Category: บ้านและที่อยู่อาศัย

  • เนรมิตห้องรับแขกใหม่ภายใน 4 ชั่วโมง

    เนรมิตห้องรับแขกใหม่ภายใน 4 ชั่วโมง

    พอกันทีกับห้องรับแขกแบบเดิมที่ชินตา คิดจะรื้อแต่งใหม่ก็เป็นอันต้องหยุดสะดุดกึกกับปัญหาโรคทรัพย์จาง แวะมาอ่านแล้วเริ่มลงมือลงแรงเนรมิตห้องรับแขกเก่าให้เหมือนใหม่กับกลเม็ดเคล็ดลับง่ายๆ แถมใช้เวลาไม่นาน ที่เราเอามาฝากกันวันนี้เลยดีกว่า

    ขยับปรับมุม

    กลเม็ดแรกให้ขยับปรับมุมมองของห้องใหม่ไม่ให้ซ้ำเดิม โดยลองย้ายเฟอร์นิเจอร์ในห้องไปมุมใหม่ อย่างหมุนเก้าอี้ เลื่อนโต๊ะหรือขยับโซฟาตัวโปรดไปอีกด้านของห้อง ไม่แน่คุณอาจได้ห้องลุคใหม่ที่ไม่จำเจ

    เสริมเติมสี

    มองหาของแต่งบ้านสีจัดจ้านมาวางเพื่อสร้างสีสันให้โซฟาตัวเดิม จะเลือกเอาหมอนลายพร้อยมาวาง หรือเอาพรมผืนจ้อยลายโดดเด้งมาปูหน้าโต๊ะรับแขกก็ได้ไม่ว่ากัน เจ้าของแต่งเล็กๆน้อยพวกนี้ช่วยให้ห้องดูสว่างสดใสขึ้นไม่ใช่น้อยเลยล่ะจะบอกให้

    ปลดลดรูป

    หมดยุคแขวนรูปเรียงเป็นตับอย่างกับลายวอลเปเปอร์กันแล้ว ขอแนะนำให้ลองเลือกดูรูปไหนมัน out ไปแล้วก็ปลดออกเถอะ แถมพวกลูกช่างเก็บ ของทุกอย่างไม่เคยทิ้ง จนห้องแทบไม่มีที่ว่างก็ขอแนะนำให้ตัดใจ โละของทิ้งไปบ้างเช่นเดียวกัน แล้วลองหากระจกมาแขวนตรงข้ามหน้าต่างห้อง รัรองห้องสว่างใสขึ้นชัวร์

    แสงไฟให้ชีวิต

    แสงไฟในห้องเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้สีในห้องสดใสหรือหมองมัว ติดไฟดิมเมอร์ที่พื้นจะช่วยเสริมความโดดเด่นให้ผนังห้อง โป๊ะไฟเก๋ไก๋ช่วยให้ห้องดูโมเดิร์นสมใจคนหัวสมัยใหม่ แล้วอย่างนี้จะรอช้าอยู่ทำไม รีบหาไฟมาติดห้องเก่าให้ดูใหม่กันได้เลย

    แจกันน้อยคอยรับแขก

    จะปล่อยให้โต๊ะรับแขกว่างเปล่าอยู่ใย ลองมองหาแจกันหรือไม่ก็ตระกร้าใบเล็กใส่ดอกไม้สีสวยสดมาวางดู โต๊ะรับแขกตัวเดิมก็จะดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ถ้าคนไหนพอมีฝีไม้ลายมือประดิษฐ์ของน่ารักๆมาวางโชว์แทนแจกันก็ได้ตามใจชอบ

    เปลี่ยนลุคใหม่ให้หน้าต่าง

    ขอแนะให้หาผ้าลายน่ารักน่าชมมาพันราวแขวนม่าน หรือไม่ก็หาไผ่จากในสวนตัวเองหรือจะหาซื้อจากร้านแต่งสวนมาสานเป็นสายรัดผ้าม่านก็ดูน่ารักดี แถมเพิ่มบรรยากาศธรรมชาติให้ห้องไปในตัวด้วย

    กระจุกกระจิกแต่แจ๋ว

    มั่นใจว่าในห้องรับแขกของทุกบ้านต้องมีของกระจุกกระจิกอยู่ตามมุมโน้นมุมนี้ อย่าละเลยของพวกนี้เชียว เพราะถ้าเรานำมาจัดใหม่ให้ดูดีมีสไตล์ ห้องรับแขกบรรยากาศเก่าสามารถเปลี่ยนไปดูใหม่ใสปิ๊งได้ไม่ยากเลยล่ะ

    เป็นยังไงบ้างกับกลเม็ดเด็ดพรายที่เอามาเล่าสู่กันฟัง ทำได้ไม่ยากเลย หลายเคล็ดลับก็คุ้นกันอยู่ก่อนแล้วแต่อาจลืมไป แต่กลเม็ดท้ายสุดที่ห้ามลืมก็คือ เวลาลงมือเนรมิตห้องใหม่ต้องทำไปด้วยใจสนุกด้วยนะ!

     

     

     

  • บัญญัติ 10 ประการ สำหรับมือใหม่หัดปลูก

    บัญญัติ 10 ประการ สำหรับมือใหม่หัดปลูก

    หลังจากที่คุณมองหาอะไรสักอย่างที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาอันว่างเปล่าจากการทำงาน และได้ตกลงใจที่จะชักชวนสมาชิกในครอบครัวทำสวนครัวสักแปลงหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้โครงการที่ตั้งไว้พังทลายลงมา บัญญัติ 10ประการต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่มือใหม่หัดปลูกทุกคนควรจะปลูกไว้ในใจให้หยั่งรากลึก เพื่อที่คุณและสมาชิกในครอบครัวจะพัฒนาเป็นหนึ่งในพวกมือเย็น

    เตรียมอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการเริ่มต้น : หาเวลาว่างสักวันหนึ่ง แล้วเดินทางไปยังตลาดนัดจตุจักร หรือร้านขายอุปกรณ์ทำสวน เพื่อหาซื้ออุปกรณ์ที่คุณจำเป็นต้องมี ได้แก่ สายยาง, จอบ, ปุ๋ย, ถุงมือยาง, ฝักบัวรดน้ำต้นไม้ และที่สำคัญคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกนั้นเอง อันที่จริงยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่น่าจะมีติดบ้านไว้ในฐานะคนสวนที่ดีในอนาคต แต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คือ อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องหาซื้อ (ถ้าไม่มี) หากคุณจะเริ่มต้น

    ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป : ถ้าคุณไม่ค่อยแน่ใจในเวลาว่างของตนเอง รวมทั้งไม่ค่อยแน่ใจในความร่วมมือจากสมาชิกในครอบครัวละก็ เริ่มที่แปลงเล็ก ๆ ก่อน อาจจะปลูกใส่กระถาง หรือใส่กระบะไว้ หากมั่นใจแล้วค่อยขยับขยายต่อไป

    ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: สำรวจพื้นที่เสียหน่อย ว่าจุดที่คุณจะนำเมล็ดน้อย ๆ ไปหว่านนั้น ได้รับแสงแดดในปริมาณที่พอเพียงต่อการสังเคราะห์แสง ซึ่งโดยทั่วไป พืชควรจะได้รับแสงแดดวันละราว ๆ 8 ชั่วโมง แต่สำหรับพืชบางชนิดนั้นต้องการร่มเงาเล็กน้อย เช่น แตงกวา หรือผักกาดหอม ก็อาจจะปลูกไว้ข้าง ๆ ต้นมะเขือ หรือใต้หลักไม้เลื้อยอย่างตำลึง เป็นต้น

    อย่าให้พืชขาดสารอาหาร: สารอาหารของพืชนั้นอยู่ในดิน คุณควรจะรู้สักนิดดีกว่า ว่าที่ดินของคุณนั้น อุดมสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่ โดยการหาซื้อกระดาษลิตมัส (ที่คุณเคยใช้ทดลองวิทยาศาสตร์ในสมัยเด็ก ๆ นั่นแหล่ะ) เพื่อทดสอบความเป็นกรด-ด่างของผิวดิน และอุปกรณ์วัดปริมาณสารอินทรีย์ในดิน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์การทำสวนทั้งหลาย ซึ่งใช้วิธีการเทียบสีกับแผนภูมิที่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แนบมา
    การรู้จักสภาพดินที่มีอยู่นั้น จะช่วยให้คุณได้เตรียมปรับสภาพดิน เช่น หากดินมีฤทธิ์เป็นกรด ก็ต้องหาปูนขาวหรือกำมะถันมาช่วย หรือดินแปลงนี้ขาดสารอินทรีย์ที่จะให้พืชพอหรือไม่ หากขาด ก็ต้องนำปุ๋ยหมักมาลงเพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น

    กรุยทางด้วยของถูกเสียก่อน: อย่าพยายามเริ่มต้นด้วยการขุดหลุมฝังเมล็ดพันธุ์ราคาแพง ๆ ควรจะเลือกที่ราคาย่อมเยามาปลูกก่อนเพื่อเป็นการพรวนดินให้ร่วนซุยขึ้นเสียก่อน

    เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: หาความรู้เสียหน่อยเกี่ยวกับพืชที่คุณคิดจะปลูก เช่น ควรปลูกช่วงไหน เพราะการเจริญเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศด้วย เช่น หากคุณคิดจะปลูกมะนาวสักต้น ควรจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เป็นต้น

    ผักพื้นบ้านทนทานกับอากาศแวดล้อม: การเลือกพันธุ์นั้น เลือกพันธุ์พื้น ๆ ที่ใกล้ตัวเสียก่อน เอาชนิดที่ดูแลรักษาได้ง่าย ในสภาพดินฟ้าอากาศของไทย เช่น การปลูกถั่วฝักยาว ซึ่งเป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างร้อน ฝนไม่ค่อยชุก หรืออาจจะปลูกมะกรูด มะนาว ซึ่งปลูกได้ดีในเขตร้อนเช่นกัน

    อย่าลืมจดตารางนัดหมายกับต้นใหม่: ทุกครั้งที่ปลูกอะไรใหม่ก็ตาม ให้เช็คเวลาว่างเสียหน่อยว่ามีเพียงพอที่จะเอาใจใส่กับสมาชิกใหม่ของสวนครัวคุณไหม สัก 2 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะให้น้ำ ให้ปุ๋ย และภารกิจอื่น ๆ ที่จะตามมา

    เตรียมคลังไว้เก็บผลผลิต: เป็นการเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ขั้นที่สองของการเป็นคนสวนนั่นเอง (ใช้ได้ในกรณีที่ค้นพบแล้วว่าสนุกกับการทำสวนจริง ๆ )

    สอดส่องช่องทางหาเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มเติม: การค้นหาอะไรใหม่ ๆ มาลองเสมอ ๆ นั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับงานอดิเรกของคุณมากยิ่งขึ้น เช่น เสาะหาปฏิทินดูแลต้นมะนาวให้ออกผลนอกฤดูกาล ซึ่งนอกจากจะท้าทายแล้ว ยังช่วยประหยัดในช่วงที่มะนาวราคาแสนแพงได้อีกต่างหาก

    เมื่อนับข้อดีได้ครบสิบข้อแล้ว คุณพร้อมที่จะเป็นคนสวนแล้วหรือยัง

  • ไม่ต้องทนเจ็บเรื่องเห็บหมัด

    ไม่ต้องทนเจ็บเรื่องเห็บหมัด

    พั่บ..พั่บ! เอาอีกแล้ว เสียงสมาชิกสี่ขาของคุณกำลังกัดเกาตัวเองอย่างเมามัน จนคุณสันนิษฐานแล้วว่า เจ้าเพื่อนยากของคุณจะต้องมีผู้ทำนาบนหลังสุนัขแน่ ๆ เห็นอย่างนี้คุณคงชักจะเสียวขึ้นมาล่ะสิ หากเห็บหมัดเหล่านั้นเลิกหากินบนหลังสุนัขแล้วหันมาหาคุณแทนล่ะ ดังนั้น การป้องกัน และกำจัดไปเสียแต่เนิ่น ๆ จะปลอดภัยที่สุด วิธีกำจัดก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้ารักษาโรคที่เกิดจากหมัดล่ะก็ ยากและแพงกว่าเสียอีก

    ดูดมันก่อนที่มันจะดูดเรา

    เป็นกลยุทธ์ที่ยึดหลักชิงลงมือก่อน จริง ๆ ก็คือ ดูดตัวหมัด ตัวเห็บด้วยเครื่องดูดฝุ่นนั้นเอง ก่อนที่มันจะมีโอกาสกระโดดขึ้นมาดูดเลือดจากตัวเรา ที่สำคัญ ให้ระมัดระวังขณะเอาถุงฝุ่นออกจากตัวเครื่องดูดฝุ่น ให้จับปากถุงให้แน่นหนา อย่าให้เห็บหมัดกระโดดออกมาได้ แล้วทิ้งนอกบ้านโดยบัดดล แต่ถ้าคุณดูดเห็บหมัดเหล่านี้ออกไปแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในความปลอดภัยเท่าไร ก็มีอีกวิธีหนึ่งง่าย ๆ เช่นกัน

    โรยเกลือขับไล่ปิศาจดูดเลือด

    อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ากำลังชักชวนคุณหลงในไสยศาสตร์ แต่ใช้วิธีการโรยเกลือจริง ๆ สิ่งที่คุณต้องเตรียมนั้น ก็ได้แก่เกลือป่นอย่างละเอียดจัด ๆ ที่ใช้ปรุงอาหาร นำมาโรยให้ทั่วพรม ใต้เตา ตู้เย็น อ่างล้างจาน รวมไปถึงบนเบาะนั่ง

    ระหว่างที่โรยนั้น เอาไม้กวาดคอยตบพรมเบา ๆ เพื่อให้เกลือนั้นจมลงไปใต้ขนพรม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการแพร่พันธุ์ (วางไข่) ของบรรดาหมัดทั้งหลาย หลังจากโรยเกลือขับไล่เรียบร้อย อย่าใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพรมเด็ดขาด เพื่อจะได้ปล่อยให้เกลือลงไปทะลวงคลังเก็บไข่และแหล่งที่อยู่ของจอมดูดเลือด โดยการดูดน้ำออกมาจากเห็บและหมัด ทั้งที่เป็นตัวและเป็นไข่ และก็จะตายลงไปในที่สุด

    การกำจัดหมัดด้วยวิธีนี้นั้น ทำปีละ 2 ครั้ง และหลังซักพรมก็เพียงพอ แต่ถ้าจะทำบ่อยกว่านี้ก็ไม่ผิดแต่อย่างไร

    รักษาเจ้าตัวต้นเหตุ

    แม้ว่าคุณจะสบายใจขึ้นเมื่อได้กำจัดหมัดออกไปจากบ้านเรียบร้อย แต่อย่าลืมดูแลเจ้าตัวต้นเหตุไม่ให้นำพาเอาเห็บและหมัดมาปล่อยในบ้านได้อีกโดยการอาบน้ำให้เขาด้วยแชมพูกำจัดหมัด และโรยแป้งกำจัดหมัดให้ด้วย ซึ่งก็หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือร้านสัตว์เลี้ยงใกล้ ๆ บ้านของคุณนั่นเอง

    หรือมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายไม่แพ้กัน ก็คือ ผสมน้ำดื่มสูตรพิเศษให้สุนัข โดยใช้น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา เข้ากับน้ำ 1 ลิตร สำหรับสุนัขน้ำหนัก 40 ปอนด์ (ราว 18 กิโลกรัม) ถ้าน้ำหนักตัวมากกว่านี้ ก็ผสมมากขึ้นไปตามอัตราส่วน ซึ่งจะช่วยให้เจ้าสี่ขาปลอดจากเห็บและหมัดได้เช่นกัน

    คราวนี้คงสบายใจกันได้ เมื่อได้กำจัดศัตรูร้ายให้แก่เพื่อนที่แสนภักดี รวมถึงได้ป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะมาพร้อม ๆ กับหมัดและเห็บเหล่านี้ เพราะว่าถ้าจะต้องเสียเลือดทั้งที เสียให้สภากาชาดจะดีกว่า คุณเห็นด้วยไหม

  • ลิ้นชักไม่ได้เก็บความลับเรื่องการซ่อม

    ลิ้นชักไม่ได้เก็บความลับเรื่องการซ่อม

    จะทำอย่างไรดี ถ้าลิ้นชักที่ใช้เก็บของต้องมาเลื่อนเข้าเลื่อนออกแบบฝืด ๆ ราวกับดูตลกมือใหม่ หรือเลวร้ายไปกว่านั้นคือลิ้นชักที่ไว้เก็บของอยู่ดีดี แต่พื้นดันมาแตกจนไม่อาจรองรับของที่จะเก็บได้ อย่าลืมว่าลิ้นชักน่ะใช้เก็บของต่าง ๆ ทั้งที่เป็นความลับและไม่เป็นแต่ไม่ได้เก็บความลับเรื่องการซ่อมแซมไว้ด้วยเพราะฉะนั้น วิธีซ่อมแซมหาได้ไม่ยากหรอก จะลองแนะนำวิธีง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้กัน

    เริ่มจากปัญหาความฝืดความหลวมก่อน พระพุทธเจ้าทรงตัดให้เดินสายกลาง รางลิ้นชักที่หลวมจึงไม่ใช่ของดีแม้จะเปิดง่ายแต่ถ้าดึงพรวดเดียวหลุดออกมาทั้งลิ้นชัก ข้าวของที่บรรจงเก็บไว้เป็นอย่างดีก็จะพร้อมใจกันกระจัดกระจายลงบนพื้น ถ้าไม่มีของที่แตกหักได้ก็แล้วไป แต่ของบางอย่างแตกหักไม่ได้แต่ถ้าเป็นของที่คุณไม่อยากให้ใครเห็นล่ะ…จะกลายเป็นหน้าของคุณที่แตก มาป้องกันก่อนดีกว่าแก้เมื่อสายดีกว่า

    ดึงลิ้นชักออกมาก่อนเลย ค่อย ๆ ทำก็ได้ เดี๋ยวข้าวของจะหล่นซะหมด วัดขนาดของร่องรางดูทั้งความลึกและความกว้าง จากนั้นก็หาไม้ขนาดราว ๆ นั้นอาจจะใหญ่กว่าหน่อยก็ได้ 2 ชิ้นมาไสให้เรียบแล้วลองสอดใส่ในร่องรางดู ชักเข้าชักออกดูให้คล่อง

    ใช้ดินสอลากเส้นกำหนดตำแหน่งตามแนวรางเก่า แล้วจึงค่อย ๆ ถอดรางเก่าออกอย่างบรรจงเพราะอาจจะมีตะปูควง หมุดหรือกาวยึดอยู่ ใส่รางใหม่ลงไปแทน ยึดด้วยกาว PVA แล้วใช้ตะปูควงแบบหัวจม เพื่อให้หัวฝังลงในเนื้อไม้ เพื่อไม่ให้สะดุดลิ้นชัก ถ้ารางเก่ายึดด้วยตะปูควง อย่าไปซ้ำที่รอยเดิมเพราะจะลดประสิทธิภาพในการยึดติดลง เดี๋ยวก็ต้องซ่อมกันใหม่อีก เช็ดกาวที่เกินมาออก ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงให้กาวแห้งก็ใช้ใหม่ได้อีกครั้ง

    กรณีที่รีบร้อนหาของแล้วบังเอิญดึงลิ้นชักสุดแรงเกิดแต่ผลที่ได้คือไม่เขยื้อนเพราะลิ้นชักติด ปัญหานี้เกิดจากลิ้นชักดันเปียกเหมือนลิ้นในปากไม่ก็แค่ชื้น ๆ ไม้จึงบวมและติดขัดที่ราง แก้กันที่ต้นสายปลายเหตุกันด้วยการใช้เครื่องเป่าผมพ่นลมร้อนใส่ลิ้นชักซะ ถือห่างประมาณ 30 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ถ้ายังติดขัดอีก ก็ใช้มาตรการรุนแรงด้วยการลงมือขัดรางด้วยกระดาษทราย ไม่ก็เศษเทียนไขหรือสบู่เพื่อหล่อลื่น

    เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดคือพื้นลิ้นชักแตก แก้ไขด่วนด้วยการดึงลิ้นชักออกมาเยียวยากันข้างนอก ตอกพื้นลิ้นชักออกจากจุดยึด หาไม้เล็ก ๆ มารองพื้นลิ้นชักก่อนตอกด้วยกันไม่ให้เป็นรอย ถ้ากาวที่จุดยึดติดแน่น ตอกเท่าไรก็ไม่ออก นำไปรมไอน้ำเดือดให้ชื้นซะจะทำให้ง่ายขึ้น ตัดไม้อัดเป็นพื้นลิ้นชักอันใหม่ให้เท่าขนาดเดิม หยิบสิ่วขึ้นมาขูดกาวเก่าบริเวณจุดยึดทั้งด้านหลังและด้านข้างทิ้ง ประกอบแผ่นใหม่ด้วยกาว PVA ทิ้งให้กาวแห้ง ก็ใช้งานได้อีกครั้ง

    ในกรณีที่พื้นลิ้นชักเป็นแค่รอยร้าวนิดเดียวแต่ไม่อยากเสียเวลาเลื่อยไม้แผ่นใหม่ เราก็มีทางลัดเสนอ…ทากาว PVA หรือกาวอะไรก็ได้ใส่แผ่นผ้าใบแข็งกว้างสัก 5 เซนติเมตร นำไปปะไว้ใต้รอยแยก แค่นี้ก็พอกล้อมแกล้มใช้ต่อไปได้อีก…เห็นไหมว่า ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยในการซ่อมแซมลิ้นชัก ทีนี้ก็สามารถเก็บของรัก ของห่วง เอกสาร ของสำคัญได้ตามแต่ใจปรารถนา

     

  • ปลอดคราบไคล ปลอดภัยจากสารพิษ

    ปลอดคราบไคล ปลอดภัยจากสารพิษ

    หากคุณลองใช้เวลาสักนิด มองไปรอบ ๆ ห้องครัวของคุณ คุณอาจจะพบบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้คุณสะดุ้งเฮือกใหญ่ โถ..ก็ใต้อ่างล้างจานของคุณไม่ต่างไปจากแหล่งเก็บยาพิษดี ๆ นี่เอง มาลองดูกันว่ามียาพิษอะไรกันบ้าง

    “Poison/danger” อักษรแดงโร่เหล่านี้ มักจะมาเคียงคู่กับภาพหัวกะโหลกไขว้ ซึ่งจะบอกคุณถึงความอันตรายมากถึงมากที่สุด บางชนิดนั้น เพียงแค่หนึ่งหยดก็สามารถเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เลยทีเดียว

    “Warning” ถ้าคุณเจอคำคำนี้อยู่ข้าง ๆ ขวดละก็ จะหมายถึงพิษที่เจือจางลงมาอีกหน่อย แต่ก็ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตได้อยู่ดี

    “Caution” ยังคงต้องระวังอยู่เช่นเดิม เมื่อเจอคำนี้ แม้ว่าจะอันตรายเพียงระดับปานกลาง แต่ว่าในบางกรณีนั้น หากคุณได้รับสัก 2 ช้อนชา มันก็สามารถฆ่าคุณได้อยู่ดี

    “Corrosive” คำเตือนคำนี้ จะหมายความว่า สินค้าที่คุณมีอยู่ในครอบครอง สามารถทำอันตรายต่อผิวหนัง เรื่อยไปจนถึงเยื่อบุจมูก

    “Strong Sensitizer” เป็นคำเตือนสุดท้ายที่คุณพึงระวัง ก็เพราะสารเคมีประเภทนี้ จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ด้วยนั่นเอง

    หากคุณเริ่มรู้สึกไม่อยากจะแตะต้องสารเคมีที่มีพิษรุนแรงไปกว่าฉลากที่ระบุว่า “Caution” ละก็ ทิ้งมันไปซะ แล้วหันมาผสมน้ำยาเอนกประสงค์ใช้เองกันดีกว่า เพื่อลดดีกรีความรุนแรงของพิษลงไป อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจเมื่อคุณใช้ โดยเฉพาะบ้านหลังที่ยังคงมีเสียงหัวเราะอันสดใสของเด็ก ๆ อยู่

    ส่วนผสมสำคัญ

    เมื่อคุณตกลงใจแล้วว่าจะผสมน้ำยาทำความสะอาดใช้เองแล้วละก็ ส่วนผสมต่าง ๆ ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณคงต้องเลือกหาสิ่งที่ขาด หยิบติดไม้ติดมือกลับมาบ้านตอนที่คุณช้อปหลังเลิกงาน

    1. ผงฟู (Baking Soda)

    2. โซดาซักผ้า (Washing Soda)

    3. น้ำส้มสายชู (Vinegar)

    4. สบู่ หรือ ผงซักฟอก (Soap or Detergent)

    (สูตรพิเศษ) สารสกัดจากต้นชา (Tea Tree Oil)

    ส่วนผสม 4 ชนิดหลัก ๆ เหล่านี้ หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายของชำทั่ว ๆ ไป แต่หากต้องการสูตรพิเศษ ที่สามารถป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียได้ คงต้องหาซื้อ Tea tree oil กันตามร้านขายยาชั้นนำ หรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

  • วิธีกำจัดแมลงและสัตว์ตัวป่วนกวนใจภายในบ้าน

    วิธีกำจัดแมลงและสัตว์ตัวป่วนกวนใจภายในบ้าน

    คุณรู้สึกรำคาญกับเจ้าเพื่อนตัวป่วนหกขาที่ไม่ได้รับเชิญบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อตัวป่วนเหล่านี้ มาร่วมวงกินอาหารกับคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สภาพห้องครัวของคุณคงไม่ต่างอะไรกับสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่พระเอกของสวนสัตว์อยู่ที่มด แมลงวัน แมลงสาบ รวมไปถึงเจ้าหนูจอมพลัง ที่ระรานคุณนับแต่อาหารจานโปรด เรื่อยไปจนถึงสบู่หอมก้อนโปรด

    ตามตำราว่าด้วยวิชานิเวศวิทยา การลดจำนวนประชากรแมลง สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ปล่อยให้มีสัตว์กินแมลงเป็นอาหารให้มีชีวิตอยู่รอบ ๆ บ้าน แล้วก็นึกแผ่เมตตาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

    แต่หากคุณรู้สึกพอแล้วพอ กับบรรดาสิงห์สาราสัตว์ภายในรั้วบ้าน คงต้องใช้วิธีอื่น ๆ ซึ่งมีอีกหลากหลายวิธี ง่ายที่สุดก็คือ ซื้อสารเคมีมากำจัดเสีย แต่ว่าคงต้องระวังอันตรายที่จะแฝงมากับสารเคมีอันตรายเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณคิดจะกำจัดตัวป่วนให้หายไปจากห้องครัว ที่เป็นห้องเสบียงของคุณเองด้วย ดีไม่ดี ตัวคุณอาจจะหายไปจากห้องครัวด้วยเหมือนกัน

    ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันและกำจัดบรรดาตัวป่วนครัว คือการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในห้องครัว จะช่วยลดความอันตรายลงไปได้อีกโขทีเดียว

    มด

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน

    ขาประจำในห้องครัว ที่มักมากันเป็นกองทัพ ก่อความหงุดหงิดรำคาญใจทุกครั้ง การป้องกันเบื้องต้นง่าย ๆ มีดังนี้

    ตั้งอาหารไว้ในตู้กับข้าวหล่อน้ำไว้ในจานรองขาตู้ทั้งสี่เรียบร้อยแล้ว
    หลังทำอาหาร อย่ากองถ้วยชามรามไหไว้หวังจะล้างอย่างรวบยอด ช่วงเวลาที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับอาหารอยู่ บรรดาพลทหารมดก็จะพากันขนเสบียงกลับฐานเลี้ยงพรรคพวกด้วยเหมือนกัน
    ขยะสดทั้งหลายเป็นจุดล่อตาล่อใจบรรดามดและแมลงอื่น ๆ ดังนั้น กำจัดออกไปจากห้องครัวให้เร็วที่สุดทุกครั้งที่ทำอาหาร

    การป้องกันขั้นสูง
    สิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ จะช่วยให้ห้องครัวคุณขึ้นทะเบียนเป็นเขตปลอดมดได้ จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือจะเพิ่มพลังการป้องกันโดยการใช้ทุกวิธีเลยก็ได้

    น้ำส้มสายชู:ล้างโต๊ะ ตู้กับข้าว ชั้นวางของเตาด้วยการผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ก็ประกาศเป็นเขตปลอดมดได้
    แป้งและผงบอแร็กซ์:ผสมในอัตราส่วน 1:2 ใส่ขวดเจาะรูที่ฝา นำไปโรยรอบ ๆ ฐานบ้าน
    ผงถ่านโรยเป็นรั้วกั้นช่องทางเดินของคาราวานมดพวกมันไม่สามารถข้ามเส้นแบ่งเขตนั้นได้ และถ้าเจอช่องใด ๆ ที่สงสัยว่ามดจะเล็ดลอดผ่านมาได้ ให้โรยผงถ่านกั้นไว้เลย

    แมลงวัน

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน

    กองทัพนี้จะรุกรานกองเสบียงโดยทางอากาศ โดยมุ่งจู่โจมทุกสิ่งที่จะมานำมาเป็นอาหารของคุณได้ ไม่ว่าจะยังคงดิบอยู่ หรือสุกแล้ว หรือเน่าเสียยิ่งชอบอีกด้วย
    ดังนั้น ปิดถังขยะในห้องครัวให้สนิททุกครั้งที่ใช้ จะให้ดีกำจัดขยะ โดยเฉพาะขยะสดให้พ้นจากครัวบ่อย ๆ

    การป้องกันขั้นสูง
    ส้ม : ขูดเอาแต่ผิวส้มและวางทิ้งไว้ กลิ่นของไม้ตระกูลส้มจะช่วยไล่แมลงวันให้ไปไกล ๆ จากบริเวณนั้น
    กานพลู : แขวนพวงกานพลูไว้ก็สามารถไล่แมลงวันได้เหมือนกันกับผิวส้ม
    กะเพราหรือสะระแหน่ : ตั้งกระถางปลูกกะเพราหรือสะระแหน่ไว้ในห้องครัวก็จะช่วยปัดรังควานจากแมลงวันได้เช่นกัน

    แมลงสาบ

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน

    ปิดช่องทางการจราจรของแมลงสาบทั้งหมดเสีย ไม่ว่าจะท่อน้ำ หรือท่อสายไฟ ด้วยซีเมนต์หรือตัวกรอง

    การป้องกันขั้นสูง

    แป้งและบอแรกซ์ : ผสมแป้ง 1 ถ้วย เข้ากับบอแรกซ์ 2 ถ้วย ใส่ขวดเจาะรูที่ฝา โรยไปตามธรณีประตูต่างสายสิญจน์ป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้าบ้านมาได้
    ผงฟู และน้ำตาล : ผสมส่วนผสมทั้งสองในปริมาณเท่า ๆ กัน โรยไปรอบ ๆ บริเวณที่ถูกรุกรานโดยแมลงสาบเหล่านั้น

    หนู

    การป้องกันขั้นพื้นฐาน
    จัดครัว รวมไปถึงบ้านให้โปร่งและโล่ง ทำความสะอาดซอกหลืบต่าง ๆ สม่ำเสมอ
    ปิดช่องทางต่าง ๆ ที่จะเป็นประตูเปิดรับบรรดาหนู ๆ ทั้งหลายให้มาร่าเริงภายในบ้าน
    หากเชื่อมั่นในความสามารถของแมวตัวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เจ้าทอม ก็เลี้ยงให้วิ่งไล่หนูเล่น เป็นวิธีขู่ไม่ให้หนูเข้าบ้านอีกวิธีหนึ่งได้

    การป้องกันขั้นสูง
    วิธีต่อไปนี้ เป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดในการ”กำจัด”หนูให้พ้นไปจากห้องครัวและตัวบ้าน

    กาวดักหนู : มีมากมายหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อหามาใช้ แต่ต้องแน่ใจว่าสามารถทนดูเจ้าหนูดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่บนกระดานอาบกาวเหนียว ๆ นั้นได้

    แป้งมันฝรั่งหรือมันฝรั่งบด: วางแป้งมันฝรั่งหรือมันบดไว้ในจุดยุทธศาสตร์ พร้อมกับวางน้ำไว้ข้าง ๆ พอหนู ๆ ทั้งหลายซัดแป้งมันฝรั่งไปด้วยความเอร็ดอร่อย ก็จะกระหายน้ำ และน้ำที่เราเตรียมไว้ให้อย่างดีนั้นแหละ จะทำให้หนูกลายสภาพกลายเป็นชูชกท้องอืดตายในที่สุด

    สารเคมีบางชนิดเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น บอแรกซ์ และผงถ่าน ดังนั้น ควรระมัดระวังในการใช้และเก็บรักษาให้พ้นมือเด็ก และไม่ให้ปะปนกับชั้นวางเครื่องปรุงต่าง ๆ

  • 5 ขั้นตอนวิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วให้แวววาว

    5 ขั้นตอนวิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วให้แวววาว

    ความใสกระจ่างและเงางามของแก้ว นับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชุดเครื่องแก้วต่าง ๆ ไม่เคยหายไปจากวงการตกแต่งบ้าน เพราะฉะนั้นเรามาดูขั้นตอนวิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วให้แวววาวกัน ทั้งชุดเครื่องแก้วทั่วไป คริสตัล แก้วเจียรไนต่าง ๆ และยังมีแก้วทนความร้อน และแก้วทนไฟนำมาใช้ในงานครัว

    สินค้าตระกูลแก้วนี้ ผลิตจากวัตถุพื้นฐานเหมือน ๆ กัน ต่างกันเพียงแค่ส่วนผสมบางชนิดที่จะเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะตัวให้ต่างกันออกไป เช่น การผสมตะกั่วลงไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและแวววาวในคริสตัล เป็นต้น ดังนั้น การดูแลรักษาโดยพื้นฐานจะคล้ายกัน และแตกต่างกันในเรื่องของการใช้งานให้ถูกหลักเท่านั้น

    ยังไม่สายเกินไปที่จะทำให้เครื่องแก้วไร้มลทิน

    หากเครื่องแก้วของคุณที่ใช้งานมานานปีโดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้เป็นเจ้าของนั้น ได้ผลผลิตจากสารที่ปนเปื้อนมากับของเหลวในภาชนะ ที่การล้างด้วยสบู่นั้น อาจจะไม่ช่วยให้คราบนั้นหลุดออกไปได้ อาจต้องใช้เทคนิคพิเศษที่มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

    1. เติมน้ำส้มสายชูลงไปในขวดนั้น และให้มีระดับสูงกว่าคราบที่เกาะอยู่
    2. ปล่อยทิ้งไว้นานอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เรื่อยไปจนถึงข้ามคืน ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของคราบที่เกาะอยู่ ถ้าเกาะอย่างแนบแน่นก็ทิ้งไว้นานหน่อย
    3. ก่อนที่จะเทน้ำส้มสายชูออก เติมข้าวสารลงไปสัก 1/2 ช้อนชา หรือเมล็ดถั่วสัก 6-10 เมล็ด จากนั้นเขย่าแรง ๆ เอาขนาดสาวเชคยังอายได้ยิ่งดี เพราะเมล็ดเหล่านี้จะช่วยขัดลอกคราบเหล่านั้นออกมา
    4. เมื่อกะว่าน่าจะสะอาดได้ที่แล้ว เทน้ำส้มสายชูออก และล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าคราบเหล่านั้นดื้อด้านจะเกาะอยู่ก็ทำอย่างเดิมซ้ำอีก
    5. แต่ถ้าทำซ้ำแล้วคราบก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ที่เดิม ให้เปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูเป็นแอมโมเนีย และทำตามขั้นตอนเดิม

    เครื่องแก้วที่ตกแต่งด้วยโลหะ เงิน หรือทอง

    หากเครื่องแก้วหรือคริสตัลชุดหรูนั้น ตกแต่งด้วยโลหะต่าง ๆ เช่น ทองแดง เงิน หรือทองนั้น ต้องใส่ใจกับพวกโลหะเหล่านี้ด้วย หากโลหะนั้นหมองมัว มีรอยกระดำกระด่างแล้วละก็ ความกระจ่างใส แวววับของเนื้อแก้วคงไม่ช่วยให้ชุดภาชนะสุดหรูของคุณดูมีคุณค่าเท่ากับจำนวนเงินที่คุณจ่ายไปตอนแรกได้เลย วิธีล้างเครื่องแก้วประเภทนี้ มีเคล็ดลับนิดหน่อยดังนี้

    • ห้ามใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย, ผงฟู หรือโซดาซักผ้า รวมไปถึงสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างเด็ดขาด
    • ห้ามใช้ผงขัดที่มีความคมเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยบนโลหะได้
    • อย่าทิ้งให้เศษอาหารแห้งเกาะเกรอะกรังเป็นอันขาด เพราะจะยากต่อการกำจัดออก บางครั้ง ความแข็งของเศษอาหารนั้นอาจคมพอที่จะทำให้เกิดริ้วรอยแก่เครื่องแก้วได้

    แล้วจะใช้อะไรดีล่ะ?

    สิ่งที่ดีที่สุดก็คือน้ำยาล้างจานอ่อน ๆ ถูด้วยผ้านุ่มนั่นเอง เมื่อทราบเคล็ดวิชารักษาเครื่องแก้วแล้ว ก็อย่าปล่อยให้เครื่องแก้วชุดหรูของคุณกลายดูทรุดโทรม จะได้อยู่คู่โต๊ะอาหารของคุณไปนาน ๆ

     

     

     

  • วิธีทำความสะอาดเครื่องครัวสเตนเลสให้ใหม่และเงางาม

    วิธีทำความสะอาดเครื่องครัวสเตนเลสให้ใหม่และเงางาม

    เมื่อเอ่ยถึง “เหล็กวิลาศ” หลายคนคงงงเป็นไก่ตาแตก ด้วยนึกหน้าตาของมันไม่ออก แต่จริง ๆ แล้ว แทบทุกคนต่างก็คุ้นเคยกับเหล็กชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะชื่อที่เรารู้จักกันก็คือ “สเตนเลส สตีล (Stainless Steel)” นั่นเอง

    ความเงางาม และแข็งแกร่งคงทนของสเตนเลสนั้น ทำให้แพร่หลายทั่วไปทุกหลังคาเรือน แม้ว่าชื่อของโลหะจะบอกว่า “ปราศจากริ้วรอย (Stainless)” ในความเป็นจริงนั้น ก็ยังคงเป็นริ้วรอยได้อยู่ดี และหากไม่ดูแลรักษา ความเงางามที่มาตอนแรกซื้อ ก็จะค่อย ๆ หายไป…หายไป….

    ดูแลง่าย ๆ ได้สมชื่อ

    วิธีการดูแลให้เงางามเสมอนั้น เพียงแค่ล้างแล้วเช็ดให้แห้งก็เพียงพอ และที่สำคัญ อย่าใช้ฝอยเหล็กใด ๆ ขัดเป็นอันขาด เพราะจะเกิดริ้วรอยได้

    รักษาให้ไร้ริ้วรอย

    หากคุณรู้สึกว่าภาพใบหน้าของคุณหายไปจากภาชนะสเตนเลสของคุณแล้วล่ะก็ คงถึงเวลาที่ต้องฟื้นสภาพให้เครื่องครัวสเตนเลสของคุณกลับคืนเสียที ซึ่งวิธีการทำให้เครื่องครัวสเตนเลสเงางามดังเดิมนั้น ให้ใช้ผงฟูผสมกับน้ำให้ข้น แล้วใช้ขัดด้วยผ้านุ่ม หรือฟองน้ำ และขอเตือนอีกครั้งว่า หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติในการขัดผิว อย่างเช่น ฝอยขัด หรือ แผ่นใยขัด เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยแทนที่จะขึ้นเงา

    ขจัดรอยไหม้ไม่ให้เหลือ

    ในกรณีที่เครื่องครัวของคุณนั้นรับศึกหนัก อย่างเช่น บรรดากระทะ หม้อหรือกาน้ำร้อน ซึ่งเกิดรอยไหม้จากอาหาร วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้แช่น้ำร้อน เพื่อให้อาหารที่เกาะอยู่นั้นอ่อนตัวลง จากนั้นล้างตามปกติ

    ถ้าคราบไหม้รุนแรงเกินกว่าที่น้ำร้อนจะเอาไหว ให้ทำดังนี้

    แช่น้ำร้อนให้ท่วมคราบไหม้

    เติมเกลือ ผงฟู (หรือน้ำยาล้างจาน) ลงไป
    ทิ้งไว้สักระยะ แล้วค่อยขัดถูด้วยฟองน้ำตามปกติ คราบจะออกมาอย่างง่ายดาย
    แล้วถ้าคราบมันยังไม่หลุดออกมาง่าย ๆ อย่างที่ว่านี้เล่า วิธีที่จะช่วยได้ก็คือ

    ให้ยืดระยะการแช่ให้ค้างคืนไปเลย

    จากนั้นผสมสูตรเดิม แช่เครื่องครัวอีกรอบ คราวนี้ ให้ตั้งไฟต้มให้เดือดด้วย
    เสร็จแล้วให้แช่ทิ้งอีกระยะ จึงค่อยขัดถูออกตามปกติ ล้างน้ำให้สะอาด เช็ดถูด้วยผ้าแห้ง ๆ นุ่ม ๆ ให้ขึ้นเงาวาววับ
    คราวนี้ เครื่องครัวของคุณคงหมดจดเงางาม แต่อย่าเผลอส่องเงาตัวเองอยู่ล่ะ เดี๋ยวจะลืมเตรียมกับข้าวให้คุณพ่อบ้านและลูกสุดที่รักไปเสีย

  • ไม้ในกระถาง เรื่องน่ารู้ก่อนจะซื้อต้นไม้

    ไม้ในกระถาง เรื่องน่ารู้ก่อนจะซื้อต้นไม้

    แต่ก่อนนี้รูปแบบของกระถางมีไม่มาก ที่เห็นเจนตาก็คงเป็นกระถางดินเผาปากจีบขนาดต่างๆ หรือไม่งั้นก็เป็นโอ่งมังกร ขณะนี้ประเทศไทยพัฒนารูปแบบของกระถางชนิดต่างๆมากมาย ส่วนใหญ่เป็นการออกแบบและสั่งทำจากต่างประเทศ เมื่อมีตำหนิหรือไม่ได้มาตรฐานก็จะถูกคัดออก นำมาจำหน่ายภายในประเทศ บางชนิดก็เกิดจากการออกแบบของเราเอง ทำให้คนที่รักต้นไม้รู้สึกสนุกสนานกับการปลูก เพราะมีกระถางมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นกระถางวางกับพื้นหรือกระถางแขวน เจาะรูหรือไม่เจาะรู เคลือบหรือไม่เคลือบ นอกจากนี้ยังมีกระถางที่ทำจากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินเผา เช่น กระถางไม้ พลาสติก และโลหะอีกมากมายหลายอย่าง

    ปัจจุบันต้นไม้เป็นของแต่งบ้านที่แทบจะขาดไม่ได้ เพราะต้นไม้มีทั้งราคาถูกและแพงหาซื้อได้ง่ายเหมือนหาก๋วยเตี๋ยวกิน การให้ของขวัญด้วยต้นไม้จึงเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด ไหว้ครู หาซื้ออะไรไม่ได้ก็ซื้อต้นไม้ให้นั่นแหละดี ไม่มีใครไม่ชอบต้นไม้ นอกจากจะบังเอิญซื้อต้นไม้ไปพ้องกับชื่อคู่อริหรือชื่อแฟนเก่าของคนที่เรารัก อันนี้ต้องระวัง เพราะคนที่อ่อนไหวกับเรื่องอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน

    มีหลายคนที่อยากซื้อต้นไม้แต่ออกตัวว่าซื้อไม่เป็น ไม่รู้จะซื้อต้นอะไรดี เลือกไม่ถูก อยากจะแนะนำให้ก่อนอื่นเมื่อชอบใจต้นไม้ประเภทใด

    วิธีเลือกให้ดูความสมบูรณ์ของต้นไม้ คือไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีแมลงแทะกิน ไม่มีเชื้อรา กิ่งก้านไม่ตกห้อย เท่านี้ก็พอระดับหนึ่ง ต่อไปก็อยู่ที่ตำแหน่งที่จะนำไปวาง ถ้าเป็นไม้ดอกหรือไม้ใบสี ควรจะปลูกเลี้ยงในที่ที่มีแสงแดดส่องพอสมควร สำหรับการวางต้นไม้ไว้ริมหน้าต่าง ต้องหมั่นหมุนกระถางเพื่อให้ต้นไม้ได้รับแสงสม่ำเสมอทุกๆด้านไม่งั้นต้นจะเอียงรับแสงด้านเดียวทำให้เสียรูปทรง หากต้องการประดับห้องด้วยไม้ดอกหรือไม้ที่ต้องการแสงแต่แสงในห้องไม่เพียงพอ ควรนำต้นไม้ออกมาพักเพื่อให้ต้นไ่รับแสงบ้างซักอาทิตย์ละครั้ง แต่การนำออกมาจากห้องไม่ควรให้โดนแดดโดยตรงทันที เพราะอาจทำให้ต้นไม้เกิดอาการช็อค ใบร่วง หรือถึงตายได้

  • ทำความรู้จักกับซิลิโคนประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง

    ซิลิโคนนั้นถือได้ว่าเป็นวัสดุอเนกประสงค์ในงานก่อสร้างลักษณะของซิลิโคนนั้นป็นวัสดุคล้ายเยลลี่ มีความยืดหยุ่น เหนียวทนต่อแรงดึงได้ดี ที่สำคัญคือใช้สำหรับกันซึมได้

    อย่างที่กล่าวในข้างต้นแล้วว่าซิลิโคนนั้นเป็นวัสดุอเนกประสงค์ในงานก่อสร้าง ด้วยสถานะที่มีความยืดหยุ่น เหนียวทนต่อแรงดึง และกันการไหลซึมของน้ำ ทำให้มีการใช้ซิลิโคนสำหรับการเชื่อมต่อตามรอย ต่างๆในการก่อสร้างกันอยู่เนืองๆ ซิลิโคนนั้นสามารถแบ่งออกตามการใช้งานได้ 4 ชนิด

    ซิลิโคนใส
    เป็นซิลิโคนที่ใช้เชื่อมกระจกกับกระจกในกรณีที่เป็นผนังกระจกไม่มีกรอบก็จะใช้แผ่นกระจกชนกัน แล้วอุดด้วยซิลิโคน ชนิดนี้จะมีความแข็งแรงสูง มีสีใสมองทะลุกระจกได้

    ซิลิโคนอุดรอยรั่ว ใช้เชื่อมกระจกกับวัสดุอื่นเช่นกรอบบานอลูมิเนียมหรือผนังปูนที่แผ่นกระจกไปชนเพื่อป้องกันการรั่วซึม

    ซิลิโคนใช้สำหรับเชื่อมรอยต่อวัสดุที่มีการเคลื่อนตัวสูง เช่น รอยต่ออาคารหรือรอยต่อของวัสดุที่ต่างชนิดกันมีการยืดหดตัวสูงไม่เท่ากัน ซิลิโคนชนิดนี้ต้องรับน้ำหนักและแรงดึงที่สูง

    ซิลิโคนใช้อุดรอยต่อของแผ่นแกรนิตหรือหินอ่อน ชนิดนี้ต้องไม่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะหินแกรนิตและหินอ่อนมีความเป็นด่าง ซึ่งการเลือกใช้ซิลิโคนประเภทใดนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับงานนั้นว่าต้องการความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อและความแข็งแรงมากน้อยเพียงใด

    ถึงแม้ว่าซิลิโคนจะเปรียบเสมือนวัสดุอเนกประสงค์ในงานก่อสร้างแต่การจะเลือกใช้ซิลิโคนคงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้ประโยชน์ด้วย เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ประโยชน์จากซิลิโคนที่คุณหวังจะใช้ อาจเป็นไปได้ไม่เต็มที่เท่าใดนัก