Tag: การใช้ยาในระยะตั้งครรภ์

  • การใช้ยาในระยะตั้งครรภ์

    การใช้ยาในระยะตั้งครรภ์

    ในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ควรหาซื้อและ รับประทานยาเอง เพื่อระงับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น

    ยาแก้หวัด และแก้ปวดหัว ตัวร้อน บางประเภทมีตัวยา ” ฟีนาซีตีน ” (Phenacetin) ซึ่งมีผลทำให้การทำงานของไตผิดปกติ

    ยาแก้แพ้ ประเภทแอนติฮิสตามีน (Antihistamine) เป็นยารักษาโรคภูมิแพ้ อาการหวัดคัดจมูก และอาการแพัต่าง ๆ ยาประเภทนี้อาจส่งผลข้างเคียงแก่ทารกในครรภ์อาจทำให้ถึงพิการได้ถ้ากินมากๆ

    ยาระงับประสาท ต่าง ๆ (Tranquillizers) อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการหรือคลอดออกมาแล้วมีอาการเซื่องซึม ถ้าท่านเครียดมาก จนแก้ไขไม่ได้ด้วยตนเอง อาจจะขอคำปรึกษาจากแพทย์ ประจำตัว

    ยาลดความอ้วน ไม่ใช่วิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องระหว่างการตั้งครรภ์

    ยาปฏิชีวนะ อาจะส่งผลให้เด็กมีฟันเหลืองและไม่แข็งแรงรวมทั้งยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนิโคติน คาเฟอีน และสารอื่น ๆ อีกมากมายหลายชนิด

    ทางที่ดีเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ หลีกเลี่ยงจากยาทุกประเภท ยกเว้นตามแพทย์สั่งเท่านั้น

    ข้อระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์

    ยาบางชนิดที่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้เป็นมารดาโดยตรง หรืออาจผ่านรกเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ ทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ บางชนิดที่ใช้ในหญิงที่ให้นมบุตร สามารถผ่านไปเจือปนอยู่ในน้ำนมของมารดา มีผลต่อสุขภาพของทารกที่กินนมมารดาได้ และบางชนิดถ้าใช้ในทารกโดยตรง ก็อาจมีโทษต่อทารกได้ ดังนั้น ในการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตรและในทารก จึงต้องระมัดระวังอย่างพิเศษ

    ในที่นี้ จะขอสรุปเฉพาะยาที่ใช้บ่อยในการรักษาโรคทั่วไปเท่านั้น คงไม่ครอบคลุมถึงยาทุกชนิดที่มีผลต่ออนามัยของมารดาและเด็ก

    1. ยาที่อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ ซึ่งไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ที่พบบ่อยเช่น

    • ฮอร์โมนเพศหญิง – เอสโตรเจน
    • สารปรอท 
    • ยารักษาโรคลมชัก-เฟนิโทอิน  มีชื่อทางการค้า เช่น ไดแลนทิน  
    • แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์)

    2. ยาที่อาจมีพิษหรือผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์   ซึ่งไม่ควรใช้ในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เช่น

    • แอสไพริน ถ้ากินในระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกที่เกิดมามีเลือดออกง่าย
    • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  เช่น อินโดเมทาซิน , เฟนิลบิวตาโซน อาจทำให้ทารกเลือดออกง่าย
    • เตตราไซคลีน  ถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์ระยะไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจทำให้ทารกฟันเหลืองดำ กระดูกเจริญเติบโตผิดปกติ (สมองพิการปัญญาเสื่อม)
    • ยาประเภทซัลฟา ถ้าใช้ในหญิงระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกเกิดอาการดีซ่านและสมองพิการได้ 
    • คลอแรมเฟนิคอล  อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการตัวเขียว เนื้อต้วอ่อนปวกเปียก ตัวเย็น หมดสติดังที่เรียกว่า เกรย์ซินโดรม 
    • สเตรปโตไมซิน  คาน่าไมซิน , เจนตาไมซิน ถ้าใช้นาน ๆ อาจทำให้ทารกหูพิการได้
    • ยาเสพติด (เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน) ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้กดศูนย์ควบคุมการหายใจของทารก (ทำให้ทารกเกิดมาหยุดหายใจ) หรือมีอาการขาดยา ทำให้ทารกชักได้
    • ฟีโนบาร์บิทาล  ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจกดศูนย์ควบคุมการหายใจของทารก (ทำให้ทารกเกิดมาหยุดหายใจ) หรือมีเลือดออกได้
    • ยาแก้ชัก เช่น ไดแลนทิน อาจทำให้ทารกเลือดออกง่าย
    • ยานอนหลับ เช่น เมโพรบาเมต อาจทำให้ทารกเจริญเติบโตช้า
    • ยารักษาคอพอกเป็นพิษ ได้แก่ เมทิมาโซล อาจทำให้ทารกเกิดโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย  ตัวเตี้ยแคระและปัญญาอ่อน 
    • ยารักษาเบาหวานชนิดกิน เช่น คลอร์โพรพาไมด์ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในเด็กแรกเกิดได้
    • ยารักษา มาเลเรีย คลอโรควีน  อาจทำให้มีพิษต่อหูของเด็ก
    • ยาควินิน ถ้าให้จำนวนมาก อาจทำให้แท้งบุตร หรือมีพิษต่อหูของเด็กได้
    • ยาความดัน รีเซอร์พีน  ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด อาจทำให้ทารกแรกเกิดมีอาการคัดจมูก ตัวเย็น หัวใจเต้นช้า ตัวอ่อนปวกเปียก
    • ยาพวกโพรพราโนลอล  อาจทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า ทารกแรกเกิดมีชีพจรเต้นช้า หรือเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
    • บุหรี่ ถ้าสูบมากอาจทำให้ทารกตายในครรภ์ แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนด หรือทารกอาจเกิดมาน้ำหนักน้อยกว่าปกติ

    3. ยาที่อาจมีอันตรายต่อหญิงที่ตั้งครรภ์

    ยาที่อาจมีโทษหรืออันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์โดยตรงเช่น

    •  แอสไพริน  และยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  อาจทำให้คลอดเกินกำหนด และคลอดยาก
    • เตตราไซคลีน อาจมีพิษต่อตับอย่างรุนแรง จนเป็นอันตรายได้
    • ไนโตรฟูแรนโทอิน อาจทำให้ตับอักเสบ โลหิตจาง

    4. ยาที่ควรหลีกเลี่ยงในระยะให้นมบุตร

    มารดาที่เลี้ยงบุตรด้วยนมตัวเอง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่สามารถปนอยู่ในน้ำนม ซึ่งอาจมีโทษต่อทารกได้ เช่น

    •  เตตราไซคลีน  อาจทำให้ฟันเหลืองดำและกระดูกเจริญผิดปกติ
    •  ซัลฟา อาจทำให้ทารกมีอาการดีซ่าน และสมองพิการ 
    •  ซัลฟา ไนโตรฟูแรนโทอิน  อาจทำให้ทารกเกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้ามีภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี
    •  คลอแรมเฟนิคอล  อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ 
    •  อะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้เด็กท้องเดิน
    •  เมโทรไนดาโซล  อาจทำให้เด็กเบื่ออาหาร อาเจียน
    •  แอสไพริน  อาจทำให้เกิดผื่นในทารก
    •  แอลกอฮอล์ บาร์บิทูเรต อาจทำให้เด็กง่วงซึมได้ และถ้าแม่ดื่มสุรามาก ๆ อาจมีผลต่อการเจริญเติบโตสมองเด็ก
    •  ฮอร์โมนเพศ เช่น เอสโตรเจน โพรเจสเตอโรนแอนโดรเจน อาจทำให้น้ำนมลดน้อยลง หรือหยุดไหล
    •  ยารักษาเบาหวานชนิดกิน ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารก
    •  รีเซอร์พีน ทำให้เด็กคัดจมูก มีเสมหะมาก

    5. ยาที่ทารกและเด็กเล็กไม่ควรใช้
    ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก และเด็กเล็ก เช่น

    •  แอสไพริน ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ อาจทำให้มีเลือดออกได้
    •  ยาแก้แพ้  ไม่ควรใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์ อาจทำให้ซึม นอนไม่หลับ หรือชักได้
    •  เตตราไซคลีน  ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี อาจทำให้ฟันเหลืองดำอย่างถาวร และกระดูกเจริญไม่ดี
    •  คลอแรมเฟนิคอล  ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน อาจทำให้เด็กตัวเขียว เนื้อตัวอ่อนปวกเปียกหมดสติ ดังที่เรียกว่า เกรย์ชินโดรม
    •  ซัลฟา ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน อาจทำให้เกิดอาการดีซ่านและสมองพิการได้
    •  ยาแก้ท้องเดินประเภทลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เช่น ทิงเจอร์ฝิ่นการะบูน, โลโมทิล ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจกดศูนย์การหายใจ เป็นอันตรายได้