Author: admin

  • นายทองมาก จันทะลือ

    นายทองมาก จันทะลือ

    นายทองมาก จันทะลือ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) พุทธศักราช ๒๕๒๙
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ผมได้เคยนำเสนอภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติที่เป็นหมอลำมาแล้วหลายต่อหลายท่าน แต่ยังคงขาดยอดหมอลำคนสำคัญแห่งภาคอีสานอยู่อีกท่านหนึ่ง คือ หมอลำทองมาก จันทะลือ ซึ่งหากขาดภาพของท่านผู้นี้ไปแล้ว งานรวบรวมภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติของผมคงจะด้อยคุณค่าลงไปมาก เนื่องจากท่านเป็นศิลปินหมอลำในระดับปรมาจารย์ผู้ได้รับความเคารพนับถือ และยกย่องจากคนในวงการหมอลำ และประชาชนทั่วภาคอีสาน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านเป็นศิลปินหมอลำท่านแรกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ดังนั้น ในฉบับนี้ นอกจากที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพที่ผมได้ไปถ่ายมาแล้วท่านก็จะได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของศิลปินท่านนี้โดยละเอียดอีกด้วย

    หมอลำทองมาก จันทะลือ เกิดเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ที่จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี เริ่มเข้าสู่วงการหมอลำเมื่ออายุ ๑๔ ปี โดยบิดาได้พาไปสมัครเรียนหมอลำกับพระรูปหนึ่งนามว่าพระอาจารย์อ่อนที่วัดประดู่น้อย โดยได้เรียนรู้ทั้งด้านกลอนลำ และพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาอันเป็นพื้นฐานสำคัญที่หมอลำจะต้องเรียนรู้อย่างละเอียด ท่านได้ร่ำเรียนอยู่กับพระอาจารย์อ่อนอยู่เป็นเวลา ๒ ปี จึงได้ลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมกับครูหมอลำอื่นๆ อีกหลายท่าน อาทิ หมอลำคำอ้ายฯ อาจารย์คำผาย โยมา สิบตรีภิรมย์ฯ อาจารย์เคนฯ อาจารย์บัณฑิตฯ อาจารย์หลวยฯ และอาจารย์บุญคาฯ เป็นต้น ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านล้วนมีความชำนาญในด้านต่างๆ เกี่ยวกับหมอลำที่แตกต่างกันไป ทำให้หมอลำทองมากได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ของหมอลำอย่างกว้างขวางจนแตกฉาน

    หมอลำทองมากได้ออกแสดงหมอลำเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๙๑ และค่อยๆ สร้างผลงานจนมีชื่อเสียงโด่งดังถึงขั้นที่เรียกว่า “แตกลำ” อันเป็นคำที่ใช้ในวงการหมอลำซึ่งหมายถึงว่ามีความสามารถลำกลอน ไม่ว่าจะเป็นกลอน ๗ กลอน ๘ และกลอน ๙ ได้สดๆ โดยไม่ติดขัด ต่อมาในปี ๒๕๐๐ ท่านก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมหมอลำอีสาน และได้เข้าประกวดหมอลำกลอนฝ่ายชายจนชนะเลิศได้รับประกาศนียบัตรหมอลำชั้นพิเศษ ๔ ดาว อันถือว่าเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของหมอลำในสมัยนั้น และในช่วงนั้นเอง หมอลำทองมากก็ได้มีโอกาสจัดรายการวิทยุและเป็นโฆษกผู้โฆษณายาให้กับบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยูอีกด้วย โดยท่านได้นำเอาศิลปะหมอลำเข้าไปประยุกต์ใช้ในการโฆษณา ส่งผลให้ยอดขายของทางบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โฆษณาทางวิทยุชิ้นหนึ่งอันเป็นผลงานของท่านที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและติดหูของชาวอีสานในยุคนั้น ได้แก่โฆษณายาหม่องถ้วยทองที่มีถ้อยคำติดหูผู้ฟังทั่วไปว่า “ถูทา” ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกหมอลำทองมากว่า “พ่อถูทา” นับแต่นั้นมา

    เมื่อมีชื่อเสียงแพร่หลายอย่างเต็มที่ในภาคอีสานแล้ว หมอลำทองมาก จันทะลือ ก็ได้จัดตั้งสำนักงานหมอลำของตนเองขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๑ เพื่อรับงานแสดงต่างๆ และต่อมาในปี ๒๕๑๔ ท่านก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกที่เป็นหมอลำจำนวนมากร่วมกันจัดตั้งสหพันธ์สมาคมหมอลำแห่งประเทศไทยขึ้น โดยท่านเองได้รับเกียรติจากบรรดาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนายกสหพันธ์เป็นท่านแรก

    หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้รับรางวัลเกียรติคุณจากผลงานดีเด่นของท่านหลายครั้งอันได้แก่

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำชั้นเอกที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๐๐

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำที่อำเภอมุกดาหาร เมื่อปี ๒๕๐๐

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำชั้นหนึ่งที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๐๒

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำคู่ ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี ๒๕๑๐

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำในงานสงกรานต์ ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒

    – ได้รับรางวัลดีเด่นการผลิตผลงานเพื่อเยาวชนประเภทสื่อชาวบ้าน จากคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๒๔

    – ได้รับรางวัลศิลปินพื้นบ้านดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๒๘

    เมื่อประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างสูงจนเป็นที่ศรัทธารักใคร่ของชาวบ้านโดยทั่วไปแล้ว หมอลำทองมากก็ได้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี และก็ประสบความสำเร็จดังใจหมาย ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ สมัยเดียวกันกับที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดตรังในครั้งแรก ซึ่งหมอลำทองมากก็ได้ตั้งใจทำงานเป็นผู้แทนที่ดีของประชาชนตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนี้

    หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษในเรื่องกลอนลำ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างแตกฉาน มีน้ำเสียงดังกังวานและมีลีลาในการแสดงเป็นที่ถูกใจของผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อว่างจากงานการแสดงแล้ว ท่านก็ยังได้ช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านหมอลำให้แก่ลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้ใช้ความสามารถในทางหมอลำ เป็นสื่อช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ในโครงการต่างๆ ของทางการสู่ชาวบ้านอย่างได้ผลดียิ่งอีกด้วย

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งผลงาน ตลอดจนเกียรติประวัติอันดีงามที่หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้บำเพ็ญมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๒๙ นับเป็นศิลปินหมอลำท่านแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสำคัญยิ่งนี้

    เมื่อคราวที่ผมเดินทางตระเวนถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติทางภาคอีสานเมื่อเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมาแล้วนั้น ผมได้ถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติเกือบจะครบทุกท่าน เว้นแต่เพียงท่านเดียวคือ หมอลำทองมาก จันทะลือ เนื่องจากท่านพำนักอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ไกลจากเส้นทางที่ผมเดินทางไปถ่ายภาพศิลปินท่านอื่นๆ ค่อนข้างมาก จึงตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาถ่ายภาพท่านในภายหลัง จนเมื่อเวลาผ่านไปนาน ผมก็ได้ถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติท่านอื่นๆ ทั้งหมดจนครบ ยังคงเหลือเพียงหมอลำทองมากอีกท่านเดียวเท่านั้นก็จะเสร็จสิ้นโครงการ ผมจึงขึ้นเครื่องบินไปถ่ายภาพท่านที่จังหวัดอุบลราชธานีตามลำพัง และเนื่องจากผมต้องเดินทางคนเดียว (เพื่อประหยัดค่าเครื่องบิน) ผมจึงไม่สามารถขนอุปกรณ์ถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ดังเช่นเคย ได้แต่เพียงนำกล้องถ่ายภาพ และฉากผ้าสักหลาดสีดำผืนหนึ่งติดตัวไป โดยต้องพึ่งพาแสงแดดตามธรรมชาติแทนไฟถ่ายภาพ ซึ่งก็เป็นโชคดีของผม เนื่องจากในวันที่ผมเดินทางไปนั้น ท้องฟ้ามีเมฆบางๆ ปกคลุมทั่วไป ทำให้สภาพแสงเหมาะสมพอดีตามที่ผมคาดหวังไว้ คือไม่มีแสงเงาที่จัดจ้านแข็งกระด้างดังเช่นวันที่ท้องฟ้าโปร่ง เมื่อไปถึง ผมก็ได้ขึงฉากผ้าสีดำและขอให้หมอลำทองมากออกลีลาท่าทางของท่านเองตามธรรมชาติและเริ่มถ่ายภาพไปเรื่อยๆ หลายม้วนจนเป็นที่พอใจก็เป็นอันเสร็จพิธี ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านหมอลำทองมากไม่ถึง ๑ ชั่วโมงก็เสร็จงาน และบินกลับกรุงเทพฯในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง เมื่อนำภาพที่ถ่ายไว้ทั้งหมดมาเลือกดูแล้ว ก็ตัดสินใจเลือกภาพที่ผมชอบมากที่สุดมาลงให้ชมกัน ที่ผมชอบภาพนี้ ก็เพราะเป็นภาพที่หมอลำทองมากกำลังแสดงลีลาและอารมณ์ที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวา ดูแล้วสบายใจ และภาพนี้ก็สามารถถ่ายทอดบุคลิกภาพอันน่ารักของท่านได้ดีพอสมควร

    ด้วยวัย ๗๗ ปีในปัจจุบัน หมอลำทองมาก จันทะลือ ใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่นในสวนเกษตรของท่านที่จังหวัดอุบลราชธานี แม้จะลดการแสดงหมอลำลงไปกว่ายุคที่ท่านยังคงหนุ่มแน่นเปี่ยมด้วยกำลังวังชา แต่ท่านก็ยังคงได้รับเชิญให้ไปแสดงเป็นครั้งคราว และยังคงมีผู้ที่มาขอความรู้จากท่านมิได้ขาด จากประสบการณ์ชีวิตอันยาวนาน และเกียรติคุณดีเด่นทั้งหมดนี้ ย่อมส่งผลให้ท่านได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะปูชนียบุคคลทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างแน่นอน

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • นายอิ่ม จิตภักดี

    นายอิ่ม จิตภักดี

    นายอิ่ม จิตภักดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๐
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ท่านที่เคยชมการแสดงหนังตะลุงหรือพอจะมีความรู้เกี่ยวกับหนังตะลุงอยู่บ้าง คงจะต้องรู้จักตัวตลกที่ชื่อ “ไอ้เท่ง” เป็นแน่ เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของหนังตะลุงแล้ว “ไอ้เท่ง” ยังเป็นตัวตลกอมตะประจำคณะหนังตะลุงทุกคณะที่ได้สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวใต้มาเป็นเวลายาวนานอีกด้วย ในฉบับนี้ผมได้นำภาพถ่ายของนายหนังตะลุงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงบทไอ้เท่ง จนได้รับฉายาว่า “หนังอิ่มเท่ง” มาให้ชมกัน และนำเรื่องราวของท่านมาเล่าสู่กันฟังอีกด้วยครับ

    หนังอิ่ม จิตภักดี หรือ “หนังอิ่มเท่ง” เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๔ ที่จังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ท่านมีความสนใจหนังตะลุงอย่างจริงจังมาตั้งแต่อายุเพียง ๑๒ ปี โดยได้เฝ้าติดตามดูและจดจำเทคนิคการแสดงหนังตะลุงของคณะต่างๆ ด้วยความใฝ่ฝันที่จะเป็นนายหนังตะลุงให้ได้

    ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยหนุ่ม หนังอิ่มได้พยายามฝึกฝนการเล่นหนังตะลุงด้วยตนเอง โดยอาศัยวิธีครูพักลักจำ จนสามารถเล่นได้ ครั้นอายุได้ประมาณ ๒๗ ปี ก็ได้ไปขอสมัครเป็นศิษย์ของนายหนังตะลุงผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งนามว่าหนังหม้ง แห่งบ้านชะรัด กงหรา จังหวัดพัทลุง ซึ่งหนังหม้งก็ได้มองเห็นความตั้งใจแน่วแน่ของหนังอิ่ม จึงได้รับไว้เป็นศิษย์ และได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้อย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ครอบครูให้ด้วย และในที่สุด ความฝันของหนังอิ่มที่จะเป็นนายหนังตะลุงก็ได้กลายเป็นความจริงสมดังปรารถนา จากนั้น ท่านก็ได้เริ่มออกเล่นหนังตะลุงเป็นอาชีพ และได้แสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ของคนดู จนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    หนังอิ่มมีความสามารถทางด้านการแสดงหนังตะลุงได้เป็นเลิศในทุกบทบาท แต่บทที่ท่านเล่นได้ดีเด่นเป็นพิเศษจนเป็นที่ติดใจของผู้ชมทั่วไปก็คือบท “ไอ้เท่ง” ตวตลกอมตะของหนังตะลุงจนได้รับการขนานนามจากพระครูวัดนาเกตุผู้ซึ่งติดใจในการแสดงบทดังกล่าวของหนังอิ่มว่า “หนังอิ่มเท่ง” จนเป็นนามที่ติดปากของคนทั่วไปแต่นั้นมา

    เรื่องราวและเนื้อหาสาระที่หนังอิ่มเท่งนำมาใช้ในการแสดงหนังตะลุงมีทั้งเรื่องที่ท่านแต่งเอง เรื่องที่ผู้อื่นแต่ง และเรื่องที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของท่านเอง ทั้งนี้ ท่านยังคงรักษาแนวทางการแสดงตามแบบฉบับดั้งเดิมของหังตะลุงรุ่นเก่าเอาไว้ได้เป็นอย่างดีเรื่องที่เล่นมักแนวจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องเกี่ยวกับนรก สวรรค์ และชาดกทางพระพุทธศาสนาที่สอดแทรกคติธรรมและคำสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน ไม่น่าเบื่อ และมีกลเม็ดในการนำตัวตลกต่างๆ มาเป็นตัวช่วยปรุงแต่งให้เรื่องราวที่นำเสนอน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งยังได้นำเอาเรื่องราวเด่นๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาด้นกลอนสดพลิกแพลงให้สอดคล้องเข้ากับเหตุการณ์และผูกให้เข้ากับโครงเรื่องหลักที่เล่นอยู่ได้อย่างดีเยี่ยม

    นับตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ เป็นต้นมา ชื่อเสียงของหนังอิ่มเท่งก็ขจรขจายไปทั่วภาคใต้ และเลยไปถึงประเทศมาเลเซียด้วย ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีจากนั้นมาท่านก็มีงานแสดงอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทั้งยังได้เข้าแข่งขันประชันหนังตะลุงกับคณะอื่นๆ นับพันครั้ง คู่แข่งที่สำคัญได้แก่ หนังประทิ่น บัวทอง หนัง

    เดี้ยม ตรัง หนังจู่ลี้ ตรัง หนังเชย เชี่ยวชาญ หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ หนังพร้อม อัศวิน หนังเคล้าน้อย และ หนังปรีชา สงวนศิลป์ เป็นต้น ท่านเคยได้รับรางวัลจาการแสดงหนังตะลุงหลายครั้ง ได้แก่รางวัล กลองทองคำ เสื้อสามารถ ถ้วยเกียรติยศ ฯลฯ และได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่น สาขาศิลปะการแสดง หนังตะลุง จากสมาพันธ์หนังตะลุงจังหวัดสงขลาเมื่อปี ๒๕๔๐ อีกด้วย ส่วนผลงานด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมนั้น ท่านได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์จนเป็นนายหนังตะลุงผู้มีความสามารถหลายคน

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสามารถและผลงานของหนังอิ่ม จิตภักดี หรือหนังอิ่มเท่ง ยอดนายหนังตะลุงแห่งภาคใต้ผู้ซึ่งได้เพียรพยายามฝึกฝนวิชาหนังตะลุงจนมีความสามารถในระดับแนวหน้าทั้งยังได้เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการสืบสานศิลปะการแสดงแขนงนี้เอาไว้ให้คงอยู่ตราบจนทุกวันนี้จึงได้ประกาศยกย่องให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐

    หนังอิ่มเท่ง เป็นศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่ง ที่ผมได้ไปถ่ายภาพเมื่อคราวที่เดินทางล่องใต้เพื่อถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติเมื่อปีที่แล้ว และเนื่องจากขณะที่ผมไปพบท่านนั้น ไม่ใช่ช่วงที่ท่านกำลังเปิดการแสดงอยู่ ผมจึงได้แต่เพียงถ่ายภาพท่านโดยปราศจากบรรยากาศของโรงหนังตะลุง เช่นเดียวกันกับเมื่อคราวที่ถ่ายภาพหนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์

    ดังที่ผมได้เล่าเอาไว้แล้วในตอนต้นว่าฉายา “หนังอิ่มเท่ง” ของท่านนั้น ได้มาจากการที่ท่านมักใช้ตัวตลกที่ชื่อ “ไอ้เท่ง” เป็นตัวดำเนินเรื่องได้อย่างดีเยี่ยมจนเป็นที่ชอบอกชอบใจของคนดูและกลายมาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของท่านในที่สุด ผมจึงได้จับเอาจุดนี้มาเป็นแนวทางสำคัญในการถ่ายภาพครั้งนี้ โดยผมได้กำหนดล่วงหน้าว่าจะถ่ายภาพหนังอิ่มเท่งด้วยการเน้นให้เห็นสีหน้าที่ร่าเริงแจ่มใสเพื่อจะเอามาประกอบเข้ากับภาพไอ้เท่งกับสหายตัวตลกอื่นๆ ที่จะหามาถ่ายภาพในสตูดิโอภายหลัง ในครั้งนั้น ผมได้ภาพหนังอิ่มเท่งในอิริยาบถต่างๆ ไว้เผื่อเลือกพอสมควร ต่อมา เมื่อผมได้ตัวไอ้เท่งตัวจริงมาจากทางใต้พร้อมพลพรรคอันประกอบด้วยไอ้ทอง และหนูนุ้ยแล้ว จึงได้ตั้งโรงหนังตะลุงจำเป็นในสตูดิโอถ่ายภาพของผม โดยขึงผ้าขาวเข้ากับกรอบรูปขนาดใหญ่ แล้วจัดวางตัวหนังและจัดแสงเลียนแบบการเล่นหนังตะลุงจริงๆ โดยกะตำแหน่งเผื่อที่ว่างไว้สำหรับที่จะซ้อนภาพหนังอิ่มเท่งภายหลัง เมื่อจัดได้ตามที่ต้องการแล้ว ผมก็ได้ถ่ายภาพดังกล่าวไว้ แล้วนำฟิล์มไปล้างตามกระบวนการ เมื่อเสร็จแล้ว ผมก็ได้นำภาพหนังอิ่มเท่งทีถ่ายไว้โดยใช้ฉากสีขาวอัดลงบนกระดาษอัดรูปครั้งหนึ่งก่อน แล้วเปลี่ยนเอาฟิล์มหนังตะลุงที่ถ่ายภายหลัง อัดซ้อนลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวกันในตำแหน่งที่เหมาะสม และนำกระดาษนั้นไปล้างในน้ำยาก็เป็นอันเสร็จพิธี (อันที่จริงเทคนิคดังกล่าวเป็นเทคนิคโบราณ ซึ่งในยุคคอมพิวเตอร์นี้ แทบจะไม่มีใครทำอีกแล้ว แต่เนื่องจากผมเติบโตและเรียนหนังสือมาในช่วงที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์อันทันสมัยเหมือนยุคนี้ให้ใช้ จึงยังแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ไม่เป็น แต่ในขณะนี้ก็พยายามเร่งศึกษาอยู่ครับเผื่อจะเอามาใช้เพิ่มความหล่อให้ตัวเองบ้าง)

    แม้ว่าทุกวันนี้ หนังอิ่มเท่งจะมีอายุถึง ๘๐ ปี และไม่ได้แสดงหนังตะลุงอย่างสม่ำเสมอเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ท่านก็ยังคงเป็นนายหนังตะลุงที่ยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในภาคใต้อย่างไม่เสื่อมคลาย และเมื่อใดก็ตามที่เห็นไอ้เท่งโลดแล่นอยู่บนจอหนังตะลุง ก็คงจะมีผู้ชมจำนวนไม่น้อยนึกถึงหนังอิ่มเท่ง ศิลปินในดวงใจของพวกเขาผู้เคยทำให้ตัวหนังฉลุสีดำๆ ตัวนั้นวาดลีลาราวกับมีชีวิตและจิตใจจริงๆ เป็นแน่

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • จูเลี่ยม กิ่งทอง

    จูเลี่ยม กิ่งทอง

    นายจูเลี่ยม กิ่งทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง (หนังตะลุง) พุทธศักราช ๒๕๓๕
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อฉบับที่แล้วท่านผู้อ่านคงได้เห็นภาพและอ่านเรื่องราวของหนังอิ่ม จิตภักดี หรือหนังอิ่มเท่ง นายหนังตะลุงศิลปินแห่งชาติผู้มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่งของภาคใต้ที่ผมได้เสนอผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อความต่อเนื่อง ในฉบับนี้ผมจึงขอนำเรื่องราวของหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง นายหนังตะลุงอีกท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อที่ท่านผู้อ่านจะได้ลองเปรียบเทียบศิลปินแห่งชาติในสาขาเดียวกัน ว่าแต่ละท่านจะมีวิถีชีวิตที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

    หนังจูเลี่ยม กิ่งทอง เกิดที่จังหวัดชุมพร เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ ปีจอ พุทธศักราช ๒๔๖๕ (ตามประวัติบันทึกไว้ตามนี้ครับ) ปัจจุบันอายุ ๗๙ ปี จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๖ จากโรงเรียนบ้านน้ำอา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ท่านมีความรักและสนใจในการแสดงหนังตะลุงมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเมื่อได้ดูหนังตะลุงของจริงแล้ว ก็เกิดอยากเล่นเองบ้าง จึงได้ลองใช้ใบไม้มาทำเป็นตัวหนังตะลุงเพื่อเล่นให้เพื่อนๆ ดู ทั้งยังชอบจดจำกลอนและนิทานต่างๆ ที่ได้ยินมาจากผู้ใหญ่มาท่องและเล่าให้เพื่อนๆ ฟังประกอบการแสดงหนังตะลุงของท่านด้วย ครั้นอายุได้ ๑๒ ปี ก็ได้เริ่มฝึกการแสดงหนังตะลุง แต่จุดที่ท่านเริ่มฝึกฝนและร่ำเรียนอย่างจริงจังนั้น เกิดขึ้นอีก ๒ ปีหลังจากนั้น คือเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี โดยท่านได้ไปขอสมัครเป็นศิษย์ของหนังร่าน พิมพ์สุวรรณ นายหนังตะลุงผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของจังหวัดพัทลุงในครั้งนั้น ซึ่งหนังร่านก็มองเห็นความตั้งใจจริงของหนังจูเลี่ยม จึงรับไว้เป็นศิษย์ และได้ให้ติดตามไปในทุกหนทุกแห่งที่ทางคณะออกแสดง พร้อมกับถ่ายทอดวิชาความรู้ให้อย่างเต็มที่ ด้วยความเป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ไหวพริบดีและมีความมุ่งมั่นสูง หนังจูเลี่ยมจึงสามารถแสดงหนังได้ดีในเวลาอันรวดเร็ว ท่านได้อยู่ศึกษาและหาประสบการณ์ในการแสดงร่วมคณะกับหนังร่านผู้อาจารย์เป็นเวลาประมาณ ๓ ปี จึงได้ลาออกมาเพื่อมาตั้งคณะหนังตะลุงของตนเอง ซึ่งในขณะนั้น ท่านมีอายุเพียง ๑๗ ปี โดยเรื่องแรกที่แสดงคือเรื่องศิลป์วงศ์ ซึ่งท่านก็หาได้ทำให้ผู้ชมผิดหวังไม่ หลังจากนั้น ก็มีผู้มาว่าจ้างให้ไปแสดงมิได้ขาด

    ขณะที่อาชีพการแสดงหนังตะลุงของหนังจูเลี่ยมกำลังดำเนินไปอย่างสวยงามนั้น ก็พลันมีเหตุให้งานของท่านต้องสะดุดลงชั่วคราว เนื่องจากท่านต้องเข้ารับราชการเป็นทหารเกณฑ์ แต่แม้กระนั้นก็ดี ท่านก็ยังพยายามหาโอกาสซ้อมการแสดงอยู่เสมอ และเมื่อผู้บังคับกองร้อยของท่านได้ทราบว่าท่านมีความชำนาญทางด้านการแสดงหนังตะลุง จึงได้จัดซื้อตัวหนังตะลุงพร้อมทั้งเครื่องดนตรีที่ใช้แสดงประกอบ ให้หนังจูเลี่ยมใช้แสดงในค่ายทหารแห่งนั้น ทำให้ท่านได้มีโอกาสแสดงในนามของหน่วยงานต้นสังกัดของท่านอย่างสม่ำเสมอ และในยามว่างจากภารกิจทางการทหาร หนังจูเลี่ยมก็ได้พากเพียรศึกษาหาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ อาทิ พุทธศาสนา กฎหมาย สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแสดง เมื่อพ้นจากราชการทหารแล้ว ท่านจึงมีความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่วงการแสดงหนังตะลุงอย่างเต็มตัวอีกครั้งด้วยความมั่นใจ และด้วยประสบการณ์ที่สะสมไว้อย่างเต็มเปี่ยม

    หนังจูเลี่ยมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการแสดงที่โดดเด่นเป็นพิเศษ กล่าวคือนอกจากการแสดงหนังตะลุงตามแบบฉบับดั้งเดิมแล้ว ท่านยังได้พยายามคิดค้นและพัฒนารูปแบบของการแสดงให้น่าสนใจยิ่งขึ้น อาทิการประยุกต์ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคต่างๆ อันได้แก่ ลิเก เพลงฉ่อย ลำตัด แลหมอลำ เป็นต้น มาไว้ในการแสดงหนังตะลุงอย่างได้ผลดียิ่ง ทั้งยังเป็นคนแรกที่นำไวโอลินเข้ามาประกอบในการแสดงหนังตะลุงอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงหนังตะลุงของหนังจูเลี่ยม ก็มักจะมีตัวตลกร้องเพลงลูกทุ่งประกอบช่วยเพิ่มสีสันให้กับการแสดงได้เป็นอันมาก

    ความสามารถของหนังจูเลี่ยมหาได้มีเพียงที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น ทว่าท่านยังเป็นนักแต่งเพลงลูกทุ่งที่มีผลงานโด่งดังอีกด้วย โดยเพลงที่ท่านแต่งส่วนหนึ่งจะใช้ในการแสดงหนังตะลุงของท่านเอง และอีกส่วนหนึ่ง แต่งให้ “สาลิกา กิ่งทอง” นักร้องลูกทุ่งผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นลูกสาวแท้ๆ ของท่านเอง ร้องจนมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ เนื้อหาของเพลงลูกทุ่งที่ท่านแต่งส่วนใหญ่ใช้สำนวนภาษาใต้และสะท้อนวิถีชีวิตของชาวใต้เป็นหลัก

    เป็นเวลากว่า ๖๐ ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่หนังจูเลี่ยมเริ่มต้นอาชีพนักแสดงหนังตะลุง ตลอดระยะดังกล่าว ท่านได้ออกแสดงประมาณ ๗,๐๐๐ ครั้ง และได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆ เป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ถ้วยเกียรติยศ ขันน้ำพานรอง มงกุฎทองคำฝังเพชร รางวัลพระพิฆเนศวรทองคำ ฯลฯ แต่รางวัลดังกล่าวเหล่านี้ยังเทียบไม่ได้กับความสำเร็จอันเกิดจากความนิยมชมชอบของประชาชนทั่วภาคใต้ที่มีต่อท่านอย่างต่อเนื่องยาวนานมิสร่างซา

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมองเห็นคุณค่าของหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง ผู้เป็นนายหนังตะลุงที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถ และอัจฉริยภาพของตนเองในการสร้างความบันเทิงอันเปี่ยมด้วยสาระที่สร้างสรรค์แก่ประชาชนมาเป็นเวลายาวนาน จึงได้ยกย่องให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕

    ผมเคยกล่าวเสมอว่าเวลาที่ผมมีนัดถ่ายภาพกับศิลปินแห่งชาติ ผมมักจะได้รับความเมตตาและความเป็นกันเองเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ออกเดินทางไปถ่ายภาพศิลปินในต่างจังหวัด ก็มักจะได้รับน้ำใจไมตรีจากท่านเหล่านั้นเป็นพิเศษจนยากที่จะลืม หลายท่านได้เลี้ยงข้าวเลี้ยงปลาจนอิ่มหนำสำราญ แถมมีของกำนัลให้ติดมือกลับบ้าน ทั้งยังชวนคุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบเสมือนกับเราเป็นญาติมิตรที่สนิทสนม การไปถ่ายภาพหนังจูเลี่ยมที่บ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานีของท่านก็เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่ผมต้องเก็บไว้เล่าไม่รู้จบ กล่าวคือ ก่อนที่ผมจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปนั้น ผมได้ขอร้องให้คุณดรุณี ปูชนีย์ ผู้ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ช่วยติดต่อนัดหมายศิลปินแห่งชาติหลายท่านที่อยู่ทางภาคใต้ รวมทั้งหนังจูเลี่ยมด้วยให้ผมล่วงหน้า และเมื่อผมเดินทางไปถึงอำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ผมก็ได้ใช้วิธีสอบถามทางไปตามที่อยู่ที่ได้รับมา จนไปถึงบ้านหนังจูเลี่ยมโดยไม่ลำบากยากเย็นนัก เมื่อไปถึง ผมพบว่าในบริเวณสนามหน้าบ้านของหนังจูเลี่ยมดูคึกคักเป็นพิเศษ มีผู้คนมากมาย และมีการจัดโต๊ะในสนามพร้อมหม้อข้าวหม้อแกงหลากหลายชนิด เหมือนกับว่ากำลังจะมีงานเลี้ยงเล็กๆ อะไรสักอย่าง เมื่อจอดรถแล้ว ก็มีคุณลุงท่านหนึ่งที่หน้าตาเหมือนรูปในหนังสือทำเนียบศิลปินแห่งชาติของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งผมจำได้ว่าท่านก็คือหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง นั่นเอง เดินเข้ามาต้อนรับ หลังจากที่ท่านทักทายจักรกฤษณ์กับผมแล้วก็ถามว่า “มาจาก ส.ว.ช. (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) ใช่ไหม” ผมก็ตอบว่าเรามาถ่ายภาพคุณลุงตามที่คุณดรุณีจาก ส.ว.ช. ได้ช่วยนัดหมายไว้ให้ หนังจูเลี่ยมทราบดังนั้นก็กวาดสายตาไปที่ทางเข้าบ้าน แล้วถามต่อว่า “แล้วคนอื่นๆ ในคณะยังมาไม่ถึงหรือ” จักรกฤษณ์กับผมมองหน้ากันทันที และเข้าใจตรงกันว่าคงจะมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเสียแล้ว และตอบท่านไปว่า “เรามากัน ๒ คนนี่แหละครับ” เมื่อได้ยินดังนั้น หนังจูเลี่ยมก็อุทานออกมาว่า “มากันแค่ ๒ คนเองหรือ เข้าใจว่าจะมากันเป็นคณะใหญ่ นี่เตรียมกับข้าวไว้เลี้ยงต้อนรับทั้งคณะเลยนะ!” พลางชี้ไปที่โต๊ะเก้าอี้และหม้อกับข้าวกับปลา ที่สู้อุตส่าห์เกณฑ์คนในบ้านช่วยกันตระเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เช้า เราทั้ง ๒ รู้สึกผิด และเกรงใจท่านเป็นอย่างมากที่สร้างความเดือดร้อนแก่ท่านโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม หนังจูเลี่ยมก็จัดให้เราทานข้าวกัน ๒ คน โดยมีอาหารที่เตรียมไว้สำหรับคนนับสิบวางอยู่รอบตัว โดยมีสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งเพื่อนบ้านนับสิบคนมองดูเรารับประทานอาหารด้วยความรู้สึกในใจที่ผมก็เดาไม่ถูก อาหารมื้อนั้นคงจะอร่อยกว่านั้นมากหากไม่มีเรื่องที่ทำให้เราต้องรู้สึกไม่สบายใจเช่นนั้น

    เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว เราก็ย้ายไปที่โรงหนังตะลุงที่อยู่ลึกเข้าไปบนสนามนั้นเอง โรงหนังตะลุงดังกล่าวมีลักษณะเป็นโรงไม้ยกพื้นสูง ด้านหน้ามีผ้าขาวขึงตึงทำเป็นจอหนัง ด้านหลังจอมีหลอดไฟดวงโตห้อยลงมาจากเพดานสำหรับส่องตัวหนังให้เกิดเงาทอดลงบนจอผ้า พื้นของโรงหนังเป็นไม้กระดานหยาบๆ ปูด้วยเสื่อเป็นที่สำหรับนายหนังตะลุงนั่งแสดง นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง เช่นตัวหนังจำนวนมาก และหยวกกล้วย ที่ใช้สำหรับปักตัวหนังวางอยู่ ผมได้พยายามจัดถ่ายภาพหนังจูเลี่ยมโดยมีตัวหนังตะลุงของท่านเป็นฉากหลัง แต่ก็มีอุปสรรคที่ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือตามความเข้าใจของผม การแสดงหนังตะลุงนั้น น่าจะแสดงกันในเวลากลางคืน หรือในที่ๆ มีแสงสว่างสลัวๆ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นเงาของตัวหนังบนจอได้อย่างชัดเจน แต่ขณะที่ผมไปถ่ายภาพนั้น เป็นเวลากลางวัน ทำให้แสงสว่างจากภายนอกซึ่งมีกำลังแรงกว่าหลอดไฟที่ส่องตัวหนังมาก กลบเงาที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถมองเห็นได้ ผมจึงต้องพยายามใช้ไฟถ่ายภาพซึ่งให้แสงสว่างสูงมาช่วย แต่เมื่อกลับมาดูภาพที่ถ่ายไว้นั้นก็ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งตัวหนังที่ผมจัดไว้ ก็ดูนิ่งๆ เฉยๆ ไม่น่าสนใจ มีเพียงส่วนที่เป็นภาพหนังจูเลี่ยมเท่านั้นที่กลับดูดีเป็นที่น่าพอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมก็มีทางเลือกเพียง ๒ ทาง ทางแรกคือกลับไปถ่ายใหม่ หรือทางที่ ๒ ก็คือ ใช้วิธีการซ้อนภาพเหมือนภาพของนายหนังตะลุง ๒ ท่านที่เคยนำเสนอไปแล้ว ซึ่งเมื่อคิดเปรียบเทียบกันระหว่างจากการที่จะต้องเดินทางไปไกลถึงสุราษฎร์ธานีเพื่อถ่ายภาพเพียงท่านเดียว กับการที่จะจัดถ่ายตัวหนังในสตูดิโอ แล้วนำมาประกอบเข้ากับภาพหนังจูเลี่ยมที่ดีอยู่แล้ว ผมก็เลือกวิธีหลัง และก็ได้ใช้วิธีการเดียวกันกับการทำภาพหนังฉิ้น อรมุต และหนังอิ่ม จิตภักดี ซึ่งได้เคยอธิบายไว้แล้วอย่างละเอียดในฉบับก่อนๆ จึงขอละที่จะกล่าวซ้ำอีก หลังจากที่ถ่ายภาพหนังจูเลี่ยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราทั้ง ๒ ก็ลาท่านเพื่อจะเดินทางต่อไป โดยไม่ลืมที่จะขอโทษที่ทำให้ท่านเข้าใจผิดและต้องลำบากลำบนไปเช่นนั้น

    หนังจูเลี่ยม กิ่งทอง นับเป็นศิลปินที่มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่เด็กที่จะเป็นนายหนังตะลุงให้ได้ และท่านก็ได้ใช้เวลายาวนานเกือบทั้งชีวิตสร้างผลงานจนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับอย่างสูงยิ่ง และได้รับเกียรติยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติอันเป็นเครื่องยืนยันถึงเกียรติคุณและความสามารถของท่านได้อย่างดีที่สุด

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหกิจ แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • เสรี หวังในธรรม

    เสรี หวังในธรรม

    นายเสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะการละคร) พุทธศักราช ๒๕๓๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนโขน ละคร ของกรมศิลปากร คงต้องคุ้นเคยกับชื่อเสียงเรียงนาม และผลงานด้านต่างๆ ของ อาจารย์เสรี หวังในธรรม เป็นอย่างดี เพราะท่านเป็นศิลปินคนสำคัญที่หากจะกล่าวว่าเป็นสัญลักษณ์ของโรงละครแห่งชาติ ก็ไม่เกินความจริงแต่อย่างใด แต่กว่าจะก้าวมาถึงจุดสูงสุดแห่งความสำเร็จในวันนี้ ท่านก็ได้ผ่านวิถีแห่งชีวิตที่น่าสนใจมาไม่น้อย ดังที่จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้ครับ

    อาจารย์เสรี หวังในธรรม เกิดเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๖๔ ปี ได้รับการศึกษาชั้นอนุบาลที่โรงเรียนศรีจรุง จากนั้นก็ได้ไปศึกษาต่อชั้นประถมที่โรงเรียนปิยะวิทยา ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนชิโนรส แล้วจึงย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร ตามลำดับ ณ ที่นั้น ท่านได้ศึกษาศิลปะการแสดงแขนงต่างๆ ทั้งดุริยางค์ไทยและสากล คีตศิลป์ไทย ศิลปะการแสดงละคร และโขน เป็นต้น เมื่อจบการศึกษา ในปี ๒๔๙๗ แล้ว ท่านได้เข้ารับราชการในแผนกดุริยางค์ไทย กองการสังคีต กรมศิลปากร จนกระทั่งถึงปี ๒๕๐๕ ท่านก็ได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอีสต์เวสต์เซนเตอร์ มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา ๓ ปี จึงได้กลับมารับราชการต่อที่ต้นสังกัดเดิม

    ตั้งแต่เริ่มต้นเข้ารับราชการจวบจนปัจจุบัน อาจารย์เสรี หวังในธรรม นับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูงยิ่ง ทั้งในฐานะ นักแสดง นักประพันธ์ นักดนตรี นักร้อง นักพูด นักบรรยาย ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับการแสดง และนักบริหารที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตนสร้างความบันเทิง และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนไทย และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

    ในด้านการแสดงนั้น ท่านศิลปินผู้มีความสามารถหลากแขนง และหลายบทบาท ทั้งบทพระ นาง ยักษ์ ลิง กษัตริย์ ฤษี พราหมณ์ ขุนนาง ตัวดี ตัวโกง ตัวตลก ฯลฯ จนเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของผู้ชมและถือเป็นตัวชูโรงของละครกรมศิลปากรมาเป็นเวลายาวนาน บทบาทดีเด่นที่เป็นที่กล่าวขวัญของคนดูได้แก่ บท “พระมหาเถรกุโสดอ” ในละครเรื่องผู้ชนะสิบทิศ “เถรขวาด” ในเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน “ชูชก” ในเรื่อง พระเวสสันดร “ท้าวเสนากุฏ” ในเรื่อง สังข์ศิลปชัย “นางมณฑา” ในเรื่อง สังข์ทอง ตอน มณฑาลงกระท่อมหาเนื้อหาปลา ฯลฯ

    ส่วนในด้านการประพันธ์ ท่านก็ได้แต่งบทโขน ละคร ลิเก เพลงไทยสากล บทอวยพร และบทเบ็ดเตล็ดอีกเป็นจำนวนมาก ดังจะขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้

    บทโขน ได้แก่ เรื่องรามเกียรติ์ทุกตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และบทโขนที่แต่งจากเรื่องนารายณ์สิบปาง และบทโขนตามตำนานพื้นเมืองของจังหวัดลพบุรี เป็นต้น

    บทละคร ได้แก่ บทละครใน ละครนอก ละครพันทาง ละครเสภา ละครพูด เรื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดเรื่องหนึ่ง ได้แก่ บทละครพันทาง เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ

    บทลิเก ได้แก่ เรื่องจันทโครพ และพระหันอากาศ เป็นต้น

    บทเพลงไทยสากล ได้แก่ เพลงรอยเบื้องยุคลบาท สถิตในหทัยราษฎร์ กล่อมพระขวัญเพื่อผู้มีดนตรีการ เราคือคนไทย สมเด็จพระมิ่งแม่ มหาวชิราลงกรณ์ สมเด็จพระปิยชาติ อิฐเก่าก้อนเดียว ฯลฯ

    บทอวยพร ได้แก่ บทถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ในมงคลวโรกาสต่างๆ

    นอกจากผลงานในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว อาจารย์เสรี หวังในธรรม ยังเป็นศิลปินที่มีความคิดริเริ่มดีเด่น และมี ‘ไฟ’ ในการทำงานที่โชติช่วงอยู่ตลอดเวลา โดยท่านได้ริเริ่มจัดทำรายการแสดงประเภทต่างๆ ที่ให้ทั้งสาระประโยชน์และความบันเทิง เช่น รายการชุด ดนตรีไทยพรรณนา ซึ่งเป็นรายการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีไทยในแง่มุมต่างๆ รายการชุดนาฏยาภิธาน อันเป็นรายการที่ว่าด้วยเรื่องการแสดงละครแบบต่างๆ รายการชุดขับขานวรรณคดี อันว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีต่างๆ ที่นำมาจัดทำเป็นบทนาฏกรรม ทั้งยังได้คิดริเริ่มจัดทำรายการ ศรีสุขนาฏกรรม ซึ่งเป็นรายการที่ประกอบการละเล่นต่างๆ เช่น โขน ละคร ลิเก ฟ้อน รำ ระบำ เซิ้ง ในรูปแบบสารพันบันเทิงจนเป็นรายการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง รวมทั้งรายการธรรมะบันเทิง ซึ่งเป็นรายการแสดงที่ว่าด้วยเรื่องของธรรมะ และศีลธรรม อันล้วนแต่ยังประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งสิ้น

    ในด้านการเป็นนักบริหารนั้น อาจารย์เสรี หวังในธรรม ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้อำนวยการกองการสังคีตอยู่เป็นเวลานานปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ท่านได้บริหารราชการด้วยความสามารถจนงานในหน้าที่รุดหน้าไปเป็นอย่างดี สร้างชื่อเสียงให้แก่กรมศิลปากรเป็นอันมาก งานสำคัญในหน้าที่ที่รับผิดชอบดังกล่าว ได้แก่ การจัดการแสดงในวโรกาสและโอกาสสำคัญต่างๆ ของชาติ การนำคณะนาฏศิลป์ไทยไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในต่างประเทศหลายครั้ง และการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในการส่เงสริมศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น

    จากเกียรติประวัติดังกล่าว ทำให้ท่านได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะการละคร) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑

    ผมได้ยินชื่อเสียงและได้ชมผลงานการแสดงของอาจารย์เสรีมาตั้งแต่เด็กๆ และยังคงเห็นท่านออกแสดงในสื่อต่างๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่หากจะถามว่าเมื่อพูดถึง อาจารย์เสรี หวังในธรรม แล้ว ผมจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก ก็คงต้องตอบว่าผมนึกถึงโรงละครแห่งชาติ เพราะที่นั่นเป็นที่ที่ผมเห็นอาจารย์เสรีเป็นครั้งแรก ขณะที่ท่านกำลังแสดงอยู่บนเวที ตั้งแต่ที่ผมยังเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ แต่จะเป็นการแสดงเรื่องอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว และยิ่งเมื่อได้ศึกษาชีวิตและงานของท่าน ก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นอีกว่าชีวิตของท่านกับโรงละครแห่งชาตินั้น มีความผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกทีเดียว ดังนั้น เมื่อจะต้องถ่ายภาพอาจารย์เสรีในฐานะศิลปินแห่งชาติในครั้งนี้ ผมจึงตั้งใจแน่วแน่ที่จะถ่ายภาพท่านภายในโรงละครแห่งชาติ โดยนึกวาดภาพในใจให้ท่านนั่งหรือยืนในโรงละคร และมีม่านลายเทพนมอันสวยงามวิจิตรบรรจงเป็นฉากหลัง ซึ่งผมมั่นใจว่าภาพดังกล่าวจะสามารถบอกเรื่องราวในตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากผมไม่ได้เข้าไปในโรงละครแห่งชาติมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ไม่ทราบว่าม่านเวทีลายเทพนมเดิมนั้น ถูกเปลี่ยนด้วยม่านชุดใหม่เสียแล้ว ซึ่งผมเพิ่งจะมาทราบเพียง ๑ วันก่อนที่จะถึงวันนัดถ่ายภาพอาจารย์เสรีในครั้งนี้ ในวันนั้น ผมได้เข้าไปดูสถานที่ภายในโรงละครแห่งชาติเพื่อเตรียมวางแผนถ่ายภาพอาจารย์เสรี เมื่อได้เห็นม่านปัจจุบันที่ติดตั้งอยู่ ก็รู้สึกตกใจ เพราะม่านดังกล่าวนั้น ไม่สามารถเทียบความงามของม่านชุดเดิมได้เลยแม้แต่น้อย ลวดลายที่ปรากฏอยู่ดูหลวมๆ และหยาบ ทำให้รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก จึงสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่ว่าม่านรูปเทพนมเดิมนั้นหายไปไหนเสียแล้ว ก็ได้รับคำตอบว่าม่านชุดเดิมนั้นชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา จึงต้องเปลี่ยนใหม่ แต่การจะทำม่านให้สวยงามดังเดิมนั้นต้องใช้เงินมาก ซึ่งงบประมาณของทางราชการมีไม่เพียงพอ จึงทำได้เพียงเท่าที่เห็นนี้ เมื่อทราบดังนั้น ผมก็รู้สึกว่าไม่อยากถ่ายภาพอาจารย์เสรีที่นั่นเสียแล้ว จึงได้พยายามลองเดินหามุมอื่นๆ ภายในบริเวณโรงละครแห่งชาติ ก็ไม่พบมุมใดที่ถูกใจ จะหาที่ใหม่ทดแทนหรือจะเตรียมการเป็นอย่างอื่นก็คงไม่ทันการเป็นแน่ เนื่องจากในวันรุ่งขึ้นก็จะถึงวันนัด ครั้นจะขอเลื่อนนัดอาจารย์เสรีออกไปอีก ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะคิดทำ เนื่องจากกว่าที่จะนัดท่านได้ในครั้งนี้ ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะภารกิจของท่านรัดตัวจนแทบจะเจียดเวลาไม่ได้เลย และในขณะที่ถ่ายภาพนี้ ก็ใกล้เวลาที่ผมจะเปิดนิทรรศการภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติ และจะต้องปิดต้นฉบับหนังสือศิลปินแห่งชาติที่ผมจัดทำเพื่อให้ทันเสร็จในวันงานดังกล่าวเต็มที่แล้ว จึงจำใจต้องถ่ายภาพท่านตามที่กำหนดไว้แต่เดิม

    ผมได้จัดให้อาจารย์เสรีนั่งบนพนักที่นั่งคนดูภายในโรงละครแห่งชาติ มีฉากหลังเป็นม่านเวทีที่กล่าวถึงในเบื้องต้น โดยพยายามทำให้ม่านดังกล่าวไม่ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถ่ายภาพท่านในอิริยาบถต่างๆ จนเสร็จสิ้น ผมต้องขอสารภาพว่าภาพที่ได้นี้ไม่ได้ดังใจเลย เนื่องจากได้คิดวาดภาพเอาไว้เสียเลิศหรู แต่ก็อดหวังไม่ได้ว่า สักวันหนึ่งในระยะเวลาอันใกล้ จะมีท่านผู้ที่มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ หรือหน่วยงานเอกชนที่มีจิตศรัทธา มองเห็นความสำคัญ จัดการสร้างม่านเวทีใหม่ให้ดูสมกับศักดิ์ศรีของความเป็นโรงละครที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยกว่าที่เป็นอยู่นี้ และเมื่อถึงเวลานั้น ผมจะขอโอกาสอาจารย์เสรีเพื่อถ่ายภาพท่านอีกครั้ง คงจะได้ภาพที่งดงามกว่านี้เป็นแน่

    ต้องนับพวกเราคนไทยนี้โชคดีที่มีศิลปินแห่งชาตินามว่า อาจารย์เสรี หวังในธรรม ผู้ซึ่งได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานศิลปวัฒนธรรมทางด้านการแสดงของชาติอย่างเต็มที่มาเป็นเวลายาวนาน และแม้ทุกวันนี้ ท่านจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ท่านก็ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำงานในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญของกรมศิลปากรอยู่อย่างกระฉับกระเฉง เข้มแข็ง ทำให้พวกเราชาวไทย ได้มีโขน ละคร และการแสดงดีๆ ดูกันอย่างสม่ำเสมอ ท่านผู้อ่านล่ะครับ กลับไปเยือนโรงละครแห่งชาติของเราครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หรือลืมสถานที่แห่งนี้ไปเสียแล้ว

    ขอขอบคุณ
    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • อ. จักรพันธุ์ โปษยกฤต

    อ. จักรพันธุ์ โปษยกฤต

    อ. จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช ๒๕๔๓
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ท่านผู้อ่านคงจะยังจำได้ว่าเมื่อคราวที่ผมไปถ่ายภาพคุณยายชื้น สกุลแก้ว ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (หุ่นกระบอก) เมื่อราว ๒ ปีก่อนนั้น ผมได้เล่าไว้ว่าผมได้รับความกรุณาจากอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ให้ยืมหุ่นกระบอกเก่าแก่ของครูเปียก ประเสริฐกุลบิดาของคุณยายชื้นที่ท่านนำมาซ่อมแซมใหม่จนสวยงาม เพื่อถ่ายภาพกับคุณยายชื้น ทั้งยังได้อนุญาตให้ใช้สถานที่ในบ้านของท่านเป็นที่ถ่ายภาพด้วย ในครั้งนั้น ผมคิดอยู่ในใจว่า อีกไม่ช้า อาจารย์จักรพันธุ์จะต้องได้เป็นศิลปินแห่งชาติอย่างแน่นอน เพราะผลงานของท่านมีมากมายเหลือคณา และทุกชิ้นล้วนสวยงามสูงค่าทั้งสิ้น ไม่ใช่เพียงผมเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ แต่ผู้คนที่ผมพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติด้วยอีกหลายต่อหลายคน ต่างก็มีความเห็นว่าท่านเหมาะสมกับตำแหน่งนี้เป็นที่สุด และบางคนก็คิดว่าท่านเป็นศิลปินแห่งชาติอยู่แล้วด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อท่านได้เป็นศิลปินแห่งชาติจริงๆ ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ควรจะได้เป็นตั้งนานแล้ว”

    อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖ ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ ๕๘ ปี ภายหลังจากที่จบการศึกษาทั้งระดับประถม และมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยแล้ว ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี ๒๕๐๓ และสำเร็จการศึกษาได้รับพระราชทานปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรม เมื่อปี ๒๕๑๐

    อาจารย์จักรพันธุ์มีความรักในการวาดรูปมาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งท่านก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอันดีจากบิดามารดา ที่ต่างก็มีความรักทางด้านศิลปะและการดนตรีด้วยกันทั้ง ๒ ท่าน และขณะที่ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยนั้น ท่านก็ได้แสดงความสามารถทางด้านศิลปะจนเป็นที่ชื่นชมของครูบาอาจารย์ โดยแนวภาพที่ท่านชอบเขียนตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมักจะเป็นภาพตัวละครในวรรณคดีและภาพเหมือนบุคคลโดยใช้ทั้งดินสอสี สีน้ำ และสีน้ำมัน

    ครั้งหนึ่งขณะที่อาจารย์จักรพันธุ์กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในงานพระราชทานประกาศนียบัตรและงานกรีฑาประจำปีของโรงเรียน พระยาภะรตราชา ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในขณะนั้น ได้นำอาจารย์จักรพันธุ์ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ด้วย

    จากการที่ได้มองเห็นแววแห่งความสามารถและความตั้งใจจริงของอาจารย์จักรพันธุ์ บิดาจึงได้พาท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งท่านศาสตราจารย์ศิลปก็ได้ชี้แนะแนวทางเบื้องต้นในการฝึกฝนวาดเส้นด้วยดินสอ และสอนให้รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติอันจะช่วยสร้างความเข้าใจในทางศิลปะดียิ่งขึ้น ครั้นจบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ก็สามารถสอบเข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้สมตามความปรารถนา

    ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น อาจารย์จักรพันธุ์มีผลการเรียนที่ดีเด่น ทำให้ได้รับทุนเรียนดีทุกปี แนวทางในการสร้างสรรค์งานศิลปะของท่านในระยะนั้น ยังคงเน้นการเขียนภาพเหมือน และภาพจิตรกรรมไทยตามความชอบส่วนตัวอยู่ หากแต่พัฒนาไปตามประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม และด้วยเทคนิคที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้ทำงานเขียนภาพแนวอื่นๆ อีกด้วย

    เมื่อจบการศึกษาแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ก็ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและเหมือนธรรมชาติ ตลอดจนภาพเหมือนบุคคล ออกสู่สายตาของสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลงานทุกชิ้นของท่านล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นอันเกิดจากอัจฉริยภาพและความรักทุ่มเทในงานนั้นๆ อย่างแท้จริง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานความรู้ทางด้านศิลปะ วรรณกรรม พุทธศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อย่างแตกฉาน ทำให้ได้รับการยกย่องและชื่นชมจากบุคคลในวงการศิลปะและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ภาพเขียนของท่านเป็นสิ่งสุดปรารถนาของบรรดานักสะสมงานจิตรกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างกว้างขวาง งานที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นอย่างมากได้แก่ พระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเจ้านายในพระบรมราชวงศ์จักรีอีกหลายพระองค์ รวมทั้งภาพบุคคลในวงการต่างๆ มากมาย ภาพพุทธประวัติ และภาพเรื่องราวในวรรณคดีอันวิจิตรงดงามที่ปรากฏอยู่ในสถานที่สำคัญของประเทศหลายแห่ง รวมทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์ในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัตรอวยพรปีใหม่ ที่ท่านได้อนุญาตมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กจัดพิมพ์จำหน่ายเพื่อการกุศลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และงานสำคัญชิ้นหนึ่งที่อาจารย์จักรพันธุ์ได้เริ่มไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ และยังคงทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ คืองานออกแบบและควบคุมการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดตรีทศเทพวรวิหาร โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธประวัติ ซึ่งเขียนเป็นงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณีตามลีลาและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่านเอง

    นอกเหนือจากงานด้านจิตรกรรมแล้ว ท่านยังได้สร้างผลงานด้านอื่นๆ อันได้แก่การสร้างหุ่นกระบอก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เคยได้ชมการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณีของคณะนายเปียก ประเสริฐกุล ตั้งแต่วัยเด็ก โดยท่านได้ใช้ความสามารถในทางจิตรกรรม ประติมากรรม และวิจิตรศิลป์ คิดประดิษฐ์หุ่นกระบอกอย่างครบวงจรขึ้น เริ่มตั้งแต่การสร้างหุ่น สร้างโรงหุ่น เขียนฉาก ตลอดจนเรียนรู้วิธีการเชิดหุ่นจากครูชื้น สกุลแก้ว และ ครูวงศ์ รวมสุข จนสามารถเชิดได้อย่างถูกต้องงดงาม เรื่องแรกที่ท่านนำออกแสดง คือเรื่อง “พระรถเสน” เมื่อปี ๒๕๑๗ และเรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ในอีกหลายปีต่อมา นอกจากนั้น ท่านยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ซ่อมหุ่นหลวง และหุ่นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา ให้กลับงดงามขึ้นมาใหม่อีกด้วย

    งานศิลปะอีกด้านหนึ่งที่อาจารย์จักรพันธุ์มีความสามารถเป็นพิเศษ คืองานด้านประณีตศิลป์ต่างๆ โดยท่านได้นำพื้นฐานความชำนาญด้านจิตรกรรม และการออกแบบลวดลายชั้นครูของท่าน มาประยุกต์ใช้กับงานปักสะดึง กรึงไหม ที่ได้เรียนรู้มาจากครูเยื้อน ภาณุทัต ทำให้ได้งานที่งดงาม อ่อนช้อยอย่างวิเศษ ผลงานทางด้านนี้ได้แก่ย่ามปักไหม แล่งเงิน แล่งทอง ตาลปัตรปักไหม แล่งเงิน แล่งทอง ผ้าห่มละครตัวนาง เครื่องแต่งกายหุ่นกระบอก เครื่องแต่งกายหุ่นหลวง เครื่องแต่งกายหุ่นวังหน้า และม่านเข้า ออก ฉากแสดงหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ เป็นต้น

    อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิลปินที่ได้อุทิศตนทำงานเพื่ออนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางภูมิปัญญาของไทยมาโดยตลอดจนมีความรู้อย่างลึกซึ้งแตกฉาน ทั้งยังได้เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาวิจัยศิลปะไทยแก่นักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอยู่ระยะหนึ่ง นอกจากนั้นยังได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่มาฝากตัวขอเป็นศิษย์จนสามารถสร้างผู้ที่มีความสามารถอย่างสูงในเชิงช่างไทยอีกหลายท่าน

    ในด้านการจัดแสดงผลงานทางศิลปะนั้น อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เคยจัดแสดงผลงานทั้งที่เป็นการแสดงผลงานเดี่ยว และร่วมจัดแสดงผลงานเป็นกลุ่มกับศิลปินท่านอื่นๆ ดังนี้

    • แสดงผลงานเดี่ยวทางด้านจิตรกรรม ที่สมาคมฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๕๑๕

    • แสดงผลงานเรื่อง “หุ่นไทย” เนื่องในงานความร่วมมือระหว่างประเทศไทย และองค์การยูเนสโก ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า เมื่อปี ๒๕๒๙

    • แสดงผลงานเรื่อง “จักรพันธุ์ โปษยกฤต” กับงานหุ่น ที่อาคารเมืองไทยประกันชีวิต เมื่อปี ๒๕๓๓

    • แสดงผลงานกลุ่ม เรื่อง “จิตรกรรมไทยประเพณี” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๓ รอบ เมื่อปี ๒๕๓๔

    นอกจากการจัดแสดงผลงานทางศิลปะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ยังได้เคยส่งผลงานเข้าประกวด และได้รับรางวัลสำคัญต่างๆ มากมาย ได้แก่

    • ภาพ “ชีวิตชนบท” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดผลงานจิตรกรรมในระดับเตรียมอุดมศึกษา ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ๒๕๐๒

    • ภาพ “วิสุตา” ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๖ เมื่อปี ๒๕๐๘

    • ภาพ “องค์ประกอบ” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด ผลงานนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ในการแสดงผลงานนักศึกษา คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี ๒๕๐๘

    • ภาพ “สุวรรณี ๑” ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๗ เมื่อปี ๒๕๐๙

    • ภาพ “กลุ่ม” ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙ เมื่อปี ๒๕๑๒

    • ภาพ “ดวงตา” ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๐ เมื่อปี ๒๕๑๔

    • ภาพ “หลง” ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๑ เมื่อปี ๒๕๑๕

    • ภาพ “คนนั่ง” ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๒ เหรียญเงิน จากการแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๒ เมื่อปี ๒๕๑๖

    • ภาพ “พระลอตามไก่” ภาพ “รจนาเสี่ยงพวงมาลัย” และภาพ “พระอภัยมณีพบนางละเวง”ได้รับรางวัลชนะเลิศภาพจิตรกรรมไทยประเพณี จากการประกวดภาพจากวรรณคดีไทย เพื่อจัดทำเป็นแสตมป์ของกรมไปรษณีย์โทรเลข เมื่อปี ๒๕๑๖

    นอกจากอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานอันสูงค่าจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้วอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ยังได้พิสูจน์ให้สาธารณชนโดยทั่วไปประจักษ์ว่า ท่านเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวมตลอดมา ทั้งยังได้ช่วยเหลืองานการกุศลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอส่งผลให้ท่านได้รับเกียรติคุณต่างๆ มากมาย ที่สำคัญได้แก่

    • ได้รับการยกย่องให้เป็นนายช่างเอกในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี เมื่อปี ๒๕๒๕ นับเป็นหนึ่งในจำนวนช่างเอก ๕๒ คน ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

    • ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายแห่ง

    • ได้รับเกียรติบัตรในฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมและการดำเนินงานของกรมศิลปากร ด้านอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ในโอกาสคล้ายวันสถาปนากรมศิลปากรครบรอบ ๘๘ ปี จากกรมศิลปากรเมื่อปี ๒๕๔๒

    ฯลฯ

    จากประวัติชีวิตและผลงานดังกล่าว ท่านจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓

    ครั้งนี้หาใช่ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ไม่ เนื่องจากนับย้อนหลังไป ๑๗ ปีก่อน คือในปี ๒๕๒๗ ขณะที่ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ ๔ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น ผมได้ทำงานศิลปะนิพนธ์ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ในหัวข้อ “การออกแบบปฏิทินชุดอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย” ซึ่งเน้นการถ่ายภาพศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมไทย ทำนองเดียวกันกับการถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติของผมนี้ และอาจารย์จักรพันธุ์ ก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่ผมได้ถ่ายภาพในครั้งนั้น โดยถ่ายภาพท่านขณะกำลังทำหุ่นกระบอก หลังจากนั้นอีกราว ๕ ปี คือในปี ๒๕๓๒ เมื่อผมจบการศึกษาจากต่างประเทศมาใหม่ๆ ผมก็คิดอยากจะถ่ายภาพบุคคลที่น่าสนใจจากหลายๆ วงการ ผมก็ได้ไปขอถ่ายภาพอาจารย์จักรพันธุ์อีกครั้ง ในครั้งนั้น เป็นช่วงที่ท่านกำลังสร้างหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือพอดี ก็เลยได้ถ่ายภาพท่านกับหุ่นชุดนี้หลายตัว หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อท่านนำหุ่นชุดนี้ไปแสดงที่บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ผมก็ยังได้ไปถ่ายภาพท่านอีก และก็เว้นช่วงไปอีกกว่า ๑๐ ปี จนท่านได้เป็นศิลปินแห่งชาติ จึงได้กลับไปถ่ายภาพท่านอีกครั้ง

    การถ่ายภาพอาจารย์จักรพันธุ์ในครั้งล่าสุดนี้ ผมเลือกที่จะถ่ายภาพท่านในฐานะที่เป็นจิตรกร เนื่องจากท่านได้เป็นศิลปินแห่งชาติทางด้านจิตรกรรม และก็สบจังหวะดีที่ในขณะนั้น มีภาพสีน้ำมันอันสวยงามที่ท่านเขียนตั้งอยู่พอดี ผมได้ขออนุญาตอาจารย์จักรพันธุ์ย้ายฉากไม้เขียนสีเป็นเรื่องอิเหนาฝีมือของท่านเองมาเป็นฉากหลัง เพื่อสร้างความสวยงามกลมกลืนให้กับภาพโดยรวม และเพื่อช่วยปิดบังส่วนที่ไม่ต้องการให้เห็น ในตอนแรก ผมอยากให้ท่านใส่เสื้อแบบที่เป็นไทยๆ หรือเป็นเสื้อสีดำ แต่ท่านก็แย้งว่าใครมาถ่ายก็ใส่แบบนั้นทุกครั้ง อยากจะให้แตกต่างไปบ้าง ซึ่งผมก็ตกลงตามที่ท่านต้องการ ผมถ่ายภาพท่านไว้เพียงอิริยาบถเดียวเท่านั้นเนื่องจากคิดว่าเป็นท่าทางที่ดีที่สุดแล้ว อีกทั้งเพราะเกรงใจที่ได้รบกวนทั้งเวลาและโยกย้ายข้าวของท่านอยู่เป็นโกลาหลแต่ก็ได้ภาพอาจารย์จักรพันธุ์ที่น่าพอใจทีเดียว นอกจากภาพที่ถ่ายในคราวนี้แล้ว ผมยังได้นำภาพเก่าที่เคยถ่ายท่านตั้งแต่ครั้งแรกตามที่ได้เล่าไว้มาให้ชมกันด้วย ลองเปรียบเทียบกันดูนะครับว่าระยะเวลา ๑๗ ปี นับตั้งแต่ครั้งแรกถึงครั้งล่าสุด มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ในสายตาของผม ยังรู้สึกว่าอาจารย์จักรพันธุ์เปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก แต่จะดูสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง

    นับเป็นเอกลาภของคนไทยที่มีศิลปินแห่งชาติอย่าง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ผู้ซึ่งเกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ความงดงามอย่างแท้จริง ผลงานที่ท่านสร้างไว้ในวันนี้ ย่อมจะเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของศิลปกรรมไทยยุครัชกาลที่ ๙ ที่ผู้คนในอีกร้อยปีข้างหน้าต้องมองย้อนกลับมาและกล่าวถึงด้วยความทึ่งและชื่นชมอย่างไม่ต้องสงสัย

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • ชาย เมืองสิงห์ – สมเศียร พานทอง

    ชาย เมืองสิงห์ – สมเศียร พานทอง

    นายสมเศียร พานทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักร้อง-นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช ๒๕๓๘
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    “สมเศียร พานทอง เป็นใคร ชื่อไม่คุ้นหูเลย” หลายท่านอาจคิดเช่นนี้เมื่อได้เห็นเพียงชื่อของศิลปินแห่งชาติประจำฉบับนี้ แต่หากผมบอกว่าท่านเป็นคนๆ เดียวกันกับนักร้อง นักแต่งเพลงลูกทุ่งยอดนิยม “ชาย เมืองสิงห์” แล้ว ท่านผู้อ่านทุกท่านคงถึงบางอ้อ และที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ก็คือประวัติความเป็นมาของยอดนักร้องและนักแต่งเพลงคนสำคัญในประวัติศาสตร์วงการเพลงลูกทุ่งไทยท่านนี้ครับ

    คุณชาย เมืองสิงห์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒ ที่จังหวัดสิงห์บุรี ปัจจุบันอายุ ๖๒ ปี เริ่มต้นเรียนหนังสือจนจบชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดหัวว่าว และจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนสิงหะวัฒนพาหะ จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อปี ๒๔๙๙

    ด้วยความที่มีใจรักในทางศิลปะ ภายหลังจากที่สำเร็จการศึกษาแล้ว คุณชายจึงเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง นอกจากชอบศิลปะเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ท่านยังเป็นคนที่ร่าเริงและรักเสียงเพลงเป็นที่สุด และมักจะอาศัยการร้องเพลงเป็นเครื่องแก้ความเหงาและความเครียดอยู่เสมอ แม้ในยามขัดสนเนื่องจากทางบ้านส่งเงินมาช้า ท่านก็ได้เคยไปรับจ้างร้องเพลงเชียร์รำวงหาเงินพอประทังชีวิตไปได้

    แต่เมื่อเรียนที่เพาะช่างไปได้เพียง ๔ ปี ยังไม่ทันจบการศึกษา ก็จำใจต้องลาออกกลางคัน เนื่องจากทางบ้านประสบปัญหานาล่มไม่สามารถส่งเสียต่อไปได้ เมื่อเกิดความผกผันในชีวิตเช่นนั้น คุณชายจึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง โดยการออกหางานสุจริตทำ ชนิดหนักเอาเบาสู้ ตั้งแต่รับจ้างตากผักสำหรับทำผักกาดกระป๋อง หรือแม้กระทั่งเป็นกรรมกรตอกเสาเข็ม และต่อมาก็ได้งานรับจ้างเขียนป้าย วาดรูป แกะสลักต่างๆ ตามความถนัดที่ได้ร่ำเรียนมา

    ครั้งหนึ่งท่านได้ไปทำงานเขียนป้ายและคัทเอ๊าท์ต่างๆ ที่โรงหนังศรีตลาดพลู จึงได้รู้จักกับ คุณอารมณ์ คงกะพัน ผู้กว้างขวางที่ขายของอยู่ในบริเวณนั้น คุณอารมณ์ได้แสดงน้ำใจให้ความช่วยเหลือเกื้อหนุนคุณชายมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นผู้ที่เห็นความสามารถทางด้านการร้องเพลงของคุณชายจึงได้พาไปหางานร้องเพลงเชียร์รำวงในที่ต่างๆ และส่งเสริมให้ไปประกวดร้องเพลงชิงรางวัลต่างๆ อยู่เสมอ

    ต่อมาในช่วงประมาณปี ๒๕๐๔ วิถีชีวิตได้ชักพาให้คุณชายมีโอกาสพบกับ ครูมงคล อมาตยกุล หัวหน้าวงจุฬารัตน์ ซึ่งเป็นวงดนตรีลูกทุ่งที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น จึงได้ขอสมัครเข้าเป็นนักร้องประจำวง ซึ่งในตอนแรก ครูมงคลยังไม่ยอมรับ แต่เกี่ยงว่าถ้าอยากเป็นนักร้องของวงจุฬารัตน์ ก็ให้ไปลองแหล่ตอบโต้สดๆ กับ คุณพร ภิรมย์ นักร้องลูกทุ่งแถวหน้าของประเทศในขณะนั้น โดยออกอากาศสดๆ ซึ่งคุณชายก็ได้พิสูจน์ความสามารถด้วยลีลาและน้ำเสียงอันแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร จนครูมงคลยอมรับเข้าวงในที่สุด และตั้งชื่อสำหรับใช้ในการเป็นนักร้องให้ว่า “ชาย เมืองสิงห์” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    ด้วยความที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านน้ำเสียงและลีลาอันแหวกแนว มีลูกบ้ามากกว่านักร้องคนอื่นๆ และมีความสามารถเฉพาะตัวในการแสดงหน้าเวทีเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ในเวลานั้น กอปรกับได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากครูมงคล และครูเพลงท่านอื่นๆ ให้ได้มีโอกาสร้องเพลงอัดแผ่นเสียงเผยแพร่ และออกแสดงตามงานต่างๆ ไม่ว่างเว้น คุณชาย เมืองสิงห์ จึงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีแฟนเพลงลูกทุ่งคลั่งไคล้นิยมชมชอบคอยติดตามผลงานอยู่ทั่วประเทศ และด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา จึงมีคนตั้งฉายาให้ว่า “อเลน เดอลองก์ ออฟ ไทยแลนด์” และ “แมน ซิตี้ ไลออน” อันแปลตรงตัวมาจากชื่อ ชาย เมืองสิงห์ นั่นเอง

    นอกจากความสามารถในด้านการร้องเพลง และลีลาการแสดงแล้ว คุณชาย เมืองสิงห์ ยังเป็นผู้ที่มี

    อัจฉริยภาพในด้านการแต่งเพลงทั้งเนื้อร้อง และทำนองเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้แต่งเพลงเอาไว้ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เพลง ในจำนวนนี้มีทั้งที่แต่งเองร้องเอง รวมทั้งแต่งให้นักร้องคนอื่นร้องจนมีชื่อเสียงไปหลายคน เพลงที่ท่านแต่งนับเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการเพลงลูกทุ่งขณะนั้น ทำให้ติดอันดับยอดนิยมมากมายหลายเพลง ได้แก่ เพลงชมสวน พ่อลูกอ่อน เสน่ห์นางไพร ลูกสาวใครหนอ มาลัยดอกรัก แก่นแก้ว หยิกแกมหยอก พระรถเมรี มนต์เมืองสิงห์ สิบห้าหยกๆ เรือล่มในหนอง แม่ขนตางอน จุ๋มจิ๋ม เมียพี่มีชู้ กอดแก้กลุ้ม มันยกร่อง จ่ำม่ำ ฯลฯ

    คุณชาย เมืองสิงห์ ได้อยู่ร่วมงานในฐานะนักร้องนำของวงดนตรีจุฬารัตน์เป็นเวลากว่า ๕ ปี กระทั่งถึงปี ๒๕๑๐ จึงได้ลาออกมารับรับเชิญร้องเพลงตามงานทั่วๆ ไป ต่อมาในปี ๒๕๑๑ จึงได้จัดตั้งวงดนตรีเล็กๆ ขึ้น โดยตั้งชื่อว่า “วงหลังเขาประยุกต์” จากนั้นไม่นาน ก็ได้ขยายวงขึ้นเป็นวงดนตรีขนาดมาตรฐาน และเปลี่ยนชื่อวงเป็น “วงจุฬาทิพย์” เพื่อเป็นการรำลึกถึงวงจุฬารัตน์ที่เคยได้สร้างท่านมาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ในช่วงนั้น ท่านได้ปกครองดูแลลูกน้องเป็นอย่างดี และได้สร้างนักร้อง นักเต้น โฆษก ดาวตลก และนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ หนุ่ม เมืองไพร ระพิน ภูไท ดาวไทย ยืนยง ดี๋ ดอกมะดัน ดู๋ ดอกกระโดน สีหนุ่ม เชิญยิ้ม เพชร โพธิ์ทอง ถนอม จันทร์เกตุ และ โชคดี พักภู่ ฯลฯ

    วงดนตรีจุฬาทิพย์เจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๑๐ ปี ก็มีอันต้องเลิกวงไป เนื่องจากมรสุมชีวิตในด้านต่างๆ ได้โหมกระหน่ำเข้าสู่คุณชาย เมืองสิงห์ นับตั้งแต่บิดา และมารดา ผู้เป็นเสมือนหลักชัยในชีวิต ถึงแก่กรรมลงในเวลาที่ห่างกันไม่นาน ทั้งยังมีปัญหาครอบครัวและเรื่องทุกข์ร้อนใจอีกมาก ทำให้ท่านขาดกำลังใจในการทำงาน จากนั้น ชื่อ “ชาย เมืองสิงห์” ก็ค่อยๆ ห่างหายจากวงการเพลงลูกทุ่งไปเรื่อยๆ ไม่มีงานอัดแผ่นเสียงอีก จะมีก็แต่งานร้องเพลงรับเชิญเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สามารถปฏิเสธเจ้าภาพได้เท่านั้น แล้วท่านก็หันไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกร ทำไร่นาสวนผสมอยู่ประมาณ ๑๐ ปี จนกลายเป็นเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดสิงห์บุรี

    แต่แล้วในที่สุด คุณชาย เมืองสิงห์ ก็กลับมาผงาดอยู่ในยุทธจักรเพลงลูกทุ่งอย่างสง่างามได้อีกครั้งอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด กล่าวคือเมื่อมีการจัดงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ ๑ ขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๒ ท่านได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถึง ๔ รางวัล ในการกลับมาครั้งนี้ ท่านได้นำผลงานเพลงเก่าๆ และที่แต่งขึ้นมาใหม่ออกเผยแพร่สู่ตลาดเพลงมากมาย ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลง

    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า คุณชาย เมืองสิงห์ เป็นศิลปินเพลงที่มีอัจฉริยภาพรอบด้าน ทั้งการขับร้องและประพันธ์เพลง ท่านจึงได้รับรางวัลสำคัญระดับชาติมากมาย ได้แก่

    – โล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๓๒ จากการแต่งเอง ร้องเอง จากเพลงพ่อลูกอ่อน และ ทำบุญร่วมชาติ รวม ๔ รางวัล

    – โล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๓๔ จากการแต่งเอง ร้องเอง จากเพลงลูกสาวใครหนอ ซึ่งแต่งเอง ร้องเอง เช่นกัน รวม ๒ รางวัล

    – รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับราชบัณฑิตยสถาน เมื่อปี ๒๕๓๔

    – ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม (สาขาศิลปะ และการช่างฝีมือ) ประจำภาคกลางตอนบน เมื่อปี ๒๕๓๕

    – รางวัลเกียรติคุณพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมไทย ภาคพิเศษ เมื่อปี ๒๕๓๗ จากเพลงทุกข์ร้อยแปด

    ฯลฯ

    นอกจากการสร้างความบันเทิงให้แฟนเพลงมาเป็นเวลายาวนานแล้ว คุณชาย เมืองสิงห์ ยังเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งไทย ตลอดจนใช้ความสามารถของท่านทำงานช่วยเหลือสังคมส่วนรวมมาโดยตลอด ท่านจึงได้รับการพิจารณายกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้อง-นักแต่งเพลง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘

    ผมไปเยี่ยม คุณชาย เมืองสิงห์ ที่บ้านในซอยวัดเชิงหวายย่านบางซื่อ เพื่อถ่ายภาพในฐานะศิลปินแห่งชาติ โดยก่อนที่จะไปถึงนั้น ยังคิดไม่ออกว่าจะถ่ายภาพท่านในแนวทางอย่างไร แต่เมื่อผมได้ไปถึงบ้านท่าน ก็ได้สะดุดตากับภาพถ่ายเก่า สมัยที่ท่านยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวอยู่ภาพหนึ่ง การวางท่าในภาพนั้นก็เป็นแบบโบราณที่นิยมทำกันในยุคหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ผมก็เกิดความคิดว่าจะถ่ายภาพท่านโดยเลียนแบบท่าทางในภาพเก่านั้น ผมได้ถ่ายภาพ คุณชาย เมืองสิงห์ ในลักษณะดังกล่าว และในท่าทางอื่นๆ อีกหลายภาพจนเป็นที่พอใจ แล้วอยู่สนทนากับท่านอีกครู่หนึ่งจึงได้ลากลับ

    แน่นอนว่าเมื่อเวลาที่ถ่ายภาพคุณชาย เมืองสิงห์ทั้ง ๒ ภาพ ต่างกันเกือบ ๔๐ ปี จากวัยยี่สิบต้นๆ ในภาพเดิม สู่วัย ๖๐ ต้นๆ ในภาพใหม่ ความเปลี่ยนแปลงในภาพย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งไปกว่าเรื่องของรูปธรรมหว่างภาพทั้ง ๒ ก็คือ ในภาพเก่านั้น ท่านยังคงเป็นนักร้องหนุ่มน้อย รูปหล่อ เสียงดี มีอนาคตไกล ส่วนในภาพใหม่ แม้จะไม่หล่อเหลาเท่าเดิม แต่ท่านก็เป็นถึงศิลปินแห่งชาติผู้เป็นที่ยอมรับและชื่นชมของคนทั้งประเทศ

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล

    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ

    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • ชัยชนะ บุญนะโชติ

    ชัยชนะ บุญนะโชติ

    นายชัยชนะ บุญนะโชติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช ๒๕๔๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    หากท่านผู้อ่านได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเห็นได้ว่ามีศิลปินเพลงลูกทุ่งหลายท่าน ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับศิลปะการแสดง ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความบันเทิงให้คนไทยมาเป็นเวลายาวนานแขนงนี้เป็นอย่างยิ่ง

    ในฉบับนี้ ผมขอนำภาพและประวัติความเป็นมาของ ครูชัยชนะ บุญนะโชติ นักร้องและนักแต่งเพลงลูกทุ่งชั้นครูอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศมาเป็นเวลายาวนานแล้ว แต่อาจมีเกร็ดประวัติบางส่วนของท่านที่น่าสนใจ แต่คนทั่วไปยังไม่เคยทราบมาเล่าสู่กันฟังครับ

    ครูชัยชนะ บุญนะโชติ เกิดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี ได้รับการศึกษาในเบื้องต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดสามร่ม จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ก็จำต้องเลิกเรียนด้วยเหตุที่ทางบ้านยากจน ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนต่อไปได้

    ครูชัยชนะมีนิสัยชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ จึงได้อาศัยพรสวรรค์ทางด้านนี้ออกร้องเพลงตามงานบวชและงานแต่งงาน ซึ่งก็มักจะได้รับรางวัลเป็นสินน้ำใจตอบแทนจากเจ้าภาพที่พออกพอใจในเสียงเพลงของท่านเสมอ ครั้งหนึ่ง ท่านได้มีโอกาสไปร้องเพลงที่ร้านเกษตร ซึ่งได้ไปออกร้านขายอาหารในงานประจำปีของวัดโสธร ฉะเชิงเทรา ปรากฏว่าได้สร้างความพอใจให้คนดูเป็นอย่างยิ่ง และในจังหวะนั้นเอง คุณบุญยง สาคลียะ เจ้า

    ของวงดนตรี “ลูกทุ่งตะวันออก” ซึ่งได้นำคณะมาแสดงดนตรีอยู่ในงานนั้นด้วย ได้มายืนฟังครูชัยชนะร้องเพลง ก็เกิดความพอใจว่าเสียงดี จึงได้ชักชวนให้เป็นนักร้องร่วมวง ครูชัยชนะจึงตอบตกลง ซึ่งจุดนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้องอาชีพของท่านอย่างแท้จริง

    ครูชัยชนะ บุญนะโชติ ได้ติดตามวงดนตรีลูกทุ่งตะวันออก ได้ออกตระเวนแสดงดนตรีไปทั่วภาคตะวันออก เพลงที่ท่านร้องในช่วงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเพลงในแนวของ คุณคำรณ สัมปุณณานนท์ จนชาวบ้านพากันติดใจและขนานนามให้ท่านว่า “คำรณน้อย”

    ต่อมาประมาณช่วงปี ๒๕๐๑ วงดนตรีลูกทุ่งตะวันออก ได้เข้าประกวดวงดนตรีลูกทุ่งที่สถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ ในวันนั้น ครูชัยชนะเป็นผู้ร้องเพลงในแนวชีวิตของ คุณคำรณ สัมปุณณานนท์ ตามแนวที่ถนัด คุณเตียง โอศิริ ผู้จัดการฝ่ายขายแผ่นเสียงของห้างกมลสุโกศล ซึ่งได้ชมรายการนั้นอยู่ด้วยก็ติดใจในน้ำเสียงของครูชัยชนะ และต่อมาไม่นาน เมื่อครูพยงค์ มุกดา ได้แต่งเพลง “ของเขาไม่เอา ของเราไม่ให้” มาเสนอขยาย คุณเตียงจึงนึกถึงครูชัยชนะขึ้นมาและได้ชักชวนให้มาร้องเพลงนี้บันทึกแผ่นเสียง นับเป็นการร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกของครูชัยชนะขณะที่ท่านอายุได้เพียง ๑๖ ปี หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็มีงานอัดแผ่นเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิเพลง บางกอกน้อย แตงร่มใบ ล่องใต้ กระท่อมปลายนา ใจนางเหมือนทางรถ ดอกดินถวิลฟ้า ชายสามโบสถ์ ฯลฯ จากผลงานดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องลูกทุ่งชั้นนำที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    นอกจากความสามารถทางด้านการขับร้องเพลงแล้ว ครูชัยชนะ บุญนะโชติ ยังมีผลงานด้านการแต่งเพลงลูกทุ่งอีกมากมายหลายสิบเพลง ทั้งที่แต่งเพื่อร้องเอง และแต่งให้นักร้องคนอื่นร้อง อาทิเพลง “สามปีที่ไร้นาง” แต่งให้ คุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ “ทุ่งร้างนางลืม” แต่งให้ คุณชินกร ไกรลาศ “มาลัยจากนักเพลง” แต่งให้คุณรุ่งเพชร แหลงสิงห์ และ “เมื่อฉันขาดเธอ” แต่งให้คุณ เพชร พนมรุ้ง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมีความสามารถในด้านการแหล่ทำขวัญนาค ลำตัด เพลงอีแซว และลิเกอีกด้วย

    ด้วยความสามารถเป็นเอกในด้านเพลงลูกทุ่ง จึงมีผู้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูชัยชนะ บุญนะโชติ เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนั้น มีหลายท่านประสบความสำเร็จเป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อาทิ คุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ คุณชัยณรงค์ บุญนะโชติ คุณเยี่ยม โยธะกา และ คุณแดน ดอนเจดีย์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อ “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” นั้น ครูชัยชนะก็เป็นผู้ตั้งให้คุณไวพจน์ด้วย

    ครูชัยชนะเคยได้รับรางวัลเกียรติคุณจากความสามารถของท่านหลายครั้งดังนี้

    – ได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    – ได้รับพระราชทานเหรียญ ภ.ป.ร. ในงานสังคีตมงคล

    – ได้รับพระราชทานโล่จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๑ จากเพลง แตงร่มใบ เมื่อปี ๒๕๓๒

    – ได้รับพระราชทานโล่จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๒ จากเพลง ชายสามโบสถ์ เมื่อ ๒๕๓๔

    – ได้รับเกียรติบัตรเนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งสืบสานวัฒนธรรมไทย จากเพลง บ้ากัญชา เมื่อปี ๒๕๓๗

    จากเกียรติประวัติที่ได้กล่าวมา สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ ครูชัยชนะ บุญนะโชติ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐

    ผมได้นัดภาพครูชัยชนะ บุญนะโชติ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยอาการที่เรียกกันตามภาษาวัยรุ่นว่า “หมดมุข” หรือหากจะอธิบายให้ท่านที่พ้นผ่านวัยรุ่นอย่างผมไปแล้วเข้าใจได้โดยง่ายก็คือการมาถึงทางตันที่จะค้นคิดหาความแปลกใหม่มาใช้ถ่ายภาพ เนื่องจากการที่ผมถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติมาแล้วเกือบๆ ร้อยบาท ด้วยมุมมองและแนวความคิดที่หลากหลาย พอมาถึงท่านหลังๆ ก็จะเริ่มคิดยากขึ้นจนกระทั่งคิดไม่ออกในที่สุด เพราะไม่ว่าจะคิดออกมาในแนวทางไหน ก็จะต้องซ้ำเดิมเข้าสักวันหนึ่งจนได้ ผมจึงคิดว่าวิธีการเลือกใช้ฉากถ่ายภาพอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้จะไม่น่าสนใจหวือหวา แต่ก็ไม่เคยเชย ก็คือการถ่ายภาพบุคคลด้วยฉากสีขาวเรียบๆ ธรรมดา ภาพในลักษณะนี้จะดึงดูดความสนใจของผู้ดูไปที่ใบหน้าของผู้ที่เป็นแบบเพียงอย่างเดียว (เพราะไม่มีอย่างอื่นจะให้ดู) อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้พยายามให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นๆ อันจะช่วยส่งเสริมการเป็นนักร้องลูกทุ่งของท่านอันได้แก่เสื้อผ้าที่ท่านสวม เพราะมันเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะมองเห็นในภาพ ในกรณีนี้ผมนึกถึงเสื้อลายดอกสีสันสดใส ซึ่งครูชัยชนะก็ได้นำเสื้อของท่านออกมาให้ผมเลือกหลายตัวจนกระทั่งพอใจ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มถ่ายภาพท่านด้วยฉากกระดาษสีขาวที่เตรียมมาในแง่มุมต่างๆ ไว้เผื่อเลือกหลายภาพ และหลังจากที่เสร็จแล้ว ผมก็ขอถ่ายภาพท่านภายนอกบ้านที่มีฉากหลังเป็นต้นไม้ และที่ว่างที่มีต้นหญ้าสูงขึ้นปกคลุมอยู่ด้วยหวังว่าอาจจะได้ภาพที่ดูเป็นลูกทุ่งที่ดูดีสักภาพ แต่เมื่อภาพออกมาแล้ว ก็รู้สึกว่าภาพนั้นดูธรรมดาเกินไปจึงได้เลือกภาพที่ท่านอยู่นี้มาเป็นภาพหลักของฉบับนี้ครับ

    การที่เพลงลูกทุ่งอยู่ยงคงกระพันคู่กับวิถีชีวิตของคนไทยทั้งประเทศมายาวนานกว่า ๖๐ ปีแล้วนั้น ก็ด้วยภูมิปัญญาและความสามารถของบรรดาศิลปินนักร้องและนักแต่งเพลงที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถผูกใจผู้คนได้ทุกระดับ และหนึ่งในศิลปินผู้เป็นหลักสำคัญของวงการนี้ ก็คือครูชัยชนะ บุญนะโชติ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ท่านนี้แหละครับ

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • หวังเต๊ะ  นายหวังดี นิมา

    หวังเต๊ะ นายหวังดี นิมา

    นายหวังดี นิมา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) พุทธศักราช ๒๕๓๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อกล่าวถึง “ลำตัด” เพลงพื้นบ้านภาคกลางซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป ผมเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงชื่อของ “หวังเต๊ะ” และ “แม่ประยูร” เป็นแน่ เพราะชื่อของท่านทั้ง ๒ นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะการแสดงแขนงนี้ไปแล้ว เนื่องจากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ท่านทั้ง ๒ มีผลงานการแสดงลำตัดที่โดดเด่นอย่างชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้ในฉบับนี้ จะขอนำภาพและประวัติความเป็นมาของลุงหวังเต๊ะมาเสนอก่อนครับ

    ลุงหวังเต๊ะ หรือในชื่อและนามสกุลจริงว่า นายหวังดี นิมา เกิดในครอบครัวชาวนาเมื่อเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ ที่จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันอายุ ๗๖ ปี ไดรับการศึกษาจนถึงชั้นประถมปีที่ ๖ จากโรงเรียนวัดหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

    นอกจากการทำนาอันเป็นอาชีพหลักแล้ว บิดาของลุงหวังเต๊ะยังเป็นนักลำตัดที่มีชื่อเสียง ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดศิลปะทางด้านนี้จากบิดาอย่างละเอียดลึกซึ้งทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นลีลา ท่าทาง ตลอดจนถึงการแต่งเพลงที่ใช้ในการเล่นลำตัดจนเชี่ยวชาญ ยิ่งไปกว่านั้นมารดาของท่านก็เป็นละครชาตรีซึ่งก็ได้ถ่ายทอดการรำให้เป็นอย่างเต็มที่ จึงนับได้ว่าท่านได้รับเลือดศิลปินมาอย่างเต็มตัวตั้งแต่เล็กๆ

    ในวัยเด็ก ลุงหวังเต๊ะมักจะติดตามบิดาซึ่งออกไปแสดงตามงานต่างๆ เสมอ จึงได้มีโอกาสศึกษาและซึมซับการแสดงลำตัดโดยอัตโนมัติ และก็ได้เริ่มแสดงลำตัดกับบิดาตั้งแต่อายุเพียง ๑๓-๑๔ ปีเท่านั้น นอกจากลำตัดแล้ว ท่านยังได้หัดร้องเพลงพื้นบ้านอื่นๆ อีกหลายอย่างเช่น เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงพวงมาลัย และเพลงขอทาน เป็นต้น โดยมักจะฝึกร้องขณะช่วยบิดามารดาทำนา

    ครูทางการแสดงของลุงหวังเต๊ะหาได้มีเพียงบิดา มารดาของท่านเท่านั้น หากท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มาจากครูอีกหลายท่าน ได้แก่ ครูแก้ว ผมโป่ง ครูถนอม ท่าเกษม ครูจง สายสมอ ครูชะโอด ท่าไข่ ครูประยูร และแม่จรูญหน้าบาก เป็นต้น จากการที่มีครูผู้มีความสามารถสูงส่งทางด้านเพลงพื้นบ้านช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ กอปรกับความรักในศิลปะการแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำตัดเป็นชีวิตจิตใจ และความขยันหมั่นเพียรในการฝึกซ้อม ทำให้ลุงหวังเต๊ะเป็นศิลปินที่เปี่ยมด้วยความสามารถทางด้านลำตัดอย่างยากที่จะหาผู้เทียบเทียมได้ ท่านได้แสดงให้สาธารณชนประจักษ์ถึงอัจฉริยภาพทางด้านการแสดงและการใช้ภาษาเฉียบคมลึกซึ้งจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงโดยทั่วไป

    ครั้นอายุได้ ๒๖ ปี ลุงหวังเต๊ะก็ได้ตั้งคณะลำตัดของตัวเองขึ้น ในการแสดงของท่านจะเน้นการแสดงไหวพริบปฏิภาณ ด้วยการใช้คำกลอนที่เชือดเฉือนคารมคมคาย และหลีกเลี่ยงการใช้สำนวนภาษาที่หยาบคายหรือลามกอนาจาร เพราะท่านถือว่าเป็นการทำงานที่ไม่มีศิลปะ และทำให้ภาพพจน์ของศิลปะการแสดงลำตัดเสียหาย ในด้านเนื้อหาและวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการแสดงนั้น ท่านก็ขยันศึกษาหาข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้การแสดงของท่านทันสมัย สนุกสนาน และมีสาระข้อคิดครบครันไม่เคยทำให้ผู้ชมผิดหวัง

    ด้วยกิตติศัพท์ด้านลำตัดอันเลื่องลือของลุงหวังเต๊ะ ทำให้มีผู้มาขอฝากตัวเป็นศิษย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านก็เต็มใจช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างเต็มที่ไม่เคยหวงวิชา ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่มีสถานศึกษาเชิญให้ไปบรรยาย ท่านก็มักจะรับเชิญเสมอ ทำให้วงการลำตัดที่แต่เดิมนับวันจะซบเซาลงทุกขณะถึงขั้นเกือบจะสูญไป กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง และมีอนาคตที่สดใสขึ้นกว่าเดิมมาก ส่วนในด้านการทำงานเพื่อสังคม ลุงหวังเต๊ะยังได้ใช้ความสามารถของท่านช่วยเหลืองานเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างขันแข็งมาโดยตลอดอีกด้วย

    คู่ประชันลำตัดฝ่ายหญิงของลุงหวังเต๊ะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือแม่ประยูร ยมเยี่ยม (ศิลปินแห่งชาติ) ซึ่งได้แสดงคู่กันมาเป็นเวลายาวนานจนเป็นที่คุ้นเคยของมหาชน นับได้ว่าเป็นคู่ลำตัดอมตะยอดนิยมที่ไม่มีคู่อื่นใดเทียบเทียมได้ ทั้ง ๒ ท่านนี้ได้ร่วมงานกันจนเกิดความสนิทสนมและแต่งงานอยู่กินกันจะมีบุตรด้วยกัน ๒ คน และแม้ว่าในที่สุดมีอันต้องแยกทางกัน ท่านก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและยังคงร่วมงานและไปมาหาสู่กันเสมอ

    จากผลงานดีเด่นทางด้านการแสดงลำตัด ทำให้ลุงหวังเต๊ะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ นับเป็นนักแสดงลำตัดท่านแรกที่ได้รับเกียรตินี้

    ผมเองก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป ที่เมื่อกล่าวถึงลำตัด ชื่อของ “หวังเต๊ะ” และ “แม่ประยูร” ก็ลอยเด่นอยู่ในความคิดของผมอย่างแยกกันไม่ออก เพราะเท่าที่จำได้ตั้งแต่ผมเป็นเด็กๆ มาจนทุกวันนี้ ก็ได้ยินชื่อท่านทั้ง ๒ ควบคู่กันมาโดยตลอด และแม้จะเคยได้เห็นการแสดงของท่านอื่นๆ บ้าง แต่ก็หาได้ติดใจหรือจดจำได้เหมือนกับคู่ขวัญลำตัดคู่นี้ ดังนั้น เมื่อถึงคราวที่จะได้ถ่ายภาพท่านทั้ง ๒ ในฐานะที่เป็นศิลปินแห่งชาติ ความคิดแรกที่เกิดขึ้นก็คือต้องการถ่ายภาพท่านทั้ง ๒ ในลักษณะที่หยอกล้อกัน ทั้งนี้หาได้หมายถึงว่าเป็นการถ่ายภาพคู่ในภาพเดียวกันไม่ แต่หมายถึงการถ่ายภาพแต่ละท่านแยกกันท่านละรูป แต่เมื่อนำภาพทั้ง ๒ มาวางเคียงข้างกัน ก็จะเห็นได้ทันทีว่า ลุงหวังเต๊ะ และแม่ประยูรกำลังประชันลำตัดกันข้ามรูป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างจุดสนใจให้กับงานนิทรรศการภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติของผมที่ผ่านไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

    ในการนี้ ผมต้องการให้บรรยากาศของภาพเป็นไปในลักษณะพื้นบ้านภาคกลาง จึงได้มองหาเรือนไทยสวยๆ ร่มรื่นสักแห่งที่จะใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพภาพนี้ จึงได้นึกถึงเรือนไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ซึ่งเป็นผลงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมไทยของ อาจารย์ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ซึ่งผมได้ไปถ่ายภาพท่านที่นั่นเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ ผมจึงได้ติดต่อขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัยมหิดลเจ้าของสถานที่ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาให้ใช้สถานที่และได้อำนวยความสะดวกให้อย่างดียิ่งและเพื่อที่จะให้ภาพของศิลปินแห่งชาติทั้ง ๒ ท่านดูแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ผมจึงขอนัดทั้งคุณลุงหวังเต๊ะ และแม่ประยูร ถ่ายภาพพร้อมกันโดยขอให้ท่านแสดงท่าประหนึ่งกำลังแสดงอยู่จริงๆ ด้วยกัน แต่ถ่ายภาพท่านไว้ทีละท่านจนเสร็จชุดหนึ่ง จึงเปลี่ยนไปถ่ายภาพอีกท่านสลับกันไป ระหว่างนั้นยอดหมอลำทั้ง ๒ ท่านก็ได้วาดลวดลายหยอกล้อกันเป็นที่สนุกสนานให้ผมถ่ายภาพจนสำเร็จลงด้วยดี เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไม่สามารถนำภาพของศิลปินแห่งชาติทั้ง ๒ ท่านมาลงในหน้าสีคู่กันให้ท่านชมได้ ณ ที่นี้ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องการจัดรูปเล่ม จึงต้องลงภาพลุงหวังเต๊ะให้ท่านชมก่อนในฉบับนี้ แล้วจึงจะลงภาพแม่ประยูรในฉบับต่อไป แต่อย่างไรก็ตามผมก็ได้ลงภาพทั้ง ๒ ท่านดังกล่าวในหน้าขาวดำให้ท่านชมเพื่อจะได้นึกภาพที่ผมกล่าวถึงออกด้วยครับ

    ท่านผู้อ่านที่เคยได้ชมการแสดงของลุงหวังเต๊ะคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าท่านเป็นศิลปินลำตัดชายที่มีอัจฉริยภาพถึงขั้นสุดยอดยากที่จะหาผู้ใดเทียบเทียมได้ และในฉบับหน้าท่านก็จะได้พบกับเรื่องราวความเป็นมาของแม่ประยูร ยมเยี่ยม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลำตัด) ฝ่ายหญิง ที่ก็มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่แพ้กัน ติดตามอ่านกันให้ได้นะครับ

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • นางประยูร ยมเยี่ยม ศิลปินแห่งชาติ

    นางประยูร ยมเยี่ยม ศิลปินแห่งชาติ

    นางประยูร ยมเยี่ยม
    ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลำตัด) พุทธศักราช ๒๕๓๗

    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อฉบับที่แล้วผมได้นำเสนอเรื่องราวพร้อมทั้งภาพของ “หวังเต๊ะ” ยอดศิลปินลำตัดชายมือ ๑ ของประเทศไทยผ่านไปแล้ว ในฉบับนี้ ผมก็ได้นำภาพ “แม่ประยูร” ยอดลำตัดฝ่ายหญิงที่ผมถ่ายไว้ในคราวเดียวกันมาให้ชม ซึ่งหากท่านลองนำภาพของทั้ง ๒ ท่าน มาวางดูคู่กัน ท่านก็จะได้เห็นว่าอารมณ์ของภาพทั้ง ๒ เมื่ออยู่คู่กันนั้นดีกว่าการดูทีละภาพมาก เมื่อได้เห็นภาพแม่ประยูรในฉบับนี้แล้ว ก็ลองมาอ่านประวัติความเป็นมาของท่านดูกันนะครับ ว่ากว่าที่จะก้าวขึ้นมาเป็นที่สุดแห่งวงการลำตัดฝ่ายหญิงของประเทศ ท่านได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างไรบ้าง

    แม่ประยูร มีชื่อและนามสกุลจริงว่า นางประยูร ยมเยี่ยม เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ที่จังหวัดนนทบุรี ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี ท่านมีนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก สามารถอ่านบทร้อยกรองได้อย่างไพเราะ ทั้งยังมีความทรงจำดีเยี่ยม เมื่ออายุได้ราว ๑๓-๑๔ ปี คุณตาของท่านซึ่งมองเห็นแววว่าท่านน่าจะเป็นนักแสดงที่ดีได้ จึงสนับสนุนให้เอาดีทางด้านการแสดงโดยการไหว้วานคนรู้จักที่ชื่อนายแดงให้ช่วยหาครูสอนเพลงพื้นบ้านให้ นายแดงจึงได้พาแม่ประยูรไปเรียนกับครูบาง ที่ตำบลบางไผ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งครูบางก็ได้สอนการเล่นลำตัดให้จนแม่ประยูรเล่นได้ดี และเริ่มออกแสดงลำตัดเป็นครั้งแรกเมื่อราวปี ๒๔๙๑ ขณะที่มีอายุได้ ๑๕ ปี

    ครั้นอายุประมาณ ๑๘ ปี แม่ประยูรก็ได้สมัครเข้าเล่นลำตัดกับคณะแม่จำรูญ ซึ่งเป็นลำตัดที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งแม่จำรูญก็ได้ช่วยถ่ายทอดเพลงพื้นบ้านและลำตัดให้แม่ประยูรอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความชำนาญและมีประสบการณ์ยิ่งขึ้น สามารถด้นกลอนสด และแต่งคำร้องได้อย่างเฉียบแหลมคมคาย และได้มีโอกาสออกแสดงเป็นประจำ จนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ในช่วงที่ร่วมคณะลำตัดกับแม่จำรูญนั้น แม่ประยูรก็ได้พบกับ “หวังเต๊ะ” และได้ร่วมประชันลำตัดกันอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นคู่ประชันลำตัดยอดนิยมสูงสุด จากนั้นก็ได้แต่งงานอยู่กินกันจนมีบุตรด้วยกัน ๒ คน ก่อนที่จะหย่าขาดจากกัน แต่ก็ยังคงแสดงลำตัดร่วมกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งผมก็ได้เล่าความยิ่งใหญ่และโด่งดังของทั้ง ๒ ท่านนี้เอาไว้แล้วในฉบับก่อน จึงจะไม่ขอเล่าซ้ำอีก)

    นอกจากลำตัดแล้ว แม่ประยูรยังมีความสามารถในการแสดงเพลงพื้นบ้านอีกหลายประเภท ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงเรือ และเพลงขอทาน เป็นต้น ท่านได้ตระเวนออกแสดงเพลงพื้นบ้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำตัด ไปทั่วประเทศและยังเป็นผู้ริเริ่มในการนำลำตัดมาจัดทำเป็นเทปคาสเซ็ทท์ และวิดีโอออกจำหน่ายหลายชุด ได้แก่ ชุดจุดเทียนระเบิดถ้ำ ชุดดังระเบิด ชุดเกิดแก่เจ็บตาย และชุดชายสอนหญิง เป็นต้น

    แม่ประยูรได้ช่วยเหลือสังคมส่วนรวมด้วยการร่วมแสดงในงานการกุศลต่างๆ มิได้ขาด ตลอดจนเป็นสื่อช่วยการประชาสัมพันธ์และการรณรงค์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อาทิ การรณรงค์ต่อต้านภัยจากคอมมิวนิสต์ และการต่อต้านโรคเอดส์ เป็นต้น โดยแต่งเนื้อร้องลำตัดที่ทันต่อเหตุการณ์ สามารถสื่อความหมายให้ผู้ฟังได้รับทั้งข้อมูลข่าวสารในรูปแบบใหม่ที่ให้ความบันเทิงอย่างแยบคายและสนุกสนาน ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่และรักษาไว้ซึ่งเพลงพื้นบ้านต่างๆ อันเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่สูงค่าของชาติเอาไว้ โดยได้อุทิศตนถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ทางด้านนี้ให้แก่นิสิตนักศึกษาในสถานศึกษาต่างๆ เช่น วิทยาลัยนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร ตลอดจนผู้ที่มีใจใฝ่ศึกษาโดยทั่วไป ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจอย่างละเอียดไม่ปิดบัง ทั้งสาธิตให้ดูอย่างชัดเจน และเอาใจใส่ฝึกฝนแก้ไขให้อย่างใกล้ชิด จนสามารถสร้างศิลปินเพลงรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลายคน จนสามารถนำไปเป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ ศิษย์ของท่านเหล่านี้ยังเป็นความหวังและกำลังสำคัญที่จะช่วยกันสืบทอดศิลปะแขนงนี้ให้ยั่งยืนต่อไปได้ นอกจากนั้น ท่านยังได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปแสดงเผยแพร่ในจังหวัดต่างๆ เนื่องในงานเทศกาลสำคัญๆ หรืองานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น แม่ประยูรยังเคยได้รับเชิญให้นำคณะลำตัดไปแสดงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยได้ออกตระเวนแสดงลำตัดให้คนไทยในสหรัฐอเมริกาชมถึง ๓๓ รัฐ เป็นเวลานานกว่า ๓ เดือน ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างดียิ่ง

    จากเกียรติประวัติของการเป็นยอดศิลปินลำตัดฝ่ายหญิงที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้ ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติยกย่องให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลำตัด) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ เป็นท่านที่ ๒ ต่อจากลุงหวังเต๊ะ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติไปก่อนหน้านั้นแล้ว

    เนื่องจากเมื่อฉบับก่อน ผมได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพลุงหวังเต๊ะ และแม่ประยูรไปแล้ว ฉบับนี้จึงขอนำภาพบรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำมาให้ท่านชมเพิ่มเติมแทนการฉายหนังซ้ำกัน

    ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ ผมได้นำเสนอเรื่องราวและภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติ กว่า ๑๐๐ ท่าน ที่ผมได้ไปตระเวนถ่ายภาพมาให้ท่านได้ชมกันในคอลัมน์นี้เป็นเวลากว่า ๒ ปี จนครบถ้วนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นคอลัมน์ “คนในภาพถ่าย” นี้ก็จะจบชุด “ศิลปินแห่งชาติ” ลงเพียงเท่านี้ และจะเปลี่ยนชื่อเป็นชุด “สู่โลกกว้าง” แทน ทั้งนี้หมายถึงว่าคอลัมน์นี้จะยังคงอยู่ตามเดิม แต่บุคคลในภาพถ่ายที่ผมจะนำเสนอนั้น จะไม่จำกัดอยู่เพียงศิลปินแห่งชาติ หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป หากจะเป็นการเปิดออกสู่โลกกว้างเหมือนชื่อของชุดที่อุตส่าห์ตั้งขึ้นใหม่ ที่เกิดความคิดเช่นนี้ก็เนื่องมาจากเสียงสะท้อนของท่านผู้อ่านที่มีเข้ามา ตลอดจนผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยที่มักจะถามผมอยู่เสมอว่า “ทำไมถึงถ่ายแต่ภาพคนแก่ๆ ไม่ถ่ายภาพคนหนุ่มคนสาวบ้าง” ซึ่งผมก็ต้องอธิบายไปว่า ในเมื่อผมตั้งวัตถุประสงค์ในการทำงานชุดนี้ว่าเป็นการถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติ ภาพที่จะถ่ายก็ย้อมจะต้องจำกัดอยู่ในกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้เท่านั้น และการที่ใครสักคนจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาตินั้น แต่ละท่านล้วนต้องสั่งสมประสบการณ์ และสร้างผลงานศิลปะในแนวทางแห่งตนมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นยอดแห่งทางนั้นๆ จริงๆ ทั้งยังต้องผ่านกระบวนการสรรหาที่ละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายขั้นตอน จนเป็นที่แน่ใจได้ว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนกระบวนความตามที่กำหนดไว้ทุกประการ หาได้ใช้วิธีการจับสลากหรือตั้งเอาตามชอบใจของผู้ใดไม่ ดังนั้นจึงไม่มีเด็กๆ หรือหนุ่มสาวคนใดที่เคยได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติเลย ท่านที่ได้รับตำแหน่งนี้ที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็อายุ ๔๘ ปี แต่แทบจะเป็นรายเดียวก็ว่าได้ นอกจากนั้นล้วนมีเลข ๕ ๖ ๗ ๘ หรือ ๙ นำหน้าอายุทั้งสิ้น และบางท่านกว่าที่ผมจะได้ถ่ายภาพท่าน ก็มีอายุล่วงเลย ๑๐๐ ปี ไปแล้ว นี่คือกรอบบังคับที่ผมเลือกไม่ได้สำหรับการถ่ายภาพชุดนี้ แต่เมื่อมีข้อทักท้วงเช่นนี้เข้ามามากมาย ผมจึงตั้งใจว่าในชุดใหม่นี้ ผมก็จะไม่หากรอบมาบังคับตัวเองเช่นเดิมอีกต่อไป แต่จะเลือกถ่ายภาพบุคคลจากหลากหลายวงการที่ผมคิดว่าน่าสนใจ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน ผู้สูงอายุ จนถึงวัยที่เรียกว่า “ไม้ใกล้ฝั่ง” หลายท่านจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในสังคม แต่หลายท่านก็อาจเป็นคนที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ผมเห็นว่าน่าถ่ายภาพจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ในการนี้ จะมีภาพถ่ายส่วนหนึ่งที่ผมเคยถ่ายเก็บไว้นานแล้ว แต่ยังไม่เคยนำออกเผยแพร่มาก่อน ซึ่งหลายท่านก็จากไปแล้ว และหลายท่านแม้ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจดูแตกต่างจากเมื่อวันที่ผมถ่ายภาพเอาไว้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงดังที่ว่ามานี้แล้ว ผมยังจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเขียนเรื่องจากที่เคยเป็นชีวประวัติแบบเป็นงานเป็นการยาวๆ มาเป็นการเขียนเรื่องที่เบาๆ และกระชับลง ไม่ลงลึกในรายละเอียดเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีเพื่อนฝูงที่พูดจาแบบจริงใจ และไม่เกรงใจผมหลายคนพูดถึงคอลัมน์ของผมว่า “ดูแต่รูป ไม่ค่อยได้อ่านเรื่อง”

    สำหรับศิลปินแห่งชาติที่จะได้รับการยกย่องใหม่ในอนาคต ผมก็ขออาสาที่จะติดตามไปถ่ายภาพมาให้ท่านชมกันในคอลัมน์นี้เช่นกัน

    คนในภาพถ่ายชุดใหม่นี้คงจะเริ่มต้นต่อไป หากรักกันจริงก็ขอให้ติดตามกันเหมือนเดิมนะครับ ผมจะได้มีกำลังใจออกไปถ่ายรูปผู้คนมาให้ดูกันไปอีกนานๆ ครับ

     

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล

    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ

    คุณบันลือ อุตสาหกิจ แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

     

     

  • คลาวเดีย จักรพันธุ์ มัซเซ็ตติ

    คลาวเดีย จักรพันธุ์ มัซเซ็ตติ

    คลาวเดีย จักรพันธุ์ มัซเซ็ตติ

    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    กลับมาพบกันอีกครั้งตามสัญญาในคอลัมน์ “คนในภาพถ่าย” ที่ได้จบชุดศิลปินแห่งชาติไปแล้ว และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านผู้อ่านจะได้พบกับบุคคลที่น่าสนใจในหลากหลายวิชาชีพ ทุกเพศ ทุกวัยอย่างไร้ซึ่งขอบเขตจำกัดตามที่เคยไปเกริ่นไว้แล้วก่อนหน้านี้ครับ

    ผมได้ครุ่นคิดอยู่นานถึงการจะเลือกใครมาเป็นบุคคลแรกที่จะลงประเดิมชุดสู่โลกกว้างของผมนี้ ซึ่งก็มีผู้ประสงค์ดีแนะนำว่าหากจะให้เป็นการ “สู่โลกกว้าง” จริงๆ อย่างชื่อที่อุตส่าห์ตั้งไว้อย่างโก้เก๋ ก็ขอแนะนำให้ไปถ่ายคนดังสุดยอดคนหนึ่งในเวลานี้ รับรองว่า คอลัมน์นี้จะต้องกระฉ่อนไปทุกสารทิศเป็นแน่ เมื่อผมถามกลับไปว่าใครกัน เขาก็ตอบว่า “ก็บิน ลาเด็นไง” ผมก็ได้แต่อึ้งไปชั่วขณะและตอบกลับไปว่า “รู้สึกว่าตอนนี้เขาคงยังไม่ว่าง เอาไว้ว่างๆ ก่อนว่ากันใหม่” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลือกสาวน้อย คลาวเดีย จักรพันธุ์ ที่เคยได้ทาบทามขอถ่ายภาพเธอไว้ก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่ก็คลาดแคล้วกันเสียทุกทีไป ซึ่งคราวนี้เธอก็ยินยอมแต่โดยดีไม่มีอิดเอื้อน

    คลาวเดียเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณอัลโด้ มัซเซ็ตติ ชาวอิตาเลี่ยน กับ ม.ร.ว.จันทิรา จักรพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ นับอายุถึงวันนี้ได้ ๒๒ ปีไม่ขาดไม่เกิน เธอได้รับถ่ายทอดสายเลือดศิลปินมาอย่างเต็มตัวจากท่านตา คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศด้านการประพันธ์เพลง ส่วนคุณแม่ก็ร่ำเรียนมาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ อีกทั้งคุณพ่อก็เป็นนักดนตรีผู้มีความสามารถ พรสวรรค์ทางการแสดงของเธอเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมต้นที่โรงเรียนวัฒนา วิทยาลัย โดยได้ร่วมแสดงละคร เต้นรำ และร้องเพลงในงานของโรงเรียนเสมอ คุณแม่ผู้มองเห็นแววแห่งความสามารถจึงได้สนับสนุนให้เธอเรียนพิเศษทางด้านเปียโน ทฤษฎีการดนตรี นาฏศิลป์ไทย และนาฏศิลป์สากลประเภทต่างๆ เช่น บัลเล่ต์ แจ๊ซซ์ แท็พ แร็พ ตลอดจนการขับร้องเพลงและการเดินแบบ จากสถาบันและครูผู้เป็นยอดในแต่ละทางซึ่งคลาวเดียก็ได้แสดงความสามารถในทุกด้านที่กล่าวมาได้อย่างดียิ่ง เธอได้เริ่มออกแสดงต่อหน้าสาธารณชนทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๔ ขณะอายุ ๑๒ ปี และนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา เธอก็เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ จนดังเป็นพลุแตก และมีงานแสดงเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งงานแสดงแบบโฆษณา ถ่ายแบบแฟชั่นในนิตยสาร แสดงแฟชั่นโชว์ แสดงภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และเป็นพิธีกรในรายการต่างๆ มากมายตราบจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งงานของเธอทุกประเภทล้วนได้รับการยอมรับและชื่นชมจากแฟนๆ ในทุกวงการนับตั้งแต่ไฮโซฯ ไฮซ้อ พ่อบ้านแม่เรือน ลูกเด็กเล็กแดง แม่แจ๋วก้นครัวไปจนถึงลุงป้า น้าอาในทุกหัวระแหงทั่วประเทศ จนกล่าวได้ว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้านผู้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองด้วยฝีมือของเธอเองอย่างแท้จริง ทางด้านการศึกษาคลาวเดียสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปัจจุบันเธอกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    นี่เป็นเพียงประวัติโดยย่อของ คลาวเดีย จักรพันธุ์ มัซเซ็ตติ ยอดนักแสดงสาวสวยผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งในชีวิตการแสดงตั้งแต่อายุยังน้อยและมีอนาคตที่สดใสยาวไกล ซึ่งผมภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เธอมาเป็นผู้ประเดิมงานชุดใหม่ของผมครับ