Author: admin

  • ซ่อมรถยังไง..ไม่ให้ถูกตุ๋น

    ซ่อมรถยังไง..ไม่ให้ถูกตุ๋น

    คุณผู้หญิงที่ช่ำชองการซิ่งรถ กลับต้องหมดน้ำยา เมื่อเจ้ารถสุดซิ่งของคุณดันดับซะนี่ คราวนี้แหละที่ คุณต้องวิ่งรี่และวุ่นวาย กับการตามช่างซ่อม แต่รถ เจ้ากรรมมาเสียตรงที่ที่ไม่คุ้นเคยเสียด้วย ยิ่งสมัยนี้ มักมีข่าวแก๊งต้มตุ๋นออกอาละวาดกันให้บ่อย แล้วคุณจะโดนแจ๊คพอทกับเขามั้ยเนี่ย

    เรามีเคล็ดลับบางอย่างมาบอก เพื่อให้คุณได้รู้ทัน ช่างซ่อมรถ นี่ก็ไม่ได้ว่าว่าช่างทุกคนจะจ้องต้มตุ๋นไปซะ หมด ช่างที่ดีก็มีถมไป แต่เราไม่รู้ว่าใครดีหรือเลวนี่นา กันไว้ก่อนดีกว่านะคะ

    ถ้าคุณเป็นคนแรกที่ปลดเบรคมือ ตอนที่อยากจะ เปิดกระโปรงหน้ารถ หรือเป็นคนแรกทีตีหน้าเซ่อเมื่อ เครื่องยนต์ไม่ยอมติดขึ้นมาล่ะก้อ รับรองได้ว่าคุณมี สิทธิ์ที่จะเป็นคนแรกที่ถูกจิกยังกะหมูๆ ในยามที่ต้อง เอารถเข้าอู่ต่อไปนี้ คือคำแนะนำที่จะไม่ทำให้คุณกลาย เป็นหมูที่น่าต้มตุ๋นง่ายดายเกินไป

    ขอให้อู่เขียนรายการซ่อมโดยประเมินให้
    ก่อนจะอนุญาตตกปากรับคำเซ็นมอบหมายให้ซ่อมรถไป ขอดูรายการคร่าวๆ ก่อนดีกว่าจะไปเอ่ยปากบอกช่างว่า “เปลี่ยนไอ้ที่ต้องเปลี่ยนไปก็แล้วกัน” นั่นเหมือนกับยื่นบัตรเครดิตให้ช่างเอาไปรูดใช้ได้ตามใจชอบเชียวนะ

    อย่าไปเชื่อวาจาช่างซ่อมอย่างเดียว
    ก่อนที่จะยินยอมปลงใจให้ช่างยกเครื่อง เปลี่ยนเครื่องรถคุณนั้น ขอให้เขาทดสอบให้เห็นกันจะแจ้งก่อนว่าเครื่องยนต์มันเสียจริงอย่างที่ช่างว่ารึเปล่า ยอมเสียเงินอีกนิดหน่อยให้รู้แน่แก่ใจดีกว่าจะยอมเสียเงินพันเงินหมื่นไปโดยไม่รู้อะไรเลย

    อย่าหวังพึ่งพี่เขยท่าเดียว
    อย่าไปบอกช่างซ่อมว่า “ซ่อมเกียร์ให้หน่อยพี่เขยชั้นบอกว่ามันพังแล้ว” นั่นแปลความหมายได้เท่ากับว่า “เอาอันเก่าโยนทิ้งไปซะ” คุณน่ะเผยไต๋ไปเกลี้ยงให้ช่างรู้ได้ว่คุณไม่ประสาอาไรเล้ยกับเรื่องเครื่องยนต์ นอกจากนี้ อยู่ดีๆ จะไปเปลี่ยนชิ้นส่วนอันโน้นอันดีเฉยๆ โดยไม่ค้นหาสาเหตุที่ทำให้มันพังน่ะไม่ได้หรอก แล้วก็ไม่ต้องเสียเงินไปจ้างช่างซ่อมร๊อก

    ถามช่างว่ามีทางเลือกอื่นไหม
    ช่างซ่อมหลายคนเสนอแนะทางแก้ที่ราคาแพงลิบโลกก่อน ซึ่งอาจเป็นทางที่ดีที่สุด แต่คุณไม่มีเงินมากพอ ขอให้เขาเสนอทางเลือกอื่นที่ราคาถูกกว่านี้และแก้ปัญหาเดียวกันได้

    จำไว้เถิดว่า ไม่มีอะไรหายได้ด้วยตัวเอง
    ถ้าซ่อมส่วนใดไปแล้ว ยกเครื่องไปแล้ว ยังมีเสียงกุกกัก อย่าไปหลงเชื่อวาจาช่างซ่อมที่ว่า “อีกหน่อยก็หายไฟเอง” รับรองได้ว่าไม่หายหรอก อย่ายอมจ่ายเงินค่าซ่อม จนกว่าช่างจะตรวจเครื่องให้คุณใหม่อย่างละเอียด ถ้าจำเป็นให้ไปหาช่างซ่อมอีกรายเช็คดูซิว่ามีอะไรผิดปรกติตรงไหน คุณจะได้กลับมาเล่นงานช่างรายเก่าได้เจ๋งตรงจุดยิ่งขึ้น

    …จะเป็นหมูทั้งทีก็เป็นหมูแก่หนังเหนียวสักนิดเถิดนะ..ทูนหัว..

  • ดูดวงก่อนไดเอ็ต

    ดูดวงก่อนไดเอ็ต

    หากคุณกำลังวางแผนการไดเอ็ต ลดสัดส่วนอยู่ น่าจะลองดูดวงดาววันเกิดของคุณควบคู่ไปด้วย ราศีจะเป็นตัวบอกว่า คุณควรใช้วิธีการยังไง ในการลดน้ำหนัก เพราะ แต่ละราศีจะมีอุปนิสัย และลักษณะที่แตกต่างกัน คุณจำเป็นต้องมีวิธีที่เหมาะกับตัวเอง จึงจะลดได้ผล

    ราศีมังกร (22 ธ.ค. – 19 ม.ค.)
    คนเกิดราศีนี้ มักจะมีอารมณ์ขัน ชอบหัวเราะสนุกสนาน เวลาจะทานอาหาร ลองนั่งทานพร้อมดูทีวีรายการตลก อ่านหนังสือหรือบทความตลกขบขัน หรือไม่ก็ชวนเพื่อนอารมณ์ขันมาทานอาหารด้วยกัน เอาแบบทานไปขำกลิ้งไปประมาณนั้น นี่ทำให้คุณได้เผาผลาญพลังงานจากอาการขำของคุณ และยังทานได้น้อยลงด้วย แต่อย่ามัวขำจนลืมเคี้ยวล่ะ กระเพาะคุณจะพังเสียก่อน และอาหารที่ทานขอให้เป็นอาหารแคลอรี่ต่ำด้วยนะคะ

    ราศีกุมภ์ (20 ม.ค. – 18 ก.พ.)
    คนที่เกิดราศีนี้ มักจะชอบคิด ชอบประดิษฐ์ เป็นนักวางแผน เวลาจะไดเอ็ตคุณก็ควรวางแผนการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารที่เหมาะสม และสามารถคิดสูตรอาหารไขมันต่ำต่างๆ ที่จะไม่ทำให้คุณเบื่อล้ากับการลดน้ำหนักเลย

    ราศีมีน (19 ก.พ. – 20 มี.ค.)
    คนที่เกิดราศีนี้ เป็นมีกฎระเบียบแบบแผน ชอบทำตามขั้นตอน การลดน้ำหนักจะทำได้โดยที่คุณหมั่นค้นคว้าเรื่องอาหารแคลอรี่ต่ำจากหนังสือนิตยสาร หรือตำราอาหาร แล้วเสริมด้วยการออกกำลังกายตามรายการทีวี หรือ VDO. จะทำให้คุณสนุกกับการไดเอ็ตค่ะ

    ราศีเมษ (21 มี.ค. – 19 เม.ย.)
    คนที่เกิดราศีนี้ มักจะดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ แข่งกับเวลา จะไม่มีเวลาพอที่จะเลือกซื้อ หรือเตรียมอาหารเพื่อไดเอ็ตเป็นประจำ วิธีที่จะช่วยให้คุณลดสัดส่วนได้สำเร็จ ก็คือ ให้ซื้ออาหารสำเร็จรูป แช่แข็ง ที่มีแคลอรี่ต่ำเก็บตุนไว้ จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อบ่อย การออกกำลังก็เช่นกัน ที่คุณมักบ่นว่าไม่มีเวลา ทางแก้คือ ใช้ช่วงที่คุณเดินไปทำงานนี่ล่ะ ให้เดินเร็วๆ และพยายามไม่ใช้ลิฟท์ ขยันเดินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนเกินของคุณก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว

    ราศีพฤษภ (20 เม.ย. – 20 พ.ค.)
    คนที่เกิดราศีนี้ เป็นคนรอบคอบ ชอบวางแผนการแบบละเอียดละออ การลดสัดส่วนของคุณจึงทำได้ไม่ยุ่งยาก คุณสามารถกำหนดตารางการไดเอ็ตได้อย่างเหมาะเจาะ หากจัดเวลาสำหรับปลดปล่อย ทานอาหารมื้อใหญ่ที่คุณอยาก สัปดาห์ละครั้งบ้างก็ดีนะคะ เพื่อเพิ่มความสุขในการไดเอ็ตของคุณด้วยค่ะ

    ราศีเมถุน (21 พ.ค. – 21 มิ.ย.)
    คนที่เกิดราศีนี้ จะชอบเข้าสังคม พิสมัยงานปาร์ตี้รื่นเริง ชอบเฮฮากับเพื่อนฝูง ฉะนั้นคุณต้องหักห้ามใจที่จะสังสรรค์บ้าง ช่วงที่ไดเอ็ตควรปฏิเสธงานเลี้ยง งานปาร์ตี้ แต่ถ้ากลัวว่าจะเหงา ให้ชวนเพื่อนฝูงมาทานอาหารแคลอรี่ต่ำที่บ้าน หรือนัดสังสรรค์ ที่เน้นแต่อาหารไดเอ็ตก็จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น

    ราศีกรกฎ (22 มิ.ย. – 22 ก.ค.)
    คนที่เกิดราศีนี้ จะมีจินตนาการสูง ชอบค้นหาสิ่งแปลกใหม่ ไม่ชอบความจำเจ ดังนั้น คุณน่าจะหาอาหารแปลกๆ ที่แคลอรี่ต่ำทาน ลองเปลี่ยนเมนูอาหารบ่อยๆ ไม่ซ้ำซาก คุณจะได้ไม่เบื่อหน่ายกับการลดน้ำหนักไปเสียก่อน แล้วคุณควรจะสลับเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายบ้าง เช่น วันนี้ว่ายน้ำ พรุ่งวิ่งเหยาะๆ เป็นต้นค่ะ

    ราศีสิงห์ (23 ก.ค. – 22 ส.ค.)
    คนที่เกิดราศีนี้ จะไม่ชอบให้ใครมาบังคับข่มขู่ซะด้วยสิ ชอบให้คนมายกย่องสรรเสริญ เอาอกเอาใจ ถ้ามีใครมาเคี่ยวเข็ญคุณให้ลดน้ำหนักล่ะก็ คงไม่มีวันทำแน่ เพราะคุณชอบทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง และให้รางวัลกับตัวเองด้วย ลองทำอย่างนี้นะคะ ให้คุณวัดรอบเอวก่อนลดสัดส่วน เวลาที่ลดแล้วให้วัดอีกรอบ ถ้าลดลงได้สักนิ้วสองนิ้ว ก็ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ที่เคยใฝ่ฝันที่จะใส่ หรือไปเสริมสวยให้สะใจ

    ราศีกันย์ (23 ส.ค. – 22 ต.ค.)
    คนเกิดราศีนี้ เป็นคนที่ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา ชอบค้นคว้าหาความรู้จากตำรา ห้องสมุด และจะเป็นครูอาจารย์ที่ดีได้ ดังนั้นส่วนเกินของคุณก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะคุณได้ทำตามหลักโภชนาการทุกกระเบียดนิ้ว ตำราที่เกี่ยวกับควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกาย จะถูกคุณศึกษาจนรู้ลึกซึ้ง เมื่อคุณทำสำเร็จก็นำไปบอกต่อเพื่อนฝูงที่อยากไดเอ็ตด้วย จะได้นำวิธีที่ถูกต้องและได้ผลจากคุณไปใช้ และทำให้คุณรู้สึกดีที่ได้เป็นครูด้วยนะคะ

    ราศีตุลย์ (23 ต.ค. – 23 ก.ย.)
    คนที่เกิดราศีนี้ จะชอบความมีสีสัน ชอบสิ่งสวยงาม ดูแล้วสบายตา ดังนั้น จะไดเอ็ตให้ได้ผล คุณก็ต้องเลือกสรรอาหารที่มีหน้าตาสวยงามน่าทาน จานชามที่ใส่ก็เลือกให้เข้าชุดกัน จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับการทานอาหารแคลอรี่ต่ำ เพราะบางทีคุณคงจะเบื่อกับอาหารไร้ไขมันแบบนี้ วิธีเพิ่มสีสันอย่างที่ว่านี่ ช่วยได้มากทีเดียว

    ราศีพิจิก (24 ต.ค.- 21 พ.ย.)
    คนที่เกิดราศีนี้ จะเป็นค่อนข้างเจ้าระเบียบ มีวินัย ชอบวางแผน การไดเอ็ตของคุณ คงต้องเป็นทางการนิดนึง คือให้ทำตารางควบคุมน้ำหนัก กำหนดการทานอาหารแคลอรี่ต่ำ และทำบันทึกสัดส่วนที่ลดลงด้วย การติดตามผลแบบนี้ จะทำให้คุณสนุกกับการไดเอ็ต และจะได้ผลตามแผนที่คุณทำไว้

    ราศีธนู (22 พ.ย. – 21 ธ.ค.)
    คนที่เกิดราศีนี้ จะชอบผจญภัย ลุยๆ ชอบที่จะอยู่ข้างนอกหรือเดินทางไปไหนต่อไหน การไดเอ็ตของคุณก็คงต้องเป็นแบบทานอาหารหรือออกกำลังกายนอกสถานที่ เช่น ไปโรงยิม สปอร์ตคลับ หรือถ้ากลัวเปลืองตังค์ ก็ใช้ในบ้านก็ได้ แต่ลองเปลี่ยนมุมทานอาหาร จากที่เคยนั่งทานอยู่แต่ในห้องครัวหรือโต๊ะอาหาร ก็เปลี่ยนมานั่งทานในห้องนั่งเล่น หรือหน้าบ้าน จะได้ไม่จำเจ ส่วนการออกกำลังก็ลองดูหลายๆ แบบ รับรองว่าไม่เบื่อแน่ค่ะ

  • งานวันเกิดบอกนิสัย

    งานวันเกิดบอกนิสัย

    งานวันเกิดที่ใครต่อใครจัดขึ้น เพื่อฉลองครบรอบปีเกิด บางคนก็จัดซะใหญ่โต บางคนนึกจะจัดก็จัดแบบไม่บอกไม่กล่าว จนตระเตรียมของขวัญแทบไม่ทัน หรือบางคนก็ไม่ยอมจัดงานวันเกิดเอาเสียเลย แล้วคุณรู้หรือเปล่าล่ะว่า แต่ละคนที่ยกตัวอย่างมานี่ เขามีนิสัยยังไงกัน

    จัดงานวันเกิดใหญ่โต
    ประเภทที่ชอบเชิญใครต่อใคร ทั้งเครือญาติ เพื่อนสนิทและไม่สนิท และคนที่รู้จักมาร่วมงานฉลอง จนดูเอิกเกริก แสดงว่าเป็นคนใจกว้าง มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบให้คนอื่นมีความสุข ถึงเขาไม่ค่อยสุขก็ไม่เป็นไร ขอแค่คนร่วมงานสุขสนุกสนาน ก็พอใจแล้ว อืมมม… คนอย่างนี้น่าคบนะคะ

    จัดงานวันเกิดแบบเดียวกันทุกปี
    ไม่ว่าจะสถานที่ อาหาร เครื่องดื่ม ขนมเค้ก บรรยากาศงาน ก็ขอเอาแบบเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือเชิญใครมายังไง ก็ยังยืนยันจะเพียรเชิญคนนั้นมาทุกปีให้จนได้ แสดงว่าเป็นคนที่ชอบอะไรแล้วชอบจริง ไม่เปลี่ยนแปลงรสนิยมง่ายๆ มั่นคง ถ้าถูกใจอะไรแล้วจะยึดติดกับสิ่งๆ นั้นไปนาน

    จัดงานวันเกิดแบบเซอร์ไพรส์
    จู่ๆ นึกครึ้มอกคริ้มใจอยากจัดงานวันเกิดให้กับตัวเอง ก็จัดแบบไม่บอกไม่กล่าว เชิญคนมาร่วมงานในวันนั้นเลยซะดื้อๆ จนคนที่จะมางานเตรียมของขวัญแทบไม่ทัน แสดงว่าเป็นคนชอบความแปลกใหม่ ตื่นเต้น ท้าทาย ไม่ชอบความจำเจและพิธีรีตรอง

    จัดงานวันเกิดกับครอบครัว
    ไม่ได้เชิญแม้กระทั่งเพื่อนสนิทมาร่วมงาน ขอแค่พ่อแม่พี่น้อง คนในครอบครัวมาร่วมฉลองเท่านั้น ก็สุขใจแล้ว แสดงว่ายังชอบชีวิตแบบเด็กๆ ถือว่าคนในครอบครัวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นคนชอบความอบอุ่น และยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี

    เชิญเพื่อนไม่กี่คนมางานวันเกิด
    แสดงว่าเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ มาน้อยแต่ได้คุณค่าเต็มเปี่ยม เป็นเพื่อนแท้ในยามยากได้ แคร์เพื่อน

    ฉลองวันเกิดหลายวัน
    ปีหนึ่งๆ ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้กับตัวเองวันเดียวหรอก เรียกว่าจัดเป็นรอบๆ รอบแรกกับญาติ รอบสองกับเพื่อน รอบสามกับแฟน อย่างนี้เป็นต้น แสดงว่าชอบความรื่นเริง บันเทิงใจ มองโลกในแง่ดี ชอบวางโครงการมากมาย รักความเท่าเทียมกัน

    จัดงานไม่ตรงกับวันเกิด
    พอดีไม่ว่าง ติดงาน หรือต้องไปงานอื่นที่สำคัญกว่างานฉลองวันเกิด หรือดูแล้วฤกษ์ไม่ดี ถ้าจัดให้ตรงกับวันเกิดจริงๆ เลยต้องเลื่อนมาจัดวันอื่น แสดงว่าเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง ตัดสินทำอะไรโดยไม่ต้องแคร์ใคร รักสันโดษ

    ไม่เคยจัดงานวันเกิด
    แสดงว่า รักความสงบ ถ่อมตัว ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา สะมะถะ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ไม่คาดหวังสิ่งที่สูงเกินเอื้อม ไม่ค่อยกระตือรือร้น

    เกลียดการจัดงานวันเกิด
    ไม่เพียงแค่ไม่คิดจะจัดงานให้กับตัวเอง กลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องจัดงานฉลอง แสดงว่าชอบความเป็นปัจจุบัน ไม่ชอบระลึกหวนถึงอดีต และเห็นว่าวันทุกวันก็สำคัญเหมือนๆ กันหมด ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะวันเกิด

  • ซื้อรถมือสองต้องดูอะไรบ้าง 20 จุดที่ต้องเช็ค ก่อนปลงใจซื้อรถเก่า

    ซื้อรถมือสองต้องดูอะไรบ้าง 20 จุดที่ต้องเช็ค ก่อนปลงใจซื้อรถเก่า

    ซื้อรถมือสองต้องดูอะไรบ้าง

    ในเมื่อรถใหม่เอี่ยม ราคาแพงเกินเอื้อม จะควักกระเป๋าซื้อรถเก่าก็ไม่ว่ากันดอก ขอแค่ดูตาม้าตาเรือ ในเรื่องต่อไปนี้ดูหน่อยเป็นไร

    1. เช็คดูสนิม

      ใช้แม่เหล็กตรวจไปรอบๆ ตัวถึง จุดกว้างบริเวณใดที่แม่เหล็กไม่สัมผัส หมายความได้ว่า รถมีสนิมเขรอะ (หรือชนยับมาแล้ว) และได้รับการซ่อมแบบขอไปที ด้วยการปะผุ โปรดระวัง รอยปูดเป็นตุ่มของสนิม ที่จะแพร่ลามไปในไม่ช้า บางทีอาจเป็นได้ว่า โครงรถทั้งคันอ่อนเต็มทีแล้ว

    2. ตรวจดูน้ำมันรั่วไหล

      ในขณะที่ยกรถขึ้นขาหยั่ง ให้ตรวจดูว่ามีน้ำมันรั่วไหลหรือไม่ น้ำมันที่หยดเป็นดวงๆ ใต้เครื่อง อาจหมายถึง เวลาที่จะต้องเปลี่ยนยางหุ้มใหม่ก็เป็นได้ ตรวจดูขอบยางบุทั้งหลายใต้ตัวถัง ว่ามีอันไหนห้อยระย้าหลุดรุ่ย

    3. ตรวจยาง

      เวลารถจอดอยู่กับพื้นเฉยๆ ให้ตรวจดูว่ายางทั้งห้าเส้น (รวมยางอะไหร่) เป็นยางชนิดเดียวกันหรือไม่ (ยางเรเดียลหรือยางธรรมดา) ขนาดความลึกของเส้นใยยางจากความกว้างทั้งหมด ควรไม่ต่ำกว่า 0.04 นิ้ว (1 มิลลิเมตร)

    4.  ระบบความยืดหยุ่น

      ลองทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดกดลงที่มุมรถแต่ละมุม เวลาปล่อย รถควรโหย่งกลับสู่ระดับเดิม แต่ถ้ายังสะเทือนขึ้นลงไม่หยุด ควรเตรียมใจซ่อมระบบ

    5.  ประตู หน้าต่าง ฝากระโปรง

      ตรวจดูว่าประตู หน้าต่าง และฝากระโปรงเปิดปิดได้ดี มีกุญแจไขเข้าออกได้สะดวกทุกจุด

    6.  ดูเบาะ ดูสนิม
      ตรวจความชำรุดของเบาะนั่ง เลิกพรมรองเท้าขึ้นดู แม้รอยสนิมเพียงเล็กน้อยบนพื้นรถ ย่อมบ่งบอกได้ว่าน้ำรั่วเข้ารถได้.. หรือไม่ก็จะเข้าในไม่ช้านี่หละ
    7.  ระบบไฟฟ้าต่างๆ

      ตรวจดูระบบไฟฟ้าต่างๆ ได้แก่ สัญญาณไฟ, เข็ม, หน้าปัด ย้ำกับคนขายเสียด้วยล่ะว่า ราคาวิทยุ รวมอยู่กับรถเสร็จสรรพแล้วใช่ไหม

    8.  ตัวเลขบอกระยะทาง

      ตรวจดูตัวเลขบ่งบอกระยะทาง ว่าใกล้เคียงกับประวัติรถที่เห็นในทะเบียนหรือเปล่า? คนขับรถโดยทั่วไปจะใช้รถประมาณปีละ 50,000 กิโลเมตร แต่ถ้าเป็นรถบริษัท ย่อมมีระยะทางใช้งานเพิ่มมากเข้าไปอีก คนขายที่หมุนตัวเลขบอกระยะทางกลับไป ถือว่าจิตใจไม่บริสุทธิ์

    9.  ห้องเครื่องรถยนต์

      ตรวจตราดูห้องเครื่องยนต์ซิว่า มีร่อยรองการซ่อมแซมมารึเปล่า เช่น รอยพ่นสีหรือเชื่อมใหม่ รถที่มีเครื่องยนต์สะอาดเอี่ยมผิดปกติ ใต้ฝากระโปรงอาจได้รับการเปลี่ยนเครื่องใหม่

    10. ตรวจดูน้ำรั่วจากเครื่องยนต์

      การเปลี่ยนสายยางหม้อน้ำเป็นเรื่องธรรมดา แต่หม้อน้ำรั่วนี่สิที่จะต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่.. ไม่ใช่ราคาถูกๆ ด้วยซี ตอนนี้ลองติดเครื่องทิ้งไว้ เพราะบริการขายรถยนต์มักชอบเติมน้ำมันและตั้งเครื่องไว้แรงๆ เพื่อปิดบังเครื่องยนต์ที่ทำท่าจะพังแหล่ รอให้รถอุ่นเครื่องอยู่นานพอควรจนเข้าที่ ค่อยจับหาเสียง

    11.  กระบอกสูบ

      ระหว่างนี้ ให้ตรวจดูว่ามีหยดน้ำหรือโฟมสีเทาลองฟ่องหรือไม่ อาจบ่งชี้ถึงกระบอกสูบตันได้

    12.  ฝากรองน้ำมัน

      ยกฝากรองน้ำมันขึ้นดู ควันหรือไอกรุ่น บ่งถึงการใช้งานนานเกินอายุรถ อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนเครื่องแล้วก็เป็นได้

    13.  ควันดำจากท่อไอเสีย

      หลังจากติดเครื่องทิ้งไว้ห้านาที เร่งเครื่องดู ควันดำจากท่อไอเสีย อาจหมายถึงแค่ค่าบูเรเตอร์ไม่ดี วันสีฟ้าเป็นสัญญาณอันตรายว่า จะต้องซ่อมเครื่องที่ใกล้พังราคาแพงแน่ๆ

    14.  หม้อน้ำ

      ดับเครื่อง ขณะที่เครื่องเย็นลง ใช้ผ้าห่อมือเปิดฝาหม้อน้ำออกอย่างเบามือ ถ้ามีน้ำมันติดมือมาหรือน้ำเดือดปุด ทำใจไว้ได้เลยว่า เจอเรื่องเดือนร้อนแน่อย่างน้อยก็ขอบยางรั่ว หรือหนักข้อถึงลูกสูบตันหรือแยก

    15.  แบตเตอรี่

      ตรวจดูแบตเตอรี่ด้วยการเปิดไฟทิ้งไว้สัก 2-3 นาที และดูว่ารถติดเครื่องง่ายหรือไม่ จากนั้นให้นำรถไปลองขับดู ควรลอบขับขึ้นที่ชัน ถนนขรุขระ เพื่อฟังดูเสียงกราวกรีดผิดปรกติ และลองขับเร็วจี๊ดดูสักช่วงนึงด้วย

    16.  ระบบเบรค

      ทดสอบเบรคดู ถ้าคุณต้องเหยียบเบรคจนจมมิดสุดเท้า หรือรถเซปัดไปข้างๆ เวลาคุณเบรค หรือเบรคส่งเสียงดังพิกล.. ก็ต้องซ่อมกันอีกสิเนี่ย

    17.  ฟังเสียงไม่พังประสงค์

      เสียงเอี๊ยดจากล้อหน้าเวลาเลี้ยวโค้งอาจเป็นผลจากปัญหาเรื่องพวงมาลัยรถ

    18.  เกียร์

      เงี่ยหูฟังเสียงคล๊องแคล็งเวลาเปลี่ยนเกียร์ รวมทั้งอาการเกียร์กระตุกเวลาเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งหมายความถึงปัญหาห้องเครื่องเกียร์ และลองเร่งเครื่องดูเวลาใช้เกียร์ทุกเกียร์สลับกันไป เสียงเครื่องน็อคครืดตอนเร่งเครื่อง บ่งให้รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนลูกปืนวงแหวนแล้ว

    19. ถ่วงล้อ

      ลองขับดูด้วยความเร็วแบบสบายๆ ถ้าพวงมาลัยเฉแสดงว่า ควรตั้งถ่วงล้อใหม่ได้แล้ว

    20.  คลัชท์

      ขับรถขึ้นที่ชันแล้วปล่อยให้รถไหลลงมา ลองใช้เบรคมือดู รถควรหยุดทันที ถ้าค่อยๆ หยุดยังกะไม่เต็มใจ แสดงว่าควรเปลี่ยนคลัชท์ใหม่ได้แล้ว

    เอ้อ… กว่าจะตัดสินใจเลือกซื้อรถเก่าได้ ก็คงต้องเหนื่อยกันหน่อยล่ะค่ะ จะได้ไม่เดือดร้อน เรียกช่างตามซ่อมรถของคุณ เวลาเครื่องดับกลางครันไงคะ

  • โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สาเหตุ อาการ การป้องกัน

    โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สาเหตุ อาการ การป้องกัน

    โรคสมองในผู้สูงอายุที่พบบ่อยๆ คือ โรคปวดศีรษะ, โรคเวียนศีรษะ, โรคทางหู, โรคหลอดเลือดสมอง และโรคสมองเสื่อม เป็นต้น ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง กับ โรคสมองเสื่อม เท่านั้น

    โรคหลอดเลือดสมอง
    เป็นโรคที่อันตรายมาก ซึ่งอาจเป็น เส้นเลือดสมอง-อุดตัน หรือ เส้นเลือดสมองแตก อาการของโรคคือ ปวดศีรษะรุนแรง, แขนขาอ่อน, พูดไม่ชัด, พูดไม่ได้, การทรงตัวเสียไป, มีอาการชา, อาจไม่รู้สึกตัว  หรือ
    หมดสติ  ถ้าหากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหล่านี้เพียง 20 นาที  หรือเพียงครึ่งวัน
    แล้วหาย ก็แสดงว่ามีอาการของโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ถือว่า  เป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องรีบไปพบแพทย์เช่นกัน เพื่อแพทย์จะได้ตรวจและรักษาให้ต่อไป

    โรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์)
    เป็นโรคที่พบเป็นกันมากพอสมควร คือ ในสหรัฐอเมริกามีคนเป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 4 ล้านคน ในประเทศไทย  พบคนเป็นโรคสมองเสื่อม 2 – 4% ของคนอายุมากกว่า 60 ปี ถ้าแยกตามอายุพบว่า คนอายุน้อยกว่า 65 ปี พบ 1%, คนอายุ 65 – 70 ปี พบ 1.4%, คนอายุ 70 – 80 ปี  พบ 4%, คนอายุ 80 ปีขึ้นไปพบ 20% และพบหญิงเป็นมากกว่าชาย นับว่าเป็นสถิติที่น่าเป็นห่วงพอสมควร
    อาการของโรคสมองเสื่อมที่เด่นที่สุดและมักเกิดขึ้นก่อนคือ อาการหลงลืมที่ค่อยๆเป็นมากขึ้นทีละเล็ก
    ละน้อย มีการสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และจดจำสิ่งใหม่ๆ  อาการที่ปรากฏมักจะเป็นในลักษณะ
    การวางของผิดที่จำเหตุการณ์วันต่อวันไม่ได้ ลืมวันนัดหมาย มีการถามคำถามซ้ำๆหรือจำสิ่งที่เพิ่งพูดจบไม่ได้
    แต่ความจำในอดีตในสมัยเด็กหรือในสมัยหนุ่มสาวมักจะยังดีอยู่หรือเสียเพียงเล็กน้อย  ในระยะต่อมาก็จะ
    สูญเสียความทรงจำในอดีตไปด้วยเมื่อมีอาการมากขึ้น
    เมื่อความทรงจำเสียมากขึ้นจะมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการพูดรวมถึงการเขียน  อาการในระยะแรก
    การพูดจะตะกุกตะกัก  เนื่องจากนึกคำพูดคำศัพท์ได้ในวงจำกัด พูดในรูปแบบโครงสร้างประโยคเดิมๆ แต่ความเข้าใจในการสื่อสารยังดีอยู่ในระยะท้ายๆ จะพูดไม่เต็มประโยค  มีการพูดทวนซ้ำคำ  หรือประโยค
    ของผู้อื่น  เรียกชื่อสิ่งของไม่ได้ พูดคำที่ไม่มีความหมาย จนในที่สุดจะไม่สามารถพูดได้เลย   และสูญเสีย
    ความเข้าใจภาษาและการคำนวณ
    ความผิดปกติที่พบได้อีกด้านหนึ่งในระยะแรกคือผู้ป่วยจะมีอาการหลงทิศทางจากสิ่งแวดล้อมที่เห็น
    คุ้นเคย  ไม่สามารถจอดรถในที่จอดได้ ขับรถหรือเดินกลับบ้านผิดทาง และหลงทางในที่สุด ใช้แผนที่ไม่เป็น และจะเป็นมากขึ้นจนไม่สามารถวาดรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆได้เพราะเสียความสามารถในการรับรู้ความ
    สัมพันธ์ของทิศทาง และระยะทาง ในระยะท้ายผู้ป่วยจะลืมวิธีการใช้เครื่องมือง่ายๆ เช่น ภาชนะอาหาร การใช้มีดโกนหนวด ไม่สามารถทำตามสั่งหรือทำเลียนแบบได้ เช่น   ให้ทำท่าการแปรงฟันโดยไม่มีอุปกรณ์
    การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และบุคลิกภาพมักจะปรากฏหลังจากมีอาการผิดปกติของความจำและ
    ภาษา  จะมีลักษณะกระวนกระวายหรือเฉื่อยชามีความวิตกกังวลและความกลัวโดยเฉพาะกลัวการถูกทอดทิ้ง หรืออยู่คนเดียว ผู้ป่วยจะไม่สนใจตนเอง ไม่อาบน้ำ ไม่สนใจในการแต่งกาย และเกิดภาวะอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งพบได้บ่อยอันเป็นผลโดยตรงจากการเสื่อมของสมอง อาการทางจิตประสาทที่มีอาการหูแว่วเห็นภาพหลอน และอาการหลงผิดหวาดระแวงก็พบได้บ่อย ผู้ป่วยอาจหวาดระแวงขโมยหรือสามีภรรยาของตนในเรื่องทาง
    เพศบางรายมีพฤติกรรมก้าวร้าวทั้งทางพูดและการกระทำมีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมจนนำไปสู่ปัญหา
    ครอบครัวได้
    ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวจะปรากฏในระยะท้ายของโรคมีการเคลื่อนไหวช้าและลำบากโดยที่
    ไม่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนและขาจะงอเกร็ง จนไม่สามารถเดินหรือยืนได้ต้องนอนอยู่บนเตียง  มีปัญหาใน
    การกลั้นอุจจาระปัสสาวะ ปัญหาในการกลืนอาหารทำให้น้ำหนักลดและสำลักอาหารได้
    ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีอาการแตกต่างกันมากและอาการไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับขั้นตอนที่กล่าวมา
    อาการแรกที่มาพบแพทย์อาจมาด้วยอาการเหล่านี้   ก่อนที่จะมีอาการด้านอื่นๆ ตามมาเช่น การเดินผิดปกติ ความจำในระยะยาวเสียไปก่อนสูญเสียการรับรู้ความสัมพันธ์ของทิศทางและระยะทางมีบุคลิกภาพ
    เปลี่ยนแปลงและมีอาการหวาดระแวง หรือไม่สามารถเรียกชื่อสิ่งของได้
    ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาอาการความร่วมมือของญาติ ผู้ดูแลและแพทย์   จึงเป็นส่วนสำคัญในการรักษาผู้ป่วย  เพื่อลดภาวะอารมณ์ซึมเศร้า ความวิตกกังวล พฤติกรรมก้าวร้าวและปัญหาอื่นๆ

    อ่านเรื่องนี้แล้วคงจะใช้สังเกตตัวเองว่าตัวเองเริ่มมีอาการข้างต้นนี้ บ้างหรือยังหรือถ้าตัวเองมีอาการ
    เหล่านี้จะได้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน   อย่างไรก็ตามการป้องกันโรคเหล่านี้จะทำได้โดย
    1. การควบคุมเรื่องอาหาร
    2. หมั่นออกกำลังกาย และ
    3. ทำจิตใจให้รื่นเริงแจ่มใส  ไม่วิตกกังวล ไม่คิดฟุ้งซ่าน ซึ่งจะทำไดด้วยการทำสมาธิยิ่งดี ถ้าผู้สูงอายุทำได้ทั้ง 3 เรื่องนี้จะป้องกันโรคเหล่านี้ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อย่างแน่นอนครับ

  • แต่งหน้าพื้นฐาน อุปกรณ์ที่จะต้องใช้มีอะไรบ้าง

    แต่งหน้าพื้นฐาน อุปกรณ์ที่จะต้องใช้มีอะไรบ้าง

    ผู้หญิงกับเรื่องแต่งหน้าทาปากเป็นของคู่กันนะคะ คุณอาจจะต้องแต่งหน้าทุกวันเวลา
    ออกไปทำงานนอกบ้าน หรือบางคนแทบจะไม่เคยแต่งหน้าเลย แต่ก็ต้องมีสักวันล่ะ ที่คุณ
    ควรแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าบ้างในโอกาสพิเศษบางโอกาส
    การแต่งหน้ามีหลายแบบ ทั้งแบบไปเที่ยวกลางวัน แบบไปทำงาน หรือแบบออกงาน
    กลางคืนซึ่งคงต้องให้โฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษแต่พื้นฐานเบื้องต้นของการแต่งหน้าแบบ
    มาตรฐานทั่วไป จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

    – รองพื้น
    เพื่อความเนียนนวล โดยการล้างน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงผิว ป้ายรองพื้นเกลี่ยให้
    ทั่วใบหน้า จนครีมเนียนทั่ว

    – ลงแป้งฝุ่น
    หาสีแป้งที่ใกล้เคียงกับผิวของคุณ ปัดให้ทั่วใบหน้าอย่างแผ่วเบา ทำหลังจากรองพื้น

    – บรัชออน
    คือ ที่ปัดแก้ม ซึ่งจะช่วยทำให้แก้มของคุณดูมีสีสัน และดูใสขึ้นด้วย

    – เขียนคิ้ว
    ก่อนเขียนควรใช้ที่ถอนขนดึงขนคิ้วให้ได้รูปก่อน จะได้เขียนง่ายขึ้น

    – เปลือกตา
    แต่งแต้มสีที่เปลือกตา และใช้อายไลเนอร์เขียนขอบตาทั้งบนและล่าง เพื่อเพิ่ม
    ความคมให้กับดวงตา

    – มาสคาร่า
    ปัดมาสคาร่าที่ขนตาทั้งบนและล่าง และใช้ที่ดัดขนตา ดัดสักนิด เพื่อความงอนงาม

    – ทาปาก
    ใช้ดินสอสีเดียวกับลิปสติก วาดตามขอบปากให้ได้รูปเสียก่อน แล้วจึงใช้พู่กันแต้ม
    ลิปสติกแท่งทาปาก

    แค่นี้ใบหน้าของคุณก็ผ่านขั้นตอนการแต่งหน้าแล้ว แต่ก็ไม่ใช่แค่ทราบว่าต้องใช้
    อะไรแต่งหน้าแค่นั้นนะคะ คุณจะต้องรู้เทคนิคในการแต่งหน้าในแต่ละขั้นตอนด้วย
    คุณต้องเรียนรู้เทคนิคทั้งจากประสบการณ์ของคุณในการแต่งหน้าแต่ละครั้ง และดูตาม
    หนังสือ นิตยสาร หรือเพื่อนๆ ของคุณ

  • 3 วิธีลดต้นขา ให้สาวขาใหญ่ ทำยังไงให้กระชับ

    3 วิธีลดต้นขา ให้สาวขาใหญ่ ทำยังไงให้กระชับ

    ปัญหาไขมันส่วนเกิน ที่แสนหนักอกหนักใจของสาวๆ ก็คือ การลดต้นขา ค่ะ เจ้าส่วนนี้เป็นส่วนที่ลดยากเสียเหลือ
    เกิน ลองสังเกตสาวๆ บางคนที่ผ่านกรรมวิธีไดเอ็ตโดยการอดอาหารดูสิคะ พวกหล่อนจะลดจนเอวบางร่างน้อย …แต่ เอ๊ะ เอ๊ะ… ดูช่วงล่างจากต้นขาลงไปยังหลงเหลือความเป็น ขาใหญ่ให้เห็นอยู่ดี เพราะยังขาดการบริหารให้กระชับ

    การออกกำลัง และบริหารร่างกายเพื่อกระชับสัดส่วนต้องทำให้ถูกวิธีนะคะมิฉะนั้น ผลที่ออกมา อาจจะไม่เป็น
    อย่างที่คุณตั้งใจนักแทนที่ขาจะเรียวงามกลับกลายเป็นกล้ามขานักกีฬาโอลิมปิคก็ได้ ดิฉันขอแนะนำวิธีกระชับขาให้เรียวงาม ซึ่งมีหลายวิธีให้คุณเลือกใช้ (แล้วแต่ความสะดวกค่ะ)

    1. วิธีออกกำลังกาย ..ที่ดีที่สุดคือ การว่ายน้ำ
    และในการว่ายน้ำนั้น คุณก็สามารถบริหารขาในน้ำไปด้วย คือ

    – ขณะที่คุณอยู่ในสระน้ำ ให้ใช้แขนทั้ง 2 ข้างจับขอบสระ คว่ำหน้า ยืดขาให้ลอยตัว เหยียด
    ให้ตรงพร้อมกับตีขา ทำไปเรื่อยจนรู้สึกเหนื่อย ให้หยุดสักครู่ แล้วทำต่อ ประมาณ 10-15
    ครั้ง

    – ยืนในน้ำ หันข้างให้ขอบสระ ใช้มือหนึ่งจับขอบสระ อีกข้างหนึ่งท้าวสะเอว เหยียดขาตรง
    เหวี่ยงขาข้างเดียวกับมือที่ท้าวสะเอว ไปข้างหน้า แล้วเหวี่ยงกลับไปข้างหลัง ทำ 20 ครั้ง
    แล้วเปลี่ยนมาทำอีกข้างหนึ่งอีก 20 ครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำประมาณ 10-15 ครั้ง

    2. วิธีบริหารขาก่อนเข้านอน

    ทำง่ายๆ คือ หากางเกงสำหรับกระชับสัดส่วนมาใส่ก่อนนอนสัก 2 ชั่วโมง คุณสมบัติของ
    กางเกงนี้คือ จะอบร่างกายจนเกิดเหงื่อ และระหว่างนี้คุณก็บริหารขาไปด้วย จะได้ผลเร็วขึ้น
    ลองทำตามขั้นตอนนี้นะคะ

    1. นอนหงายกับพื้น หาหมอนรองก้นไว้กันเจ็บ
    2. ยกขาทั้งสองขึ้น เหยียดให้ตรง ค้างไว้ 2 นาที
    3. ยังตกขาอยู่ แยกขาออกจากกัน แล้วหุบขาชิด ทำไปมา 20 ครั้ง
    4. ปั่นจักรยานกลางอากาศสัก 100 ครั้ง
    5. เปลี่ยนท่า นั่งกับพื้น เหยียดขา จากนั้นตีขาไปมากับพื้น 100 ครั้ง(เสียงอาจจะดังนะคะวิธีนี้)
    ทำได้ทุกวันจะดีมากค่ะ

    3. วิธีเผาผลาญไขมันส่วนเกินขณะนอนหลับ

    คือ การทำให้ร่างกายเกิดเหงื่อในขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ วิธีง่ายๆ ได้แก่ การใส่กางเกง
    กระชับสัดส่วนขณะนอนด้วยและจะให้ได้ผลเร็ว คือคุณต้องไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ
    เรียกว่า “นอนทนร้อนเพื่อความสวย” ไงคะแต่ต้องขอเตือนว่า วิธีนี้เหมาะกับสาวที่มีความ
    พยายามสูงและอดทนได้เท่านั้นแต่ดิฉันไม่แนะนำให้ทำค่ะเพราะเวลานอนนั้น ร่างกาย
    ควรได้พักผ่อนให้สบายที่สุด ถ้านอนร้อนๆ อาจทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับไม่เต็มตื่นเช้า
    วันต่อไปของคุณก็จะไม่สดใสเท่าที่ควร

  • ขนมเผือก

    ขนมเผือก

    ขนมเผือกเป็นขนมเก่าแก่ของไทย ส่วนใหญ่มักจะขายคู่กับขนมกล้วย ขนมตาล
    เมื่อก่อนจะใช้วิธีห่อใบตองแล้วนำไปนึ่ง แต่สมัยนี้ใบตองหายากขึ้น ราคาก็แพงขึ้น
    จึงตัดปัญหาด้วยการใช้ถ้วยตะไลหรือพิมพ์รูปต่างๆ แทน ก็สะดวกดีค่ะ

    การทำขนมเผือก บางคนจะเข็ดขยาดอาการคัน วิธีเลี่ยงคือให้ล้างเผือกทั้งเปลือก
    ให้สะอาดเสียก่อนแล้วเอาผ้าซับให้แห้งเสียหน่อย จึงปอกเปลือกเผือกออกให้หมด
    แล้วขูดฝอยได้เลย อย่านำไปล้างน้ำอีก เพราะถ้าเผือกถูกน้ำจะเกิดปฏิกิริยาทำให้เกิด
    อาการคันเมื่อสัมผัสกับผิวหนังของเรา

    ส่วนผสม

    เผือกขูดฝอย 250 กรัม
    หัวกะทิ 1 ถ้วย
    หางกะทิ 1 ถ้วย
    (มะพร้าวขูดขาว 400 กรัม)
    แป้งมัน 1/2 ถ้วย
    แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
    แป้งเท้ายายม่อม 1 ช้อนชา
    น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
    เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
    ** สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ถ้วยตะไล

    วิธีทำ

    1. ตวงเผือก 1 ถ้วย นำมาต้มกับหางกะทิจนสุก ขณะที่เผือกยังร้อนๆ ให้ใช้ทัพพีบี้จนเผือกเละ
    2. ผสมแป้งมัน แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อมเข้าด้วยกัน ใส่หัวกะทิ นวดแป้งนานประมาณ 10 นาที ใส่น้ำตาล นวดจนน้ำตาลละลาย
    3. ผสมส่วนผสมข้อ 1 กับส่วนผสมข้อ 2 จนเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่เผือกที่เหลือ เกลือ ผสมให้เข้ากัน
    4. ใส่น้ำลงในก้นลังถึง 3/4 ตั้งไฟให้เดือดนึ่งถ้วยตะไลให้ร้อน ตักขนมหยอดให้เต็มถ้วย นึ่งไฟกลาง ประมาณ 20 – 25 นาที จนสุก

    ** เพียงเท่านี้คุณก็ได้ขนมเผือกแบบไทยๆ ที่แสนอร่อย ถูกใจคนทาน ส่วนคนทำก็ภูมิใจค่ะ**

  • สูตรคุกกี้กาแฟอร่อยๆ เข้มข้น ผสมชอคโกแลตชิป

    สูตรคุกกี้กาแฟอร่อยๆ เข้มข้น ผสมชอคโกแลตชิป

    สูตรคุกกี้กาแฟอร่อยๆ คุกกี้รสกาแฟ ผสมชอคโกแล็ต ชิพ เมล็ดอัลมอนด์ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์
    สูตรเข้มข้น ในขณะที่อบ กลิ่นหอมกรุ่นจากคุกกี้ ถั่วและชอคโกแล็ต คงจะทำให้
    สมาชิกในบ้านของคุณ ต้องมายืนรอคอยที่จะลิ้มลองความอร่อย แบบสุดๆ เชียว
    ล่ะค่ะ

    ส่วนผสม

    แป้งเค้ก 2 1/2 ถ้วย
    น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย
    น้ำตาลไอซิ่ง 2/3 ถ้วย
    เนยสด 1/2 ถ้วย
    เนยขาว 1/4 ถ้วย
    ไข่ไก่ 1/2 ฟอง
    เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
    โซดาไบคาร์บอเนต 1/2 ช้อนชา
    กาแฟผงสำเร็จรูป 1 1/2 ช้อนชา
    นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
    เมล็ดอัลมอนด์แบ่งครึ่ง 1 ถ้วย
    เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 ถ้วย
    ชอคโกแล็ต ชิพ 1/2 ถ้วย
    กลิ่นกาแฟ 2 ช้อนชา

    ** อุณหภูมิที่ใช้อบ 350 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 180 องศาเซลเซียส

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้งเค้ก และโซดาไบคาร์บอเนต 2 ครั้ง พักไว้
    2. ตีเนยสด เนยขาว น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลไอซิ่ง
    ด้วยความเร็วปานกลางจนส่วนผสมขึ้นฟูเบา
    3. เติมไข่ไก่ นมสด กาแฟสำเร็จรูป และกลิ่นกาแฟ
    4. เปลี่ยนเป็นความเร็วต่ำ ใส่ส่วนของแป้งที่ร่อนไว้ลง
    ผสมให้เข้ากัน
    5. นำเม็ดอัลมอนด์แบ่งครึ่ง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และ
    ชอคโกแล็ต ชิพ ผสมตะล่อมพอเข้ากัน
    6. หยอดส่วนผสมลงบนถาดทาเนยขาว หรือถาดที่รอง
    ด้วยแผ่นเบคกิ้ง ชีท
    7. นำเข้าอบ 12 -15 นาที หรือจนกระทั่งสุก

  • สูตรเค้กสับปะรด อร่อย ทำง่าย ได้ประโยชน์

    สูตรเค้กสับปะรด อร่อย ทำง่าย ได้ประโยชน์

    สูตรเค้กสับปะรด
    เค้กสับปะรดเป็นขนมอบที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง หากคุณต้องการบำรุงกำลังล่ะก้อ เค้กนี้เหมาะทีเดียว
    ส่วนผสมอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดต วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน อืม…ได้สารอาหารครบถ้วนเลยค่ะ แต่ถ้า
    คุณยังอยู่ในช่วงที่ต้องควบคุมน้ำหนัก ก็สามารถกินได้แต่ควรลดปริมาณให้น้อยลง

    ส่วนผสม

    แป้งเค้ก 1 ถ้วย
    เกลือ 1/4 ช้อนชา
    ผงฟู 1/2 ช้อนชา
    เนย 3/4 ถ้วย
    น้ำตาลป่น 1/2 ถ้วย
    ไข่ไก่ฟองเล็ก 1 ฟอง
    ผิวมะนาวขูด 1/2 ถ้วย
    วานิลลา 1 ช้อนชา
    เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
    สับปะรดกระป๋องสับหยาบๆ 1 ถ้วย

    วิธีทำ

    1. ร่อนแป้งเค้ก 2 ครั้งให้แป้งเบา
    2. ผสมแป้ง ผงฟู เกลือ เข้าด้วยกันแล้วร่อนอีก 2 ครั้ง
    3. คนเนยพอนุ่ม ใส่น้ำตาลทีละน้อย ตีจนกลายเป็นครีม
    4. ใส่ไข่ วานิลา ผิวมะนาว ตามลงไปแล้วคนให้เข้ากัน
    5. ผสมเบกกิ้งโซดาลงในสับปะรดคนพอทั่ว
    6. ใส่แป้งลงในครีมทีละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ค่อยตะล่อมแป้ง
    เข้ากับครีม จากนั้นใส่สับปะรดทีละน้อยคนพอทั่ว ใส่
    แป้งสลับกับสับปะรดจนหมด
    7. ทาไขมันให้ทั่วพิมพ์ และใช้กระดาษไขทาไขมันรอง
    ที่ก้นพิมพ์
    8. เทขนมลงในพิมพ์ ใช้ด้ามส้อมเขี่ยไล่อากาศ
    9. อบไฟ 170 องศาเซลเซียส ประมาณ 45 นาที หรือ
    จนสุก จึงเอาออกจากเตา
    10. กระแทกพิมพ์ทันที เพื่อให้ขนมไม่ติดพิมพ์
    11. รอให้เย็นสนิท เอาขนมออกจากพิมพ์