Author: admin

  • วิธีใช้ มาสคาร่า สำหรับมือใหม่หัดสวย

    วิธีใช้ มาสคาร่า สำหรับมือใหม่หัดสวย

    ช่างแต่งหน้ามืออาชีพทั้งหลายประดามี ล้วนชี้ชัดว่าสำหรับมือใหม่หัดสวย เอ๊ย..หัดแต่ง ไม่ควรผลีผลามปาดสีสันสารพันลงบนหน้า โดยเฉพาะดวงตาคู่สวย ดีไม่ดีจะเหมือนไปโดนชกตาปูดตาเขียว มาจากไหน  ชาวมือใหม่ทั้งหลายถ้ายังไม่มั่นใจในฝีไม้ลายมือ ขอแนะนำให้เริ่มจากการดัด และปัดขนตาก่อนเป็นอันดับแรก เอาไว้ฝีมือแก่กล้าแล้วค่อยมาว่ากันเรื่องสีนะจ๊ะ มาดูวิธีใช้มาสคาร่าสำหรับมือใหม่กันค่ะ

    วิธีการใช้มาสคาร่า

    ดัดขนตา
    ก่อนทามาสคาร่า ควรดัดขนตาก่อน วิธีการนั้นก็แสนง่าย ใช้นิ้ว จับที่ดัดขนตา(แบบเดียวกับเวลาใช้กรรไกรนั่นแหละ) แล้วอ้าให้กว้างๆ

    ทีนี้มองต่ำลง ให้ขนตาหลุบลงด้านล่างเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ใส่ที่ดัดขนตาเข้าไป ให้ใกล้บริเวณขนตามากที่สุด หนีบที่ดัดขนตาลงมาช้าๆ จนสนิทดี นับหนึ่งถึงสิบ แล้วเปลี่ยนที่ ทำแบบเดิมจนเสร็จทั้งสองข้าง ก็ เป็นอันเรียบร้อย

    มาสคาร่า
    วิธีที่จะทามาสคาร่าให้สวยจากโคนถึงปลายขนตา คือ ลากแปรงขึ้นช้าๆ โคนถึงปลาย แล้วจึงขยับแปรงไปทาบริเวณถัดไป จนทั่ว วิธีนี้จะทำให้เนื้อมาสคาร่าไม่จับเป็นก้อน

    เสร็จข้างซ้าย ย้ายไปข้างขวา ก่อนจะกลับมาทาทับอีกครั้ง อย่าทาทับทันที เพราะเนื้อครีมจะเหนอะหนะติดกันมั่วไปหมด

    ใช้เนื้อครีมส่วนที่เหลือติดก้านมาสคาร่าทาขนตาล่าง โดยตั้งแปรงขึ้น ใช้แค่บริเวณปลายขนแปรงปัดขนตาทีละเส้น จากด้านนอกเข้ามาด้านใน วิธีนี้จะทำให้ขนตาสวยพอดีๆ ไม่เว่อร์เหมือนจะไปเล่นงิ้ว

    เมื่อขนตาแห้งดีแล้ว ปัดส่วนเกินออกนิดหน่อย ด้วยแปรงขนนุ่ม

    ข้อควรรู้

    การดัดขนตาจะทำให้ตาของคุณดูโตขึ้นถึง 1 ใน 3
    เปลี่ยนแผ่นฟองน้ำที่รองที่ดัดขนตาเดือนละครั้ง ช่วยให้ที่ดัดขนตาใช้งานได้ดีขึ้น และป้องกันการติดเชื้อที่ดวงตา
    ก่อนทามาสคาร่าขนตาต้องสะอาด
    อย่าใช้มาสคาร่าเก่าร่วมกับมาสคาร่าที่ซื้อมาใหม่ นอกจากว่าวันนั้นคุณจะแต่งหน้าสำหรับแฟนซีวันฮัลโลวีน
    อย่าใช้มาสคาร่าร่วมกับคนอื่น และควรทำความสะอาดขนแปรงด้วยน้ำอุ่นบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อขจัดแบคทีเรียบนขนแปรง
    ถ้าอยากให้ขนตาดูสวยแปลกไปจากเดิม สามารถใช้วิธีการทาแบบตั้งขนแปรงขึ้นกับขนตาบนได้ แต่ต้องอย่าให้มีเนื้อครีมติดที่ปลายแปรงมากเกินไป ดีที่สุดคือใช้ครีมส่วนที่เหลือนั่นแหละ
    อย่าดึงแปรงทามาสคาร่าขึ้นๆลงๆ ถ้าไม่ได้ใช้งาน เพราะอากาศที่เข้าไปจะทำให้มาสคาร่าแห้งและหมดเร็ว
    เลือกสีให้ถูก สีน้ำตาลและดำอ่อนๆ เหมาะกับเวลากลางวัน ส่วนสีดำเข้มเก็บไว้ใช้เฉพาะกลางคืนก็พอ
    จำไว้เสมอว่าไม่ควรทามาสคาร่าที่ขนตาล่างมากกว่าขนตาบน มันดูผิดธรรมชาติ!

  • ฝึกวิธีหายใจอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดี

    ฝึกวิธีหายใจอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดี

    หายใจเพื่อสุขภาพที่ดี

    หนึ่งในวิธีดีที่สุดที่จะทำให้จิตใจสงบและเป็นการรักษาสุขภาพร่างกายของคุณ คือ.. การหายใจอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริง..ไม่ค่อยมีใครทำอย่างนั้น เพราะชีวิตประจำวันของคนส่วนมาก มักจะหายใจอย่างรวดเร็วและไม่ลึก ทุกส่วนของร่างกายจึงไม่อาจรับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดังนั้น.. คุณควรยึดถือหลักการหายใจที่สำคัญ โดยยกกระบังลมขึ้นและลง ไม่ใช่ยกหน้าอกของคุณ ตามคำแนะนำต่อไปนี้

    1. นอนบนเตียงโดยสวมเสื้อผ้าหลวมๆ

    2. วางมือข้างหนึ่งลงบนหน้าอกและอีกข้างบนหน้าท้อง

    3. หายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ นับไป 10 ครั้ง โดยให้ท้องของคุณยกขึ้นตาม

    4. หายใจออกทางปากอย่างช้าๆ ให้มีเสียง “เฮอ” หรือ “อา” พร้อมกับค่อย ๆ ลดหน้าท้องลง

    5. ปฏิบัติซ้ำ 15 ครั้ง และควรให้บ่อยที่สุดเท่าที่คุณสามารถจะทำได้ในระหว่างวัน ไม่ว่าจะอยู่ในท่านอน, ท่านั่ง หรือท่ายืน

    เมื่อเราทราบ วิธีการหายใจที่ถูกต้องแล้ว ก็ขอให้ปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรากันนะคะ

  • 4 วิธีง่าย ที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังของคุณได้

    4 วิธีง่าย ที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังของคุณได้

    ใครที่มีอาการปวดหลังอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะจากการทำงานที่ตรากตรำ หรือ แม้แต่มนุษย์เงินเดือน ก็เจอกับปัญหานี้มากขึ้นๆ วันนี้เราจึงนำเกร็ดความรู้ 4 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยแก้อาการปวดหลังมาฝากกันค่ะ

    1. ฝึกพิลาทิส เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลำตัว ท่าที่ใช้ในการลดอาการปวดหลังคือ ท่ายกเชิงกราน ท่าหนีบหมอน และท่าหมุนข้อเท้า เคล็ดลับ คือ เมื่อหายใจเข้าต้องเอาอากาศ เข้าไปเต็มปอด ซึ่งจะรู้สึกว่าสะดือถูกยกขึ้น และค่อย ๆ หายใจออกทางปาก และกดสะดือลง
    2. ว่ายน้ำ การว่ายน้ำจะช่วยลดอาการของโรคปวดหลังได้มาก เพราะ ไม่สร้างแรงกดแรงกระแทก แต่ควรงดว่าย ท่ากบ เพราะต้องแอ่นหลังมาก
    3. ปรับเปลี่ยนท่านอน ห้ามนอนคว่ำ นอนหงาย เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น หากนอนหงายควรใช้หมอน ข้างหนุนโคนขาจะทำให้สะโพกและเข่างอเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้กระดูกสันหลังหายแอ่นและแบนติดที่นอน การนอนตะแคงเป็นท่าที่ดีที่สุด แต่ต้องระวังเพราะอาจทำให้กระดูกสันหลังแอ่นได้ ฉะนั้นควรนอนให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพกและเข่ากอดหมอนข้างไว้ ทำให้หลังโก่งเล็กน้อย
    4. การหยิบจับของ ให้ย่อตัวแล้วยกของหนักมาชิดตัว แล้วลุกขึ้นยืนด้วยกำลังขา ขณะที่อุ้มของหนักให้ของชิดตัวตลอดเวลา เมื่อจะวางของ ลงให้ทำเช่นเดียวกับตอนยกขึ้น ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้

     

  • 5 สีดอกกุหลาบ สื่อความหมาย ช่วยเผยความนัยให้คนที่เรารัก

    5 สีดอกกุหลาบ สื่อความหมาย ช่วยเผยความนัยให้คนที่เรารัก

    วันวาเลนไทน์ บรรดาคู่รักก็เตรียมหาดอกกุหลาบเพื่อสื่อความในใจกันใช่ไหมเอ่ย ทีนี้ อยากรู้ไหมว่า ดอกกุหลาบแต่ละสีนั้น มีความหมาย และความนัยแตกต่างกัน มาดูกันเลยค่ะ ว่าแต่ล่ะสี หมายถึงอะไรกันบ้าง จะได้เลือกไปให้คนรักได้ถูกนะ อยากบอกความในใจเกับคนพิเศษ “ที่ไม่พูดก็โดนใจ” ด้วยสีสันของกุหลาบกันดีกว่า

    กุหลาบแดง : ตรงใจว่า “ฉันรักเธอ”


    กุหลาบเหลือง : อ้อนหน่อยๆ รักฉันนานๆ นะ


    กุหลาบขาว : รักนี้เป็นรักบริสุทธิ์จากใจเลย


    กุหลาบชมพู : ก็อยากให้เธอเป็นหวานใจนี่นา


    กุหลาบส้ม : เปรี้ยวจับใจ คนนี้ใช่เลย

     

  • SCHINDLER’S LIST บัญชีกู้ชีวิต

    SCHINDLER’S LIST บัญชีกู้ชีวิต

    ประวัติศาสตร์ยุโรปโบราณมีปรากฎว่าชนชาติยิวคือ   ชนหมู่น้อยชั้นต่ำระดับทาสแรงงาน    ทำให้ถูกดูแคลนและกลั่นแกล้งเรื่อยมา    แต่กระนั้นความเคร่งครัดศรัทธาที่มีต่อศาสนายิวได้กลายเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งชนชาติและเป็นโล่ต้านชะตากรรมอยู่เสมอ   เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคคริสต์ศาสนาเรืองอำนาจ   ชาวยิวในยุโรปกลับยิ่งถูกเกลียดชังมากยิ่งขึ้น   ด้วยการถูกประนามว่า คนยิวคือผู้ทรยศ ยิวคือ “ผู้สังหารพระคริสต์” กระแสความเกลียดชังต่อต้านคนยิว [anti-Semitism] ไหลซึมผ่านกาลเวลามาตลอดประวัติศาสตร์
    ถึงศตวรรษที่ 19 สถานภาพของคนยิว จึงเริ่มได้รับการปลดปล่อย ได้รับการยอมรับ มีสิทธิ์เท่าเทียมในสังคมมากขึ้น นั้นแต่นั้น คนยิวสามารถเลื่อนเข้าสู่สถานภาพของสังคมในระดับกลางและสูงอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มพานิชย์  การเมือง  วิทยาการ สัญญาณที่บ่งบอกถึงความปราชญ์เปรื่องและความรุ่งโรจน์ที่น่าปิติสำหรับชาวยิวในปลายศตวรรษที่ 19 นี้ สำหรับชาวยุโรปอื่นแล้ว มันคือ สัญญาณอันตรายของคนยิวที่กำลังจะครอบครองดินแดนทั่วยุโรปทั้งทวีป ความรู้สึกเกลียดชังคนยิวยิ่งฝังรากลึกและรุนแรงยิ่งขึ้น

    เดือนมกราคม  ปี  1933  ประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  Adolph Hitler  (1898-1945) ผู้นำพรรคนาซีเริ่มแผนรณรงค์ต่อต้านคนยิวอย่างเป็นระบบ เริ่มด้วยการนิยามคำว่า  “คนยิว” ตามสายพันธุ์ อันเป็นการโหมโรงของกฎหมายและคำสั่งต่อต้านคนยิวโดยเฉพาะที่จะมีตามมาอีกนับไม่ถ้วน    คนยิวที่มีฐานะดีจำนวนหนึ่งเริ่มอพยพหนีจากเยอรมนี ในขณะเดียวกันชาวยิวอีกมาก ยังไม่ยอมละทิ้งประเทศชาติอันถือเป็นบ้านเกิดของตน

    เดือนพฤศจิกายน   1938  เยอรมนีเกิดเหตุการณ์บุกเข้าทำลายร้านค้า  มีการบุกปากระจกทุบบ้านเรือนและเผาวัดยิวระบาดไปทั่วประเทศ  เหตุการณ์ครั้งนี้รู้จักกันสืบมาว่า “The  night  of  the  broken  glass.” เนื่องมาจากนักการทูตเยอรมันคนหนึ่งถูกลอบฆ่าในกรุงปารีสด้วยฝีมือของคนยิว   ความเกลียดชังคนยิวของคนเยอรมันถูกโหมถึงขีดสุด

    สงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากเยอรมนีนำทัพบุกเข้ายึดประเทศโปแลนด์ในเดือนกันยายน  1939 ผลครั้งนี้ย่อมหมายความว่า ชนชาวยิวจำนวนอีกราว 2 ล้านคน จะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคนาซีเยอรมนี

    มาตรการของเยอรมนีที่มีต่อคนยิวในประเทศโปแลนด์รุนแรงเฉียบขาดมากยิ่งกว่าในประเทศเยอรมนีเองเสียด้วยซ้ำ  คนยิวที่นี่ถูกบังคับให้ย้ายเข้าไปแออัดอยู่ รวมกันในเขตที่เรียกว่า  “ghetto”  [เก็ตโต้] มีการสร้างกำแพงและล้อมรั้วลวดหนามแน่นหนา กลายเป็นเขตสลัมจากผลทางการเมืองที่มีสภาพแร้นแค้นอัตคัด  ถูกจำกัดสิทธิ์ในทุกด้าน  สินค้าที่ผ่านตลาดมืดเข้ามาในเขตกักกันมีราคาสูงลิบลิ่ว
    ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง  นาซีเยอรมนีส่งหน่วยจู่โจมพิเศษเบุกประเทศรัสเซีย มีคำสั่งตั้งหน่วยสังหารจำนวนหลายพันนาย  ให้ฆ่าคนยิวทุกคนทันทีที่พบเห็น  โลกเริ่มได้รับรู้ข่าวลือเรื่องความโหดร้ายของนาซีต่อชาวยิว

    หนึ่งเดือนหลังการปฏิบัติการครั้งนั้น  Hermann  Goering  [  เกอริ่ง (1893-1946)]    ผู้นำหมายเลขสองของนาซีเยอรมนี   ออกคำสั่งให้เริ่มปฎิบัติการตามแผนขั้นสุดท้ายต่อคนยิวที่อยู่ในเขตปกครองของเยอรมนีทั่วยุโรป  แผนนโยบายนี้  เรียกว่า “the final solution to the Jewish question”

    เดือนกันยายน   1941  คนยิวในเยอรมนีตีตราความเป็นยิวด้วยการต้องติดเครื่องหมายดาวหกแฉกสีเหลือง และถูกนำตัวส่งไปยังเขตกักกันซึ่งตั้งอยู่ในประเทศโปแลนด์กับรัสเซีย  ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน มีจำนวนคนยิวที่ถูกกักกันตัวถึงหลายหมื่นคน และช่วงเวลานี้เองที่แผนการขั้นสุดท้ายที่แท้จริง    ได้ปรากฏต่อชีวิตคนยิวภายใต้เงาอำนาจนาซีเยอรมนี คนยิวถูกลำเลียงไปสู่ค่ายกักกันสำหรับรอความตาย

    “death  camp”  หรือ “ค่ายมรณะ” เหล่านี้ เป็นค่ายที่ถูกสร้างขึ้นบนแผ่นดินประเทศโปแลนด์ในระหว่างถูกยึดครอง    มีห้องที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับรมแก๊สพิษเพื่อการสังหารโดยที่เหยื่อจะไม่ทราบล่วงหน้าเลย  ทหารนาซีจะนำตัวผู้ถูกกักกันไปยังห้องที่มีลักษณะคล้ายห้องอาบน้ำรวม มีฝักบัวติดไว้ให้อาบ ทุกคนจะได้รับแจ้งว่ากำลังจะถูกทำการชำระล้างเพื่อฆ่าเชื้อโรค  หลังจากเสียชีวิตจากแก๊สพิษหมดแล้ว  ศพจึงถูกนำไปกองเผาในโรงเผาอีกทีหนี่ง    คนยิวที่ยังเหลืออยู่ภายนอก    มักจะมองปล่องควันไฟเหล่านี้ด้วยความสงสัยผสมกับความกลัวโดยที่ไม่ทราบถึงความตายที่กำลังรออยู่นี้เลย

    คนยิวที่ถูกลำเลียงมาสู่ค่ายมรณะเหล่านี้มักจะมาจากเขตกักกันที่อยู่ใกล้กัน   คนยิวที่ถูกนำตัวมาจากเขตกักกันในกรุง  Warsaw  แห่งเดียวมีจำนวนถึง 300,000 คน การลำเลียงเที่ยวแรกมักจะเป็นผู้หญิง  เด็ก และคนชรา หรือคนที่ไม่สามารถทำงานได้ ส่วนคนที่ยังมีสมรรถภาพพอที่จะทำงานได้   จะถูกเกณฑ์ไปทำงานในโรงงาน  จนกระทั่งถูกส่งไปสู่ความตายที่ถูกกำหนดโดยพวกนาซีเช่นเดียวกัน

    การลำเลียงคนยิวสู่ค่ายมรณะเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงฤดูร้อนและใบไม้ร่วงของปี 1942    ที่หมายและจุดประสงค์ของการลำเลียงแต่ละเที่ยวไม่เคยมีการประกาศให้ทราบ แต่กระนั้น   ข่าวการกระทำฆาตกรรมหมู่ของนาซีเยอรมนี   ในที่สุดก็เริ่มมีเล็ดลอดออกสู่โลกภายนอกทีละน้อย
    nazirun

    โดยปกติแล้ว  การลำเลียงคนยิวจะกระทำด้วยขบวนรถไฟขนสินค้า  ขบวนหนึ่งจะมีคนยิวราวหนึ่งพันคนถูกอัดขึ้นตู้รถจนเต็มขนัดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย   น้ำหนักจำนวนมากทำให้รถไฟต้องวิ่งอย่างเชื่องช้า คนป่วยหรือคนชราจึงมักจะเสียชีวิตในระหว่างการเดินทาง

    ในบรรดาค่ายมรณะในประเทศโปแลนด์  ค่ายในเมือง  Auschwitz [เอ๊าชวิตซ์] ซึ่งอยู่ใกล้กับเมือง  Kracow  [คร๊ากคาว – เมืองหนึ่งทางใต้ของประเทศโปแลนด์] คือค่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ผู้ที่ถูกนำตัวมาที่นี่  ถูกลำเลียงมาจากทั่วทวีปยุโรป  ภายในค่าย ผู้ถูกกักกันจำนวนหนึ่งจะถูกว่าจ้างให้ทำงานอุตสาหกรรม   บางส่วนถูกนำไปทดลองทางการแพทย์   และแม้ว่าคนยิวและคนเชื้อสายยิปซีจะถูกส่งเข้าห้องแก็สอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่แล้ว ผู้ถูกกักกันอีกหลายแสนคน   ก็ต้องเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุอื่นเสียก่อน  ไม่ว่าจะจากการอดอาหาร  ป่วยด้วยโรค  หรือถูกยิงตาย โรงเผาขนาดใหญ่หลายโรงถูกสร้างขึ้นเพื่อทำการเผาศพผู้ตายเป็นการทำลายหลักฐาน   ในปี  1944  เครื่องบินจารกรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถถ่ายภาพค่ายกักกันไว้ได้ในระหว่างสืบหาเป้าโจมตีทางอุตสหกรรม    ตัวโรงงานถูกทิ้งระเบิดพินาศ แต่ห้องแก๊สยังคงมีอยู่เหลือไว้ให้เห็นเป็นพยาน

    เมื่อสงครามสงบลงในปี  1945 เหตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนาซีเยอรมนีต่อคนยิวครั้งนี้  ถูกเรียกว่า  Holocaust  [“การเผาผลาญจนสิ้น”] มีผู้ประมาณว่า จำนวนตัวเลขคนตายจากการนี้มีถึงเกือบ  6 ล้านคน ราว 3 ล้านคนถูกฆ่าในค่ายกักกันมรณะ ราว  1.4  ล้านคนถูกยิงตาย  และอีก 6 แสนคนต้องตายเพราะทนสภาพในเขตกักกันไม่ไหว  แม้ว่าจะมีผู้ตกเป็นเหยื่อในการฆาตกรรมหมู่ด้วยจำนวนที่มากมายเพียงนี้ แต่กว่าที่จะมีความพยายามในการค้นหาหลักฐานและสืบหาความจริงอย่างจริงจังของเหตุการณ์ Holocaustกลับต้องใช้เวลาถึงเกือบยี่สิบปี   มิเช่นนั้น  เรื่องนี้อาจจะต้องกลายสภาพไป เหลือเป็นเพียงตำนานที่มิอาจพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่  เนื่องจากหลักฐานพยานส่วนใหญ่ มักจะเป็นเพียงคำบอกเล่าของพยานชาวยิวที่สามารถเอาชีวิตรอดพ้นมาได้เท่านั้น     ในจำนวนนี้ มีชายคนหนึ่งชื่อ Poldek Pfefferberg [โพลเด็ค เฟ็ฟเฟอร์เบร์ก] รวมอยู่ด้วย

    ปี  1980 Pfefferberg อดีตชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งในจำนวนผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น  บัดนี้เขากลายเป็นชายในวัยเกษียณ  ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐตั้งแต่ปี  1947 จนกลายมาเป็นประชาชนชาวอเมริกัน    แปลงชื่อและเปลี่ยนนามสกุลใหม่ให้เป็นอเมริกันมากขึ้นว่า   Leopold  Page  เปิดร้านขายเครื่องหนังอยู่แถบย่านคนมีเงิน  Beverly Hills  ในนคร  Los Angeles หากไม่บอกคงไม่มีใครทราบว่า ภายใต้ท่าทางอเมริกันชนเต็มขั้นและสูงวัยเช่นนั้น  เขาแบกความฝันที่สืบจากฝันร้ายวัยหนุ่มไว้อยู่เรื่องหนึ่ง ความฝันในการประกาศสรรเสริญชื่อของชายผู้หนึ่งให้โลกต้องจารึก    บุคคลที่เขาจะไม่มีวันลืมตราบชีวิตนี้
    เดือนตุลาคมปีเดียวกันนั่นเอง  Thomas  Keneally [โธมัส เคนีลลี่ (1935-)] นักเขียนมีชื่อชาวออสเตรเลีย  แวะเข้ามาในร้านของ  Pfefferberg เพื่อเลือกซื้อกระเป๋าหนังใส่เอกสาร ในระหว่างการรอชำระเงินอยู่นั้น เมื่อ Pfefferberg ทราบว่าเขาเป็นนักเขียน  เขาแสดงท่าทางตื่นเต้นอย่างประหลาดจน  Keneally  ก็แปลกใจ  และกล่าวว่าเขามีเรื่องราวยอดเยี่ยมที่อยากจะเสนอให้เขาเขียนเป็นหนังสือ มันคือเรื่องที่เขาเคยเล่าให้ใครต่อใครฟังและอยากให้โลกได้รับรู้อยู่เสมอมา  มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับตัวเขาเอง     เขาและคนยิวกว่าหนึ่งพันคน    รอดชีวิตมาได้เพราะผู้ชายชื่อ    Oskar Schindler [ออสคาร์ ชินด์เลอร์]

    เดือนกันยายนปี     1939    ในขณะที่คนยิวในโปแลนด์กำลังถูกรวบรวมจับกุมตัวโดยกองกำลังเยอรมัน  นักธุรกิจเชื้อสายออสเตรียชื่อ Oskar Schindler เดินทางมาที่เมือง Kracow ด้วยจุดประสงค์เพื่อหาผลประโยชน์และความมั่งมีส่วนตน บุคลิกฟุ้งเฟ้อและชอบสนุกของเขา      ทำให้สนิทสนมชอบพอกับเหล่าเจ้าหน้าที่ทหารนาซีในเมืองนั้นได้อยางง่ายดาย  เขากลายเป็นเจ้าของกิจการโรงงานทำภาชนะเครื่องเคลือบโลหะกับดินเผาแห่งหนึ่ง      โรงงานแห่งนี้ถูกพวกนาซียึดมาจากกิจการของคนยิวตามนโยบายต่อต้านยิว โรงงานถูกนำมาดำเนินการผลิตสำหรับกองทัพนาซีแทน
    คนงานจำนวนมากมายในโรงงานแห่งนี้    เป็นคนยิวที่ถูกเกณฑ์มาทำงานโดยไร้ค่าจ้าง  ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในเวลาอันรวดเร็ว  ในขณะเดียวกัน  ด้วยสติปัญญาของเสมียนบัญชีชาวยิวของเขาชื่อ  Itzhak  Stern [อิ๊ตซาค สเติร์น] ก็อาจกล่าวได้ว่าทำให้โรงงานแห่งนี้กลายสภาพประดุจสถานหลบภัยนาซีของคนยิวจำนวนหนึ่งได้อย่างแยบยล

    เดือนมีนาคม    1941    ขณะที่มีคำสั่งให้กวาดต้อนคนยิวทุกคนเข้ารวมไว้ในเขต ghetto   ประจำเมืองอยู่นั้นSchindler  กลับกำลังสานความร่ำรวยเสพสุขอย่างเต็มที่ เขาเอาเงินทองที่ได้มา     ทำการติดสินบนเจ้าหน้าที่นาซีเพื่อให้ได้ทำสัญญาขายสินค้าในตลาดมืด และยังยอมทุ่มเงินติดสินบนไม่ให้คนงานชาวยิวของเขาต้องถูกย้ายตัวออกไป เพื่อกิจการโรงงานของเขาจะได้สามารถดำเนินต่อไป

    ฤดูหนาวปี  1942  ผู้บัญชาการทหาร  หน่วย  SS*  นายหนึ่งชื่อ  Amon Goeth [อามอน  เกิธ]  เดินทางมาที่เมือง Krakow เพื่อจัดตั้งค่ายแรงงานในเมือง Plaszow [ปลาสซาว]   ที่อยู่ใกล้กัน  เขาได้รับคำสั่งให้รื้อเขต  ghetto  เสีย  และนำคนยิวที่เหลืออยู่ไปไว้ที่  Plaszow ให้หมด Schindler รู้สึกตกตะลึงต่อความพฤติกรรมโหดของ Goeth  เท่า  ๆ กับการที่ต้องเห็นโรงงานของเขาต้องว่างลง เขารีบผูกมิตรกับ Goeth โดยทันที  พยายามเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทางให้ Goeth อนุญาตให้โรงงานของเขาเปิดดำเนินต่อไปในลักษณะค่ายแรงงานขนาดเล็ก     เขานำกำไรมากมายที่ได้รับไปซื้อเครื่องอภินันทนาการบำเรอ  Goeth  กับนายทหารระดับสูงเป็นการตอบแทน และยังพยายามติดสินทุ่มเงินบนซื้อชีวิตคนงานชาวยิวหลายคนให้รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิดหลายครั้ง แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการถูกจับจากการกระทำนี้ก็ตาม
    [*  SS ย่อมาจาก Schutzstaffel หรือ “ผู้พิทักษ์” ในภาษาเยอรมัน เป็นหน่วยทหารระดับสูงที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของ   Hitler   และยังมีอำนาจหน้าที่เทียบเท่าหน่วยตำรวจพิเศษอีกด้วย]

    ปี     1944    เถ้าถ่านสีขาวจากซากศพยิวนับหมื่นที่กำลังมอดไหม้อยู่ในโรงเผา ล่องลอยไปทั่วเมืองดุจหิมะ   มีคำสั่งจากเบื้องบนให้นำคนยิวทั้งหมดใน  Plaszow  ไปที่ Auschwitz   สิ่งนี้ทำให้  Schindler  ตัดสินใจว่า  ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องไปจาก Krakow  เสียที  เขากับ Stern ต้องรีบทำรายชื่อคนงานชาวยิวที่ถือว่า “มีความจำเป็นอย่างยิ่ง”  จนขาดไม่ได้และต้องให้ติดตามไปด้วย นำเข้าเจรจาต่อรองกับ Goeth พร้อมกับเงินสดหลายปึกใหญ่  ขอทำการย้ายคนงานจำนวน 1,100 คนไปยังโรงงานใหม่ที่ตั้งอยู่ในเมือง   Brunnlitz   บนชายแดนประเทศเช็คโกสโลวาเกีย   Schindler  ประสบความสำเร็จในการเจรจา       คนงานชาวยิวตามรายชื่อนั้นถูกนำตัวไปยังโรงงานที่ Brunnlitz โดยสวัสดิภาพ

    ตลอดระยะเวลา  7 เดือน Schindler จัดการให้โรงงานของเขาผลิตแต่สิ่งที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพนาซี  เมื่อสงครามสงบลง  Schindler ต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นเนอประดาตัว   และไม่ประสบความสำเร็จทางธุกิจอีกเลย   แต่คนงานชาวยิวซึ่งเคยตกอยู่ภายใต้อารักษ์ของเขาที่เรียกว่า    “Schindlerjuden”    [“คนยิวของชินด์เลอร์”] ตลอดจนลูกหลานของคนยิวกลุ่มนี้สืบมาถึงปัจจุบัน  กลับสรรเสริญและสำนึกบุญคุณของเขาไม่รู้สิ้น

    Thomas  Keneally  นำเรื่องราวที่เขาได้ยินจาก  Pfefferberg ประกอบกับการค้นคว้าและสัมภาษณ์กลุ่ม  Schindlerjuden  ที่ยังคงมีชีวิตเหลืออยู่ในปัจจุบัน ให้กำเนิดนิยายชื่อ  “SCHINDLER’S  ARK” โดยถือว่าการกระทำของ Schindler ที่ได้ช่วยชีวิตชาวยิวไว้จำนวนหนึ่งจนสามารถสืบลูกหลานต่อมาจนถึงปัจจุบัน  ย่อมเทียบได้กับ นาวาของโนอา [Noah’s Ark] ในพระคัมภีร์เก่า ซึ่งได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์จากความตายเมื่อครั้งน้ำท่วมโลก  Keneally ได้รับรางวัล Booker Prize ประจำปี 1982 จากหนังสือเล่มนี้      รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติทางวรรณกรรมของกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ     ต่อมา    เมื่อถูกตีพิมพ์ในสหรัฐ    นิยายเรื่องนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “SCHINDLER’S LIST” ด้วยเหตุผลทางการตลาด
    ปีเดียวกันนี้เอง   ความฝันของ   Pfefferberg   ยังคงดำเนินต่อไป   โครงการสร้างภาพยนตร์จากนิยายเรื่องนี้ตกถึงมือผู้กำกับอเมริกันซึ่งกำลังโด่งดังสุดขีดจากภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในขณะนั้น   “E.T.-THE   EXTRA   TERRESTRIAL” (1982) Steven Spielberg (1947 -) เขากลับเก็บเรื่องนี้ไว้นานกว่า 10 ปี

    ตลอดระยะเวลา      เขาต้องพบกับความผิดหวังทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์จากภาพยนตร์แนวชีวิตของเขา    ตลอดจนต้องทนคำปรามาสจากนักวิจารณ์ว่า    เขาไม่สามารถสร้างหนังผู้ใหญ่ที่ดีได้     ในโลกของนักสร้างภาพยนตร์    เขาคือเด็กที่ไม่ยอมโต Spielberg   ยอมรับด้วยการกล่าวว่า   “ผมรู้สึกกลัวการสร้างเรื่อง  SCHINDLER’S LIST  สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมรีรอผลัดการสร้างมาปีแล้วปีเล่า ผมยังไม่แก่พอที่จะสร้างเรื่องนี้ได้ในปี  1982” แต่ความเป็นคนยิวของเขาไม่ยอมให้เขาทิ้งมันไป แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานถึงหนึ่งทศวรรษ

    คริสต์มาส  ปี  1993 ภาพยนตร์เรื่อง “SCHINDLER’S LIST” ออกฉายเป็นครั้งแรก  กลายเป็นภาพยนตร์แนวชีวิตเรื่องแรกของเขา ที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ชนิดเกือบเป็นเอกฉันท์  นอกจากนี้  ยังประสพความสำเร็จทางรายได้  และยังนำรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี  1992 ของสถาบันศิลปะวิทยาการภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ด หรือ Oscar มาสู่เขาหลังจากการรอคอยอันแสนนาน
    ณ   วันนี้  “SCHINDLER’S  LIST”  คือ  บทพิสูจน์วุฒิภาวะทางศิลปะการสร้างภาพยนตร์ของ Steven Spielberg แล้วหรือไม่ แม้หลายคนจะยอมรับแต่หลายคนก็ยังลังเล   หลายเสียงเกรงว่าเขาอาจจะไม่สามารถกลับไปสร้างความบันเทิงบริสุทธิ์ในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป   หากเป็นเช่นนั้นจริง  ก็ดูจะเป็นเรื่องน่ายินดีกับการเติบโตของชีวิตเด็กยิวคนหนึ่งมิใช่หรือ?

  • เบื้องลึกจาก FLATLINERS

    “Quite simply, why are you doing this?”
    “Quite simply,
    to see if there’s anything out there beyond death.
    Philosophy failed. Religion failed.
    Now, it’s up to the physical sciences.”

    คงมีผู้อ่านมากมายหลายท่านที่ซาบซึ้งและจำภาพฉากสุดท้ายในภาพยนตร์เรื่อง   “GHOST”  กันได้ดี Sam Wheat (Patrick Swayze) ตัวนำในเรื่อง ค่อยๆเดินเข้าไปหาแสงสว่างจ้าสีฟ้าขาวนวลตา และถ้าหากสังเกตให้ดีจะเห็นเงาจางๆ ที่มีลักษณะคล้ายคนยืนเรียงรายต้อนรับกันอยู่ แม้ว่ามันจะเป็นฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ แต่มันกลับเป็นฉากที่อิงอยู่บนความจริงมากที่สุดในขณะที่ฉากประสพการณ์การตายของตัวละครอื่นๆในเรื่องกลับถูกเขียนขึ้นมาเพื่อสอนศีลธรรมอย่างจงใจจนดูเป็นเรื่องน่าขบขันไป     ฉากสุดท้ายที่เห็นนั้น เป็นความจริงที่ได้จากการค้นคว้าและสืบทราบจากปากคำคนไข้ที่เคยตายไปชั่วขณะหลายร้อยรายของบรรดานายแพทย์ที่เชื่อถือได้หลายท่านที่เคยศึกษาเกี่ยวกับการตายของมนุษย์ ฉากจบของภาพยนตร์เมโลดรามาเรื่อง “GHOST” กลับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงเรื่องภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ “FLATLINERS” ที่อิงอยู่บนความเป็นจริงของวิทยาการในปัจจุบัน นำปัญหาทางปรัซญาและศาสนา จิตวิทยา มารวมกันไว้ เพื่อตอบตำถามที่มีมาตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์คนแรกในโลก คำถามที่ว่า “คนเราตายแล้วไปไหน?”

     

    เรื่องราวของ “การตาย”

    ตามบทความที่เขียนโดย  Bette  L. Runk นักเขียนและบรรณาธิการทางวิทยาศาตร์ของสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐ [National Institute of Mental Health หรือที่เรียกย่อว่า “NIMH” ซึ่งเป็นสถาบันค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรกของ Don Bluth เรื่อง “THE SECRET OF NIMH” (1982) นั่นเอง] และ Dr. Calvin J. Frederick ศาสตราจารย์จากสถาบันเดียวกันและเป็นอาจารย์สาขาจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน อธิบายไว้ดังต่อไปนี้ว่า

    “การตาย” ภาวะการหยุดของระบบชีวิตอย่างไม่สามารถเปลี่ยนให้หวนกลับคืนมาได้ ซึ่งเป็นการเข้าสู่ภาวะของการตายอย่างชัดเจน การตายนั้นมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพของระบบสิ่งมีชีวิตทุกประการ นั่นคือ มีการสูญเสียลักษณะของสิ่งมีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง

    การตายทางสรีรวิทยา

    ลักษณะของอาการตาย   เกิดขึ้นโดยแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ   ระดับแรก  คือ การตายทางสรีระ”(somatic death) ซึ่งเป็นการตายของระบบอินทรีย์รวมทั้งระบบ โดยปกติจะเกิดขึ้นก่อนการตายของส่วนอวัยวะ เซลล์ และส่วนต่างๆของเซลล์ในระบบต่อไป “อาการตายทางสรีระ” สังเกตุได้จากการหยุดทำงานของการเต้นหัวใจ ระบบหายใจ  การเคลื่อนไหว ปฎิกิริยสรีเฟลกซ์ และการทำงานของสมอง การจะชี้ให้แน่ชัดว่าจุดใดเป็นเวลาที่เกิดการตายทางสรีระขึ้นอย่างแน่นอนนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ทั้งนี้ ก็เพราะอาการป่วยที่เกิดขึ้นชั่วคราวในผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น อาการขั้นโคม่า อาการหมดสติแบบซิงโคปี [syncope – อาการสลบชั่วคราวเนื่องจากมีโลหิตมาเลี้ยงสองไม่พอ] หรือ อาการภาวะตกอยู่ในภวังค์ (trance) ก็ดี ล้วนแล้วแต่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับอาการตายเป็นอย่างยิ่ง

    หลังจากผ่านระดับการตายทางสรีระไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่จะติดตามมาอีกหลายประการก็จะถูกใช้เป็นตัวชี้เวลาและสภาพของการตาย ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้แก่ อาการแรก “อัลกอร์ มอร์ติส” (algor mortis) คือ อาการที่ร่างกายเริ่มมีอุณหภูมิลดต่ำลงหลังจากมีการตายเกิดขึ้น เกิดจากสิ่งแวดล้อมซึ่งมักจะมีระดับอุณหภูมิต่ำกว่าร่างกายอยู่แล้วเป็นตัวถ่ายทอดความร้อนออกไป   อาการต่อมา “ริกอร์ มอร์ติส” (rigor mortis) คือ อาการแข็งตัวของกล้ามเนื้อลายที่เป็นโครงของร่างกาย จะเริ่มแสดงอาการระหว่าง 5-10 ชั่วโมงหลังจากการตาย แต่จะหายไปเองหลังจากเวลาผ่านไป 3-4 วัน อาการต่อไป “ลิวอร์ มอร์ติส” (livor mortis) คือ อาการที่ร่างกายส่วนที่อยู่

    ด้านล่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำเนื่องมาจากการตกตะกอนของเลือด หลังจากการตายได้ไม่นาน เลือดจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนพร้อมกันกับการเกิดภาวะออโตไลสิส (autolysis) ซึ่งเป็นแตกสลายของเซลล์ หลังจากนี้ การเน่าสลายของเนื้อเยื่อต่างๆก็จะติดตามมาจากปฏิกิริยาของเอนไซม์และตัวแบคทีเรีย

    อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายตายด้วยอัตราความเร็วที่แตกต่างกัน_ _ แม้ว่า_เซลล์สมองจะสามารถอยู่รอดได้เพียงไม่นานกว่า   5  นาทีหลังจากการตายทางสรีระ   แต่ระบบอวัยวะหัวใจกลับสามารถอยู่รอดได้นานประมาณ   15  นาที และระบบอวัยวะไตกลับสามารถอยู่ได้นานถึง 30 นาที_ [ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะจำฉากบทสนทนาช่วงที่ตัวนำในภาพยนตร์เรื่อง “THE ABYSS” (1989) ช่วยภรรยาว่ายน้ำใต้ทะเลโดยไม่สวมชุดประดาน้ำกลับฐานได้] ด้วยเหตุนี้เอง อวัยวะบางส่วนจึงสามารถถูกผ่าตัดนำออกจากศพของผู้ที่เพิ่งจะเสียชีวิตและนำไปผ่าตัดเปลี่ยนใส่ให้กับคนไข้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ตามที่เราทราบกันอยู่

    คำจำกัดความของ “ความตาย”

    แนวความคิดที่ใช้อธิบายว่า   อะไรคือสิ่งบ่งชี้ถึงความตาย   ย่อมจะมีแตกต่างกันไประหว่างชนชาติวัฒนธรรมตลอดจนยุคสมัยที่ความคิดแปรเปลี่ยนกันไป ในสังคมตะวันตก ความตายมักจะถูกมองตามกันมาว่าคือการจากไปของวิญญานที่หลุดลอยออกจากร่าง ด้วยแนวความคิดอันนี้เอง ธาตุแท้ของความเป็นมนุษย์จึงได้รับการถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปสมบัติของร่างกาย และเนื่องจากเชื่อกันว่าวิญญานเป็นสิ่งที่ไม่มีการแสดงผลทางรูปวัตถุ การจากไปของวิญญานจึงเป็นสิ่งที่มองไม่สามารถมองเห็นได้และไม่สามารถตัดสินสภาพการณ์ได้ตามสภาพที่สังเกตุเห็น ดังนั้น เมื่อพิจารณาหลักการของตามแนวความคิดอันนี้ “การหยุดหายใจ”จึงได้รับการถือว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความตายตลอดมา

    มาสมัยบัจจุบัน   ถือกันว่าความตายเกิดขึ้นเมื่อระบบที่ทำหน้าที่ยังชีพหยุดทำงาน   นั่นคือระบบหายใจและระบบการหมุนเวียนของโลหิต   (สามารถสังเกตุได้อย่างชัดเจนจากการหยุดเต้นของหัวใจ) _แต่แนวความคิดอันนี้ก็ได้รับการคัดค้านจากการแพทย์สมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้า เนื่องจากสามารถประคับประคองการทำงานของระบบหายใจและระบบหัวใจได้ด้วยการใช้อุปกรณ์สมัยใหม่เข้าช่วย ดังนั้น แนวความคิดเกี่ยวกับการตายที่ทันสมัยมากขึ้นโดยเน้นการตายของสมองจึงเริ่มได้รับการยอมรับเข้ามาแทนที่ เมื่อยึดตามหลักการอันนี้ แนวความคิดที่ถือว่าการตายเริ่มขึ้นเมื่อการทำงานของสมองสูญเสียไปอย่างไม่สามารถทำให้หวนคืนมาได้จึงเริ่มปรากฎขึ้น

    อย่างไรก็ตาม   แม้แต่แนวความคิดในเรื่องความตายโดยยึดถือการทำงานของสมองเป็นเกณฑ์   ก็ยังได้รับเสียงคัดค้านด้วยเช่นกัน เพราะเหตุว่าคนๆหนึ่งสามารสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานของระบบสมองส่วนบนทั้งหมดไป ในขณะที่ระบบสมองส่วนล่างซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานอัติโนมัติ เช่น ระบบหายใจ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างปกติ

    [อาการทำนองนี้คืออาการที่คนไทยมักเรียกกันว่า   “เจ้าหญิงนิทรา”   ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ_ตายทั้งเป็น_ อาการคน-ข้เหล่านี้จะปรากฏในนิยายเรื่อง “LEGION: The Exocist III” และภาพยนตร์ชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 1990 เรื่อง “AWAKENINGS”] ด้วยเหตุผลที่มีมาเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านในขณะนี้จึงเริ่มโต้แย้งว่า ควรจะถือว่าการตายมีขึ้น

    เมื่อสภาพของจิตสำนึกหรือปฏิกิริยารับสนองระว่างกันทางสังคมของสมองสูญสิ้นไป เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์นี้แล้ว การสูญเสียความสามารถในการทำงานของสมองส่วนบนตอนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เรียกว่า “neocortex” จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงการตายได้

    แนวความคิดของสังคมโดยส่วนรวมเกี่ยวกับเรื่องความตายเป็นสิ่งที่สร้างความสนใจไม่เพียงแต่ในหมู่นักวิชาการเท่านั้น   การที่เทคโนโลยีด้านการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามทางด้านศีลธรรมติดตามมารวมทั้งปัญหาในการนิยามการตายตามกฏหมายอีกด้วย ประเด็นต่างๆที่เคยมีผู้ถกเถียงกันมาแล้วก็มี อาทิเช่น ใครควรจะเป็นผู้ตัดสินหลักบรรทัดฐานเรื่องการตาย? นายแพทย์ สถาบันนิติบัญญัติ หรือบุคคลแต่ละรายไปในการตัดสินความตายของตนเอง? การปล่อยให้เข้าสู่ความตายโดยการตัดระบบเครื่องช่วยชีวิตภายนอกทางการแพทย์ออก เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้โดยถูกศีลธรรมและถูกกฏหมายหรือไม่? คนเรามีสิทธิ์หรือไม่ในการเรียกร้องให้หยุดการช่วยชีวิตด้วยวิธีการพิเศษเพื่อที่จะได้ตายอย่างสงบ? ผู้เป็นญาติสนิทใกล้ชิดหรือผู้ปกครองตามกฏหมาย จะสามารถกระทำการใดๆแทนคนไข้ที่อยู่ในอาการโคม่า ซึ่งกำลังจะตายในสภาพการณ์เช่นนี้ได้หรือไม่? คำถามเหล่านี้ทั้งหมด ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการค้นหาคำตอบให้ได้อย่างรีบเร่ง เนื่องด้วยเทตโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การต้องการอวัยวะสำหรับผ่าตัดจะต้องนำมาชั่งน้ำหนักโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้บริจาคที่กำลังจะตายอีกด้วย

    จิตวิทยาของความตาย

    การดูแลช่วยเหลือคนไข้ที่กำลังจะตายตลอดจนครอบครัวกลายมาเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจกันใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษที่1960เป็นต้นมา นักมรณวิทยา (thanatologist – ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับสภาวะการณ์และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในตัวของผู้ที่กำลังจะตาย) ได้วินิจฉัยแยกแยะระยะความรู้สึกของผู้ที่กำลังจะตายจะต้องประสบออกเป็นระยะดังนี้ คือ

    1. การรู้สึกปฏิเสธและโดดเดี่ยว เช่นความรู้สึกที่ว่า “ไม่จริง! ต้องไม่ใช่ฉันแน่!”

    2. การรู้สึกโกรธ ฉุนเฉียว อิจฉา และเคียดแค้น เช่นความรู้สึกที่ว่า “ทำไมฉันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย?”

    3. การรู้สึกอยากต่อรอง เช่นความรู้สึกที่ว่า “ถ้าต่อนี้ไปฉันเป็นคนดี ฉันจะอยู่ต่อได้ไหม?”

    4. การรู้สึกเศร้า หดหู่ เช่นความรู้สึกที่ว่า “อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์”

    5. การยอมรับ

    ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าระยะต่างๆที่กล่าวมาแล้วไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเรียงตามลำดับ   นอกจากนี้   ความรู้สึกที่เกิดขึ้นยังอาจจะเป็นการผสมผสานระหว่าง   ความหวัง ความรู้สึกทุกข์ทรมาน และความหวาดกลัวร่วมด้วยก็เป็นได้ โดยทั่วไป สภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้ที่กำลังจะตายมักจะเผชิญกับปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อนในสถานการณ์อันนี้ ด้วยวิธีการเดียวกับที่เขาใช้ตอนเผชิญกับปัญหาต่างๆเมื่อครั้งที่มีชีวิตอยู่

    บรรดาครอบครัวหรือญาติมิตรที่ต้องสูญเสียผู้ที่ตนรักไป   ต่างก็ต้องผ่านระยะการรู้สึกปฏิเสธและยอมรับเหมือนกับผู้ที่ตายเช่นกัน   แต่ว่า   ความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปแล้วจะมีลำดับที่แน่นอนกว่า ซึ่งมักจะเริ่มปรากฏในช่วงระยะก่อนที่ผู้ที่ตนรักจะตาย หากเป็นความโศกเศร้าที่เกิดโดยมีการทำใจไว้แล้วเพราะทราบล่วงหน้ามาก่อน ความทุกข์ที่ตามมาภายหลังก็จะทุเทาลงไปได้บ้าง   แต่หากเกิดจากการตายที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน   ความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจในช่วงระยะที่เกิดตามมาหลังจากมรการตายเกิดขึ้นแล้ว   มักจะเกิดอยู่นานกว่าและรุนแรงกว่ามาก [ในภาพยนตร์เรื่อง “FLATLINERS” จะเห็น Rachel (Julia Roberts) เห็นพ่อฆ่าตัวตายยสมยังเป็นเด็ก หนำซ้ำ ยังถูกแม่ด่าว่าเป็นเพราะความผิดของตน   ความรู้สึกผิดอันนี้จึงฝังใจไปจนโต   เกิดความหมกมุ่นในการศึกษาเรื่องของความตาย)   ระยะนี้   ผู้ที่มีจิตใจเป็นทุกข์มักจะร้องไห้   นอนไม่ค่อยหลับ และทานอาหารไม่ค่อยลง บางคนอาจจะรู้สึกตกใจหวาดกลัว โมโห และคับแค้นใจที่ถูกทอดทิ้ง เมื่อเวลาผ่านไป อาการทุกข์ใจอาจจะเปลี่ยนไปเป็นอาการซึมเศร้า และเกิดความรู้สึกเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวต่อไปอีกนาน ซึ่งบางครั้งก็เกิดขึ้นจากการซ้ำเติมที่การให้กำลังใจปลอบประโลมจากสังคมและบุคคลภายนอกตามประเพณีในกรณีนี้ ค่อยๆหายไปตามเวลา แต่ในที่สุด ผู้ที่ยังมีชีวิตยู่ก็จะเริ่มเลิกวิตก มีกำลังใจกลับคืนมา เริ่มรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับผู้อื่น และเริ่มหาประสบการณ์ใหม่ต่อไป

    การดูแลคนไข้ทึ่มีอาการป่วยขั้นสุดท้าย   (terminally ill patient) จะต้องใช้แพทย์และนักมรณวิทยาที่มีความสามารถพิเศษ [ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “FLATLINERS” จะเห็นแพทย์ฝึกหัดหญิง Rachel อีกเช่นกัน ที่กำลังศึกษาทางด้านมรณวิทยาเป็นการส่วนตัว โดยการสัมภาษณ์คนไข้ที่เคยตายไปชั่วขณะและให้คำปรึกษากับคนไข้ที่กำลังจะตาย]   บุคคลเหล่านี้จะต้องพยาายามต่อสู้กับความกลัวของตนเองที่มีเกี่ยวกับความตายให้ได้   ก่อนที่จะสามารถให้คำปรึกษากับผู้ที่กำลังจะตายได้อย่างเหมาะสม   ปัจจุบัน   หลักการที่กล่าวว่าคนไข้ส่วนมากซึ่งกำลังจะตายควรจะได้รับการบอกเล่าถึงเรื่องนี้นั้น เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ที่เป็นแพทย์จะไม่เห็นด้วยก็ตาม และแน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้ไหวพริบและการดูแลเอาใจใส่อย่างดี   คนไข้ส่วนใหญ่ แม้กระทั่งเด็กก็ตาม ในที่สุดแล้ว ก็มักจะรู้ตัวว่าตนเองกำลังจะตายอยู่ดี ดังนั้นการที่ช่วยเหลือให้พวกเขาได้ทราบความจริงล่วงหน้า จึงเป็นการทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากการเสแสร้งที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย และเป็นการให้กำลังใจสนับสนุนให้เขาแสดงความรู้สึก

    ที่แท้จริงออกมา หากสามารถทำให้ใเกิดความอบอุ่นและความมั่นใจกับคนไข้ที่กำลังจะตายได้ คนไข้ที่ทราบข่าวก็จะสามารถพบกับความตายได้ในสภาพที่เหมาะสม อันเป็นสภาพที่มีเกียรติและสงบสันติ

    มรณวิทยา (THANATOLOGY)

    วิชามรณวิทยา  คือ   การศึกษาหรือศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องประสบการณ์ของความตายและความรู้สึกของผู้ที่ต้องสูญเสียเนื่องมาจากความตาย   แม้ว่าคนทุกคนในทุกสังคม   ล้วนแล้วแต่เคยได้มีการคาดการณ์ถึงความตายด้วยกันทั้งสิ้น แต่การศึกษาถึงประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างมีระบบกลับเพิ่งได้รับการพันาขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง การศึกษาเรื่องราวที่น่ากลัวและเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากเช่นความตายนี้   เป็นเรื่องที่ต้องห้ามในสังคมมาตลอด มาจนกระทั่งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ซึ่งหลายคนก็ยังคงเชื่อว่า การศึกษาถึงความตายเป็นการกระทำที่เลือดเย็นและแล้งน้ำใจ อย่างไรก็ตาม นักมรณวิทยาต่างก็มีความเชื่อว่างานการค้นคว้าของตนมีแนวโน้มที่จะสามารถช่วยเหลือมนุษย์ทุกคนได้ต่อไป เพราะไม่ว่าใคร ในที่สุดแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น

    ในยุคทศวรรษที่  1950  และ  1960   งานค้นคว้าของนักสังคมศาสตร์หลายรายได้เปิดทางให้กับการศึกษาด้านจิตวิทยาของการตายขึ้น   อีกทั้งยังได้พัฒนาโปรแกรมการให้คำปรึกษาและจิตบำบัดสำหรับจัดการกับปัญหาทางอารมณ์ขั้นรุนแรง ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับความตายในสังคมปัจจุบันอีกด้วย งานค้นคว้าที่ถือกันว่ามีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสาธารณชนในเรื่องของความตายและความรู้สึกโศกเศร้าเพราะการสูญเสียมากที่สุดในยุดปัจจุบัน คือ ผลงานของจิตแพทย์ชาวสวิส ชื่อ Elizabeth Kubler Ross

    คนเราตายแล้วไปไหน?

    การฟื้นคืนจากความตาย

    เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง   การจะประกาศได้ว่ามีความตายเกิดขึ้น   ก็ต่อเมื่อสังเกตุเห็นว่าไม่มีสิ่งบ่งชี้ใดๆถึงการทำงานของระบบหายใจและหัวใจหยุดเต้นแล้ว ใครก็ตามที่สามารถรอดชีวิตจากสภาวะอันนี้ไปได้ซึ่งก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากเต็มที ย่อมจะสร้างความเกรียวกราวบนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างมากในฐานะ”ผู้กลับมาจากความตาย” อีกทั้งยังสามารถสร้างความนับถือเลื่อมใสให้กับผู้ที่พบเห็นอีกด้วย   แต่ทุกวันนี้   ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปจนหมดสิ้น   ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดที่มีความก้าวหน้ามากในปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป ในการผ่าตัดระบบอวัยวะหัวใจที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมาก อาจจะมีการหยุดการทำงานของหัวใจได้นานถึงหลายชั่วโมง และแม้ว่าปัจจุบันจะมีการอ่านสัญญานจากอุปกรณ์พิเศษ   คือ   “เครื่องอิเลคโตรเอ็นเซ็ฟฟาโรกราฟ” (electroencephalograph) ซึ่งเป็นเครื่องบันทึกการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าจากการทำงานของสมอง (electroencephalogram) หรือที่นิยมย่อกันว่า EEG สามารถใช้เป็นตัวบอกถึงการมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีก็ตามที แต่ยังมีคนไข้บางรายเหมือนกันที่อ่านสัญญานคลื่นสมองเป็นเส้นตรง (flat EEG) ได้แล้ว ก็ยังสามารถฟื้นกลับคืนมาได้เป็นปกติอย่างสมบูรณ์เหมือนปาฏิหาริย์ [นี่คือที่มาของชื่อภาพยนตร์เรื่อง “FLATLINERS” ซึ่งหมายถึง “ผู้มีเส้นสัญญานคลื่นสมอง EEG” เป็นเส้นตรง มิใช่เส้นสัญญานของชีพจร คือ EKG (electrocardiogram) ที่วัดการเต้นของหัวใจ]

    เมื่อมีเหตุการร์เช่นนี้เกิดขึ้น แพทย์จึงต้อง “บัญญัติความหมายของความตาย” ขึ้นใหม่โดยที่ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบรรทัดฐานที่ใช้อยู่ เป็นสิ่งที่แน่นอนปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม หากกลั่นกรองดูแล้ว ปัจจุบันแพทย์มองการตายโดยแยกออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ “clinical death” ซึ่งหมายถึง การที่แม้ว่าภาวะที่สิ่งบ่งชี้ถึงการมีชีวิตอยู่จะหายไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม   แต่กรรมวิธีการช่วยชีวิตให้ฟื้นได้อย่างทันท่วงทีจะสามารถทำให้คนไข้มีชีวิตกลับคืนมาได้โดยปกติ   ในภาวะการณ์เช่นนี้ คนไข้จะถูกเรียกว่ามีอาการ “near death (ใกล้ความตาย)” มากกว่าจะเป็นการตายอย่างแท้จริง การตายประเภทที่สองคือ “biological death” ซึ่งอาจจะมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกับ “clinical death” ทุกประการ ยกเว้นระยะเวลาของอาการเช่นนี้จะทำให้เกิดการเน่าสลายของระบบอินทรีย์กายภาพ ทำให้การมีชีวิตกลับคืนมาเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้โดยสิ้นเชิง

    แพทย์จึงจำต้องพยายามบัญญัติความหมายของ”ความตาย”ขึ้นใหม่ทั้งที่ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบรรทัดฐานที่ใช้อยู่นั้นเป็นสิ่งแน่นอนและปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง   อย่างไรก็ตาม   หากกลั่นกรองดูแล้ว   ปัจจุบัน แพทย์มองการตายโดยแยกออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ “clinical death” ซึ่งหมายถึง ภาวะที่แม้ว่าสิ่งบ่งชี้ถึงการมีชีวิตจะหายไปจนหมดสิ้นก็ตาม

    สำหรับกรณีของการตายประเภทที่สองนี้   จุดที่น่าสงสัยประการหนึ่งคือช่วงระยะเวลาก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ”biological death”ที่ตามมาโดยอัตโนมัติ แม้ว่ามีการสันนิษฐานมานานแล้วก็ตามว่า การขาดอ็อกซิเจนจะทำให้เกิดความเสียหายของสมอง (brain damage) โดยที่ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้หากมีเวลานานกว่า 5-6 นาที ปัจจุบันนี้ก็มีหลักฐานแสดงแล้วว่า ในสภาวะพิเศษบางครั้ง ช่วงเวลาดังกล่าวอาจจะสามารถยาวนานกว่านี้มากก็เป็นได้ เหตุการณ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นที่บริเวณนอกชายฝั่งอลาสก้าออกไป เมื่อวันที่ 4 กันยายน 1983 เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตบนเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งได้ดึงร่างของของเด็กหญิงอายุเพียงสามขวบขึ้นมาจากทะเลที่กำลังบ้าคลั่งและมีน้ำที่อุณหภูมิกำลังเย็นจัด   เด็กหญิงคนนั้นชื่อ  Misty  Dawn   Densmore   เป็นผู้ประสบอุบัติเหตุเรือแตกพร้อมกับคุณแม่   ก่อนหน้าที่จะมีผู้ช่วยเธอขค้นมานี้   30  นาที ผู้เป็นแม่เห็นเธอหยุดหายใจแล้วกับตา และร่างกายก็กลายเป็นสีเขียว ซึ่งก็หมายความว่า “ตาย” ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะนั้นเอง ศัลยแพทย์ประจำการบินบนเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น คือนาย Martin J. Nemiroff   ก็อดสงสารไม่ได้เนื่องจากความรู้สึกคิดถึงลูกสาวตนเองที่มีอายุไล่เลี่ยกัน   ทำให้เขารีบดูดน้ำทะเลจำนวนเกือบหนึ่งลิตรออกจากปอดของMisty   จากนั้นจึงรีบช่วยผายปอดด้วยการพ่นลมเข้าไปในปากต่อไป   หลังจากที่เธอ”ตาย”ไปเป็นเวลาประมาณ   40  นาที Misty ก็ไอสำลักน้ำลาย สามารถฟื้นมีชีวิตกลับคืนมาได้และต่อมาก็หายเป็นปกติ Nemiroff ตั้งสมมติฐานว่าการที่เธอรอดชีวิตมาได้แบบนี้เนื่องมาจากสาเหตุที่น้ำทะเลในขณะนั้นมีความเย็นจัด ได้ช่วยรักษาปริมาณอ็อกซิเจนในสมองของเธอเอาไว้ด้วยวิธีการบางอย่างที่ยังไม่สามารถทราบได้แน่ชัด [ถึงจุดนี้ คงต้องให้ท่านผู้อ่านกลับไปนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “THE ABYSS” อีกครั้งหนึ่ง]

    หากเราพิจารณาย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์   เราจะพบว่ามีกรณีที่มีผู้เสียชีวิตไปแล้วระยะหนึ่ง   แต่หลังจากนั้นก็สามารถกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัดอยู่หลายราย   อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าถึงสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเห็นมาหลังจากตายไปแล้วที่พิศดารและเหลือเชื่อยิ่ง อย่างไรก็ตาม คำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่น่าพอใจกลับไม่เคยมีการศึกษาหรืออธิบายไว้เลย และแล้ว มาในช่วง ทศวรรษที่ 1960 จุดผกผันครั้งสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การศึกษาเรื่องความตายก็เกิดขึ้น

    ผู้บัญญัติคำว่า “ประสบการณ์ใกล้ความตาย” (Near Death Experience)

    เมื่อปี  1943   พลทหารผู้หนึ่งประจำกองทัพบกสหรัฐ   ชื่อนาย George Ritchie อายุ 22 ปี นอนแน่นิ่งอยู่ในห้องคนไข้โรคติดต่อของโรงพยาบาลทหารที่เมือง Abilene มลรัฐเท็กซัส เจ้าหน้าที่แพทย์ที่ประจำการอยู่ในขณะนั้น ได้ประกาศว่าเขาถึงแก่กรรมแล้วด้วยโรคปอดบวม เขาถูกเอาผ้าห่มปิดหน้าและกำลังถูกเตรียมตัวที่จะย้ายไปไว้ที่ห้องเก็บศพอยู่แล้ว   แต่ก็ด้วยปฏิภาณในหน้าที่ของพยาบาลชายผู้หนึ่ง   ที่ยืนยันว่าเขาเห็นมือของ”ศพ”เคลื่อนไหวได้   และขอร้องให้แพทย์ลองช่วยเขาดูอีกครั้ง   แพทย์คนนั้นจึงฉีดสาร adrenalin (อะเดร็นนาลีน – ฮอร์โมนช่วยกระตุ้นหัวใจ) โดยตรงเข้าไปในหัวใจของ Ritchie ผลลัพธ์ที่ได้คือ Ritchie ค่อยๆฟื้นมีชีวิตกลับคืนขึ้นมาใหม่อย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด แล้วยังสามารถไปเรียนต่อจนสำเร็จจบเป็นจิตแพทย์ออกมาประกอบวิชาชีพได้อย่างปกติ

    แต่สิ่งสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาสามารถฟื้นจากความตาย   กลับเป็นเรื่องที่เขาสามาารถจดจำประสบการณ์ช่วงเวลาที่ขาย”ตาย”ไปได้อย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่พากันหว่านล้อมให้เขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดขึ้นในจิตใจเขาเอง ก่อนหน้านี้ก็มีผู้ตายแล้วฟื้นกลับมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันนี้หลายรายแล้วแต่ไม่มีผู้ใดสนใจ ขณะนั้นอยู่ระหว่างทศวรรษที่60 นักศึกษาหนุ่มระดับปริญญาตรีสาขาปรัชญาของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียผู้หนึ่งชื่อ Raymond A. Moody (เรย์มอนด์ เอ. มูดี้) ซึ่งมีโอกาสได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย กลับรับฟังเรื่องนี้อย่างจริงจัง

    นายแพทย์  Ritchie  เล่าว่า   ในขณะที่เขาตายไปนั้นเขามีประสบการณ์ที่ชัดเจนมาก   เขามองเห็นศพของตนเองนอนนิ่งอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลจากระยะที่ห่างออกมา   จากนั้นก็ล่องลอยผ่านอุโมงค์มุ่งตรงไปยังแสงสว่างจ้าข้างหน้า   มองเห็นตัวตนที่มีลักษณะเหมือนแสงสว่าง เกิดความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างในชีวิตของเขาที่ผ่านมา(life review)อย่างสมบูรณ์ชัดเจนเหมืนจริงเป็นสามมิติ เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผลกระทบต่อตัว Ritchie เองอย่างลึกซึ้ง เพราะเขาเชื่อว่า เขามีโอกาสได้มองเห็นชีวิตหลังการตายได้ชั่วครู่หนึ่ง

    นาย Moody กล่าวว่า ตอนนั้น ความคิดที่ว่าคนเราอาจจะมีชีวิตหลงเหลืออยู่ได้ในรูปของวิญญานหลังจากที่ร่างกายของเราสูญไปเพราะความตาย เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยมีอยู่ในหัวมาก่อนเลย เขาเชื่อตลอดมาว่า ความตายคือการดับสูญของร่างกายเช่นเดียวกับจิต แต่เมื่อเขาได้มาพบ Dr. Ritchie ก็ทำให้แปลกใจมากว่าจิตแพทย์ที่น่าเชื่อถือและมีผู้ไว้วางใจเช่นนี้ เหตุใดจึงกล้าประกาศต่อสาธารณชนว่า เขาเคยมองเห็นชีวิตหลังความตายชั่วครู่หนึ่ง

    หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ Moody เก็บเอาเรื่องนี้ไว้ในใจ และศึกษาต่อไปจนกระทั่งสำเร็จระดับปริญญาเอกสาขาปรัชญาเมื่อปี 1969 จากนั้นเขาก็เริ่มเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นต่อไป ในตอนนี้เองที่เขาได้พบกับเรื่องราวของประสบการณ์ใกล้ความตายอีกครั้งหนึ่ง

    ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี เขามีนักศึกษาคนหนึ่งที่เกือบจะต้องเสียชีวิตไป Moody จึงถามไปว่าเขามีประสบการณ์ตอนนั้นเป็นเช่นใดบ้าง เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่นักศึกษาผู้นั้นเล่า ก็ถึงกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุการณ์ที่เขาได้ยินมีลักษณะะเกือบจะเหมือนกับที่ Ritchie เคยเล่าเมื่อสี่ปีที่แล้วทุกประการ

    จากนั้นเขาก็เริ่มเสาะหานักศึกษาที่รู้จักผู้ที่เคยมีประสบการณ์ใกล้ความตายมาแล้วไปเรื่อยๆ เมื่อเขาเข้าศึกษาต่อในวิชาการแพทย์เมื่อปี 1972 ก็รวบรวมกรณีศึกษาจากผู้ที่มีความซื่อตรงไว้ใจได้มากกว่า 8 ตัวอย่าง และเมื่อเข้ามาอยู่ในโรงเรียนการแพทย์แล้ว เขาก็สามารถรวบรวมได้มากพอจยสามารถเขียนเป็นหนังสือได้ หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า  “Life   After Life (ชีวิตหลังการมีชีวิต)” ถึงแม้หนังสือเล่มนี้มีลักษณะที่ไม่เป็นเชิงวิชาการทางวิทยาศาตร์มากนัก แต่กระนั้นก็ยังได้ Elizabeth Kubler Ross มาเขียนคำนำให้ และกลายเป็นจุดผกผันที่สำคัญที่สุดต่อสาธารณะชนที่มีต่อแนวความคิดเรื่องการตายในยุคปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้กลายเป็นเบสต์เซลเลอระดับนานาชาติไปในเวลาอันรวดเร็ว

    Dr. Moody ตั้งชื่อเรียกประสบการณ์เช่นนี้ในหนังสือเล่มนั้นว่า “ประสบการณ์ใกล้ความตาย (Near-Death Experience) หรือย่อว่า NDE” ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้ตามมารายอื่นอาจจะเรียกชื่อต่างออกไป แต่ต่างก็มักจะหมายถึงประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

    ลักษณะของ NDE

    ในหนังสือเล่มล่าสุดของ  Dr. Moody อธิบายว่า จากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อมาหลังจากหนังสือเล่มแรก NDE ที่มีผู้ประสบประกอบด้วยลักษณะหลักที่ร่วมกันได้ 9 ประเภท เขาสรุปขึ้นมาจากการสอบถามคนหลายร้อยคนและพบว่า มีทั้งคนที่เคยมีประสบการณ์เพียงบางส่วนในเก้าประเภทนี้ แต่บางรายก็มีประสบการณ์ที่ครบสมบูรณ์ทั้งเก้าประการ ลักษณะของ NDE มีดังต่อไปนี้คือ

    1. ความรู้สึกรับรู้ถึงการตาย

    คนหลายคนในขณะที่มี  NDE   มักจะไม่รู้ตัวหรือคาดคิดได้ว่านี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตาย พวกเขาจะพบว่าตนเองล่องลอยอยู่เบื้องบน มองลงมาเห็นร่างของตนเองจากระยะห่างออกไป ในทันทีนี้เอง ก็เริ่มรู้สึกกลัว และ/หรือ สับสน พวกเขาจะเริ่มสงสัยว่า “นี่เรามาลอยอยู่บนนี้แล้วมองเห็นร่างตนเองได้อย่างไร?” ณ จุดนี้ เขาอาจจะจำไม่ได้ว่าร่างที่เขาเห็นอยู่นี้เป็นร่างของตนเอง ผู้ที่มี NDE อาจจะพยายามเรียกร้องความสนใจจากผู้ที่เขาเห็นอยู่ใกล้ๆด้วยการพยายามจับต้องตัว แต่เมื่อเขาลองดู มือจะผ่านแขนของผู้ที่ต้องการจับไปราวกับว่าไม่มีอะไรเลย [ที่กล่าวมาในช่วงนี้ ผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่อง “GHOST” แล้วคงจะจำได้ดี]

    หลังจากผ่านช่วงนี้ไป ความรู้สึกสับสนจะเริ่มลดน้อยลง ความรู้สึกที่เป็นสุข อิสระ จะเข้ามาแทนที่เหมือนกับลูกโป่งที่เพิ่งถูกตัดเชือกให้ลอยไป มันเป็นความรู้สึกสุขที่อิ่มเอม สมบูรณ์อย่างยากที่จะบรรยายได้ และต่อมา เขาจะเริ่มมีความเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างมากยิ่งขึ้น

    2. ความรู้สึกสงบสันติ ไร้ความเจ็บปวด

    ในขณะที่คนไข้ยังอยู่ในร่างของตน   บ่อยครั้งมักจะรู้สึกเจ็บปวดจากอาการต่างๆ แต่เมื่อใดที่สายลูกโป่งถูกตัดออก ความรู้สึกสงบสันติ ไร้ความเจ็บปวดอย่างสิ่งเชิงก็จะเข้ามาแทนที่ นักวิจัยบางรายตั้งทฤษฎีอธิบายว่า เมื่ออยู่ในอาการเจ็บปวดทรมาณอย่างแสนสาหัส สมองจะหลั่งสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาเพื่อระงับอาการปวด แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะสามารถทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้ว่าจริงหรือเท็จเพียงใด

    3. ประสบการณ์ “นอกร่าง”

    บ่อยครั้งทีเดียวเมื่อถึงจุดที่แพทย์กล่าวว่า “เขา(เธอ)สิ้นใจแล้ว” คนไข้จะเริ่มเห็นภาพมีมุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาจะรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองลอยสูงขึ้นแล้วมองลงมาเห็นร่างกายของตน ส่วนใหญ่เล่าว่าในตอนที่เกิดสภาวะเช่นนี้ เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงจิตสำนึกจุดเดียวที่ปราศจากร่าง เขารู้สึกว่าเหมือนกับอยู่ในร่างใหม่อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ร่างกายเดิม แต่อย่างน้อยก็รู้สึกว่าร่างวิญญานนี้มีมือมีแขน ส่วนเมื่อถูกถามว่าร่างใหม่ทั้งหมดมีรูปร่างเป็นเช่นใด ผู้เล่าส่วนใหญ่มักจะสับสนและตอบไม่ถูก

    4. ประสบการณ์เรื่องอุโมงค์

    ประสบการณ์นี้ โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นหลังจากที่รู้สึกว่าหลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว ในตอนนี้เองที่ผู้มี NDE จะเริ่มรู้สึกตัวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นจากผลของความตาย

    ณ จุดนี้ ช่องทางเข้าที่มีลักษณะคล้ายอุโมงค์จะเปิดออกอยู่ตรงหน้า และจะรู้สึกเหมือนกับมีแรงดูดเข้าไปในความมืด พวกเขาจะเริ่มล่องลอยเข้าไปในความมืดนี้ เมื่อมาถึงตรงส่วนปลายของอุโมงค์ก็จะพบแสงสว่างเจิดจรัส

    ก่อนหน้าที่จะได้มีการค้นพบของ   Dr.  Moody  ในเรื่อง NDE เกี่ยวกับประสบการณ์ในเรื่องอุโมงค์นี้ มีภาพเขียนสมัยศตวรรษที่ 15 อยู่ภาพหนึ่ง เขียนโดย Hieronymus Bosch (ฮิรานนิมัส บาส – นักเขียนรูปชาวดัทช์) ชื่อ “The Ascent into the Empyrean (การขึ้นสู่สวรรค์ชั้นสูงสุด)” ที่สามารถบรรยายถึงลักษณะของประสบการณ์อันนี้ได้เป็นอย่างดี คำบรรยายลักษณะของอุโมงค์ที่มีผู้ประสบมักจะมีแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยส่วนรวมแล้วจะเหมือนกันทุกรายไป คือ ลักษณะของการเคลื่อนผ่านไปตามช่องทางจนกระทั่งพบแสงสว่างจ้า

    5. กลุ่มตัวตนแห่งแสงสว่าง

    เมื่อเคลื่อนผ่านอุโมงค์ไปแล้ว   ผู้ที่มี  NDE   มักจะได้พบตัวตนที่เป็นแสงสว่าง   ตัวตนเหล่านี้ไม่ได้ประกอบด้วยแสงสว่างธรรมดา   เพราะพวกเขาจะมีลักษณะเรืองแสงที่งดงามและเจิดจ้ามากและเป็นแสงที่ส่องสว่าง สามารถซึมซาบผ่านทุกสิ่งทุกอย่างและทำให้คนที่ได้พบเกิดความรักขึ้นในจิตใจอย่างท่วมท้น มีผู้เล่าว่าแสงสว่างที่เห็นนั้นเจิดจ้าแรงกว่าแสงใดๆในโลกที่เคยพบเห็นมา แต่กระนั้น กลับไม่รู้สึกแสบตาแต่ประการใด ตรงกันข้าม กลับรู้สึกอบอุ่น เต็มไปด้วยพลังของความมีชีวิตชีวา

    ในสถานะการณ์ช่วงนี้   ผู้ที่มี NDE มักจะได้พบกับญาติมิตรที่เสียชีวิตไปแล้ว บ่อยครั้งที่มีผู้เล่าว่าญาติมิตรเหล่านี้อยู่ในร่างที่ไม่สามารถจะบรรยายลักษณะได้เช่นเดียวกับร่างของตนเอง นอกจากนี้ บางรายยังเล่าว่า ได้เห็นทิวทัศน์เป็นทุ่งหญ้างดงามที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ [การบรรยายในช่วงนี้คงจะทำให้ท่านผู้อ่านบางท่านคิดถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “ALWAYS” (1989) ของผู้กำกับ Steven Spielberg]

    ในภาวะเช่นนี้ การสื่อสารจะไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดคุยกันเลย จะสามารถติดต่อกันได้ทางจิตแทน ทำให้เข้าใจกันและกันได้ทันที

    6. องค์ประทีป

    หลังจากได้พบกับกลุ่มตัวตนที่เป็นแสงสว่างแล้ว   ผู้ที่มี NDE มักจะได้พบองค์ประทีปที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด คนที่มีพื้นฐานทางศาสนาคริสต์มักจะใช้คำบรรยายสิ่งที่พบนี้ว่าเป็น”พระผู้เป็นเจ้า”หรือ”พระเยซู” ส่วนผู้ที่มีพื้นฐานทางศาสนาอื่นก็อาจจะเรียกว่า “พระพุทธเจ้า” หรือ “พระอะหล่า” แม้ว่าจะมีบางคนที่กล่าวว่าสิ่งที่พบนั้น ไม่ใช่ทั้งพระผู้เป็นเจ้าหรือพระเยซูก็ตาม แต่ก็จะรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ขององค์ประทีปนี้

    ไม่ว่าองค์ประทีปที่กล่าวถึงจะเป็นอะไรก็ตาม   สิ่งนี้ก็ได้แผ่ความรู้สึกรักและความเข้าใจมาสู่ผู้ได้พบเหนอย่างเต็มเปี่ยม ท่วมท้นจนกระทั่งคนส่วนมากอยากจะอยู่ด้วยตลอดไป แต่พวกเขาก็ทำไม่ได้ ณ จุดนี้ พวกเขามักจะได้รับคำบอก ซึ่งส่วนใหญ่จากองค์ประทีปนั้นว่า เขาจะต้องกลับไปสู่ร่างเดิมของตนเองในโลก แต่ก่อนอื่น เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องพาพวกเขาไปพบ”การทบทวนชีวิต”

    7. การทบทวนชีวิต

    เมื่อการทบทวนชีวิตเกิดขึ้น สิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆจะหมดไป สิ่งแวดล้อมรอบกายจะเปลี่ยนไป มองเห็นเป็นสีสามมิติที่เหมือนจริงทุกอย่างและเป็นเรื่องราวของสิ่งที่ผู้นั้นเคยกระทำมาในอดีตทุกประการ

    การเกิดสภาวะเช่นนี้มักจะอยู่ในลักษณะการมองจากสายตาของบุคคลที่สาม และช่วง”เวลา”ที่เกิดขึ้นจะแตกต่างจาก”เวลา”ที่เรารู้จักกันอยู่ การบรรยายที่ใกล้เคียงที่สุดเห็นจะได้แก่การที่เคยมีผู้กล่าว “เหมือนกับการเห็นชีวิตทั้งชีวิตในขณะเดียวกัน”

    ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะได้เห็นสิ่งต่างๆที่เคยทำมาทุกอย่างเท่านั้น แต่ยังจะได้รู้สึกสำนึก รับรู้ทันทีว่าผลแห่งการกระทำทุกๆอันในชีวิตที่ผ่านมามีผลต่อผู้อื่นอย่างไร [นี่คือ โครงเรื่องส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “FLATLINERS”]

    ตัวอย่างเช่น หากคุณได้เห็นตัวเองกระทำสิ่งที่ประสงค์ร้ายลงไป ทันทีทันใดนั้น คุณจะรู้สึกรับรู้จิตสำนึกของผู้นั้นได้ทันทีว่า เขามีความโศกเศร้า เจ็บช้ำน้ำใจ อย่างไร ซึ่งมันจะทำให้คุณรู้สึกเสียใจและสำนึกผิด

    ในทางตรงกันข้าม หากคุณกระทำสิ่งใดไปด้วยความรักต่อผู้ใด ทันทีทันใดนั้น คุณก็จะรับรู้จิตใจของเขาที่รู้สึกถึงความเอื้ออารีย์และความสุขใจ

    องค์ประทีปจะเป็นผู้ชี้นำผ่านสภาวะเช่นนี้โดยถามว่า ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาได้ทำกรรมดีอันใดไว้บ้าง องค์ประทีปจะเป็นผู้ช่วยดูแลต่อไปจนกระทั่งการทบทวนจบลง

    คนที่เคยผ่านการทบทวนชีวิตเช่นนี้มาแล้วทุกๆคน ต่างก็จะมีความเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเราคือการมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์

    สำหรับคนส่วนใหญ่ สิ่งสำคัญรองลงมาของชีวิตคนเราคือ ความรู้ เพราะในขณะที่พวกเขามองดูตนเองในอดีตที่กำลังเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ องค์ประทีปจะคอยชี้แนะให้ทราบว่า สิ่งที่คนเราจะนำติดตัวไปได้หลังจากตายแล้วคือความรู้และความรักเท่านั้น

    เมื่อผู้ที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้รอดกลับมาจากความตาย มักจะมีความกระหายความรู้เป็นอย่างสูง บ่อยครั้งที่พวกเขาจะกลายเป็นนักอ่านหนังสือตัวยงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นคนไม่ชอบหนังสือมากนักก็ตาม หรือไม่ก็จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียน หรืออาจจะไปศึกษาต่อในสาขาอื่นที่แตกต่างจากที่ตนเคยเล่าเรียนมา

    8. การล่องลอยสู่ฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว

    ผู้ที่มี NDE ทุกรายมิใช่ว่าจะมีประสบการณ์เรื่องอุโมงค์ทุกรายไป บางรายเล่าว่ามี “ประสบการณ์การลอยตัว” ซึ่งพาให้เขาล่องลอยสู่ฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว มองเห็นจักรวาลจากมุมมองที่นักบินอวกาศหรือจากดาวเทียมเท่านั้นจึงจะมองเห็นได้

    เมื่อปี 1944 จิตแพทย์บำบัด นักค้นคว้า นักปรัชญาชื่อก้องโลก C. G. Jung (คาร์ล กุสตาฟ ยูง – นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ นักค้นคว้าทางจิตชื่อดังชาวสวิส) ก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้ครั้งหนึ่งเมื่อเขาเกิดอาการหัวใจวายขึ้นมา เขากล่าวว่าเขารู้สึกเหมือนร่างกายลอยสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดที่อยู่เหนือพื้นโลก

    9. ความรู้สึกที่ไม่อยากกลับ

    สำหรับคนหลายคน  NDE เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกน่าอภิรมย์อย่างยิ่ง จนถึงขนาดที่เกิดควงามรู้สึกว่าไม่อยากกลับ เมื่อเป็นเช่นนี้ บ่อยครั้งที่จะมีคนไข้เกิดอาการโมโหนายแพทย์ที่ช่วยพาเขากลับมาเป็นอย่างมาก แต่ความโมโหจะเกิดอยู่ไม่นานนัก หากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาก็จะเริ่มรู้สึกสุขใจที่ได้กลับคืนมา แม้ว่าเขาจะคิดถึงและเสียดายความสงบสุขเหล่านั้นอยู่ก็ตาม แต่พวกเขาก็ดีใจที่ได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

    มีจุดน่าสนใจอยู่ประการหนึ่งตรงที่ว่า ผู้ที่มี NDE มักจะได้รับข้อเสนอให้เลือกว่าจะอยู่หรือจะกลับ บางครั้งอาจจะเป็นองค์ประทีปหรือไม่ก็เป็นญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วเป็นผู้หยิบยื่นข้อเสนอนี้ให้

    ทุกคนที่ Dr. Moody เคยสอบถามมาต่างกล่าวว่า ตนเองหากเป็นตัวคนเดียวไม่มีใครให้ต้องห่วงก็จะขออยู่ต่อไป แต่พวกเขามักจะเลือกกลับมาใหม่ด้วยสาเหตุที่มียังมีลูกเล็กๆเหลืออยู่ หรือไม่ก็เพราะจะทำให้สามีภรรยาหรือพ่อแม่ต้องคิดถึง

    บทสรุป

    หนังสือเล่มนี้ได้สร้างคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้หลายประการ   อีกทั้งยังสร้างความโกรธให้กับผู้ที่ไม่ยอมเชื่อในเรื่องนี้อย่างมาก โดยกล่าวว่ากรณีศึกษาเพียงแค่ไม่กี่ร้อยราย ไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีคุณค่าหรือน่าเชื่อถือได้ในโลกของการศึกษาด้วย”วิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง” นายแพทย์หลายรายกล่าวว่าตนเคยช่วยชีวิตคนไข้ที่ตายให้กลับฟื้นคืนมาได้หลายร้อยราย   แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องประสบการณ์ใกล้ความตายมาก่อนเลย   บางรายกล่าวว่ามันเป็นเพียงการแสดงของอาการป่วยทางจิตอย่างหนึ่ง   บางรายกล่าว NDE เกิดขึ้นได้กับเฉพาะผู้ที่เคร่งศาสนามากเท่านั้น ในขณะที่บางรายกลับกล่าวว่านี่เป็นการเข้าสิงของปีศาจแบบหนึ่งไป แพทย์บางรายกล่าวว่าจะไม่มีวันเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับผู้ที่เป็นเด็กแน่นอน เนื่องจากว่าเด็กไม่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาเหมือนกับผู้ใหญ่ บางรายสรุปว่า จำนวนผู้ที่มี NDE ยังมีน้อยเกินไปกว่าจะมีคุณค่าต่อการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง

    อย่างไรก็ตาม  Dr.  Moody   กล่าวว่า ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมทั้งตนเองด้วยที่พยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ต่อไป งานการค้นคว้าที่ผ่านมาตลอดหนึ่งทศวรรษได้ทำให้เรื่องเหล่านี้มีความกระจ่างยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนลงไปได้ ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะเส้นที่ขีดกั้นระหว่างคำจำกัดความของ”ชีวิต”และ”ความตาย”ที่แท้จริงขวางกั้นเราอยู่ คำจำกัดความที่เป็นคำตอบต่อคำถามเชิงปรัชญาที่ว่า หากเป็นผู้ที่มีชีวิตรอดกลับมาเล่าเรื่องต่างๆให้เราฟังได้ บุคคลเหล่านี้ก็ยังมิได้พบกับความตายอย่างแท้จริง แต่เมื่อใดที่ผู้หนึ่งผู้ใดพบกับความตายอย่างแท้จริง เขาก็ไม่สามารถกลับมาเล่าให้เราฟังได้เช่นกัน

  • THE JOY LUCK CLUB มงคลจากความหวัง พลังแห่งความสุข

    พร้อมกับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 90 Amy Tan  [เอมี่ ทาน] นักเขียนหญิงอเมริกันเชื้อสายจีนสร้างความเกรียวกราวอย่างมากในแวดวงวรรณกรรมอเมริกันเมื่อนิยายเรื่อง THE JOY LUCK CLUB  ได้รับรางวัลและคำนิยมจากนักวิจารณ์ในวงการ ทั้งยังได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างสูง ความสำคัญของนิยายเรื่องนี้ ไม่แต่เพียงเป็นการหยิบเสนอส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมจีนในยุคหลัง   หรือบรรยายความคิดของคนอเมริกันเชื้อสายจีนในยุคใหม่เท่านั้น แต่เรื่องราวทั้งหมด  ถูกถักทอด้วยด้วยอักษรเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของชาวจีนเชื้อสายอเมริกัน 4 ครอบครัว สองวัฒนธรรม  สองยุคสมัย   โดยมีสายใยแห่งความสัมพันธ์ของแม่และลูกเป็นสายใยเชื่อมประสาน

    หลังจากนิยายเรื่องแรกของเธอนี้ประสพความสำเร็จอย่างงดงาม    ข้อเสนอในการขอนำไปสร้างภาพยนตร์เริ่มหลั่งไหลมาสู่ แต่ Tan ก็ยังลังเลอยู่มากในการที่จะให้นิยายเรื่องนี้ถูกนำไปสร้างและกำกับโดยผู้ที่มีความไม่เหมาะสม    เพราะตลอดประวัติศาสตร์การสร้างภาพยนตร์ของบริษัทผู้สร้างหลักในฮอลลีวู้ด ไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดเลยที่เคยสร้างภาพพจน์ของคนเอเซียในฐานะตัวละครหลักอย่างสมจริง  และสำหรับโครงการภาพยนตร์เรื่อง THE JOY LUCK CLUB  หากจะสร้างให้ได้เนื้อหาครบถ้วนถูกต้องตรงตามนิยายแล้ว   นอกจากตัวละครหลักจะต้องเป็นคนเอเซียทั้งหมดแล้ว  ยังจะต้องใช้ตัวละครหลักถึง 8 คน

    โครงการสร้างภาพยนตร์จากนิยายเรื่อง   THE JOY LUCK CLUB มาถึงมือผู้กำกับเชื้อสายจีน  Wayne Wang  [เวย์น หวาง] ในระหว่างปี 1989  ในขณะที่เขากำลังโปรโมทหนังของเขาเรื่อง EAT A BOWL OF TEA อยู่ที่เทศกาลภาพยนตร์ที่เมือง Cannes  หลังจากเขาประสพความสำเร็จจากหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาวจีนในสหรัฐมาแล้วถึง 3 เรื่อง  เขาคิดว่าเขาไม่ควรสร้างภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อนเกี่ยวกับคนจีนในสหรัฐอีกแล้ว  แต่เมื่อเขาได้อ่านนิยายเรื่องนี้จบลง  พลังจากเนื้อหาของนิยายผลักดันให้เขาตัดสินใจติดต่อกลับไปหา Tan ทันที เขากล่าวกับเธอว่า  “ยังไม่เคยมีผู้ใดสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับคนอเมริกันเชื้อสายจีนในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย   ครั้งนี้จะมีความหมายที่สำคัญเหลือเกิน”
    เมื่อโครงการได้ตัวผู้กำกับ   Wang   ผู้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งนี้แล้ว  ขั้นตอนต่อไปคือการเอาชนะอุปสรรคในการสร้างบทภาพยนตร์ที่จะต้องนำเรื่องราวของตัวละครถึง 8  ตัวนี้บรรจุลงในภาพยนตร์ความยาวเพียงสองชั่วโมง “ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรกับบทภาพยนตร์  ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ามันเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยต้องสร้างเป็นมินิซีรี่ส์ถึงจะพอ” แต่ผู้กำกับ Wang ก็ยังคงยึดมั่นกับโครงการที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครแม่และลูกสาวทั้ง 8  คนจนครบถ้วนให้ได้

    ในที่สุด Ron Bass [รอน บาส]  เจ้าของรางวัลออสการ์บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเรื่อง RAIN MAN (1988)   ซึ่งเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างโครงการหนังเรื่องนี้  ได้มาร่วมเขียนบทและแนะนำให้สร้างบทโดยให้เรื่องราวทั้งหมดมารวมศูนย์กันที่งานเลี้ยงส่งตัวละครบุตรสาวชื่อ  June [จูน]  ก่อนเดินทางไปประเทศจีน Bass  สารภาพว่าตัวเขาเองเพียงแต่ร่างโครงหลักดังกล่าวนี้เท่านั้น รายละเอียดปลีกย่อยอื่น Amy Tan เจ้าของผลงานดั้งเดิมเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ต่อจนเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนดังที่ทุกคนตั้งใจไว้แต่ต้น
    ทีมงานนำโครงการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มาเสนอที่บริษัทของ  Oliver Stone   โดยได้พบกับผู้สร้างผู้กำกับชื่อดังรายนี้พร้อมกับ  Janet Yang  รองประธาน ทั้งสองให้การสนับสนุนด้วยความกระตือรือร้นเป็นอย่างดี เมื่อได้ชื่อ Oliver Stone หนุนหลังแล้ว โครงการสร้าง THE JOY LUCK CLUB ก็เป็นอันหมดปัญหาด้านเงินทุนไปแล้วครึ่งหนึ่ง
    ภาพยนตร์เรื่อง THE JOY LUCK CLUB  ออกฉายเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายปี    1993 ประสพความสำเร็จอย่างดีทั้งรายได้และคำวิจารณ์ กลายเป็นบันได้อีกก้าวหนึ่งแห่งความสำเร็จและการประกาศศํกดิ์ศรีของผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเอเซีย
    ****************************************
    สี่ครอบครัว แปดแม่ลูก สองชั่วคน

    แก่นเนื้อหาภาพยนตร์เรื่อง  THE  JOY  LUCK CLUB  สอดประสานอยู่กับคน 4  ครอบครัว  อันได้แก่ ครอบครัว Woo, Hsu, Jong และ St.Clair [วู,ซู,จอง, เซ็นต์แคร์] มารดาทั้ง 4 คนก่อนอพยพมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ล้วนมีอดีตประวัติชีวิตอันโชกโชนลำเค็ญมิผิดจากคำบอกเล่าของบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศอื่น
    เมื่อกาลเวลาผ่านไป  ผ่านสู่ยุคสมัยใหม่ของคนอเมริกันเชื้อสายจีนรุ่นแรก คำบอกเล่าเหล่านี้จึงเหลือกลายเป็นเพียงตำนานกึ่งนิยายซึ่งเด็กรุ่นใหม่มิอาจเชื่อได้อย่างเต็มใจนัก   คำถามจากภาพยนตร์เรื่องนี้ในฉากหนึ่ง จึงออกจะเป็นการกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของชาวจีนโพ้นทะเลไม่ว่าในประเทศใดให้ฉุกคิดได้ไม่ต่างกัน ลูกสาวตัวเอกของเรื่องกล่าวปรารภกับบรรดาเพื่อนของคุณแม่ว่า “หนูไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแม่เลย…”  “อะไรกัน! เป็นลูกทั้งที  จะไม่รู้จักแม่ตัวเองได้อย่างไร!”  คำนำของ  Amy Tan ในนิยายเรื่องนี้ เขียนอุทิศว่า  “แด่ คุณแม่…และความทรงจำของคุณแม่ของท่าน…  แม่ถามฉันครั้งหนึ่งว่า ฉันจะไปจำอะไรได้ [นิยายเรื่อง]นี้ และอีกมากมาย[คือความทรงจำเหล่านั้น]”
    ****************************************
    ครอบครัว WOO
    แม่: Suyuan Woo [ซูหยวน วู]
    ลูก: Jing-mei “June” Woo
    [จิงเหม่ย วู (จูน)]

    Suyuan เป็นภรรยาของนายทหารพรรคก๊งมินตั๋งในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ให้กำเนิดลูกสาวทารกฝาแฝดอยู่สองคน ในขณะที่กองทัพญี่ปุ่นเริ่มมีชัยชนะมากขึ้นทุกขณะ  สามีจึงให้เธอลี้ภัยมาอยู่อาศัยอยู่ที่เมืองกุ้ยหลินโดยที่ตนเองต้องทิ้งลูกเมียอยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่จุงกิง ต่อมาก็ขาดการติดต่อไป ไม่นาน  มีข่าววงในแจ้งว่ากองทัพญี่ปุ่นกำลังจะบุกกุ้ยหลิน  เธอจึงต้องรีบเดินทางอย่างฉุกละหุกเพื่อไปกลับไปหาสามีที่จุงกิงพร้อมกับประชาชนชาวจีนหลายพันคนที่มุ่งหน้าอพยพออกจากกุ้ยหลิน  เกือบทุกคนต่างต้องทนเดินทางด้วยเท้าเพราะไม่มีรถจะให้โดยสาร   Suyuan  ต้องทนความลำบากอย่างแสนสาหัสตลอดทางเนื่องจากต้องนำลูกน้อยฝาแฝดใส่รถเข็นติดไปด้วย    ตามทางเดินมีผู้ทิ้งทรัพย์สมบัตินานาชนิดไว้เกลื่อนกลาดตลอดทางด้วยไม่สามารถทนนำติดตัวไปได้อีกต่อไป Suyuan พยายามทิ้งสิ่งของไปทีละน้อยจนกระทั่งเหลือสมบัติที่มีค่าที่สุดติดกายเพียงไม่กี่ชิ้นรวมทั้งลูกน้อยทั้งสอง ในที่สุด Suyuan ในสภาพป่วยอิดโรยเต็มที ตัดใจทิ้งลูกน้อยไว้ตามลำพัง ปล่อยให้สุดแต่วาสนาจะพาไป
    เมื่อสงครามสงบลง Suyuan พบว่าสามีเสียชีวิตแล้ว เธออพยพไปอยู่สหรัฐ  แต่งงานกับสามีคนที่สองซึ่งลำบากเร่ร่อนมาด้วยกันระหว่างสงครามจนมาอยู่ที่สหรัฐ  ให้กำเนิดบุตรสาวชื่อ Jing-mei  หรือ  June ตลอดระยะเวลา Suyuan ไม่เคยลืมลูกน้อยทั้งสองที่ตนทิ้งไว้ที่ประเทศจีนเลย พยายามเขียนจดหมายติดต่อญาติและเพื่อนที่เหลืออยู่ในประเทศจีนเพื่อตามหาลูกสาวสองคนตลอดเวลาโดยไม่เคยสิ้นหวัง แต่สำหรับ June เด็กสาวอเมริกันกลับไม่เคยคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เคยได้ยินมาตลอดวัยเด็กจะเป็นเรื่องจริงจัง   จนกระทั่ง จดหมายแจ้งข่าวการค้นพบลูกฝาแฝดของ Suyuan  มาถึง แต่แมันก็สายเกินไปเสียแล้วสำหรับ Suyuan ซึ่งเสียชีวิตกระทันหัน June จึงต้องทำหน้าที่แทนมารดาต่อความฝันในการไปพบพี่สาวทั้งสองของตนในประเทศจีน

    ****************************************
    ครอบครัว JONG
    แม่: Lindo Jong [ลินโด จอง]
    ลูก: Waverly Jong
    [เวเวอร์ลี่ จอง]
    Lindo เกิดที่ประเทศจีนในครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีนัก เธอจึงถูกมารดาจับหมั้นให้กับครอบครัวของคหบดีตระกูลหนึ่งตั้งแต่อายุเพียงสี่ขวบ ธรรมเนียมนี้นับเป็นเรื่องสามัญในสังคมจีนที่เก็บกดและเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองของยุคนั้น เธอเล่าว่า “นับแต่นั้นมากว่าสิบปี แม่ฉันทำราวกับว่าฉันเป็นของตระกูลอื่นไปเสียแล้ว”
    เมื่อเธอเติบใหญ่ถึงวัยสิบห้า  แม่ของเธอจึงให้เข้าพิธีวิวาห์ตามที่ได้ตกลงไว้ทันที  จากนั้นจึงอพยพไปอยู่ภาคใต้ ทิ้ง Lindo ไว้กับครอบครัวสามีตามลำพัง เธอพยายามทำหน้าที่ภักดีต่อครอบครัวของสามีอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้น เธอกลับไม่สามารถทำหน้าที่ประการสำคัญที่สุดของการเป็นสะใภ้จีนให้สำเร็จได้ นั่นคือ การให้กำเนิดทายาทชายสืบสกุล  แต่ด้วยสติปัญญาและไหวพริบของหญิงจีนยุคใหม่อย่าง Lindo กลับสามารถนำประเพณีความเชื่อโบราณประสานเหตุการณ์จนทุกอย่างลงเอยไปได้ด้วยดี
    ต่อมาเธออพยพมาอยู่ที่สหรัฐ  แต่งงานใหม่มีบุตรสาวชื่อ   Waverly   ความมั่นใจและเชาว์ปัญญาของ Lindo   ถูกส่งผ่านมายังบุตรสาวอเมริกันเชื้อสายจีนนี้อย่างเต็มที่ Waverly  เป็นเด็กอัจริยะแชมป์หมากรุกรุ่นเยาว์ ถึงกับได้ขึ้นปกนิตยสาร LIfe กลายเป็นความภาคภูมิใจของ Lindo อย่างยิ่ง  แต่ความรั้นและช่องว่างระหว่างวัยเสริมกับความเป็นเด็กอเมริกันของ Waverly กลับสร้างบทเรียนราคาแพงให้กับเธอ แม้กระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่    บทเรียนวัยเด็กก็ยังเฝ้าตามเหมือนเสียงว่ากล่าวของมารดาจะติดตัวไปไม่รู้จบ Waverly   เคยแต่งงานกับสามีคนแรกเป็นชาวจีนเพื่อตามใจมารดาจนได้ให้กำเนิดหลานสาวหนึ่งคน แต่การแต่งงานกลับต้องล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง     Waverly เตรียมเริ่มชีวิตคู่ใหม่กับหนุ่มผิวขาว เพื่อพิสูจน์ตนเอง

    ****************************************
    ครอบครัว HSU
    แม่: An-mei Hsu [อันเหม่ย ซู]
    ลูก: Rose Hsu Jordan
    [โรส ซู จอร์แดน]
    เมื่อ An-mei อายุได้เพียงสี่ขวบ หลังจากที่บิดาของเธอเสียชีวิตไปแล้ว  แม่ของเธอถูกประกาศตัดญาติ และถูกไล่ออกจากบ้านเนื่องจากทุกคนพบว่าเธอยอมตกลงไปเป็นเมียน้อยของเศรษฐีคนหนึ่ง  ทุกคนไม่ยอมให้อภัยเธอแม้แต่วันที่เธอกลับมาเยี่ยมไข้แม่ของตน วันนั้นAn-mei ตัดสินใจไม่ยอมจากหน้าแม่ของตนไปอีกแล้ว เธอตามแม่ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านเศรษฐี
    เมื่อ An-mei อพยพมาอยู่สหรัฐ  แต่งงานใหม่ให้กำเนิดบุตรสาวชื่อ Rose  เธอพบรักกับหนุ่มผิวขาวลูกชายเจ้าของกิจการพิมพ์ยักษ์ใหญ่  กระทั่งได้แต่งงานให้กำเนิดหลานสาวหนึ่งคน   แต่แล้วชีวิตแต่งงานของ Rose  ก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อเธอพยายามเอาใจสามีทุกวิถีทางจนกระทั่งไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง   เฉกเช่นที่ครั้งหนึ่งแม่ของ An-mei เคยยอมกล้ำกลืนทนจนกระทั่งทุกอย่างสายเกินไป

    ****************************************
    ครอบครัว ST.CLAIR
    แม่: Ying-ying St.Clair
    [อิงอิง เซ็นต์แคร์]
    ลูก: Lena St. Clair
    [ลีน่า เซ็นต์แคล์]
    Ying-ying เกิดในตระกูลที่มีฐานะดีในประเทศจีน เมื่ออายุ 16  ได้แต่งงานกับเศรษฐีหนุ่มเจ้าสำราญ ในตอนแรกความรักดูจะหวานชื่นเหมาะสมกันกับสาวสังคมอย่างเธอ แต่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากให้กำเนิดบุตรชายแล้ว   สามีก็เริ่มแสดงลายสันดานดิบของผู้ชายออกมาให้เห็น ความปวดร้าวที่เกิดจากการต้องทนทุกข์เก็บกดความโกรธแค้นตลอดมา ค่อย ๆ สั่งสมจนกระทั่งวันหนึ่ง เธอต้องลงมือกระทำสิ่งที่ทำให้ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
    หลายปีต่อมาเธออพยพมาอยู่สหรัฐ  แต่งงานใหม่ให้กำเนิดบุตสาวชื่อ Lena  เหตุการณ์ในอดีตที่เธอกระทำในประเทศจีนยังตามมาหลอกหลอน หลายครั้งในวัยเด็ก Lena มักจะพบมารดานั่งเหม่อลอยเหมือนคนไร้วิญญาณอยู่ผู้เดียว  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  อาการของ Ying-ying  จึงค่อยหายไปราวกับว่าเธอลืมเหตุการณ์นั้นได้แล้ว
    Lena แต่งงานกับสามีเชื้อสายจีน เธอกลายเป็นผู้ที่ไม่กล้ามีปากเสียงหรือร้องเรียกสิทธิ์ของตนกับสามีแม้แต่น้อย  เมื่อ Ying-ying  ผู้แม่มองเห็นสภาพครอบครัวของลูกสาวเป็นเช่นนี้   เธอย่อมรู้ดีว่า  การเก็บกดอารมณ์ไว้จะส่งผลเช่นใดต่อครอบครัวในบั้นปลาย เธอไม่เคยลืมเหตุการณ์ของตนในประเทศจีน

    สโมสรโชคสุข
    Suyuan มารดาของ June คือผู้ให้กำเนิดความคิดการก่อตั้งสโมสร Joy Luck ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในประเทศจีน เธอจะชวนบรรดาเพื่อน ๆ มากินเลี้ยงสังสรรค์กันที่บ้านเพื่อเล่นเกมส์ไพ่นกกระจอกในขณะที่คนจีนส่วนใหญ่กำลังอดอยากและขวัญหนีกับสภาวะสงคราม “เราจะแกล้งทำเป็นว่าทุกสัปดาห์คือวันตรุษจีน ทุกสัปดาห์เราจะพยายามลืมสิ่งเลวร้ายในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับเรา ห้ามไม่ให้คิดเรื่องเลวร้ายแม้แต่เรื่องเดียว เรากินกันอย่างอิ่มหนำ เราหัวเราะ เราเล่นไพ่กัน แพ้ชนะไม่สำคัญ เราเล่าเรื่องสนุก ๆ ให้กันและกันฟัง  และทุกสัปดาห์ เราต่างตั้งความหวังว่าเราจะต้องโชคดี [Luck] และความหวังนั้นคือความสุข   [Joy]   ของพวกเรา และนั่นละคือที่มาที่เราเรียกงานเลี้ยงสโมสรของพวกเราว่า Joy Luck”

    *******************************************

    AMY TAN

    AMY TAN ผู้เขียน

    Amy Tan เกิดที่เมือง Oakland เมื่อปี 1952 หลังจากที่พ่อแม่อพยพสู่ประเทศสหรัฐได้แล้วราวสองปีครึ่ง แม้ว่าพ่อแม่ตั้งความหวังไว้อยากให้เธอเติบโตขึ้นโดยมีอาชีพเป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดสมองเป็นงานหลัก และนักเล่นเปียโนเป็นงานรอง แต่เมื่อเธอโตขึ้นกลับกลายมาเป็นผู้บริหารโครงการสำหรับเด็กพิการ และต่อมาก็ได้กลายมาเป็นผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการหนังสือ เธอเดินทางไปเยี่ยมประเทศจีนเป็นครั้งแรกในปี 1987 และพบว่า ดังที่คุณแม่ของเธอเคยกล่าวไว้ “ทันทีที่ฝ่าเท้าเหยีบบแผ่นดินจีน ฉันก็กลายเป็นคนจีน”

    Amy Tan จบปริญญาโททางด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย San Jose State University บทความของเธอเคยได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Life, The State of the Language, และ The Threepenny Review นวนิยายของเธอเคยได้รับการตีพิมพ์ลงใน The Atlantic, Grand Street, Lear’s, McCall’s และนิตยสารอื่น ๆ อีกหลายฉบับ

    นิยายเรื่องยาวของเธอที่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1989 เรื่อง THE JOY LUCK CLUB คือนิยายเรื่องแรกที่ติดอันดับขายดีและสร้างชื่อเสียงให้กับเธอในเวลาอันรวดเร็ว นิยายเรื่องนี้สามารถติดเข้ารอบสุดท้ายของรางวัล National Book Award กับ National Book Critics Circle Award และต่อมาก็ได้รับรางวัล Bay Area Reviewers Award for Fiction ในปี 1990 นิยายเรื่องที่สองของเธอคือ THE KITCHEN GOD’S WIFE ติดอันดับขายดีและได้รับคำชื่นชมจากวงการวรรณกรรมไม่แพ้นิยายเรื่องแรก กำลังได้รับการเตรียมสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยทีมงานชุดเดิมจาก THE JOY LUCK CLUB

    ปัจจุบัน Amy Tan และสามีของเธอ Lou DeMattei อาศัยอยู่ในเมือง San Francisco

  • American Psycho ในที่สุดก็ได้ “แค่”เรต R 29.02.43

    หลังจากยื้อยุดและดื้อแพ่งกันมานาน Mary Harron ผู้กำกับ American Psycho ก็ยอมตัดบางส่วนของฉากเลิฟซีนเจ้าปัญหาออกไปเพื่อให้หนังของเธอได้เรต R แทนที่จะเป็น NC-17 ซึ่งอย่างหลังหมายถึงตายสถานเดียวใน Box Office

    ฉากเลิฟซีนที่ว่าคือ ฉากที่ Patrick Bateman ฆาตรกรต่อเนื่องที่นำแสดงโดย Christian Bale มีเซ็กซ์กับโสเภณีหญิงอีก 2 คน The Motion Picture Association of American (MPAA) ตัดสินให้เรต NC-17 แก่ American Psycho ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนส์เพียงไม่กี่วัน ผู้สื่อข่าวของ Eonline ที่มีโอกาสได้ชมให้ความเห็นว่า ไม่มีภาพอะไรในฉากเลิฟซีนดังกล่าวที่น่าจะเป็นปัญหา แต่อาจเป็นไปได้ว่าบทสนทนาบางส่วนอาจจะเกินจะรับได้ ( สังเกตได้ว่าฉากกราฟฟิคที่ Bateman ฆ่าและแยกผู้หญิงเป็นส่วนๆกลับผ่านฉลุย!) ในตอนนั้นผู้กำกับ Mary Harron ยืนยันว่าฉากนั้นสำคัญมากในการเน้นให้เห็นว่า Bateman ไม่ไยดีต่อโลกรอบๆตัวเขาขนาดไหน โสเภณีทั้งสองคนก็แค่ถูกจ่ายให้มีเซ็กส์เท่านั้น การที่จะตัดทอนฉากนี้ออกไปจะสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่หนังโดยรวม แต่มาวันนี้ โฆษกของผู้จัดจำหน่ายหนังอิสระ Lions Gate Entertainment Corp. ออกมาแถลงว่า ฉากเลิฟซีนที่ว่าได้ถูกตัดออกไป 2-3 วินาที และนั่นจะไม่ทำลายเรื่องโดยรวม

    ทำไมบรรดาผู้กำกับผู้อำนวยการสร้างจึงต้องขวนขวายให้ American Psycho ลดเรตจาก NC-17 มาเป็น R ? เหตุผลง่ายๆก็คือ หากเป็น NC-17 เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี เข้าไปดูไม่ได้โดยเด็ดขาด ในขณะที่หากเป็นเรต R เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีสามารถดูได้ตราบใดที่ยังมีผู้ใหญ่ร่วมดูด้วย เรตสุดโหดเช่น NC-17 ไม่เพียงลดกลุ่มคนดูได้น่าใจหายอย่างเดียว แต่ยังลดช่องทางการตลาดอีกด้วย หนังสือพิมพ์และนิตยสารจำนวนมากไม่รับลงโฆษณาหนังเรตนี้ และโรงหนังจำนวนมากก็ไม่ฉายเอาเสียเลย
    American Psycho สร้างมาจากนิยายที่อื้อฉาวพอกันของ Bret Easton Ellis ในปี 1991 เป็นเรื่องราวของ Patrick Bateman หนุ่มหล่อหรูชาวนิวยอร์คที่ใช้อำนาจเงินตราและฐานะทางสังคมปิดบังการฆาตกรรมต่อเนื่องของตน บทนี้ Leonardo DiCaprio เคยมีข่าวว่าจะแสดงแต่ก็เลิกล้มไป และได้หนุ่มจากฝั่งอังกฤษ Christian Bale มาแสดงนำแทน

  • อีสป ในวันที่มุมตกกระทบ ไม่เท่ากับมุมสะท้อน

    เรื่องย่อ

    อีสป: ในวันที่มุมตกกระทบ ไม่เท่ากับมุมสะท้อน / AISOPOS ; the AESOP As the Angle of Incidence Becomes Unequal with the Angle of Reflection นี้ได้หยิบยก นำนิทานอีสป หลายเรื่อง ที่เหมาะสม แก่สังคมปัจจุบัน มาดัดแปลง และร้อยเรียง เข้าด้วยกัน นำเสนอ เป็นละครเวทีขึ้น เพื่อสะท้อน กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย ให้เห็นภาพความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และต่อสังคม ผ่านกาลเวลา ที่ดำเนินไปอย่าง ต่อเนื่อง จากอดีต จนปัจจุบัน และอาจส่งผล ที่เกิดขึ้นแก่มนุษย์ ในอนาคต หากมนุษย์ ยังไม่พัฒนา กระบวนการ บางอย่าง ให้สอดคล้อง สมดุลกัน ดังเช่น ในวันที่ มุมสะท้อน ทำมุมผิดตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ไม่เท่ากับ มุมตกกระทบ บนพื้นผิว แนวระนาบ

    กลุ่มเป้าหมาย สำคัญของ โครงการ ละครเวทีเรื่องนี้

    นอกเหนือไปจาก เยาวชน ระดับอุดมศึกษาแล้ว ยังมุ่งเน้นไป ยังกลุ่มเยาวชน ระดับ มัธยมศึกษา ตอนปลาย เนื่องมาจาก ปัจจุบัน นักเรียน ในระดับชั้น ดังกล่าว ยังให้ความสนใจ และรู้จักเกี่ยวกับ ละครเวทีน้อยมาก สาเหตุหนึ่ง เนื่องมาจาก มีสื่อที่เปิดโอกาส ให้เด็กได้ สัมผัสกับ ละครเวที ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ก็ตาม เป็นจำนวนน้อย ทางกลุ่ม BlueBox Theatre Group จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถเป็นสื่อ ในการเปิดโลกทัศน์ ให้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมปลาย และได้เผยแพร่ ความรู้ให้นักเรียน ได้รู้จักกับ ละครเวที อีกรูปแบบหนึ่ง รวมไปถึง ได้รับประโยชน์ ในด้านความคิด จากการชมละคร เรื่องดังกล่าว ซึ่งมีสาระความคิด เข้ากับสภาพสังคมมนุษย์ ที่ดำเนินอยู่ ในปัจจุบัน และทำให้ละครเวที เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย กลายเป็น อีกหนึ่งทางเลือก ในการใช้เวลาว่าง ให้เป็นประโยชน์

    นำแสดงโดย
    เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา
    มาร์ช ภูบดินทร์ ภู่สุวรรณ

    จัดแสดงวันศุกร์-อาทิตย์ ที่ 9-11, 16-18 พฤศจิกายน 2544
    วันศุกร์ เวลา 19.00 น. เสาร์และอาทิตย์ เวลา 14.00 น. และ 18.30 น.

  • อีสป เวตาล นิทานฮัดชา

    อีสป เวตาล นิทานฮัดชา

     เรื่องย่อละคร

    “อีสป เวตาล นิทานฮัดชา” เป็นเรื่องราว สนุกสนาน ชวนหัว ที่เกิดขึ้น ระหว่าง “อีสป” นักเล่านิทาน แห่งตะวันตก และ “เวตาล” นักเล่านิทาน แห่งตะวันออก ที่บังเอิญ ได้โคจรมาพบกัน และร่วมกันเดินทาง ไปยังเมือง ที่ไร้ซึ่ง จินตนาการ เพื่อค้นหา ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ 2 ลูกตามตำนาน เพื่อจะได้ครอบครอง และมีสิทธิ ขอพรตามต้องการ เมื่ออีสปและ เวตาล ไปถึงเมืองแห่งนั้น พวกเขาได้ทำให้ เมืองแห่งนี้ กลับมามีชีวิตชีวา อีกครั้ง และทำให้ ชาวเมืองเรียนรู้ว่า “จินตนาการ” คืออะไร

    แต่ทว่า ต่อมา ทุกคนในเมืองได้รู้ว่า ทั้งสองเข้ามา ในเมืองแห่งนี้ เพื่อต้องการ แย่งชิงลูกแก้วไป ทั้งสองจึง ถูกนำตัวไปขังคุก รอการประหาร และในคุกนี้เอง อีสปและเวตาล ได้พบกับแม่มด ผู้ครอบครองลูกแก้ว 1 ใน 2 ลูกที่พวกเขาตามหา ซึ่งขณะนั้นแม่มด ไร้อิทธิฤทธิ์ เวตาลจึงสามารถ ขโมยลูกแก้ว จากแม่มดได้ แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เวตาลได้ทำให้ แม่มดกลับมามี อิทธิฤทธิ์อีกครั้งหลัง จากที่อีสปและ เวตาลสามารถหนี ออกจาคุกได้ โดยการช่วยเหลือ ของพระธิดา ของกษัตริย์ผู้ครองนคร

    เหตุการณ์ต่อไป จะเป็นอย่างไร เมื่อแม่มดกลับมา มีอิทธิฤทธิ์ และออกอาละวาด ค้นหาลูกแก้ว ทั้ง 2 ลูก เพื่อช่วงชิง กลับมาเป็นของตน ติดตามหาตำตอบได้ จากละครเวที คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ประจำปี 2544 เรื่อง “อีสป เวตาล นิทานฮัดชา”

    นักแสดงนำ

    อีสป = นายณัฐวุฒิ กาญจนไพริน (จั๊ด)
    เวตาล = นายต่อพงษ์ กุลอ่อน (ต่อ)
    สารเลวดี (แม่มด) = น.ส.อรพรรณ อาจสมรรถ (บิว)
    นนตรา (พระธิดา) = น.ส.นนตรา คุ้มวงศ์ (แอ้ม)
    นิธิทัศน์ (กษัตริย์) = นายฉัตร รูปขจร (ฉัตร)
    อรปา (ราชินี) = น.ส.อัจฉรา มหายศนันท์ (อุ๋งอิ๋ง)

    ทีมงาน

    ประธานละคร : น.ส.ยุพดารา เนตรประภา (อ้อ)
    ประธานฝ่ายบริหาร : นายวรรสร โหลทอง (โหล)
    ประธานฝ่ายการแสดง : น.ส.ดวงพร วควิโรจน์ (บี)
    ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ : น.ส.ผลิพร สันนิธิกุล (พีท) , นายภาคภูมิ มนัสบุญเพิ่มพูล (เต้)
    เขียนบท : น.ส. ณฐภรณ์ รัตนชัยวงศ์ (เอ), นายฉัตร รูปขจร (ฉัตร) , นายจินตภัทร์ ธรรมโชติ (จ่ย), นายต่อพงศ์ กุลอ่อน (ต่อ), น.ส. อมรรัตน์ จันทร์วิเมลือง (เอิน), น.ส. ปรียานุช ศรีสุตา (นาย), น.ส. วรกานต์ กิตติทรัพย์กุล (แก้ว), น.ส. นนตรา คุ้มวงศ์ (แอ้ม)
    ผู้กำกับการแสดง : น.ส.ณฐภรณ์ รัตนชัยวงศ์ (เอ)
    ผู้ช่วยผู้กำกับการแสดง : นายฉัตร รูปขจร (ฉัตร), นายจินตภัทร์ ธรรมโชติ (จ่ย)
    กำกับลีลา : นายจินตภัทร์ ธรรมโชติ (จ่ย), นายไกรวุฒิ จุลพงศ์ธร (เต้)
    Art Director : นายอนุรักษ์ คงคา (หมู), นายอภิชญ์ บุศยศิริ (อ้าย)
    Creative : น.ส.กัลยา ชัยวัฒนไชย (กัลย์)
    ฉาก : นายเอกพร ศรีสุขทวีรัตน์ (เอก), นายจรัสภล รุจิราโสภณ (ภล)
    Costume : น.ส. จุไรรัตน์ เจตน์มงคลรัตน์ (หุย)
    เพลงประกอบ : นายชูเกียรติ ศักดิ์วีรยกุล (มะเดี่ยว)
    เสียง : น.ส.สุจินดา ตั้งกิตติสุวรรณ (นก)
    Special effect : น.ส. อารยา จีรบุณย์ (อาย่า)
    อุปกรณ์ประกอบฉาก : น.ส. ปทิตตา ถิ่นรัตน์ (ต่าย)
    บัตร : น.ส.ปริญดา ฐิติปัญญากุล (ซี), น.ส. นารีรัตน์ รัตนชัยสุวรรณ (กัส)
    สวัสดิการ : นายธนา เสตะกสิกร (แบงค์)

    รอบแสดง สถานที่ ราคาบัตร

    วันที่ 3-4 พฤศจิกายน 2544 เวลา 14.00 น. และ 19.00 น.
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 เวลา 19.00 น.
    วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2544 เวลา 14.00 น. และ 19.00 น.

    สถานที่ หอประชุมจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

    บัตรราคา 150 และ 120 บาท สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และหมู่คณะ (10 คนขึ้นไป) ลดเหลือ 120 และ100 บาท

    สามารถซื้อบัตรได้ที่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ร้านน้อง ท่าพระจันทร์ , ร้านคอฟฟี่เวิล์ด สาขาเซ็นเตอร์พอยท์ และ kim bowl สาขามาบุญครอง หรือจองบัตรผ่านทาง www.nitadechula.com

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 01-6221847 , 01-6440638

    รายได้ส่วนหนึ่งมอบเป็นการกุศลแก่มูลนิธิบ้านครูน้อย

    ละครเวที