จาก 14 ตุลา สู่ 6 ตุลา : สามปีแห่งความขัดแย้งที่นำสังคมไทยสู่ความรุนแรง
ต้นปี พ.ศ. 2519 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประกาศยุบสภา
และจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 เมษายน 2519
ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับที่นั่งมากที่สุด
ขณะที่เสียงของพรรคฝ่ายซ้ายเหลือเพียง 6 ที่นั่ง หรือร้อยละ 2 ของสภาทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขการเลือกตั้ง คือสังคมที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่ชัยชนะของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516


หลัง 14 ตุลา : การตื่นตัวของแรงงานและชาวนา
ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลทหาร ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานานได้ปะทุขึ้นในหลายภาคส่วน
ขบวนการนักศึกษากลายเป็นแกนกลางในการเรียกร้องความเป็นธรรม ทั้งในกลุ่มผู้ใช้แรงงานและชาวนา
เพียงสองเดือนหลัง 14 ตุลา มีการนัดหยุดงานของแรงงานมากกว่า 300 ครั้ง
และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 700 ครั้ง ในปีถัดมา
นำไปสู่การประท้วงใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในปี 2517
ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์
ประกาศใช้ ค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ
และออกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ขบวนการแรงงานเติบโตอย่างเป็นระบบ
เกิดการจัดตั้งสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจ
พัฒนาเป็นองค์กรกลาง เช่น สภาลูกจ้างแรงงาน
การลุกขึ้นของชาวนาและการขยายตัวของแนวคิดสังคมนิยม
เดือนพฤษภาคม 2517 ชาวนาและชาวไร่ที่ประสบความเดือดร้อน
เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหา
เกิดการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายนปีเดียวกัน
นำไปสู่การจัดตั้ง สหพันธ์ชาวนา ชาวไร่ อย่างเป็นทางการ
การเติบโตของขบวนการแรงงานและชาวนา
เกิดขึ้นควบคู่กับการแพร่ขยายของแนวคิดสังคมนิยม
โดยมีขบวนการนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง
สังคมแตกเป็นสองขั้ว : ปฏิรูป vs อนุรักษ์นิยม
กลางปี 2517 สังคมไทยเริ่มแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
- ฝ่ายปฏิรูป : นักศึกษา นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ แรงงาน และชาวนา
ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างรวดเร็ว - ฝ่ายอนุรักษ์นิยม : กลุ่มอำนาจเก่า ทหาร ชนชั้นนำ
และชนชั้นกลางบางส่วน ที่มองว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้คือภัยต่อความมั่นคง
ความขัดแย้งทวีความรุนแรง
จนเกิดขบวนการฝ่ายขวา เช่น ลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง ชมรมวิทยุเสรี และชมรมแม่บ้าน ก็เติบโต ไปพร้อมๆ กัน พร้อมกับวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย”
ที่กล่าวหาว่าการเรียกร้องความเป็นธรรมคือคอมมิวนิสต์

ความรุนแรงและการลอบสังหารผู้นำประชาชน
ปี 2518–2519 ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้นำชาวนาในสหพันธ์ชาวไร่ชาวนามากกว่า 30 คน
ถูกลอบสังหารโดยไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้
ปี 2519 นายบุญสนอง บุณโยทยาน
อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและเลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย
รวมถึงนายอมเรศ ไชยสะอาด แกนนำนักศึกษา
ถูกลอบสังหารเช่นกัน

สู่ 6 ตุลาคม 2519 : จุดแตกหักของสังคมไทย
ความตึงเครียดปรากฏชัดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2519
เมื่อกลุ่มฝ่ายขวาใช้ความรุนแรงต่อนักศึกษา
ที่ชุมนุมต่อต้านการกลับประเทศของจอมพลประภาส จารุเสถียร
แม้การชุมนุมจะยุติลงชั่วคราว
แต่ปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม
สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงอีกครั้ง
จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519
เกิดการใช้กำลังเข้าปราบปรามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นำไปสู่การเสียชีวิต การจับกุม และการรัฐประหาร
บทสรุป : สามปีแห่งความหวังที่จบลงด้วยอำนาจปืน
ช่วงเวลา พ.ศ. 2516–2519
เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทย
ที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
โดยปราศจากฉันทามติร่วม
สามารถนำไปสู่ความรุนแรงและการย้อนกลับของอำนาจรัฐได้