Author: admin

  • การตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร

    การตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร (Written Warning)

    การตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษร  ถือเป็นขั้นตอนแรกของการปฏิบัติเกี่ยวกับระเบียบวินัยอย่างเป็นทางการ เพราะการตักเตือนด้วยลายลักษณ์อักษรผู้บริหารหรือผู้รักษาวินัยจะแจ้งสาเหตุของความบกพร่องของการกระทำผิดพร้อมอธิบายให้เข้าใจถึงแนวทางที่ควรแก้ไขปรับปรุงให้พนักงานผู้นั้นเข้าใจและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงในแฟ้มประวัติส่วนตัวของพนักงานผู้กระทำผิดนั้นพร้อมทั้ง ส่งสำเนาต่อไปให้กับหน่วยบริหารงานบุคคลเพื่อเก็บไว้เป็นประวัติการทำงานของพนักงานผู้นั้น

    โดย  : รองศาสตราจารย์สุดา  สุวรรณาภิรมย์

  • การสรรหาและเลือกสรรบุคคลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบราชการ

    การสรรหาและเลือกสรรบุคคลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบราชการ

    E-Recruitment การสรรหาและเลือกสรรบุคคลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบราชการ

    ระบบราชการที่เป็นเลิศจำเป็นต้องมีข้าราชการที่เป็นคนดีและคนเก่ง  ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนกลไกของระบบราชการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  สามารถนำพาประเทศชาติให้มีศักยภาพที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้ การสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการจึงต้องมีการพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยและสภาพการณ์ในโลกของข้อมูลข่าวสารและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  เพื่อให้ได้มาซึ่งข้าราชการที่เป็นมืออาชีพและมีศักยภาพสูง

    กระบวนการสรรหาและเลือกสรรจึงต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและให้เท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิตอล  โดยการนำเทคนิค วิธีการและกลยุทธ์ใหม่ ๆ มาปรับใช้  การสรรหาและเลือกสรรถือเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคล อีกทั้งยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการดำเนินการพัฒนาบุคลากรในระยะยาวเพราะการสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานจะก่อเกิดผลสัมฤทธิ์ของงานที่มีประสิทธิภาพและจะช่วยให้บุคลากรสั่งสมความรู้ให้มากขึ้นเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญในอาชีพของตน ซึ่งจะทำให้บุคลากรมีความสุขในการทำงานและทำงานได้เต็มกำลังความสามารถ

    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสภาวะแวดล้อมต่างๆของหน่วยงาน สภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง และเทคโนโลยี ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้บุคลากรมีการปรับปรุงตนเอง องค์กรต้องปรับรูปแบบการทำงานและการบริหารจัดการเสียใหม่  ดังจะเห็นได้ว่าไม่ว่าในภาคเอกชนหรือราชการต้องมีการปรับกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้สนองต่อความต้องการของลูกค้าเพื่อให้สามารถติดต่อประสานงานระหว่างกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเสริมความคล่องตัวและการติดต่อสื่อสารนั้นก็คือ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และทันสมัย

    ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานในทุกๆด้าน ต้องตระหนักถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ที่จะได้รับ ผลดีและผลเสียของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการทำงานด้วย หากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน จึงจะสามารถเลือกเทคโนโลยีที่ดีจริงมาประยุกต์ใช้กับสภาพองค์กร สิ่งสำคัญคือการที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้จะต้องปรับปรุงเทคโนโลยีนั้นด้วยความฉลาด เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะและสภาพของประเทศชาติและประชาชน

    สำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับ
    ราชการในกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายพลเรือน ทั้งในฐานะผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการสอบ จึงได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐเชิงกลยุทธ์ระดับมหภาค โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐไปสู่ระบบที่เป็นสากลและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์ความคุ้มค่า ความรับผิดชอบและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและประชาชนผู้รับบริการ

    การสรรหาและเลือกสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและเป็นคนดี มีคุณธรรมเข้ารับราชการ  คือ บทบาทหน้าที่ของ สำนักงาน  ก.พ.  การดำเนินการสรรหาและเลือกสรรจึงต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบที่สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนการบริหารงานภาครัฐ

    เทคโนโลยีสารสนเทศและความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์จึงได้ถูกนำมาใช้ในการสรรหาและเลือกสรรบุคคลหรือที่เรียกว่า e-Recruitment ได้พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับวิธีการสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการให้มีความหลากหลาย  เหมาะสม  และสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม และการบริหารภาครัฐแนวใหม่ ทั้งยังสามารถบริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยมีกรอบหลักการ ดังนี้

    • เพื่อช่วยในการบริหารจัดการกับคนจำนวนมาก โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์  ช่วยให้การดำเนินการสรรหา  เลือกสรร และบรรจุ สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ระบบการสรรหาดังกล่าวจะช่วยสนองต่อพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม (ที่ต้องเผชิญกับการบริหารจัดการกับคนจำนวนมาก)  และการเปลี่ยนแปลงของระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น การปรับปรุงระบบตำแหน่งและเงินเดือน  การพัฒนาบุคลากร การจัดทำฐานข้อมูลกำลังคนภาครัฐ รวมทั้งสอดรับกับแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ
    • เพื่อช่วยการสรรหาและกลั่นกรองบุคคลที่มีคุณลักษณะที่หลากหลาย เช่น กลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มที่มีผู้สมัครน้อย และกลุ่มที่มีผู้สมัครมาก โดยสามารถจัดกลุ่มและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ  ความชำนาญการเฉพาะของแต่ละกลุ่มตำแหน่งได้
    • เพื่อปรับปรุงและอำนวยความสะดวกในการแบ่งกิจกรรมการสรรหาและเลือกสรรบุคคล เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแบ่งกลุ่มตำแหน่ง กลั่นกรองบุคคลจากใบสมัคร การตรวจสอบความถูกต้องของประวัติผู้สมัคร การกลั่นกรองด้วยการสอบข้อเขียนหรือแบบทดสอบสมรรถนะ

    สิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อปรับปรุงระบบการสรรหาและเลือกสรรให้มีประสิทธิภาพ โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกิจกรรมต่างๆเพื่อให้เกิดระบบ e-Recruitment ที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย

    • การเผยแพร่ข่าวและรับสมัคร  ทาง Internet (e-Registration)
    • การบริหารจัดการเครื่องมือประเมินบุคคล  โดยการพัฒนาระบบคลังข้อสอบและเครื่องมือประเมินบุคคล (e-Item Bank)
    • วิธีการสอบ  โดยการพัฒนาการสอบและการประเมินสมรรถนะด้วยคอมพิวเตอร์ (e-Exam)
    • การประมวลผลการสอบ  โดยการปรับปรุงโปรแกรมประมวลผลให้หลากหลายและได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น (e-Data Processing)
    • การรับรองคุณวุฒิ  โดยการพัฒนาระบบที่ส่วนราชการสามารถดำเนินการได้เอง โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลคุณวุฒิจากแหล่งข้อมูลทาง Internet (e-Accreditation)
    • การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ  โดยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคล และจัดทำระบบคัดเลือกคนที่เหมาะสมให้กับงาน

    กล่าวได้ว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการจำเป็นต้องพัฒนาให้เป็นระบบสรรหาและเลือกสรรด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Recruitment) เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความโปร่งใส ยุติธรรม เสมอภาค สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่า นอกจากนั้น ยังช่วยให้เกิดการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับงานภาครัฐและทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลผู้สนใจงานราชการและฐานข้อมูลผู้ผ่านการคัดเลือก ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของส่วนราชการ   ให้สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนกำลังคน รวมทั้งการสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    โดย  ภมรพรรณ วงศ์เงิน

    *คอลัมน์ “กระแสคนกระแสโลก”
    ในหนังสือพิมพ์ มติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 5 กรกฎาคม
    2550*

  • ทฤษฎีค่าจ้างที่ยุติธรรม (The Just Price Wage)

    ทฤษฎีค่าจ้างที่ยุติธรรม (The Just Price Wage)

    ทฤษฎีค่าจ้างที่ยุติธรรม (The Just Price Wage)

    ค่าจ้างที่ยุติธรรมหรือ Just Wage คือ ค่าจ้างที่ทำให้บุคคลสามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสมกับสถานะตำแหน่งในการทำงาน นั่นคือ ถ้าเขามีตำแหน่งสูงขึ้น ค่าจ้างก็ควรสูงตาม

    ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีค่าจ้างที่เก่าแก่ เชื่อกันว่าเริ่มมาจากแนวคิดของ เพลโต (427 – 347BC) และ อริสโตเติล (384 – 322 BC)  ซึ่งเซนต์ โทมัส อควินัส (1225 – 1247AD)    ได้เป็นผู้นำมาปรับปรุงใช้ในยุคกลาง ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูง เพราะในยุคนั้นมีการจ้างช่างศิลป์ และช่างฝีมือจำนวนมาก ในขณะที่แรงงานที่ใช้มักจะใช้การซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างอยู่แล้ว ช่างศิลป์ และช่างฝีมือที่สามารถจะได้รับสถานะตำแหน่งที่สูงและได้รับค่าจ้างสูงด้วย

    อย่างไรก็ดี ทฤษฎีค่าจ้างนี้มีทั้งข้อดี และข้อเสียทั้งสองด้าน ได้แก่

    ข้อดี

    1. เป็นการประกันการทำงาน ของช่างฝีมือว่าจะยังคงทำงานต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลกับภาระด้านเศรษฐกิจ ทำให้สามารถผลิตงานใหม่ๆ และถ่ายทอดฝีมือต่อไป
    2. เป็นการให้ความสำคัญแก่ปัจจัยมนุษย์ ซึ่งแตกต่างกับปัจจัยการผลิตอื่นๆ ซึ่งแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อทฤษฎีค่าจ้างยุคปัจจุบัน

    ข้อเสีย

    1. ค่าตอบแทนจะถูกจำกัดโดยสถานะตำแหน่งงาน
    2. ขัดแย้งกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่ค่าจ้างจะต้องสัมพันธ์กับการผลิตโดยตรง
    3. ปัจจัยที่อ้างอิงมีน้อยเกินไป และเลื่อนลอย
    4. มาตรฐานที่ยอมรับกันว่ายุติธรรมก็ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัด และเป็นที่โต้แย้งกันเสมอ

    นักทฤษฎีสมัยใหม่ชี้ว่าค่าจ้างที่ยุติธรรมจำต้องมีคุณสมบัติของความยุติธรรม 2 ประการ คือ

    1. ความยุติธรรมในประเด็นค่าตอบแทน  เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล นั่นคือ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม (Exchange Justice) คือขณะที่ลูกจ้างให้แรงงานและบริการที่เป็นผลิตผลมีมูลและราคา ค่าตอบแทนกลับเป็นการแลกเปลี่ยนการได้อัตราราคาตลาด และเงื่อนไขการแข่งขันอย่างสมบูรณ์
    2. ความยุติธรรมในประเด็นทางสังคม (Social หรือ Distributive Justice) ถือว่าสังคม
    ต้องตอบแทนแรงงานที่คนงานอุทิศให้โดยให้คนงานครองชีพอยู่ได้ และค่าจ้างที่จะดำรงชีพอยู่ได้ (Living) นั้น อย่างน้อยควรเป็นค่าจ้างที่ครอบครัวธรรมดา (สามีภรรยา และบุตร 2 คน)
    สามารถอยู่ได้ตามมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำ Living wage นี้ จะไม่เท่ากันในแต่ละ
    ประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ และเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ

    แนวคิดเรื่องค่าจ้างที่ยุติธรรมนี้ยังมีอิทธิพลอยู่บ้างในปัจจุบันเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย
    แล้วการปฏิบัติเกี่ยวกับค่าจ้างโดยรัฐบาล เช่นในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานตามกฎหมายเป็นต้น

  • 3 องค์ประกอบของกรรมการสัมภาษณ์งานตามแนวหลักปฎิบัติที่ดี

    3 องค์ประกอบของกรรมการสัมภาษณ์งานตามแนวหลักปฎิบัติที่ดี

    องค์ประกอบของกรรมการสัมภาษณ์งาน มีดังต่อไปนี้ค่ะ

    1. กรรมการคนที่ 1 ได้แก่ ผู้บริหารของหน่วยงานหรือองค์การที่เปิดรับตำแหน่งนั้น บุคคลที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้าไปปฏิบัติงานด้วย นอกจากจะเป็นการให้เกียรติ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจคัดเลือกบุคคลที่ผู้บริหาร (ผู้อำนวยการ , ผู้จัดการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย) เห็นสมควรว่ามีความเหมาะสมกับลักษณะงานความรับผิดชอบแล้วยังเป็นกลวิธีของการสร้างความเข้าใจ การยอมรับแนวปฏิบัติของการสัมภาษณ์งานแบบมีโครงสร้างให้แก่หน่วยงานนั้นๆ อีกทางหนึ่ง รวมทั้งเพื่อการพัฒนาบุคลากรขององค์การต่อไปด้วย

    2. กรรมการคนที่ 2 ได้แก่ นักจิตวิทยา หรือผู้ที่มีความรู้ ความสนใจด้านพฤติกรรมศาสตร์และการประเมินบุคคล เพื่อที่จะประเมินความเหมาะสมโดยภาพรวม ภาษาท่าทางของผู้สมัคร หากกรรมการคนที่ 2 นี้เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับลักษณะงาน ความเป็นมาและนโยบายต่างๆขององค์การด้วยก็จะเป็นการดี

    3. กรรมการคนที่ 3 ได้แก่ เจ้าหน้าที่ด้านการบริหารบุคคล ฝ่ายบุคลากร หรือเจ้าหน้าที่ผู้ออกแบบและดำเนินการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งาน เพื่อที่จะได้ทราบว่าสิ่งที่ตนได้คิดออกแบบไว้ เมื่อได้รับการนำมาปฏิบัติ มีความเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งจะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงในครั้งต่อไปด้วย

    ในกรณีที่มีกรรมการเพิ่มเติม อาจได้แก่ นักวิชาการด้านนั้นๆ หรือผู้ที่เข้าใจและมีประสบการณ์เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของงานในตำแหน่งที่เปิดรับ

    ที่มา: การสัมภาษณ์งานแบบมีโครงสร้าง: จากหลักวิธีสู่แนวปฏิบัติที่ดี (ดร.วีระวัฒน์  ปันนิตามัย)

  • 5 ประโยชน์ของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์

    5 ประโยชน์ของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์

    การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Planning) เป็นกระบวนการวางแผนการจัดหาและบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร เพื่อให้มีพนักงานที่มีความสามารถและสมรรถนะเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ โดยการวางแผนทรัพยากรมนุษย์จะรวมถึงการประเมินความต้องการทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร การวิเคราะห์ความสามารถและทักษะของพนักงานที่มีอยู่แล้ว การวางแผนการจัดหาพนักงานใหม่ การพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะของพนักงาน และการจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้เหมาะสมกับกิจกรรมขององค์กร เพื่อให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวขององค์กร

    1. ช่วยปรับปรุงการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้ดีขึ้น โดยอาศัยวิธีการประเมินผลจากการใช้การบริหาร การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ตามปกติจะกำหนดยุทธศาสตร์การวางแผนเป็นระยะ 3 ปี หรือ 5 ปี ซึ่งอาศัยผ่านกระบวนการยุทธศาสตร์การวางแผน เจ้าหน้าที่ผู้วางแผนทรัพยากรมนุษย์มีขีดความสามารถพัฒนาหน้าที่การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ให้ดีขึ้น และการวางแผนทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ จะมีความเหมาะสมกับการวางแผนขององค์การทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    2.  ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการประสานงานทั้งด้านกิจกรรมทรัพยากรมนุษย์และวัตถุประสงค์ขององค์การในอนาคต เพราะว่า องค์การจะต้องมีการพัฒนา และขยายการดำเนินงานให้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น จึงต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ในขณะเดียวกันทางด้านกิจกรรมทรัพยากรมนุษย์จะต้องมีการวางแผนควบคู่ และให้มีความสอดคล้องกับการวางแผนการดำเนินงานขององค์การในอนาคต กล่าวได้ว่า องค์การจะต้องมีการวางแผนการดำเนินงาน และการวางแผนทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ และสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ

    3.  ช่วยให้ประสบผลสำเร็จด้านการประหยัดในการจ้างบุคลากรใหม่ เป็นระบบการควบคุมอัตราจำนวนบุคลากรให้เหมาะสมกับจำนวนตำแหน่งงานภายในองค์การ เป็นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะต้องดำเนินการจ้างบุคลากรใหม่ตามยุทธศาสตร์การวางแผนดำเนินงานควบคู่กับการวางแผนความต้องการทรัพยากรมนุษย์  เพราะการจ้างบุคลากรใหม่แต่ละบุคคลเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทำให้องค์การมีต้นทุนการผลิต หรือการบริหารที่สูงขึ้น ดังนั้นองค์การจะจ้างบุคลากรใหม่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพความคุ้มทุนเป็นหลัก โดยต้องดำเนินการจ้างบุคลากรใหม่ตามแผนการดำเนินงาน และแผนความต้องการทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้ให้เป็นไปโดยประหยัด คล่องตัว ตรงตามวันที่ต้องการใช้บุคลากรมาปฏิบัติงาน

    4.  ช่วยกระจายข่าวสารการจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพื่อช่วยงานกิจกรรมทรัพยากรมนุษย์ และหน่วยงานอื่นภายในองค์การให้ได้รับข่าวสารความต้องการทรัพยากรมนุษย์ตามแผนปฏิบัติการในการดำเนินงานขององค์การในอนาคต จะสามารถช่วยให้บุคลากรขององค์การ และบุคคลภายนอกที่สนใจมาสมัครเข้าทำงาน เมื่อถึงโอกาสที่องค์การมีการประกาศรับสมัครบุคลากร นับได้ว่าเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ ทั้งการดำเนินงาน และการับรับสมัครบุคลากรขององค์การไปพร้อมกันในขณะเดียวกัน

    5. ช่วยประสานงานโปรแกรมการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่มีความแตกต่างกัน เช่น การยืนยันแผนการปฏิบัติการ และความต้องการในการจ้างทรัพยากรมนุษย์ ให้มีผลในทางปฏิบัติเป็นจริง เพื่อทำให้องค์การสามารถดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการวางแผนการดำเนินงานขององค์การในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

  • ข้อเท้าเคล็ด ข้อเท้าพลิก วิธีรักษา

    ข้อเท้าเคล็ด ข้อเท้าพลิก วิธีรักษา

    ข้อเท้าเคล็ด หรือ ข้อเท้าพลิก นี่ก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาการข้อเท้าพลิกที่ไม่รุนแรงนัก จะเกิดขึ้นเมื่อเท้าของคุณไม่อยู่ในท่าที่ปกติ คือ อาจจะต้องขยับบิดเบี้ยวไปมา เวลาออกกำลังกาย และทำให้เส้นเอ็นหลังข้อเท้ายืดมากเกินไป หากเอ็นถึงขนาดฉีกขาดละก็ อาการข้อเท้าพลิก จะยิ่งรุนแรงมาก ถึงขนาดทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้เลยทีเดีย แต่หากหลังจากที่ข้อเท้าพลิกแล้ว เท้าของคุณยังสามารถรับน้ำหนักได้ ก็แสดงว่ากระดูกข้อเท้าไม่ได้หัก หากคุณมีปัญหาในการยืน อาจจะต้องไปพบแพทย์ เพื่อเอ็กซเรย์ ดูว่ากระดูกข้อเท้ามีอะไร ผิดปรกติหรือไม่ สำหรับอาการพลิกที่ไม่รุนแรงนัก วิธีการปฐมพยาบาลขั้นต้นก็คือ

      • พยายามอย่าใช้งานเท้าให้มากนัก
      • พักเท้าไว้เฉย ๆ จนกว่าอาการบวมจะทุเลาลง
      • ประคบข้อเท้าที่ปวดด้วยถุงน้ำแข็งเป็นระยะ ๆ อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จนกว่าความเจ็บปวด จะทุเลาลง หรือติดพลาสเตอร์ยา ที่ลดเคล็ดขัดยอก เพื่อช่วยลดอาการปวดบวม และอักเสบ
      • ยกเท้าขึ้นสูงเพื่อให้ร่างกายลดการผลิตน้ำในข้อเท้า ที่จะทำให้อาการบวมหนักขึ้น
      • เวลานอนก็หาหมอนรองเท้าให้สูงขึ้น

    เมื่ออาการปวดหายไปแล้ว คุณอาจจะต้อง ออกกำลังกายบริเวณข้อเท้า เพื่อให้ข้อเท้าเคลื่อนไหวได้ตามปกติ การออกกำลังกายแบบง่าย ๆ ก็คือ เกร็งฝ่าเท้า แล้วหมุนเท้าไปรอบ ๆ ข้อเท้าเป็นรูปวงกลม นับให้ครบ 10 รอบ จากนั้นหมุนทวนกลับไปอีกด้านอีก 10 ครั้ง ควรทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

    ปกติแล้ว อาการข้อเท้าเคล็ดมักจะบรรเทาลงได้เองค่อนข้างเร็ว เว้นแต่จะมีการเกิดของเหลวคั่งค้าง ซึ่งมีทางแก้อยู่ 2 วิธี อย่างแรกคือ ฝังเข็ม ซึ่งน่าจะช่วยลดอาการบวม ปวด ให้บรรเทาลงได้ อีกวิธีคือ ใช้ยาโบรเมลีน ซึ่งเป็นเอนไซม์จากสับปะรด ที่แพทย์ของนักกีฬานิยมใช้กัน สามารถลดอาการปวดบวมได้เป็นอย่างดี และหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป ซึ่งแนะนำให้ใช้ในรูปแคปซูลขนาด 200-400 มิลลิกรัม

    ควรกินยาโบรเมลีนวันละ 3 เวลา เมื่อท้องว่าง ประมาณ 90 นาที ก่อนอาหาร หรือ 3 ชั่วโมงหลังอาหาร แต่บางคนอาจแพ้ยานี้ได้ ดังนั้น.. ถ้าเกิดอาการคัน หรือแพ้ ควรหยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์ทันที

    หรือถ้าจะพึ่งวิธีสามัญขึ้น.. เพียงใช้ถุงน้ำแข็ง หรือถุงถั่วแช่แข็งประคบบริเวณที่บวมบ่อย ๆ ติดต่อกันตลอด 24 ชั่วโมง หรือสลับประคบกับถุงร้อนก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดบวม เป็นการรักษา อาการข้อเท้าเคล็ด ได้เช่นกัน

  • โรคหวัด วิธีการป้องกันและรักษา

    ทุกวันนี้ยังไม่ใครที่พบวิธีรักษาโรคหวัดได้ แค่เป็นการทำให้บรรเทา และทำให้ร่างกายของเรามีภูมิต่อต้านเท่านั้น ผมว่าคงจะอีกนาน กว่าที่จะมีการค้นพบยา หรือวัคซีนชนิดที่สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสถึง 200 ชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคหวัด ดังนั้นเรามีวิธีที่ลดโอกาสการ ติดเชื้อไวรัสหวัด และผ่อนหนักให้เป็นเบาด้วยเวลาติดเชื้อหวัด

    อยู่ห่างผู้ที่มีอาการไอ หรือจากอย่างน้อย 1 เมตร
    เพราะว่าถ้าหากคุณโดนละอองฝอยในระยะประมาณนี้มาโดนบริเวณใบหน้า และถ้าคุณร่างกายเกิดอ่อนแอพอดี รับรองได้อีก 2-3 วันให้หลัง เวลาคุณตื่นนอนในตอนเช้าคุณอาจพบว่าคุณเป็นหวัดแล้ว

    ล้างมือบ่อยๆ
    เชื้อหวัดส่วนใหญ่สามารถติดต่อกันได้ด้วยการสัมผัสทางอ้อม เช่น คนเป็นหวัดเอามือไปจับจมูก เชื้อไวรัสหวัด จะติดมากับมือ จากนั้นก็ไปจับโน่น จับนี่ มือของเรา อาจจะไปสัมผัสกับสิ่งที่คนเป็นหวัดไปจับต้องได้ ดังนั้นเมื่อเราไปสัมผัสสิ่งเหล่านั้นแล้ว จับจมูก หรือขยี้ตา เชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

    หลีกเลี่ยงสถานที่อับลม
    ควรหลีกเลี่ยงที่อับ อากาศไม่ถ่ายเท เพราะหากมีใครเป็นหวัดเชื้อจะวนเวียนอยู่ภายใน ไม่สามารถระบายออกได้เลย

    ดื่มน้ำมากๆ

    น้ำจะช่วยชะล้างเชื้อโรค ออกจากร่างกาย ทั้งยังป้องกันอาการขาดน้ำซึ่งมักพบร่วมกับหวัด “การหายใจทางปาก, การสั่ง น้ำมูก และการทานยาลดน้ำมูก” จะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากกว่าปกติ ดังนั้นทางที่ดีควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วได้จะเป็นการดี

    อย่าขยี้จมูก หรือตาบ่อย

    ผลจากการวิจัยปรากฎว่า คนทั่วไปจะแตะจมูก หรือตาประมาณชั่วโมงละ 3 ครั้ง หากต้องแตะจริงๆ ไม่ควรใช้ปลายนิ้ว ให้ใช้ข้อนิ้ว หรือหลังมือแทน เพราะว่าจะสะอาดกว่าปลายนิ้ว ที่ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อโรค

    อย่าเอาแต่นอน
    การออกกำลังกายปานกลาง จะช่วยเพิ่มความต้านทานโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้ แต่ถ้าออกกำลังกาย อย่างหักโหมมากไปจะทำให้เกิดผลเสียได้นะ จากผลการวิจัย ถ้าออกกำลังกายอย่างหักโหมมากกว่าชั่วโมง จะทำให้ติดเชื้อหวัดได้ง่ายขึ้น

    ฆ่าเชื้อที่อยู่ตามฟองน้ำ
    ครัวจะเป็นแหล่งที่แพร่เชื้อหวัดหลายชนิด แหล่งของเชื้ออีกอย่างที่สำคัญ คือ ฟองน้ำล้างจาน กับผ้าเช็ดจาน เพราะมีความอุ่น และชื้น ถ้าเป็นไปได้ นำฟองน้ำเหล่านั้นมาแช่น้ำร้อนซัก 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์

    รับประทานวิตามินอี และวิตามินซีเสริม
    เชื่อกันว่า วิตามินอี มีส่วนสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่เนื่องจากไขมัน และน้ำมันเป็นแหล่งสำคัญของ วิตามินอี ส่วนวิตามินซี ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานยินยันว่า วิตามินซี ป้องกันหวัดได้จริง แต่ผลการศึกษาหลายครั้งแสดงว่า การรับประทานวิตามินซี อาจช่วยให้หายหวัดได้เร็วขึ้น และมีอาการน้อยลง แต่การรับประทานวิตะมินซีในปริมาณมาก อาจจะทำให้ไม่สบายท้องได้

    ถ้าชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจดื่มก่อนนอนซักแก้ว

    จากการวิจัย ในหมู่ผู้ดื่มสุราเล็กน้อย จนถึงปานกลาง (วันละ 1-2 แก้ว) และไม่สูบบุหรี่ หากได้รับเชื้อไวรัสหวัด โอกาสที่จะติดเชื้อจนเป็นหวัด กลับน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มถึงร้อยละ 65 แอลกอฮอล์อาจจะไปยับยั้งการ แบ่งตัวของไวรัสในร่างกาย แต่ผู้หญิงมีครรภ์ หรือผู้มีปัญหาสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จะดีกว่า

    บรรเทาอาการไอ
    ใช้ยาแก้ไอช่วย หากไอแห้งไม่มีเสมหะ แต่ในกรณีที่ไอมีเสมหะ ยาขับเสมหะจะช่วยทำให้เสมหะจางลง และการ ไอจะสะดวกขึ้น

    นอนหลับให้สนิทตลอดคืน
    การนอนหลับสนิทจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีประสิทธิภาพขึ้น

    โรคหวัด การรักษา

    วิธีรักษาอาการไข้หวัดช่วงเริ่มแรกอย่างง่ายมาก ๆ คือ กินกระเทียมดิบสัก 2 กลีบ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าเริ่มมีอาการไข้หวัดแล้ว ควรกิน ยาเอ็คชินาเชีย (Echinacea purpurea), ดื่มชาขิงวันละ 4 ครั้ง หรือนำรากขิงขนาด 1 นิ้ว ปอกเปลือกแล้วสับเป็นเล็ก ๆ ใส่หม้อเติมน้ำ 2 ถ้วย ตั้งไฟต้มให้เดือด แล้วตั้งไฟหรี่อ่อน ๆ ต่ออีก 5 นาที ใส่พริกไทยป่นครึ่งช้อนชา (หรือมากกว่านั้น.. ถ้าชอบ) ต้มอีก 1 นาที แล้วยกลงจากเตา เติมน้ำมะนาวสด 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำผึ้ง กระเทียมบด 1-2 กลีบ ทิ้งให้เย็นแล้วกรองแต่น้ำไว้ดื่ม

    แต่ถ้าต้องการป้องกันไข้หวัดล่ะก็ ควรกินวิตามินซีวันละ 3 ครั้ง เป็นประจำ

  • Frozen การ์ตูนของดิสนีย์ที่ให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับมา

    Frozen การ์ตูนของดิสนีย์ที่ให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับมา

    Frozen การ์ตูนของดิสนีย์ที่ให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับมา สำหรับการ์ตูนของวอลส์ดิสนี่ย์ ช่วงหลังมีบางสิ่งที่ขาดหายไปก็คือ ความเป็นมิวสิคอล เพลงในช่วงหลังของการ์ตูนดิสนี่ย์ไม่ค่อยจะทำให้เราจดจำได้มากนัก แต่สำหรับการ์ตูนเรื่อง Frozen นี้สามารถนำความรู้สึกประทับใจที่เราเคยมีให้กับ Beauty and the beast หรืออย่าง Mulan ที่จะมีเพลงดีๆ ติดหูกลับมาได้ ลองไปพิสูจน์กันได้ในโรงภาพยนตร์ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมนี้เป็นต้นไปครับ

    เรื่องราวของ “Frozen” พูดถึงคำทำนายที่ทำให้อาณาจักรหนึ่งต้องตก­อยู่ภายใต้ฤดูหนาวอันเยือกเย็นและโหดร้ายต­ลอด กาล”แอนนา” สาวน้อยช่างฝัน (พากย์โดย คริสเทน เบลล์) จึงร่วมมือกับ “คริสตอฟ” มนุษย์ภูเขาผู้กล้าหาญ ในการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่เพื่อที่จะตามหา “ราชินีหิมะ” (พากย์โดย อีดิน่า เมนเซล) และยุติคำสาปน้ำแข็งอันหนาวเหน็บที่ปกคลุม­อาณาจักรแห่งนี้มาอย่างยาวนาน การผจญภัยสุดหฤโหดภายใต้สภาวะอากาศอันโหดร­้ายดั่งเทือกเขาเอเวอร์เรส การเผชิญหน้ากับสัตว์ในตำนานและมนตราในทุก­ย่างก้าว แอนนาและ คริสตอฟต้องฝ่าฝันและเอาชนะทุกอย่างที่มาข­ัดขวางการปกป้องอาณาจักรจากการล่มสลาย

  • ความซื่อสัตย์สำคัญต่อการทำงานแค่ไหน

    ” เฮ้ย ป้อม ถ้าวันนี้คุณสมรศรี โทรมา ช่วยบอกว่าอั๊วไม่อยู่ หรือไม่เข้าอ๊อฟฟิส หรือไปไหนไม่รู้ ตามตัวไม่ได้นะ อั๊วขี้เกียจคุยกับแกว่ะ”

    ยังไม่ทันขาดคำโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้นพอดี ป้อมรีบยกหูขึ้น แล้วให้บังเอิญว่าเป็นคุณสมรศรีพอดิบพอดี ป้อมเลยรีบปฏิบัติการตามที่เพื่อนบอก โดยมีเพื่อนคอยลุ้น และกำกับอยู่ข้างๆ พอวางหูเสร็จทั้งสองคนก็ถอนใจโล่งอกพร้อมๆ กัน

     พฤติกรรมเอาตัวรอดแบบนี้เกิดขึ้นเสมอๆ ในที่ทำงาน บางทีไม่ใช่แค่หลบเลี่ยงเป็นคราวๆ แบบนี้ แต่หนักข้อขนาดโกหกลูกค้าให้พ้นๆ ตัว เช่น “รอหัวหน้าเซ็นครับ ขั้นตอนสุดท้ายแล้วครับ” ทั้งที่จริงยังไม่ได้ทำเรื่องให้ลูกค้าเลย หรือ ” ไม่มีปัญหาครับ รับรองอาทิตย์เดียวเสร็จ” ตอบไปทั้งที่รู้ว่าโครงการของลูกค้าไม่มีทางได้อนุมัติ วิธีการทำงานแบบไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้าอย่างนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อ คุณภาพของบริการ ถ้าลูกค้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็รอดตัวไป แต่อะไรจะเกิดขึ้นหากความลับแตก อย่าลืม.. ลูกค้าไม่โง่

     นโยบายที่ดีที่สุดในการบริการ ( อันที่จริงไม่น่าจะใช้คำว่านโยบายที่ดีที่สุด เพราะฟังแล้วเหมือนมีหลายนโยบาย ) ที่จริงควรพูดว่า นโยบายเดียวเลย ในงานบริการคือ ซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ และซื่อสัตย์ ต่อลูกค้าเสมอ ลุกขึ้นพูดความจริงกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมานั่นแหละดีที่สุด อย่างน้อยไม่ต้องนั่งจำว่าโกหกอะไรกับใครไว้

     ความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีเสมอ เพราะประการแรก ไม่ว่าเราจะหลบเลี่ยงหลอกลวงลูกค้าได้แยบยลขนาดไหน อย่าได้นึกว่าจะสามารถหลอกลวงได้ตลอดไป สักวันไม่ช้าก็เร็วลูกค้าต้องรู้ความจริงจนได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และผลเสียหายที่จะตามมาจากความไม่ซื่อสัตย์นั้นสุดที่จะประมาณได้เลยทีเดียว ลองดูตัวอย่างนี้เป็นไง

     คุณจอห์นเป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าของบริษัทชิ้ปปิ้งแห่งหนึ่ง ในรัฐมิชิแกนที่อเมริกาโน่น ทุกๆ วันคุณจอห์นจะมาทำงานแต่เช้า ถือหนังสือพิมพ์มาด้วยสามฉบับ แล้วจะค่อยๆ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับอย่างพินิจพิจารณา เอาดินสอวงข่าวที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในแต่ละวัน นั่นคือข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีผลต่อการขนส่งสินค้า อย่างข่าวรถไฟตกรางที่ภาคใต้ พายุฝนหรือหิมะกระหน่ำที่ภาคเหนือ คนงานขับรถบรรทุกหยุดงานประท้วง หรือยกขบวนมาปิดถนนเลียนแบบเมืองไทยเป็นต้น ทีนี้ในระหว่างวันถ้าลูกค้าโทรมาโวยว่าของยังส่งไม่ถึงปลายทาง คุณจอห์นแกจะพักสายลูกค้าแล้วรีบหยิบข่าวที่ว่าขึ้นมาดู พยายามนึกว่ากรณีลูกค้าคนนั้นน่าจะอยู่ที่ข่าวไหน เสร็จแล้วก็กลับไปถามลูกค้าว่า “ไม่ทราบว่าได้ข่าวรถไฟตกรางที่เมือง….เมื่อคืนนี้หรือเปล่าครับ บังเอิญสินค้าของคุณอยู่ในขบวนรถนั้นพอดี ผมอยากจะช่วยนะครับแต่ไม่รู้จะทำไงดี เพราะเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ”

     ลูกไม้อย่างนี้ของคุณจอห์นใช้ได้ผลอยู่สักปีหนึ่ง ลูกค้าก็เริ่มเอะใจว่าของที่ส่งไปกับบริษัทนี้ 3 ใน 5 หนหลังไม่เจอภัยธรรมชาติก็อุบัติเหตุอยู่เนืองๆ ลูกค้าเลยเริ่มสืบแล้วในที่สุดก็จับได้ คงไม่ต้องบอกต่อว่าอะไรเกิดขึ้นกับจอห์น แต่ที่แน่ๆ คือบริษัทนี้ขาดความน่าเชื่อถือ และไว้วางใจจากลูกค้าไปเรียบร้อยแล้ว

     ประการที่สอง คนทำงานบริการควรเข้าใจว่า ลูกค้าต้องการความซื่อสัตย์ จากเราเสมอไม่ มีใครจะทนให้ใครมาโกหกกันได้หรอก แม้ว่าการบอกความจริงจะเป็นเรื่องโหดร้าย หรือนำความไม่พอใจมาให้ลูกค้าก็ตาม แต่ในที่สุดแล้ว การบอกความจริงกับลูกค้า คือนโยบายที่ดีที่สุด และเป็นเพียงนโยบายเดียวที่ควรยึดมั่นปฏิบัติ

    หากแต่เมื่อบอกความจริงกับลูกค้าแล้ว ควรที่บอกให้ลูกค้าทราบด้วยว่าเราจะดำเนินการแก้ไขปัญหานั้นๆ อย่างไร มีทางออกอย่างไรให้ลูกค้า เช่นหากไม่สามารถส่งมอบงานให้ลูกค้าได้ตามเวลา หรือแม้แต่ว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังอาจเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผล ไม่อาจจะทำให้ได้ ก็ต้องบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา อย่าเป็นประเภทขายผ้าเอาหน้ารอด หลอกลวงลูกค้าให้มีความหวังไปวันๆ หากเราให้ความจริงพร้อมกับบอกให้ลูกค้าทราบถึงความพยายามของเราที่จะให้ บริการ หรือแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้แล้ว ลูกค้าจะเข้าใจ และซาบซึ้งกับความพยายามของเราในที่สุด

     ประการที่สาม ความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้คนทำงานด้วย ความภาคภูมิ หากเราต้องทำงานแล้วคอยหลบหลีกหลอกลวงปลิ้นปล้อนกับลูกค้าอยู่ทุกๆ วัน คอยหาเรื่องแก้ตัว ให้กับบริษัทอยู่ตลอดเวลา ลองคิดดูว่าจะหาความสุขจากไหน จะมีความภาคภูมิอันใดให้รู้สึกได้ ที่สำคัญเวลาใครถามว่าทำงานที่ไหนเราคงจะอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าบอกกับใครๆ อย่างภาคภูมิเท่าไรนัก

     สมศรีทำงานอยู่กับบริษัทที่ขายสินค้าทางเมล์ และประเภทที่โฆษณาทางทีวี มีของเยอะแยะประเภทเรื่องออกกำลังกาย เครื่องไฟฟ้า เครื่องอะไรต่อมิอะไรที่เห็นโฆษณากันโครมๆ และนานๆ จนคนดูเอียนไปนั่นแหละ หน้าที่สมศรี คือฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่จะต้องเป็นด่านหน้ารับโทรศัพท์ เวลาลูกค้าโทรมาบ่นมาว่า และตำหนิอีกสารพัดเป็นต้นว่า” สินค้าที่สั่งไม่เห็นจะเหมือนที่โฆษณาในแค๊ตตาล็อค” “ทำไมในโฆษณาดูใหญ่ ส่งมาให้จริงมันเล็กนิดเดียว” “ทำไมมันทำไม่ได้อย่างที่เห็นในโฆษณา” ” ทำไมวัสดุมันห่วยกว่าที่คิด” ” ทำไมสินค้าดูเก่าแถมมีตำหนิอีกต่างหาก” ฯลฯ สมศรีก็ได้แต่ทำหน้าที่ขอโทษขอโพยลูกค้าอยู่เป็นประจำทุกวัน แล้วก็บอกว่าถ้าลูกค้าไม่พอใจก็ส่งของคืนมาได้ บริษัทยินดีคืนเงิน แต่นั่นก็หมายความว่าหลังจากสมศรีถูกลูกค้าด่าไปจนจบสิ้นกระบวนความแล้ว

     สมศรีรู้เหมือนอย่างที่พนักงานอื่นๆ รู้ว่าบริษัทที่ทำอยู่ไปเหมาสินค้าประเภทตกเกรด หรือคัดออกจากการผลิต เพื่อส่งออกมาจากโรงงานหลายๆ ที่ บริษัทรู้อยู่เต็มอกว่าจะต้องมีลูกค้าจำนวนหนึ่งซื้อไปแล้วไม่พอใจแล้วโทรมา ด่า หรือเอาเงินคืน แต่ไม่ทั้งหมดหรอก ลูกค้าบางคนก็ขี้เกียจจะต่อความยาว ซึ่งเป็นลูกค้าส่วนใหญ่เสียด้วย เพราะฉะนั้นถึงบริษัทจะคืนเงินเต็มจำนวนให้ลูกค้าที่มาขอเงินคืน อย่างไรเสียก็ยังมีกำไรจากลูกค้าที่ไม่ค่อยเอาเรื่องโดยเฉพาะลูกค้าคนไทย ซึ่งบางทีก็ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พนักงานอย่างสมศรีเลยเป็นด่านหน้าของลูกค้าประเภทที่เอาเรื่องทั้งหลาย ซึ่งสมศรีก็สามารถทำให้ลูกค้าส่วนที่โทรมาโวยพอใจได้ด้วยการคืนเงินให้

     แต่ที่สุดสมศรีก็ลาออกหลังจากทำงานไม่นาน เพราะงานที่ทำก่อให้เกิดความรู้สึกแย่ถึงแย่ที่สุด สมศรีรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจต้มตุ๋นลูกค้า ธุรกิจที่ไม่ซื่อสัตย์ทำให้รู้สึกไม่เหลือความภูมิใจที่จะบอกใครว่าทำงานที่ ไหน จะหลอกใครก็หลอกได้แต่ถ้าทุกวันต้องคอยหลอกตัวเองด้วย ใครจะทนไหว งั้นก็ลาออกมันเสียเลยดีกว่า จะได้สบายใจขึ้น

     ความซื่อสัตย์เป็นนโยบายเดียวที่ต้องยึดถือ หากหวังจะให้บริการระยะยาวกับลูกค้า บริการแบบตีหัวเข้าบ้านนั้นหมดยุคแล้ว ไม่มีใครยอมให้ใครหลอกได้ตลอด สุดท้ายแล้วความซื่อสัตย์จึงเป็นนโยบายเดียวที่จะสร้างความภาคภูมิให้กับทั้งกิจการ และคนทำงาน
     ท่องเอาไว้เลย ซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ และซื่อสัตย์!!!!!

  • การลดรายจ่ายในครัวเรือน สำคัญแค่ไหน

    การลดรายจ่ายในครัวเรือน สำคัญแค่ไหน

    การลดรายจ่ายนั้น น่าจะง่ายกว่าการเพิ่มรายได้ และเป็นการบังคับตัวเองไปในตัว ให้คิดก่อนใช้ และไม่ฟุ่มเฟือยจนเกิดเหตุ โดยเราควรจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป

    วิธีการง่ายๆ ที่หลายๆ คนทำอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว นั่นคือ หาเงินออมจากการนำรายได้ที่มีทั้งหมด หักด้วยรายจ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ส่วนที่เหลือก็คือเงินออมของเรา แล้วการที่เราจะมีเงินลงทุนเยอะๆ ได้นั้น จะมีวิธีการเพิ่มเงินลงทุนหรือเงินออมของเราได้อย่างไร เรามีเคล็ดลับการเพิ่มเงินออมมาฝาก

    คนส่วนใหญ่มักคิดว่า การเพิ่มเงินออมนั้น มักมาจากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะถ้าเรามีรายได้มากขึ้น ย่อมมีเงินเหลือเก็บมากขึ้นด้วยเช่นกัน จริงๆ แล้ว การคิดแบบนั้นก็ถูกต้อง แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดซะทีเดียว เนื่องจากเงินออมนั้น เกิดจาก รายได้ ลบ รายจ่าย ดังนั้นการเพิ่มเงินออมอีกทางหนึ่งนอกจากการเพิ่มรายได้ คือการลดรายจ่าย

    การเพิ่มรายได้นั้น ตั้งอยู่บนทฤษฎีที่คนชอบพูดกันบ่อยๆ ว่า ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ อย่างน้อยก็ต้องลงแรงกาย ถ้าเราไม่มีทุนทรัพย์ที่เพียงพอ เพื่อจะทำให้ความสามารถในการหารายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น การทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ถ้าเราอยากมีรายได้เพิ่มขึ้น เราก็ต้องทำงานมากขึ้น อาจจะได้เงินค่าล่วงเวลาตามปริมาณงานที่เราทำได้มากขึ้น หรือการหางานพิเศษต่างๆ ทำในช่วงวันหยุด โดยงานนั้นไม่ทำให้งานประจำเสียหาย

    การลดรายจ่ายนั้น น่าจะง่ายกว่าการเพิ่มรายได้ และเป็นการบังคับตัวเองไปในตัว ให้คิดก่อนใช้ และไม่ฟุ่มเฟือยจนเกิดเหตุ โดยเราควรจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งมักเป็นวิธีที่ใช้กับคนที่ไม่มีเวลาจริงๆ ไม่สามารถที่จะเพิ่มปริมาณงานมากไปกว่านี้ได้แล้ว เพราะถ้าทำไปคงแย่ทั้งกับสุขภาพกาย และสุขภาพจิต เราจึงมามองหาวิธีใหม่ คือการลดรายจ่าย โดยฉลาดซื้อ และฉลาดใช้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    –     ฉลาดซื้อ คือ การฉลาดซื้อสิ่งต่างๆ ที่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำ นั่นคือ สินค้าที่ซื้อควรมีราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ ไม่ใช่เห็นแก่ของถูก แต่คุณภาพไม่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ซื้อสินค้าที่มีราคา และประสิทธิภาพสูงมากเกินความจำเป็น ที่เราจะใช้ในการทำงาน แต่ควรเลือกซื้อสินค้าตามความเหมาะสม และความจำเป็นในการใช้งานมากกว่า

    –     ฉลาดใช้ คือ การรักษาของที่เราต้องใช้ในการทำงานให้สามารถอยู่ให้เราใช้ไปได้นานๆ โดยมีการบำรุงรักษาที่ดี และใช้งานอย่างถูกต้องตามสภาพที่เป็นอยู่ นอกจากการรู้จักใช้แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ต้องรู้จักประหยัดด้วย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเสียลงไปได้มาก

    จากที่เล่ามา คงเป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้ ซึ่งจะเป็นข้อคิดให้ผู้อ่านมีเงินเก็บออมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเพิ่มรายได้ หรือการลดรายจ่าย ล้วนแล้วแต่เป็นผลดีต่อเงินออมของเราทั้งสิ้น และเมื่อมีเงินออมมากขึ้นแล้ว เราก็จะหันมามองถึงความฉลาดในการลงทุน โดยสามารถจัดสรรเงินออมของเราได้