Author: admin

  • สูตร เค้กกล้วยหอม ง่ายๆ เก็บได้นาน

    สูตร เค้กกล้วยหอม ง่ายๆ เก็บได้นาน

    สูตร เค้กกล้วยหอม ง่ายๆ เก็บได้นาน เวลาเราไปตลาดสดแถวบ้าน เหลือบไปเห็นกล้วยหอมหวีสวย ชวนให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่ก่อนซื้อก็คิดแล้วคิดอีก ก็กล้วยหวีนี้ลูกใหญ่เหลือเกิน คงไม่มีทางทานหมดก่อนที่กล้วยจะงอม และถ้าขืนดันทุรังทานล่ะก็ คงถึงกับจุกท้องจุกอก แจ้นไปหาหมอก็เป็นแน่ เพราะกล้วยมีแป้งมาก หากทานเข้าไปมากๆ หรือเคี้ยวไม่ละเอียดจะทำให้กระเพาะของเราต้อง ทำงานหนัก และย่อยให้หมดได้ช้าทำให้กล้วยไป
    อืดในท้องยิ่งเป็นกล้วยหอมด้วยแล้ว ก็เป็นที่รู้กันว่าขนาดนั้น ใหญ่โตกว่ากล้วยชนิดอื่นเป็นเท่าตัวเชียวล่ะ

    แล้วกล้วยที่ซื้อมาตั้งหวีนึง แต่ทานไม่หมดก็เสียดายแย่…แบบนี้เราลองเปลี่ยนจากการทานกล้วยหอมแบบสดๆมาแสดงฝีมือทำเค้กกล้วยหอม เอาไว้ทานกับน้ำชายามว่าง…รสอร่อย แถมเป็นการถนอมอาหารแบบแปรรูปเป็นขนมด้วยเพราะสามารถเก็บได้หลายวันโดยบรรจุในกล่องพลาสติกปิดฝา เก็บไว้ในตู้เย็น

    ส่วนผสม
    แป้งเค้ก 2 ถ้วยตวง
    เบกกิ้งโซดา 3/4 ช้อนชา
    ผงฟู 1/2 ช้อนชา
    เกลือ 1/2 ช้อนชา
    เนย 1/2 ถ้วย
    น้ำตาลทราบป่น 1 ถ้วยตวง
    ไข่ไก่ 2 ฟองเล็ก
    วานิลลา 1 ช้อนชา
    กล้วยหอมบด 2 ผลกลาง
    นมเปรี้ยว 1/4 ถ้วยตวง

    **วิธีทำนมเปรี้ยว คือ นมสด 4 ช้อนโต๊ะ กับ
    น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้สักครู่

    **สูตรนี้ หากใส่ถ้วยมัฟฟินขนาดกลาง
    จะได้จำนวน 20 ชิ้น

    วิธีทำ

    1. นำแป้ง ผงฟู เบกกิ้งโซดา และเกลือ ร่อนรวมกัน 2 ครั้ง
    2. ผสมกล้วยหอมบด กับนมเปรี้ยว เข้าด้วยกัน
    3. ตีเนยให้นุ่ม ใส่น้ำตาลทรายป่น ตีจนเป็นครีม แล้วจึงใส่
    ไข่ คนให้เข้ากัน
    4. ใส่แป้งสลับกล้วยหอมที่เตรียมไว้ ลงในครีม แล้วค่อยๆ
    ตะล่อม พอเข้ากันดี ใส่วานิลลา
    5. ใส่ลงไปในพิมพ์ ที่ลองด้วยกระดาษไขทาไขมัน เตรียม
    อบ
    6. อบด้วยไฟ 170 องศาเซลเซียส หากใช้พิมพ์มัฟฟิน ใช้
    เวลาอบประมาณ 25 นาทีหากใช้พิมพ์เค้ก ใช้เวลาอบ
    ประมาณ 45 นาที

    เค้กกล้วยหอมนี้ สามารถทานกับเนยถั่ว ก็จะได้รสชาติ
    หวานมัน อร่อยไปอีกแบบแต่เหมาะกับคุณหนูวัยเรียน
    หรือ ผู้ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักเท่านั้นนะคะ เพราะเค้กอุดม
    ไปด้วยโปรตีนคาร์โบไฮเดรตและไขมัน …..ศัตรูของ
    อาหารไดเอตทั้งนั้นค่ะ

  • สูตรน้ำส้มคั้น สำหรับทำดื่มเอง อร่อยและได้ประโยชน์ครบถ้วน

    สูตรน้ำส้มคั้น สำหรับทำดื่มเอง อร่อยและได้ประโยชน์ครบถ้วน

    ส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก แต่เจ้าวิตามินซีก็ถูกทำลายได้ง่าย เพียงแค่ถูกอากาศนานหน่อย ก็สูญเสียวิตามินซีไปหมดแล้วฉะนั้น การกินส้มให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรกินส้มสดโดยล้างเปลือกให้สะอาด อันนี้สำคัญนะคะเพราะเราไม่แน่ใจว่าส้มที่ซื้อมานั้นฉีดยาหรือไม่ และสะอาดแค่ไหน หากซื้อส้มมามากก็ควรล้างให้สะอาดแล้วเก็บทั้งลูก เวลาจะกินจึงปอกเปลือกแล้วรับประทาน จะได้วิตามินซีครบถ้วนแล้วยังได้กากใยจากเนื้อและเยื่อส้มด้วย
    แต่ถ้าคุณอยากจะดื่มน้ำส้มคั้นเย็นๆลองทำตาม สูตรน้ำส้มคั้น นี้สิคะ เป็นวิธีรักษาวิตามินซีและทำให้ รสชาติของน้ำส้มเข้มข้นขึ้นด้วย

    ส่วนผสม

    น้ำส้มคั้น 3/4 ถ้วย
    น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
    เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
    น้ำแข็งทุบ(แก้วทรงสูง) 1 แก้ว

    วิธีทำ

    1. ให้นำส้มไปแช่เย็นทั้งเปลือก แล้วนำมาผ่าครึ่ง บีบคั้น
    เอาแต่น้ำ
    2. จากนั้นนำน้ำมะนาวผสมลงไป ตามด้วยน้ำเชื่อม เกลือ
    3. ผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่แก้วน้ำแข็ง เสิร์ฟทันที

  • สูตร วิธีทำบิสกิต ให้อร่อยเหมือนร้านดัง

    สูตร วิธีทำบิสกิต ให้อร่อยเหมือนร้านดัง

    สูตร บิสกิต (American Biscuit) เคยประทับใจเจ้าบิสกิตนี่จากร้าน KFC (เมื่อก่อน) เด็กสมัยนี้คงจะไม่รู้มั้งคะว่า ร้านนี้เค้าเคยมีขนมอบประเภทนี้ขายด้วย อร่อยอย่าบอกใครเชียว รสชาติมันๆ เค็มนิดๆ ทางร้านจะมีแยมกับเนยให้เลือกทา เป็นของว่างที่ทำให้เพลิดเพลินกับการนั่งรอเพื่อนดีนักล่ะ แต่ทานมากๆ ก็รู้สึกอิ่มเหมือนกันนะคะ

    ในเมื่อเค้าเลิกขาย จึงพยายามเปิดตำราหาสูตรบิสกิตนี้มาทำ จริงๆ แล้วทำได้ไม่ยากเลย สูตรนี้เวลาทำออกมาแล้ว
    รสชาติใกล้เคียงกับที่ทำขาย ..อร่อยค่ะ มาดูกันดีกว่า ว่ามีวิธีทำ อย่างไร

    ส่วนผสม

    แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
    เกลือ 1 ช้อนชา
    ผงฟู 2 1/2 ช้อนชา
    เนย 6 ช้อนโต๊ะ
    นมสด 2/3 ถ้วย
    น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. เตรียมเตาอบความร้อน 450 องศาฟาเรนไฮต์
    2. แป้งสาลีร่อนแล้ว ผสมผงฟูและเกลือ แล้วร่อนรวม
    กันอีกครั้งในชามผสมใหญ่
    3. เติมเนย ค่อยๆ ผสมแป้งจนมีลักษณะเป็นเม็ดทราย
    4. ผสมนมลง แล้วคนจนส่วนผสมจับตัวกันเป็นก้อนกลม
    5. โรยแป้งลงบนกระดานนวดแป้ง นำแป้งที่ผสมไว้แล้ว
    มานวดด้วยมือ แผ่แป้งออกให้หนาประมาณ 1/2 นิ้ว
    ตัดแป้งเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12 ซม.
    6. แตะแป้งด้านหนึ่งลงบนน้ำมันพืชที่ใส่ชามไว้ วางด้าน
    ที่ไม่แตะน้ำมันลงบนพื้นถาดอบ
    7. อบประมาณ 12-15 นาที

  • สูตรไก่อบส้ม เมนูเหมาะสำหรับปาร์ตี้ ทำง่ายมาก แต่อร่อยติดใจ

    สูตรไก่อบส้ม เมนูเหมาะสำหรับปาร์ตี้ ทำง่ายมาก แต่อร่อยติดใจ

    ไก่อบส้ม เป็นเมนูอาหารจานหนักที่ไม่เหมาะกับสาวที่ต้องการไดเอ็ต แต่เหมาะมากกับการจัดงานปาร์ตี้ ที่รวมบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ให้ช่วยกันมารุม (ทาน) เจ้าไก่ตัวอวบราดซอสส้ม ที่หอมกรุ่นยิ่งนัก

    เครื่องปรุง

    ไก่ น้ำหนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม 1 ตัว
    น้ำส้มคั้น 1 ถ้วย
    พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
    น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
    เกลือป่น 1 ช้อนชา
    มัสตาร์ด 1 ช้อนชา
    เนยสด 1/4 ถ้วย

    วิธีทำ

    1. ล้าง ทำความสะอาดไก่ ไม่เอาคอและก้นไก่
    2. ใส่เนยลงในกระทะ ตั้งไฟอ่อน พอละลาย ใส่น้ำตาลทรายแดง
    คนพอทั่ว ยกลงเติมเกลือ พริกไทย มัสตาร์ด น้ำส้มคั้น คนให้
    เข้ากัน
    3. เคล้าไก่กับส่วนผสมข้อ 2 หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงใส่
    ถาดอบแล้วราดด้วยน้ำที่หมัก
    4. นำเข้าเตาอบ อบไฟ 375 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 30 นาที
    ระหว่างที่อบให้กลับตัวไก่ และตักน้ำที่หมักราดให้ทั่ว เมื่อสุก
    ยกออกจากเตา
    5. จัดใส่จานราดน้ำที่อบ รับประทานกับผักสด เช่น มะเขือเทศ
    หอมใหญ่ ตกแต่งด้วยผักกาดหอม ส้มเขียวหวาน

    เพียงเท่านี้คุณก็ได้อาหารหลักจานใหญ่ ที่อุดมด้วยโปรตีน แถมกลิ่นหอมผลไม้ เพิ่มสีสันในงานปาร์ตี้คืนนี้ได้ดีทีเดียวค่ะ

  • เต้าหู้ราดเห็ด

    เต้าหู้ราดเห็ด

    เต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าเพราะทำมาจากถั่วเหลือง สามารถนำมาทำอาหารได้หลาบแบบ จะเป็นชนิดรสอ่อน เนื้อนุ่ม สำหรับเด็กหรือผู้สูงอายุ หรือจะนำมาผัดมาแกงรสจัดจ้านสำหรับหนุ่มสาว ก็ทำได้อร่อยทั้งนั้น เต้าหู้ราดเห็ดเมนูเด็ดจานนี้ เป็นอาหารนุ่มๆ รสชาติดี ใช้เป็นกับข้าวได้สำหรับทุกๆ คน และหากคุณเป็นนักมังสวิรัติแล้วด้วยล่ะก็ ห้ามพลาดอาหารอร่อยจานนี้เชียวนะคะ

    เครื่องปรุง
    เห็ดแชมปิญอง 1 ถ้วย
    เต้าหู้ขาวชนิดอ่อน 1 ก้อน
    แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
    เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
    ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
    น้ำซุป 1/2 ถ้วย
    น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

    ** เห็ดแชมปิญองสดจะมีขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านของโครงการหลวง แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ใช้ เห็ดแชมปิญองกระป๋องแทนก็อร่อยเท่ากัน

    วิธีทำ

    1. ล้างเต้าหู้ให้สะอาด หั่น 4 ชิ้นตามยาว ทาด้วยเกลือ
    แล้วนำไปนึ่งให้สุก จัดใส่จานพักไว้
    2. ล้างเห็ดแชมปิญอง ผ่าครึ่ง พักไว้
    3. ใส่น้ำมันลงกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เห็ดแชมปิญอง
    ผัดพอสุก ใส่น้ำซุป
    4. ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ผัดพอทั่วพอเดือดละลายแป้ง
    ข้าวโพดกับน้ำใส่ ผัดให้ข้นเหนียว ปิดไฟตักราด
    บนเต้าหู้นึ่ง พร้อมเสิร์ฟ

  • ซุส เทพเจ้าสายฟ้า ราชาแห่งทวยเทพ อำนาจ ความขัดแย้ง และความรัก

    ซุส เทพเจ้าสายฟ้า ราชาแห่งทวยเทพ อำนาจ ความขัดแย้ง และความรัก

    ในตำนานเทพเจ้ากรีก ซุส เทพเจ้าสายฟ้า เป็นเทพเจ้าสูงสุด ผู้ครองบัลลังก์บนเขาโอลิมปัส เขาทรงมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือเหล่าทวยเทพทั้งปวง แต่กระนั้น ซุสก็ยังมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่หลายประการ

    หลังจากปราบยักษ์เสร็จปราศจากเสี้ยนหนามใด ๆ แล้ว ซุสก็ขึ้นครองบัลลังก์รั้งอำนาจเต็มตลอด 3 ภพ คือสวรรค์ พิภพและบาดาล แต่ซุสก็ตระหนักดีว่า การที่จะปกครองทั้ง 3 ภพและทะเลให้ทั่วถึงมิใช่เรื่องง่าย หาใช่ภาระเล็กน้อยไม่ เพื่อป้องกันการแก่งแย่งและกระด้างกระเดื่อง ซุสจึงจัดสรรอำนาจยอมยกให้เทพภราดรมีเอกสิทธิในการปกครองอาณาเขตดังนี้

    โพไซดอน หรือ เนปจูน หรือ  ได้ครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแม่น้ำทั้งปวง

    ฮาเดส หรือ พลูโต   เป็นเจ้าแห่งตรุทาร์ทะรัส และแดนบาดาลทั้งหมดอันรัศมีของแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องลอดไปถึงเลย ส่วนยูปิเตอร์ หรือ ตัวซุส เองปกครองทั้งสวรรค์และพิภพ แต่ก็มีอำนาจที่จะสอดส่องดูแลกิจการทั่วไปในเขตแดนของเทพภราดรทั้งสองได้บ้าง

    เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ความสงบราบคาบบังเกิดขึ้นตลอดสวรรค์และพิภพเทพทั้งหลายก็ประนีประนอมกันดี ธรรมชาติทั้งมวลก็ประกอบพร้อมแล้ว แม้แต่สถานที่ซึ่งชีวิตฝ่ายกุศลและอกุศลจะพึงดลเมื่อล่วงลับแล้ว
    ก็จัดไว้พร้อมสรรพ

    ซุส

    บทบาทของ ซุส เทพเจ้าสายฟ้า

    หากกล่าวถึงบทบาทของเทพซุสแล้วต้องยอมรับว่า ซุสมีบทบาทขัดแย้งในองค์เองมากที่สุดในบรรดาเทวานุเทวะ ด้วยกันเนื่องจากทรงเป็นมหาเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุด และมีผู้เคารพนับถือโดยทั่วไปเป็นที่ยำเกรงของสามโลก ทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับทรงมีอุปนิสัยเหมือนบุรุษหนุ่มธรรมดา ๆ บางคน นั่นคือ ความเกรงใจที่มอบให้แก่มหาเทวี ฮีร่า ชายาของซุสอย่างมาก หากพูดกันตามประสา ก็คือ “กลัวเมีย”และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ความเจ้าชู้ที่มีอยู่ในตัวมหาเทพซุสนั่นเอง

    ความขัดแย้งอีกประการหนึ่งที่มีอยู่ในตัวมหาเทพองค์นี้ คือ แม้ว่าซุสจะมีอำนาจสูงสุดทั่วสามภพ แต่ไม่อาจใช้อำนาจของตนไปแตะต้องเทพองค์หนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่เทพองค์นั้นก็เป็นเพียงเทวะชั้นรอง และไม่สามารถมาประชันขันแข่งกับซุสเทพบดีได้ เทพองค์นั้นมีนามว่า ชะตาเทพ (Fate) แสดงว่าไม่มีผู้ใดเลย แม้แต่เหล่าทวยเทพจะหาญสู้
    หลีกเลี่ยง หรือก้าวก่ายกับชะตาชีวิตได้

    ด้วยเหคุนี้การที่มหาเทพซุสมีอะไรแย้ง ๆ กันในองค์เอง อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณที่สร้าง เหล่าทวยเทพขึ้นนับถือ มีความเป็นนักปรัชญาอยู่เต็มตัว เขาจึงสร้างทวยเทพของเขาให้ละม้ายแม้นกับมนุษย์ปุถุชน มีทั้งข้อดีและจุดบกพร่อง คุณงามความดีอันสำคัญของมหาเทพซุสเป็นอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ผู้ที่เคารพนับถือซุสเป็นนักปราชญ์มากกว่านักสงคราม

    ก็คือ ซุสทรงรักสัจจะและความเป็น ธรรมอย่างที่สุด ทรงเกลียดชังคนโกงและคนโกหกอย่างที่สุด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อถวายแด่ พระองค์นักกีฬาจึงต้องแข่งกันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

    รูปสลักของซุสเทพบดีมีลักษณะเป็นบุรุษสูงวัย ล่ำสันแข็งแรง พักตร์มีสง่าราศี กอปรด้วยเครายาวและเกศาหยิกสลวย ซุสมี อสุนีบาต หรือ สายฟ้า (Thunder bolt) เป็นอาวุธประจำกาย ทรงเกราะทองประกายวาววับ ซึ่งเกราะทองนี้ไม่มีมนุษย์สามัญจะทน มองได้ แม้แต่ทวยเทพด้วยกันเอง หากไปเพ่งมองแสงเจิดจ้าของเกราะทองเข้าก็ย่ำแย่เช่นกัน ทรงมีพญานกอินทรีเป็นนกเลี้ยง ต้นโอ๊คเป็นพฤกษาประจำองค์ มีมหาวิหารและศูนย์กลางศรัทธาในตัวพระองค์อยู่ที่เมืองโอลิมเปีย

    ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า ซุสเป็นมหาเทพที่เจ้าชู้ที่สุดองค์หนึ่งในวงศ์โอลิมเปี้ยน เรื่องราวความรักของซุสมีมากหลาย เรื่องเป็นตำนานเล่าสืบทอดกันมากมาย

    ซุสเทพบดีออกจะถนัดถนี่ในการล่อลวงสตรีสาวสวยยิ่งกว่า เหล่าเทพองค์ใด ๆ เท่าที่เคยมีมา ทรงปลอมเป็นวัวสีขาวสง่างาม ไปหลอกโฉมงามนางยูโรปาไปเชยชมที่เกาะครีต นอกจากนี้ ยังทรงแปลงเป็นหงส์ไปก้อร่อก้อติกสาวงามนามลีดา (Leda) จนอนงค์นางตั้งครรภ์และคลอดออกมาเป็นไข่ ครั้นไข่แตกออก แทนที่จะเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งหงส์โผล่ออกมาอย่างตำนานทั่วไป กลับกลายเป็นฝาแฝดชายคู่หนึ่ง ได้แก่ คัสเตอร์ (Castor) กับ โพลิดียูซิส (Polydeuses) หรือ พอลลักซ์ (Pallux ) ในภาษา โรมัน สิ่งที่ทำให้ทารกคู่นี้เป็นพยานความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์คือ คนหนึ่งมีกายเป็นอมตะดั่งเทพ แต่อีกคนหนึ่งตายได้ อย่างมนุษย์สามัญธรรมดา

    นอกจาก ฝาแฝดชายคู่นี้แล้ว ลีดายังมีแฝดหญิงอีกคู่หนึ่ง ซึ่งกระเดื่องเลื่องชื่อที่สุดใน ตำนานเทพจ้ากรีกโบราณ หนึ่งนั้นนามว่า เฮเลน เดอะบิวติฟุล ต้นเหตุของมหาสงครามกรุงทรอย อีก หนึ่งคือ ไคลเตมเนสตร้า (Clytemnestra) ซึ่งต่อมาได้เป็นมเหสีของ อกาเมมนอนแห่งไมซีนี่ (ความสัมพันธ์สวาทของนางลีดากับพญาหงส์ปลอมที่มหาเทพซุสทรงจำแลงมานั้น เป็นไปอย่างซ่อนเร้น เพราะลีดาเป็นมเหสีของท้าว ทินดาริอุส (Tindarius) แห่งสปาร์ต้า เมื่อลีดาให้กำเนิดเฮเลนและ ไคลเตมเนสตร้า ทินดาริอุสก็นึกว่าเป็นธิดาของพระองค์)

    https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B8%AA

  • ตำนานเทพเจ้ากรีก ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลก

    ตำนานเทพเจ้ากรีก ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลก

    ตำนานเทพเจ้ากรีกเป็นตำนานที่เล่าขานถึงเรื่องราวของเทพเจ้า เทพี วีรบุรุษ และสัตว์ประหลาดในเทพปกรณัมกรีก ตำนานเหล่านี้ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของวัฒนธรรมกรีกโบราณ

    ตำนานเทพเจ้ากรีกมักสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ความศรัทธา และค่านิยมของชาวกรีกโบราณ ตัวอย่างเช่น ตำนานมักกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้ากับเหล่าอสูรร้าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกลัวและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติของชาวกรีกโบราณ นอกจากนี้ ตำนานยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเทพเจ้ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

    ตำนานเทพเจ้ากรีกมีเนื้อหาที่หลากหลายและน่าสนใจ เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นวรรณกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์มากมาย ตำนานเทพเจ้ากรีกจึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่ยังคงได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน

    ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลกนั้นปรากฏตามบทกวีของฮีสิออดกล่าวว่า ในกาลครั้งอดีตก่อนทวยเทพอุบัตินับยุคไม่ถ้วนมาแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายยังรวมอยู่ในกำพืดอันเดียว ซึ่งเป็นความว่างเปล่าอันปราศจากรูปเท่านั้น เรียกว่า เคออส (Chaos) เป็นความเวิ้งว้างมหึมาหาขอบเขตมิได้

    ต่อมาอีกนับกัปป์ไม่ถ้วน โลกพิภพจึงผุดขึ้นเป็นประดุจฐานอันกว้างใหญ่ไพศาลเพื่อเป็นจอมมารดาของสิ่งทั้งมวล
    เรียกว่า จีอา (Gaea) หรือ จี (GE) ในภาษากรีก เทลลัส (Tellus) ในภาษาโรมัน มีสวรรค์ดาษดาด้วยดาวพราวแพรวล้อมรอบ ซึ่งจะเป็นที่สถิตจีรังกาลของทวยเทพสืบไป สวรรค์นึ้ตามภาษากรีกเรียกว่า อูรานอส (Ouranos) ส่วนโรมันเรียกว่า ยูเรนัส (Uranus)

    ถือกันว่าเป็นจอมบิดาคู่กันกับจีจอมมารดร จอมบิดาและมารดานี้ประกอบด้วยทิพยภาพก็จริง แต่ก็หาสมมติขึ้นเป็นองค์เทพไม่ คงปรากฏแต่ว่ามีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว ลมพายุและภูเขาไฟระเบิดได้

    สถานที่สำคัญและเขาโอลิมปัส ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า โลกที่สร้างขึ้นตามทำนองดังกล่าวนี้มีสัณฐานแบนกลม มีประเทศของตนอยู่กลาง โดยมีห้วงสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน และทะเลนี้ต่อไปออก ทะเลดำ ซึ่งสมัยโน้น เรียกว่าทะเล ยูซินี (Euxine) 2 ทะเลนี้เท่านั้นที่เป็นทะเลที่ชาวกรีกสมัยโบราณรู้จัก

    ภาคเหนือสุดของพื้นพิภพนั้นเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นภูมิลำเนาของชนชาติที่ผาสุขชาติหนึ่ง เรียกว่า ชาติไฮเพอร์โบเรียน (Hyperborean) อาศัยอยู่ในถิ่นลับแล ซึ่งจะไปทางบกหรือทางทะเลก็ไม่ถึงทั้งสิ้น อยู่พ้นเทือกเขาสูงขึ้นไปทางทิศเหนือของดินแดน เฮลลัส (Hellas) ซึ่งเป็นชื่อของประเทศกรีซสมัยโน้น ว่ากันว่าดินแดนของชนชาติไฮเพอร์โบเรียนเป็นดินแดนที่สงบสันติสุข มีแต่ความสบายด้วยประการทั้งปวง ส่วนทางใต้ของพิภพใกล้ กับทางไหลของมหาสมุทรก็มีชนชาติที่ผาสุขและมีคุณธรรมเช่นเดียวกับไฮเพอร์โบเรียนอาศัยอยู่อีกชาติหนึ่ง เรียกว่า
    อีธิโอเพียน (Ethiopion) เป็นที่โปรดปรานของเหล่าเทพยิ่งนัก ถึงกับเหล่าเทพเคยไปร่วมพิธี พลีกรรมและงาน มหกรรมสมโภชของชนชาตินั้นเนือง ๆ

    ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่ง อยู่ทางฟากตะวันตกของโลกริมมหาสมุทรเรียกว่า ทุ่งอีลิเชียน (The Elysian
    Fields) เป็นที่ซึ่งพวกมนุษย์ที่เหล่าเทพโปรดจะได้ไปอยู่ เขาถือว่า ผู้ใดดำเนินวิถีชีวิตด้วยคุณความดีจะได้รับกรุณาโดยเหล่าเทพพาไปให้ได้เสพอมฤตภาพ  คืออยู่ค้ำฟ้าเป็นสุขตลอดกาลในที่นั้นส่วนดินแดนใกล้เคียงแถบตะวันออก และตามริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เป็นที่อยู่ของชนชาติ ต่าง ๆ ที่ชาวกรีกรู้จัก พ้นจากดินแดนเหล่านี้ไปในทะเลตะวันตกล้วนเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์อมนุษย์ และแม่มด ทั้งสิ้น

    ในประเทศกรีซมีภูเขาสูงอยู่หลายลูก ที่มียอดสูงสุดได้แก่ ขุนเขาโอลิมปัส อยู่ในแถบเทสซาลี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกรีซ มียอดสูงสุดเกือบ 2 ไมล์ หรือประมาณ 9,800 ฟุต ดู ตระหง่านเยี่ยมเทียมฟ้า
    ชาวกรีกโบราณถือว่ายอดเขาโอลิมปัสนี้พุ่งขึ้นไปจรดสวรรค์ทีเดียว

    กำเนิดเทพกับการแย่งอำนาจในตำนานเทพเจ้ากรีก

    จีกับอูรานอสเถลิงอำนาจอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส ต่อมาไม่นานก็ให้กำเนิดเทพบุตรและเทพธิดา 12 องค์ 6 องค์เป็นเทพบุตร ทรงนามตามลำดับว่า โอเซึยนัส , ซีอัส ,ครีอัส ,ไอเพอร์เรียน ,ไอแอพิทัส และโครนัส อีก 6 องค์เป็นเทพธิดา ทรงนามว่า อิเลีย ,รีอา ,ธีมิส ,ธีทิส,เนโมซินี และฟีบี เทพและเทวีทั้ง 12 องค์นี้รวมกัน เป็นคณะ เรียกว่า ไทแทน (Titan) หรือเรียกอีกอย่างว่า ไจแกนทีส (Gigantes) ซึ่งเป็นต้นศัพท์คำว่า ไจแอนท์ แต่ละองค์ มีกายใหญ่มหึมา อูรานอสแสนจะเกรง กลัวในความมีกายใหญ่ยิ่ง และทรงพลังของเทพบุตรและเทพธิดาคณะนี้ จึงจับ
    ทั้งหมดโยนลงในเหวลึกใต้บาดาลมืดสนิท เรียกว่า ตรุทาร์ทะรัส (Tartarus) และจองจำ ไว้มั่นคง เพื่อป้องกันมิให้
    เทพกุมารองค์ใดใช้พลังเป็นปฏิปักษ์กับเธอได้

    เมื่ออูรานอสจองจำเทพทั้ง 12 องค์ไว้ ก็ตายใจว่าคงไม่มีองค์ใดหลุดหนีขึ้นมาได้ แต่เหตุจะให้คณะไทแทน ไม่ต้องถูกจองจำอยู่นานอุบัติขึ้น เนื่องจากอูรานอสกับจีให้กำเนิดเทพบุตรอีก 3 องค์เป็นเทพบุตรยักษ์ตาเดียว เรียกว่า ไซคลอปส์ (Cyclops) มีนามตามลำดับว่า บรอนทีส ,สเทอโรพีส และ อาจีส อูรานอสจับเทพบุตรทั้ง 3 โยนลงขังไว้ในตรุทาร์ทะรัส อีก บรอนทีสนั้นคือ ฟ้าลั่น สเทอโรพีสคือ ฟ้าแลบ ส่วนอาจีสคือแสงสว่างวาบ

    เมื่อลงไปถึงที่คุมขังจึงทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วทั้งบาดาล ช่วยให้คณะเทพไทแทนเกิดความกล้าที่จะแสวงความเป็นไท และต่อมาก็มีเทพบุตรของอูรานอสถูกโยนลงไปสมทบอีก 3 นามว่า คอตทัส ,เบรียรูส และไกจีส
    แต่ละองค์มีมือตั้งร้อย

    เจ้าแม่จีไม่พอใจที่อูรานอสปฏิบัติกับลูก ๆ แต่ห้ามเท่าใดอูรานอสก็ไม่ฟัง เจ้าแม่โกรธนักจึงลงไปใต้บาดาล ยุยงลูก ๆ ในคณะไทแทนให้ร่วมคิดกันแย่งอำนาจ บิดาให้จงได้ ในบรรดาเทพไทแทนนี้มีโครนัสน้องสุดท้องคนเดียวที่กล้าจะทำตาม เจ้าแม่จึงปล่อยให้หลุดจากพันธนาการ มอบเคียวเป็นอาวุธ พร้อมทั้งอวยพรให้เธอมีชัย โครนัสถืออาวุธคู่มือเข้าโจมจับบิดาโดยไม่ให้รู้ตัว แล้วขึ้นครองบัลลังก์หมายจะเป็นใหญ่ในจักรวาลชั่วนิรันดร

    ฝ่ายอูรานอสบันดาลโทสะกล้า จึงสาปแช่งโครนัสให้ถูก ลูก ๆ ของตัวเองแย่งอำนาจในกาลภายหน้าเช่นกัน โครนัสไม่แยแสใน คำสาปของบิดา จัดแจงปล่อยเทพภราดรและภคินีให้เป็นไททั้งหมด ทุกองค์แสนจะปิติและรู้คุณ
    โครนัสในการที่หลุดพ้นจากการจองจำได้เป็นไท จึงพร้อมใจกันยอมยกให้โครนัสเป็นใหญ่ปกครองตน

    โครนัสเลือกเทพภคินีองค์หนึ่งคือ รีอา เป็นคู่ครอง และปันส่วนอื่น ๆ ให้เทพภราดรภคินีปกครองโดยทั่วถึงกัน

    โครนัสถูกโค่นเทพบัลลังก์

    โครนัส (Cronus) หรือภาษาโรมันเรียกว่า แซ็ทเทิร์น ดำรงความเป็นใหญ่ในเหล่าเทพทั้งปวงอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัสเป็นสุขสงบมาจนกระทั่งถึงกาล วันหนึ่งมีเทวบุตรองค์หนึ่งเกิดแก่เธอ คำสาปของอูรานอสผุดขึ้น ในความทรงจำทันที เธอจึงรีบไปหาเจ้าแม่รีอาและจับกุมารนั้นกลืนกินเสีย ต่อมาถึงโอรสจะเกิดอีกสักกี่องค์ โครนัส ก็จับกินสิ้นทุกองค์ แม้เจ้าแม่รีอาจะวอนขอให้งดเว้น ไท้เธอก็ไม่ยอมฟัง

    ในที่สุดเจ้าแม่รีอาจึงตั้งปณิธานว่าจะเอาชนะ ไท้เธอด้วยอุบายให้จงได้ ดังนั้นพอประสูติโอรสองค์ใหม่คือ ซุส (Zeus) หรือ ยูปิเตอร์ (Jupiter) ตามภาษาโรมัน เจ้าแม่เธอก็ซ่อนไว้เสีย โครนัสได้ข่าวเทพกุมารองค์ใหม่เกิด จึงรีบมาหมายจะจับกินเสียเจ้าแม่รีอาแสร้งทำเป็นวอนขอพอเป็นพิธี แต่ในที่สุดก็ทำเป็น โอนอ่อนผ่อนตาม เอาก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งห่อผ้าอ้อมเตรียมไว้แล้วส่งให้ พลางทำเป็นเศร้าโศกนักหนา โครนัสไม่ทันดู รับก้อนหิน สำคัญว่าเป็นบุตรจึงกลืนกินแล้วก็กลับไป

    เจ้าแม่รีอาจัดแจงฝากฝังเทพทารกให้อยู่ในความทะนุถนอมกล่อมเลี้ยงของนางอัปสรนีเรียด นางอัปสรจึงพา ซุสไปไว้ในถ้ำบนยอดเขาไอคา ณ ที่นั้น นาง แอมัลเธีย (Amalthea) บุตรสาวของ มิลิสซัส เจ้าครองเกาะครีต ได้รับธุระอนุบาลซุสด้วยนมแพะ นางแอลมัลเธียนี้บางตำนานกล่าวว่าเป็นนางแพะ และว่าภายหลังซุสได้ประสิทธิ์ประสาทให้ เป็นดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งในสวรรค์ เป็นการตอบแทนคุณความดีของนางที่มีแด่ไท้เธอ และประทานเขาข้างหนึ่งให้แก่นางอัปสรที่โอบอุ้มทะนุถนอมไท้เธอมาแต่น้อย เป็นเขาสารพัดนึก ซึ่งนางอัปสรจะนึกเอาอะไรก็ได้ดังประสงค์ รูปเขา บรรจุแพะของมองมูน จึงถือกันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง เรียกว่า เขาแห่งความมากมูน (the hornof plenty) มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

    อนึ่ง เพื่อป้องกันเสียงร้องของเทพกุมารซุส มิให้ดังขึ้นไปถึงโครนัส พวก คิวรีทิส สาวกของเจ้าแม่รีอาซึ่งรับ
    หน้าที่เป็นอาจารย์ของซุส ยังคิดแบบกระบวนเต้นรำแบบหนึ่งประกอบด้วยเสียงประติรพเซ็งแซ่ และเสียงประสาน
    อาวุธสนั่นอึกทึกกลบเสียงของซุสไว้ด้วย

    ฝ่ายโครนัสสำคัญว่าคำสาปของบิดาไม่เป็นผลแล้วก็สิ้นวิตก มิได้แยแสกับเสียงเอ็ดอึงของคิวรีทิส กว่าจะรู้ว่าเป็นเสียงลวงไท้เธอมิให้รู้ ว่าซุสยังดำรงชนม์อยู่ก็สายไปเสียแล้ว ซุสและบิดาประจัญกันอย่างดุร้าย ไม่นานโครนัสก็เป็นฝ่ายปราชัย

    ซุสจึงเข้ายึดอำนาจไพบูลย์ไว้ และหารือเจ้าแม่รีอา ตกลงกันเอาน้ำสำรอกที่นางมีทิส (Metis) ธิดาของโอเชียนัสประกอบขึ้น บังคับให้โครนัสดื่มสำรอกกุมารที่กลีนเข้าไปออกมาหมด ทุกองค์ คือ โปซิดอน, ฮาเดส, เฮสเทีย, ดีมิเตอร์ และ ฮีรา (Poseidon, Hades, Hestia, Demeter, Hera) ตาม ลำดับ ส่วนก้อนหินที่โครนัสถูกหลอกให้กลืนก็สำรอกออกมาด้วย หินก้อนนี้ภายหลังได้เอาไปเก็บรักษาไว้เป็นที่เคารพบูชาแทนองค์ซุส ณ วิหารเดลฟี (Delphi)

    เมื่อยึดอำนาจสูงสุดสำเร็จ ซุสก็เลือกฮีราเทวีภคินีองค์หนึ่งเป็นคู่ครอง และแบ่งสันปันส่วนอาณาเขตให้เทพภราดรปกครองทั่วทุกองค์ ส่วนเทพและเทพีที่เฉลียว ฉลาดที่สุดในเหล่าเทพไทแทน คือ เนโมซินี ,โอเชียนัส และไฮเพอร์เรียน ต่างองค์ต่างก็ยอมอยู่ในอำนาจของซุสโดยดุษฎี

    แต่เทพไทแทนองค์อื่น ๆ ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมด้วยจึงเป็นเหตุให้เกิดศึกใหญ่ขึ้นขับเขี้ยวพันตูกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

    ศึกยักษ์

    ซุสอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส เห็นฝ่ายปัจจามิตรมีจำนวนมากกว่า แต่ละองค์ล้วนทรงพลังน่าเกรงขาม จอมทัพที่เป็นขุนพลใหญ่ของเหล่าเทพไทแทนในขณะนั้นคือ แอตลาส (Atlas) จึงเป็นเหตุให้ไท้เธอหันไปผูกสัมพันธไมตรีกับพวกไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียว ซึ่งยังถูกขังอยู่ในตรุทาร์ทะรัสใต้บาดาล ให้ยักษ์เหล่านี้ประกอบอสุนีบาต สำหรับไท้เธอใช้เป็นอาวุธ แลกกับความเป็นไทในการที่จะได้ปลดปล่อยจากตรุที่คุมขัง

    อาวุธใหม่นี้มีอานุภาพร้ายกาจก่อความตระหนกและสยบสยอนให้เกิดแก่เหล่าเทพไทแทนขัาศึกอย่างใหญ่หลวง
    ถึงจะรวมกันสู้รบอย่างหักหาญสักเพียงใดก็ไม่อาจเอาชนะซุสได้ รบกันอยู่ 10 ปี ในที่สุดพวกไทแทนจึงยอมศิโรราบ รับรองความเป็นใหญ่ของซุส

    เทพไทแทนที่ยอมแพ้บางองค์ก็ถูกทุ่มทิ้งลงจำขังไว้ในตรุทาร์ทะรัสอีกวาระหนึ่ง และตัวแอตลาสเองเมื่อพ่ายแพ้ให้แก่ซุส ก็ถูกลงโทษให้แบกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา

    ส่วนโครนัสหนีเตลิดไปตั้งหลักแหล่งในต่างแดนแคว้นเฮสเพอเรีย คือ อิตาลี เดี๋ยวนี้ และครองความเป็นใหญ่ในประเทศนั้นเป็นสุขสงบสืบมาอีกช้านาน

    ชาวกรีกโบราณเชื่อกันเป็นมั่นเหมาะว่า บริเวณที่เทพทั้ง 2 ฝ่ายกระทำมหายุทธการครั้งนั้น อยู่ในแคว้นเทสซาลีตรงที่มีภูมิประเทศขรุขระลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก ซึ่งเขาว่าเป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพวกเทวดาทุ่มก้อนหินประหัตประหารกันบ้าง ก่อภูเขาขึ้นจะให้ถึงที่ประทับของซุสเพื่อชิงอสุนีบาตบ้าง เป็นต้น

    เมื่อซุสได้เถลิงอำนาจสูงสุดเป็นเทพบดี ณ ยอดเขาโอลิมปัส และเพิกถอนอำนาจของเทพไทแทนหมดแล้ว ก็นึก กระหยิ่มว่า จะได้ครองไอศวรรย์แห่งทวยเทพอันช่วงชิงไว้ได้โดยมิชอบด้วยความสงบราบคาบสิ้นเสี้ยนหนาม
    ที่ไหนได้ เจ้าแม่จีปฐพีเทวียังคุมแค้นหมายจะลงทัณฑ์ซุสที่ล่วงสิทธิโดยชอบธรรมของเทพไทแทนโอรสของเจ้าแม่ ให้สาสมกับความแค้นจึง เนรมิตอสูรขึ้นตนหนึ่ง เรียกว่า ไทฟอน (Typhon) เป็นยักษ์ดุร้ายมีกายประกอบด้วย หัวมังกรนับร้อย มีเปลวไฟพวยพุ่งออกจากดวงตา จมูกและปาก แผดเสียงก้องกัมปนาทอยู่เนืองนิตย์

    ยังความ สยบสยอน ให้บังเกิดแก่ทวยเทพ ถึงแก่หนีเตลิดจากเขาโอลิมปัสไปหลบซ่อนในอียิปต์ตามกัน มิหนำซ้ำอารามที่กลัวจัดเกรงอสูรมหาวินาศจะตามไป เทพเหล่านั้นยังจำแลงองค์ เป็นสัตว์นานาชนิดด้วยเพื่อมิให้อสูรจำได้ ซุสจำแลง เป็นแกะ ส่วนฮีราจำแลงเป็นโค

    ถึงอย่างไรก็ดี ในไม่ช้าราชาแห่ง ทวยเทพก็เกิดความละอายในการหลบหนีอย่างขลาดกลัวของไท้เธอ ซุสจึงกลับคืนสู่เขาโอลิมปัสด้วยความมั่นหมายจะฆ่ายักษ์ไทฟอนด้วยอสุนีบาตให้จงได้ การสู้รบ ดำเนินไปเป็นเวลานาน

    ในที่สุดซุสก็ประหารศัตรูลงได้ แต่ไม่นานก็มียักษ์อีกตนหนึ่งอุบัติขึ้นโดยการเนรมิตของ เจ้าแม่จี ชื่อว่า เอนเซลาดัส (Enceladus) เข้าต่อรบกับซุสเพื่อแก้แค้นแทนไทฟอน ซุสจับ เอนเซลาดัสได้ล่ามโซ่แน่นหนาขึงพืดตรึงไว้ใต้ภูเขาเอตนา แต่กว่าจะสงบเงียบเอนเซลาดีสก็คำรนคำรามแผดเสียงกึกก้อง กระเหี้ยน กระหือรือและครวญครางพิลึกพิลั่นอยู่ช้านาน บางทีก็พ่นไฟขึ้นหวังจะทำอันตรายเทพบดีผู้พิชิตตนอีกด้วย

    ต่อมากาลผ่านไปเอนเซลาดัสจึงหยุดสำแดงฤทธิ์อาละวาด เพียงแต่ขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราวเท่านั้น นิยายอิทธิฤทธิ์ตอนนี้เป็นตอนที่คนโบราณผูกขึ้นอธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับภูเขาไฟระเบิด
    และแผ่นดินไหวนั่นเอง

    https://en.wikipedia.org/wiki/Greek_mythology

  • วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 6 เรื่อง นิทาน “จามเทวี”

    วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 6 เรื่อง นิทาน “จามเทวี”

    วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 6 เรื่อง นิทาน “จามเทวี”
    วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีทั่วประเทศ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือตอนบนหรือล้านนาไทย
    วรรณกรรมเรื่องนั้นก็คือ “เรื่องเกี่ยวกับพระนางจามเทวี”
    ถ้าหากว่าเราจะไปอ่านหนังสือที่เป็นวรรณกรรมเรื่องนี้
    ก็จะมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ “จามเทวีวงศ์”
    ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทยมีภาษาบาลีกำกับเอาไว้ด้วย
    ท่านที่เป็นพระภิกษุอ่านก็จะมีความพอใจ
    ส่วนท่านที่ไม่ทราบภาษาบาลีก็ไม่เป็นไรก็พออ่านได้
    แต่ผมจะไม่กล่าวถึงเรื่องจามเทวีวงศ์ที่เป็นหนังสือเล่มนั้น
    จะกล่าวถึงจามเทวีวงศ์ที่เป็นวรรณกรรมของชาวบ้าน
    ที่ชาวบ้านเขาเล่าต่อกันมาจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่
    จังหวัดลพบุรีขึ้นไปจนถึง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องชาวบ้าน
    เพราะฉะนั้นหลายตอนอาจจะแตกต่างจากที่ปรากฏในหนังสือจามเทวีวงศ์

    ในเรื่องจามเทวีวงศ์ เริ่มแรกที่สุดเล่าถึงว่า
    เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ณ
    สถานที่แห่งนั้นพระพุทธเจ้าทรงฉันสมอ สมอ หรือ ลูกสมอ ทางภาคกลางเรียกว่า
    “สมอ” ทางภาคอีสานเรียกว่า “บั๊กส้มม๊อ” แต่ถ้าเป็นทางล้านนาทางเชียงใหม่
    ลำพูน เราเรียกว่า “ต้นบันนะ” ถ้าเป็นภาษาบาลีใช้คำว่า “หะรีตะกะ” คำว่า
    “ฉัน” ใช้คำว่า “ภุญชัยยะ”
    เพราะฉะนั้นบริเวณที่พระพุทธองค์เสด็จฉันสมอจึงมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่า
    “หะริตะกะภุญชัยยะ” ซึ่งเรียกนานๆเข้าก็กร่อนเสียงไปกลายเป็น “หริภุญชัย”
    บริเวณที่พระองค์ฉันสมอและทรงวางเม็ดสมอไว้ตรงนั้น ฤาษีตนหนึ่งชื่อว่า
    “สุเทวฤาษี” ก็เลยมาจัดการสร้างเมืองขึ้นบริเวณนั้น แล้วให้ชื่อเมืองว่า
    “หริภุญชัย”

    เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วฤาษีก็มิได้คิดครองเมืองเอง
    แต่ฤาษีได้ส่งฑูตคนหนึ่งซึงภาษาบาลีใช้ชื่อฑูตว่า “คะวายังฑูตังนามัง”
    จึงให้ฑูตมีนามว่าตาคนนี้เดินทางไปละโว้เพื่อเชิญเจ้าเมืองละโล้มาครองหริภุญชัย
    เจ้าเมืองละโว้เป็นคนที่เรียนทางด้านรัฐศาสตร์ อาจจะจากสำนักสมอคอน
    จังหวัดลพบุรีก็ได้ เจ้าเมืองละโว้จึงมีความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์มาก
    เมื่อฑูตไปถึงก็ปรากฏว่าเจ้าเมืองละโว้ยังผนวชอยู่
    ยังบวชอยู่มาครองเมืองหริภุญชัยไม่ได้ แต่โปรดให้พระชายาคือ
    “พระนางจามเทวี” มาครองเมืองหริภุญชัยแทน

    พอถึงตรงนี้ก็น่าจะดูชื่อคำว่า ” จามเทวี” กันสักนิดหนึ่ง
    คำที่น่าสนใจมากก็คือคำว่า “จาม” นั้นเป็นเสียงครึ่งระเบิดครึ่งเสียดแทรก
    ดูกันจริงๆแล้ววเสียงคำว่า “จาม” เป็นคำว่า “สยาม” คำว่า
    “ฉาน”

    มันมีความเกี่ยวข้องในกลุ่มชนเผ่าสยามหรือคนเผ่าไทยในปัจจุบันมากทีเดียว
    ที่สำคัญคือพวกสยามพวกนั้น พวกจาม พวกสยาม พวกชาน
    บางส่วนก็เข้าไปอยู่ในประเทศอินเดีย ชาวอินเดียเรียกพวกนี้ว่า สยาม
    แต่แขกในประเทศอินเดียสมัยก่อนหรือสมัยนี้ก็แล้วแต่ออกเสียง ส
    ข้างหน้าไม่ชัด จะต้องเอาเสียง อ มานำ ตัวอย่างเช่นคำว่า “สตรี”
    แขกก็ออกไม่ได้ก็มักออกเป็น “อิสตรี” ออกนานๆก็กลายเป็น “อิตถี”ด้วยซ้ำ
    ในขณะเดียวกันแขกออกชื่อลุ่มแม่น้ำสินธุ แบบที่เราออกไม่ถนัดจะออกเป็น
    “อินดู” หรือ “อินเดส”

    เพราะฉะนั้นในแผนที่ภาษาอังกฤษของประเทศอินเดียจึงเขียนชื่อแม่น้ำสินธุเอาไว้ว่า
    ” INDES” ฉะนั้นเวลาที่พวกสยามเข้าไปอยู่ในประเทศอินเดียก็เรียก สยาม
    ไม่ได้ ก็จะเอาเสียง อ นำเสียง ส ก็เกิดเป็น “อัสสะยัม”
    เรียกนานเข้าก็กลายเป็นคำว่า “อัสสัม” ไปได้เช่นเดียวกัน ขนาดคำว่า
    “อัสสัม” แขกยังออกเสียงไม่ค่อยจะได้ดีนักเพราะเสียง ส
    ที่เป็นเสียงเสียดแทรกที่ปุ่มเหงือกนั้นแขกออกไม่ค่อยจะถนัด
    ก็มักจะเปลี่ยนเสียง ส ให้เป็นเสียง ห เสียงเหอะ
    ซึ่งเป็นเสียงเสียดแทรกที่ลำคอ จากคำว่า “อัสสัม”ก็กลายเป็นคำว่า “อะหัม”
    ก็กลายเป็นคำว่า “อาหม” ในภาษาของเรา ดังนั้นก็แปลว่า คำว่า
    “อาหม”กับคำว่า “จาม” ก็เป็นคำเดียวกันเพียงแต่กลายไปกลายมา
    ท่านอย่าไปคิดมาก เสียง ส เสียง ห เปลี่ยนกันได้เสมอ
    ลองฟังคนทางเชียงใหม่เขาพูดว่า “เอาไปเสีย” เขาจะพูดว่า “เอาไปเหีย”
    สังเกตไหมว่าเสียง ส เสียง ห เปลี่ยนกันได้เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมา
    เป็นอันว่าเจ้าเมืองละโว้ก็ให้พระนางจามเทวีไปครองเมืองหริภุญชัย
    พระนางจามเทวีก็เดินทางจากเมืองละโว้มาทางเรือโดยลงแม่น้ำลพบุรีไปต่อเข้าที่แม่น้ำเจ้าพระยา
    จากแม่น้ำเจ้าพระยาก็ต่อเข้ามาถึงนครสวรรค์ปัจจุบัน
    ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีชื่อ พอถึงนครสวรรค์พระนางจามเทวีก็ขึ้นไปตามลำน้ำปิง
    ท่านที่มาจากนครสวรรค์หรือท่านที่จะมาพิษณุโลกก็จะต้องผ่านลำน้ำปิง
    เลยโรงเรียนนวมินทราก็เป็นลำน้ำปิง พระนางจามเทวีก็ไปสายนั้นล่ะ
    ลำน้ำตรงบริเวณนั้นมันคดไปคดมาตั้งเก้าครั้ง จึงได้ตั้งชื่อบริเวณนั้นว่า
    “เก้าเลี้ยว” เพราะต้องเลี้ยวถึงเก้าครั้ง ปัจจุบันก็คือ อำเภอเก้าเลี้ยว
    จังหวัดนครสวรรค์ นี่ก็เป็นการบอกชื่อสถานที่ว่ามันมีที่มาอย่างไร
    วิชาที่บอกชื่อสถานที่ เรียกเป็นภาษาคติชนวิทยาว่า “วิชาภูมินามวิทยา”
    เป็นอันว่าถึงเก้าเลี้ยว พระนางจามเทวีก็ผ่านไปทาง “บางตาหงาย”
    “ดงแม่นางเมือง” ทางบรรพตพิสัย แต่ก่อนไม่มีชื่อพวกนี้
    เข้าไปถึงขาวรลักษบุรีออกไปทางคลองขลุง แล้วก็เข้าสู่กำแพงเพชร
    แต่ก่อนยังไม่มีกำแพงเพชร แต่ก็มีชื่อเกี่ยวกับนิทาน
    ตำนานของพระนางจามเทวีอยู่หลายที่ เช่น บ้านปากอ่าง ท่าเสากระโดง
    ท่านที่อยู่ที่กำแพงเพชรก็คงจะสืบค้นดู
    จากกำแพงเพชรเรือก็ขึ้นไปตามลำน้ำปิงตามลำดับ
    ถึงสถานที่แห่งหนึ่งห่างจากกำแพงเพชรไปประมาณ ๖๘ กิโลเมตรไปถึง ณ
    สถานที่นั้นก็เกิดฝนตก ฝนตกอยู่พักใหญ่ก็หยุดตก
    เสื้อผ้าของพระนางจามเทวีก็เปียก พอแดดออกที่หลังจากฝนตก
    พระนางจามเทวีก็เอาเสื้อผ้าออกตาก
    บริเวณที่พระนางจามเทวีเอาเสื้อผ้าตากนั้นก็ชื่อว่า “บ้านตาก”
    ปัจจุบันก็เป็น อำเภอบ้านตาก จังหวดตากซึ่งอยู่ห่างจาก
    อำเภอเมืองตากไปประมาณ ๒๓ กิโลเมตร แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ก็คือว่า
    ตากผ้ากันไปตากผ้ากันมาผ้าก็ไปแห้งที่ ตำบลระแหง อำเภอเมืองตาก
    สงสัยเรือจะย้อนไปย้อนมาหรือเปล่าก็ไม่ปรากฏ
    ทางนิทานพื้นบ้านเขาว่าไว้อย่างนั้นว่าที่เสื้อผ้าของพระนางจามเทวีตากเอาไว้แห้งก็ให้ชื่อว่า
    “ระแหง” คือ ตำบลระแหง อำเภอเมืองตาก พระนางจามเทวีก็เดินทางต่อไป
    มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
    พระนางจามเทวีมีความเหงาคิดถึงพระสวามีที่เมืองละโว้
    เหงามากเลยในบริเวณนั้น
    เขาก็เลยตั้งชื่อบ้านนั้นตามอาการของพระนางจามเทวีว่า “จามเหงา” เสียง จ
    ก็เปลี่ยนเป็นเสียง ส ดังที่ได้กล่าวไว้ จากคำว่า “จามเหงา” ก็กลายเป็น
    “สามเงา” ก็เป็นชื่อ อำเภอสามเงา
    จังหวัดตากในปัจจุบันซึ่งห่างจากบ้านตากขึ้นไปประมาณ ๓๗ กิโลเมตร
    แต่ถึงอย่างไรก็ดีตำนานเกี่ยวกับสามเงาของชาวสามเงา อำเภอ
    สามเงาก็มีเฉพาะของเขา
    จะเป็นเรื่องว่าด้วยเงาของพระพุทธรูปที่อยู่ที่หน้าผา
    เมื่อพระนางจามเทวีเดินทางขึ้นไปตามลำน้ำปิงต่อไปอีก
    ก็ไปถึงบริเวณหนึ่ง บริเวณนั้นเป็นบริเวณที่แห้งแล้ง เป็นดงแต่แห้งแล้ง
    ข้าวปลาอาหารแทบไม่มีให้กินเลย เกิดความอดยากอย่างรุนแรง คำว่า
    “อดยากอย่างรุนแรงมาก”เขาใช้คำว่า”แจม”
    พระนางจามเทวีจึงตั้งชื่อสถานที่แห่งนั้นว่า “แม่แจ่ม” ปัจจุบันก็คือ
    อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ อดอยากมากๆเข้าคงไปไม่ไหวแน่
    พระนางจามเทวีจึงลี้ไพร่พลเดินทางไปตามลำน้ำลงมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่งมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
    ไพร่พลทั้งหมดจึงได้กินข้าวปลาอาหารรอดตาย พระนางจามเทวีก็อุทานออกมาว่า
    “ฮอด” แปลว่า รอดตายแล้วคราวนี้ ปัจจุบันสถานที่นั้นก็คือ อำเภอฮอด
    จังหวัดเชียงใหม่ จากอำเภอฮอดก็ไต่ลำน้ำมาจนถึง “จอมทอง”
    จากจอมทองเข้ามาลำน้ำลี้ต่อมาลำน้ำกวงเข้ามาหริภุญชัย
    พระนางจามเทวีก็อยู่เมืองหริภุญชัยอย่างเป็นสุข

    เวลาที่พระนางจามเทวีเดินทางมานั้น พระนางจามเทวีทรงตั้งครรภ์
    แล้วคลอดออกมาก็มีโอรสสององค์ องค์โตชื่อ “มหันตยศ” องค์เล็กชื่อ
    “อนันตยศ” เป็นโอรสแฝด พระนางจามเทวีทราบดีว่า
    ถ้าให้โอรสทั้งคู่อยู่ด้วยกันต้องทะเลาะแย่งชิงอะไรกันแน่
    ฉะนั้นพระนางจามเทวีเดินทางมาสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่ง
    โดยเดินทางลงมาทางใต้จากหริภุญชัย
    เดินทางมาเจอสถานที่แห่งหนึ่งทางมันแยกออกเป็นสองแพ่ง
    มิทราบว่าจะเดินทางไปทางไหนดีจนเกิดการถกเถียงกันมากที่เดียว
    บริเวณนั้นจึงมีชื่อเมืองเป็นภาษาบาลีว่า “เววาทะภาษิตนคร”
    เถียงกันไปเถียงกันมาตกลงกันไม่ได้ก็เลยลองเดินดูว่าจะไปทางไหนดี
    ตรงนั้นก็เลยชื่อว่า “เมืองลอง” ปัจจุบันก็คือ อำเภอลอง จังหวัดแพร่
    เดินกันไปเดินกันมาก็ไปถึงลำปางสังเกตดูเส้นทางมันย้อนชอบกล
    ขึ้นไปถึงบริเวณที่เป็นเมืองๆหนึ่งมีไก่เยอะ เป็นนครเดิมที่เรียกว่า
    “นครกุ๊กๆไก่เอิ่ก” กุ๊ก กุ๊ก ตะ ภาษาบาลีแปลว่า ไก่กุ๊กไก่เอิ่ก
    ก็คือเมืองที่ไก่ขันอยู่
    พระนางจามเทวีก็เลือกบริเวณที่เป็นม่อนพญาแจ้หลายอย่าง
    ดูภูมิประเทศเสร็จเรียบร้อยจึงให้สร้างเมืองที่นั้นแล้วให้ชื่อเมืองนั้นว่า
    “เขลางนคร” หรือลำปาง
    ตรงนี้ถ้าจะวิเคราะในเชิงภาษาความเกี่ยวพันระหว่างคำว่า “ละโว้” หรือ
    ลพบุรี กับลำพูน ลำปาง ลำพูนไปยังหริภุญชัยนั้นต่อเนื่องกัน ดูคำว่า
    “ละโว้” หรือ “ละพะปุละ” ละพะปุละ แปลว่า กำแพง ละพะปูน จาก
    ละพะปูนเรียกนานๆเข้าก็กลายเป็น ลำพูนได้
    เพราะฉะนั้นชื่อเมืองลำพูนมันมีที่มาทาง ละพะปุระ ละพะปูน หรือ
    ลพบุรีก็อาจจะเป็นไปได้ หรือถ้าจะดุอีกแง่หนึ่งในเชิงภาษาของเมืองลำปาง
    ลำปาง เสียง ล เสียง ป เสียงเปอะในภาษาล้านนามันตรงกับเสียง พ
    เพราะฉะนั้นละปะ ละปูน ลำปางก็มีทางเป็นไปได้เหมือนกัน

    คราวนี้ก็มาถึงเมื่อพระนางจามเทวีมาครองเมืองหริภุญชัยนั้น
    ข่าวความงดงามและความเฉลียวฉลาดของพระนางจามเทวีนั้นก็เลื่องลือไปไกลจนถึงขุนหลวงวิลังคละ
    คาดว่าอยู่บริเวณภูเขาสูงเขต อำเภอเสมิง จังหวัดเชียงใหม่

    ขุนหลวงวิลังคละเมื่อทราบข่าวความงดงามของพระนางจามเทวีก็จัดการยกลี้พลขึ้นมาตั้งทัพอยู่บริเวณเชิงดอย
    ซึ่งน่าจะเป็นดอยสุเทพ แต่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อ
    ตั้งทัพอยู่ที่นั้นแล้วก็ขว้างอาวุธเข้ามาในเมืองลำพูน
    จากเชิงดอยสุเทพตักตรงเข้าลำพูนก็ประมาณ๒๖กิโลเมตร
    ขว้างเข้ามาด้วยกำลังแขนยังกับปืนใหญ่ขนาดสำคัญๆทีเดียว
    อาวุธที่ขว้างเข้ามานั้นชื่อว่า “เสน่า” ก็คือ หอกสั้นนั้นเอง
    ขว้างเข้ามาพร้อมกับจดหมาย ในจดหมายนั้นระบุว่า

    “ที่เรายกกองทัพมาคราวนี้ก็ไม่ได้ต้องการเข้าโจมตีเมืองลำพูน
    แต่เราต้องการพระนางจามเทวีไปเป็นชายา
    ถ้าแม้นพระนางจามเทวียอมไปเป็นชายาเรา
    เราก็จะไม่ยกทัพเข้าไปโจมตีเมืองลำพูน
    แต่ถ้าไม่ยอมเราก็จะขว้างอาวุธเข้าเมืองลำพูน”

    พระนางจามเทวีนั้นเห็นว่าขุนหลวงวิลังคละมีกำลังมากมายนักหนาเกินคนธรรมดาเห็นว่าหริภุญชัยจะสู้ไม่ไหวแน่
    ก็เลยเขียนราชสาส์นตอบกลับไปว่า ” เรายินดีเป็นชายาของท่าน
    แต่วันนี้เรามาพบท่านมิได้ประชวรด้วยโรคพระลำดับเดือน
    แต่เราได้ฝากเครื่องอุปโภคบริโภคมาให้ท่าน
    เมื่อท่านได้รับแล้วก็จงรีบใช้รีบกินทันที
    เมื่อกินเมื่อใช้แล้วจงเขียนจดหมายขว้างมาให้เรา
    พระนางจามเทวีก็จัดเอาผ้านุ่งของพระนางที่ติดกับประจำเดือนมาพับเป็นหมวกอย่างสวมก็เป็นเครื่องอุปโภคให้ขุนหลวงวิลังคละสวม
    ขณะเดียวกันก็นำพลูนำหมากเข้ามาจีบ
    แต่ก็คงจะนำไปทำแบบสกปรกหน่อยคือติดประจำเดือนอะไรทำนองนี้
    จีบหมากจีบพลูเสร็จก็เอาใส่พานหมากไปขึ้นคานหาบแบกแห่ไป
    มีขบวนฟ้อนไปให้เจ้าคะมุ
    เจ้าคะมุตั้งทัพรับอยู่พอได้ยินเสียงฟ้อนมาก็เอาขบวนฟ้อนออกมารับด้วย
    รับไปเสร็จอ่านจดหมายก็มีความดีใจจัดการกินหมากทันทีแล้วก็เอาหมวกขึ้นไปสวมหัว
    พอสวมหมวกกินหมากซึ่งพระนางจามเทวีทำเอาอาถรรพ์มาเท่านั้นวิทยาคมก็สื่อมไป
    ขุนหลวงวิลังคละก็จัดการเขียนจดหมายตอบไปว่า ”
    บัดนี้เราได้กินได้ใช้สิ่งที่ท่านได้ให้มาแล้ว”
    จดหมายนั้นก็ติดไปกับเสน่าพุ่งเข้าใส่เมืองลำพูน
    พระนางจามเทวีได้อ่านจดหมายแล้วก็ยกกองทัพออกไป ที่ยกทัพออกไปก็เพราะว่า
    พอขุนหลวงวิลังคละสวมหมวกแล้วกินหมากแล้วพุ่งเสน่าออกมานั้นมันไม่ถึงเมืองลำพูน
    แต่มันไปตกบริเวณที่หนองน้ำ เรียกว่า “หนองเสน่า” ในปัจจุบัน
    แล้วก็มีคนมาเอาจดหมายไปให้พระนางจามเทวีอ่าน
    พระนางจึงทราบว่าขุนหลวงวิมังคละหมดวิทยายุทธ์แล้ว
    ก็ยกทัพออกขับไล่ขุนหลวงวิมังขละย้อนกลับขึ้นไปทางเหนือบนภูเขาตามเดิม
    ถ้าเราอยากดูรูปร่างขุนหลวงวิมังคละก็ไม่ยาก
    ถ้าแม้นมีโอกาสไปที่เชียงใหม่ ก็นั่งรถสายเชียงใหม่ไปทางอำเภอหางดง
    อำเภอสันป่าตอง อำเภอฮอด ก็ได้
    ยังไม่ทันหมดเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ก็จะถึงอำเภอแม่เฮียก
    ที่ตรงนั้นจะมีหมู่บ้านชื่อหมู่บ้าน “บ้านฝิน”
    เลี้ยวทางขวามือไปจะเห็นว่ามีพระพุทธรูปขาวองค์ใหญ่ประทับอยู่บนภูเขา
    นั้นคือวัดพระธาตุดอยคำ
    เมื่อขึ้นไปก็จะพบรูปปั้นของขุนหลวงวิมังคละถือเสน่า นัยน์ตาหม่นหมอง
    มองไปทางทิศที่จะไปสู่เมืองลำพูน
    แสดงว่าคงคิดถึงพระนางจามเทวีเป็นอันมากแต่มิทราบว่าจะทำประการใดก็ยกทัพกลับไป
    ตำนานของพระนางจามเทวีที่นำเสนอในครั้งนี้ส่วนใหญ่มาจากคำบอกเล่า
    ถ้าท่านอ่านจากหนังสือจามเทวีวงศ์ก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากที่ได้กล่าวอยู่หลายประการซึ่งเป็นสำนวนอันแตกต่างกัน

     

  • ประตูรั้วบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ย ความเชื่อที่อาจนำไปสู่ปัญหา

    ประตูรั้วบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ย ความเชื่อที่อาจนำไปสู่ปัญหา

    ประตูรั้วบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ย ความเชื่อที่อาจนำไปสู่ปัญหา รั้วบ้านหรือกำแพงรั้วนั้น เป็นเพียงเส้นกั้นที่แบ่งหรือบ่งบอกให้รู้ถึงอาณะเขตของเนื้อที่ดิน หรืออาณาเขตของความเป็นเจ้าของ ประตูรั้วจึงไม่ถือเป็นประตูบ้านและไม่ได้อยู่ในกฏเกณฑ์ข้อบังคับของศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย การกำหนดตำแหน่งของประตูรั้วจะกำหนดไว้ตรงส่วนใดของรั้ว อยู่ด้านทิศไหน ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อทิศทางของบ้านที่มีอยู่เดิมแต่อย่างใด

    ในสมัยโบราณ คนปลูกบ้านอยู่ไม่จำเป็นต้องมีรั้วบ้านก็อยู่กันตามปกติได้ แม้ปัจจุบันนี้หากจะสร้างบ้านขึ้นมาโดยไม่มีรั้วบ้าน ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อฮวงจุ้ยของที่ดิน เป็นเพียงความรู้สึกในด้านจิตใจหรือความสบายใจที่อยากให้มีบ้านมีอาณาบริเวณ หรือสัดส่วนที่แน่นอน เพื่อป้องกันการรุกล้ำ หรือรบกวนการครอบครองกรรมสิทธิ ในที่ดิน

    จากกระแสความนิยมในศาสตร์ด้านฮวงจุ้ย ทำให้ผู้นำศาสตร์ฮวงจุ้ยไปประยุกต์ใช้ แม้แต่การออกแบบรั้วบ้านวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำรั้วหรือประตูรั้ว หรือแม้แต่การห้ามหรือแนะนำมิให้ใช้รั้วที่มีลูกดอก หรือลูกศรชี้ลงล่างเพราะจะหมายถึงความตกต่ำในชีวิต หรือ โชคชะตา ลูกศรไม่ควรชี้เข้าด้านในบ้าน เพราะจะทำให้เกิดลักษณะของลูกศรที่แหลมคม พุ่งแทงเข้าใส่บ้าน ซึ่งจะสร้างปัญหาเดือดร้อนแก่สมาชิกในบ้าน เหล่านี้เป็นต้น

    เนื่องจากคนเราทุกคน มีพื้นฐานของโชคชะตาที่แตกต่างกัน ในยามที่เข้าเคราะห์อาจเจอปัญหา เจออุปสรรค หากช่วงจังหวะเคราะห์หนักอาจพบกับปัญหา เลือดตกยางออก ดังนั้นเมื่อเห็นบ้านตรงกันข้ามทำรั้ว หรือกำแพงรั้ว ในลักษณะที่เป็นลูกศรพุ่งเข้าใส่ ก็สันนิษฐานว่านั่นคือ สาเหตุของปัญหาทั้งหมด ก็จะทำรั้วในลักษณะดังกล่าวโต้ตอบกลับ หรือไม่ก็ไปนำเอาหอกที่มี 3 ง่าม โมบายประเภท 5 ตัน 6 กลวง ครุฑ กระจกโป๊ยก่วยเป็นต้น มาติดเอาไว้ เนื่องจากการไม่รู้กฏเกณฑ์ของฮวงจุ้ยอย่างเพียงพอ ทำให้จากมิตรสามารถกลายเป็นศัตรูได้

  • คำสาปฟาโรห์ ตัวละครทั้ง 7 ที่น่าจดจำ

    คำสาปฟาโรห์ ตัวละครทั้ง 7 ที่น่าจดจำ

    คำสาปฟาโรห์  การ์ตูนยอดฮิตจากอดีตถึงปัจจุบัน เรื่องราวคำสาปย้อนยุคแห่งลุ่มน้ำไนล์ การย้อนอดีตสู่ยุคอียิปต์โบราณ โดยมีแม่น้ำไนล์เป็นเสมือนไทม์แมชชีน จุดเริ่มต้นแห่งความรักโรแมนติก ระหว่างนักศึกษาสาวยุคปัจจุบันผู้หลงใหลตำนานอียิปต์โบราณกับฟาโรห์หนุ่มผู้ทรงอำนาจแห่งอียิปต์
    คำสาปฟาโรห์
    คำสาปฟาโรห์ หรือชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ Ouke no Monshou ผลงานจาก Chieko Hosokawa นักเขียนการ์ตูนเลือดกรุ๊ป B ชาวโอซาก้า เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในนิตยสาร Princess ปีค.ศ. 1976 และได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก ชื่อสากลที่รู้จักกันทั่วไป เช่น The Crest of the Royal Family หรือ The Royal Crest หรือ Daughter of the Nile เคยได้รับรางวัล Shogakukan Manga Award ครั้งที่ 36 ประจำปีค.ศ. 1991 ในประเภทการ์ตูนผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีการสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นในปี ค.ศ. 1988 สำหรับในประเทศไทยนับได้ว่าเป็น การ์ตูนผู้หญิงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีต จนมาถึงปัจจุบันก็ยังมีผู้ติดตามอยู่ โดยมีการรวมเล่มตีพิมพ์ออกมาหลายครั้ง ซึ่งผู้ได้รับลิขสิทธิ์ยังคงเป็นสำนักพิมพ์ Princess Comics เช่นเดิม

    แครอล นักศึกษาสาวผมทองจากครอบครัวเศรษฐีอเมริกัน ผู้รักในประวัติศาศตร์อียิปต์โบราณ ได้เดินทางมาศึกษาที่ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เธอได้พบกับสุสานมัมมี่เก่าแก่ ทีมงานสำรวจล้วนต้องคำสาปรวมทั้งแครอลและพ่อของเธอที่เป็นผู้สนับสนุน ทีมสำรวจ แครอลถูกคำสาปของไอซิสนักบวชหญิงแห่งอียิปต์โบราณ ที่ทำให้เธอต้องย้อนอดีตกลับไปยุคฟาโรห์เมมฟิสเมื่อตกลงไปในแม่น้ำไนล์

    ณ ดินแดนอียิปต์โบราณ แครอลถูกสายน้ำพัดพามาติดยังริมฝั่งแม่น้ำไนล์ เธอต้องซ่อนผิวขาวนวลและผมสีทองสวยไว้ใต้ผ้าคลุมและรวมกลุ่มทำงานไปกับพวกทาส วันหนึ่งแครอลได้พบกับฟาโรห์เมมฟิส กษัตริย์หนุ่มรูปหล่อ เมมฟิสสนใจในตัวแครอลที่มีผมสีทองตาสีฟ้ามาก สร้างความขุ่นเคืองให้กับไอซิส พี่สาวของเมมฟิสที่หลงรักน้องชายตนเองเป็นอย่างมาก แครอลได้มีโอกาสช่วยชีวิตเมมฟิสจากพิษงูเห่า เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้เมมฟิสหลงใหลในตัวแครอลจนถึงขั้นจะแต่งงานด้วย แต่ด้วยความดื้อดึงของแครอล จึงถูกเมมฟิสแกล้งส่งตัวไปทำงานหนักในทะเลทราย แต่ก็ยังเป็นห่วงโดยส่งอูนัสทหารรับใช้ไปคอยดูแลที่ทะเลทรายอันแห้งแล้ง แครอลได้ใช้ความรู้ที่เธอมีมาจากศตวรรษที่ 21 ช่วยทำประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ประชาชนต่างรักเธอจนถึงกับยกย่องให้เป็น เทพธิดาแห่งแม่น้ำไนล์ ชื่อเสียงและความงามของแครอล โด่งดังไปทั่วลุ่มน้ำไนล์ รวมทั้งประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนเป็นจุดกำเนิดแห่งการลักพาตัวและช่วงชิงอำนาจ โดยมีธิดาแห่งไนล์ เป็นดังสัญลักษณ์แห่งอำนาจนั้นเจ้าชายอิสมิล รัชทายาทเมืองฮิทไท ผู้ซึ่งเคยวางแผนฆ่าเมมฟิสด้วยงูเห่า เนื่องจากโกรธแค้นที่ไอซิสพี่สาวเมมฟิส สังหารเจ้าหญิงมิดามอนผู้เป็นน้องสาวเสียชีวิต ได้ลักพาตัวแครอลไปเพื่อแก้แค้นเมมฟิส แต่เจ้าชายอิสมิล กลับหลงรักแครอลเอง เมื่อแครอลกลับไปยังอียิปต์ ยังได้ส่งรูก้าทหารคนสนิทตามไปคอยดูแลอารักขา…


    นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แสนยาวเหยียดที่ยังไม่รู้จุดจบของ Chieko Hosokawa มีการลักพาตัวแครอลไปยังเมืองต่าง ๆ ชิงตัวกันไปมา จนผ่านมา 30 ปีแล้วก็ยังไม่จบ ถ้าแครอลเป็นคนที่มีชีวิตจริง ๆ ก็คงจะอายุมากขนาดเป็นป้าหรืออาได้แล้ว หลายคนเริ่มแต่งตอนจบของตัวเอง มีข่าวลือบางกระแสก็ว่า จริง ๆ แล้ว เมมฟิสคือ ไรอัน พี่ชายของแครอลในยุคปัจจุบันนั่นเอง และแครอลจริง ๆ แล้วไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของครอบครัว สุดท้ายแครอลก็ได้กลับมายุคปัจจุบันและคู่กับไรอัน ในประเทศไทยมีการตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยสำนักพิมพ์ยอดธิดา แม้น้านนานจะมีเล่มใหม่ออกมาสักที อ่านจนลืมไปแล้วว่าเดิมเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่ก็ยังมีแฟนพันธุ์แท้ทั้งแฟนเก่าแฟนใหม่ติดตามกันอยู่ ทำให้มีการพิมพ์ฉบับรวมเล่มหนาปึ้กออกมาหลายครั้ง ส่วนภาค 5 ล่าสุดนี้ก็ซอยเป็นเล่มย่อย ๆ บางเฉียบ รออ่านกันเป็นปีแต่เรื่องราวก็ไม่คืบหน้าไปสักเท่าใด คงต้องติดตามกันต่อไปว่ามหากาพย์แครอลตลุยอียิปต์โบราณเรื่องนี้จะมีตอนจบเป็นอย่างไร


    แครอล
    นักศึกษาสาวผู้หลงใหลประวัติศาสตร์อียิปต์

    เมมฟิส
    ฟาโรห์หนุ่มผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์

    ไอซิส
    พี่สาวเมมฟิส เป็นนักบวชหญิง
    ที่มีอำนาจสูงสุดในอียิปต์
    โกรธแค้นแครอลที่ทำลาย
    ความหวังในการแต่งงานกับ
    เมมฟิส ถึงกับยอมแต่งงาน
    กับกษัตริย์บาบิโลนเพื่อหาทาง
    สังหารแครอล


    อูนัส
    รูก้า

    อิสมิล
    เจ้าชายแห่งเมืองฮิทไท
    เป็นศัตรูกับเมมฟิส
    แต่หลงรักแครอล
    ถึงกับส่งทหารคนสนิท
    มาดูแลอารักขาแครอล
    และรายงานเรื่องราว
    เกี่ยวกับแครอล ธิดาแห่งไนล์

    อูนัส
    ทหารที่ซื่อสัตย์ของเมมฟิส
    คอยดูแลอารักขาแครอล

    รูก้า
    ทหารคนสนิทของอิสมิล
    คอยดูแลอารักขาแครอล

    ไรอัน
    พี่ชายของแครอลในยุคปัจจุบัน