โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า ภัยร้ายที่อาจมาเยือนคุณ

โรคซึมเศร้า ภัยร้ายที่อาจมาเยือนคุณ

แพทย์หญิงสมรัก ชูวาณิชวงศ์ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลศรีธัญญา
คุณอ้อ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

พิธีกร วันนี้เธอจะมาเปิดเผย หลังจากที่เธอรู้ว่าตัวเองเจ็บป่วยในเรื่องของโรคซึมเศร้านานถึงแปดปี ความทุกข์ไม่ได้มีเพียงเธอเท่านั้นที่เจ็บป่วย จากตรงนี้ ยังรวมไปถึงลูกของเธอ ซึ่งเธอต้องดูแลเขาอยู่ ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะซึมเศร้านี้ไปถึงลูกของเธอด้วย และจากผลกระทบนี้เอง เธอได้รับการรักษา วันนี้เธอจะมาเปิดเผยถึงความทุกข์ยาก จะเป็นอย่างไร วันนี้เราได้เรียนเชิญเธอมาที่นี่โดยตรงครับ มาพูดกันโดยละเอียดผ่านเรื่องราวของเธอ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยินว่า โรคนี้เป็นอย่างไร วันนี้เธอจะมาบอกกับเราในเรื่องของโรคซึมเศร้า ภัยร้ายที่อาจมาเยือนคุณครับ

U-NEWS ข่าวแรก เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 24ปี ของการถึงแก่อนิจกรรมของศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ไทย โดยทางมุลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้วและกรมสุขภาพจิต ได้ร่วมกันจัดพิธีรำลึกถึงท่านขึ้น ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อเชิดชูเกียรติของท่าน เพื่อให้จิตแพทย์และนักสุขภาพจิตรุ่นหลังได้รำลึกถึงพระคุณของท่านครับ

ข่าวที่สอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีงานประชุมนานาชาติ เรื่องทัศนและความร่วมมือในการป้องกันการฆ่าตัวตาย ระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ครั้งที่1.มีหัวข้อที่น่าสนใจมากมายทีเดียวครับ เช่น ยุทธศาสตร์การป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติและป้องกันการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น การติดเชื้อ HIV กับการฆ่าตัวตาย ทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสานความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการฆ่าตัวตายระดับนานาชาติด้วยครับ

พิธีกร ในมือผมเป็นบันทึกของคุณอ้อ ซึ่งเธอบอกถึงลูกของเธอผ่านตัวหนังสือตรงนี้ จากเดิมเมื่อสองปีก่อน ลูกชายของเธอได้เขียนบันทึก พูดถึงลักษณะของตัวเด็กเอง ซึ่งตอนนั้นเป็นภาวะซึมเศร้า ขอยกตัวอย่างที่น้องได้เขียนขึ้นมาเช่น ฉันเสียใจเมื่อโดนคุณแม่ดุ ที่บ้านเหงา เป็นการเติมคำในช่องว่าง ซึ่งหลายๆคนฟังแล้วอาจจะรู้สึก โดยเฉพาะคนที่เป็นคุณแม่ ข้อที่แปดคุณแม่ดุมาก ฉันรู้สึกเหงา ฉันไม่สามารถเรียนได้ดี อารมณ์ของฉันเศร้าเหลือเกิน และเป็นเรื่องที่ไม่ดีๆทั้งนั้นตลอดทั้งเล่มครับ แต่หลังจากที่เด็กได้รับการดูแลรักษา รวมถึงได้ปรับเปลี่ยนในเรื่องของตัวเองด้วย เด็กก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ดีขึ้น เขาบอกว่าเวลานอนเขาหลับสบาย คุณแม่เป็นคนที่ใจดีมากๆ ฉันรู้สึกสนุกและมีความสุข อารมณ์ของฉันดีมากๆ ฉันเป็นคนดี เป็นคนสนุก นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในสองปี จากความทุกข์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งในอดีตนั้น เธอบอกว่าเธอซึมเศร้าถึงขนาดที่อยากจะฆ่าตัวตาย ตลอดระยะเวลาแปดปีที่เธอรู้ว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้า เธอเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ทุกวัน ทุกเวลา ทุกข์จนกระทั่งเกือบจะสูญเสียครอบครัวทั้งครอบครัว เธอเคยพยามทำร้ายตัวเอง รวมถึงคิดที่จะทำร้ายทั้งครอบครัว จากภาวะของโรคซึมเศร้านี้ วันนี้เราจะมาพูดคุยกับคุณอ้อ เพื่อที่จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้กับท่านผู้ชมหลายๆท่าน ที่มีความทุกข์ทางด้านนี้อยู่ คงจะต้องย้อนกลับไปเมื่อแปดปีที่แล้ว ที่คุณอ้อรู้สึกว่าทุกข์ที่สุด ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกับใจและความทุกข์ของคุณอ้อครับ

คุณอ้อ จากคนที่เคยมีความมั่นใจในตัวเอง หลังจากที่แต่งงานไปแล้ว มีเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่าง ที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจไปหมดเลยค่ะ

พิธีกร แปดปี นั้นคือช่วงที่คุณอ้อเริ่มแต่งงานหรือยังไงครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีสองเดือนก็แต่งงานค่ะ แต่งงานแล้วก็ไปอยู่กับสามีค่ะ จากชีวิตที่เคยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ก็เปลี่ยนไปเลย

พิธีกร สามีทำงานนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ คุณอ้อต้องเป็นแม่บ้านที่ดูแลบ้าน

คุณอ้อ ใช่ค่ะ อยู่คนเดียวตั้งแต่เช้าถึงเย็น ตอนแรกเราถูกเลี้ยงเหมือนเด็กๆ แต่พอเราต้องไปใช้ชีวิตกับสามีที่อายุมากกว่าเยอะ เราก็ปรับตัวไม่ได้ เราเหมือนกับถูกทอดทิ้ง เราก็เกิดอาการเหมือนกับคิดมาก ทำให้เราหวาดระแวง

พิธีกร สามีมีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร ไปค้างคืนหลายๆวัน แล้วถึงจะกลับมาหรือครับ

คุณอ้อ ไม่ใช่ค่ะ ไปเช้าเย็นกลับค่ะ แต่เขาอายุมากแล้ว ตอนที่ดิฉันแต่งงานกับเขา เขาอายุมากแล้ว แต่เขาใช้ชีวิตแบบคบกับเพื่อนมานาน ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนมาเป็นสิบๆปี เหมือนเขาติดเพื่อนค่ะ

พิธีกร เขามีสังคม ใช้ชีวิตกลางคืนด้วยใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ต้องทำงานกลางคืนด้วย กลับบ้านดึกๆอะไรอย่างนี้ค่ะ

พิธีกร ตรงนี้เป็นมูลเหตุที่ทำให้คุณอ้อรู้สึกว่าไม่ค่อยวางไว้ใจในชีวิตครอบครัวของตัวเอง มันเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นครับ

คุณอ้อ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดิฉันถูกสอนมาด้วย คุณแม่สอนไม่ให้ไว้ใจผู้ชาย ไม่ต้องแต่งงาน แต่ดิฉันก็ไม่เชื่อฟัง

พิธีกร ที่พูดอย่างนี้ เพราะเพิ่งจะคบหากับสามีก่อนที่จะแต่งงานในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเองใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ไม่เชิงสั้นค่ะ เป็นการเจอกันในช่วงวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเองค่ะ

พิธีกร ช่วงเวลาในการตัดสินใจที่จะมาอยู่ด้วยกัน เห็นบอกว่าใช้เวลาแค่สามเดือนในการตัดสินใจ

คุณอ้อ ไม่เชิงลักษณะนั้นค่ะ เพียงแต่ว่ามันน้อย เราเจอกันแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์ และอายุของเราก็ต่างกันเยอะค่ะ สิบหกปี

พิธีกร มีช่องว่างของแต่ละคนด้วยครับ พอมาถึงตรงนี้ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้าสู่ความทุกข์ของความรู้สึกซึมเศร้าเมื่อไหร่ครับ

คุณอ้อ แค่เดือนเดียวค่ะ

พิธีกร หลังจากที่แต่งงานกันไม่กี่เดือน เริ่มมีความรู้สึกซึมเศร้าแล้ว

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นเป็นยังไงครับ

คุณอ้อ มันเหมือนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปค่ะ จากเดิมมีความมั่นใจในตัวเอง เราก็หมดความมั่นใจในตัวเองไปเลย แล้วเราก็เริ่มหวาดระแวง เริ่มทานข้าวไม่ได้ พูดคนเดียว เหมือนย้ำคิดย้ำทำค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นที่บอกว่าหวาดระแวง หวาดระแวงว่ายังไงครับ

คุณอ้อ คิดว่าสามีแต่งงานกับเรา เขาน่าจะอยากอยู่กับเรานะ แทนที่จะรีบไปทำงานแต่เช้าๆ แต่เขากลับไปอยู่กับเพื่อนเขา เราเป็นอะไรเหรอ  เราผิดปกติตรงไหนเหรอ ดิฉันก็วิ่งไปดูๆ

พิธีกร วิ่งไปดูเขาที่ทำงาน

คุณอ้อ ไม่ใช่ค่ะ วิ่งไปดูที่บ้านเพื่อนเขา เพราะอยู่ใกล้ๆกันค่ะ

พิธีกร เพื่อนเขาคือเพื่อนผู้หญิง

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นสงสัยว่าเขามีอะไรกับเพื่อนผู้หญิงหรือเปล่าครับ

คุณอ้อ คิดว่าอย่างนั้นค่ะ

พิธีกร แล้วเคยถามกับสามีโดยตรงหรือไม่ครับ

คุณอ้อ ถามค่ะ

พิธีกร เขาว่ายังไงครับ

คุณอ้อ ไม่มีอะไร ก็เป็นเพื่อนกันค่ะ

พิธีกร เขาปฏิเสธมาตลอดเลย

คุณอ้อ เพียงแต่ดิฉันถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น ว่าผู้ชายไม่ดี สักวันหนึ่งจะรู้เอง

พิธีกร ตอนนั้นเป็นลักษณะของความคิด เป็นลักษณะของอารมณ์เศร้าที่เธอจมปลักอยู่กับตัวเอง แล้วก็มองว่าปัญหามันต่ำลงเรื่อยๆ กับเรื่องจิตใจของตัวเองใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นมีลูกหรือยังครับ

คุณอ้อ ยังค่ะ เพราะเพิ่งแต่งงานได้เดือนเดียว

พิธีกร ช่วงนั้นเริ่มมีความคิดอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องซึมเศร้า หรือการคิดอะไรในเชิงลบ ที่อาจถึงขนาดทำร้ายตัวเอง

คุณอ้อ ตอนนั้นยังค่ะ เพียงแต่ เริ่มพูดคนเดียว เริ่มทานอาหารไม่ได้ จากสี่สิบห้ากิโลก็เหลือสี่สิบเอ็ดกิโล อยู่ได้แปดเดือนคุณแม่ก็เรียกให้กลับบ้านค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นรู้หรือยังว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า

คุณอ้อ ตอนนั้นไม่รู้เลยค่ะ

พิธีกร คุณอ้อบอกว่ามีเรื่องกินอาหารไม่ได้ น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ แล้วมีนอนไม่หลับด้วยหรือไม่ครับ

คุณอ้อ มีค่ะ นอนไม่หลับและทำอะไรแปลกๆ สามีจะกลับบ้านค่ำนะคะ ดิฉันก็จะวิ่งไปดู เพราะบ้านอยู่ใกล้ๆกัน ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาจะมาด้วยกัน เพราะเขาทำงานอยู่ที่เดียวกันก็วิ่งไปดู ไม่ทราบว่าจะวิ่งไปทำไม จะวิ่งไปดูอยู่อย่างนั้น เหมือนเป็นโรคจิตค่ะ

พิธีกร ระแวงเขา

คุณอ้อ ผอมลงๆ จนจะเป็นผีอยู่แล้วค่ะ

พิธีกร เขารู้หรือไม่ครับ ว่าเราไปแอบดูเขา

คุณอ้อ สามีไม่ทราบค่ะ เพราะดิฉันรีบวิ่งกลับมาบ้านอาบน้ำแล้วก็นอน เหมือนเป็นโรคประสาทไปแล้ว แล้วก็พูดคนเดียว เดินงุ่นง่าน นอนร้องไห้อยู่อย่างนั้นแปดเดือน จนจะไม่เป็นคนแล้วค่ะ เพราะผอมมาก

พิธีกร จุดที่เปลี่ยนคือต้องไปอยู่ที่บ้าน คุณแม่เห็นแล้วว่าสภาพอยู่ไม่ไหวแล้ว

คุณอ้อ ไม่ได้แล้ว ก็กลับมาอยู่ที่บ้าน

พิธีกร พอมาอยู่ที่บ้านแล้วเป็นยังไงบ้างครับ

คุณอ้อ มาอยู่ที่บ้านได้เดือนหนึ่งก็ตั้งท้อง ครั้งแรกมีความรู้สึกว่าอยากจะท้อง เพราะสามีไปอยู่บ้านนั้น เพราะเขามีเด็ก ลูกขาเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักมาก สามีดิฉันก็ไปเล่นกับเขา ดิฉันก็นึกว่าฉันต้องมีน้องนะ สามีจะได้อยู่บ้าน

พิธีกร จะดึงเขาด้วยลูกของเรา

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร เพราะเขาให้เหตุผลว่าไปบ้านข้างๆ เพราะไปเล่นกับเด็ก

คุณอ้อ ใช่ค่ะ เขาบอกเขารักเด็กคนนี้มากเลย ดิฉันก็บอกว่าเราจะต้องท้อง

พิธีกร แล้วก็ท้องจริงๆด้วย แล้วเป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับ

คุณอ้อ ไม่เลยค่ะ พอดิฉันตั้งท้องสามีก็เอาแต่ทำงาน แล้วเขาก็ไม่สนใจเรา พอดิฉันไปอัลตร้าซาวด์ เขาบอกว่าได้ลูกผู้ชาย ดิฉันก็เสียใจมากเลย ทำไมได้ลูกผู้ชาย พอท้องเขาก็ไม่ได้มาดีใจอะไรกับเรา ตอนนั้นดิฉันก็ต้องไปทำงานด้วย เป็นงานจัดเลี้ยง บางทีก็ต้องไปตอนกลางคืน

พิธีกร แต่ก็ต้องดำเนินเรื่องการตั้งครรภ์ต่อไปเรื่อยๆ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ เขาก็ไม่เคยมาสนใจใยดี

พิธีกร ตอนนั้นท้องด้วย จิตใจก็ยังไม่ดีด้วย

คุณอ้อ ร้องไห้ทุกวันค่ะ บางวันก็พูดไม่ดีกับลูก ตอนนั้นสภาพจิตใจไม่ดีเลย ไม่ทราบว่าลูกออกมาจะเป็นยังไงเลยค่ะ

พิธีกร แต่ก็ดำเนินการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด

คุณอ้อ ใช่ค่ะ วันที่คลอดก็ขับรถไปคลอดเอง

พิธีกร เพราะว่า

คุณอ้อ เพราะว่าฉันไม่แคร์เธอ ก็ไปกับน้องสาว พอเจ็บท้องก็จอดรถ น้องสาวก็โบกมือ ไปซิพี่สาวฉันเจ็บท้อง เหมือนเป็นการทำประชดค่ะ บางทีอารมณ์เราก็เหมือนประชดเขา

พิธีกร แต่จริงๆแล้ว เราก็อยากจะให้เขามาดูแล แต่อารมณ์บางอารมณ์ก็อยากจะประชดเขา ให้รู้ว่าฉันไม่ต้องการเธอก็ได้

คุณอ้อ ใช่ค่ะ เสร็จแล้วน้องสาวก็โทรบอกว่าพี่สาวจะคลอดแล้วนะ แล้วเขาก็มาค่ะ

พิธีกร จริงๆแล้วเขารู้เรื่องตรงนี้หรือไม่ครับ

คุณอ้อ เขาเป็นผู้ชายที่นุ่มนวล อารมณ์นิ่ม ใจเย็น ยังไงก็ได้

พิธีกร แต่เราไปตีความ ณ ตอนนั้นว่าเขาไม่สนใจใยดีเรา

คุณอ้อ ใช่ค่ะ เพราะว่าจิตใจเราเศร้า เราจะรู้สึกว่าอะไรก็ไม่ดีไปหมด วันที่ดิฉันจะคลอดลูก เขาก็ไปส่ง เสร็จแล้วเขาก็ไม่อยู่เฝ้า ส่งเสร็จก็บอกว่ากลับไปนอนบ้านนะ เพราะเตียงข้างๆเป็นผู้หญิง ไม่สุภาพที่จะต้องไปนอนห้องเดียวกับผู้หญิง ขอกลับไปนอนบ้าน ดิฉันก็ปวดท้อง ดิฉันก็ดิ้นๆร้องๆ จนเตียงข้างๆบอกว่า พี่ช่วยมาเฝ้าหนูหน่อย คนข้างๆร้องหนูกลัว ดิฉันก็บอกว่าไม่ไหวแล้ว ดิฉันจะคลอด ฉันก็ดิ้นจนน้ำคล่ำแตก คุณหมอบอกว่าเดี๋ยวอย่างเพิ่งคลอดโทรศัพท์ไปบอกสามีก่อน ดิฉันก็โทรไปบอกว่าจะคลอดแล้วนะ สามีบอกเดี๋ยวขออาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะมา ดิฉันก็บอกใครจะรอคุณ ดิฉันก็คลอดเลย เหมือนประชดทุกอย่าง คือ ทำอะไรที่ตรงกันข้ามกันหมดค่ะ

พิธีกร จนกระทั่งคลอดเสร็จ ความทุกข์นี้ก็อยู่ต่อเนื่อง และเกี่ยวโยงไปถึงการดูแลลูกที่อยู่ในมือด้วย บางครั้งบางคราวอารมณ์เศร้าแปรปรวนไปเป็นอย่างอื่นได้ด้วยเหมือนกันใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ ตอนที่เลี้ยงลูก คุณแม่เศร้าก็เลี้ยงลูกแบบเศร้าๆ ดิฉันเป็นคนที่ชอบร้องเพลง ก็ร้องเพลงกล่อมลูก ดิฉันเลี้ยงอยู่คนเดียว สามีให้กระเช้าขอบคุณที่ให้ลูกเขา แต่ดิฉันก็ไม่ปลื้มค่ะ

พิธีกร แม้กระทั่งเพลงที่เธอนำมาใช้กล่อมลูกน้อยที่อยู่ในอกให้หลับ ยังเลือกเพลงที่สะเทือนใจด้วย

คุณอ้อ เรามีความรู้สึก เราเศร้า เพลงมันก็ออกมาแบบเศร้าๆ

พิธีกร เพลงอะไรครับที่เลือก

คุณอ้อ ผ้าเช็ดหน้าสิบผืน ชุ่มไปด้วยน้ำตา ใจอาวรณ์หนักหนา เหลือมาเพียงเก้าผืน อะไรอย่างนี้ค่ะ

พิธีกร เลือกเพลงที่กินใจและเศร้าเหลือเกิน

คุณอ้อ มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวเขาก็หลับ แต่เราร้องเพลงไป เราก็ร้องไห้ไปค่ะ ก็ร้องจนเขาโตค่ะ ทุกวันนี้เขาก็ยังให้เราร้องให้ฟังอยู่ แต่พอไปถึงผืนที่หกที่เจ็ด เขาจะร้องไห้และบอกว่าพอแล้ว เขาไม่ฟังแล้ว

พิธีกร เขาร้องไห้ด้วย เขาก็จำได้

คุณอ้อ เขาก็ชอบที่จะฟังเพลง พอผืนที่หกที่เจ็ดเขาจะไม่ฟังแล้วค่ะ

พิธีกร จากความทุกข์ตรงนี้ ที่เธอมีอารมณ์ซึมเศร้า แต่บางครั้งบางคราวกับลูกที่เธอรักกับกลายเป็นว่า เธอก็ทำอะไรที่เสียใจในทีหลังด้วยเหมือนกัน

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นทำอะไรกับลูกบ้างครับ

คุณอ้อ ตอนที่ลูกอายุสี่ห้าเดือน เราก็อยู่ด้วยกันด้วยความรัก แต่วันพฤหัส ดิฉันจะประชดสามีด้วยการตีลูก เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เขาเป็นเด็กดี เขาจะไม่ร้อง ดิฉันก็ตีเขา

พิธีกร ตีตรงไหนครับ

คุณอ้อ ใช้ไม้ตีที่แขนขาเพื่อให้มีรอยแผลค่ะ เพราะสามีดิฉันจะกลับบ้านวันศุกร์

พิธีกร ตีเพื่อให้สามีได้เห็น ได้มาสนใจกับลูกน้อยที่เราเลี้ยงดูเขาอย่างนั้น ตอนนั้นหวังเพื่ออะไรครับ

คุณอ้อ เพราะเขาไม่ค่อยสนใจลูก

พิธีกร ตีเพื่ออยากให้เขาสนใจลูก แล้วเขาสนใจหรือไม่ครับ

คุณอ้อ เขาเป็นคนใจเย็น เขาก็ถามว่าทำไมตีลูก ลูกดื้อหรือแค่นั้นค่ะ มันยิ่งทำให้เราโมโหใหญ่ ฉันตีลูกเธออย่างนี้ เธอยังยิ้มได้อีกหรือ เราก็ยิ่งโมโหค่ะ

พิธีกร ความทุกข์ของเธอตรงนี้ จมดิ่งลงไปจนกระทั่งถึงขีดที่เธอเคยบอกว่า เธอมีความคิดอย่างทำร้ายตัวเอง รวมถึงความคิดที่อยากจะไปกันทั้งครอบครัวด้วยซ้ำ ช่วยเล่าเหตุการณ์ตรงนั้นให้ฟังด้วยครับ ว่าเป็นยังไง ช่วงอยากทำร้ายตัวเองตรงนั้นเกิดจากอะไรครับ

คุณอ้อ เรามีปากมีเสียงกันค่ะ เขาเป็นผู้ชายที่สุภาพ มีปากเสียงก็ไม่ได้รุนแรงอะไร เพียงแต่ดิฉันจะไม่เล่าอะไรให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง จะเก็บความรู้สึกไว้ แล้วระบายที่เขา เขาก็จะนิ่งๆ ทั้งชีวิตที่แต่งงานกันมาทะเลาะกันอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องนั้น

พิธีกร เพราะอะไรถึงตัดสินใจทำร้ายตัวเองครับ

คุณอ้อ อารมณ์นั้นไม่ไหวแล้ว ก็เลยคิดฆ่าตัวตาย

พิธีกร ตอนนั้นทำอะไรครับ

คุณอ้อ ทานยากล่อมประสาทและทำร้ายตัวเองค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นมีจุดที่วกกลับ ที่ทำให้เธอมองดูว่าชีวิตนี้สำคัญ เพราะเห็นลูกอยู่ ตอนนั้นเป็นยังไงครับ

คุณอ้อ ตอนนั้นคิดว่า ถ้าลูกตื่นขึ้นมาแล้ว เห็นเลือดคุณแม่เต็มเลย แล้วชีวิตเขาทั้งชีวิตมันจะจมอยู่กับอะไร ภาพที่เขาเห็นคุณแม่มันจะติดตาเขาไปยังไง เขาจะอยู่ยังไง ดิฉันก็เลยตัดสินใจไม่ทำ

พิธีกร จุดที่เธอมารับรู้ว่าเกิดโรคซึมเศร้า เธอบอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่เลี้ยงลูกในช่วงกลางวัน ได้เปิดวิทยุฟังรายการหนึ่งของทางกรมสุขภาพจิต พูดถึงเรื่องนี้ ช่วยเล่าให้ฟังด้วยครับ

คุณอ้อ ปกติไม่ดูหนัง ไม่ฟังวิทยุอะไรเลยค่ะ นอนเงียบๆ เผอิญวันนั้นดิฉันฟังวิทยุรายการ ไลท์แอนด์แฟร์มาลี่ มีคุณหมอท่านหนึ่ง พูดถึงอาการอย่างนี้ ดิฉันก็ว่ามันใช่นะ มันเหมือนเราเลย ดิฉันก็รีบจด ตอนนั้นทานยาเพื่อให้หลับแล้ว แต่มันก็เบลอๆ จดเสร็จก็ไปโรงพยาบาล ก็ไปผิดค่ะ คุณหมอบอกว่าไม่ใช่นะ ต้องไปโรงพยาบาลศรีธัญญา ดิฉันก็ไป ก็ไม่เจอคุณหมอท่านนั้น ก็ไปเจอคุณหมอสมรัก และได้รับการรักษากับคุณหมออยู่สักระยะหนึ่ง เป็นการรักษาแบบการพูดคุย ดิฉันไปทีไรก็ร้องไห้ มันก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรดิฉันค่ะ

พิธีกร ตอนนั้นมียาให้กินด้วยใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับการรักษาแบบจิตบำบัดด้วย

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร แต่รู้สึกว่าตอนนั้นใจคอมันยังไม่ดีขึ้นเลย

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

U-TIPS สมัยก่อนมีบ้ากับโรคประสาทเท่านั้น การดูแลรักษาเขาเป็นอย่างไร

ในสมัยที่ผมเป็นนักเรียนแพทย์ วิชาจิตเวชที่สอนในโรงเรียนแพทย์ มีประมาณยี่สิบชั่วโมง ไม่มากเลยถ้าเทียบกับการเรียนเป็นพันชั่วโมง เรียกว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลที่เขาเรียนกัน อาจารย์ฝนเป็นคนที่บุกเบิก นำ ชักจูง ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยของคณะแพทย์ ให้ยอมรับและเห็นความสำคัญของวิชาการจิตเวช ทำให้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนจิตเวชเทียบเท่ากับมาตรฐานสากล ตั้งแต่ปี 2502 เดี๋ยวนี้เราเท่ามาตรฐานเรียบร้อย อาจารย์ได้วางแผนวิชาการจิตเวชของประเทศ ด้วยการสร้าง สนับสนุนโรงพยาบาลทั่วทุกภูมิภาค เชียงใหม่ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี ศรีธัญญา นอกจากนั้นท่านยังมองการณ์ไกล เห็นว่าวิชาการทางจิตเวชมีหลายด้าน ทั้งจิตเวชผู้ใหญ่ จิตเวชเด็ก วางรากฐานของการดูแลผู้ป่วยปัญญาอ่อน การทดสอบทางจิตวิทยา (จิตวิทยาคลินิก) อาจารย์วางแผนไว้รอบด้านเลย ท่านก้าวหน้าทางราชการ ไม่ใช่เฉพาะทางด้านจิตเวชเท่านั้นครับ ทางด้านโรคทั่วไปท่านก็เคยเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับ ท่านเป็นที่รักและนับถือของข้าราชการทั้งกระทรวงครับ

พิธีกร ในครั้งแรกที่คุณอ้อได้ไปพบกับอาจารย์ ดูแล้วอาการเธอหนักมากหรือไม่ครับ

พญ.สมรัก ตอนนั้นเธอเศร้า ร้องไห้ อยากนอนให้หลับ เพราะเธอทุกข์ทรมานกับการนอนไม่หลับ และมีโอกาสได้พูดถึงเรื่องราวในชีวิตด้วย ก็เลยคิดว่าคุณอ้อน่าจะเป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรัง คิดว่าน่าจะได้รับการรักษาหลายๆทางร่วมกัน อันดับแรกอาจจะต้องช่วยเรื่องยา แต่ที่สำคัญมากในกรณีของคุณอ้อ ที่มีประเด็นของชีวิต จำเป็นที่จะต้องรักษาด้วยการทำจิตบำบัดร่วมด้วย ก็เลยอาจจะทำให้ดูเหมือนการตอบสนองไม่ทันใจ ซึ่งกรณีนี้อยากจะเพิ่มเติมว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จริงๆแล้วมีความแตกต่างกัน เพราะบางคนเป็นซึมเศร้าโดยมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ร่างกาย ฮอร์โมน อาจจะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น โดยไม่มีประเด็นชีวิต เศร้าแบบที่คุณอ้อพูดถึง คือ เศร้าอยากจะร้องไห้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ซึ่งถ้าเป็นกรณีแบบนี้ เป็นโรคซึมเศร้าที่ตอบสนองกับการใช้ยาได้ผลเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนที่รู้สึกว่ามีประสบการณ์แบบนี้ ก็สามารถที่จะมาหาหมอรักษาได้และหายเร็ว แต่ในกรณีของคุณอ้อ นอกจากให้ยา ยังต้องทำจิตบำบัด จิตบำบัดโดยลำพังก็ไม่ได้อีก อาจจะต้องร่วมกับทั้งครอบครัว เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ และที่สำคัญ ลักษณะแบบนี้เป็นคุณแม่ ถ้าอยู่ในระหว่างการเลี้ยงลูก แล้วแม่อยู่ในภาวะซึมเศร้าจะเสี่ยงมากกับการที่ลูกจะได้รับผลกระทบจากความซึมเศร้าของแม่

พิธีกร รายนี้ดูเหมือนว่าไปที่ลูกด้วยใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร เท่าที่สังเกตเห็นลูกมีอาการยังไงบ้างครับ

คุณอ้อ ลูกจะเงียบๆ ไม่เล่นค่ะ

พิธีกร คุณอ้อเขียนในบันทึกเมื่อสองปีที่แล้วว่า ตัวเองเหงา เศร้า

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร หลายๆคนคงไม่รู้ว่าเด็กก็เศร้าเป็นด้วยเหมือนกัน ช่วยบอกภาพของลูกให้ด้วยครับ

คุณอ้อ ระยะหลังดิฉันจะมีอาการกระตุก ปากเบี้ยว ปากสั่น ลูกจะเป็นคนคอยดูแลดิฉัน เพราะอยู่กันสองคน เด็กเล็กๆ เจ็ดขวบต้องคอยดูแลคุณแม่ที่เป็นอย่างนี้ เขาจะมาขดตัวนอนข้างๆเรา แล้วก็ร้องไห้

พิธีกร เขาเป็นห่วงเราด้วย

คุณอ้อ ใช่ค่ะ เขาจะคอยเอาผ้ามาเช็ดตัว มาเช็ดน้ำลายที่ไหลให้ เขาจะไม่เล่นกับเพื่อน บางวันดิฉันจะมีอาการเกรี้ยวกราด ตีเขา ดุเขา เขาก็จะขาดความมั่นใจในตัวเอง บางวันดิฉันก็แสดงความรักกับเขา กอดเขา เขาก็ไม่ทราบว่าวันนี้คุณแม่จะมีอารมณ์ยังไง เขาก็จะรับไม่ได้ เขาก็จะปรับอารมณ์ตามดิฉัน เขาจะคอยมองว่าวันนี้คุณแม่จะอารมณ์ยังไง แต่พอดิฉันป่วยเขาจะเข้ามาดูแลค่ะ

พิธีกร ด้วยความรักของเรา เด็กเองก็ยังไม่หนีเรา ยังอยู่กับเราตลอดเวลา

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร ผลกระทบของโรคซึมเศร้าติดต่อไปถึงลูกด้วยได้หรือไม่ครับ เป็นโรคติดต่อหรือเปล่า

พญ.สมรัก อันดับแรกเรามีข้อมูลค่อนข้างมากว่า โรคซึมเศร้าเกี่ยวกับกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดูก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่มีผลกระทบต่อเด็กที่ถูกเลี้ยงดูในบรรยากาศที่เศร้า และอีกอย่างหนึ่ง ที่เราอาจจะพบได้ก็คือ เรื่องของการถูกทอดทิ้งหรือถูกทำร้ายในวัยเด็ก ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เด็กเกิดความหวาดหวั่น หวั่นวิตกหรือไม่มั่นใจว่าตัวเองเป็นที่รัก เป็นที่ต้องการหรือไม่ เด็กก็จะสับสนและทำให้เด็กขาดความมั่นใจ กรณีนี้สงสัยว่าอาจจะเป็นในลักษณะแบบนี้ คือ มีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ อันที่สองเกี่ยวกับการเลี้ยงดู อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุณแม่ให้เขาอยู่ในบรรยากาศของความเศร้าและความหวั่นวิตก น่ากลัว เพราะไม่รู้ว่าวันนี้คุณแม่จะเป็นยังไง วันนี้คุณแม่เศร้า วันนี้คุณแม่เกรี้ยวกราด

พิธีกร สรุปคือ ตอนนั้นอาจารย์รู้ว่าทั้งแม่ทั้งลูก ตอนนี้คงจะต้องช่วยเข้าไปดูแลกันทั้งสองคนแล้ว

พญ.สมรัก ที่ลูกจะเห็นชัด คือ การเรียนไม่ค่อยดี เขาไม่ค่อยชอบเรียน เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาบ่นตลอด ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทำให้เขาถูกคุณแม่ทำโทษด้วย เพราะเวลามาเขาจะไม่สนใจใคร เขาจะนั่งเล่นเกมกดอย่างเดียว ไม่สนใจใครเลย นี่เป็นลักษณะที่ไม่เหมือนเด็กคนอื่น ที่จะต้องสนใจสิ่งอื่น ก็เลยทำให้ขอโอกาสที่จะได้คุยกับลูกชาย

พิธีกร แล้วก็เจออย่างนั้นจริงๆ

พญ.สมรัก ค่ะ เขาจะบอกได้ว่า เขานอนไม่หลับ เขาไม่มีความสุข เขากังวล ก็เป็นที่มาที่ทำให้คิดว่าเขาเป็น

พิธีกร เมื่อได้รับการรักษาไประยะหนึ่งแล้ว ตอนนั้นเธอก็พยามดิ้นรนหาวิถีทางที่จะมารักษา แต่ผลการรักษาในช่วงแรกอย่างที่บอกครับ เธอบอกว่าไม่ได้ถึงจุดที่ต้องการเลย ส่วนหนึ่งก็คือมาจากตัวสามีของเธอเองด้วย จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่ง ที่ทำให้สามีเข้ามาด้วย ตอนนั้นเป็นยังไงครับ

คุณอ้อ ดิฉันรักษาไปสักพักหนึ่ง รู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ไปคนเดียวไม่ได้ ดิฉันก็เลิกค่ะ ดิฉันไม่มาหาคุณหมอ แล้ววันหนึ่งดิฉันก็ทำร้ายลูก ก็เลยตัดสินใจว่าไม่ได้แล้วอย่างนี้ก็เลยกลับมาหาคุณหมอ ก็เลยกลับมาหาคุณหมอ คุณหมอก็เลยรับไว้รักษาในโรงพยาบาลค่ะ และบอกให้สามีมาด้วย

พิธีกร ตอนนั้นต้องอยู่ในโรงพยาบาล

คุณอ้อ ใช่ค่ะ พอสามีมาก็เลยให้ดิฉันอยู่โรงพยาบาลและให้สามีเอาลูกไปดู ซึ่งตอนนั้นลูกอายุได้แปดขวบค่ะ ปกติดิฉันไม่เคยห่างลูกเลยค่ะ เป็นอาทิตย์แรกที่สามีดิฉันได้อยู่กับลูกสองต่อสอง ตอนนั้นก็มีผลกระทบต่อการเรียนของลูก เขาบอกว่าเขาไม่อยากหยุด เขาจะเรียนไม่ทันเพื่อน แต่ก็เป็นการดีที่เขาได้อยู่กับคุณพ่อเขา เพราะเขาเกิดมาเขาไม่เคยอยู่กับคุณพ่อเลย

พิธีกร จุดอะไรครับ ที่ทำให้ในช่วงหลังคุณพ่ออยากมาร่วมในขบวนการของการรักษาด้วย

คุณอ้อ เพราะว่าคุณหมอได้มีขบวนการหลายๆอย่างให้เรา มีการเข้าค่ายของคริสเตียน มีการบำบัดหลายๆอย่างที่คุณหมอให้เรา

พิธีกร หลายค่ายเลยกว่าจะดึงใจคุณพ่อมาได้

พญ.สมรัก สามีภรรยาสองครั้งค่ะ แต่ที่สำคัญคือ ตอนที่ลูกมาอยู่กับคุณแม่ที่โรงพยาบาลค่ะ ให้เขาได้ร่วมกิจกรรม คุณพ่อมาเยี่ยม จริงๆคุณพ่อเป็นคนที่ดีค่ะ รักลูก หว่งภรรยา พอเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อคนที่เขารัก เขาก็เลยยินดีที่จะมาร่วมการรักษาค่ะ

คุณอ้อ สามีดิฉันเป็นคนดีมาก

พิธีกร แต่ก่อนหน้านั้น ภาพที่เรามองเขาเป็นอีกมุมหนึ่งเลย มารู้ทีหลัง

คุณอ้อ ใช่ค่ะ เขาเป็นผู้ชายที่ประเสริฐมาก

พิธีกร แต่พอเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาเต็มที่แล้ว จุดเปลี่ยนแปลงคืออะไรครับ

คุณอ้อ ระยะหลังดิฉันรักษาต่อเนื่องสี่ปีเลยค่ะ

พิธีกร ต่อเนื่องรักษายังไงบ้างครับ

คุณอ้อ ทานยาห้ามขาด และทำจิตบำบัดครอบครัวค่ะ

พิธีกร จิตบำบัดครอบครัวเป็นยังไงครับ

พญ.สมรัก คุณอ้ออาจจะมีปมบางอย่างในชีวิต ที่คล้ายๆกับถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้าย จริงๆแล้วเธอเป็นซึมเศร้าตอนเด็กด้วย ภาพความซึมเศร้าตรงนั้น เราจะต้องช่วยเหลือให้ผ่านพ้นว่าตอนนี้อยู่ในปัจจุบัน เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร หลังจากนั้นก็มาปรับความสัมพันธ์ ความเข้าใจของสามีภรรยา เพราะว่าจริงๆแล้ว ทั้งสามีและภรรยาอายุห่างกันมาก ต้องมาเรียนรู้หลายอย่างร่วมกัน ก็เลยต้องใช้เวลาหนึ่งสำหรับสามีภรรยา และหลังจากนั้นก็มาใช้อีกช่วงหนึ่ง ในการที่จะต้องมองดูที่ลูก ลูกก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทั้งพ่อและแม่ตัดสินใจแน่วแน่เลยว่าจะต้องรักษาอย่างเต็มที่ พอรู้ว่าลูกซึมเศร้า พอลูกได้รับการรักษาด้วย ลูกดีขึ้นก็ทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างในครอบครัวเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อทุกคนได้เข้ามาเกี่ยวข้องแก้ไข

พิธีกร ปัจจุบันนี้คุณอ้อยังรับประทานยาอยู่

คุณอ้อ ดิฉันต้องรับประทานยาไปตลอดค่ะ

พิธีกร เคยถามคุณหมอหรือไม่ครับว่า ถ้าเรามีปัญหากับครอบครัว รักษาเฉพาะกับครอบครัวได้หรือไม่ ไม่ต้องกินยาได้หรือไม่ มีความรู้สึกเบื่อหรือไม่ที่ต้องกินยาทุกวัน

คุณอ้อ ไม่ทานไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่ทานมันจะหลุดค่ะ

พิธีกร หมายถึงอารมณ์

คุณอ้อ สติมันจะหลุดไปค่ะ เพราะเคยไม่ทานก็เลยต้องไปฉีดยาค่ะ

พิธีกร ตรงนี้สำคัญครับ ที่อาจารย์จะมาบอกว่า ยามีส่วนสำคัญกับคนไข้ยังไงบ้าง

พญ.สมรัก คนที่มีอารมณ์ซึมเศร้าจะมีผลต่อสารสื่อประสาทในสมองของเขา จะทำให้วิธีการคิด ความประพฤติอะไรทั้งหลายค่อนข้างจะคงนาน โดยเฉพาะกรณีของคุณแม่เป็นตัวอย่างของคนที่เป็นแบบเรื้อรังมายาวนาน เพราะสิ่งต่างๆในร่างกายเหมือนถูกโปรแกมใหม่ ว่าต้องเป็นแบบนี้ เราต้องใช้ยาเพื่อช่วยแก้ไข ก็เลยทำให้เขาต้องใช้ยานานกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนอื่นที่เป็นโรคซึมเศร้า ถ้าเราเริ่มเป็นใหม่ๆ และมารับการรักษา จะรับประทานยาไม่นาน แต่ก็ต้องให้ครบกำหนดตามการรักษา อย่างน้อยถ้าสามสี่เดือนอาการดีขึ้นแล้ว ยังต้องกินยาต่ออีกประมาณหนึ่งปี เพื่อป้องกันไม่ให้โรคซึมเศร้ากลับมาเป็นอีก

พิธีกร ดังนั้นเหตุของโรคซึมเศร้าก็ต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมอง แต่กลุ่มคนที่เป็นโดยไม่มีเหตุอะไรเลยก็มีด้วยเหมือนกันใช่ไหมครับ

พญ.สมรัก ใช่ค่ะ

พิธีกร อยู่ๆสารเคมีเปลี่ยนไปก็เป็นได้

พญ.สมรัก ก็เป็นได้ค่ะ

พิธีกร พวกนี้จะตอบสนองต่อยาดี

พญ.สมรัก ใช่ค่ะ หลายคนจะคิดว่าเราไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างก็ดี ครอบครัวก็ดี การงานก็ดี ทำไมเกิดอย่างนี้ขึ้นมา อันนั้นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่า โรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้า ไม่ได้เกิดจากปัญหาทางจิตใจก็ได้

พิธีกร โดยปกติหลายคนจะรู้สึกว่าคนที่จะเป็นซึมเศร้า น่าจะเป็นคนที่ฐานะยากจน ไม่มีการศึกษา อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แย่ๆ คุณอ้อเคยสงสัยหรือไม่ว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า จริงๆแล้วฐานะมีความลำบากยากแค้นอะไรขนาดนั้นหรือไม่ครับ

คุณอ้อ ไม่ค่ะ จริงๆแล้วตัวเองเป็นตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ

พิธีกร สันนิฐานว่าตัวเองเป็นตั้งแต่เด็กๆแล้ว

คุณอ้อ เพราะว่าตอนเด็กๆเรียนหนังสือไม่ดี โดนคุณครูดุ โดนคุณแม่ตี คุณแม่ดุมาตลอดค่ะ เด็กๆเราก็ซึมเศร้า เรียนไม่รู้เรื่อง ชอบเหม่อลอย คุณครูบอกว่าขี้เกียจ เรียนหนังสือไม่ดี ก็โดนทำโทษมาตลอด พอช่วงวัยรุ่นเราก็ระเบิด เราก็ทำร้ายร่างกายตัวเอง

พิธีกร เคยมีตรงนี้ด้วยเหมือนกัน

คุณอ้อ ใช่ค่ะ พอลูกเป็นเรารู้สึกเสียใจ เราก็เลยต้องรีบรักษา เพราะฉะนั้นใครที่รู้ว่าเป็นต้องรีบมารักษาทันทีค่ะ

พิธีกร เพราะฉะนั้นเหตุของคุณอ้อ อาจจะเป็นทั้งจากการเลี้ยงดูก็ใช่ จากทั้งตัวเองก็ได้ใช่ไหมครับ

คุณอ้อ ใช่ค่ะ

พิธีกร แต่เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่ได้ถึงขนาดลำบาก

คุณอ้อ เป็นกันได้ทุกคนค่ะ เพียงแต่ว่าเป็นแล้วรีบรู้ให้เร็วได้ที่สุด คนที่อยู่รอบข้างต้องให้กำลังใจ เพราะมันเป็นโรคที่ซึมค่ะ

พิธีกร จากการรักษาที่นำครอบครัวมาทั้งหมด มีความจำเป็นในทุกๆรายด้วยหรือไม่ ในการที่จะต้องมารักษากันแบบนี้

พญ.สมรัก ไม่ค่ะ ยาสมัยใหม่ได้ผลดี 70-80%ของคนไข้รับประทานยาเพียงเท่านั้น โดยไม่ต้องคุยกับหมอนาน จะตอบสนองต่อยาดี ภายในช่วงสองสามสัปดาห์ หรือสองเดือนเกือบจะกลับมาสู่สภาพเดิม ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องได้รับการให้คำปรึกษาแนะนำ เปลี่ยนวิธีคิด วิธีการดำเนินชีวิตหรือการใช้ชีวิตแบบใหม่ อันนี้จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้ค่ะ

พิธีกร ความทุกข์ตรงนี้เกือบจะทำให้ชีวิตทั้งชีวิตและครอบครัวของเธอไปด้วย มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึง มีอยู่ช่วงหนึ่ง เธอได้วางแผนที่จะเอาชีวิตสามีไปด้วย

คุณอ้อ คิดว่าจะไปทั้งบ้านค่ะ ตอนนั้นเริ่มไม่อยากอยู่แล้ว ไม่มีกำลังใจแล้ว ตัวโรคซึมเศร้าถ้าไม่มีกำลังใจแล้วมันจะไม่มีกำลังกายด้วยค่ะ ก็วางแผนให้สามีทานยา เขาก็รู้สึกว่าทำไมเขาง่วงจัง ดิฉันก็บอกเขาว่า ถ้าง่วงก็ไปนอน สามีเคลิ้มๆแล้วถามว่าที่รักยังไมหลับอีกเหรอ

พิธีกร มีอยู่จุดหนึ่งที่เธอไม่อยากพูด แต่เธอได้พยามทำร้ายสามีในลักษณะประชิดตัว คือ ถ้าตัดสินใจ ณ.ตอนนั้นสามีไปเลยในทันที แต่ขณะที่เข้าไปสัมผัสตัวสามีเพื่อจะทำร้าย แต่สามีเธอพูดคำนี้ออกมา เขาบอกว่ายังไงครับ

คุณอ้อ ที่รักยังไม่หลับอีกเหรอ

พิธีกร ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกับคุณอ้อครับ

คุณอ้อ ดิฉันก็ร้องไห้ออกมาและทำไม่ลง แล้วเขาก็หลับไปวันกว่าๆ แล้วดิฉันก็ไม่คิดจะทำเขาอีกเลย

พิธีกร คำนั้นมีผลต่อจิตใจของคุณอ้อยังไงครับ

คุณอ้อ เขาเป็นผู้ชายที่ดีหรือเปล่าหรือเขาเป็นผู้ชายที่ไม่ดี มันสับสน วันนั้นทำให้ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนดีที่สุด

พิธีกร คำสรรพนามคำนั้น เป็นคำที่ดึงชีวิตเรากลับคืนมา แล้วลูกตอนนั้นอยู่ด้วยกันหรือไม่ครับ

คุณอ้อ ลูกก็นอนอยู่ด้วยค่ะ

พิธีกร จากนั้นมาก็เลิกความคิดตรงนี้ทั้งหมดเลย

คุณอ้อ ก็ไม่คิดฆ่าค่ะ และรักษามาตลอด

พิธีกร เดี๋ยวนี้มีความคิดทำร้ายตัวเองมีแวบกลับเข้ามาอีกหรือไม่ครับ

คุณอ้อ ไม่มีเลยค่ะ

พิธีกร เราจะเห็นการทำร้ายตัวเองในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยมาก สักพักจะมีข่าวของการฆ่าตัวตายเกิดขึ้น อาจารย์คิดว่ามีส่วนเชื่อมโยงยังไงระหว่างการฆ่าตัวตายกับโรคซึมเศร้าครับ

พญ.สมรัก เวลาที่ซึมเศร้าจะทำให้แนวความคิดผูกโยงทุกอย่างเป็นทางลบ จนรู้สึกว่าตัวเองหมดหวัง ไม่มีทางออกที่ดี และสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองก็เป็นความทุกข์ทรมาน ถ้ามองในเหตุการณ์รอบข้าง อาจจะเป็นความแค้นหรือความรู้สึก หย่าแล้วก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ในเมื่อมันทุกข์มากอย่างนี้ อารมณ์เศร้าจะทำให้ความคิดวนเวียนอยู่ในสิ่งที่เป็นทางลบ ทำร้ายต่อตัวเองและคนที่อยู่ใกล้ อาจจะเกิดความสับสน วิธีการแก้ไขปัญหาก็อาจจะสับสน ก็เลยอาจจะทำให้เกิดแบบนี้ขึ้นมาได้คือ ไม่เพียงแค่ทำร้ายตัวเอง ปลิดชีวิตตัวเองจากความทุกข์ทรมาน ก็จะปลิดชีวิตคนที่อยู่รอบข้าง เพราะคิดว่าถ้าจะปล่อยให้เขาอยู่ต่อไป เขาอาจจะทุกข์ทรมานไปด้วย เราช่วยเขาไม่ได้ มันอาจจะมีความคิดลบที่ซ้อนกันอยู่ภายในนั้น

พิธีกร เป็นขบวนการความคิดที่เกิดขึ้นจากซึมเศร้า ถ้าไม่ระวังตัวเองมันจะไหลไปเรื่อยจนถึงจุดจบคือ ฆ่าตัวตาย

พญ.สมรัก เวลานั้นจะไม่มีพลังอะไรมายั้งความคิดเหล่านั้นได้ ถึงแม้คนซึมเศร้าจะบอกว่าไม่มีแรง แต่แรงเฮือกสุดท้ายสามารถที่จะเอาขึ้นมาเพื่อทำร้ายตัวเองและคนอื่นได้ค่ะ

พิธีกร จุดหนึ่งที่คุณอ้อบอกว่า อยากมานั่งตรงนี้กับเรา อยากจะยืนอยู่แถวหน้าของคนไข้หลายๆคน เพราะเธอบอกว่า เธออยากจะออกมาช่วยคนอื่นๆ ที่มีความทุกข์ตรงนี้ด้วย อยากให้คุณอ้อพูดถึงตรงนี้กับหลายๆคนที่มีความทุกข์อย่างคุณอ้อ คุณอ้อก้าวผ่านมาถึงจุดนี้แล้ว บอกกับคนอื่นๆด้วยครับ ว่าเป็นยังไงบ้าง

คุณอ้อ ตอนที่เศร้าที่สุด เคยโทรศัพท์เข้าไปรายการหนึ่ง ก็มีคนให้กำลังใจ ก็รู้สึกว่า ถ้าเราได้ออกมาช่วยเหลือหรือได้ยินที่เราพูดบ้าง แล้วได้คิดสักนิดหนึ่งหรือได้ช่วยฟังเรื่องของเราแล้วเอาไปคิด เขาอาจจะไม่คิดฆ่าตัวตาย

พิธีกร เหมือนกับที่เราได้กำลังใจ

คุณอ้อ เพราะคนที่มีความทุกข์กว่าเรามีอีกเยอะ พยามควบคุมสติอย่าให้หลุด คนที่รักเรามี คนที่ให้กำลังใจเรามี 

พิธีกร นี่คือสิ่งที่ทุกๆคนทั้งในวงการสุขภาพจิตเองก็ไม่อยากให้เกิดครับ กับข่าวร้ายที่เป็นอย่างนี้ เรามีการรณรงค์ให้หลายๆคน ได้รู้จักกับเรื่องของโรคซึมเศร้า มีการคัดกรองที่เกิดขึ้น ทั้งในรูปแบบของการไปพบกับจิตแพทย์ ทำในเรื่องของการทำแบบทดสอบง่ายๆ ซึ่งตรงนี้ถ้าท่านผู้ชมสนใจและอยากจะได้ความรู้ เนื้อหาตรงนี้มีอยู่ที่กรมสุขภาพจิตครับ ซึ่งเราจะนำเรื่องนี้มาพูดคุยกันครับ

พญ.สมรัก ถ้าไม่มีแบบคัดกรอง เพียงแค่รู้สึกว่าทำไมมันเศร้า ทำไมมันเบื่อ ทำไมการกินอยู่หลับนอนมันเพี้ยนไปจากเดิม โดยไม่ทราบสาเหตุ สงสัยได้ว่าอาจจะเป็นโรคซึมเศร้า รีบมาตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ เพราะการรักษาจะนำชีวิตมาเป็นปกติ และเป็นชีวิตที่ไม่มีผลกระทบทางลบต่อตัวเองและคนอื่นค่ะ

พิธีกร วันนี้ต้องขอขอบคุณ คุณอ้อตัวแทนของคนที่มีประสบการณ์เรื่องของโรคซึมเศร้าและแพทย์หญิงสมรัก ชูวาณิชวงศ์ จิตแพทย์ จากโรงพยาบาลศรีธัญญา เป็นอย่างยิ่งที่ให้เกียรติกับรายการของเราในวันนี้ กราบขอบคุณครับ

ที่มา Thaimental.com

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.