Author: admin

  • เบรคมือนั้นสำคัญไฉน

    การเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะความประมาท อุปกรณ์ป้องกันที่ติดมากับรถอย่าง
    ”เบรกมือ” ซึ่งมีประโยชน์ต่อนักขับขี่ มักถูกมองข้ามความสำคัญ ถึงเวลาแล้วที่นักขับขี่ต้องหันมาให้ความสนใจอย่าง
    จริงจัง

    เรื่องที่จะแนะนำคือเรื่องของการใช้”เบรกมือ” ที่ผู้ขับมักจะละเลยใช้กันทั้งที่ในความเป็นจริงมันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่
    ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ ในบางประเทศมีการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ไว้ว่า เมื่อหยุดรถแล้วไม่ว่าจะเป็นในกรณีใด
    จะต้องเข้าเบรกมือไว้ด้วยทุกครั้งก็เพื่อป้องกันไม่ให้รถลื่นไหลไปชนกับรถคันอื่น แต่ในบ้านเรายังไม่มีการออกกฎหมาย
    บังคับใช้กับเรื่องของการใช้”เบรกมือ” อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของบ้านเราชอบมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย นอกจากนี้
    นักขับรถบ้านเรายังไม่นิยมการใช้”เบรกมือ” แม้ว่าบางครั้งรถจะไปหยุดบนทางที่ลาดชันก็ตาม ดังนั้น จึงมักเห็น
    อุบัติเหตุที่เกิดจากรถลื่นไหลให้เห็นอยู่เสมอ สำหรับการใช้”เบรกมือ” ในการจอดรถนั้นก่อนที่จะดึงเบรกมือควรที่จะ
    จอดรถให้อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยก่อน ที่สำคัญต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกของรถคันอื่น แล้วจึงดึงเบรกมือขึ้นให้สุด
    หันมาใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยที่คุณมองข้ามสักนิดเพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละวันกันนะครับ

  • 6 ระบบที่ควรตรวจสอบสภาพรถยนต์เมื่อขับถึง 100,000 กม.

    ในปัจจุบันรถยนต์ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต การบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานเสมอ นั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้รถควรกระทำ หากต้องการให้รถมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยเฉพาะรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาถึง 100,000 กม. ขึ้นไปควรดูแลเอาใจใส่โดยหมั่นสังเกต และตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ และควรเปลี่ยน อะไหล่เมื่อครบตามระยะเวลาที่กำหนด

    การดูแลรักษารถยนต์
    ควรหลีกเลี่ยงการนำรถเข้ารับบริการตามสถานที่รับซ่อมรถยนต์ทั่วไป เพราะหากช่างซ่อมไม่มีความรู้ความชำนาญและความเข้าใจ เพียงพอ เกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ของรถยนต์แล้วอาจจะเกิดความเสียหายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้ใช้อะไหล่ที่ได้มาตรฐานของรถ ดังนั้นการ นำรถเข้ารับบริการกับศูนย์บริการและอะไหล่แท้ โดยช่างผู้ชำนาญงานที่มีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจซ่อมจะเป็นวิธี่ดีที่สุดและช่วยรักษา รถของท่านให้มีอายุการใช้งานนานที่สุดด้วย

    ควรตรวจสอบสภาพอะไรบ้าง
    แม้ว่าท่านจะนำรถเข้ารับบริการตามระยะทางหรือระยะเวลากำหนดในสมุดรับประกัน แต่สำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานานถึง 100,000 กม.นั้น ความสึกหรอที่เกิดขึ้นย่อมมีมากตามระยะทางที่ใช้ตลอดจนความเสียหายต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นก่อนถึงระยะทางหรือระยะเวลาที่กำหนด ในการเข้ารับบริการครั้งต่อไป เราจึงขอแนะนะให้ท่านตรวจสอบระบบต่าง ๆ ของรถยนต์ในเบื้องต้น ดังนี้

    ระบบเครื่องยนต์
    1. ตรวจสอบระยะห่างของวาล์ว โดยฟังเสียงของกระเดื่องวาล์วว่าผิดปกติจากที่เคยเป็นหรือไม่
    2. ตรวจสอบเสียงดังจากการทำงานของเครื่องยนต์ การสั่นของเครื่องหรือสีของไอเสียที่ปล่อยออกมา
    3. ตรวจสอบจังหวะการจุดระเบิดและระบบควบคุมการทำงาน
    4. ตรวจสอบความคล่องตัวของสายคันเร่งและความคล่องตัวของกลไกลิ้นเร่ง

    ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์
    1. ตรวจสอบการรั่วซึมของระบบระบายความร้อน การเสื่อมสภาพของท่อยางต่าง ๆ รวมทั้งครีบหม้อน้ำและรังผึ้งแอร์
    2. ตรวจสอบการรั่วซึมของฝาหม้อน้ำคอยสังเกตุจากรอ่งรอยของน้ำยาหม้อน้ำที่ซึมออกมาบริเวณรอบ ๆ
    3. ตรวจสอบการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ พัดลมคอนเดนเซอร์ว่าทำงานปกติหรือไม่ พัดลมจะต้องเริ่มทำงานเมื่อเครื่องยนต์ถึงอุณภูมิ ทำงานแล้ว
    4. ตรวจสอบระดับน้ำระบายความร้อนที่ถังสำรอง ระดับน้ำควรจะอยู่ที่ขีดสูงสุด (MAX)
    5. ตรวจสอบครีบระบายความร้อนของรังผึ้งปกติดีหรือไม่ ถ้ามีซากแมลง ใบไม้หรือโคลนติดอยู่ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย

    ระบบน้ำมันหล่อลื่น
    1. ตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำมันจากเครื่องยนต์ เช่น บริเวณฝาครอบวาล์ว ตัวเรือนจากจ่ายหรือบริเวณอ่างเก็บน้ำมันเครื่องรวมทั้ง เช็คการรั่วซึมจากห้องเกียร์ด้วย
    2. ตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ ระดับน้ำมันเครื่องควรอยู่ในระดับที่ถูกต้อง
    3. ดูการทำงานของระบบไฟเตือนน้ำมันต่าง ๆ ว่าทำงานปกติหรือไม่

    ระบบบังคับเลี้ยวพวงมาลัยเพาเวอร์
    1. ตรวจสอบการรั่วซึมจากระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ คอยสังเกตจากระดับน้ำมันในถึง เก็บน้ำมันเพาเวอร์ที่ลดลง
    2. ความเสียหายของยางหุ้มเพลาขับเกี่ยวกับการฉีกขาด หลุด หลวม สำหรับยาก หุ้มเพลาขับนี้ นับเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่ออายุการทำงานของเพลาขับ ถ้าขาดการดูแลเอาใจใส่แล้วท่านอาจจะต้องเสียเงินเปลี่ยนเพลาขับใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้
    3. ตรวจสอบความตึง-หย่อนของสายพานขับปั๊มพวงมาลัยเพาเวอร์

    ระบบรองรับน้ำหนักระบบส่งกำลังและระบบเครื่องล่างรถยนต์
    1. ตรวจสอบระยะฟรีคลัตช์ รวมทั้งการทำงานของคลัตช์ว่าปกติหรือไม่ (เกียร์
    ธรรมดา)
    2. ตรวจสอบระยะฟรีของลูกปืนล้อหรือฟังเสียงจากการทำงาน
    3.ตรวจสอบความเสียหายของล้อและยางว่าอยู่ในสภาพที่สมควรจะเปลี่ยน
    ใหม่หรือไม่
    4. ตรวจสอบการรั่วซึมของช็อกอัพ
    5. ตรวจสอบแรงดันลมยางให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการช่วยยืดอายุยาง และให้
    ยางสึกหรือ อย่างสม่ำเสมอ ท่านควรสลับยางทุก ๆ 10,000 กม. ตามวิธีที่กำหนดไว้ในสมุดคู่มือ

    ระบบห้ามล้อ
    1. ตรวจสอบการรั่วซึมของท่อทางเบรกและระดับน้ำมันเบรกในกระปุกสำรอง
    2. ตรวจสอบการทำงานของเบรกมือ
    3.ตรวจสอบความสึกหรอและความเสียหายของผ้าเบรกหน้าและคาลิปเปอร์พร้อมทั้งตรวจเช็คจาก
    ดิสก์เบรก ดูการสึกหรอ ผิดหน้าเรียบดีหรือไม่ บางเกินไปหรือไม่
    4. ตรวจสอบดรัมเบรกหลัง เช็คการรั่วซึมของกระบอกเบรกหลัง และการสึกหรอของผ้า
    เบรกกันจานเบรก
    5. ตรวจสอบแม่ปั๊มเบรก กระบอกแม่ปั๊มเบรกและหม้อลมเบรกด้วย
    6. ตรวจสอบการทำงานในระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ว่ามีการทำงานที่สมบูรณ์หรือไม่

    วิธีการตรวจสอบต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการตรวจสอบสภาพรถที่ผ่านการใช้งานมาถึง
    100,000 กม. ถ้าขาดการดูแลรักษาตรวจเช็คเป็นประจำ การใช้งานผิดประเภท หรือการขับขี่อย่างไม่ทะนุถนอม ก็จะทำ ให้ท่านเสียทั้งเงินและเวลาก่อนถึงเวลาอันสมควร หากพบความผิดปกติควรรีบแก้ไขหรือเข้าศูนย์บริการ เพื่อบำรุงรักษารถให้มีอายุการใช้งานนานยิ่งขึ้น

  • สายพาน สิ่งสำคัญของรถยนต์ที่ไม่ควรมองข้าม

    สายพาน สิ่งที่สำคัญที่หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่ามันไม่สำคัญอะไร และนั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ เรามาดูซิครับว่ามันสำคัญยังไง สายพานเป็นตัวรับกำลังมาจากเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อนำกำลังเหล่านั้นไปฉุดไดชาร์ท ปั๊มน้ำ แม้แต่คอมแอร์ ปั๊มเพาเวอร์ หรือ อุปกรณ์อะไรก็แล้แต่ ล้วนแต่นำสายพานมาใช้กันทั้งนั้น ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเกิดเราละเลยที่จะตรวจสอบความผิดปกติของมัน และขณะ ที่เราใช้รถเกิดสายพานขาดขึ้นมาเพียงเท่านี้รถก็หมดสภาพไม่อาจทำอะไรได้เลย ถ้าเสียอยู่ในเมืองคงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากำลังขับรถข้ามเขาเข้าป่าอยู่ละครับ ไม่ต้องสงสัยเลยคงต้องกินข้าวลิง (อาหารที่ลิงทานกัน) กันแน่แท้ คงเคยได้ยินกันมามั่งแล้วนะครับ

    อย่างที่บอกไปแล้วว่าสายพานนั้นมีความสัมพันธ์ยังไง เรามาตรวจเช็คสายพานกันเลยดีกว่า ตามปกติแล้วเครื่องยนต์โดยทั่วไปจะแบ่งสายพานออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกใช้ขับปั๊มน้ำไดชาร์ท หรือแม้แต่ปั๊มพาวเวอร์ โดยทั่วไปแล้วจะใช้สายพาน 2 เส้นเล็ก ๆ คู่กัน หรือเส้นใหญ่เส้นเดียว และแยกอีกชุดคือสายพานแอร์ แต่วันนี้เรามาดูเครื่องยนต์ยอดฮิตอย่าง 1JZ หรือ 2JZ กันดีกว่า เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นใช้สายพานเส้นเดียวโดด ๆ ซึ่งรับภาระการฉุดลากต่าง ๆ ของอุปกรณ์ส่วนควบเครื่องยนต์ทั้งหมด ไม่ว่าไดชาร์ท ปั๊มน้ำ คอมฯแอร์ ปั๊มพาวเวอร์ ทั้งหมดนี้เป็นภาระการฉุดลาด
    ที่ยิ่งใหญ่ของสายพาน JZ เส้นเดียวโดด ๆ และรับภาระมากที่สุด ทั้งแรงฉุดจากเครื่อง และแรงดึงอุปกรณ์ให้หมุน ถ้ามันขาดขึ้นมาละก็ พังครับ ต่อให้อึดแค่ไหนถ้าสายพานขาดก็พังทั้งนั้น อย่างที่ว่าถ้าขาดในเมืองคงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าขาดตามต่างจังหวัดล่ะ สายพานเครื่อง JZ คงหายากอยู่สักหน่อย โดยปกติทั่วไปแล้วสายพาน 1JZ จะเป็นเส้นแบน ๆ ใหญ่ มี 5 ร่อง มองด้วยตาเปล่าก็เห็นแล้วล่ะครับว่า มีรอยปริแตกหรือไม่ ถ้ามีก็รีบเปลี่ยนซะเถอะครับอย่ามัวเสียดายเลย แต่เอ๊ะ เพิ่งเปลี่ยนไปได้ไม่นานก็มีเสียงดังและเริ่มปริแตกอีกแล้ว เรามาดูปัญหาอีกตัวที่ทำให้สายพานเสียเร็วนะครับ ก็คือลูกรอกตั้งสายพาน หลายคนมองข้ามจุดนี้ไปอย่าลืมนะครับว่า เครื่องยนต์แต่ละตังที่นำเข้ามาต้องตากแดดตากฝน ทำให้ลูกปืนลูกรอกเป็นสนิมเกาะได้ แม้แต่ผิวหน้าสัมผัสที่เป็นสนิมตามนี่ก็สำคัญ จะเป็นตัวกัดสายพานอย่างดีเลยล่ะครับ ถ้าไม่ดีก็เปลี่ยนซะ หรือถ้าเป็นสนิมนิดหน่อยพอเอากระดาษทรายขัดได้ก็ลองดูเผื่อจะได้ประหยัดเงินขึ้นอีก โดยปกติราคาสายพานก็ประมาณเส้นละพันกว่าบาท ซึ่งก็แพงไม่ใช่เล่น

    เอาละครับทีนี้เรามาเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ในการเปลี่ยนสายพานกันดีกว่า ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากเลย ใช้ประแจเบอร์ 14 เพียงตัวเดียวก็ เพียงพอแล้ว ทีนี้เราก็เอาประแจเข้าไปดันที่ลูกรอกสายพาน ดันให้ลูกรอกกดลง อาจต้องออกแรงกันซักนิด แล้วก็ดึงเอาสายพานออก เพียงเท่านี้สายพานก็จะหลุดออกมา หลังจากที่เราเอาสายพานออกมาแล้ว เราก็เอาสายพานใหม่ที่เตรียมมาร้อยใส่สายพานเครื่อง 1JZ เป็นประจำก็คง จะไม่ค่อยงงสัก เท่าไหร่กับการร้อยใส่สายพาน แต่ถ้ามือใหม่ลองทำแล้วเกิดอาการงงในการใส่สายพาน เมื่อร้อยสายพานได้แล้วก็ใช้ประแจตัวเดิมนั่นแหล่ะกดลงไปที่ลูกรอกตัวตั้งสายพานแล้วก็ดึงเอาสายพานขึ้นมาคล้องกับลูกรอก เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี

    โดยปกติโดยทั่วไปอายุการใช้งานของสายพานก็ประมาณ 1-2 ปี หรือ 20,000 กม. ก็ควรเปลี่ยนได้แล้วครับ หรือเวลาติดเครื่องแล้วก็มีเสียงดังเอี๊ยด ๆ ก็ควรรีบหาทางแก้ไข หรือเปลี่ยนสายพานเสีย (อุตส่าห์ส่งเสียงเตือนแล้ว) และที่สำคัญ เวลาสายพานดังอันเนื่องมาจากการหย่อนของสายพาน หลาย ๆ ท่านคงเคยเอาน้ำยาสารพัดประโยชน์ฉีดลงไป หรือใช้จารบีทาที่สายพาน (ของช่างบางคน) เพื่อให้สายพานเงียบลง นั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้สายพานเสื่อมสภาพเร็ว และทำให้สายพานลื่นในขณะใช้งานได้ และเพื่อความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวัน เราควรหมั่นตรวจดูสายพานเพื่อการขับรถแบบที่ไม่ต้องมาคอยกังวล เราจะได้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุข

  • 7 เคล็ดลับสำหรับการเดินทางบนเครื่องบิน ที่นักท่องเที่ยวไม่เคยรู้มาก่อน

    7 เคล็ดลับสำหรับการเดินทางบนเครื่องบิน ที่นักท่องเที่ยวไม่เคยรู้มาก่อน

    1. ที่นั่งริมหน้าต่าง จะอุณหภูมิต่ำกว่าที่อื่นๆ

    2. คุณควรจะหลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ชา กาแฟ

    3. โต๊ะพับสำหรับทานอาหาร และที่เก็บสัมภาระด้านหน้า เป็นส่วนที่สกปรกที่สุดบนเครื่องบิน

    4. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทาง คือ ช่วงเช้า

    © pixabay.com

    ถ้าคุณสามารถเลือกเวลาการเดินทางได้ จะดีกว่า หากคุณเลือกเดินทางในช่วงเช้า เพราะตามสถิติแล้ว การเดินทางในช่วงนี้ จะมีการดีเลย์น้อยกว่าเวลาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่กลัวการเดินทางทางเครื่องบินล่ะก็ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การเดินทางช่วงเช้า จะลดความกลัวลงได้ด้วย

    5. คุณจะได้รับบริการที่ดีที่สุด ถ้าคุณเลือกนั่งแถวหลัง

    6. อย่าเป่าลมใส่หมอนรองคอแบบเป่าลมจนเต็ม

    7. คุณสามารถเลือกเมนูพิเศษนอกเหนือไปจากเมนูปกติได้

    หลายๆ สายการบินมีเมนูพิเศษให้เราเลือก เช่น อาหารมังสวรัติ อาหารซีฟู๊ด อาหารฮาลาล และเมนูอื่นๆ แม้ว่าคุณจะเป็นคนไม่ชอบอาหารบนเครื่องบินสักเท่าไรนัก ก็ขอให้ลองสั่งเมนูพิเศษดู เผื่อจะได้สัมผัสรสชาติที่หลากหลาย ต่างไปกับเมนูมาตรฐานแบบเดิมๆ บนเครื่องบินที่คุณเบื่อก็ได้

  • ซื้อยามาใช้เอง ดีไหม?

    ซื้อยามาใช้เอง ดีไหม?

    โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีอาการเรื้อรังเป็นส่วนใหญ่ เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ โรคหอบหืด โรคลมพิษเรื้อรัง ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานานๆ หรือเวลาที่ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีอาการหวัดเพิ่มเติม ผู้ป่วยบางรายก็จะไปซื้อยาจากร้านขายยามาใช้เอง วันนี้เราจะมาดูว่าดีหรือไม่ที่จะทำอย่างนั้น

    ยาปฏิชีวนะ
    ยาปฏิชีวนะ หมายถึง ยาที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อโรคแบคทีเรีย โดยที่ไม่สามารถใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสหวัดได้เลย คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ถ้าเป็นหวัดเจ็บคอต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้ง ซึ่งผลเสียของการใช้ยาปฏิชีวนะมีหลายข้อดังต่อไปนี้

    1. เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะถ้าเป็นการติดเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียาที่จะใช้ฆ่าเชื้อไวรัสในร่างกายได้ การหายจากโรคเกิดจากร่างกายมนุษย์ผลิตภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเชื้อไวรัส ซึ่งต้องอาศัยเวลาประมาณ 5-14 วัน แล้วแต่ชนิดของไวรัสและภูมิต้านทานของคนๆ นั้น
    2. กระตุ้นให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะ เนื่องจากผู้ป่วยที่รับประทานยาปฏิชีวนะ มักจะรับประทานยาไม่ครบตามจำนวนที่ได้ไปหรือตามระยะเวลาของการรักษาโรค เมื่อเชื้อแบคทีเรียได้รับยานั้นๆ ก็จะพัฒนาตัวเองให้มีฤทธิ์ต่อต้านยาปฏิชีวนะชนิดนั้นได้ ผลเสียอันนี้จะทำให้เชื้อโรคที่ดื้อยา แพร่กระจายไปสู่ชุมชนได้ด้วย
    3. อาจเกิดการแพ้ยาได้ ยาปฏิชีวนะเป็นยาอันดับแรกๆ ของผู้ป่วยที่แพ้ยา การแพ้ยาอาจจะไม่รุนแรง โดยมีเพียงผื่นแดงตามผิวหน้า แต่บางครั้งการแพ้ยาก็เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ เช่น เกิดการแพ้รุนแรง มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือการแพ้ที่ผิวหนังรุนแรงเป็นต้น
    4. อาจเกิดอาการข้างเคียงของยาได้ เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลวได้ ผู้ป่วนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นอาการจากการแพ้ยา ซึ่งความจริงไม่ใช่ อาการข้างเคียงเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นในครั้งต่อไปก็ได้ หรืออาจจะลดลงได้ถ้ารับประทานยาไปพร้อมกับอาหาร

    จะเห็นว่า การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองมีข้อเสียดังได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนั้นแล้วแพทย์ที่ดูแลบางครั้งก็สั่งยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นด้วย ซึ่งอาจป็นเพราะได้รับการร้องขอจากผู้ป่วยหรือผู้ปกครอง ถึงแม้ว่าจะได้รับคำอธิบายต่างๆ แล้วก็ยังไม่เข้าใจ หรือแพทย์ผู้รักษาขาดความมั่นใจในการอธิบายโรคแก่ผู้ป่วย

    สิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยให้เกิดการลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ก็คือความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยโดยทั่วๆ ไป เช่น ถ้ามีอาการของโรคหวัด มีน้ำมูกไหล ถึงแม้จะมีน้ำมูกสีเหลืองเขียว แต่ถ้าผู้ป่วยไม่มีไข้สูงหรือไม่มีอาการอื่นๆ ที่ดูน่ากลัว เช่น หน้าบวม หรือเจ็บบริเวณใต้ตา ก็ควรจะรอดูอาการโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 7 วัน โดยรับประทานเพียงยาแก้ไข้ ยากแก้คัดจมูก รวมทั้งปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง คือ การพักผ่อน การดื่มน้ำให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปริมาณที่พอควร เป็นต้น

    ยาแก้แพ้
    ยาแก้แพ้จัดเป็นยาที่ใช้กันบ่อยมาก เนื่องจากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีประมาณร้อยละ 20 – 40 ในประชากร
    เมื่อเปรียบเทียบระหว่างยาปฏิชีวนะและยาแก้แพ้แล้ว การซื้อยาแก้แพ้มารับประทานเองค่อนข้างปลอดภัยกว่ามาก แต่อย่างไรก็ตามก็มีข้อเสียเช่นกัน คือ
    1. เสียเงินโดยไม่ได้ประโยชน์ ถ้าอาการน้ำมูกไหลเกิดจากการติดเชื้อโรค ยาแก้แพ้อาจจะมีประโยชน์น้อย หรือไม่มีประโยชน์เลย
    2. เกิดอาการข้างเคียง เช่น ยาแก้แพ้สมัยก่อนจะทำให้เกิดการง่วงซึม อาจเกิดอันตรายได้ถ้าไปขับขี่รถยนต์
    อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยมีอาการภูมิแพ้กำเริบไม่รุนแรง และเคยใช้ยาเป็นประจำอยู่แล้ว การซื้อยาชนิดเดียวกันจากร้านขายยา มารับประทานก่อน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

    ยาขยายหลอดลม
    ผู้ป่วยโรคหอบหืดมักจะมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ซึ่งยาขยายหลอดลมนั้นมีหลายชนิด ทั้งชนิดรับประทาน ชนิดพ่น ชนิดสูด ถ้าผู้ป่วยไม่เคยได้รับยามาก่อน การไปซื้อยาชนิดนี้ใช้เองจากร้านขายยา ไม่น่าจะมีผลดี เนื่องจากอาจจะไม่ตรงกับโรครวมถึงวิธีการใช้ยาซึ่งยากกว่าการใช้ยารับประทาน จึงแนะนำให้พบแพทย์ก่อนจะดีกว่า
    ในกรณีที่ผู้ป่วยคุ้นเคยกับยาดีอยู่แล้ว ถ้ายาหมดแล้วยังไม่มีเวลาไปพบแพทย์ ก็สามารถที่จะซื้อยามาใช้ก่อนได้

    ยาต้านการอักเสบโดยเฉพาะสเตียรอยด์
    ยาชนิดนี้จัดเป็นยาอันตราย โดยเฉพาะยาชนิดรับประทานไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้เอง ควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด ส่วนยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูกและยาสูดดม ถ้าผู้ป่วยเคยใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ถ้ายาหมดแล้วยังไม่มีเวลาไปพบแพทย์ ก็สามารถซื้อยามาใช้ได้ก่อน หลังจากนั้นจึงควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค และพิจารณาลดหรือเพิ่มยาตามความจำเป็น

    ความจริงแล้ว ยาส่วนใหญ่ที่กล่าวถึง ในต่างประเทศจัดเป็นยาควบคุมที่จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่เนื่องจากในประเทศไทยสามารถหาซื้อได้ง่าย ประชาชนจึงควรมีความรู้และพิจารณาก่อนการซื้อยาเหล่านี้มาใช้เอง

  • ใช้ตะเกียบ ระวังโรคข้อเสื่อม

    ใช้ตะเกียบ ระวังโรคข้อเสื่อม

    ผลการวิจัยดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่เห็นว่าตะเกียบกับคนไทยนั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ อย่างน้อยก็เวลากินก๋วยเตี๋ยว ถ้าไม่ใช้ตะเกียบก็ดูจะไม่ได้อรรถรสในการกินเท่าที่ควร

    โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานถึงผลการศึกษาการใช้ตะเกียของชาวจีนในกรุงปักกิ่งว่า การใช้ตะเกียบเป็นประจำอาจเป็นสาเหตุทำให้ข้อนิ้วเสื่อมได้ ทั้งนี้ ดร.เดวิด ฮันเตอร์ หัวหน้าทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน เผยผลการศึกษาต่อที่ประชุมวิทยาลัยรูมาติกวิทยา ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ว่าได้สัมภาษณ์โดยการสุ่มตัวอย่างประชาชนชาวจีนวัย 60 ปี จำนวน 2,507 คน ที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่งเมืองหลวงของจีน แล้วพบว่าโรคข้อเสื่อมที่นิ้วมือ เป็นโรคที่เกิดบ่อยกับคนส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร

    การวิจัยทำโดยใช้การสอบถามว่่า ถนัดใช้มือข้างใดในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในการรับประทานอาหาร รวมทั้งสังเกตุวิธีการใช้ตะเกียบ และเอกซเรย์มือ โดยจะตรวจแต่ละข้อของนิ้วมือ เพื่อหาสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเป็นโรคข้อเสื่อม ซึ่งปรากฎว่า โรคข้ออักเสบชนิดข้อเสื่อมมักเกิดในมือที่ใช้ตะเกียบมากกว่ามือที่ไม่ได้ใช้ โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่มือ และข้อที่ 1 และ 2 ของนิ้วชี้และนิ้วนาง

    อย่างไรก็ตาม ดร.ฮันเตอร์ เสริมว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ระบุว่า การใช้งานมือมากๆ อาจก่อให้เกิดแรงกดที่ข้อต่อจนทำให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ และแม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขนาดที่จะต้องบอกให้เลิกใช้ตะเกียบ แต่ก็ยังจำเป็นที่ต้องศึกษาต่อไปเพื่อหาสิ่งยืนยันการศึกษาดังกล่าว…

  • กลิ่นเหงื่อ ดึงยุงให้เข้าใกล้

    กลิ่นเหงื่อ ดึงยุงให้เข้าใกล้

    ท่านผู้อานเคยแปลกใจไหมว่า ทำไมบางคนยุงจึงชอบมากัดนักหนา แล้วคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงไม่รู้สึกว่ามียุงมากัดเขาเลย

    มากกว่าคำพูดที่ล้อว่า เลือดคงหวานกว่า ก็มีคำตอบจากห้องทดลอง ให้ประดับความรู้ ณ ที่นี้ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการทดลองแล้ว พบว่า ตัวรับสารเคมีของยุงตัวเมีย แสดงการตอบสนองต่อกลิ่นเหงื่อของคน และนี่คือความหวังใหม่ในการต่อกร กับโรคมาลาเรียขั้นต่อไป

    วารสารเนเจอร์ ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยโดยคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ ซึ่งวิจัยพบว่า สารเคมีในเหงื่อของคนเป็นตัวดึงดูดสำคัญที่ทำให้ยุงมากัด โดยคณะนักวิจัยเผยว่า สาร 4-เมธิลฟินอล ซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างกลิ่นในเหงื่อของคน ไปกระตุ้นตัวรับในหนวดของยุงที่มีชื่อว่า เอจีโออาร์ 1 ส่วนสารเคมีอีกชนิดหนึ่งในเหงื่อคือ 2-เมธิลฟีนอล ก็จะไปกระตุ้นตัวรับอีกตัวที่มีชื่อว่า เอจีโออาร์ 2 จึงเป็นสาเหตุให้ยุงมากัด โดยในการค้นพบครั้งนี้จะนำไปสู่การคิดค้นยาฉีดพ่นและสารล่อเพื่อกำจัดยุงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ชวนแฟนไปเที่ยว ไปสวีทให้จี๊ดหัวใจ

    ชวนแฟนไปเที่ยว ไปสวีทให้จี๊ดหัวใจ

    เหน็ดเหนื่อยกับงานมาตั้งนานแล้ว พอมีวันหยุดยาว ๆ แทนที่จะขลุกอยู่กับเตียงน่าจะลองเอ่ยปากชวนแฟนไปสวีทกันไกลบ้านบ้างนะ นอกจากเป็นการเติมไฟในการทำงานแล้วยังอาจจะช่วยจุดไฟรักของคุณให้กลับมาเร่าร้อนขึ้นมาอีกก็ได้นะ

    แต่ก่อนที่จะถึงช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น ลองจินตนาการถึงบทรักในต่างถิ่นเสียก่อน อาจจะเป็นบนชายหาดทรายขาวละมุน ในเต๊นท์กลางป่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คึกคักและใจจด ใจจ่อกับช่วงเวลาพักผ่อนอันแสนเร้าใจนี้ จากนั้นก็ลงมือวางแผนได้เลยว่าจะไปไหนดี

    ขั้นตอนนี้ สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องให้ความสำคัญกับเขาด้วย เก็บรายละเอียดของสถานที่เที่ยวเพื่อเอามาถกกัน ประนีประนอมรอมชอมกัน ช่วยกันคิดกิจกรรมที่จะทำร่วมกันที่นั่น จะซื้อข้าวทานหรือจะทำกับข้าวกันเอง แล้วไหนจะเรื่องงบประมาณอีก…เพื่อจะได้ไม่บานปลาย

    ถ้าคุณวางแผนกรพักผ่อนนี้ให้มีการบรรจุการเล่นกีฬาอยู่ด้วย คุณควรพาเขาไปฝึกซ้อมกันเอาไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเอย ขี่ม้าเอย หรือแม้กระทั่งการว่ายน้ำก็ตาม และหากคุณได้พบว่าต้องมีการซื้อเสื้อผ้าเพิ่มสำหรับทริปนี้ (อาจจะเป็นชุดว่ายน้ำเพื่อหว่านเสน่ห์ให้เขา) คุณอาจจะไปซื้อด้วยกัน ช่วยกันเลือกเพื่อจะได้ถูกใจทั้ง 2 ฝ่าย

    อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศก่อนจะไปทริปนี้ก็คือ ถ้าคุณบังเอิ๊ญ บังเอิญได้ดูหนังที่มีโลเคชั่นเป็นสถานที่ที่คุณกำลังจะไป (หรือแนว ๆ เดียวกัน) ลองเช่าวีดีโอมาดู แล้วก็ให้เขาเล่นเป็นพระเอก ส่วนคุณก็สวมบทนางเอกซะเลย หรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็ลองหยิบภาพถ่าย วีดีโอที่คุณถ่ายตอนไปเที่ยวครั้งที่แล้วมาดูด้วยกันก่อนก็ได้

    การไปเที่ยวกันสองต่อสองแบบนี้แบบนี้คุณคงคาดหวังให้บรรยากาศดูเซ็กซี่ ๆ และคุณก็คงคิดถึงการทอดกายนอนอาบแดดก่อน แต่ความเซ็กซี่นั้นไม่ได้มาจากการนุ่งห่มน้อยชิ้นเท่านั้น คุณสามารถสร้างบรรยากาศนี้ได้ในทุกที่ที่คุณท่องไป อาจจะด้วยการพูดจากัน การกอดกัน การทำอะไรร่วมกัน ที่สำคัญคือ ลืมหน้าที่การงานไว้ที่บ้านเสีย

    แต่บรรยากาศของสถานที่ที่จะไปก็ยังสำคัญ คุณจึงต้องหาข้อมูลให้ดีก่อนเพราะถ้าที่ที่คุณจะไปเป็นเมืองรถติด เสียงดังหนวกหู คุณกับเขาก็คงจะมาสวีทกันไม่ไหวแน่ ๆ เมื่อคิดการณ์มาถึงขั้นนี้แล้วล่ะก็จะรอช้าอยู่ใย ไปเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า…อ๊ะ อ๊ะ ไม่สิ เริ่มที่ขั้นแรกด้วยการจินตนาการถึงบทรักในสถานที่แปลกใหม่กันได้เลย

  • คาถาความรัก เจิมความรักให้คุณสมหวัง

    คาถาความรัก เจิมความรักให้คุณสมหวัง

    ขั้นตอนตระเตรียมอุปกรณ์

    โต๊ะปูผ้าสีเหลือง หรือสีขาว
    ดอกกุหลาบสีแดงสด 9 ดอก
    เทียนขาว 4 แท่ง

    วิธีร่ายมนต์

    1. เลือกคืนวันพฤหัส วันครูในคืนข้างขึ้น จัดแท่นโต๊ะปู ผ้าสีเหลืองหรือสีขาวสะอาด วางเทียนสีขาวไว้ 4 มุมของโต๊ะ
    2. นำเอากลีบกุหลาบสีแดงที่ได้จากการเด็ดออกมาจากดอกกุหลาบ 9 ดอกมาโรยไว้ตรงกลางโต๊ะ
    3. จุดเทียนทั้ง 4 นำเอานิ้วนางด้านซ้ายจิ้มลงบนกองกลีบกุหลาบนิ่ง ๆ พลางอธิษฐานให้เทพแห่งความรักทั้งหลายในโลกนี้มาอวยพรให้คุณ สักช่วงระยะเวลาหนึ่ง
    4. จากนั้นนำนิ้วนางที่จิ้มบนกุหลาบไปวนทวนเข็มนาฬิการอบ ๆ เปลวไฟทั้ง 4 มุม
    5. นำนิ้วนางนั้นมาเจิมไว้บนตรงกลางหน้าผากของคุณประมาณ 9 วินาที ดับเทียนทั้ง 4 แท่ง
    6.  ต่อไปไม่นานคนที่เหมาะสมกับคุณจะมุ่งตรงเข้าหาคุณโดยไม่เบี้ยวไปไหนเลย
  • จุ๊บเทียน วาจาสมใจ

    จุ๊บเทียน วาจาสมใจ

    ขั้นตอนตระเตรียมอุปกรณ์

    1. เทียนหอมสีเหลือ 1 แท่ง
    2. ลิปสติกมัน 1 แท่ง

    วิธีร่ายมนต์

    1.  นำเทียนหอมสีเหลืองมา เน้นว่าต้องหอมจริง และลิปสติกมันมาตั้งวางคู่กัน แล้วจุดเทียน
    2.  ร่ายมนต์ “วาจาดี วาจาได้ วาจาสม” 4 ครั้ง ขณะท่องให้ปิดลิปสติกขึ้นมา บรรจงแตะลงไปบนแท่งเทียนเล็กน้อย จากนั้นปิดฝาลิปสติก ดับเทียน
    3.  ก่อนออกจากบ้าน ไปหาใครก็ตามที่คุณรัก หวานใจ เพื่อนหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ ให้นำเทียนแท่งสีเหลืองแท่งเดิมมาจุด พร้อมกับนำลิปสติกแท่งนั้นมาทาปากก่อนออกจากบ้าน ดับเทียน เวลาไปไหนพูดอะไรออกมาใครก็ชอบใจใครก็ช่วยเหลือ