Category: บ้านและที่อยู่อาศัย

  • หลังคาบ้านแบบไหนดี ที่เหมาะกับความต้องการของคุณ

    “หลังคา” ถือว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของบ้านก็ว่าได้ เพราะช่วยกันทั้งแดด ลม ฝนให้กับผู้อยู่อาศัย มาเลือกวัสดุหลังคาบ้าน ให้เหมาะสมกับการใช้สอยกันดีกว่า

    การเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้สอย อีกทั้งวิธีปฏิบัติจริง หากเมื่อเกิดปัญหาแตกร้าว รั่ว ฯลฯ ทั้งนี้ก่อนอื่นต้องมาเรียนรู้กันก่อนว่า ประเภทของหลังคา มีกันกี่แบบ ซึ่งโดยปัจจุบันรูปทรงของหลังคามีอยู่ 5 แบบ คือ

    1. หลังคา SLAB หรือหลังคาแบน สามารถใช้ประ โยชน์บนหลังคาได้ แต่ต้องระวังการรั่วซึม

    2. หลังคาเพิงหมาแหงน คือ หลังคาที่เอียงไปด้าน เดียว ราคาถูก และก่อสร้างง่าย

    3. หลังคาทรงมนิลา หรือหลังคาหน้าจั่ว คือ หลังคา ที่มีสันตรงกลาง และลาดลงทั้งสองข้าง

    4. หลังคาทรงปั้นหยา เป็นหลังคาที่กันแดดกันฝน ได้ทุกด้าน แต่ราคาค่อนข้างแพง

    5. หลังคาปีกผีเสื้อ ปัจจุบันไม่นิยมกันแล้ว เพราะ จะเอียงกลับเข้ามาตรงกลาง ซึ่งเป็นรางน้ำทำให้รั่วง่าย

    ชนิดของวัสดุมุงหลังคา

    บ้านที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง จะให้ความรู้สึกอบอุ่น มีหลายชนิด เช่น กระเบื้องโมเนีย มีสีให้เลือกมาก แต่ก็มีน้ำหนักมาก ต้องมุงให้มีความลาดชันมาก กระเบื้องลอนคู่และลูกฟูก น้ำหนักเบา แต่มุงให้มีความลาดน้อยกว่าได้ METAL SHEET คือ แผ่นเหล็กที่รีดลอนแล้ว เคลือบสี จะมีรอยต่อน้อย สามารถรีดเป็นแผ่นยาวตลอดได้ จึงลดปัญหาการรั่วซึม และมีน้ำหนักเบา ทำให้ลดขนาดในส่วนของโครงสร้างได้ อย่างไรก็ดีวัสดุของโครงสร้างแต่ละประเภทมีทั้งข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้

    โครงสร้างหลังคาไม้
    ข้อดี สามารถติดตั้งได้สะดวก ช่างธรรมดาสามารถติด ตั้งได้ เหมาะสำหรับบ้านไม้ เพราะ การยึดติดกับเสาและคาน สามารถทำได้สะดวกข้อเสีย มีราคาค่อนข้างแพง และหาไม้ที่มีคุณภาพดีได้ ยาก มีการบิดงอง่าย ไม่เที่ยงตรง และมีปัญหาเกี่ยวกับปลวกโครงสร้างหลังคาเหล็กข้อดี มีความเที่ยงตรงในการทำงาน เหมาะสำหรับบ้าน ที่ก่อสร้างด้วยปูน มีราคาถูกกว่าไม้ ทั้งยังมีรูปแบบให้เลือกมากมาย
    ข้อเสีย ช่างต้องมีประสบการณ์ในการเชื่อมต่อโครงหลัง คาเหล็ก และถ้ามีการป้องกันผิวไ ม่ดี เวลาเกิดการรั่วซึมของหลังคา จะมีปัญหาเรื่องการเกิดสนิมได้

    วิธีการมุงหลังคาแต่ละชนิด กระเบื้องมุงหลังคาแต่ละชนิด จะมีความลาดเอียงใน การมุงไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น กระเบื้องโมเนียจะองมุงให้ มีความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 17 องศา ส่วนกระเบื้องลอนคู่และลูกฟูก สามารถมุงหลังคาให้ มีความลาดเอียงไม่น้อยกว่าประมาณ 10 – 12 องศาส่วน METAL SHEET สามารถมุงได้น้อยกว่า 10 – 12 องศา แล้วแต่วิธีการออกแบบเพราะฉะนั้นเวลาเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคา ควรตรวจดู ความลาดเอียงของหลังคาให้ถูกต้องด้วย มิฉะนั้นจะทำให้หลังคารั่วได้

  • พัดลมฟักทอง หรือ ลูกหมุนระบายอากาศ ช่วยลดความร้อนของบ้านได้ดีไหม

    พัดลมฟักทอง หรือ ลูกหมุนระบายอากาศ ช่วยลดความร้อนของบ้านได้ดีไหม

    พัดลมฟักทองหรือพัดลมลูกกลมๆ ที่เราติดไว้ที่หลังคาโรงงาน สามารถหมุนระบายอากาศได้เอง มองไปมองมารูปร่างก็คล้ายกับฟักทอง จึงเรียกกันว่า “พัดลมฟักทอง” หรือจะเรียกว่า ลูกหมุนระบายอากาศก็ได้

    พัดลมฟักทอง จะช่วยระบายอากาศและความร้อนได้ดีถ้าเป็นโรงงาน เพราะมีปริมาณของความว่างของอากาศมากในโรงงาน ปริมาณการไหลถ่ายเทอากาศทำได้สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อากาศร้อนที่ลอยจากความสูงระดับทำงานไปสู่ข้างบนใกล้กับหลังคา

    แต่หากติดพัดลมฟักทองในบ้านเราที่มีปริะมาณอากาสใต้หลังคาน้อย การระบายอากาศก็น้อย (นับเป็นหน่วย C.F.M หรือการจำนวนอากาศที่ระบายต่อหนึ่งนาทีเป็นหน่วยปริมาณคิวบิคฟุต) การระบายนี้ จะช่วยลดความร้อนได้น้อยมาก เอาเงินค่าซื้อพัดลมฟักทองนั้น ไปซื้อฉนวนกันความร้อนปูใต้หลังคาจะดีกว่า

  • 3 เคล็ดลับในการซักผ้าให้ใช้เวลาน้อยกว่าที่เคย

    3 เคล็ดลับในการซักผ้าให้ใช้เวลาน้อยกว่าที่เคย

    อย่าปล่อยให้เรื่องซักผ้าทำให้คุณปวดหัว มาจัดระเบียบให้รับหน้าที่นี้ได้สนุกขึ้น แถมยังเพิ่มระเบียบวินัยในตัวคุณพ่อบ้านและคุณลูกๆได้ในเวลาเดียวกัน

    • เมินตะกร้าผ้าใบเขื่องที่ใช้อยู่ซะ แล้วหาถุงผ้าหลายๆใบมาใช้แทน เอาขึ้นแขวนฝาผนัง เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวนำเสื้อผ้าชิ้นต่างๆใส่ถุงเองตามหมวดหมู่ที่กำหนดไว้ให้ หรือจะใช้เป็นตะกร้าในขนาดต่างๆ (คุณคงต้องปากเปียกปากแฉะเล็กน้อยช่วงเริ่มต้น) เช่น ถุงผ้าขาว ผ้าสี ชั้นใน เสื้อผ้ามีราคา ฯลฯ
    • ตากผ้าโดยพาดกับไม้แขวนเสื้อ แทนที่จะตากแผ่หราบนราวตากผ้า การพาดตากที่ไม้แขวนเสื้อจะช่วยประหยัดเนื้อที่บนราว และเมื่อผ้าแห้ง ชิ้นผ้านั้นจะดูมีสภาพดีกว่าพาดตากที่ราว แถมนำแขวนเข้าตู้ได้เร็วกว่าด้วย
    • ก่อนนำเสื้อเชิ้ตเข้าเครื่องปั่นผ้า ให้ติดกระดุมเสื้อแบบติดกระดุมเว้นกระดุมก่อน จะช่วยทอนเวลาไม่ต้องกลับแขนเสื้อทีหลังที่
  • 5 เคล็ดลับ ที่คุณต้องรู้ หากอยากจะแต่งห้องเล็กให้ดูกว้าง

    5 เคล็ดลับ ที่คุณต้องรู้ หากอยากจะแต่งห้องเล็กให้ดูกว้าง

    ในปัจจุบันวิถีชีวิตของสังคมไทยที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นครอบครัวใหญ่ ในบ้านหลังใหญ่ก็เปลี่ยนเป็นครอบครัวขนาดเล็ก บ้านที่ใหญ่ก็มีขนาดเล็กลง พื้นที่ใช้สอยลดน้อยลงเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่มีพื้นที่ห้องขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะสร้างความอึดอัดใจได้ในภายหลังหรือแม้กระทั่งการที่จะปรับปรุง ตกแต่งห้องให้ดูกว้างขึ้น ก็มิใช้เรื่องง่ายเสียทีเดียว

    การปรับปรุงห้องเล็กที่คับแคบให้ดูกว้างขวางขึ้นนั้น  หลายคนอาจจะทำโดยการทุบห้องแล้วต่อเติมใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น  หากมีพื้นที่ว่างเหลือเพียงพอและมีงบประมาณ แต่หากจะตกแต่งห้องโดยวิธีการง่ายๆที่พอจะทำได้โดยไม่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองมากนัก รวมทั้งใช้ ก็มีเทคนิคต่างๆ ที่จะนำเสนอแนะดังนี้

    1. เริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญกับเพดาน การเลือกใช้สีอ่อนๆทาสีฝ้าเพดานจะช่วยทำให้ดูห้องสูงขึ้น ซึ่งการทำให้ห้องสูงขึ้นก็เป็นอีกวิธีที่แก้ความอึดอัดได้ โดยเฉพาะการเลือกใช้สีโทนเดียวกับสีทาผนังบ้าน แต่อาจจะให้เข้มมากว่าที่ทาผนังบ้านเล็กน้อย
    2. เทคนิคการใช้สีทาบ้านช่วยให้ห้องดูสว่างขึ้น ถ้าห้องขนาดเล็กและมีพื้นที่น้อย ควรหันมาใช้สีอ่อนๆเพราะจะทำให้ห้องดูสว่างขึ้น เนื่องจากสีอ่อนมีความเด่นในตัวน้อย โดยเฉพาะสีในโทนเย็น ถ้าเป็นสีขาวยิ่งจะช่วยทำให้ห้องกว้างมากขึ้น อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการทาสีเข้ม ซึ่งเป็นสีโทนร้อน
    3.  หากต้องการที่จะเปลี่ยนผนังห้องด้วยการใช้วอลเปเปอร์ แทนการทาสีใหม่  นอกจากต้องเลือกสีลวดลายที่จะต้องไม่ใช้ลวดลายที่ใหญ่จนเกินไป  ควรเลือกลวดลายที่มีขนาดเล็กๆ จะดีกว่าเนื่องจากมีความเด่นน้อยกว่า อีกทั้งสีของของวอลเปเปอร์ก็ควรเลือกสีอ่อนๆ เช่นเดียวกัน เพราะจะทำให้ดูเย็นตาและห้องกว้างขวางมากขึ้น   หากจะติดวอลเปเปอร์ควรเลือกลวดลายยาวตามแนวตั้ง จะทำให้ห้องดูสูงขึ้น หรือหากเลือกลายตามแนวนอนจะทำให้ห้องดูกว้างขึ้น แต่การเลือกใช้วอลเปเปอร์จะมีวิธีการที่ยุ่งยากกว่าทาสีและต้อใช้งบมากกว่าอีกด้วย
    4. นอกจากการเลือกใช้สีและการติดวอลเปเปอร์  ที่จะช่วยทำให้ห้องดูกว้างขึ้นแล้วก็ยังมีเทคนิคบางอย่างที่จะช่วยได้อีก  อาทิ  การตกแต่งผนังห้องด้วยกระจกเงา โดยเฉพาะในห้องรับแขก ห้องน้ำ บางครั้งก็สามารถช่วยลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้น นอกจากนี้การเลือกเฟอร์นิเจอร์ Built in   หรือเฟอร์นิเจอร์แบบติดผนัง   แทนเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว  จะช่วยประหยัดเนื้อที่ได้มาก เหมาะกับห้องขนาดเล็กที่มีพื้นที่จำกัด
    5. การเปิดช่องแสง ช่องหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งการเลือกใช้กลาสบล็อค ซึ่งอาจจะเป็นทั้งส่วนตกแต่งผนัง และช่วยให้แสงภายนอกผ่านเข้ามาได้ ทำให้ห้องยิ่งสว่างมากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ห้องกว้างขึ้น

    เทคนิคดังกล่าวข้างต้น  ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เพียงแต่หากต้องการปรับปรุงภายในห้องให้ดูสดใสและดูกว้างมากขึ้น  ก็อาจะพบกับความแปลกใหม่ ที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้บ้านและคนในครอบครัวได้

    Image by 영훈 박 from Pixabay

  • สิ่งที่ควรรู้ ก่อนที่จะใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดสวน

    สิ่งที่ควรรู้ ก่อนที่จะใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดสวน

    น้ำอีกหนึ่งองค์ประกอบ ในการจัดสวน

    การนำน้ำเข้ามาเป็นองค์ประกอบในสวน ได้ก่อเกิดแนวความคิดในการสร้าง รูปแบบการจัดสวนออกไปอย่างหลากหลาย จนเกิดรูปแบบของ “สวนน้ำ” ขึ้นมา ไม่ได้กล่าวถึงสวนน้ำ แต่จะคุยกันในเรื่อง การนำน้ำเข้ามาเป็นองค์ประกอบในสวนเท่านั้นครับ

    น้ำในสวนมีอิทธิต่อสวนที่จัดขึ้น ทั้งในด้านการใช้สอยและด้านของความงดงาม ในด้านการใช้สอยนั้น น้ำมีประโยชน์ดังนี้

      • ให้ความชุ่มชื่น เย็นสบายทั้งแก่สวนและผู้ใช้สวน
      • ใช้สำหรับเลี้ยงปลา ปลูกไม้น้ำ เพื่อสร้างความสวยงามสมบูรณ์ให้กับรูปแบบสวน
      • หล่อเลี้ยงพืชพรรณในสวน หรือแม้กระทั่งสัตว์ในธรรมชาติที่เข้ามาร่วมเป็นองค์ประกอบสวน เช่น แมลงต่างๆ แมลงปอ ผีเสื้อ นก ฯลฯ
      • ใช้อุปโภคบริโภคสำหรับผู้คนก็ยังได้ ในด้านความสวยงาม ซึ่งนับเป็นเรืองสำคัญของการออกแบบ น้ำทำให้สวน สวยงามขึ้น ทั้งในรูปแบบและเนื้อหาของสวนนั้นคือ
      • น้ำทำให้เกิดการเคลื่อนไหว อันเป็นการเคลื่อนไหวจริง ไม่ใช่ความเคลื่อนไหวที่เกิดจากความรู้สึก และความเคลื่อนไหว จริงนี่แหละที่ทำให้สวนมีวิญญาณของธรรมชาติ
      • น้ำแสดงออกถึงพลังของความงามและจินตนาการ พลังของน้ำอาจอยู่ในรูปลักษณ์ของน้ำพุ น้ำตก การไหล ริ้วคลื่น หรือ กระทั่งความนิ่งในของน้ำ เหล่านี้สามารถก่อเกิดจินตนาการแก่ผู้ชมสวนได้
      • น้ำทำให้เกิดเสียงในสวน เป็นการสร้างมิติสัมผัสอีกระดับหนึ่งให้เกิดขึ้นกับสวน ซึ่งอาจจะเกิดจากเสียงของน้ำตก น้ำพุ หรือน้ำไหลปะทะซอกหิน
      • น้ำทำให้เกิดเงาและแสงสะท้อนของสิ่งต่างๆ ที่ใช้จัดสวน ซึ่งก็นับเป็นความงามอีกแบบหนึ่งได้เช่นเดียวกัน

    สระน้ำในสวน

    รูปแบบของสระน้ำจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของสวน คือมีทั้งรูปแบบธรรมชาติและแบบประดิษฐ์

    สระน้ำรูปแบบธรรมชาติ เหมาะกับสวนเชิงธรรมชาติ รูปแบบของสระก็ยึดสระในธรรมชาติเป็นแม่แบบในการทำ ในการ ก่อสร้างจะพยายามไม่ให้เห็นหรือปรากฏว่าถูกสร้างขึ้น มีการใช้วัสดุและพืชพรรณพรางตา ให้แนบเนียน เป็นธรรมชาติ มากที่สุด จะไม่ให้เห็นขอบซีเมนต์ คอนกรีต สระน้ำในรูปแบบนี้ควรอยู่ ในระดับที่เท่ากันหรือต่ำกว่า พื้นสนามในสวน เล็กน้อย เพราะจะให้ดูเป็นธรรมชาติได้ง่าย

    สระน้ำรูปแบบประดิษฐ์ เป็นสระที่ใช้รูปทรงทางเรขาคณิตมากำหนด เช่น สี่เหลี่ยม วงกลม วงรี หรือรูปทรงอิสระอื่นๆ ที่ดู คล้ายธรรมชาติก็ได้ จะเน้นให้เห็นว่าเป็นงานประดิษฐ์หรือก่อสร้างจากฝีมือมนุษย์ ความสวยงามของสระจึงขึ้นอยู่กับการคิด สร้างสรรค์รูปแบบ มิใช้งามอย่างธรรมชาติ ลักษณะของสระจะอยู่ในระดับที่เท่ากันหรือสูงกว่า พื้นสนามในสวน เพื่อโชว์ให้ เด่น สะดุดตา ประณีตด้วยวัสดุก่อสร้างในสวนหย่อมการทำสระในรูปแบบนี้ จะทำได้ง่ายและดูจะสวยงามกว่าแบบธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้ารู้จักการจัดองค์ประกอบอื่นๆ ให้เกิดความสวยงามตามสมัยนิยม

    การจัดวางสระน้ำในสวน

    ตำแหน่งของสระก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสวนอีกนั้นแหละถ้าเป็นสวนเชิงประดิษฐ์หรือเรียกกันทั่วไปว่าแบบสมัยใหม่บ้าง แบบ ร่วมสมัยบ้าง สระก็ควรอยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัด แต่ถ้าเป็นสวนเชิงธรรมชาติ สระก็จะอยู่อย่างกลมกลืนสอดรับกับ สภาพของ องค์ประกอบอื่นๆ ในสวน

    ในขั้นตอนการพิจารณาออกแบบสวน ผู้ออกแบบต้องกำหนดตำแหน่งลงให้เหมาะสม ซึ่งจะต้องทราบข้อมูลต่างๆ ของสภาพพื้นที่ ให้ชัดเจนว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เช่นต้องการทราบเรื่องต่อไปนี้

    แสงสว่าง สระที่ได้รับแสงสว่างมากจะมีปัญหาเรื่องตะไคร่น้ำมาก แต่ถ้าร่มทึบเกินไปก็ปลูกไม้น้ำไม่ได้ ดูอับทึบไม่งาม นี่ไม่พูดถึงสระในอาคารที่สามารถใช้แสงไฟฟ้าช่วยให้เกิดความสวยงามได้ สระน้ำควรจะได้รับแสงพอควร โดยเฉพาะ ถ้าอยู่ในสภาพรำไร เช่น มีไม้ใหญ่ให้ร่มก็จะดีมากแต่ต้องเป็นไม้ที่ไม่ผลัดใบ

    สภาพดิน เป็นสภาพที่มีผลต่อการขุดการก่อสร้าง ถ้าเป็นดินถมใหม่ยังไม่อัดตัวแน่นพอ จะทำให้เกิดการยุบตัว สระน้ำ แตกร้าวได้ ถ้าเป็นดินทรายหรือดินร่วนก็อาจพิจารณาตอกเสาเข็มก่อนเทพื้นคอนกรีต แต่ถ้าเป็นดินเหนียว หนัก ก็อาจ ไม่ต้องตอกเสาเข็ม ถ้าเป็นดินเหลวดินโคลนก็ต้องพิจารณาเสริมความอยู่ตัว เช่น อาจใช้เศษวัสดุ หิน เศษอิฐ เศษปูน รองอัดก้นสระจะทำให้พื้นสระแน่นผูกเหล็กทำโครงได้ง่าย

    ระดับน้ำใต้ดิน จะมีผลต่อการรั่วซึมของน้ำในสระเช่นกัน ถ้าระดับน้ำใต้ดินสูง คือขุดลงไปไม่มากนัก สภาพของดินชื้น หรือ แฉะ ลักษณะนี้สามารถช่วยลดการรั่วซึมของน้ำในสระได้ เพราะน้ำใต้ดินจะช่วยดันน้ำในสระไว้ แต่ถ้าเป็นดินถมใหม่ เมื่อ ทำสระมีระดับน้ำใต้ดินอยู่ลึก ถ้าการทำสระที่ไม่ป้องกันการรั่วซึมเอาไว้ให้ดีอาจมีปัญหาได้

    ระดับดิน เป็นระดับผิวพื้นโดยรวมของสนาม ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาว่าจะให้สระอยู่ในระดับเท่ากัน ต่ำกว่า หรือ สูงกว่าระดับของพื้นสวน เพื่อตอนก่อสร้างจะได้กำหนดเผื่อเอาไว้ เพราะการจัดสวนโดยทั่วไปนั้น ควรทำสระน้ำก่อน ที่จะ ปรับระดับดินเพื่อปลูกต้นไม้ ปูหญ้า

    น้ำพุในสวน
    รูปแบบของน้ำพุขึ้นอยู่กับหัวน้ำพุที่คิดประดิษฐ์ขึ้น มีมากมายหลายแบบหลายขนาด หัวของน้ำพุส่วนใหญ่ทำจากพลาสติก และวัสดุ กึ่งทองเหลือง หัวน้ำพุที่ทำจากวัสดุกึ่งทองเหลืองจะทนทาน ราคาค่อนข้างแพง ส่วนหัวที่ทำจากพลาสติก ราคาถูกมักใช้ ตามบ้านพัก ทั่วไป เมื่อหัวของน้ำพุแตกต่างกันก็ทำให้น้ำที่พุ่งออกมามีรูปแบบที่แตกต่างกันด้วย บางแบบก็เพียงแต่พุล้น (ไหลล้น) บางแบบ น้ำพุพุ่งขึ้นที่พุพุ่งขึ้นก็มีหลายแบบ เช่น พุเป็นเส้นตรง พุเป็นชั้นๆ บางแบบก็เป็นรูปพีระมิด รูปดอกไม้

    การเลือกใช้ น้ำพุ จะต้องสัมพันธ์กับขนาดของบ่อหรือสระน้ำ โดยทั่วไปเลือกน้ำพุที่มีความสูงไม่เกินรัศมีของบ่อหรือสระน้ำ เพื่อ ไม่ให้น้ำกระเซ็นออกนอกสระ หากเราซื้อจากร้านตัวแทนจำหน่ายก็จะมีคู่มือติดมาด้วย ซึ่งจะให้ข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับ ความสูง ของน้ำพุ เส้นผ่านศูนย์กลางของวงน้ำพุความลึกของสระที่ควรติดตั้งน้ำพุแบบนั้นๆ ในที่นี้จะกล่าวถึงเรื่องทั่วไป ในการพิจารณา การทำน้ำพุ ซึ่งมีดังนี้

    ก่อนตัดสินใจทำบ่อน้ำพุ ควรจะมีข้อมูลเกี่ยวกับขนาดของน้ำพุที่สามารถหาซื้อได้ เพราะขนาดของบ่อน้ำต้อง สัมพันธ์กับ รูปทรง ขนาด ความกว้างความสูงของน้ำพุ

    ถ้าเป็นหัวน้ำพุที่มีปั๊มต่อสำเร็จรูปก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องใช้ปั๊มต่อแยกต่างหากต้องเลือกปั๊ม ที่มีกำลังเหมาะสมกับขนาด ของหัวน้ำพุ ซึ่งก็มีทั้งปั๊มที่แช่ลงในน้ำที่เรียกว่าปั๊มไดรโว่ และปั๊มที่อยู่นอกสระเรียกว่าปั๊มหอยโข่ง โดยส่วนใหญ่ น้ำพุ ประกอบสวนหย่อมมักใช้ปั๊มไดรโว่มากกว่า เพราะติดตั้งได้ง่าย ราคาถูกกว่า แต่สระหรือบ่อต้องลึกพอที่จะวางปั๊มได้จม
    ตำแหน่งของน้ำพุ จะมีผลต่อรูปแบบน้ำพุด้วย เช่น ถ้าเป็นตำแหน่งที่ลมแรงก็ต้องเลือกน้ำพุที่มีรูปทรงต่ำดีกว่ารูปทรงสูง เพื่อไม่น้ำปลิวออกนอกสระ

    หัวน้ำพุมักอุดตันได้ง่าย จึงควรมีระบบกรองน้ำด้วย อาจจะต้องมีบ่อกรองหรือซื้อเครื่องกรองสำเร็จรูปมาใช้ซึ่งก็มีหลายขนาด แต่ถ้าไม่มีระบบกรองก็ต้องวางตัวปั๊มหรือหัวดูดน้ำให้สูงใกล้ผิวน้ำ ไม่ให้ดูดฝุ่นและตะกอนเข้าไปมาก
    หัวน้ำพุควรติดตั้งให้โผล่พ้นระดับผิวน้ำพองาม เพราะถ้าสูงไปจะไม่สวย ถ้าต่ำไปเมื่อน้ำกระเพื่อมจะท่วมหัวน้ำพุ ทำให้รูปทรงน้ำพุเสียไป
    การติดตั้งระบบน้ำพุที่ต้องพิจารณาคือให้แกนและหัวน้ำพุตั้งตรงได้ฉากกับผิวน้ำมีความมั่นคง ไม่โยกคลอนไปตามแรงน้ำ ตัวปั๊ม ติดตั้งให้สะดวกกับการถอดออกและใส่กลับคืน ตัวปั๊มและสายไฟต้องวางอย่างแนบเนียน คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

    ระบบการหมุนเวียนของน้ำพุ สามารถเอื้อประโยชน์ในด้านการกรองน้ำ การทำความสะอาดบ่อ เช่นการระบายน้ำทิ้ง การสูบน้ำ กลับเข้าบ่อ ผู้จัดทำจึงต้องกำหนดผังการต่อระบบน้ำให้ชัดเจน

    รูปแบบของน้ำตก

    รูปแบบธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สร้างขึ้นจากลักษณะของน้ำตกในธรรมชาติ หากแต่เป็นธรรมชาติที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ดัดแปลงให้เกิดความเหมาะสม จุดสำคัญของน้ำตกแบบธรรมชาติขึ้นอยู่กับรูปแบบของภูเขา ลักษณะการเรียงหิน การเลือก รูปทรง และชนิดของหิน รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆ ที่นำมาสร้างให้เป็นเรื่องราวของน้ำตกแบบธรรมชาติ
    รูปแบบประดิษฐ์ เป็นน้ำตกที่ก่อสร้างได้ง่ายกว่าแบบธรรมชาติ รูปแบบของน้ำตกแบบนี้จะเป็นลักษณะ จงใจให้เกิดเป็น เชิงชั้น ที่ชัดเจนสามารถก่อสร้างเป็นรูปแบบต่างๆ สุดแต่จะออกแบบสร้างสรรค์อย่างไร ซึ่งก็ดูสวยงามประณีต ในเชิงงาน ศิลปะ อาจไม่จำเป็นต้องใช้หินประกอบเลย ก่อสร้างโดยการตีแบบหล่อด้วยซีเมนต์ ซึ่งมีขั้นตอนที่ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน

    ทั้งสองรูปแบบหากเป็นน้ำตากขนาดใหญ่หรือจะต้องเลี้ยงปลาโดยเฉพาะปลาคาร์พจำต้องมีระบบกรองน้ำด้วย ระบบกรองน้ำไม่ว่า จะกรองด้วยเครื่องกรองหรือทำเป็นบ่อกรองจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำและทำความสะอาดบ่อบ่อยๆ

    Image by inno kurnia from Pixabay

  • วิธีทำอ่างน้ำ สำหรับเลี้ยงปลา หรือปลูกบัวด้วยตัวเอง

    วิธีทำอ่างน้ำ สำหรับเลี้ยงปลา หรือปลูกบัวด้วยตัวเอง

    หากบ้านของคุณ มีพื้นที่ภายนอกเป็นที่ว่าง และไม่อยากจะให้ดูโล่งเกินไป นอกจากจะใช้พื้นที่ในการปลูกต้นไม้แล้ว อยากจะทำเป็นอ่างน้ำเล็กๆเพิ่ม เพื่อเพิ่มความร่มรื่น และสวยงาม สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ จะเลี้ยงปลา หรือปลูกบัวเล็กๆ ก็ได้ มาลองดูวิธีการทำกันค่ะ อาจจะไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิด ทำได้เอง ได้ความภาคภูมิใจและประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยนะคะ

    เริ่มจากกำหนดบริเวณที่จะให้เป็นอ่างน้ำ ควรจะเป็นบริเวณที่ได้รับทั้งแสงแดด และมีร่มเงาในบางเวลา และควรจะเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในบริเวณสนาม เมื่อได้บริเวณที่ต้องการแล้ว ก็ใช้เชือกหรือสายยางวางทำเป็นบ่อไว้ตามลักษณะรูปร่างที่ต้องการ

    ทำการขุดดินออก เริ่มจากบริเวณตรงกลางให้ได้ความลึกที่ต้องการแล้ว (ประมาณ 30-45 ซ.ม.) แล้วค่อย ๆ ให้ลาดขึ้นมาทางบริเวณขอบ หรือจะทำเป็นชั้นไว้สำหรับวางต้นไม้ตามขอบบ่อก็ได้ แล้วเก็บเศษหินจากก้นบ่อที่ขุดไว้ออกให้หมด

    เมื่อได้บ่อตามรูปร่างและความลึกที่ต้องการแล้ว ให้เอาทรายเปียกเกลี่ยลงในบ่อให้มีความหนาประมาณ 3-5 ซ.ม. และให้เลยขึ้นมาบนขอบบ่อประมาณ 10-15 ซ.ม.

    หาผ้าใบหรือผ้าพลาสติก อาจจะเป็นของเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน หรือซื้อใหม่ก็ได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่ใช้ภายนอกได้ มีความทนต่อแสงอาทิตย์ จะได้ทนทานไม่กรอบและฉีกขาดง่าย มาปูทับลงไปบนทรายในบ่อที่เตรียมไว้ ถ้าความกว้างของแผ่นพลาสติกที่มีอยู่ไม่พอกับความกว้างของบ่อ ให้ปูซ้อนทับกันได้โดยให้มีระยะซ้อนทับกันประมาณ 30 ซ.ม. และให้เลยขึ้นมาบนขอบบ่อ 15 ซ.ม. ทุกด้าน

    ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการตกแต่งขอบบ่อโดยใช้ก้อนหินที่มีขนาดใหญ่สักหน่อย หรือแผ่นหิน คอนกรีต ที่ทำสำเร็จรูปไว้ใช้สำหรับปูทางเดิน มาวางทับผ้าพลาสติกบริเวณขอบบ่อเอาไว้โดยรอบ ตกแต่งด้วยกระถางต้นไม้บริเวณรอบ ๆ บ่อ แล้วเติมลงไปในบ่อ ก็เป็นอันใช้ได้ แต่ถ้ามีงบประมาณมากหน่อย ก็อาจจะซื้อหินที่เป็นสี ๆ ตามแต่ใจชอบใส่เข้าไปในบ่อเพื่อปิดไม่ให้เห็นพลาสติก เติมอ่างบัวสักหนึ่งอ่างปลูกไม้น้ำอื่น ๆ ใส่น้ำพุ หรือน้ำตก หาปลามาปล่อยลงไป

    Image by ledamaxwell from Pixabay

  • แก้ปัญหาหลังคารั่ว เรื่องจุกจิกกวนใจในหน้าฝน

    แก้ปัญหาหลังคารั่ว เรื่องจุกจิกกวนใจในหน้าฝน

    ในระยะนี้บ้านเราก็เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝนกันแล้ว และฝนฟ้าที่เริ่มตกลงมาก็หนักหนาเอาการเสียด้วย ดังนั้นคุณ ๆ ที่มีบ้านช่อง เป็นของตนเอง ก็ควรที่จะหันหามาสำรวจตรวจตราว่า ที่พักอาศัย ยังมั่นคงแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วน ของหลังคาบ้าน หากว่าเกิดมีรอยแตกร้าวขึ้นมาแล้วจะเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว

    โดยทั่วไปการตรวจสอบหลังคานั้น จะต้องตรวจสอบ 2 ส่วนที่สำคัญคือ โครงสร้างหลังคาและส่วนที่ใช้มุงหลังคา หากเป็น โครงสร้างหลังคาโดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจสอบทุก ๆ 2 ปี ทั้งนี้ในส่วนของโครงสร้างจะมีทั้งโครงสร้างที่ทำด้วยเหล็กและไม้

    ซึ่งหากเป็นโครงหลังคาเหล็ก จะต้องทาสีกันสนิมทับเสียใหม่ แต่หากโครงเหล็กนั้นผุกร่อนจนหมดสภาพแล้วควรจะเปลี่ยน ชิ้นนั้นออกทันที ส่วนหากเป็นโครงหลังคาไม้จะต้องดูว่าไม้ชำรุดหรือมีปลวกเกาะกินหรือไม่

    ในส่วนของวัสดุที่ใช้มุงหลังคานั้น โดยทั่วไปกระเบื้องมุงหลังคาจะมีอายุการใช้งานหลายปี หากตรวจสอบพบว่า กระเบื้องมุง หลังคา มีรอยแตกร้าวจนอาจจะก่อให้เกิดการรั่วซึมได้ ก็ให้เปลี่ยนแผ่นกระเบื้องนั้นเสียใหม่ เพราะหากปล่อยไว้ จะทำให้ น้ำฝนรั่วหรือซึมเข้าบ้านได้

    แต่หากเกิดปัญหามีน้ำรั่วซึมเข้ามาตามซอกของกระเบื้อง หรือมีการตีย้อนของลมทำให้น้ำฝนรั่วซึมเข้ามา นั่นแสดงว่าหลังคา ของบ้านอาจจะมีความลาดเอียงไม่ได้องศาพอเหมาะ หรืออาจจะเกิดจากการซ้อนแผ่นกระเบื้องนั้นเผื่อระยะที่ซ้อนน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะแก้ไขโดยรื้อปูใหม่ได้เอง หรือทางที่ดีควรจะตาม ช่างผู้ชำนาญงานมาแก้ไขต่อไป

    แต่ในช่วงหน้าฝนนั้นจะมารื้อหลังคาใหม่ทั้งหมดก็คงจะเป็นไปไม่ได้เห็นที จะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเปิดฝ้า เพดานออกแล้วหาจุดรั่วซึมให้พบ จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนหลังคา โดยใช้ไม้กระดาน ปูไปตามแนวของโครงหลังคา เพื่อป้องกัน มิให้โครงหลังคาพังหรือทะลุ ลงมา จากนั้นให้ใช้ซิลิโคน หรือฟริ้นโค้ททาอุดรอยรั่วซึมนั้นไว้ก่อน

    หากรอยรั่วเป็นแนวยาวให้ใช้ผ้าชุบฟริ้นโค้ทอุดไว้ตลอดแนว ก็พอจะแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี สำหรับหลังคา ที่มีลักษณะ เป็นดาดฟ้า อย่างเช่น อาคารพาณิชย์ทั่วๆ ไป บางครั้งพื้นบนดาดฟ้าของคุณอาจจะเป็นรอยแตกร้าว จนเป็นเหตุ แห่งการ รั่วซึม ซึ่งการจะซ่อมแซมก็ถือเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย เพราะจะต้องสกัดผิวซีเมนต์เดิมลึกประมาณ 1-2 ซม.ออก จากนั้น จึงเทปูนทรายผสมน้ำยากันซึมทับลงไปใหม่ให้หนากว่าพื้นเดิมอีก 2-3 ซม. แต่ในฤดูกาลที่เปียกชื้นเช่นนี้ คงต้องเอาตัวรอด ไปก่อนด้วยการ ทาฟริ้นโค้ทลงบนรอยแตกนั้น

    อย่างไรก็ตามหลังคาที่มีกันสาดจะช่วยลดการซึมของน้ำฝนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของบ้าน ที่มีทั้งลมและฝนปะทะเข้ามาตรง ๆ การทำกันสาดตรงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหา ได้ แต่หากคุณไม่ชอบก็อาจ จะเลือกใช้ กันสาดแบบผ้าใบชั่วคราวไปก่อนก็ได้

    ให้เวลาสักน้อยกับการซ่อมแซมหลังคาบ้านของคุณ ดีกว่าที่จะต้องมานั่งทนกับปัญหาการรั่วซึมไปตลอดช่วงฤดูฝนนี้

    Image by GLady from Pixabay

  • ห้องนอนบอกสไตล์คุณ

    ห้องนอนบอกสไตล์คุณ

    ห้องนอนบอกสไตล์คุณ

    ห้องนอน คือ ห้องส่วนตั๊วส่วนตัวของคุณ ที่ที่คุณจะละเลง หรือสรรหาของอะไรมาตกแต่งได้ตามใจ (ก็เป็นห้องของคุณเองนี่) ไม่ว่าจะรก หรือเรียบง่าย ฉูดฉาด เปรอะเปื้อนแค่ไหน แต่นั่นล่ะ คือความพอใจของคุณกับห้องนอนอันแสนรัก และเพราะอย่างนี้ล่ะ มันถึงแสดงออกความเป็นตัวคุณด้วยเหมือนกัน

    ห้องนอนกระจุ๋มกระจิ๋ม เมื่อห้องนอนของคุณ ตกแต่งประดับประดาไปด้วยของกระจุกกระจิกน่ารัก ดูคิกขุอาโนเนะ เช่น กรอบรูป ตุ๊กตา โปสเตอร์การ์ตูน ฯลฯ บอกได้ว่า เจ้าของห้องเป็นคนขี้เล่น สนุกสนาน ชอบให้มีคนมาเอาใจ แต่ไม่ค่อยจะเชื่อฟังใครสักเท่าไหร่ เป็นคนรักใครรักจริง เกลียดใครก็เกลียดจริง

    ห้องนอนสุดหรู เมื่อเจ้าของห้องอย่างคุณ พยายามเลือกสรรแต่เฟอร์นิเจอร์ดีๆ มีราคามาประดับห้อง แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณเป็นคนค่อนข้างจุกจิก เจ้าระเบียบ รักความสบาย ชอบทำตัวเป็นเจ้านายคอยออกคำสั่ง แต่กลับไม่ยอมให้ใครมาบงการตัวเองได้ง่ายๆ

    ห้องนอนแบบเรียบๆ ถ้าคุณชอบห้องนอนแบบเรียบๆ ข้าวของถูกวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และไม่มีของตกแต่งรกห้อง แสดงว่า เจ้าของห้องอย่างคุณเป็นคนเอาการเอางาน จริงจัง มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ไม่ชอบขัดแย้งกับใคร และชอบความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อฟู่ฟ่า

    ห้องนอนที่ดูรกๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบจัดห้องนอนของตัวเอง ปล่อยให้ของระเกะระกะเกลื่อนห้อง หรือกองเป็นภูเขาอยู่มุมห้อง บอกได้ว่าคุณมักเป็นคนด่วนตัดสินใจ คิดอะไรปุบ ทำปับ เป็นคนพูดเก่ง มีเพื่อนฝูงมากมาย รักการผจญภัย ชอบการแสวงหาความแปลกใหม่ให้กับชีวิต

    ห้องนอนสไตล์ศิลปิน เมื่อคุณชอบตกแต่งห้องด้วยศิลปะในรูปแบบต่างๆ ไม่เหมือนใคร หรือด้วยสีสันสะดุดตาเฉพาะตัว แสดงว่า คุณเป็นคนมีจินตนาการอันกว้างไกล ชอบฝัน มีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบสมาคม แต่เมื่อจะเลือกคบหากับใครจริงจัง มักจะเลือกคบกันคนที่ตัวเองคิดว่าเก๋พอที่จะเข้าขากับคุณได้เท่านั้นเสียมากกว่า

    ภาพโดย 영훈 박 จาก Pixabay

  • 6 ขั้นตอนบำรุงรักษาเครื่องซักผ้า

    6 ขั้นตอนบำรุงรักษาเครื่องซักผ้า

    เครื่องซักผ้าของคุณ คือผู้ช่วยทำความสะอาดให้กับเสื้อผ้าของคุณ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเอาใจใส่ดูแล ให้เครื่องซักผ้าของคุณมีสุขภาพที่ดี พร้อมให้บริการแก่คุณได้ทุกครั้งที่คุณซักผ้า

    การดูแลบำรุงรักษาเครื่องซักผ้า บางคนอาจมองว่า เมื่อซักผ้าเสร็จก็จบกระบวนการ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เรามีคำแนะนำในการดูแลรักษาเครื่องซักผ้ามาบอกกล่าวกัน

    ในขั้นแรกช่องสำหรับใส่ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ควรถอดออกมาล้างเป็นระยะ ๆ โดยใช้แปรงสีฟังที่คุณทิ้งแล้ว มาขัดทำความสะอาด

    ตัวถังภายนอก ควรใช้ฟองน้ำ หรือผ้าชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ อย่าให้เปียกโชกเช็ดทำความสะอาด ตรงขอบยาง ควรเช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังการใช้งาน และไม่ควรปิดประตูเครื่อง เนื่องจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับชื้น และเกิดเชื้อราได้ง่าย

    สำหรับตัวถังภายใน ควรล้างทำความสะอาดเดือนละครั้งหรือสามเดือนครั้งเป็นอย่างน้อย วิธีการทำความสะอาดถังซัก โดยการตั้งอุณหภูมิน้ำไว้ที่สูงสุด เปิดเครื่องและปล่อยให้ทำงานจนจบโปรแกรม โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าและผงซักฟอก

    ในกรณีที่เครื่องซักผ้าของคุณไม่มีโปรแกรมน้ำร้อน ก็ให้ใช้น้ำส้มสายชู 1 ขวด เทลงไปในถังซัก ตั้งโปรแกรมการซักผ้าหนา และโปรแกรมสกปรกปานกลาง ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าและผงซักฟอก เปิดเครื่องและปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนจบโปรแกรม

    ส่วนบานประตูและกระจก ให้ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดโดยรอบโดยเฉพาะด้านใน ส่วนไส้กรองน้ำทิ้ง คุณควรถอดออกมาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ วันหนึ่งคราบต่าง ๆ ที่ตกค้างจะทำให้ท่อตันได้

    ภาพโดย Peggy und Marco Lachmann-Anke จาก Pixabay

  • 10 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่คุณควรหามาปลูกไว้ในบ้าน และที่ทำงาน

    10 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่คุณควรหามาปลูกไว้ในบ้าน และที่ทำงาน

    ต้นไม้ในร่ม ไม่ได้มีประโยชน์แค่เป็นการตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่พืชเหล่านี้สามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ในบ้านของคุณได้ด้วย บางชนิดก็มีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อราและสารพิษซะด้วยนะ ยิ่งภาวะมลภาวะในกรุงเทพฯ มีปัญหาหนักขนาดนี้ หากเราต้องสูดดมอากาศเป็นพิษเข้าไปบ่อยๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย นอกจากจะระวังโดยการใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 แล้ว ในบริเวณบ้าน เราก็มีตัวช่วยในการทำให้อากาศบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเรามาเพิ่มอากาศดีๆ ด้วยการปลูกต้นไม้เหล่านี้ในบริเวณบ้านกันดีกว่า

    1. ไอวี่

    กำจัดของเสียได้ถึง 58% ของอนุภาคและ 60% ของสารพิษในบ้านของคุณ ภายในหกชั่วโมงหลังจากถูกวางไว้ในห้องที่แน่นอน

    2. ลิ้นมังกร

    ลิ้นมังกร

    วางไว้ในห้องนอนของคุณได่เลย เพราะมันปล่อยออกซิเจนตลอดทั้งคืนและต้องการแสงแดดเพียงเล็กน้อยสำหรับการสังเคราะห์แสง

    3. ว่านหางจระเข้

    ว่านหางจรเข้

    ต้นว่านหางจรเข้ไม่เพียงแต่จะนำวุ้นใสๆ มาปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ได้เท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์ฟอร์มัลดีไฮด์และ CO2 ในขณะที่ปล่อยออกซิเจน ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าว่านหางจระเข้นั้นมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเครื่องฟอกอากาศชีวภาพเก้าตัว น่าอัศจรรย์ใช่มั้ยล่ะ

    4. ไทร

    สามารถกำจัดสารพิษฟอร์มาลดีไฮด์ได้

    5. เดหลี

    เดหลี

    ใช้เพื่อกำจัดสารพิษและสารเคมีในอากาศ เช่น ไตรคลอร์เอทิลีนและฟอร์มัลดีไฮด์

    6. เศรษฐีเรือนใน (Spider plant)

    เศรษฐีเรือนใน
    ไม่ต้องการแสงมากนักในการสังเคราะห์ด้วยแสงและสามารถกำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์ สไตรีน น้ำมันเบนซิน และสารพิษชนิดอื่น ๆ พืชแมงมุมต้นหนึ่ง มีพลังในการกำจัดใน พื้นที่ 200 ตารางเมตร

    7. ต้นไผ่ (Bamboo)

    หนึ่งในตัวกรองอากาศตามธรรมชาติที่ทรงพลังที่สุดสำหรับไตรคลอโรเอธิลีนและเบนซิน สามารถปลูกไว้ไว้ข้างเฟอร์นิเจอร์ของคุณที่ปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาก็ได้

    8. เขียวหมื่นปี (chinese evergreen)

    เขียวหมื่นปี

    ปลูกไว้ในห้องของคุณ เหมือนกับมีเครื่องฟอกอากาศอยู่ตลอดเวลา และมันไม่ได้ต้องการแสงแดดจัดด้วย

    9. Pelargonium

    มันสามารถทำลายแบคทีเรีย และขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และผีเสื้อกลางคืนก็ไม่ชอบมัน พืช Pelargonium นั้นมีประสิทธิภาพในการผ่อนคลายระบบประสาท และทำให้คุณหลับได้สนิท

    10. ต้นวาสนา (Dracaena)

    ต้นวาสนา

    เป็นพืชที่สามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ไซลีนและไตรคลอโรเอธิลีนได้ วางไว้ไว้ในห้องที่มีความสว่าง แต่ไม่ต้องสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงได้

    และคุณยังสามารถปลูกพืชต่อไปนี้ไว้ในบ้านของคุณด้วย ก็จะช่วยเรื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้เป็นอย่างดี

    – ต้นดาดตะกั่ว
    – เก๊กฮวย
    – เกอร์เบอร์
    – พลูด่าง
    – ชวนชม

    องค์การนาซ่า (NASA) แนะนำให้คุณปลูกพืชอย่างน้อย 17 ต้นในพื้นที่ 500 m2 หากบ้านของคุณคือ 80 ตารางเมตรคุณต้องใช้พืช 3-4 ต้น มันไม่ยากเลยใช่ไหม ที่จะปลูกต้นไม้เหล่านี้ในบ้าน และในห้องนอนของคุณ