Author: admin

  • ปวดประจำเดือน เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

    ปวดประจำเดือน เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

    พูดถึงการปวดประจำเดือน คุณผู้หญิงคงรู้สึกเข็ดขยาดไปตาม ๆ กัน ปวดกันมาทุกรอบเดือนก็ต้องทนกันไป เพราะสาเหตุของการปวดนั้น แพทย์ท่านก็ยังหาไม่พบ จึงไม่สามารถตอบได้ว่าเหตุใดผู้หญิงบางคนจึงปวดประจำเดือนมากกว่าคนอื่น ๆ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ทุก ๆเดือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนที่ต่อเนื่องกันขึ้นในร่างกายของผู้หญิง

    การเปลี่ยนแปลงนี้คือ จุดเริ่มต้นในขั้นตอนการทำให้ไข่สุก หากไม่มีการผสมระหว่างไข่และเชื้ออสุจิจากฝ่ายชาย คือไม่มีการตั้งครรภ์ เนื้อเยื่อที่ผนังมดลูกก็จะขับออกมาเป็นประจำเดือน ซึ่งแม้ว่าจะดูเหมือนมีแต่เลือด หากแท้จริงแล้วมีเศษของผนังมดลูก และเนื้อเยื่อจากปากมดลูก

    การปวดประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงแทบทุกคนต้องเผชิญด้วยความเจ็บปวดมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่กรณีนั้น คือ ขบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในมดลูก เนื่องจากมดลูกประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่เป็นกล้ามเนื้อหลายชิ้น

    อาการปวดในรอบเดือน ส่วนมากมาจาก การเกร็งของกล้ามเนื้อเหล่านั้น เรียกว่า ปวดด้วยตัวของมันเองเป็นเหตุ การปวดในลักษณะนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า เป็นการปวดแบบปฐมภูมิ
    ส่วนการปวดอีกแบบหนี่งเป็น แบบทุติยภูมิ ซึ่งก็หมายถึง การปวดประจำเดือนที่มีสาเหตุชัดเจน ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจร่างกาย และพบว่ามีสาเหตุดังนี้ คือ

    – การเจริญผิดที่ของเยื่อบุโพรงมดลูก
    – การอักเสบของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
    – เนื้องอกของตัวมดลูก อาจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของมดลูกเองหรือเกิดอยู่ในโพรงมดลูกก็ทำให้ปวดได้เหมือนกัน
    – ความผิดปกติ ของตัวมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความผิดปกติที่ว่านี้ เป็นความผิดปกติที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เช่น มีผังผืด มีผนังกั้นโพรงมดลูก ทั้ง ๆที่ไม่ควรจะมี ฯลฯ
    – ความผิดปกติของปากมด ปากมดลูกตีบตัน ฯลฯ
    – เนื้องอกในรังไข่
    – ภาวะเลือดคั่งในอวัยวะอุ้งเชิงกรานในช่วงก่อนมีรอบเดือน
    – และในรายการสุดท้ายนี้ห่วงอนามัยที่ใส่อยู่ในโพรงมดลูกก็ทำเหตุให้ปวดประจำเดือนได้ในบางราย

  • นิสัยตามราศี ทั้ง 12 ราศี

    นิสัยตามราศี ทั้ง 12 ราศี

    นิสัยตามราศี ทั้ง 12 ราศี

    ราศีเมษ ทรนงตน กล้าหาญ กระตือรืนร้น และเป็นนักบุกเบิก
    ราศีพฤษภ รอบคอบ ชอบแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นพวกวัตถุนิยม มีความสามารถในการสร้างและสานต่อสิ่งต่าง ๆ
    ราศีมิถุน ร่าเริงแจ่มใส อยากรู้อยากเห็น ช่างคุย มีความสามารถรอบด้าน
    ราศีกรกฏ อ่อนไหว รักครอบครัว เอาใจใส่ผู้อื่น ชอบปกป้องคุ้มครองผู้อื่น
    ราศีสิงห์ มีความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออกเกินจริง เป็นผู้นำ ชอบแสดงออก ใจกว้าง
    ราศีกันย์ เจ้าระเบียบ ช่างวิพากษ์วิจารณ์ รักความสมบูรณ์แบบ เป็นนักปฎิบัติ
    ราศีตุลย์ มีดุลย์ในตัวเอง เป็นนักการพูด เข้ากับคนง่าย ชอบสังคมและชอบของสวยๆงาม ๆ
    ราศีพิจิก มีใจมุ่งมั่น เจ้าเสน่ห์ มีอำนาจ ถึงลูกถึงคน เด็ดเดี่ยวเป็นนักต่อสู้
    ราศีธนู รักการผจญภัย เป็นนักปรัชญา มีความคิดยาวไกล เป็นคนขวานผ่าซากและรักความจริง
    ราศีมังกร รอบคอบ รับผิดชอบ อดทน เชื่อมั่นในความคิดของตนเองทะเยอทะยาน
    ราศีกุมภ์ หัวรั้นไม่ยึดติดกับจารีตประเพณี มีมนุษยธรรม ช่างฝัน เป็นนักต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีกว่า
    ราศีมีน อ่อนไหว ช่างจินตนาการ เอาใจใส่ผู้อื่น มองการณ์ไกลและเสียสละ
  • การใช้ยาในระยะตั้งครรภ์

    การใช้ยาในระยะตั้งครรภ์

    ในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ควรหาซื้อและ รับประทานยาเอง เพื่อระงับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น

    ยาแก้หวัด และแก้ปวดหัว ตัวร้อน บางประเภทมีตัวยา ” ฟีนาซีตีน ” (Phenacetin) ซึ่งมีผลทำให้การทำงานของไตผิดปกติ

    ยาแก้แพ้ ประเภทแอนติฮิสตามีน (Antihistamine) เป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ อาการหวัดคัดจมูก และอาการแพัต่าง ๆ ยาประเภทนี้อาจส่งผลข้างเคียงแก่ทารกในครรภ์อาจทำให้ถึงพิการได้ถ้ากินมากๆ

    ยาระงับประสาท ต่าง ๆ (Tranquillizers) อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือคลอดออกมาแล้วมีอาการเซื่องซึม ถ้าท่านเครียดมาก จนแก้ไขไม่ได้ด้วยตนเอง อาจจะขอคำปรึกษาจากแพทย์ ประจำตัว

    ยาลดความอ้วน ไม่ใช่วิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องระหว่างการตั้งครรภ์

    ยาปฏิชีวนะ อาจะส่งผลให้เด็กมีฟันเหลืองและไม่แข็งแรงรวมทั้งยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนิโคติน คาเฟอีน และสารอื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิด

    ทางที่ดีเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ หลีกเลี่ยงจากยาทุกประเภท ยกเว้นตามแพทย์สั่งเท่านั้น

    ข้อระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์

    ยาบางชนิดที่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้เป็นมารดาโดยตรง หรืออาจผ่านรกเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ บางชนิดที่ใช้ในหญิงที่ให้นมบุตร สามารถผ่านไปเจือปนอยู่ในน้ำนมของมารดา มีผลต่อสุขภาพของทารกที่กินนมมารดาได้ และบางชนิดถ้าใช้ในทารกโดยตรง ก็อาจมีโทษต่อทารกได้ ดังนั้น ในการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตรและในทารก จึงต้องระมัดระวังอย่างพิเศษ

    ในที่นี้ จะขอสรุปเฉพาะยาที่ใช้บ่อยในการรักษาโรคทั่วไปเท่านั้น คงไม่ครอบคลุมถึงยาทุกชนิดที่มีผลต่ออนามัยของมารดาและเด็ก

    1. ยาที่อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ ซึ่งไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ที่พบบ่อยเช่น

    • ฮอร์โมนเพศหญิง – เอสโตรเจน
    • สารปรอท 
    • ยารักษาโรคลมชัก-เฟนิโทอิน  มีชื่อทางการค้า เช่น ไดแลนทิน  
    • แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์)

    2. ยาที่อาจมีพิษหรือผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์   ซึ่งไม่ควรใช้ในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เช่น

    • แอสไพริน ถ้ากินในระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกที่เกิดมามีเลือดออกง่าย
    • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  เช่น อินโดเมทาซิน , เฟนิลบิวตาโซน อาจทำให้ทารกเลือดออกง่าย
    • เตตราไซคลีน  ถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์ระยะไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจทำให้ทารกฟันเหลืองดำ กระดูกเจริญเติบโตผิดปกติ (สมองพิการปัญญาเสื่อม)
    • ยาประเภทซัลฟา ถ้าใช้ในหญิงระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกเกิดอาการดีซ่านและสมองพิการได้ 
    • คลอแรมเฟนิคอล  อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการตัวเขียว เนื้อต้วอ่อนปวกเปียก ตัวเย็น หมดสติดังที่เรียกว่า เกรย์ซินโดรม 
    • สเตรปโตไมซิน  คาน่าไมซิน , เจนตาไมซิน ถ้าใช้นาน ๆ อาจทำให้ทารกหูพิการได้
    • ยาเสพติด (เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน) ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้กดศูนย์ควบคุมการหายใจของทารก (ทำให้ทารกเกิดมาหยุดหายใจ) หรือมีอาการขาดยา ทำให้ทารกชักได้
    • ฟีโนบาร์บิทาล  ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจกดศูนย์ควบคุมการหายใจของทารก (ทำให้ทารกเกิดมาหยุดหายใจ) หรือมีเลือดออกได้
    • ยาแก้ชัก เช่น ไดแลนทิน อาจทำให้ทารกเลือดออกง่าย
    • ยานอนหลับ เช่น เมโพรบาเมต อาจทำให้ทารกเจริญเติบโตช้า
    • ยารักษาคอพอกเป็นพิษ ได้แก่ เมทิมาโซล อาจทำให้ทารกเกิดโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย  ตัวเตี้ยแคระและปัญญาอ่อน 
    • ยารักษาเบาหวานชนิดกิน เช่น คลอร์โพรพาไมด์ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในเด็กแรกเกิดได้
    • ยารักษา มาเลเรีย คลอโรควีน  อาจทำให้มีพิษต่อหูของเด็ก
    • ยาควินิน ถ้าให้จำนวนมาก อาจทำให้แท้งบุตร หรือมีพิษต่อหูของเด็กได้
    • ยาความดัน รีเซอร์พีน  ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการคัดจมูก ตัวเย็น หัวใจเต้นช้า ตัวอ่อนปวกเปียก
    • ยาพวกโพรพราโนลอล  อาจทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ทารกแรกเกิดมีชีพจรเต้นช้า หรือเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
    • บุหรี่ ถ้าสูบมากอาจทำให้ทารกตายในครรภ์ แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนด หรือทารกอาจเกิดมาน้ำหนักน้อยกว่าปกติ

    3. ยาที่อาจมีอันตรายต่อหญิงที่ตั้งครรภ์

    ยาที่อาจมีโทษหรืออันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์โดยตรงเช่น

    •  แอสไพริน  และยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  อาจทำให้คลอดเกินกำหนด และคลอดยาก
    • เตตราไซคลีน อาจมีพิษต่อตับอย่างรุนแรง จนเป็นอันตรายได้
    • ไนโตรฟูแรนโทอิน อาจทำให้ตับอักเสบ โลหิตจาง

    4. ยาที่ควรหลีกเลี่ยงในระยะให้นมบุตร

    มารดาที่เลี้ยงบุตรด้วยนมตัวเอง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่สามารถปนอยู่ในน้ำนม ซึ่งอาจมีโทษต่อทารกได้ เช่น

    •  เตตราไซคลีน  อาจทำให้ฟันเหลืองดำและกระดูกเจริญผิดปกติ
    •  ซัลฟา อาจทำให้ทารกมีอาการดีซ่าน และสมองพิการ 
    •  ซัลฟา ไนโตรฟูแรนโทอิน  อาจทำให้ทารกเกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้ามีภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี
    •  คลอแรมเฟนิคอล  อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ 
    •  อะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้เด็กท้องเดิน
    •  เมโทรไนดาโซล  อาจทำให้เด็กเบื่ออาหาร อาเจียน
    •  แอสไพริน  อาจทำให้เกิดผื่นในทารก
    •  แอลกอฮอล์ บาร์บิทูเรต อาจทำให้เด็กง่วงซึมได้ และถ้าแม่ดื่มสุรามาก ๆ อาจมีผลต่อการเจริญเติบโตสมองเด็ก
    •  ฮอร์โมนเพศ เช่น เอสโตรเจน โพรเจสเตอโรนแอนโดรเจน อาจทำให้น้ำนมลดน้อยลง หรือหยุดไหล
    •  ยารักษาเบาหวานชนิดกิน ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารก
    •  รีเซอร์พีน ทำให้เด็กคัดจมูก มีเสมหะมาก

    5. ยาที่ทารกและเด็กเล็กไม่ควรใช้
    ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก และเด็กเล็ก เช่น

    •  แอสไพริน ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ อาจทำให้มีเลือดออกได้
    •  ยาแก้แพ้  ไม่ควรใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์ อาจทำให้ซึม นอนไม่หลับ หรือชักได้
    •  เตตราไซคลีน  ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี อาจทำให้ฟันเหลืองดำอย่างถาวร และกระดูกเจริญไม่ดี
    •  คลอแรมเฟนิคอล  ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน อาจทำให้เด็กตัวเขียว เนื้อตัวอ่อนปวกเปียกหมดสติ ดังที่เรียกว่า เกรย์ชินโดรม
    •  ซัลฟา ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน อาจทำให้เกิดอาการดีซ่านและสมองพิการได้
    •  ยาแก้ท้องเดินประเภทลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น ทิงเจอร์ฝิ่นการะบูน, โลโมทิล ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจกดศูนย์การหายใจ เป็นอันตรายได้
  • ข้อควรระวังในระหว่างตั้งครรภ์

    ข้อควรระวังในระหว่างตั้งครรภ์

    เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ การพักผ่อนถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเป็นไปได้คุณควรหยุดงานประจำเพื่อการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงท้องแก่ ยิ่งต้องให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพ ร่างกาย และสุขภาพจิตควบคู่กันไป

    แต่สำหรับครอบครัวที่ไม่ค่อยจะมีความคล่องตัวในเรื่องการเงินมากนัก คุณแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ก็ควรจะระวังเรื่องการเดินทางไว้ด้วย เนื่องจากในช่วงครรภ์อ่อน การกระทบกระทั่งอย่างรุนแรง อาจส่งผลกับเด็กอ่อนได้ โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก ที่สำคัญในช่วงสามเดือนแรก คุณยังมีอาการแพ้ท้องรวมอยู่ด้วย การเดินทางคนเดียวยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

    ในระหว่างนี้ คุณควรงดการเดินทางไกล หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่ที่มีถนนขรุขระ เพื่อป้องกันการกระแทกกระเทือนต่าง ๆ และในช่วงท้องแก่ ควรงดการเดินทางระยะไกล ไม่ว่าจะด้วยพาหนะใด ๆ

    การควบคุมสติ อารมณ์ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวหรือฟ้าฝนไม่เป็นใจ อย่างไรก็ตามแต่ คุณต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัวเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี

    รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

    คุณควรศึกษาจากคู่มือการตั้งครรภ์หรือปรึกษาแพทย์ที่คุณฝากครรภ์ไว้และให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

    การร่วมเพศ
    ไม่มีกฏเกณฑ์ในการห้ามมิให้มีการร่วมเพศระหว่างตั้งครรภ์ ยกเว้นผู้มีประวัติเคยแท้งบ่อยๆในช่วง สามเดือนแรก, เคยคลอดก่อนกำหนด หรือมีเลือดออกในครรภ์ปัจจุบัน

    อาการผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์
    1. อาเจียนอย่างรุนแรงและถี่
    2. ปวดศีรษะมาก โดยไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง
    3. ตามองเห็นภาพพร่ามัวไม่ชัดเจน
    4. มีไข้สูงเกิน 38.8 องศาเซลเซียส หรือ 101 องศาฟาเรนไฮต์
    5. ปัสสาวะบ่อย และปวดแสบ ( ดื่มน้ำมากๆ แล้วไม่ดีขึ้น )
    6. มือ หน้า และข้อเท้าบวมมาก
    7. ปวดท้องอย่างรุนแรง และท้องแข็งเป็นเวลานาน
    8. ทารกในครรภ์ไม่เคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวน้อยกว่าสองครั้ง ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ทั้งที่อายุครรภ์ เกิน 28 สัปดาห์แล้ว
    9. มีเลือดออกทางช่องคลอด
    10. มีน้ำไหลออกมาทางช่องคลอดตลอดเวลา

  • อาการคนท้อง และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของแม่

    อาการคนท้อง และการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของแม่

    ความเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกร่างกาย
    ความเปลี่ยนแลงภายนอกทั่วไปที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนในคุณแม่ทุกคน คือ คุณจะเริ่มอ้วนขึ้นโดยเฉพาะรอบเอว ท้อง เต้านม และสะโพก ในช่วงนี้คุณสามารถดูแลภาวะดังกล่าวให้มีความสมดุลได้เป็นลำดับ ความเปลี่ยนแลงที่เกิดขึ้นสามารถสังเกตุได้คือ

    เต้านม
    การขยายตัวของเต้านมจะทำให้หัวนมโตขึ้น และเริ่มมีสีคล้ำ บริเวณรอบ ๆ หัวนม จะเห็นเป็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ เต้านมจะขยายเต็มที่ในช่วง 6 สัปดาห์

    ความรู้สึกในการรับรสชาติของอาหาร  
    เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ส่งผลต่อ การรับรู้รสชาติต่าง ๆที่เปลี่ยนไป บางรายอาจจะแพ้กลิ่นอาหารจนทำให้เกิดอาการอาเจียน เวียนศรีษะ ส่วนมากจะเป็นช่วงระยะ 3 เดือนแรก โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก แต่ในบางรายอาจจะมีอาการแพ้มากผิดปกติ ในกรณีนี้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการบำบัดที่ถูกต้อง

    ปัสสาวะบ่อย
    การปัสสาวะจะเริ่มถี่ขึ้น จากเดิมเป็นวันละประมาณ 2-6 ครั้ง เนื่องจากการขยายตัวของมดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการบีบตัวมากกว่าปกติ สำหรับผู้ที่มีประวัติทางครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวาน ควรจะได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากแพทย์ที่คุณฝากครรภ์ เพราะการปัสสาวะบ่อยอาจจะมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคเบาหวานแทรกซ้อนได้

    อาการหน้ามืดเป็นลม
    เกิดจากความดันของโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เรียกว่า
    โปรเจสเตอโรน ถูกผลิตออกมามากและ ทำให้กล้ามเนื้อ ของหลอดเลือดคลายตัว ความดันโลหิตลดต่ำลง เป็นเหตุให้เกิดอาการหน้ามีด ตามัว เป็นลมง่าย  เมื่อเกิดอาการอย่างนี้ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะภายใน 15 สัปดาห์ อาการดังกล่าวจะค่อยๆหายไปและร่างกายของคุณจะเริ่มปรับตัวได้ในที่สุด

    ผิวหนัง
    บางรายจะเปลี่ยนจากคนที่เคยผิวมันมาเป็นผิวแห้ง รวมทั้งมีการแตกของผิวหนังเนื่องจากการขยายตัว คุณควรป้องกันโดยการทาโลชั่น หรือเบบี้ออยล์ ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องที่จะมีการแตกของผิวหนัง ได้มากที่สุด นอกจากนี้อาจมีอาการตกกระ ขึ้นฝ้า และเล็บมือเล็บเท้าจะเริ่มเหลืองบ้าง แต่พอหลังคลอดจะหายไปเอง

    อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย
    เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกาย บางครั้งคุณจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นอะไรไป
    ทำไมจึงหงุดหงิดง่าย หรือสิ่งที่เคยชอบก็กลับไม่ถูกใจขึ้นมาเสียเฉยๆ ทางแก้ไขก็คือ พยายามพักผ่อนให้มาก หากิจกรรมเล็กๆน้อยๆทำ เพื่อช่วยให้เพลิดเพลินได้ในบางช่วง เพราะอารมณ์หงุดหงิด ขี้โมโหของคุณ อาจส่งผลกับลูกในท้องของคุณได้

    การขาดธาตุเหล็ก
    คุณแม่เมื่อตั้งครรภ์จะต้องมีการสร้างระบบเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ให้เพียงพอ เพราะเลือดแดงส่วนหนึ่งจะถูกนำไปเลี้ยงทารกในครรภ์  และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณเกิดอาการของการขาดธาตุเหล็กได้ การเสริมธาตุเหล็ก ทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มี ธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ  ผักบุ้ง เนื้อสัตว์ต่างๆ หรืออาจรับประทานยาเสริมธาตุเหล็กตามที่แพทย์สั่ง

    ปวดหลัง 
    เนื่องจากท้องที่โตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณต้องแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น การเคลื่อนตัวและการเดินทางเป็นไปได้อย่าง ลำบาก คุณแม่ควรได้รับการนั่งพักบ่อยๆ ไม่ควรเดินทางระยะไกลจนเกินไป ควรเลือกเก้าอี้นั่งที่เอนเล็กน้อย เพื่อเป็นการพักท้อง และลดอาการปวดหลังได้เป็นครั้งคราว

    ปอดและการหายใจ  
    โดยเฉพาะในช่วงที่ครรภ์แก่ขึ้น เนื่องจากมดลูกดันกระบังลมขึ้นไป ทำให้หายใจไม่สะดวก วิธีแก้ไขให้นำหมอนมาหนุนหลังไว้ หรือหาเก้าอี้ที่นั่งสบายๆ คือ  ไม่สูงหรือเตี้ยเกินไปนัก

    เส้นเลือดขอด
    เมื่อท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้น การหมุนเวียน ของโลหิตเริ่มไม่สะดวกตามไปด้วย เนื่องจากถูกกดจากน้ำหนักตัว ซึ่งมีผลทำให้เกิดอาการเส้นเลือดขอด คุณควรหมั่นนั่งและเปลี่ยนอากัปกิริยาบ่อยๆ ไม่ควรยืนท่าเดียวเป็นเวลานานๆ ควรรู้จักผ่อนขาไปมา เพื่อให้เลือดได้หมุนเวียนบ้าง หรือนั่งแช่เท้าในน้ำอุ่นก็จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้

     

  • ความเชื่อแปลกๆของคนไทยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และคลอดบุตร

    ความเชื่อแปลกๆของคนไทยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และคลอดบุตร

    ความเชื่อแปลกๆของคนไทยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และคลอดบุตร

    ก. ความเชื่อเกี่ยวกับตอนตั้งครรภ์ และคลอด

    • ห้ามกินของเผ็ดๆ จะทำให้ลูกเกิดมามีเส้นผมน้อย
    • ห้ามคุณแม่อาบน้ำเวลากลางคืนเพราะจะทำให้ ตั้งครรภ์แฝดน้ำได้ (ท้องโตเพราะมีน้ำคร่ำมากเกินไป)
    • ต้องดื่มน้ำมะพร้าวมากๆ ลูกคลอดออกมาจะตัวสะอาดไม่มีไขมาก
    • ห้ามหญิงมีครรภ์ไปเยี่ยมคนป่วยหรือไปงานศพ (จะทำให้ลูกเกิดมาเศร้า)
    • ต้องออกแรงหรือทำงานมากๆ จะทำให้ท้องหลวม คลอดง่าย
    • ห้ามนอนหงาย เด็กจะเบ่งให้ท้องแตก
    • ดื่มน้ำต้มดอกบัวและคลานลอดท้องช้าง จะทำให้ลูกแข็งแรง คลอดง่าย
    • อย่ายืดแขนขึ้นไปหยิบของบนหิ้ง จะทำให้สายรกพันคอเด็ก
    • ห้ามใช้สายตามากจะทำให้ตามัวหรือบอดได้
    • ห้ามถูกลม สระผม หรือกินของเย็นๆ ช่วงหลังคลอดใหม่ๆ จะทำให้เป็นไข้ หรือมดลูกบวมได้
    • ห้ามกินหน่อไม้ ไข่ และเนื้อ จะทำให้แผลฝีเย็บคัน และหายช้า

    ข. ความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก

    • ลูกตัวเหลืองต้องให้หยุดกินนมแม่ ดื่มแต่น้ำมากๆ
    • ลูกร้องมาก 3 เดือนแรก ให้เอาผ้าห่อท้องไว้ ไม่ให้ลมเข้าท้อง
    • ให้เด็กดูดชายผ้าที่จุ่มในขี้แมลงสาบ เพื่อขับขี้เทา
    • ห้ามอุ้มเด็กโดยไม่ใช้ผ้ารอง จะทำให้เด็กติดมือ
    • ก่อนสะดือหลุดต้องใช้ผ้าพันไว้ กันไม่ให้ท้องอืด
    • บ้วนน้ำลายใส่สะดือบ่อยๆ สะดือจะได้หลุดเร็วๆ
    • เก็บสายสะดือไว้ในโถ จะทำให้อายุยืน
    • ใช้น้ำข้าวบีบนวดตามแขนขา ถ้าไม่อยากให้ลูกขาโก่งและแขนคอก
    • ลูกลิ้นเป็นฝ้า ใช้ผ้าชุบฉี่เด็กสดๆ เช็ดลิ้น
    • รับขวัญลูกตอนอายุครบเดือน ด้วยการโกนผมไฟ
    • เคี้ยวข้าวผสมกล้วยน้ำว้า ให้เด็กครบหนึ่งเดือนกิน
    • ลูกอัณฑะไม่ลงถุง ให้นาบด้วยมะเขือเผาหรือใบพลู
    • เด็กท้องเสียบ่อยช่วง 5-8 เดือน เพราะเด็กกำลังยืดตัว
    • ลูกมีแผลเป็นหนอง ห้ามกินไข่กินเนื้อ
    • ห้ามกินปลา จนกว่าจะพูดคำว่า “ปลา” ได้ (กลัวก้างปลาติดคอ)
    • กินกับข้าวมากๆ จะเป็นตานขโมย
    • เป็นหวัด ให้ตบหัวด้วยน้ำต้มใบส้มป่อย หรือใบมะขามกับหัวหอม
    • ทามหาหิงส์ ให้ท้องหนาๆ จะได้ไม่ปวดท้องบ่อย
    • ลูกพลิกคว่ำได้ครั้งแรก ต้องรีบเอาขันน้ำเย็นมาวางไว้กลางหลัง
    • ห้ามพูดว่าฟันซี่แรกขึ้น ให้พูดว่า “ดอกไม้ขึ้นแล้ว “
    • เวลาซักผ้าอ้อมห้ามบิดผ้า เด็กจะบิดตัว
    • เด็กป่วยบ่อย ต้องไว้ผมจุก หรือ ไว้ผมแหยมที่กลางกระหม่อม
    • ลูกคนก่อนแพ้น้อง ให้อาบน้ำกับหว่างขาแม่
    • ลูกหกล้มไห้เอามือตบพื้น เพื่อเรียกขวัญ
    • เด็กไม่สบาย เพราะ “แม่ซื้อ” (ผีประจำตัวเด็ก) มากวน
    • ห้ามชมว่าเด็กน่ารัก เดี๋ยวแม่ซื้อจะมาเอาตัวเด็กไป
      ฯลฯ
  • ฝ้าขาวในปากทารก โรคเชื้อราในปากกับนมแม่

    ฝ้าขาวในปากทารก โรคเชื้อราในปากกับนมแม่

    ฝ้าขาวในปากทารก เกิดจากอะไร เมื่อได้เวลาให้นมแล้ว ลูกดูดนมไปหงุดหงิดไป ดูเหมือนดูดนมไม่ถนัด ดูในปากถึงเห็นรอยปื้นขาวน่ากลัว ถ้าถามว่าเจ้าตัวเล็กเป็นอะไรแน่ ก็ของตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นเชื้อราในปาก

    โรคเชื้อราในปาก (Thrush)
    โรคเชื้อราในปาก (Thrush) เกิดจากการติดเชื้อของเชื้อราจำพวก Candida albicans  ในช่องปาก พบบ่อยในเด็กทารกช่วง  6 เดือนแรก ลักษณะของแผลจะเป็นปื้นสีขาวหรือสีครีม ซึ่งดูคล้ายกับคราบน้ำนมทั่วไปแต่ต่างกันตรงที่คราบน้ำนมธรรมดามักพบอยู่บนลิ้นและเช็ดออกได้ง่าย แต่ปื้นขาวจากเชื้อรานั้นจะเกิดได้ทั้งบนลิ้นและกระพุ้งแก้ม แถมยังเช็ดออกค่อนข้างยากอีก และถ้าขูดออกก็จะเห็นเป็นเยื่อแดง ๆ ที่เกิดจากการอักเสบอยู่ข้างใต้ นอกจากนี้เจ้าตัวเล็กก็อาจรู้สึกไม่สบายปากจนดูดนมหรือกินอาหารลำบาก

    เชื้อราจ๋า ….มาจากไหน
    เชื้อราในช่องปากนับเป็นเรื่องปกติในเด็กแรกเกิดซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และอาจได้รับเชื้อจากช่องคลอดของแม่ได้ในระหว่างคลอดทางช่องคลอด ตอนแรกอาจยังไม่มีอะไร แต่เมื่อไหร่ที่น้องหนูกินนมเข้าไป แล้วมีคราบนมอยู่ในปาก ล่ะก็…เป็นเรื่อง เพราะในนมมีสารพวกคาร์โบไฮเดรต หรือก็คือเป็นแป้ง ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะสำหรับเชื้อรา แล้วได้ทำเลดี ๆ  ที่อุณหภูมิร่างกายที่ 37 องศา  ก็ยิ่งช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้องหนูเกิดป่วยและได้รับยาปฏิชีวนะรักษาการอักเสบจากแบคทีเรีย ไปนาน ๆ จนเชื้อแบคทีเรียถูกฆ่าตายหมดแล้ว เชื้อราก็จะมีโอกาสเติบโตมากขึ้น

    รู้จักป้องกัน

    •  ล้างมือลูกและมือคุณบ่อย 
    • ทำความสะอาดหัวนมของคุณแม่ ขวดนม และหัวนมยางอย่างระมัดระวัง
    • ซักผ้าทำความสะอาดของเล่นและอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ
    • อย่าให้หัวนมเปียกชื้น

    การรักษา

    • ถ้าเจ้าตัวเล็กมีแผลเชื้อราที่ปากอาจใช้เจนเชี่ยนไวโอเลตป้ายติดต่อกันเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างน้อยสองอาทิตย์
  • สาเหตุที่เด็กถนัดซ้ายหรือขวา มาจากอะไร

    สาเหตุที่เด็กถนัดซ้ายหรือขวา มาจากอะไร

    มีหลายปัจจัยที่สามารถอ้างอิงได้ถึงสาเหตุที่เด็กส่วนใหญ่จะถนัดการใช้มือข้างขวา เมื่อเด็กยังอยู่ในครรภ์แม่ระบบประสาทในร่างกายที่สั่งงานอวัยวะต่าง ๆ มักจะอยู่ซีกขวามากกว่าข้างซ้ายถึง 60 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งสามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของแม่ได้ หรือแม้แต่เมื่อยังเป็นทารก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตัวแม่เองด้วย เนื่องจากเวลาที่แม่อุ้มหรือประคองลูก มักจะใช้แขนด้านซ้ายเด็กจึงเคยชินกับการใกล้ชิด และสามารถได้ยินเสียงหัวใจแม่เต้นได้ด้วยหูข้างขวาอวัยวะต่าง ๆ ทางซีกขวาของเด็ก จึงสามารถรับรู้ และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความปลอดภัย และยังได้อยู่ในอ้อมแขนของแม่นั่นเอง หลายคนคิดว่าการที่เด็ก ถนัดข้างซ้ายหรือขวานั้นมาจากกรรมพันธุ์ ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันอย่างไร

    ความถนัดซ้ายขวาย่อมเกิดมาจากการฝึกให้เคยชินมากกว่า แต่ทางที่ถูกควรให้เด็ก ถนัดขวาไว้จะดีกว่า  ทั้งนี้ก็ไม่ควรบังคับเขาเกินไป ให้การสอนของคุณค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปทีละขั้นตอน เพราะเด็กบางคนที่ชอบต่อต้านเห็นพ่อแม่ดุว่า หรือคอยจุกจิกมากไป ก็จะเกิดความไม่พอใจ และอยากแสดงออก ให้เห็นว่าเขาก็สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำตามผู้ใหญ่ จนเขาอาจจะกลายเป็นเด็กที่ชอบถนัดมือซ้ายไปเลยก็ได้   

    ในบางทฤษฎีกล่าวไว้ว่า สำหรับเด็กที่ถนัดใช้มือข้างซ้ายนี้ เมื่อเขาโตเกินกว่าที่จะเริ่มฝึกฝนใหม่แล้ว ถ้าจะมาบังคับให้เขากลับมาหัดใช้มือข้างขวาใหม่ อาจจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการในการเรียนรู้ที่ช้าลง เพราะเขาจะไม่มั่นใจในสิ่งที่เขาต้องเปลี่ยนแปลง ความถนัดของเด็ก ก็มาจากสภาพแวดล้อมที่ใกล้เขาด้วย โดยเฉพาะการขาดการฝึกฝนจากคนรอบข้าง

    วิธีที่จะปรับเปลี่ยนให้เขาเริ่มหันมาใช้มือขวา ควรจะเริ่มจากการสร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัว รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ประจำวันให้มาอยู่ทางด้านขวาแทน ให้การฝึกนี้เป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด โดยเฉพาะการเขียนหนังสือที่ควรปรับเปลี่ยน ในช่วงต้น ๆ ก่อน ที่เขาจะเข้าโรงเรียน แม้การเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หรือน่าแปลกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่ในสังคมของเด็กและเพื่อนร่วมห้อง ป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า เด็กจะได้ไม่ท้อแท้และเลิกไปโรงเรียน เพราะทนคำล้อเลียนเพื่อนไม่ได้

    ที่กล่าวมานี้มิใช่จะต่อว่าคนที่จะถนัดซ้ายไปเสียทีเดียว แต่คุณก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามือขวา นั้นย่อมสะดวกสบายกว่าการใช้มือซ้ายแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเป็นการซื้อหาข้าวของ เครื่องใช้ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะทำไว้สำหรับคนถนัดขวา ยิ่งเป็นบ้านเราแล้วต้องสั่งทำเป็นพิเศษ ส่วนเมืองนอก เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาขึ้นมาก ฉะนั้นคนถนัดซ้ายในต่างแดนก็จะดูมีความ เท่าเทียมได้เท่ากับคนถนัดขวา

    แต่ถึงกระนั้น จะถนัดใช้มือข้างไหน ถ้าตั้งใจเรียนรู้ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลย

  • ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันเสาร์

    ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันเสาร์

    ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันเสาร์

    ใช้อักษร       ศ ษ ส ห ฬ อ     นำหน้าชื่อ       จะมีความมั่งคงสมบูรณ์ และเสน่ห์มหานิยม
    ใชัอักษร       จ ฉ ช ซ ฌ ญ    นำหน้าชื่อ       จะมีผู้อุปถัมภ์สมบูรณ์
    ใช้สระ    ั ะ า อิ อึ อึ อื อุ อู ใ โ การันต์  เ แ   นำหน้าชื่อ          จะเป็นปึกแผ่นถาวรในชีวิตครอบครัว
    งดเว้นการใช้อักษร   ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ  ร่วมอยู่ในชื่อ     เพราะจะเป็นกาลกิณี ทำให้เสื่อมถอย

    อักษร ศ ษ ส ห ฬ อ นำหน้าชื่อ

    ชื่อ อ่านว่า หมายถึง
    ศตรัศมี สะ-ตา-รัด-สะ – หมี มีร้อยแสง คือ แสงอาทิตย์
    ศานตมล สาน-ตะ-มน ผู้ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง
    ศิถี สิ-ถี พวงดอกไม้ พวงมาลัย
    ศุทธหทัย สุด-ทะ-หะ-ทัย ผู้มีใจอันบริสุทธิ์
    ศุภนิตา สุบ-พะ-นิ-ดา ธิดาผู้มีโชค
    ศุภสุดา สุ-พะ-สุ-ดา ธิดาผู้สวยงาม
    สวรรคพธู สะ-หวัน-คะ- พะ-ทู นางฟ้า
    สิตานันท์ สิ-ตา-นัน เบิกบาน
    สิรีธร สิ-รี-ทอน ผู้มีบุญ
    สิโรธร สิ-โร-ทอน คอ
    สริตา สะ-ริ-ตา แม่น้ำ
    สมิตา สะ-มิ-ตา ยิ้มแย้ม แป้ง
    สีตลา สี-ตะ-ลา เยือกเย็น
    สตรีรัตน์ สะ-ตรี-รัด นางแก้ว หญิงงาม
    สโรชา สะ-โร-ชา ดอกบัว
    สโรชิน สะ-โร-ชิน ดอกบัว
    เหมสุดา เหม-สุ-ดา หญิงที่มีค่าดั่งทอง
    อมราวดี อะ-มะ-รา-ดี ชื่อเมืองของพระอินทร์
    อสมา อะ-สะ-มา ไม่มีใครเหมือน


    อักษร จ ฉ ช ซ ฌ ญ หน้าหน้าชื่อ

    ชื่อ อ่านว่า หมายถึง
    จวงจันทร์ จวง-จัน เครื่องหอมที่เจือด้วยจันทร์
    จิตรารจิส จิด-ตรา-ระ-จิด พระอาทิตย์
    จงกลนี จง-กน-นี ดอกบัวที่มีเกสรซ้อนหลายชั้น
    จินตหรา จิน-ตะ-หรา ฉลาด
    ชลลดา ชน-ละ-ดา เถาน้ำ คือ ลูกคลื่น
    ชลธิรศน์ ชน-ทิ-รด ผู้มีน้ำหุ้ม คือโลก
    ชวนิล ชะ-วะ-นิน ลมเร็ว พายุ


    สระ ะ  า อิ อี อึ อื อุ อู  ไ ใ โ ไม้หันอากาศ เ แ  นำหน้าชื่อ

    ชื่อ อ่านว่า หมายถึง
    กุลกันยา กุน-กัน-ยา หญิงที่เกิดในตระกูล
    คันธมาลี คัน-ทะ-มา-ลี ดอกไม้กลิ่นหอม
    ตาราไต ตะ-รา-ไต ดอกบัว
    เตือนตา เตือน -ตา ชาวดู
    ทินารมภ์ ทิ-นา-รม รุ่งอรุณ
    ทิพากร ทิ-พา-กอน พระอาทิตย์
    ทิพย์สุดา ทิบ-สุ-ดา นางสวรรค์ นางฟ้า
    ธุมาวลี ทุ–มา-วะ-ลี วง หรือ กลุ่มแห่งควัน
    นฤนาท นะ-รึ-นาด ความกึกก้อง
    นัดดา นัด-ดา หลาน
    นิศารัตน์ นิ-สา-รัด พระจันทร์
    นีราจร นี-รา-จอน ผู้ไปในน้ำ คือ ปลา

     

    หมายเหตุ ทารกที่เกิดเวลา 24.00 น. ล่วงแล้วถึง 6.00 น. ยังถือว่าเป็นเด็กเกิดวันเสาร์ ซึ่งแตกต่างจากเวลาสากล  ซึ่งถือว่าเลย 24.00 น. ไปแล้วเป็นวันอาทิตย์

  • ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันศุกร์

    ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันศุกร์

    ตั้งชื่อลูกสาวเกิดวันศุกร์

    ใช้อักษร   จ ฉ ช ซ ฌ ญ         นำหน้าชื่อ      จะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ และเสน่ห์มหานิยม
    ใช้อักษร   บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม    นำหน้าชื่อ      จะมีผู้อุปถัมภ์สมบูรณ์
    ใช้อักษร   ด ต ถ ท ธ น          นำหน้าชื่อ      จะเป็นปึกแผ่นถาวรในชีวิตครอบครัว
    งดเว้นการใช้อักษร    ย ร ล ว    ร่วมอยู่ในชื่อ     เพราะจะเป็นกาลกิณี  ทำให้เสื่อมถอย

    อักษร จ ฉ ช ซ ฌ ญ นำหน้าชื่อ

    ชื่อ อ่านว่า หมายถึง
    จิตตา จิด-ตา ชื่อนักษัตร
    จิตตมาศ จิด-ตะ-มาด เดือนห้า เมษายน
    จินทภา จิน-ทะ-พา แสงจันทร์
    จุฑามาศ จุ-ทา-มาด ปิ่นทอง เครื่องประดับจุก
    เจิมจันทน์ เจิม-จันทร์ แตะแต้มด้วยเครื่องหอม
    เฉิดฉิน เฉิด-ฉิน งามอย่างเพรศพริ้ง
    ชนกสุดา ชะ-นก-สุ-ดา ลูกสาวท้าวชนก คือ นางสีดา
    ชญาณี ชะ-ยา-นี สตรีผู้เป็นนักปราชญ์
    ชนาธินาถ ชะ-นา-ทิ-นาด เป็นที่พึ่งแห่งชน
    ชมพูนุช ชม-พู-นุด ทองคำบริสุทธิ์ ทองเนื้อดี
    ชนนิกานต์ ชน-นิ-กาน เป็นที่รักของมารดา
    ชุติมา ชุ-ติ-มา ผู้มีความรุ่งเรือง
    เฌอเอม เชอ-เอม ชะเอม
    ญานิกา ยา-นิ-กา ผู้มีความรู้


    อักษร   บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม   นำหน้าชื่อ

    ชื่อ อ่านว่า หมายถึง
    บุปผคนธ์ บุป-ผะ-คน กลิ่นดอกไม้หอม
    เบญญา เบน-ยา ปัญญา
    ปสันจิต ปะ-สัน-จิต จิตเลื่อมใสแล้ว
    ผาณิตา ผา-นิ-ตา หวานดั่งน้ำอ้อย
    ผกาสินี ผะ-กา-สิ-นี หญิงผิวงามดั่งดอกไม้
    พิชญานิน พิด-ชะ-ยา-นิน ผู้ทรงความรู้
    เพ็ญพิสุทธิ์ เพ็น -พิ-สุด สุกใสดั่งจันทร์เพ็ญ เต็มด้วยความบริสุทธิ์
    พิมานมาศ พิ-มาน-มาด วิมานทอง
    ภคินี พะ-คิ-นี หญิงผู้มีส่วนในกิจการ
    ภานุมาศ พา-นุ-มาด พระอาทิตย์
    มธุชา มะ-ทุ-ชา ขนมลูกกวาด
    มุขสุดา มุก-ขะ-สุ-ดา หญิงผู้เป็นประธาน


    อักษร 
        ด ต ถ ท ธ น     นำหน้าชื่อ

    ชื่อ อ่านว่า หมายถึง
    ดนุนุช ดะ-นุ-นุด น้องน้อย ลูกสาวคนเล็ก
    ตัจฉนี ตัด-ฉะ-นี มีดขวาน
    โถมนะ โถ-มะ-นะ การชมเชย ชื่นชม
    ทักษิณา ทัก-สิ-นา ทานเพื่อผลอันเจริญ ทิศใต้ด้านขวา
    ทัณฑิมา ทัน -ทิ-มา ชื่อนกในเทพนิยาย
    ธนิษฐา ทะ-นิด-ถา ชื่อ ดาวไช่ หรือดาวกา
    ธิติสุดา ทิ-ติ-สุ-ดา หญิงผู้มีปัญญา หญิงผู้หนักแน่นมั่นคง
    นคนันทินี นัก-คะ-นัน -ทิ-นี ธิดาขุนเขาหิมาลัย คือ พระทุรดา
    นทีกานต์ นะ-ที-กาน ผู้ชอบแม่น้ำ คือ ทะเล
    นศามณี นิ-สา-มะ-นี ดวงจันทร์


    หมายเหตุ ทารกที่เกิดเวลา 24.00 น. ล่วงแล้วถึง 6.00 น. ยังถือว่าเป็นเด็กเกิดวันศุกร์ ตามหลักโหราศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากเวลาสากล ซึ่งถือว่าเลย 24.00 น. ไปแล้วเป็นวันเสาร์