Author: admin

  • วิธีทำเต้าหู้แข็ง

    วิธีทำเต้าหู้แข็ง

    ส่วนผสม

    ถั่วเหลือง 500 กรัม

    น้ำสะอาด 10 ถ้วย

    ดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    นำถั่วเหลืองมาเลือกเอากรวด เปลือก และฝุ่นผงออกไปล้าง แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมง ยีเอาเปลือกออก แล้วสงขึ้น ล้างอีกครั้งด้วยน้ำร้อน พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำถั่วเหลืองที่ได้ใส่เครื่องโม่หรือเครื่องปั่น ใส่น้ำให้ท่วมถั่ว บดจนถั่วละเอียด หลังจากนั้นนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง แยกเอากากออกไป แล้วนำน้ำถั่วเหลืองที่ได้ใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำที่เหลือทั้งหมด ยกขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด จึงยกลง จากนั้นหันมาเตรียมน้ำดีเกลือ โดยผสมดีเกลือกับน้ำสะอาดเล็กน้อย คนให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ เทน้ำดีเกลือลงในหม้อน้ำถั่วเหลืองต้มที่ยังร้อนอยู่ คนเบา ๆ น้ำถั่วเหลืองจะค่อย ๆ ข้นจนเหนียว นำไปเทใส่ผ้าขาวบางที่วางอยู่บนพิมพ์จนล้นพิมพ์เล็กน้อย ทบปลายผ้าขาวบาง ปิดทับด้านบนของถั่วเหลือง ทับด้วยของหนัก ๆ เพื่อทับให้น้ำออกจากถั่วเหลืองทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เปิดผ้าขาวบางออก ก็จะได้เต้าหู้แข็งสีขาวไว้ประกอบอาหาร

    เคล็ดลับในการทำเต้าหู้

    ** ถ้าต้องการทำเต้าหู้อ่อน ให้เพิ่มส่วนผสมของน้ำ เป็น 12 ถ้วย และลดปริมาณดีเกลือลงเหลือเพียง 1 /2 ช้อนโต๊ะ เท่านั้น วิธีทำอย่างอื่นเหมือนกัน **

    ** ถ้าต้องการทำเป็นเต้าหู้เหลือง ก็เพียงแต่ นำเต้าหู้ขาวที่ได้ ไปแช่ในน้ำเกลือ ชิมให้พอออกรสเค็ม อย่าให้เค็มจัด แล้วเอาไปต้มให้สุก จากนั้นนำเต้าหู้ที่ต้มเสร็จแล้ว ไปแช่ในน้ำที่ผสมกับขมิ้นผง ทิ้งไว้พอจับสีทั่ว จึงนำขึ้นมาผึ่งไว้ให้แห้ง **

    **เราสามารถเก็บเต้าหู้เอาไว้สำหรับทำอาหารได้หลาย ๆ วัน โดย นำเต้าหู้ (ชนิดใดก็ได้) มาแช่ในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว แช่น้ำให้ท่วมเต้าหู้ แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น วิธีนี้จะสามารถเก็บเต้าหู้ได้นานถึง 10 วัน **

  • ฝรั่งหยี

    ฝรั่งหยี

    ฝรั่งผลโตพอควรเลือกชนิดที่แก่จัด ๆ แต่อย่าให้สุก 10 ผล

    เกลือป่น 1/ 2 ถ้วย
    น้ำ 10 ถ้วย
    น้ำปูนใส

    1. ล้างฝรั่งให้สะอาด แล้วนำลงไปต้มในน้ำเดือดนาน 10 นาที ตักขึ้นมาล้างด้วยน้ำเย็นจัด ๆทันที จากนั้นแช่ทิ้งไว้ในน้ำเย็นสักครู่ แล้วย้ายไปแช่ในน้ำปูนใสอีกประมาณ 30 – 60 นาที จึงสงขึ้น ล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำไปใส่ในภาชนะสำหรับดอง

    2. ต้มเกลือป่น กับน้ำ ให้เดือด พักไว้ให้อุ่น แล้วเทใส่ภาชนะที่บรรจุฝรั่งเอาไว้ ปิดฝาให้สนิท ดองทิ้งไว้ 5 – 6 วัน (ถ้าน้ำดอกเป็นฝ้าขาว ให้เทออกมาอุ่นให้ร้อนแล้วกรอง จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำไปดองใหม่)

    3. เมื่อได้ฝรั่งดองมาแล้ว ก็ถึงกรรมวิธีการอบแห้ง เริ่มจากนำฝรั่งที่ดองแล้วมาผ่าครึ่ง ใช้ช้อนควักเอาเมล็ดออก ฝานเนื้อฝรั่งให้บางพอสมควร แล้วล้างด้วยน้ำอุ่น จากนั้นนำไปตากแดดหรืออบให้แห้ง ก่อนแห้งเล็กน้อยให้โรยด้วยน้ำตาลทรายเม็ดเล็กผสมเกลือ พริกป่น เท่านี้ก็จะได้ฝรั่งหยีแล้วค่ะ

  • ประหยัด พงษ์ดำ

    ประหยัด พงษ์ดำ

    ศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. ๒๕๔๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    ศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำ เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ที่จังหวัดสิงห์บุรี ปัจจุบันอายุ ๖๔ ปี ได้รับการศึกษาในระดับประถมที่โรงเรียนประชาบาลวัดกุฎีทอง จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนนาคประดิษฐ์วิทยาลัย และโรงเรียนสิงหวัฒนาพาหะตามลำดับ ความสนใจในศิลปะของท่านนั้นมีมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยท่านชอบวาดรูปเล่นเสมอๆ ในยามว่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปสัตว์ต่างๆ

    ดังนั้นท่านจึงให้ความสนใจกับวิชาศิลปะที่โรงเรียนมากเป็นพิเศษ ซึ่งส่งผลให้ท่านมีพื้นฐานทางศิลปะที่มั่นคง และสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่างได้เมื่อจบการศึกษาในระดับมัธยม ท่านได้ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่างเป็นเวลา ๒ ปี ก็สามารถสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ การเรียนของท่านดำเนินไปด้วยดีจนได้รับความไว้วางใจจากท่านศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรีให้ช่วยสอนวิชาพื้นฐานทางศิลปะในขณะที่ท่านยังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ ๕ และเมื่อท่านจบการศึกษาแล้ว ท่านก็ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่นั่นอย่างเต็มตัว ท่านได้ทำงานสอนอยู่ระยะหนึ่งก็สามารถสอบชิงทุนไปศึกษาศิลปะที่ประเทศอิตาลีได้ ด้วยพื้นฐานอันมั่นคงที่ได้รับมาเมื่อยังศึกษาอยู่ที่เมืองไทย และความความสามารถเฉพาะตัวในเชิงศิลปะ ตลอดจนผลงานอันโดดเด่นที่เป็นประจักษ์ของคณาจารย์ที่นั่น ศาสตราจารย์ประหยัดจึงได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเริ่มเรียนในชั้นปีที่ ๑ และ ๒ เหมือนคนอื่น แต่ให้ข้ามไปเรียนในชั้นปีที่ ๓ เลย ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการศึกษาท่านได้สร้างความประทับใจ เป็นที่ชื่นชมแก่คณาจารย์เป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถทำคะแนนสอบวิชาศิลปะดีเด่นและมีผลงานจำนวนมากที่ได้รับรางวัล ท่านสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรดังเดิมเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ หน้าที่การงานของท่านเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ตั้งแต่หัวหน้าภาควิชาศิลปภาพพิมพ์จนถึงตำแหน่งคณบดี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ระดับ ๑๐ นอกเหนือจากงานสอนศิลปะอันเป็นงานหลักแล้ว ศาสตราจารย์ประหยัดยังได้เป็นกรรมการและอนุกรรมการในทางวิชาการของทั้งภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาบันการศึกษาอื่นๆ หลายๆ แห่งเป็นประธานกรรมการและกรรมการตัดสินการประกวดศิลปกรรมที่สถาบันต่างๆ จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในทางศิลปะของภาครัฐและเอกชนหลายคณะ และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปภาพพิมพ์ในสถาบันการศึกษาอีกหลายแห่ง

    ศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำเกษียณอายุราชการเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ และแม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว ท่านก็ยังคงรับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์มาจนปัจจุบันนี้ นอกเหนือจากงานทางวิชาการที่กล่าวมาแล้ว ท่านยังผลงานภาพพิมพ์ และงานจิตรกรรม อีกทั้งท่ายังเป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญในการพัฒนาการออกแบบแสตมป์ไทย ให้ทันสมัยเป็นสากลโดยการนำเอาลักษณ์ของไทย ที่มีแบบอย่างในทางศิลปวัฒนธรรมที่งดงาม มาออกแบบเป็นดวงแสตมป์ ที่ได้ใช้ติดจดหมายและไปรษณีย์ภัณฑ์ ไปยังทั่วทุกมุมโลก อันเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์อันดีงามของชาติไทยที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งด้วย

    ศาสตราจารย์ประหยัดเคยจัดงานแสดงผลงานหลายครั้งที่ภายในประเทศและต่างประเทศ และได้รับรางวัลในการแสดงและการประกวดผลงานศิลปะดังนี้

    – รางวัลจิตรกรรมจากแคว้นราซาโน อิตาลี

    – รางวัลจิตรกรรมจาแคว้นกูบิโอ อิตาลี

    – รางวัลจิตรกรรมจากสถาบันศิลปะกรุงโรม อิตาลี

    – รางวัลประเภทภาพพิมพ์ จากเวียดนาม

    – รางวัลที่ ๓ ประเภทมัณฑนศิลป์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๓ พ.ศ.๒๔๙๙

    – รางวัลที่ ๒ ประเภทจิตรกรรม จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๘ พ.ศ.๒๖๐๑

    – รางวัลที่ ๒ ประเภทเอกรงค์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๕๐๑

    – รางวัลที่ ๓ ประเภทจิตรกรรม จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๕๐๑

    – รางวัลที่ ๓ ประเภทมัณฑนศิลป์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๙ พ.ศ.๒๕๐๑

    – รางวัลที่ ๒ ประเภทเอกรงค์ จาการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๐ พ.ศ.๒๕๐๒

    – รางวัลที่ ๒ ประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๒ พ.ศ.๒๕๐๔

    – รางวัลที่ ๒ ประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๓ พ.ศ.๒๕๐๕

    – รางวัลที่ ๑ ประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ พ.ศ.๒๕๐๖

    – รางวัลที่ ๓ ประเภทมัณฑนศิลป์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๔ พ.ศ.๒๕๐๖

    – รางวัลที่ ๓ ประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแหงชาติครั้งที่ ๑๕ พ.ศ.๒๕๐๗

    – รางวัลที่ ๓ ประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๒๕

    – รางวัลที่ ๑ ประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงสิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๒๗

    งานที่ภาคภูมิใจที่สุดงานหนึ่งในชีวิต ของศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำคือการที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ท่านเขียนภาพประกอบในหนังสือมหาชนด้วยท่านหนึ่ง หลังจากนั้น ท่านก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ออกแบบและเขียนภาพเพดานโบสถ์ วัดหลวงพ่อโสธร ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดพระราม ๙ ร่วมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรีชา เถาทองอีกด้วย นอกจากนั้น ท่านยังได้รับเกียรติคุณอีกนานาประการ ที่สำคัญคือท่านได้รับเลือกเป็นศิลปินเกียรติยศ สาขาภาพพิมพ์ จากสถาบันศิลปะกรุงฟลอเรนส์ อิตาลี โดยรัฐบาลอิตาลี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ ได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม ในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติในประเทศไทย และได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

    ศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งครูผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่ศิษย์อย่างความเสียสละด้วยวิญญาณแห่งความเป็นครูอย่างแท้จริง และเป็นศิลปินที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะทั้งระดับชาติและระดับสากล อีกทั้งยังอุทิศตนทำงานเพื่อวงการศิลปะและสังคมอย่างสม่ำเสมอ ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๑

    โดยส่วนตัว ผมเคยได้รู้จักท่านอาจารย์ประหยัดมาตั้งแต่เป็นนักศึกษา แต่ก็เพียงแสดงความคารวะท่านเมื่อเวลาเดินสวนกันภายในมหาวิทยาลัยในฐานะผู้น้อยกับผู้ใหญ่เท่านั้น ไม่เคยมีโอกาสได้สนทนาหรือเล่าเรียนกับท่านเลยเพราะอยู่กันคนละคณะ แต่ท่านก็ยังกรุณาจำผมได้ดีเมื่อเวลาที่ผมโทรศัพท์ไปเรียนขออนุญาตที่จะถ่ายภาพท่านครั้งนี้ ในระยะแรกที่ติดต่อไปนั้น ท่านอาจารย์ติดภารกิจ จึงได้ขอเลื่อนเวลาไปจนกระทั่งท่านพร้อม และนัดกันได้ในวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๓ เมื่อจักรกฤษณ์และผมไปถึงที่บ้านของท่านๆ ก็ได้พาชมรอบๆ บริเวณ รวมทั้งบริเวณที่ท่านใช้ทำงานภาพพิมพ์ซึ่งเป็นที่ซึ่งผมใช้ถ่ายภาพนี้ด้วยในบริเวณดังกล่าว มีทั้งผลงานที่ท่านทำค้างอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งงานที่เสร็จสมบูรณ์ใส่กรอบวาง และประดับเอาไว้หลายภาพ ผมจึงตัดสินใจเลือกสถานที่นี้ถ่ายภาพท่าน โดยจัดให้ท่านนั่งบนโต๊ะทำงานที่แวดล้อมไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานภาพพิมพ์อย่างครบครัน เพียงแต่ขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของต่างๆ ให้เหมาะสมและจัดแสงไฟที่ผมเตรียมมา ผสมผสานกับแสงสว่างตามธรรมชาติ ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างด้านข้างและช่องแสงที่หลังคาลงมาก็ได้ภาพที่ท่านเห็นอยู่นี่แหละครับ ท่านอาจารย์ประหยัดปรารภกับผมว่า โดยส่วนตัวท่านชอบภาพขาวดำมากกว่าภาพสี เพราะมีความคงทนถาวรมากกว่า และให้ความรู้สึกของความ คลาสสิค ดีกว่าผมจึงเลือกเอาภาพขาวดำมาลงเป็นภาพหลักแม้ว่าจะถ่ายไว้ทั้งสีและขาวดำก็ตาม อันที่จริงก็มีเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบติมาเหมือนกันครับว่าทำไมผมจึงชอบลงภาพขาวดำบ่อยนัก ดูไม่มีชีวิตชีวาเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง ซึ่งผมก็จะได้พยายามเอาใจท่านผู้อ่านเฉลี่ยๆ กันไปก็แล้วกันครับ

  • นายคำ กาไวย์

    นายคำ กาไวย์

    นายคำ กาไวย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้านช่างฟ้อน) พ.ศ. ๒๕๓๕

    เส้นทางเดินสู่ความสำเร็จของศิลปินแห่งชาติและท่านจะแตกต่างกันบ้างก็เพียงในรายละเอียดปลีกย่อยและวิถีแห่งการดำเนินชีวิต แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่มักจะได้รับการปูพื้นฐานในวิชาชีพของตนมาเป็นอย่างดีจากครูบาอาจารย์ซึ่งตั้งใจถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เส้นทางเดินของพ่อครูคำ กาไวย์นั้น ออกจะแตกต่างจากศิลปินแห่งชาติ ท่านอื่นๆ ในสาระสำคัญ คือในระยะแรกที่ท่านเริ่มฝึกฝนศิลปะการแสดงของท่านนั้น ท่านหาได้มีครูบาอาจารย์เป็นตัวตนเหมือนคนอื่นไม่ หากแต่ท่านต้องอาศัยวิธีครูพักลักจำ แล้วนำมาฝึกฝนด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญแต่ก็สามารถมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่สง่างามได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร

    พ่อครูคำ กาไวย์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ที่อำเภอหางดงจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๖๖ ปี ในวัยเด็ก ท่านได้เล่าเรียนเพียงระดับประถมศึกษาเหมือนเช่นเด็กๆ ทั่วไปในชนบทยุคนั้น เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ท่านก็ได้ทำงานเป็นลูกจ้างและมีโอกาสออกตระเวณท่องเที่ยวไปตามงานบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวัด ทำให้มีโอกาสได้พบเห็นการแสดงพื้นเมืองล้านนาในรูปแบบต่างๆ เสมอๆ ในบรรดาการแสดงอันหลากหลายนั้น มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือการตีกลองสะบัดชัย ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น ท่านก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้หัดตีกลองสะบัดชัยบ้าง แต่ก็ไม่มีโอกาส เพราะยังเป็นเด็กอยู่มาก และไม่มีช่องทางที่จะฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านผู้ใด จนกระทั่งครั้งหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดเอรัญทุกวัน อันเป็นวัดใกล้บ้านที่พ่อครูคำเคารพศรัทธา มีความประสงค์จะจัดตั้งคณะช่างฟ้อนประจำวัดขึ้นเพื่อไม่ให้น้อยหน้าวัดอื่น จึงได้ไปว่าจ้างนักตีกลองสะบัดชัยแห่งบ้านหนองหวาย อำเภอสันป่าตองนามว่า “หนานตา” มาเป็นครูสอนให้กับสามเณร ศิษย์วัด ตลอดจนชาวบ้านที่สนใจ โดยเก็บเงินค่าเล่าเรียนรายคน เมื่อพ่อครูคำทราบข่าวนี้ก็อยากจะเรียนบ้าง แต่ก็ไม่สามารถเรียนได้ เพราะความยากจน ไม่มีเงินที่จะสมัครเรียน พ่อครูคำเล่าให้ผมฟังถึงเหตุการณ์ขณะนั้นว่า

    “ผมเป็นเด็กยากจน อยากเรียนกับเขา แต่ก็ไม่มีเงินเรียน ไปดูใกล้ๆ เขาก็ไล่เอา เพราะเห็นว่าเป็นเด็กมาเล่นเกะกะ เลยได้แต่แอบดูเขาฝึกซ้อมกันห่างๆ ในลักษณะครูพักลักจำ ถึงจะไม่ได้เรียนกับหนานตาโดยตรง แต่ผมก็ถือว่าเขาเป็นครูของผม”

    นายคำ กาไวย์

    ขณะหามุมถ่ายภาพหลบหลอดไฟนีออนและสายไฟหน้า พระอุโบสถวัดหางดง

    หลังจากนั้นทางวัดก็มีคณะช่างฟ้อนเต็มคณะอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนในคณะต่างก็ค่อยๆ แยกย้ายกันออกไปประกอบอาชีพของตนทีละคน สองคนทำให้คณะการแสดงไม่สามารถแสดงได้เต็มที่ตามปกติ และต้องเลิกคณะไปในที่สุด ต่อมาเจ้าอาวาสองค์ใหม่ซึ่งมีนามว่าพระอุทา อุตมปัญโญ มีความประสงค์ที่จะจัดตั้งคณะแสดงของวัดขึ้นมาอีกครั้ง จึงได้ประกาศรับสมัครนักแสดงรวมทั้งนักตีกลองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็มีคนมาสมัครกันหลายคนรวมทั้งพ่อครูคำด้วย ปรากฏว่าผู้ที่ชนะเลิศผ่านการคัดเลือกก็คือพ่อครูคำ กาไวย์นี่เอง ท่านได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรวบรวมนักแสดงต่างๆ จนครบคณะ และได้รับชื่อคณะจากท่านเจ้าอาวาสว่า คณะไวเอรัญ ซึ่งคำว่า ไว ก็มีที่มาจากนามสกุลของพ่อครูคำ กาไวย์นั่นเอง

    จากนั้นมา ไม่ว่าทางวัดจะจัดให้มีการแสดงในงานสำคัญๆ ต่างๆ ครั้งใด พ่อครูคำก็ได้นำคณะไวเอรัญเข้าร่วมแสดงด้วยเสมอ ท่านได้มีโอกาสแสดงความสามารถอย่างเต็มที่จนเป็นที่ชื่นชมของผู้ชมโดยทั่วไป เป็นที่กล่าวขานกันไปปากต่อปาก ทำให้มีโอกาสได้ออกแสดงในงานสำคัญๆ มากขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดก็มีโอกาสได้ไปแสดงให้แขกบ้านแขกเมืองระดับสูงที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่อย่างสม่ำเสมอนับครั้งไม่ถ้วน ครั้นถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ได้มีการจัดการประกวดศิลปะพื้นเมืองแขนงต่างๆ ขึ้นที่พุทธสถานกลางเมืองเชียงใหม่ คณะไวเอรัญก็ได้เข้าร่วมประกวดด้วย ปรากฏว่าพ่อครูดำสามารถตีกลองสะบัดชัยได้ตำแหน่งชนะเลิศ นับว่าเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของท่าน แต่ท่านก็หาได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ ตรงกันข้าม ท่านได้พยายามหาความรู้ในเชิงการแสดงด้านอื่นๆ เพิ่มเติมอีกหลายด้าน สิ่งที่ท่านความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนั้นคือการฟ้อนดาบ ซึ่งท่านเคยได้เห็นในงานบวชเณรที่วัด และเกิดความประทับใจมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านได้เสาะแสวงหาผู้ที่มีวิชาในละแวกบ้านของท่านเพื่อขอความรู้และเริ่มฝึกหัดในขั้นพื้นฐานจนสามารถฟ้อนได้ จากนั้นก็มีผู้แนะนำว่าหากต้องการฝึกให้ได้ท่าทางที่ดีกว่าเดิม ก็ต้องไปฝึกฝนหาวิชาความรู้จากพวกไทยใหญ่ เพราะทั้งลีลา ท่าทางและชั้นเชิงของชนเผ่าไทยใหญ่นั้นเหนือกว่าของเชียงใหม่ เมื่อทราบดังนั้น พ่อครูคำจึงได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับครูดาบชาวไทยใหญ่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้แรงานเข้าแลกแทนค่าตอบแทนครู ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ และมีพื้นฐานทางด้านการฟ้อนแน่นหนามั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้พ่อครูคำสามารถรับการถ่ายทอดวิชาฟ้อนดาบแบบไทยใหญ่มาได้ในระยะเวลาเพียงเดือนเศษ ในระยะนั้น ท่านได้อาศัยคลุกคลีอยู่กับชาวไทยใหญ่โดยตลอด จึงได้มีโอกาสชมการแสดงการแสดงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มองเซิง ซึ่งเป็นการแสดงที่สนุกสนานครื้นเครง ท่านจึงได้จดจำเอาไว้ และเมื่อกลับมายังบ้านที่หางดงแล้ว ท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ได้มาให้กับเพื่อนร่วมคณะ ทำให้คณะไวเอรัญมีความสามารถในการแสดงหลากหลายรูปแบบจนเป็นที่เลื่องลือ และมีผู้มาว่าจ้างไปแสดงไปงานต่างๆ มากมาย และที่น่าภาคภูมิใจที่สุด ก็คือการที่ได้มีโอกาสแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อคราวที่ทรงต้อนรบพระราชอาคันตุกะที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย

    พ่อครูคำ กาไวย์เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเลิศ ท่านได้คิดค้นออกแบบท่าฟ้อนรำแบบล้านนาขึ้นมาใหม่หลายชุด อันได้แก่ ฟ้อนสาวไหมชาย-หญิง ฟ้อนเครื่องเขินและฟ้อนดาบเป็นต้น ท่านเคยได้รับเชิญให้ไปแสดงความสามารถทางด้านการตีกลองสะบัดชัย และการฟ้อนรำแบบล้านนายังต่างประเทศหลายครั้ง ได้แก่ ประเทศอิตาลี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ และประเทศมาเลเซีย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรสาธิตการแสดงพื้นเมืองล้านนาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายแห่ง ปัจจุบันท่านเป็นอาจารย์สอนศิลปะพื้นเมืองล้านนา ประเภทฟ้อนดาบ กลองสะบัดชัย กลองปูเจ่ (กลองก้านยาว) และมองเซิงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ เชียงใหม่ ในส่วนของคณะไวเอรัญนั้น พ่อครูคำ กาไวย์ ก็ยังคงรับหน้าที่หัวหน้าคณะอยู่ตราบจนทุกวันนี้ แม้ว่าตัวท่านเองและเพื่อนๆ ร่วมคณะต่างก็ย่างเข้าสู่วัยชรากันทุกท่านแล้วก็ตาม นอกเหนือจากความสามารถที่กล่าวมาแล้ว พ่อครูคำยังมีความสามารถในการทำกลองสะบัดชัยเพื่อใช้เองและจำหน่ายตามที่มีผู้มาว่าจ้างอีกด้วย

    พ่อครูคำ กาไวย์ ได้รับการยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ช่างฟ้อน) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ด้วยความสามารถและเกียรติคุณที่ท่านสร้างมาอย่างแท้จริง

    ผมได้ติดต่อขอถ่ายภาพพ่อครูคำ กาไวย ์ ในลักษณ์ที่ค่อนข้างจะเป็นการ “จู่โจม” อยู่สักหน่อย คือเมื่อคราวที่ขึ้นไปถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติที่เชียงใหม่เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น ผมไม่ได้บอกกล่าวให้ท่านทราบล่วงหน้า แต่ได้เดินทางไปยังอำเภอหางดงและใช้โทรศัพท์มือถือโทรฯไปหาท่านในตอนเช้าและขอถ่ายภาพท่านในช่วงสายวันเดียวกันนั้นเลยแต่บังเอิญท่านไม่อยู่บ้านเพราะติดภารกิจต้องไปเป็นวิทยากรหลายแห่ง ทางบ้านแจ้งให้ทราบว่ากว่าจะกลับมาก็คงจะเป็นช่วงบ่าย จักรกฤษณ์กับผมจึงได้ไปเดินเล่นซนที่หมู่บ้านถวาย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมไม้แหล่งใหญ่ในอำเภอหางดงเพื่อฆ่าเวลา จักรกฤษณ์ ผู้ซึ่งกำลังตกแต่งบ้านหลังใหม่อยู่ ดูจะเพลิดเพลินกับการดูและซื้อของซึ่งราคาย่อมเยาว์กว่าในเมืองเป็นอย่างมากจนเวลาผ่านไปรวดเร็วอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งถึงเวลาบ่ายจึงได้โทรศัพท์ไปที่บ้านพ่อครูคำอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นท่านก็ได้กลับมาแล้วจึงได้สอบถามเส้นทางและเดินทางไปพบท่านในทันที ระหว่างทาง ผมก็ได้คิดแนวทางในการถ่ายภาพเอาไว้ว่าอยากจะถ่ายภาพท่านที่วัดโบราณสักแห่ง ซึ่งตามเส้นทางผ่านที่มุ่งไปสู่บ้านท่านนั้น ก็มีวัดอยู่หลายวัดแต่ก็ยังไม่ได้แวะเข้าไปดูแต่ประการใด เมื่อไปถึงบ้านพ่อครูคำแล้ว ผมจึงได้เรียนความประสงค์ของผมให้ท่านทราบ พ่อครูคำจึงได้กล่าวว่ามีวัดเก่าแก่ซึ่งมีพระอุโบสถไม้โบราณสวยงามอยู่แห่งหนึ่งชื่อวัดหางดง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านท่านมากนัก น่าจะเป็นที่ๆ จะถ่ายภาพได้สวยงาม เราจึงตกลงในทันทีว่าจะไปถ่ายภาพพ่อครูคำกันที่นั่น แต่ปัญหาก็คือจะต้องนำเอากลองสะบัดชัยของท่านไปด้วย โชคดีที่รถตู้คันเก่งของจักรกฤษณ์สามารถบรรทุกกลองดังกล่าว ซึ่งมีขนาดใหญ่และออกจะเก้งก้างไปได้อย่างทุลักทะเลแต่ก็ถึงจุดหมายได้อย่างดีไม่บอบช้ำ

    เมื่อไปถึงวัดหางดง ผมก็ได้พบพระอุโบสถโบราณหลังงามสมจริงดังคำกล่าวของพ่อครูคำทุกประการ ผมได้เดินดูโดยรอบเพื่อเลือกมุมสวยที่จะใช้เป็นฉากหลังภาพพ่อครูคำแต่ก็เลือกไม่ได้ดังใจนักเพราะแสงอาทิตย์ในขณะนั้นอยู่ในตำแหน่งซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการถ่ายภาพนัก อีกทั้งที่หน้าบันที่สวยงามนั้น ก็ถูกประดับด้วยหลอดไฟฟลูโอเรสเซนท์ สายไฟ และแผงสวิทช์ไฟฟ้าเอาไว้อย่างโดดเด่นอันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งกับความงดงามที่จะเกิดขึ้นบนภาพถ่ายของผม มีวิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้คือการหลบมุมไม่ให้เห็น ทำให้การเลือกมุมกล้องยิ่งมีข้อจำกัดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ได้ก้มๆ เงยๆ จนครบทุกมุมแล้ว ก็สามารถหามุมเหมาะจนได้ แต่ภาพที่ผมเลือกใช้เป็นภาพหลัก กลับเป็นภาพที่ผมถ่ายด้านข้างพระอุโบสถ ที่ไม่ได้แสดงรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมมากนัก เนื่องจากผมชอบองค์ประกอบ และลักษณะของแสงในภาพนี้มากกว่า โดยในภาพ ผมได้เลือกมุมกล้องที่ต่ำเกือบจะถึงพื้นดิน แล้วถ่ายเงยขึ้นไปเพื่อเสริมความสง่างามให้แก่ท่านผู้เป็นแบบโดยผมได้จัดให้พ่อครูคำตั้งท่าในลักษณะนั่งชันเข่า เป็นทีว่ากำลังพักจากการตีกลองสะบัดชัยของท่าน แสงแดดยามเย็นที่ทอดลงมานั้นดูอบอุ่น เงาศีรษะของพ่อครูคำทอดลงบนหน้ากลองหนังสีนวล สร้างลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นเสน่ห์แก่ภาพ ในส่วนฉากหลังของภาพนั้นแม้จะไม่เห็นชัดเจนว่าเป็นพระอุโบสถเก่าตามที่ผมตั้งใจไว้ แต่ก็ให้บรรยากาศที่ดูขรึม และอบอุ่น ตัวพ่อครูคำเองแม้จะมีวัยล่วงเข้าปีที่ ๖๖ แล้วแต่ก็ยังคงดูทะมัดทะแมง อ่อนกว่าวัยจริงของท่านนับสิบปี ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผมก็ดูภาพท่านประกอบไปด้วยและเพิ่งจะสังเกตว่าเฉพาะจากมุมที่ถ่ายนี้ ใบหน้าของท่านช่างละม้ายคล้ายกับอดีตรองนายกท่านหนึ่งเสียเหลือเกิน ส่วนจะเป็นใครนั้นก็เดากันเอาเองนะครับ งานนี้ไม่มีรางวัลให้แต่ประการใด

    ประวัติชีวิตของพ่อครูคำ กาไวย์คงจะเป็นตัวอย่างอันดีของผู้ที่ด้อยโอกาส แต่ก็ได้มุ่งมั่น วิริยอุตสาหะเพื่อที่จะก้าวไปยังจุดหมายปลายทางอันสดใส และท่านก็ได้พิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าคำกล่าวที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ยังคงเป็นสัจจธรรมอันอมตะอยู่เสมอ

    ขอขอบคุณ

  • สมพงษ์ พงษ์มิตร

    สมพงษ์ พงษ์มิตร

    นายสมพงษ์ พงษ์มิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดง)พ.ศ. ๒๕๔๐
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    เมื่อกล่าวถึงชื่อ”สมพงษ์ พงษ์มิตร” แล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ยกเว้นแต่เพียงเด็กๆ รุ่นใหม่ ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาภายหลังจากที่คุณลุงสมพงษ์ได้ห่างเหินจากวงการบันเทิงไปแล้วเท่านั้น เพราะคุณลุงสมพงษ์เป็นนักแสดงที่มีผลงานที่น่าประทับใจ และผ่านการแสดงมาอย่างโชกโชน ให้ความบันเทิงคนไทยมายาวนานกว่า ๖๐ ปี

    คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรเป็นชาวบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยกำเนิดท่านเกิดเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๓ ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี ครอบครัวของท่านย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพเมื่อท่านอายุได้ ๗ ปี ท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสุทัศน์จนกระทั่งถึงชั้นประถมปีที่ ๓ จึงได้หันมาหัดลิเกกับครูบัว หัดลิเกอยู่ได้ เพียงระยะสั้นๆ คุณลุงสมพงษ์ก็ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของแม่ครูหมันเพื่อหัดโขน ท่านได้หัดโขนอย่างจริงจังเป็นประจำทุกวันโดยในระยะแรกเล่นเป็นตัวหนุมาน และต่อมาจึงเปลี่ยนไปเล่นเป็นตัวเสนาที่วิกลิเกย่านบางลำพู จนกระทั่งเข้าสู่วัยหนุ่ม จึงกลับไปแสดงลิเกโดยได้รับบทเป็นพระเอกหลังจากที่คุณลุงสมพงษ์แสดงลิเกอยู่ประมาณ ๕ ปี แล้ว ก็ได้ไปสมัครเข้าราชการที่กรมศิลปากรโดยการช่วยฝากฝังของแม่ครูหมันเพื่อฝึกเป็นนักแสดงโขน แต่ต่อมาไม่นาน กรมศิลปากรในยุคนั้น มีนโยบายเลิกการแสดงโขน ทำให้บรรดานักแสดงโขนทั้งหลายในสังกัดต้องเปลี่ยนไปหัดเครื่องดนตรีสากลแทน คุณลุงสมพงษ์ซึ่งไม่มีความชอบทางด้านนี้ จึงได้ลาออกจากราชการเพื่อกลับไปแสดงลิเกดังเดิม

    นอกเหนือจากการแสดงลิเกและโขนแล้ว คุณลุงสมพงษ์ซึ่งโดยบุคลิกเป็นคนที่ สนุกสนาน เฮฮาก็ ได้ไปสมัครเล่นจำอวดกับคณะเอกะสิงห์ ซึ่งมีดาราจำอวดที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคน เช่น ก๊กเฮง ทองแถม ฯลฯ แสดงเป็นประจำที่โรงละครเฉลิมบุรี ต่อมาได้ไปสมัครเล่นละครเร่กับคณะคุณหนูตระเวนแสดงตามต่างจังหวัดอยู่เป็นเวลานานหลายปี

    หลังจากที่ได้เลิกการแสดงละครเร่กับคณะคุณหนูแล้ว คุณลุงสมพงษ์ได้รวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งคณะจำอวดชื่อ”คณะเบญจศิลป์ พงษ์มิตร” ขึ้น รับงานแสดงทั่วประเทศจนเริ่มมีชื่อเสียง วิถีชีวิตของคุณลุงสมพงษ์คงจะรุ่งโรจน์ขึ้นเป็นอย่างมากในขณะนั้นหากไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นเสียก่อน ผลจากสงครามทำให้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต้องงานแสดงของคณะจำอวดที่เพิ่งตั้งขึ้น และต้องเลิกราไปในที่สุด คุณลุงสมพงษ์จึงต้องดิ้นรนหาทางเลี้ยงชีพด้วยการทอดปาท่องโก๋ขายอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งนายจุมพล ปัทมินทร์ ซึ่งเป็นนักแสดงรุ่นน้องได้มาชักชวนให้ไปแสดงละครกับคณะลูกไทย ซึ่งมีนักแสดงจำอวดที่มีชื่อเสียงอย่างจอก ดอกจันทน์ ร่วมแสดงอยู่ด้วย

    สมพงษ์ พงษ์มิตรด้วยความที่เป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบตัว คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีงานแสดงไหลมาเทมาอย่างไม่ขาดสาย นอกจากการแสดงร่วมกับคณะลูกไทยแล้ว คุณลุงสมพงษ์ยังได้ร่วมแสดงกับคณะละครและจำอวดอีกหลายคณะอาทิ คณะศิวารมณ์ เอกะสิงห์ และอัศวินการละคร เป็นต้น จุดที่ทำให้คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร มีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเริ่มต้นจากการที่ได้รับบทเป็น”นายอ่อน” ในละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ของคณะอัศวินการละคร จากบทนายอ่อน ซึ่งเป็นตัวชูโรงของละครเรื่องดังกล่าว คุณลุงสมพงษ์เล่นได้ดีเป็นพิเศษ จนทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนดูเป็นอย่างยิ่งและได้รับฉายาว่า”ตัวเล็กเสียงดัง” ซึ่งต่อมาเมื่อเมื่อได้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่องพันท้ายนรสิงห์ขึ้น คุณลุงสมพงษ์ก็ได้ร่วมแสดงด้วย ทำให้ชีวิตของท่านก้าวเข้าสู่วงการจอเงินอย่างเต็มตัวตั้งแต่นั้นมา

    ในด้านการบริการสังคมนั้น คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้อุทิศตนปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวมมาอย่างสม่ำเสมอ ท่านเคยรับใช้ชาติด้วยการรับราชการทหารสังกัดกองดุริยางค์ทหารบกในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์เป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี แม้จะลาออกจากราชการแล้ว ทุกครั้งที่มีผู้มาขอความร่วมมือให้ช่วยแสดงในละคร ภาพยนตร์ หรือจำอวดเพื่อการกุศล คุณลุงสมพงษ์ก็มักจะช่วยเหลืออย่างเต็มใจด้วยจิตใจอันเป็นกุศลเสมอ ทั้งยังได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกอาสาสมัครของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในยามที่ประเทศชาติประสบภัยจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ คุณลุงสมพงษ์ก็ได้สมัครเข้ารับราชการในกองดุริยางค์ กรมตำรวจ เพื่อทำหน้าที่โฆษก และนักแสดงเพื่อกล่อมขวัญ และสร้างความบันเทิงแก่บรรดาตำรวจตระเวรชายแดนทั่วประเทศ และในขณะที่รับราการอยู่ที่กองดุริยางค์ กรมตำรวจนี้เอง คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรได้มีโอกาสแสดงละครและจำอวดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรที่พระราชวังไกลกังวล หัวหินถึง ๓ ครั้ง ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงมีพระราชดำรัสชมเชยในความสามารถของคุณลุงด้วย ซึ่งคุณลุงสมพงษ์ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ไม่อาจลืมได้ คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้ลาออกหลังจากที่ได้รับราชการตำรวจมาเป็นเวลา ๑๐ ปีเพื่อกลับมาประกอบอาชีพนักแสดงอย่างเต็มที่ โดยรับงานแสดงทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ซึ่งการแสดงโดยหลักของท่านมักจะเป็นบทตลก สร้างความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์แก่คนทุกเพศทุกวัย

    คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักแสดง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอบแทนของสังคมไทยแค่ศิลปินผู้ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่คนไทยหลายสิบล้านคนมาเป็นเวลาช้านาน

    ภาพในอดีตเมื่อแสดงภาพยนตร์ เรื่อง”เกียรติศักดิ์ทหารเสือ” จากซ้าย จอก ดอกจันทน์ ส.อาสนจินดา และสมพงษ์ พงษ์มิตร

    ผมไม่ได้เห็นคุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรเล่นละคร ภาพยนตร์ หรือแสดงตลกไม่ว่าจากสื่อใดๆ มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อได้มาไปพบท่านในคราวที่ถ่ายภาพครั้งนี้จึงได้ทราบว่าท่านมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาและสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน แต่จากการพูดคุยกับท่าน ผมก็ยังรู้สึกว่าท่านยังคงเป็น”สมพงษ์ พงษ์มิตร” ดาวตลกคนเดิมที่ผมคุ้นหน้าจากภาพยนตร์และโทรทัศน์มาตั้งแต่เริ่มจำความได้ เพียงแต่ดูสูงวัยขึ้น เศร้า และช้าลงไปกว่าเดิมเท่านั้น ท่านดูจะมีความสุขกับการที่ได้เล่าเรื่องราวในอดีตเก่าๆ ให้พวกเรา อันได้แก่จักรกฤษณ์ ผม และกฤษดาเพื่อนเก่าแก่ของผมที่คราวนี้ขอติดตามมาดูดาราด้วยฟัง อีกทั้งชี้ชวนให้ดูรูปภาพเก่าๆ ที่ประดับอยู่โดยรอบในห้องรับแขกเล็กๆ ของบ้านนั้น พร้อมกับอธิบายถึงที่มาของรูปภาพต่างๆ เหล่านั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อคุยกันถึงการถ่ายภาพของผมๆ ก็ได้เล่าว่าผมได้ไปถ่ายภาพป๋าต๊อกมาแล้ว ซึ่งคุณลุงสมพงษ์ก็ได้เล่าตอบว่าป๋าต๊อกกับตัวคุณลุงเองนั้นเป็นเพื่อนร่วมสาบานกัน เคยร่วมงานและเกื้อกูลกันมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ผมคุยกับคุณลุงสมพงษ์อยู่ได้ครู่หนึ่งจึงขอตัวไปจัดเตรียมการถ่ายภาพภายนอกห้องกับจักรกฤษณ์ ปล่อยให้กฤษดาสนทนากับคุณลุงสมพงษ์อย่างออกรสต่อไป

    ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะถ่ายภาพคุณลุงสมพงษ์ในหลายๆ อิริยาบถทำนองเดียวกันกับที่ถ่ายป๋าต๊อก แต่ต้องการให้มีความแตกต่างออกไป จึงได้คิดถ่ายภาพเป็นภาพขาวดำจำนวนถึง ๓๖ ภาพเพื่อให้ได้อิริยาบถที่หลากหลาย โดยใช้ฉากหลังเป็นกระดาษแข็งสีขาว แล้วนำมาคัดเลือกให้เหลือรูปที่ถูกใจ ๑๗ ภาพ จัดวางในลักษณะที่แตกต่างไปจากรูปของป๋าต๊อกที่ได้ผ่านตาท่านผู้อ่านไปแล้ว นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดชีวิตชีวาขึ้นมาในภาพขาวดำ ผมได้ใส่สีด้วยเทคนิคการอัดรูปเข้าไปในภาพแต่ละภาพให้แตกต่างกัน ด้วยความที่คุณลุงสมพงษ์นั้นเป็นนักแสดงตลกระดับปรมาจารย์ จึงทำให้การถ่ายภาพเป็นไปอย่างสนุกสนานปราศจากอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น คุณลุงสมพงษ์ได้แสดงท่าทางต่างๆ ที่สร้างความครื้นให้กับคณะของเราอย่างคล่องแคล่วและการทำงานของเราก็เสร็จสิ้นลงด้วยดีในระยะเวลาอันสั้นจนได้รูปที่ผมนำมาอวดกันดูนี่แหละครับ

    ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์อย่างใด นักแสดงตลกก็ต้องเก็บความรู้สึกส่วนลึกของตนเองเอาไว้ และแสดงออกแต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วไปมีความสุขและรอยยิ้มแม้ว่าตนเองอาจจะกำลังอยู่ในความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสก็ตาม ทำให้ใครๆ อาจคิดว่าดาวตลกเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ ผมเองรู้สึกอย่างจริงใจว่าคุณลุงสมพงษ์กำลังมีความทุกข์กับโรคภัยที่เบียดเบียนท่าน และเท่าที่ดูจากความเป็นอยู่ของท่านก็ค่อนข้างจะขัดสนไม่ได้สุขสบายสมกับที่ควรจะเป็น คนในสังคมที่เคยได้รับความสุขจากการแสดงของคุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรมาก่อน น่าจะเหลียวแลท่านมากกว่านี้ ยังดีที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีสวัสดิการที่คอยช่วยเหลือศิลปินแห่งชาติอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม ก็ได้แต่หวังว่าท่านผู้มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ได้โปรดคงงบประมาณส่วนนี้เอาไว้ตลอดไปอย่าได้ตัดทอนลงไปเลย คิดเสียว่าเป็นการตอบแทนพระคุณของผู้ที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนมามากแล้วเถิดครับ

  • มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา

    มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา

    มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักพากย์-นักแสดง) พ.ศ.๒๕๔๒
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    คุณป้ามารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติท่านที่ผมได้ไปถ่ายภาพมาให้ชมและนำเรื่องราวของท่านมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้นั้น เป็นผู้ที่ผมคงไม่ต้องแนะนำอะไรเป็นพิเศษ

    นอกจากตัวท่านเองแล้ว สมาชิกในครอบครัวของท่านทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เคยอยู่ในวงการบันเทิงด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่หม่อมหลวงรุจิราผู้สามี ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนนั้น กล่าวได้ว่าท่านเป็นนักพากย์ฝีปากเอกของเมืองไทยเลยทีเดียว ความสามารถและพรสวรรค์ในการพากย์ของท่านสูงถึงขนาดได้รับสมญาว่า “นักพากย์ ๗ เสียง” ทั้งยังเป็นนักแสดงที่มีความสามารถโดดเด่นด้วย ส่วนบุตรของท่านทั้ง ๓ คน ก็ต่างได้เลือดศิลปินมาจากบิดามารดาด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่ คุณอรสา คุณจิระศักดิ์ ไปจนถึงคุณจิระวดี จึงนับว่าครอบครัวของคุณป้ามารศรีนี้ เป็นครอบครัวศิลปินโดยแท้

    คุณป้ามารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ ที่จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี ท่านเริ่มชีวิตการเป็นนักแสดงมาตั้งแต่อายุเพียง ๑๗ ปี นับจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลานานถึง ๖๑ ปีมาแล้ว โดยเริ่มจากการแสดงตลกร่วมกับสุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม อบ บุญติด สมควร กระจ่างศาสตร์ ฯลฯ จากนั้นได้ไปแสดงกับคณะลูกไทยโดยการนำของจอก ดอกจัน จันตรี สาริกบุตรร่วมด้วย สมพงษ์ พงษ์มิตร ล้อต๊อก ก๊กเฮง ฯลฯ โดยออกตระเวณตามโรงภาพยนตร์ และในต่างจังหวัดตามแต่ที่คณะจะได้รับงานมา จนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว นักแสดงแต่ละคนต่างก็แยกย้ายไปตามทางเดินของตนเอง หลังจากนั้นคุณป้ามารศรีได้พบรักและแต่งงานกับหม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร และหันมาแสดงละครเวทีโดยรับบทเป็นนางเอก ละครเวทีที่ คุณป้ามารศร ีแสดงในยุคนั้นและทำให้ท่านมีชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักได้แก่เรื่องลานอโศก ขุนวรวงศ์ศา นางบุญใจบาป และคุณหญิงพวงแขเป็นต้น คุณป้ามารศรี ได้แสดงละครเวทีอยู่นานหลายปี จนกระทั่งหมดยุคของละครเวทีและภาพยนตร์ได้เข้ามาแทนที่ ท่านจึงได้เปลี่ยนมาแสดงภาพยนตร์แทน ซึ่งท่านก็สามารถแสดงได้ดีจนได้รับตุ๊กตาทองจากภาพยนตร์เรื่อง “โอวตี่” จากนั้นด้วยความที่เป็นผู้มีน้ำเสียงดี ท่านก็ได้รับการชักนำเข้าสู่วงการพากย์ภาพยนตร์ โดยได้พากย์ร่วมกับหม่อมหลวงรุจิราผู้สามี ซึ่งทั้งสองท่านสามารถทำงานเข้ากันได้อย่างดียิ่งจนได้รับความชื่นชมว่ามีความสามารถในการพากย์ได้อย่างสนุกสนาน ถึงบทบาท สามารถสื่อสารให้คนดูได้เข้าถึงอารมณ์ของนักแสดงอย่างมีอรรถรส ภาพยนตร์ที่ท่านพากย์มีทั้งภาพยนตร์ฝรั่ง แขก จีนและญี่ปุ่น

    ความภาคภูมิใจมิรู้ลืมครั้งหนึ่งของการทำงานพากย์ภาพยนตร์ของคุณป้ามารศรี คือการที่ได้มีโอกาสพากย์ภาพยนตร์เรื่อง “ธรณีกรรแสง” คู่กับหม่อมหลวงรุจิราต่อหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปฉายให้ทอดพระเนตร

    การพากย์ภาพยนตร์ให้ดีนั้นมิใช่เรื่องง่าย นอกจากที่จะต้องพากย์ให้ได้อารมณ์ความรู้สึกที่สอดคล้องกับนักแสดงแล้ว ผู้พากย์ยังจะต้องจับจังหวะจะโคนของบทพูดให้พอดี ไม่ขาดไม่เกินให้คนดูเสียอารมณ์ในการดูได้ ซึ่งคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ท่านมีอยู่พร้อม จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักพากย์ที่มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศอย่างหาตัวจับได้ยาก

    แม้จะทำงานพากย์จนประสบความสำเร็จอย่างสูง คุณป้ามารศรีก็หาได้ทิ้งงานแสดงไม่ เมื่อถึงช่วงที่ภาพยนตร์ไทยซบเซาลงอย่างมาก ท่านก็ยังมีงานแสดงละครโทรทัศน์อยู่อย่างสม่ำเสมอมาจนทุกวันนี้ และได้รับรางวัลตุ๊กตาทองมหาชนจากการแสดงละครโทรทัศน์เรื่องจิตไม่ว่างอีกด้วย

    คุณป้ามารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา นับเป็นศิลปินที่มีความสามารถหลายด้าน ท่านได้ทำงานเพื่อให้ความสุขและความบันเทิงแก่คนไทยมาเป็นเวลานาน หากจะนับเวลาที่ท่านเข้าสู่วงการบันเทิงมาจนถึงวันนี้ ก็จะเท่ากับช่วงเวลาที่เด็กคนหนึ่งลืมตามองดูโลก แล้วเจริญเติบโตผ่านวัยหนุ่มสาว วัยกลางคน เข้าสู่ช่วงเกษียณอายุพอดี ท่านเป็นศิลปินผู้เป็นที่รักของคนทั่วไปทั้งในและนอกวงการ ได้ช่วยทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์และการกุศลอย่างสม่ำเสมอยังผลให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักพากย์-นักแสดง) เมื่อปีที่ผ่านมา หากหม่อมหลวงรุจิราผู้ซึ่งด่วนจากท่านไปก่อน จะล่วงรู้ได้ด้วยญาณวิถีใดๆ ก็ตาม ท่านคงจะต้องรู้สึกอิ่มเอิบใจในความสำเร็จของคุณป้ามารศรีผู้เป็นที่รักของท่านด้วยอย่างแน่นอน

    เมื่อตอนที่ผมเกิดนั้น คุณป้ามารศรีก็อยู่ในวัยกลางคนแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่ได้มีโอกาสที่จะเห็นท่านแสดงเป็นนางเอก แต่ภาพของคุณป้ามารศรีในสายตาและความคิดของผม เป็นภาพของคุณป้าใจดีผู้มีอารมณ์แจ่มใสตลอดเวลา อาจมีบ้างที่คุณป้าได้รับบทร้ายๆ แต่มันไม่ได้ถูกบันทึกไว้ ณ ส่วนใดในสมองของผมเลย ผมดูว่าท่านเป็นผู้ที่มีบุคลิกสง่างาม สมเป็น “ผู้ดี” อย่างแท้จริง ท่านจึงได้รับบทเป็นเจ้าหรือคุณหญิงคุณนายอยู่เนืองๆ และเหตุนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้ผมถ่ายภาพท่านออกมาในลักษณะนี้ ผมต้องการให้ภาพนี้บันทึกภาพทรงจำอันงดงามถึงคุณป้าที่ใจดีมีเมตตาท่านนี้ จึงได้ถ่ายภาพเป็นขาวดำ แล้วทำภาพให้เป็นสีซีเปียแบบโบราณนิยม โดยใช้โทนสีของภาพโดยรวมเป็นสีอ่อน หรือที่ศัพท์บัญญัติทางการถ่ายภาพของฝรั่งเรียกว่า “High Key” ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพที่มีโครงสีโดยรวมเข้ม หรือ “Low Key” ที่ผมมักจะนิยมถ่ายในงานส่วนใหญ่ของผม ภาพแบบ “High Key” นี้เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกของความสะอาด เย็น เบา นุ่มนวล และความเป็นผู้หญิง แต่ทั้งนี้มิได้หมายถึงว่าจะใช้ถ่ายภาพผู้ชายไม่ได้ ความจริงแล้วไม่มีข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ในเรื่องนี้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับมุมมองของช่างภาพแต่ละคนที่จะกำหนดแนวความคิดในงานของตนเป็นสำคัญ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจแก่ภาพ ผมได้ทำให้ส่วนล่างของเสื้อลูกไม้ที่คุณป้าแต่งตามที่ผมขอร้อง ค่อยๆ จางหายไปกับความขาวของพื้นภาพ ในการจัดแสงไฟเพื่อถ่ายภาพนี้นั้น ผมก็ได้จัดให้ไฟหลัก กับไฟเสริมมีความสว่างแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เพราะหากไฟทั้ง ๒ ดังกล่าวต่างกันมาก จะทำให้ส่วนที่เงาที่ใบหน้าของท่านเข้มเกินไป อันจะทำให้ภาพดูกระด้าง ไม่นุ่มนวลตามที่ตั้งใจจะให้เป็น ภาพที่สำเร็จออกมาก็ตรงกับความต้องการของผมพอสมควร ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผมนะครับว่า ถึงแม้อีกเพียง ๒ ปี คุณป้ามารศรีก็จะอายุ ๘๐ ปีแล้ว แต่ท่านยังดูแจ่มใส ดวงตาเป็นประกายฉายแววแห่งสุขภาพที่แข็งแรงกว่าวัยจริงของท่านมากนัก เมื่อตอนที่ไปถ่ายภาพนี้ที่บ้านท่าน ผมได้เห็นภาพที่ท่านถ่ายคู่กับสามีเมื่อครั้งที่ทั้ง ๒ ท่านยังหนุ่มยังสาว จึงได้ถ่ายก๊อปปี้มาให้ดูกันเล่นๆ ด้วยครับ เห็นหน้าคุณป้ารูปนี้แล้ว ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดท่านจึงได้เป็นนางเอกยอดนิยมมาก่อน

    มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา

    ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของคุณป้ามารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติที่มีความเป็นศิลปินเต็มตัว ผู้ซึ่งคอลัมน์คนในภาพถ่ายขอปรบมือให้

  • ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา

    ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา

    ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) พ.ศ. ๒๕๓๖
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    ในบรรดาศิลปินแห่งชาติทั้งหมดนั้น มีผู้ที่เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์นับรวมทั้งผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และยังคงมีชีวิตอยู่ ๑๘ ท่าน ในจำนวนนี้ มี ๓ ท่านที่แตกแขนงย่อยออกมาอีกว่าเป็นผู้ชำนาญการทางด้านกวีนิพนธ์อันได้แก่ท่านอังคาร กัลญาณพงศ์ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา และอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งทั้ง ๓ ท่าน ต่างก็มีลีลา และแนวคิดในการนำเสนอผลงานกวีนิพนธ์เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างชัดเจนไม่ซ้ำแบบกัน สำหรับเรื่องราวของท่านอังคารและอาจารย์เนาวรัตน์นั้น ผมได้เสนอผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ในฉบับนี้ ผมจะได้กล่าวถึงอาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) อีกท่านหนึ่ง ที่มีอัจฉริยภาพในการใช้วรรณศิลป์เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมด้วยหวังให้เกิดความรักและความเข้าใจกันในหมู่มวลมนุษยชาติที่รวมตัวกันอยู่เป็นสังคมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รวมแห่งปัญหานานาประการ

    อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๒ ปัจจุบันมีอายุ ๘๑ ปี ได้รับการศึกษาทั้งระดับประถม และมัธยมจากโรงเรียนเซนโยเซฟ คอนแวนต์ ท่านเป็นผู้ที่เรียนหนังสือเก่งมาโดยตลอด จนเคยได้รับรางวัล Prize of honour ภาษาฝรั่งเศษซึ่งเป็นรางวัลที่มีเกียรติยศสูงสุดของโรงเรียนในขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๘ เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ ๘ แล้ว ท่านก็สามารถสอบไล่ได้เป็นที่ ๑ ของประเทศไทย และได้รับทุนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คุณอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านได้กลับไปสอนหนังสือในระดับประถม ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์อันเป็นโรงเรียนเก่าของท่านอยู่ ๑ ปี จึงได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจนสำเร็จปริญญาโทเกียรตินิยมทางภาษาฝรั่งเศสเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ จากนั้น อาจารย์ประคิณ ก็สามารถสอบชิงทุนของรัฐบาลฝรั่งเศสไปศึกษาต่อทางด้านวรรณคดีร่วมสมัยเป็นเวลา ๑ ปี จึงได้เดินทางกลับประเทศไทยและเข้าเป็นอาจารย์สอนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ จึงได้ลาออกเพื่อไปทำงานกับบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย โดยทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์เป็นเวลา ๑๕ ปี ก่อนที่จะลาออกไปเป็นที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพจำกัด ตลอดระยะเวลาดังกล่าว อาจารย์ประคิณได้ใช้เวลาว่างจากงาน สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมอย่างสม่ำเสมอ

    อาจารย์ประคิณเป็นชาวคาทอลิกผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างแรงกล้า ท่านได้ประพฤติและปฏิบัติตนตามคำสอนที่มุ่งหน้าปลูกจิตสำนึกให้มีความรักในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แม้ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น อาจารย์ประคิณก็ยังได้เป็นอาสาสมัครออกปฏิบัติงานช่วยเหลือคนยากคนจน และสอนหนังสือให้แก่เด็กๆ “ที่นั่นด้วย จากการที่ได้สัมผัสกับกลุ่มชนที่ด้อยโอกาสทางสังคมนี้เอง ก่อให้เกิดความสะเทือนใจ อันพัฒนาไปเป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกในส่วนลึกนี้ออกมาเป็นบทกวี เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้พยายามมุ่งเน้นถึงเรื่องความเป็นธรรมในสังคม ความรักความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันของมวลมนุษยชาติ และปลอบประโลมใจผู้ที่ตกอยู่ความทุกข์ยาก ให้เกิดความหวังและกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตในมุมมองที่สร้างสรรค์ปราศจากความรุนแรงและก้าวร้าว ท่านได้ใช้นามปากกา “อุชเชนี” และ “นิด นรารักษ์” สร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมอันทรงคุณค่ายิ่งหลายชิ้น จากการที่ได้ศึกษามาทางอักษรศาสตร์โดยตรง ภาษาที่ท่านใช้จึงสละสลวยงดงามแพรวพราวชวนอ่านสามารถน้าวโน้มใจให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการเหมือนดังเห็นภาพ และได้ยินเสียงแม้ว่างานของท่านจะเป็นเพียงตัวอักษรอยู่บนแผ่นกระดาษก็ตาม อันเป็นจุดเด่นที่สามารถดึงดูดใจให้เกิดอารมณ์ร่วมและคล้อยตามสาระที่ท่านต้องการเสนอได้เป็นอย่างดี

    อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยามีผลงานวรรณกรรมที่รวมเป็นเล่มทั้งบทกวีและร้อยแก้วดังนี้

    • ขอบฟ้าขลิบทอง เป็นผลงานรวมบทกวี
    • อัษมา เป็นผลงานการแปลจากบทกวีนิทานพื้นบ้านของจีน
    • ดาวผ่องนภาดิน เป็นผลงานรวมบทกวี
    • เพียงแค่เม็ดทราย เป็นผลงานการประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว
    • หิ่งห้อย เป็นผลงานการแปลจากบทกวีของ ระพินทรนาถ ฐากูร ปราชญ์ ชาวอินเดีย ซึ่งได้แปลร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล

    อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖ ด้วยเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในคำประกาศเกียรติคุณของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “เป็นกวีที่มีความเข้าใจในสมบัติวรรณศิลป์ของไทย ซึ่งเห็นความเสนาะเพริศแพร้วของเสียง ลำนำ จังหวะในกวีนิพนธ์ ด้วยการนำวรรณศิลป์ตามขนบนิยมมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ที่มุ่งสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีงาม มุ่งให้ความหวัง ให้พลัง ปลอบประโลม ให้ผู้อ่านมีกำลังใจต่อสู้ชีวิต มุ่งสร้างศรัทธาในพลังแห่งอุดมคติของมนุษย์ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโลกนี้ให้สงบงดงาม ผลการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ที่ปรากฏ แสดงให้เห็นถึงความเป็นกวีผู้มีอัจฉริยภาพ ซึ่งใช้วรรณศิลป์เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมด้วยการส่งสารที่ทรงพลัง สร้างแรงบันดาลใจแก่กวีรุ่นหลังต่อมา”

    ผมได้เคยพยายามติดต่อเพื่อขอถ่ายภาพอาจารย์ประคิณมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ท่านได้ขอผลัดเวลาไปก่อน เนื่องจากในช่วงนั้น ท่านกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมบุตรสาวที่ไปทำงานประจำอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งท่านมักจะเดินทางไปทุกปีและอยู่ครั้งละนานๆ ระหว่างนั้น ผมจึงได้ออกตระเวณถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติท่านอื่นๆ “จนเวลาได้ล่วงเลยมานานพอสมควร จึงได้ลองติดต่อไปใหม่ ซึ่งครั้งนี้ท่านก็ได้กรุณานัดให้ผมไปถ่ายภาพที่บ้านเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ที่ผ่านมา ผมได้คิดแนวทางในการถ่ายภาพอาจารย์ประคิณเอาไว้ในลักษณะที่ท่านกำลังพักผ่อนอิริยาบถด้วยการนั่งอ่านหนังสือในสวนที่บ้าน โดยเน้นความร่มรื่นเย็นสบาย และต้องการทำให้ภาพมีสีสันสดใส มีชีวิตชีวาเพราะถูกต่อว่ามามากจากแฟนๆ “ผู้อ่านว่าผมชอบถ่ายแต่ภาพขาวดำที่ดูทึบๆ ทึมๆ ไม่สดใสเอาเสียเลย ซึ่งแม้ตัวผมเองจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำวิจารณ์นั้น แต่ก็ไม่อาจละเลยเสียงของผู้มีอุปการะคุณได้

    ในวันนั้นเมื่อผมเดินทางไปถึงก็ได้พบว่าที่บ้านของท่านนั้นไม่ได้มีต้นไม้มากเท่าที่ผมคิดไว้ อย่างไรก็ตาม ที่บริเวณระหว่างริมรั้วบ้านกับถนนภายในบ้านมีต้นไม้ปลูกประดับเอาไว้ แม้ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่ผมจะหลอกมุมกล้องให้ดูประหนึ่งว่าอาจารย์ประคิณกำลังนั่งอยู่ในสวนอันร่มรื่นและกว้างขวางได้อาจารย์ประคิณได้ออกมาต้อนรับจักรกฤษณ์และผมอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส โดยสวมใส่ชุดสีออกโทนเทา ผมได้อธิบายความต้องการของผมให้ท่านทราบพร้อมทั้งต้องกราบรบกวนให้ท่านเปลี่ยนชุดใหม่ให้มีสีสันสดใสกว่าเดิม ซึ่งท่านก็แย้งว่า

    คุณนิติกรทราบไหมว่า ดิฉันอายุ ๘๑ ปีแล้ว จะต้องให้ใส่ชุดที่มีสีสันขนาดไหน?

    ผมจึงเรียนท่านไปว่าจากสายตาของๆ “ผมคาดไม่ถึงเลยว่าท่านจะอายุขนาดนี้ เพราะท่านยังดูแข็งแรงแจ่มใสมาก อย่างไรก็ตามผมก็เห็นว่าการใส่ชุดสีสันสดใสก็ไม่น่าจะขัดแย้งกับวัยของท่านแต่ประการใด ท่านจึงยอมเปลี่ยนเป็นชุดสีแดงตามใจช่างภาพจนได้ การหาจุดวางกล้องถ่ายรูปของผมค่อนข้างจะทุลักทุเลอยู่สักหน่อย เนื่องจากมุมมองที่ดีที่สุดนั้น ท่านจะต้องนั่งอยู่บริเวณลานซักผ้าข้างโรงรถพอดี ซึ่งเมื่อผมได้ขยับตำแหน่งสิ่งของต่างๆ “ในบริเวณนั้นเล็กน้อย ทุกอย่างก็ลงตัวพร้อมที่จะถ่ายภาพกันได้ บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่อยู่ในร่มเงาของต้นไม้ ซึ่งมีแสงสว่างตามธรรมชาติที่สวยงามและพอเพียงแก่การถ่ายภาพได้ ผมจึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟถ่ายภาพช่วยเสริม แต่ได้ใช้แผ่นสะท้อนแสงทรงกลมขนาดใหญ่ ช่วยสะท้อนเพิ่มแสงสว่างให้บริเวณใบหน้าของท่าน โดยให้จักรกฤษณ์เป็นผู้ถือเอาไว้ การถ่ายภาพใช้เวลาไม่นานก็

    เสร็จเรียบร้อยได้ภาพศิลปินแห่งชาติมาอวดกันอีกท่านหนึ่งดังที่ได้เห็นอยู่นี่แหละครับ

    แม้อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา จะเป็นเพียงกลไกเล็กๆ “ของสังคมขนาดใหญ่โตมโหฬารที่สับสนและยุ่งเหยิง แต่ท่านก็ได้ทุ่มเทกายใจ ด้วยศักยภาพอันสูงยิ่งในทางกวีนิพนธ์ สร้างสรรค์ผลงานอันเปี่ยมทั้งคุณค่าทางวรรณศิลป์ และ สาระในเชิงสร้างสรรค์สังคมมาเป็นเวลายาวนาน จนได้รับการยอมรับนับถือโดยทั่วไปและได้รับการจัดเข้าสู่ทำเนียบศิลปินแห่งชาติอย่างสง่างาม

  • คำผาย นุปิง

    คำผาย นุปิง

    นายคำผาย นุปิง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-ขับซอ) พ.ศ. ๒๕๓๘

    มื่อพูดถึงคำว่า “ซอ” คนภาคกลางโดยทั่วไปมักจะมีความเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับสีให้เกิดเสียงดนตรี แม้ตัวผมเอง ในเบื้องต้นที่ยังไม่ได้ศึกษาประวัติของศิลปินแห่งชาติล้านนาหลายท่าน ก็หลงเข้าใจผิดไปเช่นนั้น ต่อเมื่อได้ศึกษาเรื่องราวของท่านเหล่านั้นแล้ว จึงได้เข้าใจว่า คำว่า “ซอ” ในภาษาพื้นเมืองทางเหนือนั้นหมายถึงการขับร้อง ซึ่งมีลีลา และเนื้อหาหลากหลายแนว ตั้งแต่เนื้อหาสาระเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา สังคม ตลอดไปจนถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และเรื่องบันเทิงสนุกสนานเฮฮา

    การซอนั้น มีทั้งการซอเดี่ยว และซอคู่ สำหรับการซอคู่นั้น อาจเป็นการซอตอบโต้กันระหว่างชายกับหญิง หรือชายกับชายก็ได้ หาใช่การสีซอตามความหมายอย่างทางภาคกลางไม่ ส่วนเครื่องดนตรีที่ภาคกลางเรียกว่า “ซอ” นั้น ภาษาทางเหนือเขาเรียกว่า “สะล้อ” และ “ซึง” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักที่ใช้บรรเลงขณะขับซอ ศิลปินแห่งชาติที่ผมจะแนะนำให้ท่านรู้จักในฉบับนี้ก็เป็นศิลปินพื้นบ้าน ผู้มีความชำนาญในการขับซออันเลื่องชื่อของล้านนา เป็นเพชรน้ำงามจากจังหวัดน่านผู้มีนามว่าพ่อครูคำผาย นุปิง

    พ่อครูคำผาย นุปิง เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ ที่จังหวัดน่าน ปัจจุบันอายุ ๗๖ ปี ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวเกษตรกร ท่านได้รับการศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนใกล้บ้าน จากนั้นก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพ่อครูไชยลังกาเครือเสน ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยได้เรียนรู้ศิลปะการซอจากท่านอยู่เป็นเวลาประมาณ ๗ ปี ระหว่างนั้น พ่อครูคำผายได้ติดตามพ่อครูไชยลังกาไปแสดงซอในงานต่างๆ โดยตลอด จากการที่เป็นผู้ที่มีไหวพริบปฏิภาณดีเลิศ ช่างสังเกต และใฝ่รู้ ท่านจึงรับถ่ายทอดศิลปะการแสดงแขนงนี้มาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้น ท่านยังสามารถแต่งเนื้อร้องเพลงซออีกทั้งสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีประกอบวงซออันได้แก่สะล้อ และซึ้งได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

    ครั้นอายุได้ ๒๐ ปี พ่อครูคำผายจึงได้กราบลาพ่อครูไชยลังกาเพื่ออกมาตั้งคณะซอของตนเองจนเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากชาวล้านนาตั้งแต่นั้นมา ผลงานของท่านดีเด่นเป็นที่ยอมรับจนมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยกย่องเรียกขานกันว่า “พ่อครู” อันถือเป็นคำที่ให้เกียรติเป็นอย่างสูงแก่ผู้ที่มีฝีมือในระดับอาจารย์จนมีผู้เลื่อมใสมาฝากตัวเป็นศิษย์เท่านั้น

    นอกจากการตั้งคณะแสดงซอเป็นอาชีพแล้ว พ่อครูคำผาย นุปิง ยังได้ทุ่มเทกายใจในการพัฒนาและปรับปรุงการซอให้ทันสมัย เพื่อดึงดูดให้วัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้นจะหันหลังให้กับศิลปะพื้นบ้านอันเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้หันกลับมาให้ความสนใจ ทั้งนี้ยังคงสามารถรักษาความเป็นพื้นเมืองล้านนาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน และด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู พ่อครูคำผายได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ของท่านอย่างเต็มที่ ไม่เคยห่วงวิชาจึงทำให้มีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์เป็นจำนวนมาก และหลายคนในจำนวนนี้ก็มีแววที่จะเป็นศิลปินพื้นบ้านที่มีความสามารถสูง อันเป็นความหวังที่สดใสในการสืบทอดศิลปะการซอให้กับคนรุ่นต่อไปอีกในอนาคต

    พ่อครูคำผาย นุปิง

    พ่อครูคำผายถ่ายภาพร่วมกับพระคุณเจ้าผู้ดูแลวัด พระธาตุแช่แห้ง และอาจารย์ประดิษฐ์

    คำผาย นุปิง

    เมื่อไหร่เมฆจะมาเสียทีหนอ

    ทุกครั้งที่มีโอกาสบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมด้วยความรู้ความสามารถ และกำลังที่ท่านมีอยู่ พ่อครูคำผายจะอุทิศตนช่วยเหลืออย่างเต็มที่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความร่วมมือกับทางราชการ ในการช่วยอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม การจรรโลงศีลธรรมอันดีงามให้เกิดขึ้นในสังคม การต่อต้านภัยเมื่อครั้งที่ลัทธิคอมมิวนิสต์คุมคามประเทศไทยอย่างหนัก ในช่วงประมาณสามสิบปีที่ผ่านมา ตลอดจนการช่วยรณรงค์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติ ด้วยการแต่งเนื้อเพลงซอเพื่อการรณรงค์ตามแต่วัตถุประสงค์ที่กล่าวมา อีกทั้งรับเชิญร่วมสัมมนา เป็นวิทยากรบรรยายในสถาบันต่างๆ ให้ความรู้ทางด้านศิลปะวัฒนธรรมพื้นเมืองล้านนาอย่างสม่ำเสมอจนได้รับเกียรติคุณนานาประการ เกียรติคุณสำคัญดีเด่นที่ท่านได้รับได้แก่

    -ได้รับโล่เกียรติคุณเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดงของจังหวัดน่าน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดน่าน

    -ได้รับพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม และประกอบคุณงามความดีทางด้านวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ ของภาคเหนือ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    -ได้รับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาศิลปศาสตร์ สายมนุษยศาสตร์ โปรแกรมวิชาดนตรี วิทยาลัยครูอุตรดิตถ์ สหวิทยาลัยล้านนา สภาการฝึกหัดครู จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖

    และเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ พ่อครูคำผาย นุปิง ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ เจริญรอยตามพ่อครูไชยลังกา เครือเสน คนดีศรีเมืองน่านผู้ล่วงลับ นับเป็นความน่าภาคภูมิใจของชาวน่าทั้งมวลที่ไม่เคยขาดแคลนยอดศิลปินเพลงพื้นบ้านที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถและคุณธรรมเยี่ยงท่านทั้งสอง

    ผมได้เคยเล่าเอาไว้แล้วว่าเมื่อคราวที่ผมเดินทางไปถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติทางภาคเหนือเมื่อหลายเดือนก่อนนั้น ผมยังถ่ายภาพได้ไม่ครบทุกท่าน ยังคงมีศิลปินอีก ๓ ท่านที่ผมจะต้องเดินทางไปถ่ายภาพอีก คือคุณรงค์ วงศ์สวรรค์ คุณป้าจันทร์สม สายธารา ที่จังหวัดเชียงใหม่ และพ่อครูคำผาย นุปิง ที่จังหวัดน่าน ดังนั้นเมื่อสบโอกาสเหมาะ ผมจึงเดินทางขึ้นเหนืออีกครั้ง แต่คราวนี้จักรกฤษณ์ เพื่อนคู่หูที่ร่วมงานกันมาโดยตลอดติดธุระ ไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้ ผมจึงต้องฉายเดี่ยวโดยขับรถขึ้นไปยังจังหวัดเชียงใหม่ตามลำพัง อย่างไรก็ตาม จักรกฤษณ์ก็ได้ช่วยนัดหมายกับสาโรช เพื่อนสนิทที่ขึ้นไปทำงานที่เชียงใหม่ ให้มาช่วยผมแทน ผมเดินทางไปถึงในเวลาค่ำ จึงได้พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติ ๒ ท่าน ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการถ่ายภาพท่านทั้ง ๒ นั้น ผมจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป วันรุ่งขึ้น เมื่อผมได้ถ่ายภาพที่เชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้พักผ่อนค้างคืนที่เชียงใหม่อีก ๑ คืน แล้วจึงออกเดินทางตั้งแต่เวลาตีสี่ครึ่งขับรถมุ่งตรงไปยังจังหวัดน่าน เส้นทางการเดินทางเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ทิวทัศน์สวยงาม ผมกับสาโรชผลัดกันขับรถจนถึงจุดหมายในเวลาสาย เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่การศึกษาของจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยประสานงานนัดหมายพ่อครูคำผายให้ผม ได้กรุณาขับรถนำผมไปยังบ้านของพ่อครูในทันที เมื่อไปถึงผมก็ได้พบกับพ่อครูคำผาย นุปิงสมปรารถนา ซึ่งขณะนั้น ท่านกำลังเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนเล็กๆ นับสิบคน ที่อาจารย์พามาเรียนนอกสถานที่ยังบ้านของท่านอาจารย์ท่านนั้นผู้ซึ่งผมทราบนามในภายหลังว่าชื่ออาจารย์ประดิษฐ์ เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในละแวกนั้น มักจะพานักเรียนมาขอความรู้จากพ่อครูคำผายเป็นอาจินต์

    หลังจากที่เรียนเสร็จแล้ว อาจารย์ได้ปล่อยให้นักเรียนทั้งหมดเดินกลับโรงเรียนเพื่อเล่าเรียนตามปกติต่อไป ส่วนอาจารย์ประดิษฐ์ก็อุตส่าห์อยู่สนทนากับเราต่อ ผมได้เรียนปรึกษากับทั้งพ่อครูคำผาย และอาจารย์ประดิษฐ์ว่าอยากจะถ่ายภาพพ่อครูคำผายกับสถานที่สำคัญของจังหวัดน่าน อันได้แก่วัดพระธาตุแช่แห้ง หรือวัดภูมินทร์ แห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งวัดทั้งสองแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองนานมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

    เมื่อทราบความประสงค์ของผมแล้ว ทั้ง ๒ ท่านก็ยินดีที่จะสละเวลาให้ผมพาท่านไปถ่ายภาพ โดยตกลงกันว่าจะไปที่วัดพระธาตุแช่แห้งก่อน เราใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วครู่ก็ไปถึงวัดที่หมาย พ่อครูคำผายและอาจารย์ประดิษฐ์แยกตัวไปนมัสการพระคุณเจ้าผู้ดูแลวัด เพื่อขออนุญาตใช้สถานที่ ส่วนผมใช้เวลาสำรวจบริเวณรอบๆ วัดเพื่อหามุมถ่ายภาพ โดยตั้งใจจะถ่ายภาพพ่อครูคำผายโดยให้มองเห็นองค์พระธาตุตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง เป็นการจัดให้ยอดคนดีเมืองน่าน ยืนอยู่ภายใต้ความสง่างามของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง แต่ผมก็ได้พบกับอุปสรรคสำคัญ ๒ ประกาที่ทำให้เกิดความยากลำบากในการถ่ายภาพนี้ ประการแรก รอบๆ องค์พระธาตุนั้นไม่มีบริเวณมากพอที่ผมจะถอยกล้องให้เห็นองค์พระธาตุทั้งองค์ได้ทำให้การเลือกมุมกล้องอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ไม่เป็นผล ผมจึงจำต้องเลือกมุมอื่นที่เห็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์พระธาตุเป็นสีทองเหลืองอร่ามแทน ซึ่งหากไม่บอก ก็คงไม่มีใครทราบว่าเป็นสถานที่ใด ปัญหาข้อต่อมาก็คือเวลาที่ไปถ่ายภาพนั้น เป็นเวลาใกล้เที่ยง ดวงอาทิตย์อยู่กลางฟ้าเกือบจะตรงศีรษะ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับถ่ายภาพคนให้สวยเพราะลักษณะของเงาที่ทอดลงมาจะแข็งกระด้าง และให้แสงเงาที่ไม่สวยงาม แต่เนื่องจากเวลาของผมมีจำกัด จำเป็นจะต้องถ่ายในขณะนั้นไม่สามารถเลื่อนไปถ่ายเวลาอื่นได้จึงต้องหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิธีที่จะแก้ปัญหานี้ได้มีอยู่ ๒-๓ วิธี เช่นการจัดไฟถ่ายภาพช่วยลดเงา การใช้แผ่นสะท้อนแสงขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มแสง ส่วนอีกวิธีก็คือการรอให้เมฆลอยมาบังแสงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้เงาแข็งหายไป และให้แสงที่นุ่มนวลคล้ายการใช้ร่มสะท้อนแสงในการถ่ายภาพนั่นเอง

    พ่อครูคำผายถ่ายภาพนักเรียน

    พ่อครูคำผายถ่ายภาพนักเรียนที่มาทัศนศึกษาที่บ้าน

    ผมเลือกใช้วิธีสุดท้ายเนื่องจากการใช้ไฟถ่ายภาพในที่แจ้งเช่นนั้นค่อยข้างจะเป็นการลำบาก จะต้องใช้สายไฟขนาดยาวมาก โยงมาจากภายในอาคารที่มีปลั๊ก ซึ่งผมไม่ได้เตรียมมา ส่วนแผ่นสะท้อนแสงนั้น ผมก็ไม่ได้ตระเตรียมมาเช่นเดียวกัน จึงเหลือเพียงวิธีสุดท้าย คือการรอให้เมฆน้อยลอยมาบังเท่านั้น แต่บังเอิญวันนั้นเป็นวันที่อากาศค่อนข้างแจ่มใส ท้องฟ้ามีเมฆน้อย และค่อนข้างร้อน เราจึงต้องใช้เวลานานในการรอคอยเมฆ โดยตั้งกล้องทิ้งเอาไว้ กลางแดด แล้วนั่งรอเมฆกันอยู่ในร่ม พอเมฆลอยมาบังแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรง จนเกิดร่มเงาที่ต้องการ ก็รีบออกไปถ่ายภาพกันทีหนึ่ง ทำกันอยู่เช่นนี้รอบแล้วรอบเล่า เพราะเมฆที่ลอยมามักเป็นก้อนเล็กๆ ทำให้มีเวลาในการถ่ายน้อยมาก กว่าจะสำเร็จก็เสียเหงื่อกันไปมากมายทั้งศิลปินและช่างภาพ ต้องคอยแหงนหน้าดูท้องฟ้าตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่เมฆจะมาเสียที เมื่อเสร็จจากที่วัดพระธาตุแช่แห้งแล้ว เราได้เดินทางกลับเข้าตัวเมืองมุ่งหน้าไปที่วัดภูมินทร์เพื่อหาที่ถ่ายภาพเพิ่มเติมสำหรับเผื่อเลือก โดยเราได้เข้าไปถ่ายภาพกันในพระอุโบสถวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงว่าเป็นที่ๆ มีศิลปกรรมงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของทางภาคเหนือ

    ผมได้พยายามถ่ายภาพพ่อครูคำผายภายในพระอุโบสถด้วยแสงสว่างธรรมชาติที่เข้ามาจากประตูและหน้าต่าง ในขณะที่กำลังถ่ายภาพนั้น มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มาทำงานวิจัยอยู่ที่นั่นทักทายผมว่าเป็นแฟนคอลัมน์และติดตามอ่านอยู่เป็นประจำ ผมจึงได้ขอถ่ายภาพเขาไว้คู่กับพ่อครูคำผายเพื่อเป็นที่ระลึกด้วย ภาพพ่อครูคำผายที่ผมถ่ายที่วัดภูมินทร์นี้มีลักษณะมุมมองที่น่าสนใจกว่าภาพที่ถ่ายที่วัดพระธาตุแช่แห้ง แต่เมื่อดูอย่างละเอียดแล้ว แสงเงาที่ส่องเข้าจากด้านเดียว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมืดมาก ทำให้เกิดการเน้นริ้วรอยบนใบหน้าทำให้พ่อครูดูแก่เกินกว่าที่เป็นจริงผมจึงตัดสินใจเลือกภาพที่วัดพระธาตุแช่แห้งมาใช้ ภาพดังกล่าวแม้จะมีลักษณะที่ดูธรรมดาที่สุดไม่มีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ แต่สีหน้าและท่าทางของพ่อครูคำผาย ดูดีกว่ารูปอื่นๆ ทั้งหมดจึงลงเอยที่รูปนี้ด้วยเหตุผลที่เล่ามา

    พ่อครูคำผายนุปิงนับเป็นตัวอย่างของบุคคลผู้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่สังคมและมีความสามารถอย่างหาตัวจับได้ยาก สมกับการเป็นศิลปินแห่งชาติที่ชาวน่าภาคภูมิใจอย่างแท้จริง

  • ชาลี อินทรวิจิตร

    ชาลี อินทรวิจิตร

    นาย ชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์คำร้อง – ผู้กำกับภาพยนตร์) พ.ศ. ๒๕๓๖
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    เพียงเห็นภาพครูชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติประจำฉบับนี้แล้ว ท่านผู้อ่านแทบทุกท่านคงจะคุ้นหน้า และคุ้นเคยกับผลงานของท่านเป็นอย่างดี ด้วยท่านเป็นศิลปินที่มีผลงานดีเด่นทั้งในด้านการประพันธ์คำร้องของเพลงอมตะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมากมาย อีกทั้งยังมีผลงานด้านการกำกับการแสดงภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพอีกหลายเรื่อง จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขา ศิลปะการแสดงถึง ๒ แขนง ในคนเดียวกัน
    ครูชาลี มีชื่อเดิมว่า สง่า อินทรวิจิตร เกิดเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ที่จังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี ท่านได้รับการศึกษาที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ และโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟตามลำดับ ความสนใจในเสียงเพลงของท่านมีมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยท่านมักจะชอบติดตามไปชมการแสดงดนตรีตามงานวัดเสมอๆ ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าในเวทีใดที่มีการประกวดการร้องเพลง ครูชาลีมักจะเข้าร่วมด้วย และมักจะสามารถคว้ารางวัลที่ ๑ ได้เสมอ เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านได้มีโอกาสพบกับครูล้วน ควันธรรม ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นแววและความสามารถของครูชาลี จึงได้ชักชวนให้ไปเป็นนักร้องคณะแซมเบอร์มิวสิค ร่วมรุ่นกับคุ ณสุรสิทธิ์ สัตยวงษ์ จากนั้นมา ชีวิตของท่านจึงผูกพันอยู่ในวงการบันเทิงมาโดยตลอด
    จากการทมี่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงนี้ ทำให้ท่านได้มีโอกาสแสดงละครในยุคที่ละครร้องยังรุ่งโรจน์อยู่ด้วย ละครดังในยุคนั้นที่ท่านร่วมแสดงได้แก่เรื่อง จุฬาตรีคูณ ผู้ชนะสิบทิศ เป็นต้น ครั้นสิ้นยุคของละครแล้วครูชาลีจึงได้หันไปสู่วงการดนตรีอีกครั้ง โดยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของวงดนตรีประสานมิตรอันโด่งดังที่สุดของยุคนั้นโดยมีครูสมาน กาญจนะผลิน ครูประสิทธิ์ พยอมยงค์ และ ครูสง่า ทองธัช เป็นกำลังสำคัญของวง ท่านทั้ง ๓ นี้ ล้วนเป็นปรมาจารย์นักแต่งทำนองเพลงคนสำคัญของเมืองไทยด้วยกันทั้งสิ้น และได้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ครูชาลีเกิดความสนใจต้องการที่จะเป็นผู้แต่งคำร้องในเวลาต่อมา

    ด้วยแรงสนับสนุนของศิลปินทั้ง ๓ ท่านอย่างแข็งขัน โดยการแต่งทำนองเพลงให้ครูชาลีใส่คำร้อง ทำให้ครูชาลีได้มีโอกาสพิสูจน์ความสามารถของท่านจนเป็นที่ประจักษ์ต่อวงการเพลง และบุคคลทั่วไปอย่างรวดเร็ว เพลงเพลงแรกที่ท่านเป็นผู้ประพันธ์คำร้อง คือเพลง “รักชั่วชีวิต” ติดตามด้วยเพลงอื่นๆ อีกมากมายเกือบ ๑,๐๐๐ เพลง อันมีทั้งเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างๆ กันออกไป อาทิ เพลงรักหวานซึ้ง เพลงประกอบภาพยนตร์ เพลงประจำสถาบันการศึกษา และเพลงเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น ในจำนวนนี้ หลายต่อหลายเพลง ได้กลายเป็นเพลงอมตะตลอดกาล ได้รับความนิยมนำมาร้องกันอย่างต่อเนื่องมาตราบจนทุกวันนี้ งานที่ครูชาลีภาคภูมิใจที่สุด และทุ่มเททั้งกายใจอย่างเต็มที่ชิ้นหนึ่ง คือการประพันธ์คำร้องเพลงสดุดีมหาราชาเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเพลงเพลงนี้ นับได้ว่าเป็นเพลงเทิดพระเกียรติที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุดเพลงหนึ่ง
    ตัวอย่างส่วนหนึ่งของเพลงที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร ประพันธ์คำร้องได้แก่ ไกลบ้าน กว๊านพะเยา ครวญ ค่าของคน คู่กรรม จำเลยรัก เจ้าพระยา ฉันรักผัวเขา ฉันรักเธอ ดวงตาสวรรค์ ตะวันยอแสง ท่าฉลอม เท่านี้ก็ตรม ทะเลไม่เคยหลับ ทุ่งรวงทอง เทวดาเดินดิน เธออยู่ไหน หนามชีวิต น้ำเซาะทราย บ้านเรา บ้านทรายทอง ป่าลั่น โพระดก ไม่อยากให้โลกนี้มีความรัก เหมือนไม่เคย มนต์รักบ้านนา แม่กลอง มนต์รักดอกคำใต้ ยามชัง รักเธอเสมอ เรือนแพ ลาก่อนสำหรับวันนี้ ละอองดาว ลูกอีสานหลานย่าโม วังบัวบาน แสนแสบ แสบแสน สักขีแม่ปิง สวรรค์มืด สายชล หยาดเพชร อาลัยรัก ฯลฯ
    ครูชาลี อินทรวิจิตร ได้รับรางวัลเกียรติคุณจากการประพันธ์คำร้องเพลงต่างๆ มากมาย ในจำนวนนี้ มีทั้งรางวัลที่ได้รับจากการประกวดเพลงนำภาพยนตร์อันได้แก่

    รางวัลตุ๊กตาทอง (พระสุรัสวดี) รางวัลสุพรรณหงษ์ทองคำ และภาพยนตร์แห่งชาติ จากภาพยนตร์เรื่อง
    – ลูกทาส
    – บ้านทรายทอง
    – ลูกเจ้าพระยา
    – ค่าของคน
    – อาจารย์อ้วนสติเฟื่อง
    – เพชรตัดหยก
    – ไอ้ผาง ร.ฟ.ท.
    – น้ำเซาะทราย
    – ครูจันทร์แรม

    รางวัลที่ได้รับจากละครโทรทัศน์ ได้แก่ รางวัลเมขลา จากละครเรื่อง
    – ทหารเสือพระเจ้าตาก
    – สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

    รางวัลกิตติคุณ สังข์เงิน และโล่จากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕
    – เพลงสดุดีมหาราชา จากภาพยนตร์เรื่องลมหนาว

    รางวัลแผ่นเสียงทองคำ จากเพลง
    – อาลัยรัก
    – สตรีหมายเลขศูนย์
    – น้ำตานกขมิ้น

    นอกจากผลงานการประพันธ์เพลงดีเด่นที่มีรางวัลระดับชาติเป็นเครื่องประกันคุณภาพแล้ว ครูชาลี อินทรวิจิตร ยังมีผลงานทางด้านการกำกับภาพยนตร์อีกด้วย โดยท่านได้เคยสร้างและกำกับภาพยนตร์ของตนเองมากกว่า ๒๐ เรื่อง และเคยได้รับรางวัลจากการกำกับภาพยนตร์หลายครั้ง

    ในด้านสังคม ครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นศิลปินที่มีจิตใจเป็นกุศล มักจะให้ความช่วยเหลืองานเพื่อสาธารณประโยชน์อยู่ตลอดเวลาอย่างเต็มกำลังกาย และสติปัญญาความสามารถโดยไม่คำนึงถึงสิ่งตอบแทน จากคุณสมบัติทั้งปวงที่กล่าวมา ทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์คำร้อง – ผู้กำกับภาพยนตร์) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๖

    มีเรื่องบังเอิญเกี่ยวกับการถ่ายภาพครูชาลี อินทรวิจิตร นี้ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายเดือนก่อนผมพยายามที่จะติดต่อครูชาลี เพื่อขอถ่ายภาพท่าน โดยหาหมายเลขโทรศัพท์จากหนังสือทำเนียบศิลปินแห่งชาติ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แต่เมื่อผมได้โทรศัพท์ไปตามหมายเลขที่ระบุเอาไว้ปรากฏว่าท่านได้ย้ายจากที่อยู่เดิมไปเสียแล้ว เป็นอันว่ายังไม่สามารถติดต่อท่านได้ จึงคิดเอาไว้ว่าคงจะต้องหาทางที่จะติดต่อท่านทางอื่นต่อไป หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ขณะที่ผมกำลังขับรถออกจากซอยบ้านย่านถนนงามวงศ์วาน ข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สายตาผมก็ไปสะดุดเข้ากับชายคนซึ่งผมจำได้ดีว่าคือ ครูชาลี อินทรวิจิตร ศิลปินแห่งชาติผู้ซึ่งผมกำลังตามหานั่นเอง ! ผมจึงรีบตัดสินใจจอดรถริมฟุตบาทวิถีอย่างไม่ลังเล และเดินเข้าไปกล่าวสวัสดีครูชาลีและเรียนถึงวัตถุประสงค์ของผมให้ท่านทราบในทันที ครูชาลีมีทีท่างงๆ เล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวรับคำขอของผม พร้อมยื่นนามบัตรสีชมพูใบหนึ่ง ซึ่งเป็นนามบัตรของร้านอาหาร “บ้านชาลี” ที่ท่านแจ้งว่าเป็นร้านอาหารของท่านซึ่งตั้งอยู่ย่านบางบัวทอง และกล่าวว่าให้ติดต่อไปที่นั่นได้
    ผมไม่ได้ติดต่อครูชาลีในทันทีเนื่องจากติดภารกิจในต่างจังหวัด และงานอื่นๆ อีกมากจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ ผมจึงได้นัดหมาย และเดินทางไปพบท่านที่ร้านอาหารดังกล่าว กับสุธาวัลย์ ลูกศิษย์ที่ผมเคยสอนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มาช่วยแทนจักรกฤษณ์ซึ่งติดธุระ เวลาที่นัดหมายกันเป็นช่วงบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่ร้านไม่ยุ่งเหยิง การทำงานของผมจึงเป็นไปอย่างสะดวก และไม่เป็นที่เกะกะแก่แขกที่มารับประทานอาหารมากมายนัก ผมได้เลือกมุมหนึ่งในร้านที่ดูเรียบๆ ไม่ยุ่งเหยิงเป็นที่ใช้ถ่ายภาพโดยตั้งใจเน้นให้เห็นหน้าครูชาลีเป็นสำคัญ แว่นตาที่ครูชาลีสวมอยู่ เป็นสีชาเข้มซึ่งค่อนข้างจะยากแก่การถ่ายภาพ อย่างไรก็ตามก็เป็นแว่นที่ท่านใช้ประจำและเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของท่านอย่างหนึ่ง ใบหน้าของครูชาลีในภาพดูอ่อนกว่าวัย ๗๗ ปี ของท่านอยู่มากแม้จะมองผ่านแว่นสีชา ก็ยังมองเห็นแววตาเป็นประกายของท่านได้อย่างดี กว่าที่จะออกมาเป็นภาพนี้ ผมได้ใช้เวลาจัดอยู่นานจนครูชาลีหลับแล้วหลับเล่าไปหลายตื่น แต่ท่านก็อดทานไม่ปริปากบ่นแม้แต่น้อย จนกระทั่งการทำงานเสร็จลงด้วยดี

    ครูชาลี อินทรวิจิตรเล่าให้ผมฟังเมื่อเสร็จงานแล้วว่า สิ่งที่ทำให้ท่านภาคภูมิใจและปลาบปลื้มใจเป็นที่สุดในชีวิตนอกเหนือจากการได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติก็คือ การที่ท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเรื่องพิเศษที่ศิลปินน้อยคนจะได้รับ นับเป็นบำเหน็จรางวัลอันสูงค่าตอบแทนความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ท่านเทิดทูนไว้เหนือสิ่งอื่นใด

    นอกจากงานทางด้านการประพันธ์คำร้องเพลงที่ครูชาลี อินทรวิจิตร ยังคงทำอย่างต่อเนื่องไม่เคยว่างเว้น ปัจจุบันท่านยังได้ทำกิจการร้านอาหารที่บ้านอีกด้วย จากที่ผมได้ทดลองไปชิมมาแล้วขอยืนยันว่ารสชาติอาหารดีจริงๆ ที่สำคัญคือทางร้านได้นำเพลงเก่ามาบรรเลงให้แขกได้ร้องไปด้วยอย่างน่าสนุกสนาน และทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ครูชาลีก็จะร่วมร้องเพลงอยู่ด้วยอย่างเป็นกันเอง หากท่านผู้อ่านอยากรับประทานอาหารดี ฟังดนตรีที่ไพเพราะน่าจะลองแวะไปเยี่ยมเยียนร้านบ้านชาลีกันสักครั้งนะครับ หากไม่ทราบว่าจะไปอย่างไรลองโทรศัพท์ไปถามได้ที่หมายเลข PCT ๙๒๙ – ๑๘๑๖ กด ๑ รับรองไม่ผิดหวังแน่ครับ

  • นายชำเรือง วิเชียรเขตต์

    นายชำเรือง วิเชียรเขตต์

    นายชำเรือง วิเชียรเขตต์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๓๙
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย
    อันที่จริงที่ผ่านมา มีผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ด้านประติมากรรมมาแล้วหลายท่าน ตั้งแต่อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ อาจารย์ชิต เหรียญประชา และอาจารย์พิมาน มูลประมุข แต่ทั้ง ๓ ท่านได้ด่วนจากไปก่อน ผมจึงไม่สามารถถ่ายภาพท่านเหล่านั้นมาให้ชมกันได้ ยังคงมีอีกเพียง ๒ ท่าน ที่ยังมีชีวิตอยู่และยังคงสร้างสรรค์งานประติมากรรมอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ และคุณอินสนธ์ วงศ์สาม เรื่องราวและภาพคุณอินสนธ์นั้นคงได้ผ่านสายตาของท่านไปแล้ว ฉบับนี้ผมจึงได้นำภาพ และประวัติความเป็นมาของอาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์มาเสนอบ้างครับ

    อาจารย์ชำเรือง วิเชียร์เขตต์เกิดเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๔ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบันอายุ ๖๙ ปี ท่านได้รับการศึกษาตั้งแต่เบื้องต้น จนจบระดับมัธยมที่จังหวัดกาฬสินธุ์บ้านเกิดนั่นเอง ความสนใจในทางศิลปะของอาจารย์ชำเรือง เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กโดยท่านได้แสดงฝีมืออย่างโดดเด่นในการเรียนวิชาศิลปะที่โรงเรียนทั้งงานวาดเขียนและงานปั้น โดยเฉพาะงานปั้นนั้น ท่านทำได้ดีเป็นพิเศษจนได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ศิลปะเสมอ

    แม้ว่าอาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์จะมีความรักและสนใจในงานศิลปะมากเพียงใดก็ตาม แต่ในเบื้องต้นนั้น ท่านก็ยังไม่ได้คิดที่เอาจริงเอาจังศึกษาต่อในทางนี้และยึดเป็นอาชีพต่อไป เนื่องจากในสมัยนั้น วิชาชีพทางศิลปะยังไม่ได้รับการยอมรับนับถือเท่าที่ควร ผลตอบแทนที่ได้รับก็น้อย ค่านิยมทางสังคม ยังให้ความสำคัญกับการเลือกศึกษาเล่าเรียนในสาขาที่จบออกไปแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคนมากกว่า ดังนั้น ครั้งหนึ่งอาจารย์ชำเรืองจึงเคยมีความตั้งใจ ที่จะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามกระแสความนิยมดังกล่าว แต่ในที่สุด หลังจากที่ได้ชั่งน้ำหนักด้วยเหตุและผลแล้ว ท่านก็ได้ตัดสินใจเลือกทางเดินครั้งสำคัญในชีวิต โดยการเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเพาะช่างตามความปรารถนาจากส่วนลึกในจิตใจของท่านเอง ท่านได้ศึกษาพื้นฐานความรู้ทางศิลปะที่วิทยาลัยเพาะช่างอยู่เป็นเวลา ๓ ปี แล้วจึงได้ไปสมัครสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ที่นั้นเอง ท่านได้รับการศึกษาอบรมทางศิลปะอย่างเข้มข้นจากบรรดาปรมาจารย์ทางศิลปะของเมืองไทย โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และศิษย์เอกของท่านหลายคน อาทิ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ อาจารย์พิมาน มูลประมุข อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ อาจารย์สิทธิเดช แสงหิรัญ อาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ และอาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เป็นต้น ทุกท่านที่กล่าวมานี้เป็นศิลปินคนสำคัญที่มีชื่อเสียง และผลงานอันเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างสูงในวงการศิลปะทั้งสิ้น

    อาจารย์ชำเรือง ได้ตั้งใจศึกษาและฝึกฝนฝีมือ ตลอดจนพัฒนาแนวความคิดสร้างสรรค์ในทางศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านงานประติมากรรมที่ท่านมีความถนัดเป็นพิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นเวลา ๕ ปีจนสำเร็จการศึกษา จากนั้น ท่านก็ได้สมัครเข้าเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนศิลปศึกษา ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวิทยาลัยช่างศิลป์ พร้อมกับสร้างสรรค์งานประติมากรรมไปด้วยโดยตลอด ครั้นถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ท่านจึงได้ย้ายไปสอนที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร สถานศึกษาเดิมของท่านเอง ท่านสอนอยู่ที่คณะนี้เป็นเวลา ๑๔ ปี จากนั้นก็ได้ย้ายไปเป็นอาจารย์สอนในภาควิชาประยุกต์ศิลป์ศึกษา คณะมัณฑนาศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนกระทั่งลาออกจากราชการเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ เพื่อที่จะได้มีเวลาทำงานศิลปะได้อย่างเต็มที่ แต่แม้ว่าจะได้ลาออกจากราชการมาแล้ว ท่านก็ยังได้ทำงานสอนสอนในฐานะอาจารย์พิเศษในสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายแห่งจนกระทั่งปัจจุบัน รวมเวลาการเป็นอาจารย์สอนศิลปะทั้งสิ้นกว่า ๔๐ ปี

    ในด้านผลงานศิลปะของท่านนั้น งานที่ท่านทำเป็นหลักก็คืองานประติมากรรม โดยในช่วงแรกๆ ของท่าน เป็นงานประเภทเหมือนจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพคน เมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็ค่อยๆ คลี่คลายผลงานของท่านไปเป็นรูปแบบนามธรรมในที่สุด ท่านเคยได้ส่งผลงานประติมากรรมเข้าประกวดหลายครั้งและได้รับรางวัลสำคัญๆ มากมาย รางวัลสำคัญที่สุดที่ท่านได้รับคือรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๑ เหรียญทอง จากผลงานประติมากรรมชื่อ “กลุ่ม” จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๖ นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน ๘ รางวัล และรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๓ เหรียญทองแดง ๒ รางวัล จาการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติในปีต่างๆ นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๑๒

    นอกจากการส่งผลงานเข้าประกวดแล้ว อาจารย์ชำเลือง วิเชียรเขตต์ ยังได้จัดแสดงผลงานเดี่ยว และเข้าร่วมการแสดงผลงานกับศิลปะท่านอื่นๆ ทั้งภายในประเทศ และในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา มาจนทุกวันนี้ ทั่งยังมีผลงานที่ได้จัดแสดง และติดตั้งเป็นการถาวรในสถานที่ต่างๆ ทั้งที่เป็นสถานที่ราชการ สวนสาธารณะ และบริษัทห้างร้านของเอกชนหลายแห่ง อาทิ

    -งานประติมากรรมกลางแจ้ง ที่สวนจตุจักร ซึ่งท่านได้เป็นตัวแทนศิลปินจากประเทศไทยเข้าร่วมงานแสดงประติมากรรมอาเซียน ครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ โดยในครั้งนั้น ได้มีตัวแทนประติมากรจากทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมกลางแจ้ง ที่สวนจตุจักร ซึ่งผลงานเหล่านั้นยังคงติดตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่จนทุกวันนี้

    -งานประติมากรรมถาวรที่อุทยานเบญจศิริ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕

    -งานประติมากรรมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาลำปาง

    -งานประติมากรรมที่อาคารสภาวิจัยแห่งชาติ

    -งานประติมากรรมที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    -งานประติมากรรมที่อาคารหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    นอกจากผลงานสำคัญที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว ในขณะนี้ อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างสรรค์งานประติมากรรมขนาดใหญ่ชื่อ “ความร่วมเย็น บริสุทธิ์ สดใส ใต้ร่มองค์พระประมุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙” ในโครงการณ์เทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ ๖ รอบ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรค์ทุนและเชิญชวนศิลปินชั้นนำในแขนงต่างๆ ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพื่อนำไปติดตั้งในทุกๆ จังหวัดทั่วประเทศ รวม ๗๖ จังหวัด สำหรับผลงานของอาจารย์ชำเรืองชิ้นนี้ จะนำไปติดตั้งที่หน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านเองในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓ นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพิพิธภัณฑ์ และหอศิลปะในต่างประเทศหลายแห่งได้ซื้อผลงานของท่านได้จัดแสดงอีกด้วย

    นอกจากตัวท่านเองแล้ว สมาชิกในครอบครัวทุกๆ คน อันได้แก่ อาจารย์เสาวภาภรรยาของท่าน ตลอดจนอาจารย์ญาณพล อาจารย์นิธิ และคุณนที วิเชียรเขตต์ บุตรชายทั้ง ๓ ล้วนแต่ทำงานศิลป์ด้วยกันทั้งสิ้น จึงนับว่าครอบครัวของอาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ เป็นครอบครัวศิลปินอย่างแท้จริง

    อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์เป็นประติมากรแนวนามธรรมคนสำคัญของเมืองไทยผู้ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีคุณค่ามากมาย ได้รับการยอมรับในวงการศิลปะทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งยงเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิลปินรุ่นหลังๆ ด้วยประสบการณ์และวิญญาณแห่งความเป็นครูอย่างแท้จริง ท่านยังได้เป็นผู้ที่ให้ความร่วมมืในด้านการบริการสังคมในกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ตลอดมา ทั้งยังเป็นผู้ที่ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด คุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมาสอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าข่ายได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติทุกประการ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงประกาศยกย่องให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ประติมากรรม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙)

    อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ เป็นศิลปินแห่งชาติท่านที่ผมรู้จักดีที่สุดท่านหนึ่ง เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาประติมากรรมแก่ผมมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ผมเข้าศึกษาในปีแรกๆ ที่คณะมัณฑนาศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นอกจากตัวท่านแล้ว อาจารย์เสาวภา ภรรยาของท่านก็เป็นอาจารย์ของผมเช่นกัน ส่วนอาจารย์ญาณพล บุตรชายคนโตของท่านเป็นรุ่นพี่ แก่กว่าผม ๑ รุ่น และอาจารย์นิธิ บุตรชายคนกลางนั้นก็เป็นรุ่นน้อง แม้จะหลายรุ่น แต่ก็ได้รู้จักสนิทสนมกันเป็นอันดี จึงนับได้ว่า ผมมีความคุ้นเคยกับครอบครัววิเชียรเขตต์นี้เป็นอย่างดีในการถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติของผมนั้น ผมมักจะเลือกถ่ายท่านผู้อาวุโส และท่านที่ติดต่อได้ยากๆ ก่อน จึงยังไม่ได้ติดต่ออาจารย์ชำเรืองตั้งแรกเพราะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าสามารถติดต่อท่านได้โดยง่าย

    พอดีวันหนึ่ง อาจารย์ญาณพลได้โทรศัพท์มาหาผมด้วยธุระอื่น ผมจึงได้เรียนทาบทามขอถ่ายภาพอาจารย์ชำเรืองในโอกาสนั้น ซึ่งท่านก็กรุณาตอบรับในทันทีอันที่จริง ผมเคยถ่ายภาพท่านมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อราว ๑๐ ปีก่อน แต่การถ่ายภาพครั้งนั้น ผมไปถ่ายท่านที่บ้าน ซึ่งมีอุปสรรคเล็กน้อยในเรื่องสถานที่ ที่แคบเกินไป ทำให้ทำงานได้ไม่สะดวกนัก มาครั้งนี้ ผมจึงได้เรียนเชิญท่านให้มาถ่ายภาพที่สตูดิโอของผม เพื่อที่ผมจะได้ถ่ายภาพของท่านได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องข้อจำกัดใดๆ

    ในการนี้ ผมได้ขอให้ท่านนำผลงานชื่อ “กลุ่ม” ที่ท่านได้รับรางวัลที่ ๑ ในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๐๘ มาถ่ายร่วมกับท่านด้วย งานชิ้นนี้ เดิมทีเป็นงานหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ ยังไม่ได้หล่อเป็นสำริด แต่ท่านเพิ่งนำมาหล่อเป็นสำริดในระยะหลังนี้เอง ผมได้จัดฉากเตรียมถ่ายภาพท่านเอาไว้ล่วงหน้า โดยการใช้ไม้อัดเต็มแผ่น ๒ แผ่น ทาสี และติดขาตั้งในแนวสูงโดยแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ข้างหน้า ส่วนอีกแผ่นตั้งถัดเข้าไปด้านหลัง จากนั้นได้นำรูปปั้นที่มีน้ำหนักมหาศาลขนาดที่ชายฉกรรจ์ ๔ คนยกแล้วยังต้องหอบ วางลงบนแท่นตั้งรูปที่ท่านเตรียมมาด้วย จากนั้นก็ขอให้อาจารย์ชำเรืองลองมายืนในตำแหน่งต่างๆ จนเป็นที่ลงตัว ก่อนที่จะจัดไฟถ่ายภาพในลำดับต่อมา เนื่องจากเป็นการถ่ายภาพในสตูดิโอของผมเอง ผมจึงสามารถจัดไฟได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระในการขนอุปกรณ์เหมือนเวลาออกไปถ่ายนอกสถานที่

    ในการนี้ผมจึงใช้ไฟถ่ายภาพถึง ๔ ดวง โดยนอกจากไฟหลัก และไฟเสริมที่ใช้อยู่เป็นปกติแล้ว ผมได้เพิ่มไฟอีก ๒ ดวง โดยดวงหนึ่งซ่อนไว้ข้างหลังฉากไม้ช่วยเพิ่มแสงสว่างให้กับรูปปั้นที่มีสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ไม่ให้จมหายไปในความมืด ส่วนอีกดวงหนึ่งตั้งเอาไว้ทางด้านขวาของภาพเยื้องไปทางด้านหลัง เพื่อเพิ่มแสงอีกด้านหนึ่งของรูปปั้น และเป็นไฟดวงที่ทำให้เกิดแสงสว่างบริเวณขอบใบหน้าไล่ลงมาจนตลอดลำตัวของท่านนั่นเอง

    ก่อนที่จะถ่ายภาพนี้ ผมได้ขอให้อาจารย์ชำเรืองลองตั้งท่าต่างๆ อยู่หลายท่า แต่ในที่สุดก็พบว่าท่ากอดอกนี้ดูดีที่สุด เมื่อตอนที่ถ่ายภาพนี้ ผมถ่ายทั้งฟิล์มสี และขาวดำ แต่เมื่อดูรูปแล้ว ผมเลือกใช้เป็นรูปขาวดำเนื่องจากจุดเด่นของภาพนี้ไม่ใช่เรื่องของสี ส่วนประกอบในภาพส่วนใหญ่เป็นโทนน้ำตาล เทา และดำมีเพียงใบหน้าและมือเท่านั้นที่เป็นสีเนื้อ ดังนั้นการเน้นที่น้ำหนักดำขาวน่าจะดูน่าสนใจกว่า

    อีกประการหนึ่ง ผมได้เอาใจท่านผู้อ่านที่ชอบภาพสีมาหลายฉบับติดกันแล้ว หากจะคั่นด้วยภาพขาวดำตามความชอบของผมเองบ้าง ก็ไม่ควรถูกตำหนิแต่ประการใดใช่ไหมครับ ส่วนจักรกฤษณ์ไม่ได้มาในวันนั้น ผมจึงต้องขอความกรุณาให้อาจารย์ญาณพลที่มาเป็นเพื่อนคุณพ่อช่วยถ่ายภาพเบื้องหลังแทน

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อราว ๕๐ ก่อน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ต้องเลือกเส้นทางชีวิต หากทานเลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามกระแสความนิยมในเวลานั้น เราก็อาจได้ข้าราชการที่เปี่ยมคุณธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งท่านประสบความสำเร็จมากน้อยเท่าใด ไม่มีใครทราบได้ แต่เพราะท่านได้ตัดสินใจเลือกศิลปะ เป็นเส้นทางเดินแห่งชีวิต เราจึงมีศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพเป็นอย่างสูง และได้สร้างคุณูปการแก่วงการศิลปกรรมไทยอย่างมากมายจนทุกวันนี้