Category: บ้านและที่อยู่อาศัย

  • เครื่องฟอกอากาศสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน

    เครื่องฟอกอากาศสิ่งจำเป็นสำหรับบ้าน

    สภาวะอากาศในปัจจุบันนั้น ฝุ่นละออง และเชื้อโรค มีแทรกซึมอยู่เกือบทุกแห่งทั้งภายนอก และ ภายในบ้าน ซึ่งคุณสามารถหลีกเลี่ยงการหายใจนำเอาสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้าร่างกายด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน

    หลายๆท่านอาจเห็นว่าเครื่องฟอกอากาศไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ภายในบ้านของท่านนั้น มีฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค ที่ท่านมองไม่เห็นจับตัวรวมกันอยู่ และท่านเองก็ต้องหายใจเอาอากาศที่มีสิ่งเหล่านี้เจือปนอยู่เข้าไปทุกวัน ไม่เว้นแต่เวลานอนการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านคือการป้องกัน ไม่ให้คุณและสมาชิกภายในบ้านต้องหายใจเอาสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย

    มาดูประเภทของเครื่องฟอกอากาศกันก่อนเครื่องฟอกอากาศในบ้านมีด้วยกัน 2 ระบบคือ ระบบแผ่นกรองอากาศ จะทำงานโดยการกรองฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาให้ติดอยู่บนแผ่นกรอง ระบบนี้จะมีราคาถูก แต่จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในการเปลี่ยนแผ่นกรองในระยะยาว คือต้องเปลี่ยนทุก 4-6 เดือน

    ระบบไฟฟ้าสถิต เป็นระบบที่ได้พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือใช้แผ่นกรองระบบไฟฟ้าสถิต โดยการดูดจับฝุ่นให้เข้ามาติดอยู่กับแผ่นกรอง สามารถดักจับฝุ่นขนาดเล็กมากๆได้ และยังผลิตอากาศบริสุทธิ์ ได้ด้วย ระบบนี้ราคาค่อนข้างสูง แต่จะประหยัดในระยะยาว เพราะสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแผ่นกรองหากท่านใดที่ได้ลองติดเครื่องฟอกอากาศไว้ภายในบ้าน เวลาที่ต้องถอดแผ่นกรอกออกมาล้างทำความสะอาดหรือเปลี่ยนแผ่นกรองท่านจะเห็นว่าแผ่นกรองนั้นจะมีคราบดำสกปรกติดอยู่ นั่นก็คือฝุ่นละอองที่เครื่องฟอกอากาศดักเอาไว้ก่อนที่ท่านจะหายใจเข้าไปในปอดนั่นเอง

  • ข้อควรรู้ก่อนมุงกระเบื้องหลังคา

    ข้อควรรู้ก่อนมุงกระเบื้องหลังคา

    การมุงกระเบื้องหลังคา หากช่างมุงหลังคาไม่มีฝีมือหรือความชำนาญที่ดีพอ จะทำให้หลังคาบ้านไม่ดี ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งฝนรั่ว และน้ำซึมเข้ามา จนทำให้ฝ้าเพดานได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักบ่อยครั้งที่จะต้องจ้างช่างมาซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ การเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งกระเบื้องมุงหลังคา และครอบหลังคา เพราะหากเลือกซื้อกระเบื้องที่ไม่ดีไม่มีคุณภาพหรือไม่สอดคล้องกับการใช้งาน ย่อมจะทำให้การมุงกระเบื้องหลังคาทำได้ยาก

    ในปัจจุบันกระเบื้องมุงหลังคามีให้เลือกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับการใช้งานและราคา ในการเลือกซื้อครอบสันหลังคา ต้องรู้ว่าหลังคามีความลาดชันกี่องศา 10, 20 หรือ 30 ถ้าไม่รู้ว่าหลังคามีความลาดชันกี่องศาเพื่อความปลอดภัย ควรใช้ครอบปรับมุมจะดีกว่า (ใช้กับหลังคาทรงจั่วและปั้นหยา) และต้องเลือกชนิดของครอบให้ถูกต้องกับชนิดของลอนหลังคาด้วยการมุงกระเบื้องหลังคาให้ได้แนวตรง ทำได้ง่ายนิดเดียวแค่ใช้เชือกขึงจากชายคาด้านหนึ่งไปด้านหนึ่งให้เป็นเส้นตรง และขึงเชือกจากชายหลังคาให้ไปหาสันหลังคาให้ตั้งฉากกัน จากนั้นก็มุงกระเบื้องให้ขนาบกับแนวเชือกที่ขึงไว้ จะทำให้กระเบื้องเป็นแนวตรงสวยงามและยังมุงครอบสันหลังคาได้สะดวกอีกด้วย

    ก่อนการมุงหลังคา ต้องสำรวจทิศทางลมก่อน ว่าลมฝนมาจากทิศไหน เพราะถ้ามุงหลังคา ต้องมุงหลังคาสวนทิศทางของลมฝน น้ำฝนจะได้ไม่สาดย้อนเข้าไปบริเวณรอยซ้อนทับด้านหน้าของกระเบื้องการมุงหลังคา โดยทั่วไปการตัดกระเบื้องมีความจำเป็น เพราะหากไม่ตัดมุมแล้วมุงเลย จะทำให้กระเบื้องทับซ้อนกันไม่สนิท เป็นเหตุให้ฝนรั่วบริเวณที่ซ้อนทับกัน และจะทำให้ฝ้าเพดานและโครงสร้างหลังคาเสียหาย เนื่องจากน้ำฝนที่รั่วลงมา ดังนั้นข้อควรปฏิบัติเวลาตัดมุมกระเบื้อง คือควรใช้เครื่องไฟเบอร์ตัดมุม จึงจะได้ขอบที่เรียบมีความสะดวก รวดเร็วกว่าและไม่ควรใช้คีมปากนกแก้วหนีบการมุงกระเบื้อง ควรมุงแบบที่รอยต่อแต่ละแผ่นตรงกันและตัดมุมกระเบื้อง ไม่ควรมุงแบบสลับแผ่น เพราะเวลาเราขึ้นไปเดินบนหลังคาจะทำให้กระเบื้องแผ่นล่างแตกได้ แล้วเราก็จะมองไม่เห็นเพราะแผ่นบนปิดอยู่ทำให้น้ำฝนที่ไหลย้อนเข้าไปใต้หลังคารั่วลงสู่หลังคาได้

    การมุงหลังคาควรใส่ครอบประดับที่บริเวณจั่วของบ้าน ส่วนที่เป็นปั้นลม ควรใช้ครอบเปิดข้าง และที่ปลายสุดของปั้นลมควรใช้ครอบข้างปิดชาย ส่วนที่จั่วของบ้านให้เลือกใช้ครอบปิดจั่วมุมหรือครอบปิดจั่วปรับมุม ซึ่งนอกจากจะทำให้หลังคาบ้านสวยแล้ว ยังหมดปัญหาเรื่องน้ำสาดเข้าบริเวณหน้าจั่วหลังคา และไม่ต้องใช้ปูนทรายพอกให้เลอะเทอะการเจาะทะลุกระเบื้องเพื่อยึดกระเบื้องติดกับแป ควรใช้สว่านเจาะรูนำก่อน ไม่ควรใช้สลักเกลียวหรือตะปูเกลียวเจาะทะลุกระเบื้องไปเลย เพราะจะทำให้รูกระเบื้องโตกว่าสลักเกลียวมาก แล้วถ้าแผ่นยางรองกันซึมหัวสลักเกลียวบางเกินไปหรือไม่มีความเหนียวที่จะปิดรู ก็ทำให้ฝนรั่วบริเวณนั้นได้นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ บริเวณหัวกระเบื้องที่ชนกับฝาผนังไม้ ไม่ควรใช้ปูนทรายพอก เพราะพอนานไปปูนทรายที่พอกไว้จะกะเทาะหลุดออก ควรมุงด้วยครอบชนฝาแทนรับรองน้ำไม่รั่ว และไม่ซึม

  • ติดแอร์ที่ไหนดี ตั้งพื้น ฝ้าเพดาน หรือผนัง

    ติดแอร์ที่ไหนดี ตั้งพื้น ฝ้าเพดาน หรือผนัง

    ติดแอร์ที่ไหนดี จะวางไว้ที่ไหน ตั้งพื้น ฝ้าเพดาน หรือผนัง

    เป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อย ที่คนบ้านเราวัดจุดวางเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type) ว่าวางตรงไหนเหมาะสมหรือไม่ ไว้ที่ “ราคา” ค่าเครื่องและค่าติดตั้ง เพราะเราจะรู้สึกว่า เครื่องแอร์ที่วางกับพื้น จะมีประสิทธิภาพการทำงานน้อยกว่า (เพราะถูกที่สุด) เครื่องแอร์ที่แขวนกับฝ้าเพดานนั้นดี (เพราะราคาแพงกว่า) และเครื่องแอร์ที่ติดตั้งผนังห้องนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด (และมีการโฆษณามากที่สุด) เป็นเครื่องแอร์ที่ดีที่สุด… ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

    เครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น นั้นถ้ามองในเชิงสุขภาพและอุณหูมิ อาจจะดีที่สุด เพราะน่าจะทำให้ระดับความเย็น ที่เราต้องการล้อมรอบตัวเราได้ดีที่สุด ก็ต้องเป็นเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เพราะความเย็นนั้นจะเป็นอากาศที่หนักกว่าอากาศร้อน ความเย็นจากเครื่องตั้งพื้นก็จะทำให้ความเย็นที่พื้นก่อน และค่อยๆ ขยายความเย็นไปสู่ที่สูง

    ดังนั้น หากห้องนอนของเราสูง 3 เมตร ความเย็นในระดับที่เรานอนคือ 60 เซนติเมตร จะเย็นก่อน แล้วค่อยขยายความเย็นไปเป็นระดับที่เรานั่งคือประมาณ 1 เมตร แล้วขยายไปเป็นระดับที่เรายืนคือ 2 เมตร แล้วจึงจะไปถึงฝ้าเพดาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาทำความเย็นให้เรานอนได้สบายเพียงครึ่งชั่วโมง แต่กว่าจะเย็นครบทั้งห้องก็ตั้ง 2 ชั่วโมงก็ได้ อีกทั้งยังไม่มีกระแสลมพัดมาถูกตัวให้เราจับไข้ได้อีก … จึงนับว่าเครื่องแบบที่ตั้งพื้นนี้มีจุดเด่นไม่น้อย แต่เครื่องตั้งพื้นนี้ก็มีจุดอ่อนเกี่ยวกับการเสียพื้นที่ห้อง และการวางต้องให้ถูกที่ถูกทาง ห้ามเอาอะไรบังทางอากาศไหลกลับ (Return Air) อีกทั้งบางท่านจะรู้สึกว่ามันไม่น่าดู

    เครื่องปรับอากาศแบบแขวนฝ้าเพดาน มีจุดดีก็เพราะว่าเรารู้สึกว่าลมจะพัดจากที่สูง นำความเย็นไปสู่ที่ต่ำได้รวดเร็ว การเดินผ่านแล้วมีลมมากระทบตัวเราก็จะรู้สึกดีในสิบนาทีแรก แต่ท่านอาจจะลืมนึกไปว่า การติดตั้งไว้ที่ฝ้าเพดานและมีกระแสลมพัดจากเบื้องสูงนี้ จะทำให้อากาศภายในห้องของท่านเกิดอาการ “ปั่นป่วน”

    เครื่องปรับอากาศแบบแขวนฝ้า ต้องทำงานหนัก และกว่าที่ท่านจะได้ระดับความเย็นตามที่ท่านต้องการมารายล้อมตัวท่าน ก็เป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับที่เครื่องปรับอากาศต้องทำความเย็นให้ห้องทั้งห้อง …. แต่สิ่งดีของเครื่องปรับอากาศแบบแขวนฝ้าเพดานก็คือ ไม่เปลืองพื้นที่ห้อง ทั้งตัวเครื่องปรับอากาศเองและระบบลมหมุนกลับ (Return Air)

    เครื่องปรับอากาศแบบติดกับผนัง มีลักษณะคล้ายกับแบบแขวนฝ้า คือ จะทำให้อากาศในห้องของท่านปั่นป่วนได้เหมือนกัน แต่มีระบบภายใน (เครื่องกล) ยุ่งยากซับซ้อนกว่าระบบตั้งพื้นและระบบแขวนฝ้าเพดานแต่เครื่องมักจะเล็กกระทัดรัดกว่า ดูแล้วมีความสวยงามกว่า

    ดังนั้น การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศอย่างชาญฉลาด นอกจากจะพิจารณาถึงลักษณะการติดตั้ง จุดที่ต้องการต่อท่อระบายน้ำ (ไกลใกล้ ยากง่าย) จุดที่ต้องการให้กระแสลมพัดไปทางทิศใดแล้ว ท่านจะลองหันกลับมาพิจารณาของเครื่องว่า ท่านน่าจะเลือกแบบใดในการใช้งานด้วยครับ

  • แอร์มีกี่ชนิด มีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไร

    แอร์มีกี่ชนิด มีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไร

    คุณทราบไหมว่า แอร์มีกี่ชนิด กี่แบบ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นเรื่องยุ่งยากมากๆ สำหรับคนที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแต่ก็ไม่ทราบว่า จะใช้ขนาดไหนดี เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของห้องแต่ละห้องภายในบ้าน

    แอร์มีกี่ชนิด กี่แบบ และต่างกันอย่างไร

    …..มีคำถามว่า เจ้าเครื่องปรับอากาศที่เราใช้อยู่ในบ้านเรานี้มีกี่อย่าง กี่ชนิด กี่ระบบ ก็ขอแยกย่อยโดยสังเขป เป็น 3 แบบดังนี้

    …..1. แบบติดหน้าต่าง(Window Type) เป็นแบบที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในกล่องๆ เดียว และติดแขวนไว้ที่ช่องหน้าต่างหรือผนังห้อง เป่าลมเย็นเข้าห้อง โผล่กันออกมาระบายความร้อน มีขนาด 8,000-30,000BTU หรือรู้จักกันคือ .7-2.5ตัน(ใหญ่กว่านี้ทำไม่ได้เพราะเครื่องจะใหญ่และหนักเกินไป ติดตั้งแล้วช่องหน้าต่างหรือผนังห้องจะรับน้ำหนักไม่ไหว) กินไฟค่อนข้างมาก และมีเสียงดังกว่าทุกระบบ แต่สะดวกในการติดตั้ง สะดวกในการเคลื่อนย้าย

    …..2 .แบบแยกส่วน (Split Type) เป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แยกส่วนเป่าลมเย็นออกจากตัวเครื่องระบายความร้อน ขนาดตั้งแต่ 1-50 ตัน (ขนาด 1-3 ตัน มักไม่มีการต่อท่อลมไปจ่ายหลายๆ จุด แต่หากมากกว่านั้น อาจมีการต่อท่อลมออกจากส่วนเป่าลมไปไปจ่ายหลายๆ จุด) แอร์ระบบแยกส่วนนี้ ดีตรงที่ไม่ค่อยมีเสียงดัง (เพราะเครื่องระบายความร้อน แยกออกไปวางไว้ที่อื่น) แต่จะยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบติดหน้าต่าง เพราะต้องคำนึงถึงการเดินท่อระหว่างเครื่องที่แยกส่วน… ที่สำคัญอย่าลืมท่อระบายน้ำจากที่เป่าลมเย็น (Fan Coil) ไปทิ้งด้วย

    …..3. แบบเครื่องชนิดทำน้ำเย็น (Water Chiller) ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวกลางในการผลิตความเย็น ใช้สำหรับอาคารใหญ่ๆ มีขนาดตั้งแต่ 100 ตันขึ้นไป มีความยุ่งยากในการติดตั้ง แต่จะกินไฟน้อยกว่าชนิดอื่นๆ … สถาปนิกและวิศวกรโครงสร้าง ผู้ออกแบบเริ่มต้นกรุณาอย่าลืมที่จะจัดเตรียมห้องเครื่อง และโครงสร้างที่แข็งแรงเพียงพอ เพื่อวางระบบนี้ด้วย

    …..สำหรับแอร์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า Central Air นั้น ส่วนใหญ่จะหมายถึงแอร์ระบบสุดท้าย เพราะมีจุดเครื่องระบายความร้อนจุดเดียว แต่ส่งผ่านไปหลายจุดทั่วทั้งอาคาร แต่บางครั้งแอร์ระบบ Split Type ใหญ่ๆ ที่ส่งลมเย็นไปได้หลายๆ จุดก็อาจจะเรียกว่าเป็น Central Air ได้เหมือนกัน

  • 3 ปัจจัยหลักที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อคิดจะสร้างบ้าน

    3 ปัจจัยหลักที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อคิดจะสร้างบ้าน

    ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตามที่ผ่านมา มนุษย์เราก็มักจะสร้างบ้านด้วยวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งทั้งวัสดุและรูปร่างหน้าตาของบ้านจะสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของที่นั้นๆ บ้านในเขตหนาวจึงเป็นอิฐ หิน ปูน ดูทึบและให้ความอบอุ่น บ้านในเขตร้อนจึงเป็นบ้านไม้โปร่ง มุงด้วยหญ้าคาหรือกระเบื้องดินเผา ไม่มีบ้านแบบสวิสที่มีเสาโรมันเหมือนสมัยนี้ แต่ไม่ว่ารสนิยมใครจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะสร้างบ้านด้วยอะไรก็ตาม บ้านและที่ดินสร้างบ้านก็ถือเป็นการลงทุนลงแรงครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษย์

    สถานที่ที่เราอยู่อาศัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตเรา มีความหมายมากไปกว่าที่คุ้มแดดคุ้มฝนและซุกหัวนอน สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงให้มากมิใช่แค่โครงสร้างทางวิศวกรรมเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมายที่จะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างมีความสุขมากที่สุด เพราะบ้านจะเป็นสถานที่แห่งเดียวที่เราสามารถพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างผ่อนคลายและปลอดโปร่งที่สุด เป็นสถานที่ที่เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนที่เรารักที่สุดด้วย

    สถานที่ที่เราอยู่นั้นมีอิทธิพลต่อเราหลายประการ ทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึกและสุขภาพร่างกาย คนจีนนั้นเชื่อว่าความรู้สึกของคนเราต่อสถานทีใดๆก็ตามสัมพันธ์กับพลังงานแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในโลกและในร่างกายเรา ทำให้บางคนมีความรู้สึกชอบที่จะอยู่บนเนินเขาหรือภูเขาสูง บางคนชอบที่หุบเขา บ้างก็ชอบอยู่ในที่โล่งแจ้ง ชอบอยู่ใกล้ต้นไม้บ้าง ใกล้น้ำไหลบ้าง น้ำนิ่งบ้าง บางคนชอบบ้านเก่าที่ซึมซับความทรงจำของผู้คนมาหลายรุ่น เพราะให้ความรู้สึกของการสืบสานสืบต่อที่เนื่องกันมาตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน แต่บางคนชอบอยู่บ้านใหม่เอี่ยมมากกว่า เพราะเห็นว่าการย้ายเข้าบ้านใหม่ให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สดชื่น เพราะฉะนั้น การเลือกบ้านสักหลังนอกจากจะต้องพิจารณาทำเลแล้วยังต้องฟังเสียงจากข้างในใจเราให้มากด้วย

    การวิเคราะห์ความรู้สึกของเราต่อสถานที่ที่เราอยู่ในปัจจุบันมีความสำคัญและจะเป็นประโยชน์มากทีเดียว ถ้าเราอยู่แล้วไม่มีความสุขก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ หาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่น ภาวะห่อเหี่ยวเศร้าซึมที่อาจเกิดขึ้นได้กับคุณ อาจจะเป็นเพราะว่าคุณไม่ค่อยจะได้รับแสงในช่วงกลางวัน นี่หมายถึงแสงธรรมชาตินะคะ ไม่ใช่แสงไฟในบ้านทึบทึมของคุณ ถ้าเป็นเช่นนั้น การออกมารับแสงแดดนอกบ้านมากขึ้นจะช่วยบรรเทาลงได้ นอกจากนี้อาจแก้ไขที่ตัวบ้านด้วยการทาสีผนังด้วยสีขาวหรือโทนสีอ่อนๆ ตัดกิ่งไม้ที่ปกคลุมปิดบังแสงสว่างออกไปบ้าง ขยายหน้าต่างให้กว้างขึ้น หรือเจาะช่องรับแสงเพิ่ม

    นอกจากจะเข้าใจความทุกข์ที่บ้านสร้างให้คุณแล้ว ถ้าคุณมีความสุขดีกับการอยู่บ้านก็ยังต้องเข้าใจด้วยว่าอะไรทำให้สุข เมื่อมีโอกาสเลือกบ้านหลังใหม่ ไม่ว่าจะซื้อหรือเช่าเขาก็ตาม จะได้นำปัจจัยนั้นมาประกอบการตัดสินใจ

    มีงานวิจัยในสหราชอาณาจักรหลายชิ้นทีเดียวที่ให้คำแนะนำว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆไม่ควรอาศัยอยู่ในที่สูง เช่น แฟลต หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งข้อนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ เพราะการต้องอุ้มเด็กขึ้นๆลงๆ ต้องหอบหิ้วของที่จับจ่ายเข้าบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก โดยเฉพาะในกรณีที่ลิฟท์เสีย หรือไม่มีลิฟท์ นอกจากนั้นเด็กๆยังต้องอยู่แต่ในบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน เท้าไม่ได้สัมผัสดิน จมูกไม่ได้สูดกลิ่นไอธรรมชาติ เด็กต้องเล่นอยู่แต่ในบ้านเพราะดูแลง่ายกว่าปล่อยออกมาข้างนอก โอกาสที่จะเจอเพื่อนบ้านก็มีน้อย เรียกว่าจะเจอกันทีอาจต้องโทรนัดล่วงหน้า

    ภาวะเช่นนี้อาจทำให้เด็กเหงาและโดดเดี่ยว จิตใจห่อเหี่ยวเศร้าซึม หรืออาจมีปัญหาทางจิตใจแบบอื่น พบว่าครอบครัวที่อยู่แฟลตมักมีการเจ็บไข้ได้ป่วยมากกว่าปกติ เด็กๆมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจมากกว่าอยู่บ้านที่มีต้นไม้ใบหญ้าและมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติในที่โล่งแจ้ง

    ในสภาพบีบคั้นทางสังคมอาจทำให้เราไม่มีทางเลือกในเรื่องที่อยู่อาศัยมากนัก แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะถวิลหาสภาพแวดล้อมแบบชนบทก็ตาม แต่คนเราทุกวันนี้ก็มีแนวโน้มจะใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น เพราะเมืองเป็นศูนย์กลางสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นศูนย์กลางสำหรับการหางานทำ เป็นแหล่งรายได้สำหรับคนที่ผ่านระบบการศึกษาที่ผลิตคนสนองระบบเศรษฐกิจ

    ประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ก็จะมีผู้คนหนาแน่นขึ้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดน้อยลง มลพิษรุนแรงขึ้น

    มีตัวเลขประมาณการว่ามลพิษทางอากาศในเขตเมืองเป็นตัวการของโรคมะเร็งปอดร้อยละ 1 ส่วนยวดยานบนท้องถนนที่ปล่อยสารพิษออกมานับร้อยชนิดก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อสุขภาพชาวเมืองทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี การอยู่ในชนบทก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะหลีกเลี่ยงปัญหาสารพิษไปได้ เพราะบางพื้นที่ที่ทำการเกษตรแบบเข้มข้นซึ่งใช้สารเคมีมากก็อาจทำให้คุณและครอบครัวเผชิญปัญหาแบบใหม่อีกเช่นกัน

    แต่ไม่ว่าสภาพแวดล้อมนอกบ้านจะเป็นอย่างไร เราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านหรือภายในบ้านให้เหมาะสมได้ เป็นต้นว่า เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พอจะเปลี่ยนได้ เช่น สี อุณหภูมิ การหมุนเวียนถ่ายเทอากาศ ผนังบ้าน พื้นบ้าน ในกรณีที่คุณมีบ้านอยู่แล้วหรือเช่าบ้านที่เจ้าของเขาเต็มใจให้ปรับปรุง

    วัสดุก่อสร้าง

    สำหรับผู้ที่คิดจะสร้างบ้านใหม่ สิ่งที่ควรคำนึงถึงนอกจากแบบแปลนของตัวบ้านแล้ว วัสดุที่เลือกใช้ก็มีความสำคัญยิ่ง วัสดุที่มีน้ำหนักมากอย่างซีเมนต์ อิฐ หิน มีคุณสมบัติในการเก็บความร้อนสูง ส่วนวัสดุน้ำหนักเบาอย่างไม้ กระเบื้องแผ่น หรือ Plasterboard จะไม่เก็บความร้อน บ้านจะร้อนเร็ว เย็นเร็ว เหมาะกับบ้านหลังเล็กๆที่ไม่ค่อยได้รับแสงแดด

    ฉนวนกันความร้อนที่ใช้ในบ้านก็มีความสำคัญมาก วัสดุที่ คาเรน คริสเตนเซนแนะนำไว้ในหนังสือ The Green Home ที่เธอเขียน บนหลักการที่ว่าเป็นวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและไม่ใช้พลังงานในการผลิตมากมายนัก ได้แก่ เซลลูโลส(ผลิตจากกระดาษใช้แล้ว) เพอไล้ท์ เวอมิคูไล้ท์ และไม้คอร์ก ส่วนฝ้าเพดานให้ใช้ยิบซั่มบอร์ด สำหรับวัสดุกันซึมให้ใช้ปูนผสมน้ำมันลินซีด (linseed oil putty) และซิลิโคน

    วัสดุปูพื้นสำหรับบ้านของวันนี้ สามารถเลือกได้ตามความชอบส่วนตัวและความเหมาะสมของแต่ละห้อง ได้แก่ อิฐ หินชนวน ไม้ คอนกรีต กระเบื้องเซรามิก หินอ่อน ถ้าจะใช้พรม ควรใช้เส้นใยธรรมชาติ เช่น ขนสัตว์ หรือผ้าฝ้าย

    เครื่องเรือนทั้งหลายในบ้านเราคงหาเครื่องเรือนไม้ไม่ยากนัก บางประเภทอาจเป็นโลหะเคลือบอีนาเมลก็ได้ วัสดุปูพื้นผิวที่ใช้งานของเครื่องเรือนแต่ละอย่างก็เลือกได้ตามประโยชน์ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นไม้ กระเบื้องเซรามิก หินแกรนิต หรือหินอ่อน

    สีทาบ้าน

    การใช้สีทาบ้านมีผลในทางจิตวิทยาต่อผู้อยู่อาศัยทั้งในด้านบวกและด้านลบ สีเข้มโทนอบอุ่นสามารถทำให้ห้องที่มีขนาดใหญ่มีความอบอุ่นสบายขึ้นจนคุณรู้สึกได้ ทั้งยังให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยด้วย

    ส่วนการทาสีผนังบ้านด้วยสีขาวล้วนๆ หรือสีอ่อนเพียงสีเดียว จะทำให้ห้องที่มีขนาดเล็กดูใหญ่โตกว้างขวางขึ้น ในหน้าร้อนยังทำให้มีความรู้สึกเย็นลงด้วย

    เด็กๆนั้นมักชอบแม่สีเข้มๆ เช่น แดงจัด เหลืองจ้า หรือน้ำเงินเข้ม จึงควรใช้สีเหล่านี้ประกอบกันพอประมาณในห้องนอนเด็ก ห้องที่เด็กมักเล่นกัน ห้องครัวของบ้าน เป็นการสร้างบรรยากาศร่าเริงสดใส แต่ว่าไม่ควรใช้แม่สีเหล่านี้มากเกินไปเพราะจะมีผลในทางกระตุ้นร่างกาย เช่น ทาห้องด้วยสีแดงทั้งห้อง สีแดงจะมีผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น จึงควรใช้สีกลางๆเบรคเอาไว้เพื่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม

    ส่วนสีฟ้าอ่อนและเขียวอ่อนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ช่วยสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบขึ้นภายในบ้าน ดังนั้นสีฟ้าอ่อนกับสีเขียวอ่อนจึงเหมาะกับห้องนอน

    สีม่วงอ่อนนั้นว่ากันว่าช่วยเร้าจินตนาการ ส่วนสีเหลืองกระตุ้นจิตใจให้สดชื่นกระตือรือร้น จึงเป็นเหตุให้นิยมใช้ดอกไม้สีเหลืองไปเยี่ยมไข้

    สีชมพูจางมีผลต่อวัยผู้ใหญ่ในทางทำให้จิตใจสงบลง ในสหรัฐอเมริกามีการใช้สีชมพูอ่อนทาที่ผนังคุก เพื่อช่วยให้นักโทษที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงได้สงบและเยือกเย็นลง แต่จากการศึกษาของนักวิจัยชาวนิวซีแลนด์พบว่า สีชมพูไม่มีผลเช่นนี้กับเด็ก ในทางตรงข้ามกลับช่วยปลุกเร้าและกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนความแข็งแกร่งของร่างกาย

    เมื่อเลือกสีทาห้องให้ลูกจึงควรพิจารณาบุคคลิกของเด็กด้วย เด็กที่ขี้ตื่นตกใจง่าย อาจช่วยให้เด็กสงบลงได้ด้วยการทาห้องด้วยสีเขียวหรือสีฟ้า เด็กที่มีบุคคลิกเก็บตัวเงียบขรึม อาจเลือกใช้สีโทนอบอุ่นเพื่อช่วยกระตุ้นให้สดใสขึ้น เป็นต้นว่า สีพีช เหลือง หรือชมพู

    นอกจากที่กล่าวมานี้แล้ว เฉดสีก็มีความสำคัญมากทีเดียวในการใช้เพื่อหวังผลตามที่คุณต้องการ อย่างเช่น สีเขียวตองอ่อนหรือเขียวน้ำทะเลที่สว่างๆจะมีผลในทางผ่อนคลาย แต่ถ้าเป็นเขียวออกเหลืองอาจทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายเนื้อสบายตัวก็ได้ ผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า การทาห้องน้ำด้วยสีเขียวออกเหลืองน่าเกลียดนี้ ทำให้พนักงานลดเวลาเข้าไปซุบซิบนินทาในห้องน้ำลง เพิ่มเวลาทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    เมื่อพูดถึงเรื่องสีแล้ว การเลือกฃนิดของสีที่จะใช้ในบ้านก็มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะสีทาบ้านที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบันนี้มีมากมายหลายประเภท สีน้ำมันมักมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โลหะหนัก มีกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะเมื่อทาเสร็จใหม่ๆ อาจทำให้ปวดศรีษะ หรือคลื่นไส้ เวียนหัวได้ สีที่ใช้ทาภายในควรเป็นสีผสมน้ำและเปิดห้องให้ระบายอากาศทิ้งไว้จนหมดกลิ่นก่อนเข้าไปอยู่

    สีธรรมชาติจริงๆก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ราคาแพงเป็น 2-3 เท่าของสีปกติ เรียกว่าสีอินทรีย์ หรือ Organic paints สีชนิดนี้พัฒนาขึ้นมาในเยอรมันตะวันตก ผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นพืชและแร่ธาตุต่างๆ ในกระบวนการผลิตจึงไม่ก่อมลพิษให้สิ่งแวดล้อม วัสดุธรรมชาติที่นำมาใช้ก็เช่น ขี้ผึ้ง น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้ม กาว ดินสอพอง เป็นต้น ไม่มีสารกำจัดเชื้อราหรือสารเคมีใดๆ เวลาใช้จะมีก็เพียงกลิ่นน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชเท่านั้น

    สำหรับบ้านเรามีสีหลายยี่ห้อที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นสีเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ มีการลดสารปรอท สารตะกั่วลงให้น้อยที่สุดหรือไม่ให้มีอยู่เลย บางยี่ห้อเป็นสีน้ำพลาสติกที่ทำจากอะคริลิคล้วนผสมเม็ดสี ซึ่งเราสามารถเลือกหาซื้อและสอบถามกันได้ตามร้านค้าที่จำหน่ายทั่วไป

    แสงสว่างในบ้าน

    นอกจากเรื่องสีทาบ้านแล้ว แสงก็มีความสำคัญเช่นกัน บ้านที่แสงไม่พอนอกจากจะไม่น่าอยู่แล้วโอกาสเกิดอุบัติเหตุก็มีมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรสร้างบ้านให้มีช่องรับแสงธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อเราจะได้ใช้แสงธรรมชาติอย่างน้อยก็ในช่วงกลางวัน อาจด้วยการเพิ่มหน้าต่าง หรือใช้วัสดุโปร่งแสงอย่างกระจก หรืออิฐแก้วเข้ามาช่วย หรือทาห้องด้วยสีอ่อนๆ โดยเฉพาะห้องที่หันไปทางทิศใต้ ส่วนตอนกลางคืนก็คงหนีไม่พ้นต้องใช้หลอดไฟ

    เป็นที่ทราบกันดีว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นช่วยประหยัดไฟฟ้ามากกว่าหลอดไส้ เพราะใช้ไฟเพียง 1 ใน 5 ของหลอดไส้ที่มีความสว่างเท่ากัน นอกจากนั้นอายุการใช้งานของหลอดฟลูออเรสเซนต์ยังมากกว่าหลอดไส้ถึง 5 เท่า แสงนุ่มสม่ำเสมอกว่า แต่ทว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมามากกว่า ทั้งยังปล่อยรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตออกมาในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆตามอายุการใช้งานและตามความเสื่อมของฟอสฟอรัสที่เคลือบด้านในหลอด

    ต่อมาก็มีหลอดไฟชนิดที่ช่วยประหยัดไฟออกมา รู้จักันทั่วไปว่า “หลอดผอม” หลอดไฟฟ้าชนิดนี้ใช้สารเคลือบด้านในที่มีประสิทธิภาพในการส่องสว่างมากขึ้นกว่าเดิม มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนเปลี่ยนมาใช้หลอดผอมกันมากขึ้น

    อยู่มาไม่นานนัก ก็มีการพัฒนาหลอดไฟให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยสามารถประหยัดพลังงานได้ 75-85% แตกต่างกันไปตามยี่ห้อ หลอดประหยัดไฟรุ่นล่าสุดนี้เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบคอมแพ็ค มีขนาดกระทัดรัดสมชื่อ อายุการใช้งานยาวนาน 8 -10 เท่าของหลอดไส้ธรรมดา และให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไส้

    จากการสำรวจหลอดประหยัดพลังงานในท้องตลาด  พบว่า ในความสว่างที่เทียบเท่ากับหลอดไฟแบบไส้ 40 วัตต์นั้น หลอดประหยัดพลังงานจะประมาณ 7-9วัตต์เท่านั้น หากต้องการแสงสว่างมากขึ้น ก็ใช้หลอดที่มีกำลังส่องสว่างมากขึ้น ราคาในแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกันไป

    ล่าสุดก็มีการออกแบบให้แยกบัลลาสต์ออกจากตัวหลอดได้ โดยที่บัลลาสต์จะมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดไฟ 3 เท่าตัว ซึ่งหมายความว่าจะทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหลอดไปได้มากกว่าเดิมที่หลอดไฟกับบัลลาสต์อยู่ติดกัน

    ข้อดีของหลอดประหยัดไฟที่ว่านี้ยังเหมาะกับการใช้งานในบริเวณที่เปลี่ยนไฟยาก เช่น ตามร้านอาหาร โรงแรม สถานบรรเทิงเริงรมย์ต่างๆ สำหรับตามบ้านก็เหมาะกับไฟรั้วหน้าบ้านที่ต้องเปิดทิ้งไว้นานๆ หรือในจุดที่ต้องเปิดไฟไว้เป็นเวลานานเกินกว่า 3 ชั่วโมงขึ้นไป อย่างตามสำนักงานทั่วไป

    นอกจากนี้ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดยังมีน้อยกว่าหลอดไฟธรรมดามาก ถ้าใช้ในห้องปรับอากาศก็ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องสูญเสียความเย็น ทั้งยังปลอดภัยกว่าหลอดธรรมดาในแง่ของการอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ เพราะเป็นหลอดไฟที่มีความร้อนน้อยนี้เอง

    เรื่องของหลอดไฟนี้ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจสามารถไปเดินเลือกดูได้นะคะ เพราะตามกล่องบรรจุจะบอกสรรพคุณไว้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งเทียบความส่องสว่างของหลอดประหยัดไฟกับหลอดไส้ธรรมดาไว้ด้วยทุกยี่ห้อ เพื่อให้นึกออกว่าจะใช้ความส่วางสักเท่าไร

    นี่ก็เป็นข้อที่เราจะช่วยประหยัดพลังงานในบ้านได้อีกทางหนึ่งนะคะ แต่สำหรับผู้บริโภคทุกคนนั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายเหลือเกินที่ท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อใช้อิทธิพลในฐานะที่เป็นผู้บริโภค เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลงทุกวันนี้ให้ดีขึ้น วิถีชีวิตของเรา ผลิตภัณฑ์ที่เราซื้อเข้าบ้าน ล้วนส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลไปถึงระดับชุมชนและระดับชาติด้วย

  • เลือกแบบบ้านให้ถูกกับไลฟ์สไตล์เจ้าของ ก่อนคิดจะสร้างบ้าน

    เลือกแบบบ้านให้ถูกกับไลฟ์สไตล์เจ้าของ ก่อนคิดจะสร้างบ้าน

    ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของกับแบบบ้าน

    การจะมีบ้าน สักหลังในชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะในหนึ่งชีวิตของคนเรานั้นไม่สามารถสร้างหรือเปลี่ยนบ้านได้บ่อยๆ ดังนั้นการเลือกซื้อหรือเลือกปลูกจึงต้องพิถีพิถัน เลือกแบบให้ถูกอกถูกใจ คนรุ่นเก่าถึงได้ฝากคติเตือนใจลูกๆหลานๆ ที่อยากมีบ้านไว้อย่างน่าคิดว่า ” ปลูกเรือนผิด จะคิดจนเรือนทลาย ”

    แบบบ้าน โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ในอดีตมักจะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต อารยธรรมและวัฒนธรรมรวมถึงความเชื่อของคน ในแต่ละชาติแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมีวิวัฒนาการจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ้านสไตล์สวยๆที่หลากหลายเหล่านั้น มีแบบไม่น้อยที่ยังได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ แต่อาจมีเพียงองค์ประกอบย่อยเพียงเล็กน้อย ที่ถูกแต่งเติมเสริมเข้าไป เพื่อให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัยเพิ่มขึ้นเท่านั้น

    โดยหลักใหญ่แล้วเราพอจะแบ่งรูปแบบของบ้านออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ

    แบบแรกจะเป็นแบบบ้านที่ถูกสร้างขึ้นตามจารีตนิยม ซึ่งส่วนใหญ่มักสร้างด้วยวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีองค์ประกอบและรูปทรงที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของคนในกลุ่มนั้นๆ สังเกตง่ายๆบ้านรูปแบบนี้จะมีเอกลักษณ์ในแต่ละประเทศ เช่น บ้านในประเทศจีน ซึ่งมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีวิวัฒนาการมามากกว่าสองพันปี และด้วยระบบทางการเมืองที่ยังปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ดังนั้นวิถีชีวิตและการแพร่กระจายของอารยธรรมจากซีกโลกตะวันตกจึงเข้ามาเผยแพร่ได้น้อยมาก สไตล์ของบ้านยังเป็นแบบจารีตนิยม รูปแบบบ้านจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ารุกรานจีน ซึ่งมีการผสานทางวัฒนธรรมบ้าง แต่รูปแบบของบ้านก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจนจนกระทั่งปัจจุบัน

    ส่วนรูปแบบบ้านของชาวญี่ปุ่น สไตล์ของบ้านก็คล้ายกับจีน คือ เป็นแบบจารีตนิยม เนื่องจากวัฒนธรรมและลักษณะชาตินิยมของคนในประเทศ ทำให้บ้านสไตล์ญี่ปุ่นดำรงเอกลักษณ์ของตนไว้ได้อย่างยาวนาน และยังเผยแพร่ไปในบางประเทศที่มีชาวญี่ปุ่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านสไตล์ญี่ปุ่นก็ต้องผสานเข้ากับวัฒนธรรมของตะวันตก และเกิดเป็นบ้านสไตล์สากล (International Style) เช่นเดียวกัน ซึ่งนับวันก็จะมีน้อยลงและสูญหายไปในที่สุดตามวิถีทางแห่งโลกาภิวัฒน์

    รูปแบบที่สอง จะเป็นแบบบ้านที่สร้างขึ้นมาตามสมัยนิยม โดยอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปวัฒนธรรมจากที่อื่นๆหรือประเทศอื่นๆ เช่น คนอังกฤษซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศต้นกำเนิดของไสตล์บ้านที่แพร่ขยายไปสู่ประเทศต่างๆ เพราะลัทธิการล่าอาณานิคมของตน แบบบ้านของชาวอังกฤษจึงแพร่กระจายไปทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่น บ้านสไตล์ทิวดอร์ (Tudor) และ Elizabethan ในศตวรรษที่ 16 บ้านสไตล์ Classic ในศตวรรษที่ 17 สไตล์ Baroque และ Queen Anne ในศตวรรษที่ 18 และบ้านสไตล์โคโลเนียล (Colonial Style) ที่แพร่สู่อัฟริกา อินเดีย และหลังการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน สไตล์ของบ้านตลอดจนวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างได้มีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆทั่วโลก

    นอกจากนี้ อังกฤษยังเป็นต้นกำเนิดของบ้านสไตล์กระท่อม (English Cottage) ที่สวยงามอีกด้วย ส่วนฝรั่งเศสซึ่งเป็นมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง ที่มีการแผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมสู่ประเทศต่างๆที่ตกเป็นอาณานิคม บ้านชาโตว์ซึ่งมีหลังคาสูงชันเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ได้รับความนิยม และตัวอย่างสุดท้าย คือ สเปนซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคม และได้ทิ้งสไตล์สเปนไว้ในหลายประเทศ

    ในอดีต ประเทศไทยแบบบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแบบหนึ่ง ก็คือ บ้านแบบสเปน เอกลักษณ์คือจะมีหลังคาที่สูงและลาดชัน แต่หลังจากนั้น บ้านแบบเมดิเตอร์เรเนียนกลับมาแรงสุดๆ ดังนั้นแบบบ้านจึงมักเปลี่ยนไปตามกาลเวลาคล้ายแฟชั่นหรือศิลปะในแขนงอื่นๆ แต่บ้านในลักษณะหลังนี้ จะเน้นการเลือกใช้วัสดุที่คงทนถาวร มีความสวยงาม และประณีตในทุกรายละเอียดของการก่อสร้าง

    ความสำคัญประการหนึ่งที่ไม่อาจละเลยไปได้ ที่จะต้องกลมกลืนกันระหว่างแบบบ้านกับเจ้าของบ้านแล้ว ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศที่บ้านเรือนตั้งอยู่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น บ้านในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical climate) อย่างเช่น ไทย มาเลเซีย บาหลี บ้านจึงความโปร่งลมผ่านได้สะดวก หันตัวบ้านถูกทิศทางลม

    ดังนั้น บ้านที่ดี คือบ้านที่เหมาะสมอย่างกลมกลืนระหว่างตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของพื้นที่ใช้สอย ลักษณะของสถาปัตยกรรม งานตกแต่ง ฯลฯ กับบุคลิกหรือไลท์สไตล์ของเจ้าของบ้าน มีหลายคนที่เลือกแบบบ้านเพียงเพราะ ตามเพื่อนสนิท แต่เมื่อปลูกหรือสร้างเสร็จ แล้วเข้าอยู่จึงรู้ว่า มันไม่เหมาะ กับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

    ปัจจุบันหากเรารู้จักเลือก สไตล์ของบ้านนั้น มีมากมายหลายแบบ ดังนั้นหากผู้ที่จะเป็นเจ้าของมีไลฟ์สไตล์อย่างไร ก็ควรเลือกแบบบ้านให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เช่น หากคุณเป็นคนที่ชอบความหรูหรา วิจิตรตระการตรา แบบบ้านที่เหมาะกับไลฟฺสไตล์ประเภทนี้ก็ควรจะเป็นแบบหลุยส์ หรือ แบบเมดิเตอร์เรเนียน ก็ยังพอไหว ตรงกันข้ามหากคุณเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่าย สมถะ บ้านสไตล์คันทรี่คงจะเหมาะกับคุณอย่างแน่นอน หรือหากคุณมีไลฟฺสไตล์แบบชอบการอนุรักษ์ ชอบของเก่า บ้านไทยริมน้ำ หรือไทยประยุกต์ ก็ยังไหว ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลือกแบบที่จะปลูกหรือซื้อบ้าน คุณควรสำรวจตัวเองก่อนว่า คุณมีบุคลิกหรือมีไลฟ์สไตล์เช่นไร แล้วบ้านก็จะเป็นสวรรค์บนดินของคุณและครอบครัวอย่างแท้จริง

  • ติดตั้งระบบแอร์… อย่าลืมอะไร

    ติดตั้งระบบแอร์… อย่าลืมอะไร

    หากคุณจะตัดสินใจ ติดตั้งระบบแอร์ หรือเครื่องปรับอากาศ เพราะทนอากาศร้อน อบอ้าวไม่ไหว ทราบไหมว่า คุณจะต้องรู้อะไรบ้าง

    ระบบปรับอากาศเป็นระบบเครื่องกลในอาคารอีกระบบหนึ่ง ที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งจะต้องมีข้อผิดพลาดบกพร่องเป็นธรรมดา แต่ที่พบปัญหาความหลงลืมของการติดตั้งและออกแบบระบบนี้บ่อยๆ ก็คือ

    1.ระบบติดหน้าต่าง (Window Type) มักจะลืมดูความแข็งแรงของผนังที่รับน้ำหนักเครื่อง และความสั่นสะเทือนของเครื่องแอร์ทำให้กระจกหรือหน้าต่างที่อยู่ใกล้ๆ มีเสียงดังน่ารำคาญ

    2.ระบบแยกส่วน (Split Type) มักจะลืมท่อระบายน้ำจากเครื่องเป่าลมเย็น (Fan Coil) ว่าจะระบายไปทางไหน และหากเป็นเครื่องตั้งพื้น มักลืม (ตัว) เอาเฟอร์นิเจอร์ไปวางปิดช่องหมุนเวียนอากาศ (return Air) ทำให้เครื่องทำงานไม่สะดวก

    3.ระบบเครื่องใหญ่ (Water Chiller) มักลืมพัดลมระบายอากาศ ช่องหมุนเวียนอากาศ (return Air) และจัดเตรียมโครงสร้างที่แข็งแรงเพียงพอสำหรับวางเครื่อง

    ลองหันไปดูแบบที่คุณออกแบบไว้ หรือ ระบบปรับอากาศรอบๆ ตัวคุณ หากมีข้อหลงลืมเหล่านี้ ก็น่าจะจัดการแก้ไขได้แล้วครับ

  • ติดแอร์บนที่สูง ระวังแอร์จะไม่เย็น

    ติดแอร์บนที่สูง ระวังแอร์จะไม่เย็น

    ตอนนี้อาคารสูงเกิดขึ้นมากมาย และส่วนใหญ่ ไม่มีระบบปรับอากาศส่วนกลางไว้ให้ (Central Air) ผู้เข้าพักอาศัยจึงต้องติดเครื่องปรับอากาศเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะวางคอยล์ร้อน (Condensing Unit) ไว้ที่ระเบียงนอกอาคาร (ไม่แนะนำให้แขวนไว้กับผนัง เพราะมลภาวะชนิดหนึ่งยังอันตรายด้วย)

    แต่เมื่อท่านติดไปแล้วปรากฏว่าห้องไม่ค่อยจะเย็น ทั้งที่ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างดีและรุ่นใหญ่พอ กรุณาตรวจดูเหตุ 2 ประการนี้ด้วย

    • ลมร้อนที่เป่าออกหันเข้าปะทะกำแพงหรือขอบระเบียงหรือเปล่า หากเป็นดังที่ว่าจะเกิดความร้อนสะสมและเครื่องระบายความร้อนไม่ได้ จงเปลี่ยนทิศทางของพัดลมที่เป่าออกนั้นเสีย
    • หากห้องอยู่สูงมาก และตั้งพัดลมคอยล์ร้อนให้เป่าออกปะทะแรงลมธรรมชาติ (ซึ่งแรงมาก) แรงลมจากพัดลมจะสู้แรงลมธรรมชาติไม่ไหวจะหมุนช้าลง หรือหยุดทำงาน แก้ไขโดยการเปลี่ยนคอยล์ร้อนให้พัดลมเป่าขึ้นข้างบน จะแก้ปัญหาได้
  • การเลือกใช้ วัสดุป้องกันความร้อนที่ร้อนจริง ๆ

    การเลือกใช้ วัสดุป้องกันความร้อนที่ร้อนจริง ๆ

    การเลือกที่จะใช้วัสดุป้องกันแสงแดดที่เราเองก็ทราบกันดีว่า มันทำให้บ้านของท่านนั้นร้อนได้ขนาดไหน ว่ากันว่าในปีนี้ อากาศของโลกจะร้อนมากกว่าเดิม ซึ่งนั่นหมายถึงบ้านที่ท่านนั้นอาศัยอยู่ในปีที่แล้วที่ว่าร้อน ปีนี้ครับท่านร้อนกว่าแหง ๆ เลยครับ แล้วเราจะทำเช่นไรกันดีล่ะครับ

    หลายบ้านนั้นมีวิธีการป้องกันและเพิ่มความเย็นในบ้านไปแล้ว แล้วบ้านท่านมีวิธีการที่จะป้องกันหรือเพิ่มความเย็นให้แก่บ้านของท่านหรือยัง การใช้วัสดุป้องกันความร้อน เช่น ฉนวนป้องกันความร้อนบนฝ้าเพดานเป็นอีกทางเลือกนึงที่ท่านสามารถตัดสินใจเลือกใช้งานได้ แต่อย่าลืมว่าวัสดุบางประเภทที่จะเลือกใช้นั้นไม่เหมาะกับท่านผู้อาศัยที่เป็นโรคภูมิแพ้ ดังนั้นหากจะต้องใช้วัสดุที่เป็นฉนวนป้องกันความร้อนแล้วล่ะก็ ศึกษาผลของการใช้วัสดุก่อนนะครับ เอ! ว่าแต่ว่าหากบ้านนั้นกำลังสร้างใหม่จะใช้วัสดุที่เราเรียกว่าฉนวนสะท้อนความร้อนได้หรือเปล่านะ คำตอบคือใช้ได้เลยครับ เพราะวัสดุดังกล่าวจะต้องวางอยู่ใต้วัสดุมุงหลังคาซึ่งมักจะทำการติดตั้งไปพร้อม ๆ กับหลังคาครับ แล้วหากบ้านนั้นยังไม่ค่อยมีเงินและก็ยังไม่มีฝ้าล่ะครับ ก็สามารถที่จะติดตั้งยิปซั่มบอร์ดแทนก็สามารถช่วยลดปัญหาเรื่องของความร้อนได้ครับ

    ร้อนมาก ๆ การเลือกที่จะติดตั้งเครื่องปรับอากาศคงเป็นอีกทางเลือกของท่านผู้ที่พอจะมีเงินมาใช้จ่ายส่วนนี้นะครับ การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศจะพิจารณาตามขนาดของห้องโดยที่ความสูงของฝ้าเพดานจะต้องไม่สูงเกินกว่าที่กำหนด และท่านก็สามารถที่จะเลือกซื้อและกำหนดขนาดของการใช้เครื่องปรับอากาศได้โดยตัวท่านเอง ซึ่งจะเป็นการคำนวณแบบง่าย ๆ ครับ ขนาดห้อง กว้าง x ยาว x 800 ผลที่ออกมาก็จะเป็นค่าประมาณการที่มีหน่วยเป็น BTU ที่เราเรียกกันติดปากนั่นล่ะครับ สิ่งที่จะต้องพิจารณาร่วมกันคือ ห้องนั้นโดยแสงแดดตลอดช่วงบ่ายหรือไม่ มีการปิด-เปิดห้องบ่อยเพียงใด และสิ่งประกอบอื่น ๆ ที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมในกรณีที่ท่านจะเลือกใช้ขนาดของเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดพอดีห้อง

  • ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างไรให้คุ้มค่าเงิน

    ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างไรให้คุ้มค่าเงิน

    เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านของเราไปเสียแล้ว คุณมั่นใจแค่ไหนว่า ใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างถูกวิธี เจ้าเครื่องปรับอากาศกลายเป็นสิ่งที่สำคัญไปแล้วในชีวิตเราปัจจุบัน แต่หลายคนอาจยังเข้าใจผิด ใช้เครื่องปรับอากาศเป็นเพียง “เครื่องทำความเย็น” ซึ่งเป็นการใช้งานที่ผิดหน้าที่ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะการจัดวาง จัดเตรียมระบบปรับอากาศที่ดีจะต้องประกอบด้วยหน้าที่ดังต่อไปนี้

    1.เพื่อลดอุณหภูมิ
    2.ควบคุมความชื้น ไม่ให้แห้งเกินไป (ผิวแตก) หรือชื้นเกินไป (เหนอะหนะ)
    3.ให้อากาศในห้องเคลื่อนไหว (ทำให้รู้สึกสบายไม่อึดอัด)
    4.ทำให้อากาศสะอาด (ป้องกันฝุ่นและอาจช่วยฟอกอากาศบ้าง)
    5.มีระบบระบายอากาศ (การถ่ายเทอากาศจากภายนอก)

    หากใครใช้ระบบปรับอากาศครบทั้ง 5 ข้อ จึงจะทำให้ระบบปรับอากาศมีความสมบูรณ์ ดังนั้น ใครที่ติดแอร์อยู่ น่าจะสำรวจดูว่า เครื่องหรือระบบปรับอากาศของตนนั้น ทำงานครบทุกหน้าที่หรือไม่ ถ้าไม่ครบก็น่าจะปรับปรุงเสีย เพื่อสุขภาพที่ดีของท่าน เช่น ลืมพัดลมระบายอากาศหรือเปล่าเป็นต้น