด้วยเทปกาว แล้วนำไปใส่เครื่องขยายภาพ จึงได้ภาพที่เห็นนี่แหละครับ

    ที่ผมเลือกใช้เทคนิคนี้ เนื่องจากต้องการให้ภาพที่ถ่ายมีหลายๆ แนวแปลกออกไปจากเดิมบ้าง เพราะการถ่ายภาพศิลปินนับร้อยท่านนั้น หากเป็นแนวเดียวกันเสียหมดก็จะดูน่าเบื่อ ภาพนี้แสดงถึงแนวความคิดง่ายๆ คืออาภรณ์ใดๆ ที่ประดับร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่สมมติขึ้นไม่ใช่ของถาวรหรือจิรังยั่งยืน เมื่อเลิกราการแสดงแต่ละครั้งก็ต้องปลดเปลื้องออกไป แต่เนื้อแท้ของคุณค่า อยู่ที่ภูมิปัญญาความสามารถ และคุณงามความดีต่างหาก แม้จะไม่มีเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าลดลงไปแต่อย่างใด คนดูทั่วไปที่เคยเห็นท่านแสดง อาจคุ้นหน้าท่านในเครื่องโนราแต่ผมต้องการให้ภาพของผมแสดงใบหน้าที่แท้จริงของท่านมากกว่า

    อันป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์นาพันธุ์นั้น นานๆ ทีจึงจะหาช้างเผือกได้สักเชือกหนึ่งฉันใด ในจำนวนผู้คนนับล้านของเมืองได้ จะหาโนราฝีมือเลิศเช่นโนรายก ชูบัว ท่านนี้ได้สักคนหนึ่งก็แสนจะยากเย็นฉันนั้น

  • นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์

    นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์

    นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-ละครรำ) พุทธศักราช ๒๕๓๓
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อเกือบ ๗๐ ปีก่อน มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ วัยเพียง ๖ ขวบ คนหนึ่ง ได้มีโอกาสเข้าไปชมการฝึกซ้อมของคณะละครหลวงในพระบรมมหาราชวังจนเกิดความสนใจอยากจะเป็นนักแสดงละครบ้าง ในวันนี้ เด็กหญิงคนนั้นได้กลายมาเป็นศิลปินอาวุโสวัย ๗๕ ปีบริบูรณ์ ผู้สมปรารถนาด้วยสิ่งที่หวังไว้แต่วัยเด็ก ทว่าท่านหาได้เป็นเพียงนักแสดงละครธรรมดาตามที่เคยใฝ่ฝันไม่ หากได้เป็นถึงศิลปินแห่งชาติผู้เปี่ยมด้วยความสามารถจนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปนามว่า ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์

    ครุสุวรรณี ชลานุเคราะห์ เกิดเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๙ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๗๕ ปี ท่านเริ่มมีความสนใจทางด้านนาฏศิลป์ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มีโอกาสไปชมการฝึกซ้อมละครหลวงที่ท้ายพระบรมมหาราชวังเมื่ออายุได้เพียง ๖ ปี โดยมี คุณมณฑาฯ นักแสดงละครหลวง ผู้ซึ่งท่านนับถือเป็นพี่ เป็นผู้พาเข้าไปชม เมื่อได้ไปเห็นการฝึกซ้อมละครในครั้งนั้น ท่านก็รู้สึกชอบขึ้นมาทันทีจึงได้ขอร้องให้คุณมณฑาพาไปสมัครเป็นตัวละครหลวงภายใต้การควบคุมดูแลของพระยานัฏกานุรักษ์ และคุณหญิงเทศ ในที่สุด ท่านก็ได้เข้ารับการฝึกฝนเป็นตัวละครหลวงรุ่นจิ๋วในราชสำนัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมดังปรารถนา โดย ท่านเจ้าคุณและคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ได้คัดเลือกให้ท่านหัดเป็นตัวนาง โดยมี ครูวิไล และครูจาด เป็นผู้ฝึกสอนเบื้องต้น

    ครูสุวรรณีเข้ารับการฝึกหัดละครอยู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๕ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชสำนัก ยังผลให้คณะละครหลวงต้องมีอันล้มเลิกไปโดยปริยาย บิดาของครูสุวรรณีจึงได้พาท่านไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนราษฎร์สามัคคีอยู่ระยะหนึ่ง

    จากนั้นไม่นาน คือในปี ๒๔๗๗ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นได้ริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางค์ขึ้น บิดาของครูสุวรรณีซึ่งทราบว่าครูสุวรรณียังมีความรักในวิชานาฏศิลป์อยู่อย่างมั่นคง จึงได้พาท่านไปสมัครเข้าเรียนที่นั่นในปีต่อมา โดยเริ่มเรียนในชั้นประถมปีที่ ๔ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวนางเช่นที่เคยฝึกหัดมาแต่ก่อนเก่า ครั้นต่อมาเมื่อเข้าสู่วัยสาวรุ่น รูปร่างของครูสุวรรณีที่เคยป้อมและเตี้ยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นผอมและสูงขึ้น ครูลมุล ยมะคุปต์ ผู้ซึ่งเป็นครูที่สอนกระบวนรำตัวพระ จึงได้ให้เปลี่ยนมาฝึกหัดเป็นตัวพระ ทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในกระบวนรำทั้งตัวนางและตัวพระเป็นอย่างดี

    ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนาฏดุริยางค์ ของกรมศิลปากรนี้ ครูสุวรรณีได้มีโอกาสเล่าเรียนครูนาฏศิลป์หลายท่าน ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบรมครูทางนาฏศิลป์ไทยในยุคนั้นทั้งสิ้นอันได้แก่ คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ หม่อมครูต่วน ภัทรนาวิก ครูลมุล ยมะคุปต์ ครูมัลลี คงประภัศร์ (ครูหมัน) ครูหุ่น ปัญญาพล ครูน้อม และ ครูเกษร เป็นต้น ซึ่งท่านครูทั้งหลายเหล่านี้ได้ทุ่มเททั้งกายและใจถ่ายทอดความรู้ตามระเบียบแบบแผนที่สืบทอดต่อกันมาแต่ครั้งโบราณอย่างเคร่งครัด ทำให้ความสามารถในเชิงนาฏศิลป์ของครูสุวรรณี ค่อยๆ พัฒนาขึ้นโดยลำดับจนกระทั่งมีความสามารถเป็นเลิศทางกระบวนรำในที่สุด

    ครูสุวรรณีได้เล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนนาฏดุริยางค์จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เมื่อปี ๒๔๘๕ และในปี ๒๔๘๖ ท่านก็ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นศิลปินสำรองของกรมศิลปากรก่อนที่จะได้รับตำแหน่งศิลปินจัตวาอันดับ ๓ ในแผนกนาฏศิลป์ กองการสังคีต กรมศิลปากรในปีต่อมา ในขณะที่รับราชการอยู่ที่กรมศิลปากรนั้น ท่านยังได้มีโอกาสเล่าเรียนเพิ่มเติมกับ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี หลวงวิลาศวงศ์งาม และ ครูอร่าม อินทรนัฏ ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นปรมาจารย์ผู้มีความสามารถพิเศษ และมีลีลา ตลอดจนชั้นเชิงอันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ทำให้ครูสุวรรณีผู้มีพื้นฐานทางนาฏศิลป์อันมั่นคงอยู่แล้ว ยิ่งได้รับเอาความรู้ที่แปลกใหม่มาพัฒนากระบวนรำ จนประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างงดงาม

    ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ มีผลงานทั้งทางด้านการเป็นนักแสดง ผู้ฝึกซ้อม และผู้กำกับการแสดงมากมาย โดยผลงานด้านการแสดงนั้น ท่านเคยแสดงทั้งละครนอก ละครใน ละครพันทาง ละครพูด ตลอดจนระบำต่างๆ ทั้งแบบราชสำนัก และพื้นเมืองนับพันครั้ง โดยในการแสดงละครส่วนใหญ่ท่านจะได้รับบทเป็นพระเอก เช่น อิเหนา พระไวย พระลอ สุวรรณหงษ์ พระสังข์ ฯลฯ และนานๆ ครั้งก็จะได้รับบทเป็นตัวนาง เช่น นางละเวง เป็นต้น ส่วนในการแสดงระบำแบบราชสำนัก ท่านมักจะได้รับมอบหมายให้แสดงเป็นผู้ชายคู่หน้า แต่หากเป็นการแสดงระบำพื้นเมือง ท่านก็มักจะแสดงเป็นผู้หญิงคู่หน้าเสมอ นอกจากการแสดงในประเทศแล้ว ครูสุวรรณียังเคยเดินทางไปแสดงนาฏศิลป์ในต่างประเทศหลายครั้ง เช่น สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อินเดีย สหรัฐอเมริกา และ สิงคโปร์ เป็นต้น

    ส่วนผลงานด้านการเป็นผู้ฝึกซ้อมและกำกับการแสดงนั้น ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ฝึกซ้อมและกำกับการแสดงประเภทต่างๆ ให้กับคณะนักแสดงของกรมศิลปากร นักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลป์ ตลอดนักแสดงสมัครเล่น และนักเรียนโรงเรียนต่างๆ มากมายนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังเคยเป็นผู้ควบคุมคณะนักแสดงไปแสดงในต่างประเทศหลายครั้ง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และ สิงคโปร์ เป็นต้น นอกจากนั้น ท่านยังเคยแสดงท่ารำประกอบในหนังสือ เพื่อเป็นแม่แบบให้นักเรียนนาฏศิลป์และผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าหลายเล่มอีกด้วย ท่านได้ลาออกจากราชการก่อนครบเกษียณอายุเพียงไม่กี่เดือน หลังจากนั้นมา ท่านก็ได้อุทิศตนถ่ายทอดความรู้ทางนาฏศิลป์ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไปตราบจนปัจจุบัน ทั้งยังได้ประดิษฐ์ท่ารำชุดต่างๆ ขึ้นมาใหม่หลายชุด

    ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแสดงที่มีความสามารถเป็นเลิศทางกระบวนรำ เป็นครูที่อุทิศตนให้กับศิษย์อย่างเต็มที่ เป็นผู้ที่อนุรักษ์แบบแผนของนาฏศิลป์ไทยไว้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างยอดเยี่ยม ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-ละครรำ) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๓

    เมื่อคราวที่ผมได้ไปถ่ายภาพ ครูศิริวัฒน์ ดิษยนันทน์ ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมื่อหลายเดือนก่อนนั้น มีมุมที่สวยงามสำหรับถ่ายภาพอยู่หลายมุมซึ่งผมได้เลือกมุมสวยมุมหนึ่งเพื่อถ่ายภาพครูศิริวัฒน์ให้ชมกันไปแล้ว มาคราวนี้ เมื่อมีโจทย์ที่จะต้องถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติทางด้านนาฏศิลป์อีกท่านหนึ่ง ผมจึงหวนกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เพื่อใช้มุมกล้องอีกมุมหนึ่งที่เคยหมายตาเอาไว้ มาถ่ายภาพ ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ในครั้งนี้ หากดูอย่างผิวเผิน ก็อาจรู้สึกว่าผมใช้ที่ซ้ำเดิมกับของครูศิริวัฒน์เพราะบรรยากาศดูคล้ายกันมาก แต่หากดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่ารายละเอียดในแต่ละภาพมีข้อแตกต่างกันมาก จุดสำคัญที่ทำให้ผมเลือกมุมนี้มาใช้ก็คือบริเวณด้านขวาของภาพ มีฉากไม้เขียนลายรดน้ำศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งมีภาพนางละครกำลังร่ายรำอย่างสวยงามปรากฏอยู่ อันจะช่วยส่งเสริมภาพครูสุวรรณีได้เป็นอย่างดี ผมได้ขอให้ครูสุวรรณีแสดงท่าคล้ายกับภาพที่ปรากฏอยู่นั้น (ที่ว่า “คล้าย” นั้น เป็นเพราะท่ารำนั้นไม่สามารถทำให้เหมือนได้เพราะในภาพเขียนนั้น แขนของนางละครอ่อนโง้งชดช้อยเกินกว่าที่มนุษย์ผู้สมประกอบทั้งปวงจะพึงกระทำได้) เมื่อครูสุวรรณีเข้าประจำที่แล้ว ผมจึงได้ทดลองถ่ายภาพโพลารอยด์เพื่อดูมุมกล้อง แสงเงา ตลอดจนท่ารำ เพื่อความมั่นใจว่าจะได้ภาพที่ดีที่สุด ในการถ่ายภาพนี้ ผมต้องใช้ไฟถ่ายภาพถึง ๔ ดวง ซึ่งนับว่ามากเกินกว่าที่ผมใช้ตามปกติ โดยดวงหลักตั้งไว้ข้างๆ ครูสุวรรณี เป็นไฟที่ให้แสงสว่างหลักที่ใบหน้าและลำตัวของท่าน ดวงที่ ๒ ตั้งอยู่ข้างหลังกล้องเพื่อช่วยเปิดเงาไม่ให้เข้มเกินไป ดวงที่ ๓ อยู่หลังฉากลายรดน้ำส่องตรงมาที่เรือนผมทำให้เกิดแสงสว่างบริเวณเรือนผมของท่าน และดวงที่ ๔ ส่องเข้ากำแพงด้านข้างเพื่อให้สะท้อนกลับไปให้แสงสว่างแก่กำแพงที่เป็นฉากหลังที่เห็นในภาพอย่างนุ่มนวล ซึ่งในตอนแรก ผมมิได้ใช้ไฟดวงนี้ ทำให้ฉากหลังมืดมากเนื่องจากกำแพงอยู่ไกลออกไปพ้นระยะที่แสงไฟทั้ง ๓ ดวงแรกจะส่องไปถึง เมื่อได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้วผมก็เรียนครูสุวรรณีว่าผมพร้อมที่จะถ่ายจริงพร้อมกับเดินกลับไปเพื่อบรรจุฟิล์ม แต่ทันใดนั้น ผมก็ต้องใจหายวาบจนเหงื่อแตกท่วมตัวเมื่อพบว่ากล่องบรรจุฟิล์มชนิดบรรจุ ๕ ม้วน ที่ผมนำมานั้น เป็นกล่องเปล่า! โดยมิได้นึกเฉลียวใจมาก่อน ผมรู้สึกเกรงใจและอับอายที่จะต้องเรียนให้ครูสุวรรณีทราบถึงความสะเพร่าอย่างยิ่งของผมนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยง ก่อนที่จะเรียนท่าน ผมได้รีบโทรศัพท์เพื่อสืบดูว่าจะมีร้านใดบ้างที่ใกล้ที่สุดที่จะสามารถซื้อฟิล์มชนิดที่ผมต้องใช้ซึ่งไม่มีขายในร้านถ่ายรูปทั่วไป ซึ่งก็ได้ทราบว่าร้านที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ห้างซ็นทรัลปิ่นเกล้า จึงได้ขอให้จักรกฤษณ์รีบขับรถไปซื้อโดยด่วน ส่วนผมเองก็เดินหน้าละห้อยไปสารภาพความจริงกับครูสุวรรณีซึ่งกำลังรอให้ผมถ่ายภาพอยู่ใกล้ๆ นั้น แต่เมื่อท่านทราบเรื่องแล้ว แทนที่จะมีทีท่าไม่พอใจ ท่านกลับกล่าวด้วยความเมตตาว่า “ไม่เป็นไร ไม่ได้รีบไปไหน รอได้” ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังได้ชวนผมคุยเพื่อฆ่าเวลาโดยเล่าเรื่องเก่าๆ เมื่อสมัยยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนนาฏดุริยางค์อันตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็น “วังหน้า” ในอดีต ซึ่งในปัจจุบันบริเวณดังกล่าวก็คือบริเวณที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินั่นเอง และเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนท่านได้พาผมออกไปเดินชมบริเวณต่างๆ ที่ท่านเคยใช้ชีวิตอยู่เมื่อกว่า ๖๐ ปีก่อน ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่เป็นสุขอย่างยิ่งเหมือนได้กลับมายังบ้านเที่มีความผูกพันเป็นพิเศษอีกครั้ง ความทรงจำเก่าๆ ของท่านได้ผุดขึ้นมากมายและแม่นยำ นับตั้งแต่ต้นฝรั่งที่เคยมาเด็ดผลไปรับประทาน ตุ่มเก่าที่ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม เขาหินที่ตั้งศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อันเคยเป็นที่พึ่งทางใจและเป็นที่หลบระเบิดในยามสงคราม รอยบนพื้นที่เคยเป็นที่ตั้งตุ๊กตาจีนที่ปัจจุบันย้ายไปเสียแล้ว ระเบียงอาคารพระที่นั่งที่เคยฝึกหัดรำ ฯลฯ ที่สำคัญที่สุด ท่านได้พาผมเดินขึ้นไปบนพระตำหนักของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อไปชมบริเวณที่ท่านเคยมาเรียนกระบวนรำหน้าพาทย์ อันถือกันว่าเป็นกระบวนรำชั้นสูงที่สุด พร้อมทั้งชี้จุดโน้นจุดนี้ประกอบคำอธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นที่เพลิดเพลินแก่ผมอย่างยิ่ง จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอเราเดินกลับไปถึงพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เพียงครู่เดียว จักรกฤษณ์ก็กลับมาพร้อมฟิล์มที่ผมใช้ถ่ายภาพนี้ และเราก็ได้เริ่มงานกันในทันที ครูสุวรรณีย้ำกับผมอย่างหนักแน่นว่าขออย่าให้เกรงใจท่าน ต้องการอย่างไรก็ขอให้บอกเพื่อจะให้ได้ภาพที่ดีที่สุด ผมจึงทำงานอย่างสบายใจและสำเร็จลงอย่างราบรื่น ได้ภาพยอดศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่งมาให้ได้ชมกันนี่แหละครับ

    ตลอดระยะเวลาเกือบ ๗๐ ปี ของชีวิตการเป็นนักแสดงนาฏศิลป์ไทย ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ได้เรียนรู้และสร้างสมประสบการณ์ในวิชาชีพมาจนกล้าแกร่งและก้าวมาถึงจุดสูงสุดแห่งเกียรติยศ ซึ่งนามและเกียรติคุณของท่านจะได้รับการจารึกไว้บนแผ่นดินไทยในฐานะปรมาจารย์แห่งวงการนาฏศิลป์ไทยในยุคสมัยของท่านอันสืบทอดรับช่วงจากยุคของบรมครูทั้งหลายในอดีตกาล

  • นายสมนึก ทองมา

    นายสมนึก ทองมา

    นายสมนึก ทองมา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช ๒๕๔๒
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เพลงลูกทุ่งนับเป็นศิลปวัฒนธรรมอันสำคัญที่สื่อแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั้งที่อยู่ในชนบท และที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในกรุงเทพมหานครได้อย่างดีที่สุด จุดเด่นประการสำคัญของเพลงลูกทุ่งก็คือการใช้ถ้อยคำที่จริงใจตรงไปตรงมาเข้าใจง่าย แฝงด้วยลีลาการประพันธ์ที่แหลมคม สามารถชักนำให้ผู้ฟังคล้อยตามอารมณ์เพลงจนเห็นเป็นภาพได้อย่างชัดเจน เพลงลูกทุ่งที่ดีจึงนับเป็นผลผลิตทางภูมิปัญญาที่เปี่ยมด้วยอัจฉริยภาพของผู้ประพันธ์อย่างแท้จริง ในฉบับนี้ผมจะได้พาท่านไปรู้จักกับครูผู้ประพันธ์ทั้งคำร้องและทำนองเพลงลูกทุ่ง ที่มีผลงานยอดนิยมมากที่สุดท่านหนึ่งของวงการเพลงลูกทุ่งไทย ผู้มีนามจริงว่า นายสมนึก ทองมา หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ “ชลธี ธารทอง” ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) ประจำ ๒๕๔๒

    คุณชลธี ธารทอง เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ ที่จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันอายุ ๖๔ ปี ท่านสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนประชาสงเคราะห์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

    นับตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นมา ครูชลธีมีความรักและสนใจในการขับร้องเพลงลูกทุ่งเป็นพิเศษ และเคยเป็นนักร้องเพลงเชียร์ที่โรงเรียนด้วย เมื่อเรียนจบระดับมัธยมแล้ว จึงได้ไปสมัครเป็นนักร้องเพลงเชียร์รำวงอยู่กับหลายคณะ ต่อมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งอาชีพให้ได้ ท่านจึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูสำเนียง ม่วงทอง หัวหน้าวงดนตรีรวมดาวกระจาย ซึ่งครูสำเนียงก็ได้สนับสนุนให้ท่านได้เป็นนักร้องนำในวงดนตรีลูกทุ่งสมดังหวัง พร้อมทั้งตั้งชื่อ “ชลธี ธารทอง” ให้อีกด้วย ต่อมาครูชลธีก็ได้ย้ายไปร้องเพลงกับวงดนตรีลูกทุ่งอื่นๆ อีกหลายคณะ เช่น วงดนตรีของ ผ่องศรี วรนุช และวงดนตรีของ สุรพล สมบัติเจริญ เป็นต้น แต่หลังจากที่ได้เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งระยะหนึ่ง ครูชลธีก็รู้สึกว่า ท่านเองไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้เปลี่ยนงานไปจัดรายการวิทยุ และแสดงภาพยนตร์แทน

    ครูชลธี ธารทอง ได้หวนกลับสู่วงการเพลงลูกทุ่งอีกครั้งหลังจากที่ได้หันเหชีวิตไปประกอบอาชีพอื่นอยู่เป็นเวลานาน แต่ในครั้งนี้เป็นการกลับมาในฐานะของนักแต่งเพลงลูกทุ่ง หาใช่ในฐานะของนักร้องดังเดิมไม่ ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งยังเรียนหนังสืออยู่ ครูชลธีมีความสนใจและให้ความสำคัญกับวิชาภาษาไทยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประพันธ์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ดังนั้นท่านจึงมีพื้นฐานทางด้านนี้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เพลงที่ท่านแต่งตั้งแต่เพลงแรกคือเพลง “พอหรือยัง” ซึ่งขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ โด่งดังขึ้นมาทันที และพลอยทำให้ศรคีรี ศรีประจวบ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กลายเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปด้วย

    จากนั้นมา ครูชลธีก็ได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยความสามารถในการประพันธ์ที่หลากหลายรูปแบบทั้งเนื้อร้องและทำนองเพลงที่ไพเราะสละสลวย และเปี่ยมด้วยความหมายที่หยั่งลึกถึงจิตใจผู้ฟัง ทำให้เพลงของท่านเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง นับจนถึงปัจจุบันมีผลงานเพลงที่ท่านประพันธ์มากกว่า ๒,๐๐๐ เพลง ในจำนวนนี้มีนับร้อยเพลงที่โด่งดังไปทั่วประเทศ และหลายเพลงได้ส่งผลให้นักร้องที่นำเพลงของท่านไปร้องมีชื่อเสียงขึ้นมามากมายหลายคน อาทิ

    – ศรคีรี ศรีประจวบ จากเพลง พอหรือยัง
    – สายัณห์ สัญญา จากเพลง ลูกสาวผู้การ กินอะไรถึงสวย จำปาลืมต้น วานนี้รักวันนี้ลืม ฯลฯ
    – ยอดรัก สลักใจ จากเพลง จดหมายจากแนวหน้า รักสาวไกลบ้าน ฯลฯ
    – เสกสรร ภู่กันทอง จากเพลง ทหารอากาศขาดรัก
    – สดใส รุ่งโพธิ์ทอง จากเพลง หน้าอย่างเธอจะรักใครจริง ฯลฯ
    – เสรีย์ รุ่งสว่าง จากเพลง จดหมายจากแม่ คนกล่อมโลก ไอ้หนุ่มรถซุง
    – เอกพจน์ วงศ์นาค จากเพลง รักเพราะรอยยิ้ม แอบฝัน ฯลฯ
    – บุษบา อธิษฐาน จากเพลง โอ้โฮบางกอก
    – สุนารี ราชสีมา จากเพลง มือถือไมค์ไฟส่องหน้า เรารอเขาลืม แฟนฉันไม่ต้องหล่อ ฯลฯ

    จากผลงานอันดีเด่น ทำให้ ครูชลธี ธารทอง ได้รับรางวัลและเกียรติคุณต่างๆ มากมาย อันได้แก่
    – ได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำจากเพลง “น้ำตาอีสาน” เมื่อปี ๒๕๑๘
    – ได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำจากเพลง “ใต้ถุนธรณี” เมื่อปี ๒๕๒๑
    – ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณเนื่องในงานมหกรรมเพลงอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จากเพลง “อีสาวทรานซิสเตอร์” เมื่อปี ๒๕๒๔
    – ได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำจากเพลง “อีสาวทรานซิสเตอร์” เมื่อปี ๒๕๒๕
    – ได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำจากเพลง “ห่มธงนอนตาย” เมื่อปี ๒๕๒๙
    – ได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย รวม ๔ รางวัล จากเพลง “ไอ้หนุ่มตังเก ไม้เรียวครู สาวใต้ไร้คู่ และอีสาวทรานซิสเตอร์ เมื่อปี ๒๕๓๒
    – ได้รับรางวัลชนะเลิศแต่งเพลงประเพณีสงกรานต์ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด เมื่อปี ๒๕๓๓
    – ได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ภาค ๒ รวม ๓ รางวัล จากเพลง “ล้นเกล้าเผ่าไทย” “เทพธิดาผ้าซิ่น” และ “แรงงานข้าวเหนียว” เมื่อปี ๒๕๓๔
    – ได้รับรางวัลเพลงลูกทุ่งดีเด่นส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ๓ เพลง คือ “หนาวใจชายแดน” “พบรักนครพนม” และจงทำดี

    จากเกียรติประวัติที่กล่าวมา ทำให้ครูชลธี ธารทอง ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

    จักรกฤษณ์และผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีอีกครั้งเพื่อถ่ายภาพ ครูชลธี ธารทอง ซึ่งได้ย้ายรกรากไปอยู่ที่นั่นเมื่อ ๗ ปีก่อนด้วยเหตุผลที่ท่านเป็นผู้ที่รักธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ วันที่ผมโทรศัพท์ไปทาบทามขอถ่ายภาพครูชลธีนั้น ผมก็ได้ทราบจากคุณศศิวิมล ภรรยาของท่านว่า ขณะนั้นท่านได้ออกไปแต่งเพลงข้างนอกซึ่งเป็นกิจวัตรที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำ โดยคุณศศิวิมลได้ขยายความให้ฟังว่าตามปกติเวลาที่ต้องการแต่งเพลง ครูชลธีไม่ชอบที่จะแต่งที่บ้านหากแต่ชอบที่จะออกไปหาธรรมชาติที่สวยงามเช่นป่าเขา ชายทะเล ท้องนา ฯลฯ เพื่อที่จะหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงมิเช่นนั้นแล้วมักจะแต่งไม่ออก เมื่อผมได้ยินดังนั้น ก็เกิดความคิดว่าหากได้ไปถ่ายภาพครูชลธีในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติเช่นนั้นก็น่าจะสื่อให้เห็นความเป็น “ชลธี ธารทอง” ได้ดี เมื่อแจ้งความประสงค์ของผมผ่านทางคุณศศิวิมลแล้ว คุณศศิวิมลก็รับปากว่าจะนัดครูชลธีให้ ทั้งยังแนะนำว่าหากต้องการถ่ายภาพท่านกับธรรมชาติก็น่าจะไปที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ จังหวัดกาญจนบุรี เพราะเป็นสถานที่อันร่มรื่นสวยงามไปด้วยบรรยากาศของป่าเขาลำเนาไม้ และที่สำคัญก็คือสถานที่แห่งนี้เป็นที่ซึ่งครูชลธีมักจะไปหามุมสงบเพื่อแต่งเพลงเป็นประจำ ซึ่งผมก็เห็นดีด้วยตามนั้น

    ครั้นถึงวันนัดหมาย เราได้ไปพบครูชลธีที่บ้านในตอนสาย และสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นครูชลธีก็ได้กรุณาพาจักรกฤษณ์และผมไปเลี้ยงอาหารที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแควใหญ่จนอิ่มหนำสำราญ ก่อนที่จะพาไปสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีในระยะที่ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒๐ นาที

    เมื่อไปถึง ครูชลธีได้พาพวกเราตรงเข้าไปข้างในบริเวณหน้าที่ประดิษฐานพระรูปหล่อของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งเป็นบริเวณที่ร่มรื่นสวยงามยิ่ง ผมได้เดินดูโดยรอบเพื่อหามุมเหมาะที่จะใช้ถ่ายภาพ โดยเน้นหาต้นไม้สวยๆ ที่จะให้ครูชลธีนั่งพิงเพื่อถ่ายภาพ หลังจากเดินสำรวจอยู่ครูหนึ่ง ก็ได้มุมที่ถูกใจ แม้บริเวณดังกล่าวจะเป็นลานปูนซีเมนต์ปูด้วยหินกาบซึ่งจากสายตาที่มองในมุมกว้างขณะนั้นจะดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ผมก็ได้พยายามเลือกมุมกล้องที่มองดูแล้วทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าท่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้ธรรมชาติจริงๆ ผมได้ขอให้ครูชลธีนั่งตามสบายบนเก้าอี้พลาสติกที่ท่านนำติดรถยนต์ไปด้วยเหมือนดังเช่นเวลาที่ท่านนั่งแต่งเพลงจริงๆ โดยใช้พุ่มไม้ที่ปลูกประดับไว้ เป็นฉากหน้าของภาพเพื่อบังไม่ให้เห็นส่วนล่างของภาพที่เป็นเก้าอี้และเท้าของครูชลธี แล้วเริ่มถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ตามท่าทางที่เปลี่ยนไปโดยธรรมชาติของท่านเอง ขณะที่ถ่ายภาพผมสังเกตเห็นว่าใบหน้าท่านดูเครียดไปหน่อยจึงได้ติงท่านไป แต่ท่านก็บอกว่า “เวลาแต่งเพลงต้องใช้ความคิดมากคิ้วเลยขมวดเป็นธรรมดา” ในวันนั้นท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมโดยทั่วไป ทำให้แสงธรรมชาติในบริเวณนั้นนุ่มนวลไม่แข็งกระด้างเหมือนวันที่มีแดดจัด ซึ่งคนจำนวนมากมักมีความเข้าใจว่าการถ่ายภาพบุคคลที่ดีควรจะถ่ายกลางแจ้งที่มีแดดจัด แท้ที่จริงแล้ว ลักษณะแสงเช่นนั้นเป็นแสงชนิดที่จะถ่ายภาพบุคคลให้ดูสวยงามนุ่มนวลได้ยาก เพราะจะทำให้เกิดเงาแข็งกระด้างบนใบหน้า ในทางตรงกันข้าม การถ่ายภาพบุคคลในสภาพแสงแดดอ่อนๆ หรือในสภาพที่มีเมฆบดบังแสงอาทิตย์อยู่นั้น กลับจะให้ภาพที่นุ่มนวลกว่าโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นใดช่วยเลย เมื่อถ่ายกันไปได้ครู่หนึ่ง ก็มีฝนบางๆ ปรอยลงมา แต่ก็หาได้เป็นอุปสรรคไม่ เพราะต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่นในบริเวณนั้น ได้ช่วยแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมพวกเราเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เราใช้เวลาถ่ายภาพกันไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อย จึงได้ลาครูชลธีและคุณศศวิมลมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯกันในทันที

    ครูชลธี ธารทอง ได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงลูกทุ่งที่ดีเด่นเอาไว้มากมายตั้งแต่วัยหนุ่มมาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้แม้ว่าท่านจะเป็นหนุ่มใหญ่วัย ๖๔ แล้ว แต่ท่านก็ยังคงดูสดใสอ่อนกว่าวัยของท่านมาก และยังคงเปี่ยมด้วยพลังความคิดและจินตนาการที่จะสร้างสรรค์เพลงดีๆ ให้กับแฟนเพลงลูกทุ่งทั้งประเทศไปได้อีกนาน

  • ชินกร ไกรลาศ

    ชินกร ไกรลาศ

    นายชิน ฝ้ายเทศ (ชินกร ไกรลาศ) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช ๒๕๔๒
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    อันนักร้องเพลงลูกทุ่งที่จะก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในระดับแนวหน้าของประเทศได้นั้น แต่ละท่านจะต้องมีความสามารถพิเศษ และมีลักษณะเฉพาะตัวอันโดดเด่นจริงๆ ทั้งสิ้น ดังเช่น คุณชิน ฝ้ายเทศ หรือในนามอันเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงทั้งประเทศว่า “ชินกร ไกรลาศ” ศิลปินแห่งชาติในฉบับนี้ ก็เป็นผู้ที่มีน้ำเสียงในแบบฉบับเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งยังมีความคิดริเริ่มในการประยุกต์เอาเพลงพื้นบ้านต่างๆ มาใช้ในการแสดงดนตรีลูกทุ่งได้อย่างกลมกลืนจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟังเป็นอย่างสูง และกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของท่านไปด้วย

    คุณชินกร ไกรลาศ เกิดเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ที่จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันอายุ ๕๕ ปี เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักร้องด้วยการฝึกหัดขับร้องเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ก็ได้ไปสมัครเป็นนักร้องเพลงเชียร์รำวง จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณชินกรกับเพื่อนรักที่ชื่อคุณประคอง ได้ทราบว่าครูพยงค์ มุกดา ได้นำวงดนตรีไปเปิดแสดงที่จังหวัดพิษณุโลก จึงได้ชักชวนกันไปชมการแสดงในวันนั้น และเมื่อการแสดงจบลง ทั้งคู่ก็ได้เข้าไปพบครูพยงค์ เพื่อสมัครเป็นนักร้องประจำวง ครูพยงค์จึงได้ให้ทั้ง ๒ ร้องเพลงให้ฟังหลังจากที่ได้ทดสอบเสียงแล้ว ครูพยงค์ก็ตัดสินใจรับคุณประคองเอาไว้เป็นนักร้องประจำวงแต่ผู้เดียว (ต่อมาคุณประคองได้ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังในนามว่า “ทิว สุโขทัย”)

    หลังจากที่คุณประคองเดินทางติดตามครูพยงค์ มุกดา เข้ากรุงเทพฯได้ไม่นาน ก็ได้ช่วยพูดจาขอร้องครูพยงค์ มุกดา ให้รับคุณชินกรเพื่อนรักเข้าทำงานด้วย ซึ่งครูพยงค์ก็ไม่ขัดข้อง คุณชินกรจึงได้เข้าทำงานกับวงดนตรีของ ครูพยงค์ มุกดาตั้งแต่นั้นมา เมื่อแรกเริ่มเข้าทำงาน คุณชินกรยังไม่ได้มีโอกาสเป็นนักร้องในทันที แต่ได้ช่วยทำงานปัดกวาดสำนักงาน และหุงหาอาหารเลี้ยงคนในวงดนตรีทั้งหมดชนิดหนักเอาเบาสู้ จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าปี คุณชินกรก็ได้รับโอกาสให้ร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก ในเพลง “ลูกทุ่งรำลึก” จากผลงานการแต่งของ สมคิด อัศวราช โดยใช้ชื่อในการขับร้องว่า “ชินกร ไกรลาศ”

    ในระยะต่อมา คุณชินกรได้มีโอกาสร้องเพลงของ ครูประดิษฐ์ อุตตะมัง ครูเพลงชื่อดังในยุคนั้น ในเพลง “น้ำตาใจ” บันทึกลงแผ่นเสียงแผ่นเดียวกันกับคุณผ่องศรี วรนุช ซึ่งร้องเพลง “อาบน้ำตา” ภายหลังจากที่แผ่นเสียงนี้ออกเผยแพร่ ก็ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงมากเป็นพิเศษ ติดอันดับยอดนิยมอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ชื่อ “ชินกร ไกรลาศ” โด่งดัง เป็นนักร้องยอดนิยมของแฟนเพลงทั่วไปในทันที และมีงานเพลงออกสู่สาธารณะมากมาย อาทิเพลง “ยอยศพระลอ” “คนน้อยใจ” “เพชฌฆาตใจ” “เพชรร่วงในสลัม” ฯลฯ

    เมื่อประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแล้ว คุณชินกร ไกรลาศ ก็ได้มีความริเริ่มหันมาจับเอาเพลงพื้นบ้านต่างๆ เช่น ลำตัด เพลงฉ่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเรือ และเพลงอีแซว ผสมผสานกันเข้ากับการแสดงดนตรีลูกทุ่งจนเป็นผลสำเร็จได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี นอกจากงานด้านการขับร้องเพลงแล้ว คุณชินกรก็ยังรับทำขวัญนาค ซึ่งเป็นงานที่ทำต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

    คุณชินกร ไกรลาศ นับเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพเป็นอย่างสูง เคยได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆ มากมาย อาทิ

    ชนะเลิศการประกวดดนตรีลูกทุ่งไทยในงานวชิราวุธานุสรณ์ เมื่อปี ๒๕๑๓
    ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานจากการขับร้องเพลงยอยศพระลอเมื่อปี ๒๕๑๔
    ได้รับพระราชทานรางวัลเชิดชูเกียรตินักร้องลูกทุ่งดีเด่น ในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๑ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี ๒๕๓๒
    ได้รับพระราชทานรางวัลนักร้องเพลงไทยผู้ออกเสียงภาษาไทยถูกต้อง เนื่องในงานสัมมนาการใช้ภาษาไทยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ ๒ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล
    ได้รับพระราชทานรางวัลเชิดชูเกียรตินักร้องลูกทุ่งดีเด่น ในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๒ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี ๒๕๓๔
    ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๓๗

    คุณชินกร ไกรลาศ เป็นศิลปินที่สร้างผลงานจนกระทั่งมีชื่อเสียงด้วยความสามารถของตนเองโดยแท้จริง ในด้านงานเพื่อสังคม ท่านก็ได้ใช้ความรู้ความสามารถบำเพ็ญตนช่วยเหลืองานเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเป็นศิลปินที่มีภาพพจน์ดีงาม ไม่มีความด่างพร้อย จึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

    ผมยังจำเพลง “ยอยศพระลอ” ที่คุณชินกร ไกรลาศ ร้องตั้งแต่ผมยังเด็กได้ดี และยังได้เห็นผลงานอื่นๆ ของท่านอีกมากจนกระทั่งผมเติบโตมาจนทุกวันนี้ ซึ่งในตอนแรกผมมีความคิดว่าคุณชินกรน่าจะมีอายุมากพอสมควร แต่เมื่อได้พบกับท่านเมื่อวันที่นัดกันครั้งแรกนั้น ผมก็พบว่าท่านยังดูหนุ่มกว่าที่ผมนึกวาดภาพเอาไว้มาก ผมได้เรียนกับท่านว่า ภาพพจน์ของท่านในสายตาของผมระยะหลังๆ นี้ ค่อนข้างจะออกไปในทางที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงที่ท่านร้อง หรืองานทำขวัญนาค เป็นต้น ผมจึงมีความคิดว่าอยากจะถ่ายภาพท่านในสภาพแวดล้อมของศาสนา จึงคิดต่อไปว่าหากสามารถถ่ายภาพท่านในโบสถ์สวยๆ สักแห่ง ที่มีองค์พระปฏิมาเป็นฉากหลัง ก็น่าจะได้ภาพดังความหมายที่ตั้งใจไว้ เมื่อทราบความตั้งใจของผมดังนั้นแล้ว คุณชินกรก็ได้เสนอชื่อวัดต่างๆ หลายแห่งที่ท่านคุ้นเคยและเห็นว่าสวยงาม แต่ในตอนท้าย ท่านก็กล่าวว่าหากเป็นไปได้ท่านก็อยากจะให้ไปถ่ายภาพท่านที่วัดปริวาส ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนพระราม ๓ เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ที่สวยงามแล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็เป็นผู้ที่มีเมตตาสูง และเป็นพระที่มีแนวความคิดทันสมัย ที่คุณชินกรให้ความเคารพนับถือและคุ้นเคยเป็นพิเศษ ซึ่งคุณชินกรได้แนะนำให้ผมไปกราบขออนุญาตจากท่านโดยรับรองว่าผมจะได้รับความกรุณาเป็นอย่างดี

    เมื่อเป็นความประสงค์ของคุณชินกร ผมจึงตรงไปยังวัดปริวาสในทันทีเพื่อกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส และก็เป็นไปดังที่คุณชินกรรับรองไว้ คือท่านเจ้าอาวาสได้กรุณาอนุญาตและอำนวยความสะดวก โดยให้คนพาผมชมสถานที่ได้อย่างเต็มที่ตามต้องการ ผมได้เดินชมโดยรอบวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ศาลาหลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ อันเป็นสถานที่ที่คุณชินกรกล่าวถึง ศาลาดังกล่าวนั้นมีลักษณะคล้ายโบสถ์ขนาดใหญ่ ที่มีพระประธานประดิษฐานอยู่ ที่ฝาผนังโดยรอบมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแนวไทยประยุกต์เขียนประดับอยู่ช่วยสร้างชีวิตชีวาให้กับศาลานั้นเป็นอย่างดี เมื่อได้เล็งมุมที่ถูกใจเอาไว้แล้ว ผมก็โทรศัพท์นัดคุณชินกรในโอกาสแรกที่ท่านว่างทันที

    เมื่อถึงวันนัด คุณชินกรและภรรยาก็เดินทางมาถึงวัดพร้อมกับนำเสื้อไหมไทยติดมาด้วยหลายชุดเพื่อให้ผมเลือก และเราก็เริ่มถ่ายภาพกันในทันที เนื่องจากผมได้จัดเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างและทดลองถ่ายภาพจักรกฤษณ์ในตำแหน่งที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว การถ่ายภาพคุณชินกรจึงสำเร็จลงอย่างรวดเร็ว ในการถ่ายภาพครั้งนี้ ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือไฟถ่ายภาพที่ผมจัดเพื่อถ่ายคุณชินกรนั้น ส่องสว่างไปไม่ถึงองค์พระประธานเบื้องหลัง ครั้นหากผมจะจัดไฟเพิ่มแสงสว่างให้องค์ท่านโดยเฉพาะก็ทำได้อยู่ แต่ปัญหาคือผมต้องฉายไฟเงยขึ้นไปส่ององค์พระซึ่งอยู่สูงกว่ามาก ซึ่งผลเสียก็คือจะเกิดเงาทอดขึ้นไปที่ผนังหลังองค์พระในลักษณะที่ดูแข็งและผิดธรรมชาติ ซึ่งหากจะไม่ให้เป็นเช่นนั้นก็จะต้องฉายไฟจากเบื้องสูงลงมา ซึ่งในที่นั้นไม่สามารถทำได้ เพราะขาตั้งไฟของผมไม่สามารถยกขึ้นให้สูงขนาดนั้น จึงมีเหลืออีกหนทางเดียวที่จะทำได้ คือการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมากๆ เพื่ออาศัยแสงสว่างในศาลานั้นเองอันเกิดจากไฟที่ติดอยู่ในศาลา และแสงจากหน้าต่างโดยรอบรวมกัน แต่เนื่องจากวันนั้นท้องฟ้ามืดครึ้มเพราะมีฝนตก แสงจากหน้าต่างดังกล่าวจึงมีน้อยมาก เมื่อวัดด้วยเครื่องวัดแสงแล้ว ก็ปรากฏว่าจะต้องใช้เวลาถึง ๑ วินาทีในการเปิดชัตเตอร์ ซึ่งเป็นความเร็วที่ต่ำมากไม่เหมาะแก่การถ่ายภาพบุคคลเลยเพราะเสี่ยงต่อการที่ภาพจะไหวเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อไม่มีทางอื่นแล้ว ผมก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด โดยขอให้คุณชินกรยืนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วถ่ายเผื่อเลือกเอาไว้ถึง ๓๐ ภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดเพียงภาพเดียว ส่วนแสงสว่างที่ส่องลงบริเวณตัวคุณชินกรนั้น ก็เป็นแสงไฟแฟลชที่ผมจัดขึ้น ภาพนี้จึงเป็นภาพที่ใช้แสงว่าง ๒ ประเภท ผสมผสานกัน โชคยังเป็นของผม คือผมสามารถเลือกภาพที่ดีตามที่ต้องการได้ ก็เล่นถ่ายตั้ง ๓๐ รูป เอาเพียงรูปเดียว ถ้าเสียหมดก็แย่เต็มทีจริงไหมครับ!

    อันคำว่า “ศิลปินแห่งชาตินั้น” ก็มีความหมายที่ชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้วว่าคนที่ได้รับการยกย่องให้อยู่ในฐานะนี้ ย่อมไม่ใช่ศิลปินธรรมดาทั่วไป หากต้องเป็นยอดแห่งศิลปินในแต่ละสาขาอย่างแท้จริง ดังเช่นที่คุณชินกร ไกรลาศ ได้พิสูจน์ตนเองแล้วด้วยผลงานและเกียรติคุณที่ท่านสู้สะสมมาทีละเล็กละน้อยจนก้าวมาถึงจุดนี้ อย่างสง่างาม

  • รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก

    รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก

    รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ประจำปี พุทธศักราช ๒๕๔๓
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราเพิ่งได้ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรมคนใหม่สดๆ ร้อนๆ คือ รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก ผู้ซึ่งเป็นสถาปนิกที่สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยดีเด่นมากมาย อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ และนักวิชาการผู้มีผลงานอันเป็นที่ยอมรับในวงการสถาปัตยกรรมไทยมาเป็นเวลายาวนาน

    รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ ที่กรุงเทพมหานคร สำเร็จการศึกษาปริญญาศิลปบัณฑิต (เกียรตินิยม) ทางสถาปัตยกรรมไทย จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และประกาศนียบัตรชั้นสูงทางสถาปัตยกรรมไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร

    หลังจากที่สำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์โท ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นอกเหนือจากงานการสอนอันเป็นงานหลักในหน้าที่แล้ว ท่านยังได้ทำงานทางด้านการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการและสร้างสรรค์ผลงานทางสถาปัตยกรรมไปพร้อมๆ กัน

    ผลงานทางวิชาการของรองศาสตราจารย์ฤทัย ที่ทำมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน มีทั้งงานด้านการวิจัย งานเรียบเรียงเอกสารทางวิชาการ งานเขียนบทความทางวิชาการ ฯลฯ ผลงานทางวิชาการที่ดีเด่นได้แก่

    ทำการวิจัยและวิเคราะห์เรื่อง “เรือนไทยเดิม” ซึ่งได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น จากสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๑๗
    เรียบเรียงเอกสารทางวิชาการเรื่อง “บ้าน” ในโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    เรียบเรียงเอกสารทางวิชาการเรื่อง “สถาปัตยกรรมไทยกับพระพุทธศาสนา” ในวารสารหน้าจั่ว
    เรียบเรียงเอกสารทางวิชาการเรื่อง “คนไทยอยู่อย่างไรในอดีต”
    เรียบเรียงเอกสารทางวิชาการเรื่อง “เครื่องใช้ไม้สอยของพวกโซ่ง” ลงในวารสารเมืองโบราณ
    เรียบเรียงเอกสารทางวิชาการเรื่อง “เยี่ยมเรือนไทยใหญ่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน” ลงในวารสารสถาปัตยกรรมของสมาคมสถาปนิกสยาม
    เขียนบทความทางวิชาการลงในหนังสือรายปีของสมาคมสถาปนิกสยาม
    ร่วมสัมมนาปรับปรุงหลักสูตรของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    ฯลฯ

    ส่วนการสร้างสรรค์ทางด้านสถาปัตยกรรมนั้น รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก ได้ออกบแบบงานทางสถาปัตยกรรม ที่มีเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยอันสมบูรณ์ทั้งด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย ผลงานการออกแบบที่เด่นๆ ได้แก่

    ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสาคร

    ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ศูนย์วัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมซึ่งได้รับรางวัลผลงานที่สมควรจัดแสดงและเผยแพร่อย่างยิ่ง จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ออกแบบพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองกำแพงเพชร ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกและงานฉลองราชสมบัติครบ ๕๐ ปี

    ออกแบบศาลหลักเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

    ออกแบบพระอุโบสถวัดป่าชัยรังษี จังหวัดสมุทรสาคร

    ออกแบบพระอุโบสถวัดญาณเวศกวัน ที่ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

    ออกแบบอนุสาวรีย์หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกองเพล จังหวัดหนองบัวลำพู

    ฯลฯ

    นอกจากงานการปฏิบัติราชการในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตลอดจนงานทางวิชาการ และงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมแล้ว รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก ยังได้ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์อีกหลายด้าน อาทิ เป็นอาจารย์พิเศษและกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ในสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายแห่งของทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นวิทยากรและผู้บรรยายพิเศษเกี่ยวกับเรื่องสถาปัตยกรรมไทยให้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นกรรมการในคณะทำงานที่เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมของชาติ หลายคณะ และเข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมไทยอย่างสม่ำเสมอ

    ด้วยความรู้ความสามารถอันดีเด่น และด้วยกำลังกายและใจที่ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้รองศาสตราจารย์ฤทัยได้รับรางวัลและเกียรติคุณหลายประการ อันได้แก่

    รางวัลงานวิจัยดีเด่นอันดับ ๓ ประจำปี พ.ศ.๒๕๑๗ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

    รางวัลผลงานที่สมควรจัดแสดงและเผยแพร่อย่างยิ่งของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

    เป็นนักศึกษาเก่าดีเด่น ประจำปี ๒๕๓๕ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร

    เป็นนักศึกษาเก่าดีเด่น ประจำปี ๒๕๓๖ และ ๒๕๓๙ ของสมาคมนักศึกษาเก่า คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    รางวัลผลงานการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมไทย ประเภทกิจกรรมและโครงการดีเด่น ประจำปี ๒๕๓๙ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงเกียรติคุณทั้งปวงที่ รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก ได้สั่งสมมา จึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ประจำปี ๒๕๔๓

    ผมได้พบกับ อาจารย์ฤทัย ใจจงรัก โดยบังเอิญในวันหนึ่งขณะที่ผมไปทำกิจธุระที่มหาวิทยาลัย

    ศิลปากร จึงได้รีบ่เข้าไปทำความเคารพท่านและเล่าเรื่องโครงการภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติเพื่อขอนัดถ่ายภาพท่านในทันที หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ฤทัยก็ได้นัดหมายให้ผมไปถ่ายภาพท่านที่เรือนไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อันเป็นผลงานการออกแบบชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของท่าน ผมได้แวะไปดูสถานที่ล่วงหน้าเพื่อหามุมถ่ายภาพและดูทิศทางของแสง และได้ข้อสรุปว่าเวลาที่เหมาะสมกับมุมที่ผมเลือกนั้น จะต้องเป็นเวลาเช้า เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่ส่องมาจากทางทิศตะวันออก จะส่องมาทางด้านหน้าของศาลาซึ่งเป็นมุมที่ผมเลือกไว้พอดี ผมไปรับอาจารย์ฤทัยที่บ้านย่านบางขุนนนท์ เวลา ๘.๐๐ น. พอดีและขับรถไปถึงมหาวิทยาลัยมหิดลในเวลาประมาณ ๘.๓๐ น. ในขณะนั้นอากาศสดใสเป็นพิเศษ เหมาะกับการถ่ายภาพงาน

    สถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง แม้ว่าแสงจะดูแข็งไปสักนิดสำหรับถ่ายภาพบุคคล เนื่องจากเป็นฤดูร้อน ดวงอาทิตย์ขึ้นเร็วมากทำให้แสงสว่างจัดมาก ซึ่งหากจะให้ได้แสงที่อ่อนนุ่มกว่านี้ คงจะต้องถ่ายเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ทิศทางของแสงก็ยังอยู่ในองศาที่พอเหมาะ ไม่สูงเกินไปเพียงแต่ทำให้อาจารย์ฤทัยต้องตากแดดที่ร้อน และมีอาการตาหยีไปบ้างเท่านั้น นอกจากมุมที่ผมเลือกไว้แล้ว ผมยังได้เดินหามุมถ่ายภาพอาจารย์ฤทัยอีกหลายมุมจนเป็นที่พอใจจึงพาอาจารย์ฤทัยไปส่งที่บ้าน เป็นอันได้ภาพศิลปินแห่งชาติมาให้ชมกันอีกท่านหนึ่งนี่แหละครับ

    จากผลงานดีเด่นที่ รองศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก ได้พากเพียรสร้างสรรค์มาจนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ท่านเป็นบุคคลสำคัญในวงการสถาปัตยกรรมไทยยุคปัจจุบันผู้มีส่วนธำรงรักษา สร้างสรรค์ และสืบทอดเอกลักษณ์ของชาติทางด้านนี้ให้คงความสง่างามอยู่บนแผ่นดินไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย

  • ผ่องศรี วรนุช

    ผ่องศรี วรนุช

    นางผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๕
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อกล่าวถึงนักร้องลูกทุ่งแล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า คุณผ่องศรี วรนุช เป็นยอดแห่งนักร้องลูกทุ่งหญิงในประวัติศาสตร์ของวงการเพลงไทยที่ประสบความสำเร็จสูงสุดอย่างต่อเนื่องและยาวนานไม่มีใครเทียบได้ นับตั้งแต่เข้าสู่วงการเพลงเมื่ออายุเพียง ๑๔ ปี จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลาถึง ๔๘ ปี ท่านได้แสดงให้คนทั้งประเทศเห็นถึงความสามารถ จนเป็นที่ยอมรับ และได้สร้างผลงานการขับร้องเพลงอันดีเด่นไว้มากมาย

    คุณผ่องศรี วรนุช เกิดเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ ที่จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันอายุ ๖๒ ปี ในวัยเด็ก ได้เรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ แต่เนื่องจากฐานะทางบ้านขัดสน จึงจำต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อหางานทำจุนเจือครอบครัว

    นับตั้งแต่เล็กๆ คุณผ่องศรีมีความรักทางด้านการร้องเพลงเป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อสบจังหวะที่ละครเร่คณะของคุณหนู สุวรรณประกาศได้เดินสายไปแสดงที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท คุณผ่องศรีจึงได้ไปสมัครเพื่อขอทำงานกับคณะละครเร่นี้ ซึ่งคุณหนูก็มองเห็นว่าคุณผ่องศรีมีหน่วยก้านดีจึงได้เมตตารับไว้ใช้งานทั่วไปในคณะ ในระหว่างนั้น คุณหนูก็ได้ทราบว่าคุณผ่องศรีมีความสนใจในการร้องเพลงเป็นพิเศษ ทั้งยังมีน้ำเสียงที่ดีมาก จึงได้สนับสนุนให้มีโอกาสขึ้นร้องเพลงสลับฉากหน้าม่าน และเล่นเป็นตัวประกอบเป็นครั้งคราว ซึ่งคุณผ่องศรีก็ได้แสดงความสามารถอย่างโดดเด่น ทั้งยังกระตือรือร้นฝึกฝนการเต้นระบำประกอบเพลงจนแคล่วคล่องเป็นที่พอใจของคุณหนูเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ค่อยๆ ขยับฐานะจากนักแสดงประกอบ เป็นตัวแสดงที่สำคัญขึ้น และกลายเป็นนางเอกประจำคณะในที่สุด นับเป็นนางเอกที่อายุน้อยที่สุดในคณะ

    เมื่อคุณผ่องศรีร่วมงานอยู่กับคณะละครเร่กับคณะของคุณหนู อยู่ประมาณ ๒ ปี คุณวัลลภ วิชชุกร พระเอกประจำคณะก็ได้แนะนำว่าน้ำเสียงดีขนาดนี้ น่าจะเข้ากรุงเทพฯ เพราะอาจได้มีโอกาสร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียง และรับปากว่าจะช่วยพาไปฝากกับครูมงคล อมาตยกุล ครูเพลงผู้โด่งดังในยุคนั้น เมื่อได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว คุณผ่องศรีก็ได้ตัดสินใจกราบลาคุณหนูหัวหน้าคณะ เพื่อไปหาความก้าวหน้าแก่ชีวิตของท่านเอง

    เมื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯแล้ว คุณวัลลภ วิชชุกร ก็ได้พาคุณผ่องศรีไปหาครูมงคล อมาตยกุล ตามที่ได้รับปากเอาไว้ ซึ่งครูมงคลก็ได้ตกลงรับไว้เป็นศิษย์และได้ให้ขึ้นร้องเพลงตามงานต่างๆ เป็นครั้งคราว ทำให้คุณผ่องศรีมีรายได้เลี้ยงชีพ และสามารถเก็บเล็กผสมน้อยจนได้เงินจำนวนหนึ่ง และได้นำเงินก้อนนี้ไปซื้อเพลง “หัวใจไม่มีใครครอง” ของคุณสุรพล พรภักดี เพื่อบันทึกแผ่นเสียงของตนเองเป็นเพลงแรกในชีวิตเมื่อปี ๒๔๙๘ โดยมี ครูมงคล อมาตยกุล เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสานให้

    เมื่อ ครูสุรพล สมบัติเจริญ ผู้ซึ่งกำลังเป็นนักร้องลูกทุ่งที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นได้ฟังเพลง “หัวใจไม่มีใครครอง” ที่คุณผ่องศรีเป็นผู้ขับร้องแล้ว ก็เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ขอให้ครูสำเนียง ม่วงทอง เขียนเพลง “ไหนว่าไม่ลืม” ให้คุณผ่องศรีร้องบันทึกแผ่นเสียงเพื่อเป็นเพลงแก้กับเพลง “ลืมไม่ลง” ที่ครูสุรพลได้ขับร้องเอาไว้แล้วก่อนหน้านั้น ปรากฏว่า เมื่อเพลงนี้ได้ออกเผยแพร่ทางวิทยุแล้วก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงยิ่ง ทำให้คุณผ่องศรีมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้ร้องเพลงกับครูสุรพลอีกหลายเพลง เช่น ครูสุรพลร้องเพลง หนาวจะตายอยู่แล้ว คุณผ่องศรีร้องแก้ในเพลง หนาวแล้วหรือพี่ ครูสุรพลร้องเพลง ลูกแก้วเมียขวัญ คุณผ่องศรีร้องแก้ในเพลง อาลัยรัก ครูสุรพลร้องเพลง น้ำตาผัว คุณผ่องศรีร้องแก้ในเพลง น้ำตาเมียหลวง เป็นต้น

    จากนั้นมา นักร้องชายทั้งหลายต่างปรารถนาที่จะได้ร้องเพลงร่วมกับคุณผ่องศรีด้วยกันทั้งสิ้น เพราะโอกาสที่เพลงนั้นๆ จะดังตามเพลงของคุณผ่องศรีไปด้วยมีสูงมาก ทำให้มีนักร้องชายที่โด่งดังเกิดขึ้นในวงการมากมาย

    ชีวิตของคุณผ่องศรีรุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี ๒๕๐๘ ท่านได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานเป็นครั้งแรกจากการขับร้องเพลง “กลับบ้านเถิดพี่” ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของ สมโภชน์ ล้ำพงษ์ เมื่อมีชื่อเสียงโด่งดังเต็มที่ และเป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยมอันดับ ๑ ของเมืองไทยแล้ว คุณผ่องศรีก็ได้จัดตั้งวงดนตรีลูกทุ่งของตนเองขึ้น และประสบความสำเร็จได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอบอุ่นยิ่ง

    ภายหลังจากที่ครูสุรพล สมบัติเจริญ ถูกลอบยิงจนเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๑๑ บรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายต่างพากันขนานนามเพื่อเป็นเกียรติแก่ยอดศิลปินเพลงลูกทุ่งผู้วายชนม์ท่านนี้ให้เป็น “ราชา เพลงลูกทุ่ง” และเนื่องจากครูสุรพล และคุณผ่องศรี วรนุช เป็นนักร้องคู่ขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลงลูกทุ่งไทย สื่อมวลชนจึงได้ขนานนามให้คุณผ่องศรีเป็น “ราชินีเพลงลูกทุ่ง” ไปด้วย

    นอกจากรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานที่คุณผ่องศรีได้รับเมื่อปี ๒๕๐๘ แล้ว ท่านยังได้รับรางวัลที่เป็นเครื่องหมายแห่งความสามารถอีกมากมาย อาทิ

    – ได้รับแผ่นเสียงทองคำพระราชทานรางวัลอีกครั้ง จากเพลง “โธ่ผู้ชาย” เมื่อปี ๒๕๒๒

    – ได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน ๓ ปีซ้อน จากเพลง “กินข้าวกับน้ำพริก” เมื่อปี ๒๕๑๘ เพลง “เขาเมาทุกวัน” เมื่อปี ๒๕๑๙ และเพลงจันทร์อ้อน เมื่อปี ๒๕๒๐ ทำให้ได้รับรางวัลพระราชทานพิเศษจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้ชนะเลิศรางวัลเสาอากาศทองคำ ๓ ปีซ้อน

    – ได้รับรางวัลพระราชทานเนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ ๑ จากเพลงไหนว่าไม่ลืม และครั้งที่ ๒ จากเพลง ฝากดิน

    – ได้รับการประกาศเกียรติคุณในฐานะนักร้องผู้ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและชัดเจน เมื่อปี ๒๕๓๔

    เมื่ออายุมากขึ้น คุณผ่องศรีก็ได้เลิกวงดนตรี และรับงานการแสดงน้อยลง แต่ยังคงออกแสดงในงานสำคัญต่างๆ เป็นครั้งคราว ทั้งยังได้ช่วยกิจกรรมการกุศลและสาธารณประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ

    คุณผ่องศรี วรนุช นับเป็นผู้ที่ใช้พรสวรรค์ และความสามารถสร้างตนเองมาจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ จนประสบความสำเร็จอย่างสุดยอด เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีผลงานเพลงยอดนิยมอันเป็นอมตะนับไม่ถ้วน เป็นนักร้องลูกทุ่งต้นแบบที่นักร้องหญิงรุ่นหลังยึดถือเป็นแบบฉบับ และพยายามเจริญรอยตาม เป็นผู้ที่ได้สร้างนักร้องชายจนมีชื่อเสียงโด่งดังมากมายหลายคน และเป็นศิลปินอาวุโสที่ได้รับความเคารพรักและยกย่องจากบุคคลทั้งในและนอกวงการเพลงโดยทั่วไป จากเกียรติคุณทั้งหมดนี้ ทำให้ท่านได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(นักร้องลูกทุ่ง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕

    ผมได้เดินทางไปถ่ายภาพที่บ้านคุณผ่องศรี วรนุช เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้น ผมได้ไปเดินซื้อผ้าที่ย่านพาหุรัด เพื่อนำมาเป็นฉากสำหรับถ่ายภาพที่ผมคิดแบบเอาไว้แล้วในใจ โดยตั้งใจว่าอยากจะแสดงความเป็นนักร้องลูกทุ่งของท่านออกมาในภาพ ซึ่งตามปกติที่เราคุ้นเคยนั้น เรามักจะเห็นนักร้องลูกทุ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ปักเลื่อมระยิบระยับแพรวพราวสีสันสดใส จึงได้จับเอาจุดนี้มาเป็นจุดเด่น เมื่อเลือกซื้อผ้าทำฉาก ก็พยายามเลือกให้เป็นไปในทางเดียวกันด้วย ผมได้นำผ้าที่ซื้อมานั้นมาทำเป็นลักษณะเหมือนผ้าม่านและวางท่าให้คุณผ่องศรีดูเหมือนกับว่ากำลังเปิดม่านออกมาพบกับแฟนเพลง ท่านได้เปลี่ยนชุดให้ผมถ่ายภาพถึง ๓ ชุด เป็นชุดผาไหมไทย ๒ ชุด และเป็นชุดปักเลื่อมที่เห็นในภาพนี้อีก ๑ ชุด ซึ่งเมื่อดูโดยรวมแล้ว ผมชอบชุดที่ผมเลือกมานี้มากที่สุด เพราะเข้ากันกับฉากที่เตรียมไว้ และสื่อถึงความเป็นนักร้องลูกทุ่งได้อย่างดี ซึ่งคุณผ่องศรีก็สามารถวางท่าทางได้อย่างดูเป็นธรรมชาติยิ่ง ทำให้การถ่ายภาพเป็นไปอย่างราบรื่นเรียบร้อย และสำเร็จลงด้วยดี

    แม้ว่าในปัจจุบันนี้ คุณผ่องศรี วรนุช จะสูงวัยขึ้น และรับงานแสดงลดลงกว่าแต่เดิมมาก แต่ท่านก็ยังคงเป็นนักร้องที่อยู่ในหัวใจของแฟนเพลงอย่างไม่รู้คลาย สมกับฉายา “ราชินีเพลงลูกทุ่ง” อย่างแท้จริง

    ขอเชิญเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติ ผลงานของนิติกร กรัยวิเชียร ณ หอศิลป์แห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้า ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. ในการนี้ได้รวบรวมภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติ และประวัติโดยย่อของศิลปินทุกท่านทั้งภาษาไทยและอังกฤษ จัดพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็งเนื้อในพิมพ์ด้วยกระดาษคุณภาพสูงจำหน่ายเล่มละ ๘๐๐ บาท แต่หากท่านผู้อ่านสั่งจองผ่านทางคอลัมน์นี้ จะได้รับส่วนลด ๑๐% เหลือเพียงเล่มละ ๗๒๐ บาท (รวมค่าส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนแล้ว) หนังสือจัดพิมพ์จำนวนจำกัด โปรดสั่งจองด่วนโดยส่งธนาณัติสั่งจ่าย คุณบรรจง อุ่นกาศ ๗๒/๑๒ ซอยท่านผู้หญิงพหล ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทร.๙๔๑-๒๑๒๑ หมายเหตุ หนังสือเล่มนี้เน้นภาพถ่ายเป็นหลัก มีประวัติศิลปินเพียงโดยย่อไม่ใช่เป็นการรวมเล่มของคอลัมน์นี้ หากท่านผู้อ่านต้องการฉบับรวมเล่มของคอลัมน์ “คนในภาพถ่าย ชุดศิลปินแห่งชาติ” นี้กรุณาอดใจรอนะครับ คาดว่าราวปลายปีคงจะจัดพิมพ์เป็นที่เรียบร้อย

  • นางสาวจำเรียง พุธประดับ

    นางสาวจำเรียง พุธประดับ

    นาฏศิลป์ไทยนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นเอกที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างสรรค์ไว้ให้ เสมือนหนึ่งอัญมณีอันสูงค่าที่ประดับประดาเพิ่มเสน่ห์และศรีสง่าแก่ลูกหลานไทยทุกคน ศิลปะอันเลิศล้ำแขนงนี้ ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมาจากบรมครูในอดีตรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนมาถึงทุกวันนี้

    ครูจำเรียง พุธประดับ นับเป็นนาฏศิลปินผู้มีอาวุโสสูงสุดในปัจจุบัน ผู้มีความรอบรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยอย่างลึกซึ้ง และถือเป็นเสาหลักสำคัญในการถ่ายทอดความรู้อันถูกต้องตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ท่านสามารถจดจำได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำที่สุด

    ครูจำเรียง พุธประดับ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๙ ที่จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันอายุ ๘๕ ปี ภายหลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนประจำจังหวัดเพชรบุรีแล้ว ท่านก็ออกจากโรงเรียน เพื่อฝึกฝนนาฏศิลป์ไทยอย่างจริงจัง ด้วยมีความประทับใจจากการที่ได้มีโอกาสไปเห็นการฝึกโขนและละครหลวงที่วังสวนกุหลาบซึ่งญาติที่เป็นข้าราชบริพารอยู่ในวังนั้นพาไปชม

    ต่อมา ครูจำเรียงก็ได้รับการคัดเลือกให้ฝึกละครหลวง ในสังกัดกรมพิณพาทย์หลวง กระทรวงวังในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โดยอยู่ในความปกครองของเจ้าจอมมารดาสาย และคุณจอมละม้าย ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    เมื่อเริ่มแรกครูจำเรียงได้รับการฝึกหัดละครขั้นพื้นฐานอย่างเข้มงวดกับครูจุไร สุวรรณทัต โดยฝึกเป็นตัวนาง เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนท่ารำเบื้องต้น ไปจนถึงท่ารำขั้นสูง อันได้แก่ ระบำดาวดึงส์ ระบำพรหมศาสตร์ ระบำเมฆขลา และระบำสี่บถ เป็นต้น ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีใจรักในทางนาฏศิลป์อย่างแท้จริง ประกอบกับความวิริยะอุตสาหะ ทำให้ครูจำเรียงมีทักษะในการรำดีเด่น ทั้งยังสามารถจดจำท่ารำ และจังหวะลีลาที่ได้เรียนรู้มาได้อย่างแม่นยำ จากนั้น ครูจำเรียง พุธประดับ ก็ได้มีโอกาสฝึกฝนนาฏศิลป์เพิ่มเติมกับหม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) ครูแปลก และครูท่านอื่นๆ ที่บ้านของเจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์อีกด้วย

    ต่อมาทางการได้มีคำสั่งให้โอนย้ายโขนละครหลวงจากกรมพิณพาทย์หลวงกระทรวงวัง มาสังกัดในกรมศิลปากร ครูจำเรียงจึงได้ย้ายสังกัดมาอยู่ที่โรงเรียนศิลปากร แผนกนาฏดุริยางค์ โดยรับหน้าที่เป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์และการละคร และเป็นศิลปินผู้แสดงนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรด้วย

    ด้วยความสามารถอันโดดเด่น ประกอบกับเป็นผู้ที่มีความแม่นยำในกระบวนรำ ทำให้ครูจำเรียงได้รับการมอบหมายให้แสดงเป็นนางเอก และตัวเอกฝ่ายนางใน และได้รับการวางตำแหน่งให้รำเป็นตัวนางคู่หน้าเสมอ ผลงานการแสดงเด่นๆ ที่ครูจำเรียงเคยได้รับบทแสดง ได้แก่

      • แสดงเป็นนางนารายณ์ ในการแสดงโขนชุดนารายณ์ปราบนนทุก
      • แสดงเป็นพราหมณ์เกศสุริยงในละครนอกเรื่องสุวรรณหงส์ ตอนพราหมณ์เล็ก พราหมณ์โต
      • แสดงเป็นนางจันทร์ ในละครเรื่องพระร่วง
      • แสดงเป็นรจนา ในละครนอกเรื่องสังข์ทองตอนเลือกคู่
      • แสดงเป็นนางสีดา (เบญกายแปลง) ในโขนชุดนางลอย
      • แสดงเป็นนางพญาคำปิน ในละครเรื่องพญาผานอง เป็นต้น

    ในระหว่างที่รับราชการอยู่ที่กรมศิลปากรนั้น ครูจำเรียง พุธประดับ ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมกับครูนาฏศิลป์ท่านสำคัญของกรมศิลปากรหลายท่าน อาทิ คุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ ครูมัลลี คงประภัศร์ ครูลมุล ยมะคุปต์ ครูผัน โมยากุล ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี และครูเฉลย ศุขวณิช เป็นต้น

    นอกจากงานสอนและงานแสดงอันเป็นงานหลักในหน้าที่แล้ว ครูจำเรียงยังได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะพาบรรดาศิลปินและนักเรียนนาฏศิลป์เดินทางไปแสดงเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ สหภาพพม่า ราชอาณาจักร ลาว เดนมาร์ก ญี่ปุ่น และสหพันธรัฐมาเลเซีย เป็นต้น ทั้งยังได้เป็นผู้ควบคุมการฝึกซ้อมคณะศิลปินเพื่อแสดงในโอกาสที่มีพระราชอาคันตุกะและแขกของรัฐบาลเดินทางมาเยือนประเทศไทยในหลายโอกาส นอกจากนั้น ท่านยังเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์ท่ารำสำหรับการแสดงชุดต่างๆ หลายชุดอีกด้วย

    ครูจำเรียงได้รับราชการอยู่ในกรมศิลปากรจนมีความก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับตำแหน่ง สุดท้ายที่ท่านได้รับก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อปี ๒๕๒๐ คือ นาฏศิลปิน ระดับ ๗ ซึ่งนับเป็นนาฏศิลป์ท่านแรกของกรมศิลปากรที่ได้ระดับ ๗ และแม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว กรมศิลปากรยังตระหนักถึงคุณค่าและความสามารถอันเต็มเปี่ยมของท่าน จึงได้เชิญให้ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากรมาตราบจนปัจจุบัน

    งานสำคัญที่สุดงานหนึ่งที่ครูจำเรียงมีความภาคภูมิใจยิ่ง คือการที่ได้ถวายการสอนนาฏศิลป์แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่วังคลองเตยมาเป็นเวลานานปีตราบจนปัจจุบันนี้

    ครูจำเรียง พุธประดับ เป็นครูนาฏศิลป์อาวุโสท่านสำคัญผู้เป็นที่เคารพอย่างสูงของบุคคลในวงการนาฏศิลป์ไทย ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่สามารถจดจำท่ารำของบรมครูโบราณได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำที่สุด และมีความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความเมตตาเปี่ยมด้วยวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง จากเกียรติประวัติอันดีเด่นทั้งปวงที่ท่านได้บำเพ็ญมา ส่งผลให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-ละคร) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑

    เมื่อนึกถึงการถ่ายภาพครูจำเรียง พุธประดับ ผมตั้งใจแต่แรกว่าจะถ่ายภาพท่านในลักษณะที่ย้อนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่ท่านยังแสดงเป็นตัวนางของคณะนาฏศิลป์ กรมศิลปากร เมื่อหลายสิบปีก่อนด้วยเหตุว่า ครูจำเรียงท่านสูงอายุมาก ประกอบกับมีอาการปวดขา ไม่สามารถตั้งท่ารำได้สะดวกเหมือนเดิม อีกทั้งที่ผ่านมา ผมได้ถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติ ที่เป็นนาฏศิลปินในท่ารำมาหลายท่านแล้ว คิดว่าน่าจะถ่ายภาพในแนวที่แตกต่างจากเดิมบ้าง จึงเรียนให้ท่านทราบถึงความประสงค์ ซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด สิ่งสำคัญในการนี้คือผมจะต้องหาภาพถ่ายในอดีตของท่านที่เหมาะกับการนำมาประกอบกับภาพปัจจุบันที่ผมจะถ่ายให้ได้ ดังนั้น เมื่อได้ไปพบท่านที่บ้าน ผมจึงขอชมภาพเก่าๆ ที่ท่านเก็บไว้ และพบภาพถูกใจภาพหนึ่ง คือภาพที่ท่านแสดงเป็นนางมณีเมขลา ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่าเป็นภาพที่คุณระบิล บุนนาค ช่างภาพมือหนึ่งของประเทศไทยในยุคนั้นเป็นผู้ถ่ายไว้

    ในส่วนการถ่ายภาพของผม ผมได้ใช้ฉากกระดาษสีขาวเป็นฉากหลังในการถ่ายภาพครูจำเรียง โดยจัดภาพให้ท่านนั่งบนเก้าอี้ทอดสายตาออกไป และเว้นที่ว่างบนกระดาษสีขาวพอสมควรเผื่อเอาไว้สำหรับซ้อนภาพเก่าเข้าไปภายหลัง จากนั้นผมก็ได้นำภาพเก่าของครูจำเรียงมาถ่ายก๊อบปี้เป็นฟิล์มเอาไว้ เมื่อได้ภาพครูจำเรียงทั้งในปัจจุบันและอดีตตามที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนที่เหลือก็คือการทำงานในห้องมืด อันที่จริง ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ภาพในลักษณะซ้อนกันเช่นนี้สามารถทำได้โดยง่ายดาย แต่ผมยังไม่มีความชำนาญในทางคอมพิวเตอร์พอ ประกอบกับยังอยากใช้เทคนิคห้องมืดแบบโบราณอยู่ จึงได้เลือกวิธีนี้ในการทำภาพครูจำเรียง ขั้นตอนโดยย่อก็คือผมได้กะตำแหน่งของภาพเก่าและภาพใหม่ที่จะให้ซ้อนกันตามที่ต้องการ แล้วอัดรูปทั้ง ๒ ทีละรูป ลงบนกระดานแผ่นเดียวกัน ฟังดูไม่ยากนัก แต่กว่าจะสำเร็จได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร ในขณะทดลองอยู่นั้นผมได้ทดลองทั้งแบบที่ทำให้ภาพเก่าและภาพปัจจุบันคมชัดเหมือนกัน และแบบที่ให้ชัดเฉพาะภาพในปัจจุบัน แต่ทำให้ภาพเก่าไม่คมชัด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว อย่างหลังให้ผลที่ดีกว่า เพราะผมต้องการเน้นภาพถ่ายครูจำเรียงเป็นหลัก ส่วนภาพเก่าเป็นส่วนประกอบที่ช่วยส่งเสริมให้บรรลุตามแนวความคิดที่ตั้งไว้และทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้นครับ

    แม้ว่าทุกวันนี้ครูจำเรียง พุธประดับ จะมีวัยล่วงเข้า ๘๕ ปี และมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงนัก แต่ท่านก็ยังมีจิตใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรักและหวงแหนนาฏศิลป์ไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย และยังสู้อุตส่าห์อุทิศตนถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนนาฏศิลป์รุ่นหลานด้วย ความหวังอันเต็มเปี่ยมว่าในวันหนึ่ง เขาเหล่านั้นจะเป็นผู้รับหน้าที่ส่งต่อมรดกอันล้ำค่าชิ้นนี้ไปยังลูกหลานไทยในอนาคตอย่างถูกต้องและยั่งยืน

     

  • นายฉิ้น อรมุต

    นายฉิ้น อรมุต

    นายฉิ้น อรมุต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) พุทธศักราช ๒๕๓๒
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ของประเทศไทยที่สำคัญและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงมาเป็นเวลาช้านาน แต่ในปัจจุบันนี้ อนาคตของหนังตะลุง กำลังตกอยู่ในอันตราย เนื่องจากถูกความบันเทิงในรูปแบบใหม่ๆ อันหลากหลาย เข้ามาแย่งความสนใจจากผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ๆ ไปเป็นอันมาก ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอันน่าวิตกนี้ ยังคงมีนายหนังตะลุงหลายท่านที่พยายามรักษาศิลปะการแสดงเก่าแก่นี้เอาไว้อย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งหวังที่จะสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษนี้ไปถึงชั่วลูกชั่วหลานให้ได้ หนึ่งในท่านเหล่านั้นก็คือนายฉิ้น อรมุต ผู้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของคนทั่วภาคใต้ในนาม “หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์”

    หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๔ ที่จังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดธรรมโฆษณ์ เมื่อปี ๒๔๘๖ และได้อุปสมบทเมื่อปี ๒๔๙๖ อยู่ ๑ พรรษา จนสอบได้นักธรรมตรี

    ตั้งแต่วัยเด็ก หนังฉิ้นมีความรักในการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณคดีหนังสือธรรมะ และ วรรณกรรมอมตะของนักประพันธ์ชั้นเยี่ยมของไทยเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้เป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านมีความชอบเป็นพิเศษ ก็คือหนังตะลุงนั่นเอง ถึงขั้นประดิษฐ์ตัวหนังด้วยกระดาษแล้วเอามาเล่นในหมู่เพื่อนฝูง แต่ก็ถูกบิดาห้ามปรามไม่ให้เล่น และนำตัวหนังเหล่านั้นไปเผาจนหมดสิ้น แม้กระนั้นก็ดี หนังฉิ้นก็หาได้ละความชอบในหนังตะลุงลงแม้แต่น้อย โดยได้สร้างตัวหนังขึ้นใหม่ และแอบไปเล่นที่กุฏิพระในวัดธรรมโฆษณ์ใกล้บ้าน จนชาวบ้านที่ไปวัดเห็นเข้า และพากันออกปากชมว่า หนังฉิ้นมีแววจะต้องได้เป็นนายหนังตะลุงในอนาคตอย่างแน่นอน

    เมื่อบิดาทราบเรื่องที่หนังฉิ้นได้แอบไปเล่นหนังตะลุงอีก และเห็นแล้วว่าท่านมีความรักและความพยายามอย่างจริงจังยากที่จะขัดขวางได้ จึงหันมายอมรับ และให้การสนับสนุนภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหนังฉิ้นจะต้องตั้งใจเรียน และจดจำกลอนที่บิดาผู้ซึ่งมีความสามารถในทางการแต่งกลอนเป็นพิเศษ สอนให้ ซึ่งหนังฉิ้นก็ตั้งอกตั้งใจเล่าเรียนและท่องจำกลอนของบิดาทุกวันจนสามารถจำได้อย่างขึ้นใจมากมาย และยังคงเล่าเรียนต่อเนื่องจนบิดาจากไปด้วยวัยชรา

    หลังจากบิดาถึงแก่กรรมแล้ว หนังฉิ้นได้พยายามขวนขวายหาความรู้ทางด้านการแสดงหนังตะลุงโดยการติดตามไปดูหนังตะลุงคณะต่างๆ ทั้งหน้าโรงและหลังโรงในทุกโอกาสที่จะทำได้ และพยายามจดจำแบบอย่างที่เห็นว่าดี นำกลับมาฝึกฝนเองทีละเล็กทีละน้อย จนพัฒนาความสามารถขึ้นโดยลำดับ นายหนังตะลุงที่หนังฉิ้นศรัทธาในความสามารถและยึดถือเป็นแบบอย่างเป็นพิเศษมี ๒ ท่านคือ หนังขับ บ้านดีหลวง นายหนังอาวุโสผู้มีความสามารถสูงจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนลอยฟ้าโพยมหน ซึ่งหนังฉิ้นได้ไปขอให้เป็นนายหนังขึ้นครู และได้รับการถ่ายทอดความรู้มาอย่างมากมาย และอีกท่านหนึ่งคือ หนังกั้น ทองหล่อ (ศิลปินแห่งชาติ ปี ๒๕๒๙) ซึ่งหนังฉิ้นก็ได้ไปฝากตนเป็นศิษย์เช่นกัน

    ในระยะเริ่มต้น หนังฉิ้นได้รับการสนับสนุนจากพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระพุ่ม และพระครูธรรมโฆษิต (คง โกกนุตโต) ผู้ซึ่งได้ร่วมกันสร้างเครื่องหนังตะลุงพร้อมเครื่องดนตรีประกอบให้อย่างครบชุด แล้วเริ่มต้นการแสดงด้วยการจดจำเรื่องราวหนังตะลุงที่เคยได้เห็นมา นำมาเล่นให้ชาวบ้านที่มาช่วยงานวัดดู เมื่อเล่นบ่อยๆ เข้า ก็สามารถจับจุดการสร้างเรื่องได้ ต่อมาจึงได้ลองแต่งเรื่องเองบ้างซึ่งก็สามารถทำได้อย่างดีเด่น จากนั้นมา หนังฉิ้นก็ได้เขียนบทหนังตะลุงเอง จนมีผลงานที่แต่งเรื่องเองและนำออกแสดงมากมาย หนังฉิ้น ได้ยึดถือแนวทางในการเขียนบทหนังตะลุงตามแบบอย่างโบราณ ซึ่งเน้นการเปิดเรื่องและดำเนินเรื่องด้วยกลอนอันแตกต่างกับการเขียนบทของนักเขียนบทรุ่นใหม่ที่นิยมการบรรยายแบบละคร นอกจากนั้น หนังฉิ้นยังฝึกฝนการว่ากลอนสดจนสามารถดำเนินเรื่องอย่างสดๆ ไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยไหวพริบและปฏิภาณอันเป็นเลิศ

    หนังฉิ้นได้สร้างตนเองจากนายหนังสมัครเล่นในระยะเริ่มต้น สู่การเป็นนายหนังตะลุงผู้มีชื่อเสียงไปทั่วภาคใต้อย่างเต็มภาคภูมิด้วยความสามารถรอบด้านในการแสดง ตั้งแต่การวางเค้าโครงเรื่องที่สนุกน่าสนใจ การใช้ถ้อยคำและภาษาที่งดงาม เข้าใจง่าย ในทุกบทบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเรื่องราวที่ส่งเสริมศีลธรรมและคุณธรรมอันดีงามมาสอดแทรกในการแสดงได้อย่างแนบเนียน และแม้กระทั่งบทตลกซึ่งเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของหนังตะลุง หนังฉิ้นก็สามารถสร้างความขบขันและสนุกสนานให้กับผู้ชมได้โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำที่สกปรกหรือหยาบคาย นอกจากความสามารถในการแสดง และการเขียนบทหนังแล้ว หนังฉิ้นยังได้ฝึกฝนการสร้างตัวหนังด้วยตนเอง จนในระยะหลัง ได้สร้างตัวหนังของตนเองเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

    หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ มีประสบการณ์ในการเล่นหนังตะลุงมาเป็นเวลายาวนาน ท่านได้ออกตระเวนเล่นหนังทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย ตลอดจนเล่นแพร่ภาพทางโทรทัศน์วิทยุมาโดยตลอด ที่สำคัญที่สุด คือการได้เล่นหนังตะลุงถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตร ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อปี ๒๕๑๗ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้พระราชทานนามคณะหนังตะลุงของหนังฉิ้นว่า “หนังอรรถโฆษิต” อันหมายถึงคณะหนังตะลุงที่ประกาศความดี ยังความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจแก่หนังฉิ้นเป็นล้นพ้น

    เมื่อหนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในวิชาชีพแล้ว ท่านก็ได้ใช้ความสามารถและศักยภาพของความเป็นนายหนังตะลุงยอดนิยม ช่วยเหลืองานทางสังคมต่างๆ ฐานะสื่อที่ช่วยเผยแพร่ข่าวสารและเสริมสร้างศีลธรรมอันดีงามในสังคม ส่วนในด้านการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหนังตะลุงนั้น ท่านก็ได้ทำการบันทึกการแสดงเอาไว้ทั้งที่เป็นภาพถ่าย เทปบันทึกเสียง และเทปบันทึกภาพ ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด แล้วนำไปมอบให้เป็นสมบัติของศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา วิทยาลัยครูสงขลา เพื่อให้เป็นข้อมูลและหลักฐานสำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาค้นคว้าได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังได้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ที่สนใจและเป็นวิทยากรรับเชิญในหลายโอกาส

    จากประวัติการทำงานอันดีเด่นทำให้หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ ได้รับการประกาศให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ และในปีเดียวกันนั้นเอง ท่านก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) นับเป็นนายหนังตะลุงคนที่ ๒ ที่ได้รับเกียรติยศนี้ ซึ่งท่านแรกก็คือหนังกั้น ทองหล่อ ครูของท่านเองผู้ล่วงลับไปก่อนแล้ว

    อันที่จริง ผมได้เดินทางไปถ่ายภาพหนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เดินทางล่องใต้เพื่อตระเวนถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา แต่เหตุที่นำภาพของท่านมาเสนอล่าช้าก็เนื่องจากว่าเมื่อคราวที่ผมไปถ่ายภาพนั้น ไม่ใช่ช่วงที่ท่านกำลังแสดงหนังตะลุงอยู่ ดังนั้น อุปกรณ์ต่างๆ ที่โรงหนังตะลุงของท่านทั้งฉาก และตัวหนังก็จึงไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมแสดง ผมจึงทำได้เพียงถ่ายภาพตัวท่านเอาไว้ โดยตั้งใจว่าจะหาตัวหนังตะลุงมาจัดฉากถ่ายภาพในสตูดิโอของผมเองแล้วนำมาซ้อนกับภาพศิลปินในภายหลังด้วยวิธีการเดียวกันกับกรณีของ ครูจำเรียง พุธประดับที่เคยอธิบายเอาไว้ในฉบับที่แล้ว นอกจากหนังฉิ้นแล้ว ยังมีหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง และหนังอิ่ม จิตภักดี ที่จะต้องใช้วิธีการเดียวกันนี้เช่นกัน ในครั้งนั้น ผมไม่มีเวลาพอที่จะหาซื้อตัวหนังดีๆ ที่จะนำมาถ่ายภาพได้ จึงได้ฝากเพื่อนที่เป็นคนนครศรีธรรมราชให้ช่วยเสาะแสวงหาตัวหนังดีๆ ชนิดที่นายหนังตะลุงใช้เล่นกันจริงๆ มาให้ ซึ่งเขาก็ได้ไปถึงแหล่งผลิต และซื้อตัวหนังอันงดงามมาให้ผม ๕ ตัว หลังจากเวลาผ่านไปปีเศษ ผมก็เพิ่งได้มาจัดฉากหนังตะลุงเพื่อนำมาใช้ในภาพนายหนังทั้ง ๓ ท่านนี้

    ผมพยายามที่จะถ่ายภาพนายหนังทั้ง ๓ ท่านให้ดูแตกต่างกันโดยยึดถือบุคลิกลักษณะและจุดเด่นของนายหนังทั้ง ๓ ท่านเป็นสำคัญ ในกรณีของหนังฉิ้นนี้ ผมจัดอารมณ์ของภาพท่านให้ดูขรึมๆ ตามบุคลิกภาพของท่านในสายตาของผม ในเรื่องการจัดแสงเมื่อตอนถ่ายภาพท่านนั้น ผมก็ได้พยายามเลียนแบบแสงไฟที่ใช้ฉายตัวหนังด้านหลังจอหนังตะลุง โดยเป็นไฟที่ส่องมาจากมุมที่ค่อนข้างต่ำ และเมื่อนำมาประกอบเข้ากับตัวหนังที่ถ่ายทีหลัง ก็ได้ภาพออกมาดังที่ท่านได้เห็นนี้ มีหลายคนติงผมว่าภาพนี้ดูออกจะน่ากลัวไปหน่อย ซึ่งอาจเป็นด้วยลักษณะของแสง และเนื้อหาในภาพ แต่ผมมองว่าภาพนี้ให้ความรู้สึกตามที่ผมตั้งใจไว้แต่แรก อันเป็นมุมมองของผมเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็เป็นได้ครับ

    ในปัจจุบัน แม้หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ จะมีอายุย่างเข้าปีที่ ๗๐ แล้ว แต่ท่านก็ยังคงเป็นนายหนังผู้เป็นที่ยอมรับนับถือในคุณธรรมและความสามารถอย่างไม่เสื่อมคลาย และยังคงมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหนังตะลุงตามแบบฉบับดั้งเดิม อันเปรียบเสมือนชีวิตจิตใจของท่านให้คงอยู่สืบไปชั่วกาลนาน

  • ขวัญจิต ศรีประจันต์

    ขวัญจิต ศรีประจันต์

    นางเกลียว เสร็จกิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน-อีแซว) พุทธศักราช ๒๕๓๙
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อกล่าวถึงชื่อ “แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์” ท่านผู้อ่านที่มีความนิยมชมชอบในเพลงลูกทุ่ง และเพลงพื้นบ้าน คงจะทราบดีกันดีว่า ท่านผู้นี้เป็นยอดศิลปินผู้มีผลงานและความสามารถหลายด้าน ที่โดดเด่นเป็นพิเศษจนทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ก็คือการเป็นแม่เพลงอีแซว ผู้มีปฏิภาณเป็นเลิศ ยากที่จะหาผู้ทัดเทียมได้ในยุคปัจจุบัน

    แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ มีนามจริงว่า นางเกลียว เสร็จกิจ เกิดเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๐ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ที่มีความสนใจทางด้านการร้องเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ขณะที่อายุประมาณ ๑๕ ปี โดยมีความชื่นชม และเฝ้าติดตามการขับร้องเพลงของแม่บัวผัน จันทร์ศรี (ศิลปินแห่งชาติ) และ ครูไสว วงษ์งาม อย่างใกล้ชิดและในที่สุดก็ได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อฝึกฝนการขับร้องเพลงกับครูเพลงทั้ง ๒ ท่าน ด้วยความเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในทางการขับร้อง กอปรด้วยความมีไหวพริบปฏิภาณ และน้ำเสียงอันเป็นเลิศ อีกทั้งมีความมานะพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ทำให้แม่ขวัญจิตสามารถเรียนรู้วิธีการขับร้องเพลงพื้นบ้านประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลงอีแซว จากแม่บัวผัน และเพลงแนวผู้ชายจากครูไสวได้เป็นอย่างดีภายในระยะเวลาไม่นาน

    แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ไม่เพียงมีความสามารถในด้านการขับร้องเพลงพื้นบ้านเท่านั้น หากท่านยังมีความสามารถในการแต่งเพลงอีแซวได้อย่างเป็นเลิศอีกด้วย เนื่องจากท่านมีความรักในด้านการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรณคดีไทยเป็นพิเศษ จึงสามารถจดจำลีลาการประพันธ์และเค้าโครงเรื่องเหล่านั้นมาประพันธ์เป็นเพลงอีแซวได้อย่างไพเราะงดงาม

    แม่ขวัญจิตได้ออกตระเวนเล่นเพลงอีแซวเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และหาความรู้กับครูเพลงพื้นบ้านอีกหลายท่านทำให้ความสามารถของท่านพัฒนาขึ้นโดยลำดับจนเริ่มมีชื่อเสียง จากนั้นในช่วงประมาณปี ๒๕๑๐ ก็ได้หันไปสนใจการขับร้องเพลงลูกทุ่ง โดยได้เข้าเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งในวงดนตรีของครูจำรัส สุวคนธ์ และวงดนตรีของ ครูไวพจน์ เพชรสุพรรณ ตามลำดับจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เพลงลูกทุ่งที่ร้องอัดแผ่นเสียงเป็นเพลงแรกคือ เพลงเบื่อสมบัติ ตามด้วยเพลงดังอื่นๆ เช่น ลาน้องไปเวียดนาม ขวัญใจคนจน แม่ครัวตัวอย่าง ฯลฯ จากนั้นก็ได้แต่งเพลงเองอันได้แก่เพลง กับข้าวเพชฌฆาต น้ำตาดอกคำใต้ สาวสุพรรณ เป็นต้น เมื่อประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางแล้ว ก็ได้จัดตั้งวงดนตรีลูกทุ่งของตนเองขึ้น โดยใช้ชื่อว่าวงขวัญจิต ศรีประจันต์ ซึ่งท่านได้นำเอาระบบแสง สี เสียง อันทันสมัยน่าตื่นตาตื่นใจมาใช้ในการแสดง อีกทั้งได้ประยุกต์เพลงอีแซว มาผสมผสานเข้ากับเพลงลูกทุ่งได้อย่างกลมกลืมทำให้ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

    แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวงการเพลงลูกทุ่งจนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๖ จึงได้ยุบวงแล้วหันกลับไปฟื้นฟูเพลงอีกแซวอีกครั้ง โดยในการกลับมาครั้งนั้น ท่านได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านแขนงนี้อย่างจริงจัง โดยนอกจากการแสดงแล้ว ท่านยังอุทิศตนในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยได้ไปบรรยายและสาธิตการแสดงเพลงพื้นบ้านในสถานศึกษาต่างๆ ตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย และยังคงปฏิบัติเช่นนี้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    ผลงานการขับร้องเพลงด้านต่างๆ ของแม่ขวัญจิต ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกมากมาย แบ่งออกเป็นเพลงหลายประเภทดังนี้

    ประเภทเพลงลูกทุ่ง ได้แก่ เพลงเศรษฐีสุพรรณ ก็นั่นนะซิ วุ้ยว้าย นางครวญ อ้อมอก เจ้าพระยา อายบาปอายบุญ ปิดทองพระ แห่ผ้าป่า แฟนหนังเร่ เสียงครวญจากชาวประชา ชวนน้องกลับอีสาน กับข้าวเพชฌฆาต ฯลฯ

    ประเภทเพลงพื้นบ้าน ได้แก่ เพลงชุดปัญหาหัวใจ อานิสงส์ทอดกฐิน ประเพณีไทย น้ำตาหมอนวด ประวัติเมืองสุพรรณ อีแซวประยุกต์ พระมาลัยโปรดนรก พระคุณพ่อแม่ อานิสงส์บรรพชา ประเพณีแต่งงาน เต้นกำรำเคียวเกี่ยวมดตะนอย ฯลฯ

    ประเภทเพลงแหล่ ได้แก่ แหล่มัทรีเดินดง แหล่ประวัตินาค แหล่กัญหาชาลี แหล่ทำขวัญนาค แหล่ถาม-ตอบพิธีแต่งขันหมาก แหล่ถาม-ตอบเรื่องการแต่งาน ฯลฯ

    จากความสามารถและความทุ่มเททั้งกายและใจในวิชาชีพ ทำให้แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ได้รับรางวัลและเกียรติคุณต่างๆ หลายประการ ได้แก่

    – ได้รับการคัดเลือกเป็นสื่อพื้นบ้านดีเด่น ของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคกลางและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติด เมื่อปี ๒๕๓๓

    – ได้รับพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติ ศิลปินเพลงลูกทุ่งดีเด่น จากงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยภาค ๒ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อ ปี ๒๕๓๔

    – ได้รับโล่เกียรติคุณ ในฐานะนักร้องลูกทุ่งดีเด่น ของจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ ปี ๒๕๓๖ เป็นต้น

    นอกจากจะเป็นศิลปินเพลงพื้นบ้านและเพลงลูกทุ่งที่มีความสามารถสูงยิ่งแล้ว แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ยังเป็นผู้ที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรมอย่างน่าสรรเสริญ ตลอดชีวิตของการเป็นนักร้องเพลงพื้นบ้านและเพลงลูกทุ่ง ท่านได้อุทิศตนช่วยเหลืองานบุญงานกุศลต่างๆ มิเคยว่างเว้นทั้งงานราษฎร์ และงานหลวง อาทิ การช่วยรณรงค์เพื่อปราบปรามยาเสพย์ติด การรณรงค์ในเรื่องปัญหาโรคเอดส์ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาต่างๆ และการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จากผลงานและเกียรติคุณดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน-อีแซว) เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๓๙

    จักรกฤษณ์และผมเดินทางไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่รวมแห่งศิลปินแห่งชาติหลายท่านอีกครั้ง เพื่อถ่ายภาพแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ หลังจากที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน แต่ไม่พบท่าน เพราะในครั้งนั้นผมได้นัดอาไว้ล่วงหน้า

    ขณะที่ไปถึงภาพแรกที่ผมมองเห็นก็คือมีเด็กนักเรียนเล็กๆ ทั้งหญิงชายกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงโดยมีแม่ขวัญจิตนั่งอยู่ตรงกลางที่ลานใต้ถุนบ้านทรงไทยเพื่อสอนการขับร้องเพลงอีแซวอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อเห็นผมเดินเข้ามา แม่ขวัญจิตก็ได้อนุญาตให้ผมเดินดูบริเวณโดยรอบบ้านทั้งด้านนอกและด้านในเพื่อเลือกมุมถ่ายภาพได้ตามความพอใจ ในตอนแรก ผมได้เลือกมุมหนึ่งที่ชั้นบนของบ้านที่มีฝาไม้ประกบเป็นฉากหลังเพื่อถ่ายภาพ โดยจัดไฟที่เตรียมมาตามปกติ และได้ถ่ายภาพชุดแรกที่จุดนี้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ถูกใจนักกับมุมดังกล่าวเนื่องจากดูทึบทึม และไม่มีสิ่งประกอบที่น่าสนใจเท่าที่ควร ดังนั้น เมื่อเสร็จแล้วผมจึงขออนุญาตถ่ายภาพแม่ขวัญจิตอีกชุดหนึ่งในสวนอันร่มรื่นของท่าน โดยอาศัยเพียงแสงธรรมชาติเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างภาพทั้ง ๒ ชุดแล้ว ภาพในสวนดูจะให้ความรู้สึกที่สดชื่นกว่า แลดูเย็นตาและน่าสบายใจ ผมจึงตัดสินใจเลือกภาพดังกล่าวมาเป็นภาพหลักของฉบับนี้ครับ

    แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ นับเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ที่มีทั้งความสามารถในด้านเพลงพื้นบ้านอย่างลึกซึ้ง และเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมผู้ได้บำเพ็ญประโยชน์เป็นอเนกประการต่อสังคม นับเป็นศิลปินที่ชาวสุพรรณบุรีภาคภูมิใจที่สุดท่านหนึ่ง

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนแพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • สวลี ผกาพันธุ์

    สวลี ผกาพันธุ์

    นางเชอร์รี่ เศวตนันทน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) พุทธศักราช ๒๕๓๒
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของ คุณเชอร์รี่ เศวตนันทน์ ในฉบับนี้ มีเรื่องที่ท่านผู้รู้ทักท้วงมาว่า ผมได้ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดบางประการในฉบับที่ผมเขียนเล่าเรื่องราวของ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ในคอลัมน์นี้ และเมื่อผมได้ตรวจสอบดูแล้วก็ปรากฏว่าเกิดความผิดพลาดจริง กล่าวคือ ผมได้เขียนว่า คุณสุเทพ วงศ์กำแหง เป็นนักร้องท่านแรกที่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งอันที่จริงต้องกล่าวว่าท่านเป็นนักร้องชายท่านแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ส่วนนักร้องท่านแรกที่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติก็คือ คุณเชอร์รี่ เศวตนันทน์ หรือที่เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในนาม “สวลี ผกาพันธุ์” ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติเมื่อปี ๒๕๓๒ ส่วนคุณสุเทพนั้นได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติในปีถัดมาคือปี ๒๕๓๓ จึงขออภัยท่านผู้อ่านตลอดจนท่านผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

    คุณเชอร์รี่ เศวตนันทน์ หรือ คุณสวลี ผกาพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๔ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม เมื่อปี ๒๔๙๐ จากนั้นได้เรียนต่อเพิ่มเติมทางด้านชวเลข และพิมพ์ดีด เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ได้เข้าทำงานเป็นเสมียนพิมพ์ดีดอยู่ที่เทศบาลนครกรุงเทพ และบริษัทสหไทยวัฒนา ตามลำดับ

    ความสนใจทางด้านการขับร้องและดนตรีของคุณสวลีนั้นเริ่มมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม และด้วยความที่เป็นผู้มีน้ำเสียงดี จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำในการร้องเพลงชาติทุกวัน ต่อมาในปี ๒๔๙๑ ขณะที่อายุได้ ๑๗ ปี และกำลังทำงานอยู่ที่บริษัทสหไทยวัฒนานั้น คุณมยุรี จันทร์เรือง ซึ่งเป็นครูสอนวิชาขับร้องอยู่ที่โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม ได้ชวนไปชมการฝึกซ้อมละครของคณะผกาวลี ซึ่งเป็นคณะละครของญาติท่าน ทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับ ครูลัดดา สารตายน (ศิลปะบรรเลง) ซึ่งเป็นผู้ฝึกซ้อมและกำกับการแสดงละครของคณะนั้น ครูมยุรีได้เล่าให้ครูลัดดาฟังว่าคุณสวลีสามารถร้องเพลงได้ดี ซึ่งครูลัดดาก็เกิดความสนใจ จึงลองให้คุณสวลีร้องเพลงเพื่อทดสอบเสียงดู โดยให้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน ปรากฏว่าคุณสวลีได้แสดงความสามารถเป็นที่พอใจของครูลัดดา ครูลัดดาจึงได้ชักชวนให้มาร้องเพลงสลับฉากละครในตอนเย็นหลังเลิกงาน โดยเพลงที่คุณสวลีขึ้นเวทีร้องเป็นเพลงแรกในชีวิตมีชื่อว่าเพลง “หวานรื่น” ผลงานเพลงของครูประสิทธิ์ ศิลปะบรรเลง โดยร้องคู่กับคุณวลิต สนธิรัตน์ ในวันนั้น นอกจากจะเป็นวันที่เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักร้องแล้ว ยังเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ เป็นวันที่ครูลัดดาได้ตั้งชื่อให้ท่านใช้ในการแสดงว่า “สวลี “ อีกด้วย (ส่วนนามสกุล “ผกาพันธุ์” นั้น คุณสด กูรมะโรหิต เป็นผู้ตั้งให้ในเวลาต่อมา) จากนั้นมา คุณสวลีก็ได้มีโอกาสร้องเพลงสลับฉากเพิ่มขึ้น และยังได้เริ่มแสดงเป็นตัวประกอบในละครของคณะผกาวลีโดยมีบทพูดเล็กๆ น้อยๆ และร้องเพลงในเรื่องด้วย

    เมื่องานการขับร้องเพลงและการแสดงละครมีมากขึ้น คุณสวลีจึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาทำงานด้านการบันเทิงอย่างเต็มตัว และไม่นานต่อมา ท่านก็ได้รับบทนางเอกเป็นครั้งแรกในการแสดงละครเรื่อง “ความพยาบาท” ทำให้นาม สวลี ผกาพันธุ์ นี้ เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป จากนั้นมา ท่านก็ได้แสดงเป็นนางเอกละครอีกหลายเรื่องจนคณะผกาวลีเลิกกิจการลง จึงได้ย้ายไปแสดงอยู่กับคณะอัศวินการละคร โดยเริ่มงานด้วยการแสดงเป็นนางเอกเรื่อง “มโนราห์” ซึ่งมี คุณสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ เป็นพระเอก และยังได้แสดงละครเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ละครเรื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็คือเรื่อง “บ้านทรายทอง” บทประพันธ์อมตะตลอดกาลของ ก.สุรางคนางค์ที่ต่อมาได้มีผู้นำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์อีกหลายครั้ง โดยคุณสวลีนับเป็นผู้ที่ได้รับบทเป็น “พจมาน” คนแรก ในครั้งนั้น คุณสวลีได้ร้องเพลง “หากรู้สักนิด” ผลงานการประพันธ์ของหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ จนเป็นเพลงที่โด่งดัง และได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากการแสดงกับคณะอัศวินการละครแล้ว คุณสวลียังได้ร่วมแสดงกับคณะเทพศิลป์ และคณะศิวารมย์เป็นครั้งคราวอีกด้วย

    หลังจากที่ได้แสดงละครกับคณะละครต่างๆ มาแล้วหลายคณะ คุณสวลีจึงได้ร่วมกับ คุณอดีศักดิ์ เศวตนันทน์ ผู้สามี ตั้งคณะละครชื่อ “ชื่นชุมนุมศิลปิน” ขึ้นซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอันดี จนกระทั่งถึงยุคที่ละครเวทีซบเซาลงโดยมีภาพยนตร์เข้ามาแทนที่ ท่านจึงยุติการแสดงละครเวทีไปโดยปริยาย ต่อมาคุณ ส.อาสนจินดา ได้เริ่มสร้างภาพยนตร์ขึ้น โดยชักชวนสมัครพรรคพวกที่เคยร่วมงานละครเวทีกันมาก่อนรวมทั้งคุณสวลีด้วย มาแสดงภาพยนตร์ของท่าน ซึ่งคุณสวลีก็ได้รับบทเป็นนางเอกอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ได้มีโอกาสพากย์ภาพยนตร์ด้วย และเมื่อว่างจากงานแสดงและงานพากย์ ท่านก็ได้เริ่มร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียง ผลงานการร้องเพลงที่ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในยุคนั้นของท่านได้แก่เพลงลมหวน โรครัก หน้าชื่นอกตรม และ รักมีกรรม เป็นต้น

    ครั้นเมื่อมีการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม อันเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยขึ้นเมื่อปี ๒๔๙๘ คณะชื่นชุมนุมศิลปินก็ได้เข้ามาจัดรายการโทรทัศน์เป็นคณะแรก โดยเริ่มต้นด้วยการจัดรายการเพลง โดยมี ครูสมาน กาญจนผลิน เป็นผู้ควบคุมวง และมีนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คุณชรินทร์ นันทนาคร คุณนริศ อารีย์ คุณพูลศรี เจริญพงษ์ คุณอดิเรก จันทร์เรือง รวมทั้ง คุณสวลี ผกาพันธุ์ มาร่วมรายการด้วย และเมื่อคณะชื่นชุมนุมศิลปินเริ่มสร้างละครโทรทัศน์ขึ้น คุณสวลีก็ได้เป็นกำลังสำคัญท่านหนึ่งที่ได้ทำให้ละครโทรทัศน์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้พากย์ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์เป็นคนแรกคือเรื่องแลสซี่อีกด้วย ในขณะเดียวกัน คุณ

    สวลีก็ยังมีงานขับร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงควบคู่ไปด้วย โดยมีทั้งเพลงที่ร้องเดี่ยว และร้องคู่ โดยเพลงที่ร้องคู่ส่วนใหญ่จะร้องคู่กับ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง เป็นหลัก ส่วนที่ร้องกับคนอื่นๆ ก็มี เช่น คุณชรินทร์ นันทนาคร คุณนริศ อารีย์ คุณชาญ เย็นแข และ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เป็นต้น

    คุณสวลี ผกาพันธุ์ มีผลงานการขับร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงมากมายกว่า ๑,๕๐๐ เพลง ในจำนวนนี้มีมากมายหลายเพลงที่ได้รับความสำเร็จสูงสุด และยังคงอยู่ในความนิยมมาตราบจนทุกวันนี้ อาทิ เพลงลมหวน เมื่อวานนี้ หนึ่งในร้อย ระฆังทอง ดวงใจ จำเลยรัก ฟ้ามิอาจกั้น ฆ่าฉันให้ตายดีกว่า ใครหนอ หนีรัก เดือนดารา ฯลฯ และด้วยน้ำเสียงและความสามารถอันเป็นเลิศ ทำให้ท่านได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานถึง ๔ ครั้ง อันนับเป็นนักร้องหญิงที่ได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำมากที่สุด

    นอกจากงานคุณภาพด้านต่างๆ อันมากมายที่ได้กล่าวมาแล้ว คุณสวลี ผกาพันธุ์ ยังได้ร่วมขับร้องเพลงเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมการกุศลขององค์กรต่างๆ ตลอดจนการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติราชการชายแดน ในยามที่บ้านเมืองประสบกับภัยคุกคามจากศัตรูของชาติตลอดมา จากเกียรติประวัติอันดีเด่นทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ท่านเป็นนักร้องคนแรกที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๒

    หากท่านผู้อ่านสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าการถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติของผมในระยะแรกๆ เกือบจะไม่มีภาพศิลปินที่เป็นนักร้องเลย แต่มาในช่วงหลังๆ นี้ จะเห็นภาพหลายท่านตั้งแต่ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คุณชรินทร์ นันทนาคร คุณรวงทอง ทองลั่นธม คุณชินกร ไกรลาศ คุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ และ คุณผ่องศรี วรนุช เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องมาจากเหตุผลสำคัญก็คือการถ่ายภาพศิลปินที่เป็นนักร้องนั้น ค่อนข้างที่จะยากแก่การถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่แสดงถึงวิชาชีพของแต่ละท่านอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากศิลปินแขนงอื่นๆ หลายแขนงที่มีผลงานเป็นรูปธรรมอันมองเห็นและจับต้องได้ เช่นจิตรกรก็มีผลงานภาพวาด ประติมากรก็มีผลงานเป็นรูปปั้น หรือมิเช่นนั้นก็อาจมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ประกอบ เช่น นักดนตรีที่มีเครื่องดนตรีอันหลากหลายตามความชำนาญของแต่ละท่านเป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้เลือกถ่ายภาพศิลปินท่านที่ผมคิดแนวทางของภาพที่จะถ่ายได้โดยสะดวกก่อน เพื่อให้งานในช่วงต้นดำเนินไปอย่างไม่ติดขัด แต่เมื่อได้ทำงานที่ไม่ยากดังกล่าวผ่านไปจนเกือบหมดแล้ว ก็ต้องกลับมาคิดอ่านรูปแบบที่จะถ่ายภาพนักร้องหลายๆ ท่านอันเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผมในช่วงท้ายนี้ ทำให้การถ่ายภาพ คุณสวลี ผกาพันธุ์ ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ เนิ่นช้าออกมาถึงบัดนี้

    เมื่อผมโทรศัพท์ไปเพื่อขอถ่ายภาพคุณสวลีนั้น เพียงผมได้แนะนำชื่อ และนามสกุลของผมให้ท่านทราบโดยยังไม่ได้เรียนถึงวัตถุประสงค์ที่โทร.มา คุณสวลีก็ได้กล่าวในทันทีว่าติดตามคอลัมน์คนในภาพถ่ายนี้มาโดยตลอด และได้พูดเป็นเชิงตัดพ้อเล่นๆ ว่า คิดว่าจะไม่มาถ่ายเสียแล้ว เพราะเห็นว่าผมได้ถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติมากมายหลายท่านจนถึงรุ่นปีหลังๆ นี้แล้ว ผมจึงได้เรียนถึงเหตุผลดังกล่าวข้างต้นให้ท่านทราบ ซึ่งท่านก็ไม่ได้ติดใจแต่ประการใด และกรุณานัดวันให้ผมในทันทีโดยท่านกล่าวว่าสะดวกที่จะมาถ่ายภาพที่สตูดิโอของผมมากกว่าจะให้ไปถ่ายที่บ้าน เนื่องจากกำลังมีการก่อสร้างต่อเติมบ้านอยู่ในขณะนั้น

    สำหรับการถ่ายภาพนี้ ผมตั้งใจที่จะแสดงถึงบุคลิกภาพอันสง่างามของนักร้องและนักแสดงคนสำคัญของชาติท่านนี้ ให้เห็นว่าแม้ท่านจะมีอายุถึง ๗๐ ปีแล้ว ก็ยังคงความสง่างามไม่สร่างซา ผมถ่ายภาพคุณสวลีในระยะค่อนข้างใกล้ และจัดให้หันด้านข้างประมาณ ๔๕ องศา มีผ้าบางๆ สีน้ำเงินเข้ม จัดให้ดูพลิ้วเพื่อเป็นฉากหลัง ในส่วนของการจัดแสงก็เป็นลักษณะแสงที่นุ่มนวล และใส่ซอฟท์เลนส์ช่วยทำให้ภาพไม่คมชัดเกินไป และก็เหมือนครั้งอื่นๆ ตามปกติที่ผมถ่ายภาพ คือจะให้ผู้ที่เป็นแบบค่อยๆ หันหน้าเปลี่ยนทิศทางไปทีละนิด แล้วถ่ายเก็บไว้ทุกมุมเพื่อที่จะนำมาเลือกมุมที่ดีที่สุด จนได้เป็นภาพนี้ออกมาให้ชมกันนี่แหละครับ

    ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าประสบการณ์ในการทำงานของ คุณสวลี ผกาพันธุ์ นั้น มีมากมายหลายด้าน และผลงานในวงการบันเทิงแต่ละด้านของท่านก็ล้วนแต่ดีเด่นและได้รับความนิยมอย่างสูงโดยทั่วไป จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าเหตุใดท่านจึงเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จถึงขีดสุดจนเป็นหนึ่งในทำเนียบแห่งศิลปินแห่งชาติของประเทศไทยเรานี้

    ขอขอบคุณ
    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ