Tag: ศิลปินแห่งชาติ

  • สมพงษ์ พงษ์มิตร

    นายสมพงษ์ พงษ์มิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดง)พ.ศ. ๒๕๔๐
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร

    เมื่อกล่าวถึงชื่อ”สมพงษ์ พงษ์มิตร” แล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ยกเว้นแต่เพียงเด็กๆ รุ่นใหม่ ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาภายหลังจากที่คุณลุงสมพงษ์ได้ห่างเหินจากวงการบันเทิงไปแล้วเท่านั้น เพราะคุณลุงสมพงษ์เป็นนักแสดงที่มีผลงานที่น่าประทับใจ และผ่านการแสดงมาอย่างโชกโชน ให้ความบันเทิงคนไทยมายาวนานกว่า ๖๐ ปี

    คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรเป็นชาวบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยกำเนิดท่านเกิดเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๓ ปัจจุบันอายุ ๘๐ ปี ครอบครัวของท่านย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพเมื่อท่านอายุได้ ๗ ปี ท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสุทัศน์จนกระทั่งถึงชั้นประถมปีที่ ๓ จึงได้หันมาหัดลิเกกับครูบัว หัดลิเกอยู่ได้ เพียงระยะสั้นๆ คุณลุงสมพงษ์ก็ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของแม่ครูหมันเพื่อหัดโขน ท่านได้หัดโขนอย่างจริงจังเป็นประจำทุกวันโดยในระยะแรกเล่นเป็นตัวหนุมาน และต่อมาจึงเปลี่ยนไปเล่นเป็นตัวเสนาที่วิกลิเกย่านบางลำพู จนกระทั่งเข้าสู่วัยหนุ่ม จึงกลับไปแสดงลิเกโดยได้รับบทเป็นพระเอกหลังจากที่คุณลุงสมพงษ์แสดงลิเกอยู่ประมาณ ๕ ปี แล้ว ก็ได้ไปสมัครเข้าราชการที่กรมศิลปากรโดยการช่วยฝากฝังของแม่ครูหมันเพื่อฝึกเป็นนักแสดงโขน แต่ต่อมาไม่นาน กรมศิลปากรในยุคนั้น มีนโยบายเลิกการแสดงโขน ทำให้บรรดานักแสดงโขนทั้งหลายในสังกัดต้องเปลี่ยนไปหัดเครื่องดนตรีสากลแทน คุณลุงสมพงษ์ซึ่งไม่มีความชอบทางด้านนี้ จึงได้ลาออกจากราชการเพื่อกลับไปแสดงลิเกดังเดิม

    นอกเหนือจากการแสดงลิเกและโขนแล้ว คุณลุงสมพงษ์ซึ่งโดยบุคลิกเป็นคนที่ สนุกสนาน เฮฮาก็ ได้ไปสมัครเล่นจำอวดกับคณะเอกะสิงห์ ซึ่งมีดาราจำอวดที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคน เช่น ก๊กเฮง ทองแถม ฯลฯ แสดงเป็นประจำที่โรงละครเฉลิมบุรี ต่อมาได้ไปสมัครเล่นละครเร่กับคณะคุณหนูตระเวนแสดงตามต่างจังหวัดอยู่เป็นเวลานานหลายปี

    หลังจากที่ได้เลิกการแสดงละครเร่กับคณะคุณหนูแล้ว คุณลุงสมพงษ์ได้รวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งคณะจำอวดชื่อ”คณะเบญจศิลป์ พงษ์มิตร” ขึ้น รับงานแสดงทั่วประเทศจนเริ่มมีชื่อเสียง วิถีชีวิตของคุณลุงสมพงษ์คงจะรุ่งโรจน์ขึ้นเป็นอย่างมากในขณะนั้นหากไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นเสียก่อน ผลจากสงครามทำให้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต้องงานแสดงของคณะจำอวดที่เพิ่งตั้งขึ้น และต้องเลิกราไปในที่สุด คุณลุงสมพงษ์จึงต้องดิ้นรนหาทางเลี้ยงชีพด้วยการทอดปาท่องโก๋ขายอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งนายจุมพล ปัทมินทร์ ซึ่งเป็นนักแสดงรุ่นน้องได้มาชักชวนให้ไปแสดงละครกับคณะลูกไทย ซึ่งมีนักแสดงจำอวดที่มีชื่อเสียงอย่างจอก ดอกจันทน์ ร่วมแสดงอยู่ด้วย

    สมพงษ์ พงษ์มิตรด้วยความที่เป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบตัว คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีงานแสดงไหลมาเทมาอย่างไม่ขาดสาย นอกจากการแสดงร่วมกับคณะลูกไทยแล้ว คุณลุงสมพงษ์ยังได้ร่วมแสดงกับคณะละครและจำอวดอีกหลายคณะอาทิ คณะศิวารมณ์ เอกะสิงห์ และอัศวินการละคร เป็นต้น จุดที่ทำให้คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร มีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเริ่มต้นจากการที่ได้รับบทเป็น”นายอ่อน” ในละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ของคณะอัศวินการละคร จากบทนายอ่อน ซึ่งเป็นตัวชูโรงของละครเรื่องดังกล่าว คุณลุงสมพงษ์เล่นได้ดีเป็นพิเศษ จนทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนดูเป็นอย่างยิ่งและได้รับฉายาว่า”ตัวเล็กเสียงดัง” ซึ่งต่อมาเมื่อเมื่อได้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่องพันท้ายนรสิงห์ขึ้น คุณลุงสมพงษ์ก็ได้ร่วมแสดงด้วย ทำให้ชีวิตของท่านก้าวเข้าสู่วงการจอเงินอย่างเต็มตัวตั้งแต่นั้นมา

    ในด้านการบริการสังคมนั้น คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้อุทิศตนปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวมมาอย่างสม่ำเสมอ ท่านเคยรับใช้ชาติด้วยการรับราชการทหารสังกัดกองดุริยางค์ทหารบกในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์เป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี แม้จะลาออกจากราชการแล้ว ทุกครั้งที่มีผู้มาขอความร่วมมือให้ช่วยแสดงในละคร ภาพยนตร์ หรือจำอวดเพื่อการกุศล คุณลุงสมพงษ์ก็มักจะช่วยเหลืออย่างเต็มใจด้วยจิตใจอันเป็นกุศลเสมอ ทั้งยังได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกอาสาสมัครของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในยามที่ประเทศชาติประสบภัยจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ คุณลุงสมพงษ์ก็ได้สมัครเข้ารับราชการในกองดุริยางค์ กรมตำรวจ เพื่อทำหน้าที่โฆษก และนักแสดงเพื่อกล่อมขวัญ และสร้างความบันเทิงแก่บรรดาตำรวจตระเวรชายแดนทั่วประเทศ และในขณะที่รับราการอยู่ที่กองดุริยางค์ กรมตำรวจนี้เอง คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรได้มีโอกาสแสดงละครและจำอวดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรที่พระราชวังไกลกังวล หัวหินถึง ๓ ครั้ง ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงมีพระราชดำรัสชมเชยในความสามารถของคุณลุงด้วย ซึ่งคุณลุงสมพงษ์ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ไม่อาจลืมได้ คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้ลาออกหลังจากที่ได้รับราชการตำรวจมาเป็นเวลา ๑๐ ปีเพื่อกลับมาประกอบอาชีพนักแสดงอย่างเต็มที่ โดยรับงานแสดงทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ซึ่งการแสดงโดยหลักของท่านมักจะเป็นบทตลก สร้างความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์แก่คนทุกเพศทุกวัย

    คุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตร ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักแสดง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเท่ากับเป็นการตอบแทนของสังคมไทยแค่ศิลปินผู้ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่คนไทยหลายสิบล้านคนมาเป็นเวลาช้านาน

    ภาพในอดีตเมื่อแสดงภาพยนตร์ เรื่อง”เกียรติศักดิ์ทหารเสือ” จากซ้าย จอก ดอกจันทน์ ส.อาสนจินดา และสมพงษ์ พงษ์มิตร

    ผมไม่ได้เห็นคุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรเล่นละคร ภาพยนตร์ หรือแสดงตลกไม่ว่าจากสื่อใดๆ มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อได้มาไปพบท่านในคราวที่ถ่ายภาพครั้งนี้จึงได้ทราบว่าท่านมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาและสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนแต่ก่อน แต่จากการพูดคุยกับท่าน ผมก็ยังรู้สึกว่าท่านยังคงเป็น”สมพงษ์ พงษ์มิตร” ดาวตลกคนเดิมที่ผมคุ้นหน้าจากภาพยนตร์และโทรทัศน์มาตั้งแต่เริ่มจำความได้ เพียงแต่ดูสูงวัยขึ้น เศร้า และช้าลงไปกว่าเดิมเท่านั้น ท่านดูจะมีความสุขกับการที่ได้เล่าเรื่องราวในอดีตเก่าๆ ให้พวกเรา อันได้แก่จักรกฤษณ์ ผม และกฤษดาเพื่อนเก่าแก่ของผมที่คราวนี้ขอติดตามมาดูดาราด้วยฟัง อีกทั้งชี้ชวนให้ดูรูปภาพเก่าๆ ที่ประดับอยู่โดยรอบในห้องรับแขกเล็กๆ ของบ้านนั้น พร้อมกับอธิบายถึงที่มาของรูปภาพต่างๆ เหล่านั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อคุยกันถึงการถ่ายภาพของผมๆ ก็ได้เล่าว่าผมได้ไปถ่ายภาพป๋าต๊อกมาแล้ว ซึ่งคุณลุงสมพงษ์ก็ได้เล่าตอบว่าป๋าต๊อกกับตัวคุณลุงเองนั้นเป็นเพื่อนร่วมสาบานกัน เคยร่วมงานและเกื้อกูลกันมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ผมคุยกับคุณลุงสมพงษ์อยู่ได้ครู่หนึ่งจึงขอตัวไปจัดเตรียมการถ่ายภาพภายนอกห้องกับจักรกฤษณ์ ปล่อยให้กฤษดาสนทนากับคุณลุงสมพงษ์อย่างออกรสต่อไป

    ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะถ่ายภาพคุณลุงสมพงษ์ในหลายๆ อิริยาบถทำนองเดียวกันกับที่ถ่ายป๋าต๊อก แต่ต้องการให้มีความแตกต่างออกไป จึงได้คิดถ่ายภาพเป็นภาพขาวดำจำนวนถึง ๓๖ ภาพเพื่อให้ได้อิริยาบถที่หลากหลาย โดยใช้ฉากหลังเป็นกระดาษแข็งสีขาว แล้วนำมาคัดเลือกให้เหลือรูปที่ถูกใจ ๑๗ ภาพ จัดวางในลักษณะที่แตกต่างไปจากรูปของป๋าต๊อกที่ได้ผ่านตาท่านผู้อ่านไปแล้ว นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดชีวิตชีวาขึ้นมาในภาพขาวดำ ผมได้ใส่สีด้วยเทคนิคการอัดรูปเข้าไปในภาพแต่ละภาพให้แตกต่างกัน ด้วยความที่คุณลุงสมพงษ์นั้นเป็นนักแสดงตลกระดับปรมาจารย์ จึงทำให้การถ่ายภาพเป็นไปอย่างสนุกสนานปราศจากอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น คุณลุงสมพงษ์ได้แสดงท่าทางต่างๆ ที่สร้างความครื้นให้กับคณะของเราอย่างคล่องแคล่วและการทำงานของเราก็เสร็จสิ้นลงด้วยดีในระยะเวลาอันสั้นจนได้รูปที่ผมนำมาอวดกันดูนี่แหละครับ

    ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์อย่างใด นักแสดงตลกก็ต้องเก็บความรู้สึกส่วนลึกของตนเองเอาไว้ และแสดงออกแต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วไปมีความสุขและรอยยิ้มแม้ว่าตนเองอาจจะกำลังอยู่ในความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสก็ตาม ทำให้ใครๆ อาจคิดว่าดาวตลกเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ ผมเองรู้สึกอย่างจริงใจว่าคุณลุงสมพงษ์กำลังมีความทุกข์กับโรคภัยที่เบียดเบียนท่าน และเท่าที่ดูจากความเป็นอยู่ของท่านก็ค่อนข้างจะขัดสนไม่ได้สุขสบายสมกับที่ควรจะเป็น คนในสังคมที่เคยได้รับความสุขจากการแสดงของคุณลุงสมพงษ์ พงษ์มิตรมาก่อน น่าจะเหลียวแลท่านมากกว่านี้ ยังดีที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีสวัสดิการที่คอยช่วยเหลือศิลปินแห่งชาติอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม ก็ได้แต่หวังว่าท่านผู้มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ได้โปรดคงงบประมาณส่วนนี้เอาไว้ตลอดไปอย่าได้ตัดทอนลงไปเลย คิดเสียว่าเป็นการตอบแทนพระคุณของผู้ที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนมามากแล้วเถิดครับ

  • นายทองมาก จันทะลือ

    นายทองมาก จันทะลือ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) พุทธศักราช ๒๕๒๙
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    ผมได้เคยนำเสนอภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติที่เป็นหมอลำมาแล้วหลายต่อหลายท่าน แต่ยังคงขาดยอดหมอลำคนสำคัญแห่งภาคอีสานอยู่อีกท่านหนึ่ง คือ หมอลำทองมาก จันทะลือ ซึ่งหากขาดภาพของท่านผู้นี้ไปแล้ว งานรวบรวมภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติของผมคงจะด้อยคุณค่าลงไปมาก เนื่องจากท่านเป็นศิลปินหมอลำในระดับปรมาจารย์ผู้ได้รับความเคารพนับถือ และยกย่องจากคนในวงการหมอลำ และประชาชนทั่วภาคอีสาน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านเป็นศิลปินหมอลำท่านแรกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ดังนั้น ในฉบับนี้ นอกจากที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพที่ผมได้ไปถ่ายมาแล้วท่านก็จะได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของศิลปินท่านนี้โดยละเอียดอีกด้วย

    หมอลำทองมาก จันทะลือ เกิดเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ที่จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี เริ่มเข้าสู่วงการหมอลำเมื่ออายุ ๑๔ ปี โดยบิดาได้พาไปสมัครเรียนหมอลำกับพระรูปหนึ่งนามว่าพระอาจารย์อ่อนที่วัดประดู่น้อย โดยได้เรียนรู้ทั้งด้านกลอนลำ และพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาอันเป็นพื้นฐานสำคัญที่หมอลำจะต้องเรียนรู้อย่างละเอียด ท่านได้ร่ำเรียนอยู่กับพระอาจารย์อ่อนอยู่เป็นเวลา ๒ ปี จึงได้ลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมกับครูหมอลำอื่นๆ อีกหลายท่าน อาทิ หมอลำคำอ้ายฯ อาจารย์คำผาย โยมา สิบตรีภิรมย์ฯ อาจารย์เคนฯ อาจารย์บัณฑิตฯ อาจารย์หลวยฯ และอาจารย์บุญคาฯ เป็นต้น ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านล้วนมีความชำนาญในด้านต่างๆ เกี่ยวกับหมอลำที่แตกต่างกันไป ทำให้หมอลำทองมากได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ของหมอลำอย่างกว้างขวางจนแตกฉาน

    หมอลำทองมากได้ออกแสดงหมอลำเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๙๑ และค่อยๆ สร้างผลงานจนมีชื่อเสียงโด่งดังถึงขั้นที่เรียกว่า “แตกลำ” อันเป็นคำที่ใช้ในวงการหมอลำซึ่งหมายถึงว่ามีความสามารถลำกลอน ไม่ว่าจะเป็นกลอน ๗ กลอน ๘ และกลอน ๙ ได้สดๆ โดยไม่ติดขัด ต่อมาในปี ๒๕๐๐ ท่านก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมหมอลำอีสาน และได้เข้าประกวดหมอลำกลอนฝ่ายชายจนชนะเลิศได้รับประกาศนียบัตรหมอลำชั้นพิเศษ ๔ ดาว อันถือว่าเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของหมอลำในสมัยนั้น และในช่วงนั้นเอง หมอลำทองมากก็ได้มีโอกาสจัดรายการวิทยุและเป็นโฆษกผู้โฆษณายาให้กับบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยูอีกด้วย โดยท่านได้นำเอาศิลปะหมอลำเข้าไปประยุกต์ใช้ในการโฆษณา ส่งผลให้ยอดขายของทางบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โฆษณาทางวิทยุชิ้นหนึ่งอันเป็นผลงานของท่านที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและติดหูของชาวอีสานในยุคนั้น ได้แก่โฆษณายาหม่องถ้วยทองที่มีถ้อยคำติดหูผู้ฟังทั่วไปว่า “ถูทา” ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกหมอลำทองมากว่า “พ่อถูทา” นับแต่นั้นมา

    เมื่อมีชื่อเสียงแพร่หลายอย่างเต็มที่ในภาคอีสานแล้ว หมอลำทองมาก จันทะลือ ก็ได้จัดตั้งสำนักงานหมอลำของตนเองขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๑ เพื่อรับงานแสดงต่างๆ และต่อมาในปี ๒๕๑๔ ท่านก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกที่เป็นหมอลำจำนวนมากร่วมกันจัดตั้งสหพันธ์สมาคมหมอลำแห่งประเทศไทยขึ้น โดยท่านเองได้รับเกียรติจากบรรดาสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนายกสหพันธ์เป็นท่านแรก

    หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้รับรางวัลเกียรติคุณจากผลงานดีเด่นของท่านหลายครั้งอันได้แก่

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำชั้นเอกที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๐๐

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำที่อำเภอมุกดาหาร เมื่อปี ๒๕๐๐

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำชั้นหนึ่งที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๐๒

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำคู่ ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี ๒๕๑๐

    – ชนะเลิศการประกวดหมอลำในงานสงกรานต์ ที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒

    – ได้รับรางวัลดีเด่นการผลิตผลงานเพื่อเยาวชนประเภทสื่อชาวบ้าน จากคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๒๔

    – ได้รับรางวัลศิลปินพื้นบ้านดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๒๘

    เมื่อประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างสูงจนเป็นที่ศรัทธารักใคร่ของชาวบ้านโดยทั่วไปแล้ว หมอลำทองมากก็ได้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี และก็ประสบความสำเร็จดังใจหมาย ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ สมัยเดียวกันกับที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดตรังในครั้งแรก ซึ่งหมอลำทองมากก็ได้ตั้งใจทำงานเป็นผู้แทนที่ดีของประชาชนตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนี้

    หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษในเรื่องกลอนลำ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างแตกฉาน มีน้ำเสียงดังกังวานและมีลีลาในการแสดงเป็นที่ถูกใจของผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อว่างจากงานการแสดงแล้ว ท่านก็ยังได้ช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านหมอลำให้แก่ลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้ใช้ความสามารถในทางหมอลำ เป็นสื่อช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ในโครงการต่างๆ ของทางการสู่ชาวบ้านอย่างได้ผลดียิ่งอีกด้วย

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งผลงาน ตลอดจนเกียรติประวัติอันดีงามที่หมอลำทองมาก จันทะลือ ได้บำเพ็ญมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๒๙ นับเป็นศิลปินหมอลำท่านแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสำคัญยิ่งนี้

    เมื่อคราวที่ผมเดินทางตระเวนถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติทางภาคอีสานเมื่อเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมาแล้วนั้น ผมได้ถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติเกือบจะครบทุกท่าน เว้นแต่เพียงท่านเดียวคือ หมอลำทองมาก จันทะลือ เนื่องจากท่านพำนักอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ไกลจากเส้นทางที่ผมเดินทางไปถ่ายภาพศิลปินท่านอื่นๆ ค่อนข้างมาก จึงตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาถ่ายภาพท่านในภายหลัง จนเมื่อเวลาผ่านไปนาน ผมก็ได้ถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติท่านอื่นๆ ทั้งหมดจนครบ ยังคงเหลือเพียงหมอลำทองมากอีกท่านเดียวเท่านั้นก็จะเสร็จสิ้นโครงการ ผมจึงขึ้นเครื่องบินไปถ่ายภาพท่านที่จังหวัดอุบลราชธานีตามลำพัง และเนื่องจากผมต้องเดินทางคนเดียว (เพื่อประหยัดค่าเครื่องบิน) ผมจึงไม่สามารถขนอุปกรณ์ถ่ายภาพได้อย่างเต็มที่ดังเช่นเคย ได้แต่เพียงนำกล้องถ่ายภาพ และฉากผ้าสักหลาดสีดำผืนหนึ่งติดตัวไป โดยต้องพึ่งพาแสงแดดตามธรรมชาติแทนไฟถ่ายภาพ ซึ่งก็เป็นโชคดีของผม เนื่องจากในวันที่ผมเดินทางไปนั้น ท้องฟ้ามีเมฆบางๆ ปกคลุมทั่วไป ทำให้สภาพแสงเหมาะสมพอดีตามที่ผมคาดหวังไว้ คือไม่มีแสงเงาที่จัดจ้านแข็งกระด้างดังเช่นวันที่ท้องฟ้าโปร่ง เมื่อไปถึง ผมก็ได้ขึงฉากผ้าสีดำและขอให้หมอลำทองมากออกลีลาท่าทางของท่านเองตามธรรมชาติและเริ่มถ่ายภาพไปเรื่อยๆ หลายม้วนจนเป็นที่พอใจก็เป็นอันเสร็จพิธี ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านหมอลำทองมากไม่ถึง ๑ ชั่วโมงก็เสร็จงาน และบินกลับกรุงเทพฯในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง เมื่อนำภาพที่ถ่ายไว้ทั้งหมดมาเลือกดูแล้ว ก็ตัดสินใจเลือกภาพที่ผมชอบมากที่สุดมาลงให้ชมกัน ที่ผมชอบภาพนี้ ก็เพราะเป็นภาพที่หมอลำทองมากกำลังแสดงลีลาและอารมณ์ที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวา ดูแล้วสบายใจ และภาพนี้ก็สามารถถ่ายทอดบุคลิกภาพอันน่ารักของท่านได้ดีพอสมควร

    ด้วยวัย ๗๗ ปีในปัจจุบัน หมอลำทองมาก จันทะลือ ใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่นในสวนเกษตรของท่านที่จังหวัดอุบลราชธานี แม้จะลดการแสดงหมอลำลงไปกว่ายุคที่ท่านยังคงหนุ่มแน่นเปี่ยมด้วยกำลังวังชา แต่ท่านก็ยังคงได้รับเชิญให้ไปแสดงเป็นครั้งคราว และยังคงมีผู้ที่มาขอความรู้จากท่านมิได้ขาด จากประสบการณ์ชีวิตอันยาวนาน และเกียรติคุณดีเด่นทั้งหมดนี้ ย่อมส่งผลให้ท่านได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะปูชนียบุคคลทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างแน่นอน

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • ชัยชนะ บุญนะโชติ

    นายชัยชนะ บุญนะโชติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) พุทธศักราช ๒๕๔๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    หากท่านผู้อ่านได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเห็นได้ว่ามีศิลปินเพลงลูกทุ่งหลายท่าน ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับศิลปะการแสดง ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความบันเทิงให้คนไทยมาเป็นเวลายาวนานแขนงนี้เป็นอย่างยิ่ง

    ในฉบับนี้ ผมขอนำภาพและประวัติความเป็นมาของ ครูชัยชนะ บุญนะโชติ นักร้องและนักแต่งเพลงลูกทุ่งชั้นครูอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศมาเป็นเวลายาวนานแล้ว แต่อาจมีเกร็ดประวัติบางส่วนของท่านที่น่าสนใจ แต่คนทั่วไปยังไม่เคยทราบมาเล่าสู่กันฟังครับ

    ครูชัยชนะ บุญนะโชติ เกิดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี ได้รับการศึกษาในเบื้องต้นที่โรงเรียนประชาบาลวัดสามร่ม จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ก็จำต้องเลิกเรียนด้วยเหตุที่ทางบ้านยากจน ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนต่อไปได้

    ครูชัยชนะมีนิสัยชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ จึงได้อาศัยพรสวรรค์ทางด้านนี้ออกร้องเพลงตามงานบวชและงานแต่งงาน ซึ่งก็มักจะได้รับรางวัลเป็นสินน้ำใจตอบแทนจากเจ้าภาพที่พออกพอใจในเสียงเพลงของท่านเสมอ ครั้งหนึ่ง ท่านได้มีโอกาสไปร้องเพลงที่ร้านเกษตร ซึ่งได้ไปออกร้านขายอาหารในงานประจำปีของวัดโสธร ฉะเชิงเทรา ปรากฏว่าได้สร้างความพอใจให้คนดูเป็นอย่างยิ่ง และในจังหวะนั้นเอง คุณบุญยง สาคลียะ เจ้า

    ของวงดนตรี “ลูกทุ่งตะวันออก” ซึ่งได้นำคณะมาแสดงดนตรีอยู่ในงานนั้นด้วย ได้มายืนฟังครูชัยชนะร้องเพลง ก็เกิดความพอใจว่าเสียงดี จึงได้ชักชวนให้เป็นนักร้องร่วมวง ครูชัยชนะจึงตอบตกลง ซึ่งจุดนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้องอาชีพของท่านอย่างแท้จริง

    ครูชัยชนะ บุญนะโชติ ได้ติดตามวงดนตรีลูกทุ่งตะวันออก ได้ออกตระเวนแสดงดนตรีไปทั่วภาคตะวันออก เพลงที่ท่านร้องในช่วงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเพลงในแนวของ คุณคำรณ สัมปุณณานนท์ จนชาวบ้านพากันติดใจและขนานนามให้ท่านว่า “คำรณน้อย”

    ต่อมาประมาณช่วงปี ๒๕๐๑ วงดนตรีลูกทุ่งตะวันออก ได้เข้าประกวดวงดนตรีลูกทุ่งที่สถานีโทรทัศน์ช่อง ๕ ในวันนั้น ครูชัยชนะเป็นผู้ร้องเพลงในแนวชีวิตของ คุณคำรณ สัมปุณณานนท์ ตามแนวที่ถนัด คุณเตียง โอศิริ ผู้จัดการฝ่ายขายแผ่นเสียงของห้างกมลสุโกศล ซึ่งได้ชมรายการนั้นอยู่ด้วยก็ติดใจในน้ำเสียงของครูชัยชนะ และต่อมาไม่นาน เมื่อครูพยงค์ มุกดา ได้แต่งเพลง “ของเขาไม่เอา ของเราไม่ให้” มาเสนอขยาย คุณเตียงจึงนึกถึงครูชัยชนะขึ้นมาและได้ชักชวนให้มาร้องเพลงนี้บันทึกแผ่นเสียง นับเป็นการร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกของครูชัยชนะขณะที่ท่านอายุได้เพียง ๑๖ ปี หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็มีงานอัดแผ่นเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิเพลง บางกอกน้อย แตงร่มใบ ล่องใต้ กระท่อมปลายนา ใจนางเหมือนทางรถ ดอกดินถวิลฟ้า ชายสามโบสถ์ ฯลฯ จากผลงานดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องลูกทุ่งชั้นนำที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    นอกจากความสามารถทางด้านการขับร้องเพลงแล้ว ครูชัยชนะ บุญนะโชติ ยังมีผลงานด้านการแต่งเพลงลูกทุ่งอีกมากมายหลายสิบเพลง ทั้งที่แต่งเพื่อร้องเอง และแต่งให้นักร้องคนอื่นร้อง อาทิเพลง “สามปีที่ไร้นาง” แต่งให้ คุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ “ทุ่งร้างนางลืม” แต่งให้ คุณชินกร ไกรลาศ “มาลัยจากนักเพลง” แต่งให้คุณรุ่งเพชร แหลงสิงห์ และ “เมื่อฉันขาดเธอ” แต่งให้คุณ เพชร พนมรุ้ง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมีความสามารถในด้านการแหล่ทำขวัญนาค ลำตัด เพลงอีแซว และลิเกอีกด้วย

    ด้วยความสามารถเป็นเอกในด้านเพลงลูกทุ่ง จึงมีผู้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูชัยชนะ บุญนะโชติ เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนั้น มีหลายท่านประสบความสำเร็จเป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อาทิ คุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ คุณชัยณรงค์ บุญนะโชติ คุณเยี่ยม โยธะกา และ คุณแดน ดอนเจดีย์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อ “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” นั้น ครูชัยชนะก็เป็นผู้ตั้งให้คุณไวพจน์ด้วย

    ครูชัยชนะเคยได้รับรางวัลเกียรติคุณจากความสามารถของท่านหลายครั้งดังนี้

    – ได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณ จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    – ได้รับพระราชทานเหรียญ ภ.ป.ร. ในงานสังคีตมงคล

    – ได้รับพระราชทานโล่จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๑ จากเพลง แตงร่มใบ เมื่อปี ๒๕๓๒

    – ได้รับพระราชทานโล่จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ครั้งที่ ๒ จากเพลง ชายสามโบสถ์ เมื่อ ๒๕๓๔

    – ได้รับเกียรติบัตรเนื่องในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งสืบสานวัฒนธรรมไทย จากเพลง บ้ากัญชา เมื่อปี ๒๕๓๗

    จากเกียรติประวัติที่ได้กล่าวมา สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจึงได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ ครูชัยชนะ บุญนะโชติ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐

    ผมได้นัดภาพครูชัยชนะ บุญนะโชติ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยอาการที่เรียกกันตามภาษาวัยรุ่นว่า “หมดมุข” หรือหากจะอธิบายให้ท่านที่พ้นผ่านวัยรุ่นอย่างผมไปแล้วเข้าใจได้โดยง่ายก็คือการมาถึงทางตันที่จะค้นคิดหาความแปลกใหม่มาใช้ถ่ายภาพ เนื่องจากการที่ผมถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติมาแล้วเกือบๆ ร้อยบาท ด้วยมุมมองและแนวความคิดที่หลากหลาย พอมาถึงท่านหลังๆ ก็จะเริ่มคิดยากขึ้นจนกระทั่งคิดไม่ออกในที่สุด เพราะไม่ว่าจะคิดออกมาในแนวทางไหน ก็จะต้องซ้ำเดิมเข้าสักวันหนึ่งจนได้ ผมจึงคิดว่าวิธีการเลือกใช้ฉากถ่ายภาพอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้จะไม่น่าสนใจหวือหวา แต่ก็ไม่เคยเชย ก็คือการถ่ายภาพบุคคลด้วยฉากสีขาวเรียบๆ ธรรมดา ภาพในลักษณะนี้จะดึงดูดความสนใจของผู้ดูไปที่ใบหน้าของผู้ที่เป็นแบบเพียงอย่างเดียว (เพราะไม่มีอย่างอื่นจะให้ดู) อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้พยายามให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นๆ อันจะช่วยส่งเสริมการเป็นนักร้องลูกทุ่งของท่านอันได้แก่เสื้อผ้าที่ท่านสวม เพราะมันเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะมองเห็นในภาพ ในกรณีนี้ผมนึกถึงเสื้อลายดอกสีสันสดใส ซึ่งครูชัยชนะก็ได้นำเสื้อของท่านออกมาให้ผมเลือกหลายตัวจนกระทั่งพอใจ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มถ่ายภาพท่านด้วยฉากกระดาษสีขาวที่เตรียมมาในแง่มุมต่างๆ ไว้เผื่อเลือกหลายภาพ และหลังจากที่เสร็จแล้ว ผมก็ขอถ่ายภาพท่านภายนอกบ้านที่มีฉากหลังเป็นต้นไม้ และที่ว่างที่มีต้นหญ้าสูงขึ้นปกคลุมอยู่ด้วยหวังว่าอาจจะได้ภาพที่ดูเป็นลูกทุ่งที่ดูดีสักภาพ แต่เมื่อภาพออกมาแล้ว ก็รู้สึกว่าภาพนั้นดูธรรมดาเกินไปจึงได้เลือกภาพที่ท่านอยู่นี้มาเป็นภาพหลักของฉบับนี้ครับ

    การที่เพลงลูกทุ่งอยู่ยงคงกระพันคู่กับวิถีชีวิตของคนไทยทั้งประเทศมายาวนานกว่า ๖๐ ปีแล้วนั้น ก็ด้วยภูมิปัญญาและความสามารถของบรรดาศิลปินนักร้องและนักแต่งเพลงที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถผูกใจผู้คนได้ทุกระดับ และหนึ่งในศิลปินผู้เป็นหลักสำคัญของวงการนี้ ก็คือครูชัยชนะ บุญนะโชติ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ท่านนี้แหละครับ

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • หวังเต๊ะ นายหวังดี นิมา

    นายหวังดี นิมา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) พุทธศักราช ๒๕๓๑
    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อกล่าวถึง “ลำตัด” เพลงพื้นบ้านภาคกลางซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป ผมเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงชื่อของ “หวังเต๊ะ” และ “แม่ประยูร” เป็นแน่ เพราะชื่อของท่านทั้ง ๒ นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะการแสดงแขนงนี้ไปแล้ว เนื่องจากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ท่านทั้ง ๒ มีผลงานการแสดงลำตัดที่โดดเด่นอย่างชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้ในฉบับนี้ จะขอนำภาพและประวัติความเป็นมาของลุงหวังเต๊ะมาเสนอก่อนครับ

    ลุงหวังเต๊ะ หรือในชื่อและนามสกุลจริงว่า นายหวังดี นิมา เกิดในครอบครัวชาวนาเมื่อเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ ที่จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันอายุ ๗๖ ปี ไดรับการศึกษาจนถึงชั้นประถมปีที่ ๖ จากโรงเรียนวัดหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

    นอกจากการทำนาอันเป็นอาชีพหลักแล้ว บิดาของลุงหวังเต๊ะยังเป็นนักลำตัดที่มีชื่อเสียง ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดศิลปะทางด้านนี้จากบิดาอย่างละเอียดลึกซึ้งทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นลีลา ท่าทาง ตลอดจนถึงการแต่งเพลงที่ใช้ในการเล่นลำตัดจนเชี่ยวชาญ ยิ่งไปกว่านั้นมารดาของท่านก็เป็นละครชาตรีซึ่งก็ได้ถ่ายทอดการรำให้เป็นอย่างเต็มที่ จึงนับได้ว่าท่านได้รับเลือดศิลปินมาอย่างเต็มตัวตั้งแต่เล็กๆ

    ในวัยเด็ก ลุงหวังเต๊ะมักจะติดตามบิดาซึ่งออกไปแสดงตามงานต่างๆ เสมอ จึงได้มีโอกาสศึกษาและซึมซับการแสดงลำตัดโดยอัตโนมัติ และก็ได้เริ่มแสดงลำตัดกับบิดาตั้งแต่อายุเพียง ๑๓-๑๔ ปีเท่านั้น นอกจากลำตัดแล้ว ท่านยังได้หัดร้องเพลงพื้นบ้านอื่นๆ อีกหลายอย่างเช่น เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงพวงมาลัย และเพลงขอทาน เป็นต้น โดยมักจะฝึกร้องขณะช่วยบิดามารดาทำนา

    ครูทางการแสดงของลุงหวังเต๊ะหาได้มีเพียงบิดา มารดาของท่านเท่านั้น หากท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มาจากครูอีกหลายท่าน ได้แก่ ครูแก้ว ผมโป่ง ครูถนอม ท่าเกษม ครูจง สายสมอ ครูชะโอด ท่าไข่ ครูประยูร และแม่จรูญหน้าบาก เป็นต้น จากการที่มีครูผู้มีความสามารถสูงส่งทางด้านเพลงพื้นบ้านช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ กอปรกับความรักในศิลปะการแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำตัดเป็นชีวิตจิตใจ และความขยันหมั่นเพียรในการฝึกซ้อม ทำให้ลุงหวังเต๊ะเป็นศิลปินที่เปี่ยมด้วยความสามารถทางด้านลำตัดอย่างยากที่จะหาผู้เทียบเทียมได้ ท่านได้แสดงให้สาธารณชนประจักษ์ถึงอัจฉริยภาพทางด้านการแสดงและการใช้ภาษาเฉียบคมลึกซึ้งจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงโดยทั่วไป

    ครั้นอายุได้ ๒๖ ปี ลุงหวังเต๊ะก็ได้ตั้งคณะลำตัดของตัวเองขึ้น ในการแสดงของท่านจะเน้นการแสดงไหวพริบปฏิภาณ ด้วยการใช้คำกลอนที่เชือดเฉือนคารมคมคาย และหลีกเลี่ยงการใช้สำนวนภาษาที่หยาบคายหรือลามกอนาจาร เพราะท่านถือว่าเป็นการทำงานที่ไม่มีศิลปะ และทำให้ภาพพจน์ของศิลปะการแสดงลำตัดเสียหาย ในด้านเนื้อหาและวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการแสดงนั้น ท่านก็ขยันศึกษาหาข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้การแสดงของท่านทันสมัย สนุกสนาน และมีสาระข้อคิดครบครันไม่เคยทำให้ผู้ชมผิดหวัง

    ด้วยกิตติศัพท์ด้านลำตัดอันเลื่องลือของลุงหวังเต๊ะ ทำให้มีผู้มาขอฝากตัวเป็นศิษย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านก็เต็มใจช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างเต็มที่ไม่เคยหวงวิชา ยิ่งไปกว่านั้นทุกครั้งที่มีสถานศึกษาเชิญให้ไปบรรยาย ท่านก็มักจะรับเชิญเสมอ ทำให้วงการลำตัดที่แต่เดิมนับวันจะซบเซาลงทุกขณะถึงขั้นเกือบจะสูญไป กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง และมีอนาคตที่สดใสขึ้นกว่าเดิมมาก ส่วนในด้านการทำงานเพื่อสังคม ลุงหวังเต๊ะยังได้ใช้ความสามารถของท่านช่วยเหลืองานเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างขันแข็งมาโดยตลอดอีกด้วย

    คู่ประชันลำตัดฝ่ายหญิงของลุงหวังเต๊ะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือแม่ประยูร ยมเยี่ยม (ศิลปินแห่งชาติ) ซึ่งได้แสดงคู่กันมาเป็นเวลายาวนานจนเป็นที่คุ้นเคยของมหาชน นับได้ว่าเป็นคู่ลำตัดอมตะยอดนิยมที่ไม่มีคู่อื่นใดเทียบเทียมได้ ทั้ง ๒ ท่านนี้ได้ร่วมงานกันจนเกิดความสนิทสนมและแต่งงานอยู่กินกันจะมีบุตรด้วยกัน ๒ คน และแม้ว่าในที่สุดมีอันต้องแยกทางกัน ท่านก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและยังคงร่วมงานและไปมาหาสู่กันเสมอ

    จากผลงานดีเด่นทางด้านการแสดงลำตัด ทำให้ลุงหวังเต๊ะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ นับเป็นนักแสดงลำตัดท่านแรกที่ได้รับเกียรตินี้

    ผมเองก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป ที่เมื่อกล่าวถึงลำตัด ชื่อของ “หวังเต๊ะ” และ “แม่ประยูร” ก็ลอยเด่นอยู่ในความคิดของผมอย่างแยกกันไม่ออก เพราะเท่าที่จำได้ตั้งแต่ผมเป็นเด็กๆ มาจนทุกวันนี้ ก็ได้ยินชื่อท่านทั้ง ๒ ควบคู่กันมาโดยตลอด และแม้จะเคยได้เห็นการแสดงของท่านอื่นๆ บ้าง แต่ก็หาได้ติดใจหรือจดจำได้เหมือนกับคู่ขวัญลำตัดคู่นี้ ดังนั้น เมื่อถึงคราวที่จะได้ถ่ายภาพท่านทั้ง ๒ ในฐานะที่เป็นศิลปินแห่งชาติ ความคิดแรกที่เกิดขึ้นก็คือต้องการถ่ายภาพท่านทั้ง ๒ ในลักษณะที่หยอกล้อกัน ทั้งนี้หาได้หมายถึงว่าเป็นการถ่ายภาพคู่ในภาพเดียวกันไม่ แต่หมายถึงการถ่ายภาพแต่ละท่านแยกกันท่านละรูป แต่เมื่อนำภาพทั้ง ๒ มาวางเคียงข้างกัน ก็จะเห็นได้ทันทีว่า ลุงหวังเต๊ะ และแม่ประยูรกำลังประชันลำตัดกันข้ามรูป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างจุดสนใจให้กับงานนิทรรศการภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติของผมที่ผ่านไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

    ในการนี้ ผมต้องการให้บรรยากาศของภาพเป็นไปในลักษณะพื้นบ้านภาคกลาง จึงได้มองหาเรือนไทยสวยๆ ร่มรื่นสักแห่งที่จะใช้เป็นสถานที่ถ่ายภาพภาพนี้ จึงได้นึกถึงเรือนไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ซึ่งเป็นผลงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมไทยของ อาจารย์ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ซึ่งผมได้ไปถ่ายภาพท่านที่นั่นเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ ผมจึงได้ติดต่อขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัยมหิดลเจ้าของสถานที่ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาให้ใช้สถานที่และได้อำนวยความสะดวกให้อย่างดียิ่งและเพื่อที่จะให้ภาพของศิลปินแห่งชาติทั้ง ๒ ท่านดูแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ผมจึงขอนัดทั้งคุณลุงหวังเต๊ะ และแม่ประยูร ถ่ายภาพพร้อมกันโดยขอให้ท่านแสดงท่าประหนึ่งกำลังแสดงอยู่จริงๆ ด้วยกัน แต่ถ่ายภาพท่านไว้ทีละท่านจนเสร็จชุดหนึ่ง จึงเปลี่ยนไปถ่ายภาพอีกท่านสลับกันไป ระหว่างนั้นยอดหมอลำทั้ง ๒ ท่านก็ได้วาดลวดลายหยอกล้อกันเป็นที่สนุกสนานให้ผมถ่ายภาพจนสำเร็จลงด้วยดี เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไม่สามารถนำภาพของศิลปินแห่งชาติทั้ง ๒ ท่านมาลงในหน้าสีคู่กันให้ท่านชมได้ ณ ที่นี้ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องการจัดรูปเล่ม จึงต้องลงภาพลุงหวังเต๊ะให้ท่านชมก่อนในฉบับนี้ แล้วจึงจะลงภาพแม่ประยูรในฉบับต่อไป แต่อย่างไรก็ตามผมก็ได้ลงภาพทั้ง ๒ ท่านดังกล่าวในหน้าขาวดำให้ท่านชมเพื่อจะได้นึกภาพที่ผมกล่าวถึงออกด้วยครับ

    ท่านผู้อ่านที่เคยได้ชมการแสดงของลุงหวังเต๊ะคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าท่านเป็นศิลปินลำตัดชายที่มีอัจฉริยภาพถึงขั้นสุดยอดยากที่จะหาผู้ใดเทียบเทียมได้ และในฉบับหน้าท่านก็จะได้พบกับเรื่องราวความเป็นมาของแม่ประยูร ยมเยี่ยม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลำตัด) ฝ่ายหญิง ที่ก็มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่แพ้กัน ติดตามอ่านกันให้ได้นะครับ

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล
    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ
    คุณบันลือ อุตสาหจิต แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ

  • นางประยูร ยมเยี่ยม ศิลปินแห่งชาติ

    นางประยูร ยมเยี่ยม
    ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลำตัด) พุทธศักราช ๒๕๓๗

    โดย นิติกร กรัยวิเชียร
    ที่มา สกุลไทย

    เมื่อฉบับที่แล้วผมได้นำเสนอเรื่องราวพร้อมทั้งภาพของ “หวังเต๊ะ” ยอดศิลปินลำตัดชายมือ ๑ ของประเทศไทยผ่านไปแล้ว ในฉบับนี้ ผมก็ได้นำภาพ “แม่ประยูร” ยอดลำตัดฝ่ายหญิงที่ผมถ่ายไว้ในคราวเดียวกันมาให้ชม ซึ่งหากท่านลองนำภาพของทั้ง ๒ ท่าน มาวางดูคู่กัน ท่านก็จะได้เห็นว่าอารมณ์ของภาพทั้ง ๒ เมื่ออยู่คู่กันนั้นดีกว่าการดูทีละภาพมาก เมื่อได้เห็นภาพแม่ประยูรในฉบับนี้แล้ว ก็ลองมาอ่านประวัติความเป็นมาของท่านดูกันนะครับ ว่ากว่าที่จะก้าวขึ้นมาเป็นที่สุดแห่งวงการลำตัดฝ่ายหญิงของประเทศ ท่านได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างไรบ้าง

    แม่ประยูร มีชื่อและนามสกุลจริงว่า นางประยูร ยมเยี่ยม เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ที่จังหวัดนนทบุรี ปัจจุบันอายุ ๖๘ ปี ท่านมีนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก สามารถอ่านบทร้อยกรองได้อย่างไพเราะ ทั้งยังมีความทรงจำดีเยี่ยม เมื่ออายุได้ราว ๑๓-๑๔ ปี คุณตาของท่านซึ่งมองเห็นแววว่าท่านน่าจะเป็นนักแสดงที่ดีได้ จึงสนับสนุนให้เอาดีทางด้านการแสดงโดยการไหว้วานคนรู้จักที่ชื่อนายแดงให้ช่วยหาครูสอนเพลงพื้นบ้านให้ นายแดงจึงได้พาแม่ประยูรไปเรียนกับครูบาง ที่ตำบลบางไผ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งครูบางก็ได้สอนการเล่นลำตัดให้จนแม่ประยูรเล่นได้ดี และเริ่มออกแสดงลำตัดเป็นครั้งแรกเมื่อราวปี ๒๔๙๑ ขณะที่มีอายุได้ ๑๕ ปี

    ครั้นอายุประมาณ ๑๘ ปี แม่ประยูรก็ได้สมัครเข้าเล่นลำตัดกับคณะแม่จำรูญ ซึ่งเป็นลำตัดที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งแม่จำรูญก็ได้ช่วยถ่ายทอดเพลงพื้นบ้านและลำตัดให้แม่ประยูรอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความชำนาญและมีประสบการณ์ยิ่งขึ้น สามารถด้นกลอนสด และแต่งคำร้องได้อย่างเฉียบแหลมคมคาย และได้มีโอกาสออกแสดงเป็นประจำ จนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ในช่วงที่ร่วมคณะลำตัดกับแม่จำรูญนั้น แม่ประยูรก็ได้พบกับ “หวังเต๊ะ” และได้ร่วมประชันลำตัดกันอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นคู่ประชันลำตัดยอดนิยมสูงสุด จากนั้นก็ได้แต่งงานอยู่กินกันจนมีบุตรด้วยกัน ๒ คน ก่อนที่จะหย่าขาดจากกัน แต่ก็ยังคงแสดงลำตัดร่วมกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งผมก็ได้เล่าความยิ่งใหญ่และโด่งดังของทั้ง ๒ ท่านนี้เอาไว้แล้วในฉบับก่อน จึงจะไม่ขอเล่าซ้ำอีก)

    นอกจากลำตัดแล้ว แม่ประยูรยังมีความสามารถในการแสดงเพลงพื้นบ้านอีกหลายประเภท ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงเรือ และเพลงขอทาน เป็นต้น ท่านได้ตระเวนออกแสดงเพลงพื้นบ้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำตัด ไปทั่วประเทศและยังเป็นผู้ริเริ่มในการนำลำตัดมาจัดทำเป็นเทปคาสเซ็ทท์ และวิดีโอออกจำหน่ายหลายชุด ได้แก่ ชุดจุดเทียนระเบิดถ้ำ ชุดดังระเบิด ชุดเกิดแก่เจ็บตาย และชุดชายสอนหญิง เป็นต้น

    แม่ประยูรได้ช่วยเหลือสังคมส่วนรวมด้วยการร่วมแสดงในงานการกุศลต่างๆ มิได้ขาด ตลอดจนเป็นสื่อช่วยการประชาสัมพันธ์และการรณรงค์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อาทิ การรณรงค์ต่อต้านภัยจากคอมมิวนิสต์ และการต่อต้านโรคเอดส์ เป็นต้น โดยแต่งเนื้อร้องลำตัดที่ทันต่อเหตุการณ์ สามารถสื่อความหมายให้ผู้ฟังได้รับทั้งข้อมูลข่าวสารในรูปแบบใหม่ที่ให้ความบันเทิงอย่างแยบคายและสนุกสนาน ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่และรักษาไว้ซึ่งเพลงพื้นบ้านต่างๆ อันเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่สูงค่าของชาติเอาไว้ โดยได้อุทิศตนถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ทางด้านนี้ให้แก่นิสิตนักศึกษาในสถานศึกษาต่างๆ เช่น วิทยาลัยนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร ตลอดจนผู้ที่มีใจใฝ่ศึกษาโดยทั่วไป ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจอย่างละเอียดไม่ปิดบัง ทั้งสาธิตให้ดูอย่างชัดเจน และเอาใจใส่ฝึกฝนแก้ไขให้อย่างใกล้ชิด จนสามารถสร้างศิลปินเพลงรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลายคน จนสามารถนำไปเป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ ศิษย์ของท่านเหล่านี้ยังเป็นความหวังและกำลังสำคัญที่จะช่วยกันสืบทอดศิลปะแขนงนี้ให้ยั่งยืนต่อไปได้ นอกจากนั้น ท่านยังได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปแสดงเผยแพร่ในจังหวัดต่างๆ เนื่องในงานเทศกาลสำคัญๆ หรืองานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น แม่ประยูรยังเคยได้รับเชิญให้นำคณะลำตัดไปแสดงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยได้ออกตระเวนแสดงลำตัดให้คนไทยในสหรัฐอเมริกาชมถึง ๓๓ รัฐ เป็นเวลานานกว่า ๓ เดือน ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างดียิ่ง

    จากเกียรติประวัติของการเป็นยอดศิลปินลำตัดฝ่ายหญิงที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้ ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติยกย่องให้ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลำตัด) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ เป็นท่านที่ ๒ ต่อจากลุงหวังเต๊ะ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติไปก่อนหน้านั้นแล้ว

    เนื่องจากเมื่อฉบับก่อน ผมได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพลุงหวังเต๊ะ และแม่ประยูรไปแล้ว ฉบับนี้จึงขอนำภาพบรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำมาให้ท่านชมเพิ่มเติมแทนการฉายหนังซ้ำกัน

    ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ ผมได้นำเสนอเรื่องราวและภาพถ่ายศิลปินแห่งชาติ กว่า ๑๐๐ ท่าน ที่ผมได้ไปตระเวนถ่ายภาพมาให้ท่านได้ชมกันในคอลัมน์นี้เป็นเวลากว่า ๒ ปี จนครบถ้วนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นคอลัมน์ “คนในภาพถ่าย” นี้ก็จะจบชุด “ศิลปินแห่งชาติ” ลงเพียงเท่านี้ และจะเปลี่ยนชื่อเป็นชุด “สู่โลกกว้าง” แทน ทั้งนี้หมายถึงว่าคอลัมน์นี้จะยังคงอยู่ตามเดิม แต่บุคคลในภาพถ่ายที่ผมจะนำเสนอนั้น จะไม่จำกัดอยู่เพียงศิลปินแห่งชาติ หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป หากจะเป็นการเปิดออกสู่โลกกว้างเหมือนชื่อของชุดที่อุตส่าห์ตั้งขึ้นใหม่ ที่เกิดความคิดเช่นนี้ก็เนื่องมาจากเสียงสะท้อนของท่านผู้อ่านที่มีเข้ามา ตลอดจนผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยที่มักจะถามผมอยู่เสมอว่า “ทำไมถึงถ่ายแต่ภาพคนแก่ๆ ไม่ถ่ายภาพคนหนุ่มคนสาวบ้าง” ซึ่งผมก็ต้องอธิบายไปว่า ในเมื่อผมตั้งวัตถุประสงค์ในการทำงานชุดนี้ว่าเป็นการถ่ายภาพศิลปินแห่งชาติ ภาพที่จะถ่ายก็ย้อมจะต้องจำกัดอยู่ในกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้เท่านั้น และการที่ใครสักคนจะได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาตินั้น แต่ละท่านล้วนต้องสั่งสมประสบการณ์ และสร้างผลงานศิลปะในแนวทางแห่งตนมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นยอดแห่งทางนั้นๆ จริงๆ ทั้งยังต้องผ่านกระบวนการสรรหาที่ละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายขั้นตอน จนเป็นที่แน่ใจได้ว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนกระบวนความตามที่กำหนดไว้ทุกประการ หาได้ใช้วิธีการจับสลากหรือตั้งเอาตามชอบใจของผู้ใดไม่ ดังนั้นจึงไม่มีเด็กๆ หรือหนุ่มสาวคนใดที่เคยได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติเลย ท่านที่ได้รับตำแหน่งนี้ที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็อายุ ๔๘ ปี แต่แทบจะเป็นรายเดียวก็ว่าได้ นอกจากนั้นล้วนมีเลข ๕ ๖ ๗ ๘ หรือ ๙ นำหน้าอายุทั้งสิ้น และบางท่านกว่าที่ผมจะได้ถ่ายภาพท่าน ก็มีอายุล่วงเลย ๑๐๐ ปี ไปแล้ว นี่คือกรอบบังคับที่ผมเลือกไม่ได้สำหรับการถ่ายภาพชุดนี้ แต่เมื่อมีข้อทักท้วงเช่นนี้เข้ามามากมาย ผมจึงตั้งใจว่าในชุดใหม่นี้ ผมก็จะไม่หากรอบมาบังคับตัวเองเช่นเดิมอีกต่อไป แต่จะเลือกถ่ายภาพบุคคลจากหลากหลายวงการที่ผมคิดว่าน่าสนใจ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน ผู้สูงอายุ จนถึงวัยที่เรียกว่า “ไม้ใกล้ฝั่ง” หลายท่านจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในสังคม แต่หลายท่านก็อาจเป็นคนที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่ผมเห็นว่าน่าถ่ายภาพจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ในการนี้ จะมีภาพถ่ายส่วนหนึ่งที่ผมเคยถ่ายเก็บไว้นานแล้ว แต่ยังไม่เคยนำออกเผยแพร่มาก่อน ซึ่งหลายท่านก็จากไปแล้ว และหลายท่านแม้ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจดูแตกต่างจากเมื่อวันที่ผมถ่ายภาพเอาไว้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงดังที่ว่ามานี้แล้ว ผมยังจะเปลี่ยนแปลงวิธีการเขียนเรื่องจากที่เคยเป็นชีวประวัติแบบเป็นงานเป็นการยาวๆ มาเป็นการเขียนเรื่องที่เบาๆ และกระชับลง ไม่ลงลึกในรายละเอียดเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีเพื่อนฝูงที่พูดจาแบบจริงใจ และไม่เกรงใจผมหลายคนพูดถึงคอลัมน์ของผมว่า “ดูแต่รูป ไม่ค่อยได้อ่านเรื่อง”

    สำหรับศิลปินแห่งชาติที่จะได้รับการยกย่องใหม่ในอนาคต ผมก็ขออาสาที่จะติดตามไปถ่ายภาพมาให้ท่านชมกันในคอลัมน์นี้เช่นกัน

    คนในภาพถ่ายชุดใหม่นี้คงจะเริ่มต้นต่อไป หากรักกันจริงก็ขอให้ติดตามกันเหมือนเดิมนะครับ ผมจะได้มีกำลังใจออกไปถ่ายรูปผู้คนมาให้ดูกันไปอีกนานๆ ครับ

     

    ขอขอบคุณ

    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เอื้อเฟื้อข้อมูล

    บริษัทโกดัก (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ

    คุณบันลือ อุตสาหกิจ แห่งบริษัทศรีสยามพริ้นท์แอนด์แพคก์ จำกัด อุปถัมภ์โครงการ