Tag: ภูมิต้านทานโรค

  • โรคหวัด วิธีการป้องกันและรักษา

    โรคหวัด วิธีการป้องกันและรักษา

    ทุกวันนี้ยังไม่ใครที่พบวิธีรักษาโรคหวัดได้ แค่เป็นการทำให้บรรเทา และทำให้ร่างกายของเรามีภูมิต่อต้านเท่านั้น ผมว่าคงจะอีกนาน กว่าที่จะมีการค้นพบยา หรือวัคซีนชนิดที่สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสถึง 200 ชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคหวัด ดังนั้นเรามีวิธีที่ลดโอกาสการ ติดเชื้อไวรัสหวัด และผ่อนหนักให้เป็นเบาด้วยเวลาติดเชื้อหวัด

    อยู่ห่างผู้ที่มีอาการไอ หรือจากอย่างน้อย 1 เมตร
    เพราะว่าถ้าหากคุณโดนละอองฝอยในระยะประมาณนี้มาโดนบริเวณใบหน้า และถ้าคุณร่างกายเกิดอ่อนแอพอดี รับรองได้อีก 2-3 วันให้หลัง เวลาคุณตื่นนอนในตอนเช้าคุณอาจพบว่าคุณเป็นหวัดแล้ว

    ล้างมือบ่อยๆ
    เชื้อหวัดส่วนใหญ่สามารถติดต่อกันได้ด้วยการสัมผัสทางอ้อม เช่น คนเป็นหวัดเอามือไปจับจมูก เชื้อไวรัสหวัด จะติดมากับมือ จากนั้นก็ไปจับโน่น จับนี่ มือของเรา อาจจะไปสัมผัสกับสิ่งที่คนเป็นหวัดไปจับต้องได้ ดังนั้นเมื่อเราไปสัมผัสสิ่งเหล่านั้นแล้ว จับจมูก หรือขยี้ตา เชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

    หลีกเลี่ยงสถานที่อับลม
    ควรหลีกเลี่ยงที่อับ อากาศไม่ถ่ายเท เพราะหากมีใครเป็นหวัดเชื้อจะวนเวียนอยู่ภายใน ไม่สามารถระบายออกได้เลย

    ดื่มน้ำมากๆ

    น้ำจะช่วยชะล้างเชื้อโรค ออกจากร่างกาย ทั้งยังป้องกันอาการขาดน้ำซึ่งมักพบร่วมกับหวัด “การหายใจทางปาก, การสั่ง น้ำมูก และการทานยาลดน้ำมูก” จะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากกว่าปกติ ดังนั้นทางที่ดีควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วได้จะเป็นการดี

    อย่าขยี้จมูก หรือตาบ่อย

    ผลจากการวิจัยปรากฎว่า คนทั่วไปจะแตะจมูก หรือตาประมาณชั่วโมงละ 3 ครั้ง หากต้องแตะจริงๆ ไม่ควรใช้ปลายนิ้ว ให้ใช้ข้อนิ้ว หรือหลังมือแทน เพราะว่าจะสะอาดกว่าปลายนิ้ว ที่ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อโรค

    อย่าเอาแต่นอน
    การออกกำลังกายปานกลาง จะช่วยเพิ่มความต้านทานโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้ แต่ถ้าออกกำลังกาย อย่างหักโหมมากไปจะทำให้เกิดผลเสียได้นะ จากผลการวิจัย ถ้าออกกำลังกายอย่างหักโหมมากกว่าชั่วโมง จะทำให้ติดเชื้อหวัดได้ง่ายขึ้น

    ฆ่าเชื้อที่อยู่ตามฟองน้ำ
    ครัวจะเป็นแหล่งที่แพร่เชื้อหวัดหลายชนิด แหล่งของเชื้ออีกอย่างที่สำคัญ คือ ฟองน้ำล้างจาน กับผ้าเช็ดจาน เพราะมีความอุ่น และชื้น ถ้าเป็นไปได้ นำฟองน้ำเหล่านั้นมาแช่น้ำร้อนซัก 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์

    รับประทานวิตามินอี และวิตามินซีเสริม
    เชื่อกันว่า วิตามินอี มีส่วนสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่เนื่องจากไขมัน และน้ำมันเป็นแหล่งสำคัญของ วิตามินอี ส่วนวิตามินซี ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานยินยันว่า วิตามินซี ป้องกันหวัดได้จริง แต่ผลการศึกษาหลายครั้งแสดงว่า การรับประทานวิตามินซี อาจช่วยให้หายหวัดได้เร็วขึ้น และมีอาการน้อยลง แต่การรับประทานวิตะมินซีในปริมาณมาก อาจจะทำให้ไม่สบายท้องได้

    ถ้าชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาจดื่มก่อนนอนซักแก้ว

    จากการวิจัย ในหมู่ผู้ดื่มสุราเล็กน้อย จนถึงปานกลาง (วันละ 1-2 แก้ว) และไม่สูบบุหรี่ หากได้รับเชื้อไวรัสหวัด โอกาสที่จะติดเชื้อจนเป็นหวัด กลับน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มถึงร้อยละ 65 แอลกอฮอล์อาจจะไปยับยั้งการ แบ่งตัวของไวรัสในร่างกาย แต่ผู้หญิงมีครรภ์ หรือผู้มีปัญหาสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จะดีกว่า

    บรรเทาอาการไอ
    ใช้ยาแก้ไอช่วย หากไอแห้งไม่มีเสมหะ แต่ในกรณีที่ไอมีเสมหะ ยาขับเสมหะจะช่วยทำให้เสมหะจางลง และการ ไอจะสะดวกขึ้น

    นอนหลับให้สนิทตลอดคืน
    การนอนหลับสนิทจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีประสิทธิภาพขึ้น

    โรคหวัด การรักษา

    วิธีรักษาอาการไข้หวัดช่วงเริ่มแรกอย่างง่ายมาก ๆ คือ กินกระเทียมดิบสัก 2 กลีบ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าเริ่มมีอาการไข้หวัดแล้ว ควรกิน ยาเอ็คชินาเชีย (Echinacea purpurea), ดื่มชาขิงวันละ 4 ครั้ง หรือนำรากขิงขนาด 1 นิ้ว ปอกเปลือกแล้วสับเป็นเล็ก ๆ ใส่หม้อเติมน้ำ 2 ถ้วย ตั้งไฟต้มให้เดือด แล้วตั้งไฟหรี่อ่อน ๆ ต่ออีก 5 นาที ใส่พริกไทยป่นครึ่งช้อนชา (หรือมากกว่านั้น.. ถ้าชอบ) ต้มอีก 1 นาที แล้วยกลงจากเตา เติมน้ำมะนาวสด 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำผึ้ง กระเทียมบด 1-2 กลีบ ทิ้งให้เย็นแล้วกรองแต่น้ำไว้ดื่ม

    แต่ถ้าต้องการป้องกันไข้หวัดล่ะก็ ควรกินวิตามินซีวันละ 3 ครั้ง เป็นประจำ

  • ภูมิต้านทานโรค หมายถึงอะไร มาทำความรู้จักกันค่ะ

    ภูมิต้านทานโรค หมายถึงอะไร มาทำความรู้จักกันค่ะ

    ภูมิต้านทานโรค เป็นระบบการทำงานที่สำคัญอย่างยิ่งในร่างกายของเรา ในขณะที่เราหายใจ รับประทานหรือดื่ม แปรงฟัน หรือแม้กระทั่งมีเพศสัมพันธ์ จุลชีพชนิดต่างๆ ทั้งที่ไม่เป็นภัยและที่สามารถทำให้เกิดโรคก็เข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่ป่วย เพราะมีระบบภูมิต้านทานโรคหรือระบบภูมิคุ้มกันคอยต่อสู้อยู่  ระบบภูมิต้านทานโรค ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ คือ

    1. ส่วนที่อาศัยเซลโดยตรง
      ได้แก่ เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ซึ่งจะกินหรือทำลายจุลชีพโดยตรง ส่วนใหญ่เม็ดเลือดขาวจะอยู่ในกระแสเลือด แต่ก็อาจลีบตัวเล็ดลอดผ่านรูเล็กๆ ของผนังหลอดเลือดออกไปสู่จุดต่างๆ ที่มีจุลชีพหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาได้
    2. ส่วนที่อาศัยเซลโดยอ้อม
      เม็ดเลือดขาวบางชนิดจะจับเชื้อจุลชีพหรือสิ่งแปลกปลอมไปแจ้งให้เซลบางชนิดสร้างสารต่อต้านหรือ “แอนติบอดี”ที่จำเพาะต่อสิ่งนั้นขึ้นมา แอนติบอดี จะช่วยกำจัดจุลชีพและสิ่งแปลกปลอมด้วยอีกแรงหนึ่ง

    เมื่อใดที่เราเจ็บป่วย ก็สรุปได้ง่ายๆ ว่าขณะนั้นระบบภูมิต้านทานอ่อนแอลงและ/หรือ ได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามามากเกินไป

    ปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ หรือบกพร่องได้แก่

    1. กรรมพันธุ์
      มีโรคถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์บางอย่างที่ทำให้ภูมิต้านทานบกพร่อง
    2. โรคบางชนิด
      เช่น การติดเชื้อเอดส์ (HIV) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
    3. ยาและสารเคมี
      เช่น ยาประเภทสเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ยาต้านจุลชีพบางอย่าง ยารักษาโรคธัยรอยด์ เป็นพิษ ยาแก้ปวดลดไข้บางชนิด ฯลฯ
    4. รับประทานอาหารไม่สมดุล
      4.1 น้อยเกินไปการขาดสารอาหารบางอย่างทำให้ขาดวัตถุดิบและพลังงานที่ใช้สร้างเซล และแอนติบอดีของระบบภูมิต้านทาน เซลของระบบช่วยป้องกันอื่นก็อาจผิดปกติด้วย เช่น ผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ
      4.2 มากเกินไปวิตามิน ซี หรือ อี ในขนาดสูงมากอาจทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานเลวลงและวิตามิน เอ ถ้าได้ รับปริมาณมากเป็นเวลานานอาจทำให้ผิวหนังแห้งและลอกเป็นต้น

    5. การออกกำลังกาย
      การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและสม่ำเสมอจะทำให้เกิดเส้นเลือดใหม่ๆ เพิ่ม หัวใจและปอดทำงานให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น แต่การออกกำลังอย่างหักโหมจนอ่อนเพลียจะกลับทำให้ร่างกายอ่อนแอลง
    6. การพักผ่อนไม่เพียงพอ

    7. ความเครียด ความเครียดทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานแย่ลง สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลทางอ้อมของศูนย์รับรู้อารมณ์ในสมองซึ่งมีความสัมพันธ์ กับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน
    8. แอลกอฮอล แอลกอฮอลมีผลทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานเลวลง

    เมื่อทราบปัจจัยที่ทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอแล้วเราคงทราบว่าจะเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงได้อย่างไร