Category: เทพปกรณัม

  • ซุส เทพเจ้าสายฟ้า ราชาแห่งทวยเทพ อำนาจ ความขัดแย้ง และความรัก

    ซุส เทพเจ้าสายฟ้า ราชาแห่งทวยเทพ อำนาจ ความขัดแย้ง และความรัก

    ในตำนานเทพเจ้ากรีก ซุส เทพเจ้าสายฟ้า เป็นเทพเจ้าสูงสุด ผู้ครองบัลลังก์บนเขาโอลิมปัส เขาทรงมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือเหล่าทวยเทพทั้งปวง แต่กระนั้น ซุสก็ยังมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่หลายประการ

    หลังจากปราบยักษ์เสร็จปราศจากเสี้ยนหนามใด ๆ แล้ว ซุสก็ขึ้นครองบัลลังก์รั้งอำนาจเต็มตลอด 3 ภพ คือสวรรค์ พิภพและบาดาล แต่ซุสก็ตระหนักดีว่า การที่จะปกครองทั้ง 3 ภพและทะเลให้ทั่วถึงมิใช่เรื่องง่าย หาใช่ภาระเล็กน้อยไม่ เพื่อป้องกันการแก่งแย่งและกระด้างกระเดื่อง ซุสจึงจัดสรรอำนาจยอมยกให้เทพภราดรมีเอกสิทธิในการปกครองอาณาเขตดังนี้

    โพไซดอน หรือ เนปจูน หรือ  ได้ครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแม่น้ำทั้งปวง

    ฮาเดส หรือ พลูโต   เป็นเจ้าแห่งตรุทาร์ทะรัส และแดนบาดาลทั้งหมดอันรัศมีของแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องลอดไปถึงเลย ส่วนยูปิเตอร์ หรือ ตัวซุส เองปกครองทั้งสวรรค์และพิภพ แต่ก็มีอำนาจที่จะสอดส่องดูแลกิจการทั่วไปในเขตแดนของเทพภราดรทั้งสองได้บ้าง

    เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ความสงบราบคาบบังเกิดขึ้นตลอดสวรรค์และพิภพเทพทั้งหลายก็ประนีประนอมกันดี ธรรมชาติทั้งมวลก็ประกอบพร้อมแล้ว แม้แต่สถานที่ซึ่งชีวิตฝ่ายกุศลและอกุศลจะพึงดลเมื่อล่วงลับแล้ว
    ก็จัดไว้พร้อมสรรพ

    ซุส

    บทบาทของ ซุส เทพเจ้าสายฟ้า

    หากกล่าวถึงบทบาทของเทพซุสแล้วต้องยอมรับว่า ซุสมีบทบาทขัดแย้งในองค์เองมากที่สุดในบรรดาเทวานุเทวะ ด้วยกันเนื่องจากทรงเป็นมหาเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุด และมีผู้เคารพนับถือโดยทั่วไปเป็นที่ยำเกรงของสามโลก ทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับทรงมีอุปนิสัยเหมือนบุรุษหนุ่มธรรมดา ๆ บางคน นั่นคือ ความเกรงใจที่มอบให้แก่มหาเทวี ฮีร่า ชายาของซุสอย่างมาก หากพูดกันตามประสา ก็คือ “กลัวเมีย”และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ความเจ้าชู้ที่มีอยู่ในตัวมหาเทพซุสนั่นเอง

    ความขัดแย้งอีกประการหนึ่งที่มีอยู่ในตัวมหาเทพองค์นี้ คือ แม้ว่าซุสจะมีอำนาจสูงสุดทั่วสามภพ แต่ไม่อาจใช้อำนาจของตนไปแตะต้องเทพองค์หนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่เทพองค์นั้นก็เป็นเพียงเทวะชั้นรอง และไม่สามารถมาประชันขันแข่งกับซุสเทพบดีได้ เทพองค์นั้นมีนามว่า ชะตาเทพ (Fate) แสดงว่าไม่มีผู้ใดเลย แม้แต่เหล่าทวยเทพจะหาญสู้
    หลีกเลี่ยง หรือก้าวก่ายกับชะตาชีวิตได้

    ด้วยเหคุนี้การที่มหาเทพซุสมีอะไรแย้ง ๆ กันในองค์เอง อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณที่สร้าง เหล่าทวยเทพขึ้นนับถือ มีความเป็นนักปรัชญาอยู่เต็มตัว เขาจึงสร้างทวยเทพของเขาให้ละม้ายแม้นกับมนุษย์ปุถุชน มีทั้งข้อดีและจุดบกพร่อง คุณงามความดีอันสำคัญของมหาเทพซุสเป็นอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ผู้ที่เคารพนับถือซุสเป็นนักปราชญ์มากกว่านักสงคราม

    ก็คือ ซุสทรงรักสัจจะและความเป็น ธรรมอย่างที่สุด ทรงเกลียดชังคนโกงและคนโกหกอย่างที่สุด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อถวายแด่ พระองค์นักกีฬาจึงต้องแข่งกันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

    รูปสลักของซุสเทพบดีมีลักษณะเป็นบุรุษสูงวัย ล่ำสันแข็งแรง พักตร์มีสง่าราศี กอปรด้วยเครายาวและเกศาหยิกสลวย ซุสมี อสุนีบาต หรือ สายฟ้า (Thunder bolt) เป็นอาวุธประจำกาย ทรงเกราะทองประกายวาววับ ซึ่งเกราะทองนี้ไม่มีมนุษย์สามัญจะทน มองได้ แม้แต่ทวยเทพด้วยกันเอง หากไปเพ่งมองแสงเจิดจ้าของเกราะทองเข้าก็ย่ำแย่เช่นกัน ทรงมีพญานกอินทรีเป็นนกเลี้ยง ต้นโอ๊คเป็นพฤกษาประจำองค์ มีมหาวิหารและศูนย์กลางศรัทธาในตัวพระองค์อยู่ที่เมืองโอลิมเปีย

    ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า ซุสเป็นมหาเทพที่เจ้าชู้ที่สุดองค์หนึ่งในวงศ์โอลิมเปี้ยน เรื่องราวความรักของซุสมีมากหลาย เรื่องเป็นตำนานเล่าสืบทอดกันมากมาย

    ซุสเทพบดีออกจะถนัดถนี่ในการล่อลวงสตรีสาวสวยยิ่งกว่า เหล่าเทพองค์ใด ๆ เท่าที่เคยมีมา ทรงปลอมเป็นวัวสีขาวสง่างาม ไปหลอกโฉมงามนางยูโรปาไปเชยชมที่เกาะครีต นอกจากนี้ ยังทรงแปลงเป็นหงส์ไปก้อร่อก้อติกสาวงามนามลีดา (Leda) จนอนงค์นางตั้งครรภ์และคลอดออกมาเป็นไข่ ครั้นไข่แตกออก แทนที่จะเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งหงส์โผล่ออกมาอย่างตำนานทั่วไป กลับกลายเป็นฝาแฝดชายคู่หนึ่ง ได้แก่ คัสเตอร์ (Castor) กับ โพลิดียูซิส (Polydeuses) หรือ พอลลักซ์ (Pallux ) ในภาษา โรมัน สิ่งที่ทำให้ทารกคู่นี้เป็นพยานความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์คือ คนหนึ่งมีกายเป็นอมตะดั่งเทพ แต่อีกคนหนึ่งตายได้ อย่างมนุษย์สามัญธรรมดา

    นอกจาก ฝาแฝดชายคู่นี้แล้ว ลีดายังมีแฝดหญิงอีกคู่หนึ่ง ซึ่งกระเดื่องเลื่องชื่อที่สุดใน ตำนานเทพจ้ากรีกโบราณ หนึ่งนั้นนามว่า เฮเลน เดอะบิวติฟุล ต้นเหตุของมหาสงครามกรุงทรอย อีก หนึ่งคือ ไคลเตมเนสตร้า (Clytemnestra) ซึ่งต่อมาได้เป็นมเหสีของ อกาเมมนอนแห่งไมซีนี่ (ความสัมพันธ์สวาทของนางลีดากับพญาหงส์ปลอมที่มหาเทพซุสทรงจำแลงมานั้น เป็นไปอย่างซ่อนเร้น เพราะลีดาเป็นมเหสีของท้าว ทินดาริอุส (Tindarius) แห่งสปาร์ต้า เมื่อลีดาให้กำเนิดเฮเลนและ ไคลเตมเนสตร้า ทินดาริอุสก็นึกว่าเป็นธิดาของพระองค์)

    https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B8%AA

  • ตำนานเทพเจ้ากรีก ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลก

    ตำนานเทพเจ้ากรีก ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลก

    ตำนานเทพเจ้ากรีกเป็นตำนานที่เล่าขานถึงเรื่องราวของเทพเจ้า เทพี วีรบุรุษ และสัตว์ประหลาดในเทพปกรณัมกรีก ตำนานเหล่านี้ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของวัฒนธรรมกรีกโบราณ

    ตำนานเทพเจ้ากรีกมักสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ความศรัทธา และค่านิยมของชาวกรีกโบราณ ตัวอย่างเช่น ตำนานมักกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้ากับเหล่าอสูรร้าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกลัวและความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติของชาวกรีกโบราณ นอกจากนี้ ตำนานยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเทพเจ้ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

    ตำนานเทพเจ้ากรีกมีเนื้อหาที่หลากหลายและน่าสนใจ เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นวรรณกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์มากมาย ตำนานเทพเจ้ากรีกจึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่ยังคงได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน

    ปฐมเหตุแห่งอุบัติของโลกนั้นปรากฏตามบทกวีของฮีสิออดกล่าวว่า ในกาลครั้งอดีตก่อนทวยเทพอุบัตินับยุคไม่ถ้วนมาแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายยังรวมอยู่ในกำพืดอันเดียว ซึ่งเป็นความว่างเปล่าอันปราศจากรูปเท่านั้น เรียกว่า เคออส (Chaos) เป็นความเวิ้งว้างมหึมาหาขอบเขตมิได้

    ต่อมาอีกนับกัปป์ไม่ถ้วน โลกพิภพจึงผุดขึ้นเป็นประดุจฐานอันกว้างใหญ่ไพศาลเพื่อเป็นจอมมารดาของสิ่งทั้งมวล
    เรียกว่า จีอา (Gaea) หรือ จี (GE) ในภาษากรีก เทลลัส (Tellus) ในภาษาโรมัน มีสวรรค์ดาษดาด้วยดาวพราวแพรวล้อมรอบ ซึ่งจะเป็นที่สถิตจีรังกาลของทวยเทพสืบไป สวรรค์นึ้ตามภาษากรีกเรียกว่า อูรานอส (Ouranos) ส่วนโรมันเรียกว่า ยูเรนัส (Uranus)

    ถือกันว่าเป็นจอมบิดาคู่กันกับจีจอมมารดร จอมบิดาและมารดานี้ประกอบด้วยทิพยภาพก็จริง แต่ก็หาสมมติขึ้นเป็นองค์เทพไม่ คงปรากฏแต่ว่ามีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว ลมพายุและภูเขาไฟระเบิดได้

    สถานที่สำคัญและเขาโอลิมปัส ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า โลกที่สร้างขึ้นตามทำนองดังกล่าวนี้มีสัณฐานแบนกลม มีประเทศของตนอยู่กลาง โดยมีห้วงสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน และทะเลนี้ต่อไปออก ทะเลดำ ซึ่งสมัยโน้น เรียกว่าทะเล ยูซินี (Euxine) 2 ทะเลนี้เท่านั้นที่เป็นทะเลที่ชาวกรีกสมัยโบราณรู้จัก

    ภาคเหนือสุดของพื้นพิภพนั้นเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นภูมิลำเนาของชนชาติที่ผาสุขชาติหนึ่ง เรียกว่า ชาติไฮเพอร์โบเรียน (Hyperborean) อาศัยอยู่ในถิ่นลับแล ซึ่งจะไปทางบกหรือทางทะเลก็ไม่ถึงทั้งสิ้น อยู่พ้นเทือกเขาสูงขึ้นไปทางทิศเหนือของดินแดน เฮลลัส (Hellas) ซึ่งเป็นชื่อของประเทศกรีซสมัยโน้น ว่ากันว่าดินแดนของชนชาติไฮเพอร์โบเรียนเป็นดินแดนที่สงบสันติสุข มีแต่ความสบายด้วยประการทั้งปวง ส่วนทางใต้ของพิภพใกล้ กับทางไหลของมหาสมุทรก็มีชนชาติที่ผาสุขและมีคุณธรรมเช่นเดียวกับไฮเพอร์โบเรียนอาศัยอยู่อีกชาติหนึ่ง เรียกว่า
    อีธิโอเพียน (Ethiopion) เป็นที่โปรดปรานของเหล่าเทพยิ่งนัก ถึงกับเหล่าเทพเคยไปร่วมพิธี พลีกรรมและงาน มหกรรมสมโภชของชนชาตินั้นเนือง ๆ

    ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่ง อยู่ทางฟากตะวันตกของโลกริมมหาสมุทรเรียกว่า ทุ่งอีลิเชียน (The Elysian
    Fields) เป็นที่ซึ่งพวกมนุษย์ที่เหล่าเทพโปรดจะได้ไปอยู่ เขาถือว่า ผู้ใดดำเนินวิถีชีวิตด้วยคุณความดีจะได้รับกรุณาโดยเหล่าเทพพาไปให้ได้เสพอมฤตภาพ  คืออยู่ค้ำฟ้าเป็นสุขตลอดกาลในที่นั้นส่วนดินแดนใกล้เคียงแถบตะวันออก และตามริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เป็นที่อยู่ของชนชาติ ต่าง ๆ ที่ชาวกรีกรู้จัก พ้นจากดินแดนเหล่านี้ไปในทะเลตะวันตกล้วนเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์อมนุษย์ และแม่มด ทั้งสิ้น

    ในประเทศกรีซมีภูเขาสูงอยู่หลายลูก ที่มียอดสูงสุดได้แก่ ขุนเขาโอลิมปัส อยู่ในแถบเทสซาลี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกรีซ มียอดสูงสุดเกือบ 2 ไมล์ หรือประมาณ 9,800 ฟุต ดู ตระหง่านเยี่ยมเทียมฟ้า
    ชาวกรีกโบราณถือว่ายอดเขาโอลิมปัสนี้พุ่งขึ้นไปจรดสวรรค์ทีเดียว

    กำเนิดเทพกับการแย่งอำนาจในตำนานเทพเจ้ากรีก

    จีกับอูรานอสเถลิงอำนาจอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส ต่อมาไม่นานก็ให้กำเนิดเทพบุตรและเทพธิดา 12 องค์ 6 องค์เป็นเทพบุตร ทรงนามตามลำดับว่า โอเซึยนัส , ซีอัส ,ครีอัส ,ไอเพอร์เรียน ,ไอแอพิทัส และโครนัส อีก 6 องค์เป็นเทพธิดา ทรงนามว่า อิเลีย ,รีอา ,ธีมิส ,ธีทิส,เนโมซินี และฟีบี เทพและเทวีทั้ง 12 องค์นี้รวมกัน เป็นคณะ เรียกว่า ไทแทน (Titan) หรือเรียกอีกอย่างว่า ไจแกนทีส (Gigantes) ซึ่งเป็นต้นศัพท์คำว่า ไจแอนท์ แต่ละองค์ มีกายใหญ่มหึมา อูรานอสแสนจะเกรง กลัวในความมีกายใหญ่ยิ่ง และทรงพลังของเทพบุตรและเทพธิดาคณะนี้ จึงจับ
    ทั้งหมดโยนลงในเหวลึกใต้บาดาลมืดสนิท เรียกว่า ตรุทาร์ทะรัส (Tartarus) และจองจำ ไว้มั่นคง เพื่อป้องกันมิให้
    เทพกุมารองค์ใดใช้พลังเป็นปฏิปักษ์กับเธอได้

    เมื่ออูรานอสจองจำเทพทั้ง 12 องค์ไว้ ก็ตายใจว่าคงไม่มีองค์ใดหลุดหนีขึ้นมาได้ แต่เหตุจะให้คณะไทแทน ไม่ต้องถูกจองจำอยู่นานอุบัติขึ้น เนื่องจากอูรานอสกับจีให้กำเนิดเทพบุตรอีก 3 องค์เป็นเทพบุตรยักษ์ตาเดียว เรียกว่า ไซคลอปส์ (Cyclops) มีนามตามลำดับว่า บรอนทีส ,สเทอโรพีส และ อาจีส อูรานอสจับเทพบุตรทั้ง 3 โยนลงขังไว้ในตรุทาร์ทะรัส อีก บรอนทีสนั้นคือ ฟ้าลั่น สเทอโรพีสคือ ฟ้าแลบ ส่วนอาจีสคือแสงสว่างวาบ

    เมื่อลงไปถึงที่คุมขังจึงทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วทั้งบาดาล ช่วยให้คณะเทพไทแทนเกิดความกล้าที่จะแสวงความเป็นไท และต่อมาก็มีเทพบุตรของอูรานอสถูกโยนลงไปสมทบอีก 3 นามว่า คอตทัส ,เบรียรูส และไกจีส
    แต่ละองค์มีมือตั้งร้อย

    เจ้าแม่จีไม่พอใจที่อูรานอสปฏิบัติกับลูก ๆ แต่ห้ามเท่าใดอูรานอสก็ไม่ฟัง เจ้าแม่โกรธนักจึงลงไปใต้บาดาล ยุยงลูก ๆ ในคณะไทแทนให้ร่วมคิดกันแย่งอำนาจ บิดาให้จงได้ ในบรรดาเทพไทแทนนี้มีโครนัสน้องสุดท้องคนเดียวที่กล้าจะทำตาม เจ้าแม่จึงปล่อยให้หลุดจากพันธนาการ มอบเคียวเป็นอาวุธ พร้อมทั้งอวยพรให้เธอมีชัย โครนัสถืออาวุธคู่มือเข้าโจมจับบิดาโดยไม่ให้รู้ตัว แล้วขึ้นครองบัลลังก์หมายจะเป็นใหญ่ในจักรวาลชั่วนิรันดร

    ฝ่ายอูรานอสบันดาลโทสะกล้า จึงสาปแช่งโครนัสให้ถูก ลูก ๆ ของตัวเองแย่งอำนาจในกาลภายหน้าเช่นกัน โครนัสไม่แยแสใน คำสาปของบิดา จัดแจงปล่อยเทพภราดรและภคินีให้เป็นไททั้งหมด ทุกองค์แสนจะปิติและรู้คุณ
    โครนัสในการที่หลุดพ้นจากการจองจำได้เป็นไท จึงพร้อมใจกันยอมยกให้โครนัสเป็นใหญ่ปกครองตน

    โครนัสเลือกเทพภคินีองค์หนึ่งคือ รีอา เป็นคู่ครอง และปันส่วนอื่น ๆ ให้เทพภราดรภคินีปกครองโดยทั่วถึงกัน

    โครนัสถูกโค่นเทพบัลลังก์

    โครนัส (Cronus) หรือภาษาโรมันเรียกว่า แซ็ทเทิร์น ดำรงความเป็นใหญ่ในเหล่าเทพทั้งปวงอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัสเป็นสุขสงบมาจนกระทั่งถึงกาล วันหนึ่งมีเทวบุตรองค์หนึ่งเกิดแก่เธอ คำสาปของอูรานอสผุดขึ้น ในความทรงจำทันที เธอจึงรีบไปหาเจ้าแม่รีอาและจับกุมารนั้นกลืนกินเสีย ต่อมาถึงโอรสจะเกิดอีกสักกี่องค์ โครนัส ก็จับกินสิ้นทุกองค์ แม้เจ้าแม่รีอาจะวอนขอให้งดเว้น ไท้เธอก็ไม่ยอมฟัง

    ในที่สุดเจ้าแม่รีอาจึงตั้งปณิธานว่าจะเอาชนะ ไท้เธอด้วยอุบายให้จงได้ ดังนั้นพอประสูติโอรสองค์ใหม่คือ ซุส (Zeus) หรือ ยูปิเตอร์ (Jupiter) ตามภาษาโรมัน เจ้าแม่เธอก็ซ่อนไว้เสีย โครนัสได้ข่าวเทพกุมารองค์ใหม่เกิด จึงรีบมาหมายจะจับกินเสียเจ้าแม่รีอาแสร้งทำเป็นวอนขอพอเป็นพิธี แต่ในที่สุดก็ทำเป็น โอนอ่อนผ่อนตาม เอาก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งห่อผ้าอ้อมเตรียมไว้แล้วส่งให้ พลางทำเป็นเศร้าโศกนักหนา โครนัสไม่ทันดู รับก้อนหิน สำคัญว่าเป็นบุตรจึงกลืนกินแล้วก็กลับไป

    เจ้าแม่รีอาจัดแจงฝากฝังเทพทารกให้อยู่ในความทะนุถนอมกล่อมเลี้ยงของนางอัปสรนีเรียด นางอัปสรจึงพา ซุสไปไว้ในถ้ำบนยอดเขาไอคา ณ ที่นั้น นาง แอมัลเธีย (Amalthea) บุตรสาวของ มิลิสซัส เจ้าครองเกาะครีต ได้รับธุระอนุบาลซุสด้วยนมแพะ นางแอลมัลเธียนี้บางตำนานกล่าวว่าเป็นนางแพะ และว่าภายหลังซุสได้ประสิทธิ์ประสาทให้ เป็นดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งในสวรรค์ เป็นการตอบแทนคุณความดีของนางที่มีแด่ไท้เธอ และประทานเขาข้างหนึ่งให้แก่นางอัปสรที่โอบอุ้มทะนุถนอมไท้เธอมาแต่น้อย เป็นเขาสารพัดนึก ซึ่งนางอัปสรจะนึกเอาอะไรก็ได้ดังประสงค์ รูปเขา บรรจุแพะของมองมูน จึงถือกันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง เรียกว่า เขาแห่งความมากมูน (the hornof plenty) มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

    อนึ่ง เพื่อป้องกันเสียงร้องของเทพกุมารซุส มิให้ดังขึ้นไปถึงโครนัส พวก คิวรีทิส สาวกของเจ้าแม่รีอาซึ่งรับ
    หน้าที่เป็นอาจารย์ของซุส ยังคิดแบบกระบวนเต้นรำแบบหนึ่งประกอบด้วยเสียงประติรพเซ็งแซ่ และเสียงประสาน
    อาวุธสนั่นอึกทึกกลบเสียงของซุสไว้ด้วย

    ฝ่ายโครนัสสำคัญว่าคำสาปของบิดาไม่เป็นผลแล้วก็สิ้นวิตก มิได้แยแสกับเสียงเอ็ดอึงของคิวรีทิส กว่าจะรู้ว่าเป็นเสียงลวงไท้เธอมิให้รู้ ว่าซุสยังดำรงชนม์อยู่ก็สายไปเสียแล้ว ซุสและบิดาประจัญกันอย่างดุร้าย ไม่นานโครนัสก็เป็นฝ่ายปราชัย

    ซุสจึงเข้ายึดอำนาจไพบูลย์ไว้ และหารือเจ้าแม่รีอา ตกลงกันเอาน้ำสำรอกที่นางมีทิส (Metis) ธิดาของโอเชียนัสประกอบขึ้น บังคับให้โครนัสดื่มสำรอกกุมารที่กลีนเข้าไปออกมาหมด ทุกองค์ คือ โปซิดอน, ฮาเดส, เฮสเทีย, ดีมิเตอร์ และ ฮีรา (Poseidon, Hades, Hestia, Demeter, Hera) ตาม ลำดับ ส่วนก้อนหินที่โครนัสถูกหลอกให้กลืนก็สำรอกออกมาด้วย หินก้อนนี้ภายหลังได้เอาไปเก็บรักษาไว้เป็นที่เคารพบูชาแทนองค์ซุส ณ วิหารเดลฟี (Delphi)

    เมื่อยึดอำนาจสูงสุดสำเร็จ ซุสก็เลือกฮีราเทวีภคินีองค์หนึ่งเป็นคู่ครอง และแบ่งสันปันส่วนอาณาเขตให้เทพภราดรปกครองทั่วทุกองค์ ส่วนเทพและเทพีที่เฉลียว ฉลาดที่สุดในเหล่าเทพไทแทน คือ เนโมซินี ,โอเชียนัส และไฮเพอร์เรียน ต่างองค์ต่างก็ยอมอยู่ในอำนาจของซุสโดยดุษฎี

    แต่เทพไทแทนองค์อื่น ๆ ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมด้วยจึงเป็นเหตุให้เกิดศึกใหญ่ขึ้นขับเขี้ยวพันตูกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

    ศึกยักษ์

    ซุสอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส เห็นฝ่ายปัจจามิตรมีจำนวนมากกว่า แต่ละองค์ล้วนทรงพลังน่าเกรงขาม จอมทัพที่เป็นขุนพลใหญ่ของเหล่าเทพไทแทนในขณะนั้นคือ แอตลาส (Atlas) จึงเป็นเหตุให้ไท้เธอหันไปผูกสัมพันธไมตรีกับพวกไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียว ซึ่งยังถูกขังอยู่ในตรุทาร์ทะรัสใต้บาดาล ให้ยักษ์เหล่านี้ประกอบอสุนีบาต สำหรับไท้เธอใช้เป็นอาวุธ แลกกับความเป็นไทในการที่จะได้ปลดปล่อยจากตรุที่คุมขัง

    อาวุธใหม่นี้มีอานุภาพร้ายกาจก่อความตระหนกและสยบสยอนให้เกิดแก่เหล่าเทพไทแทนขัาศึกอย่างใหญ่หลวง
    ถึงจะรวมกันสู้รบอย่างหักหาญสักเพียงใดก็ไม่อาจเอาชนะซุสได้ รบกันอยู่ 10 ปี ในที่สุดพวกไทแทนจึงยอมศิโรราบ รับรองความเป็นใหญ่ของซุส

    เทพไทแทนที่ยอมแพ้บางองค์ก็ถูกทุ่มทิ้งลงจำขังไว้ในตรุทาร์ทะรัสอีกวาระหนึ่ง และตัวแอตลาสเองเมื่อพ่ายแพ้ให้แก่ซุส ก็ถูกลงโทษให้แบกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา

    ส่วนโครนัสหนีเตลิดไปตั้งหลักแหล่งในต่างแดนแคว้นเฮสเพอเรีย คือ อิตาลี เดี๋ยวนี้ และครองความเป็นใหญ่ในประเทศนั้นเป็นสุขสงบสืบมาอีกช้านาน

    ชาวกรีกโบราณเชื่อกันเป็นมั่นเหมาะว่า บริเวณที่เทพทั้ง 2 ฝ่ายกระทำมหายุทธการครั้งนั้น อยู่ในแคว้นเทสซาลีตรงที่มีภูมิประเทศขรุขระลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก ซึ่งเขาว่าเป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพวกเทวดาทุ่มก้อนหินประหัตประหารกันบ้าง ก่อภูเขาขึ้นจะให้ถึงที่ประทับของซุสเพื่อชิงอสุนีบาตบ้าง เป็นต้น

    เมื่อซุสได้เถลิงอำนาจสูงสุดเป็นเทพบดี ณ ยอดเขาโอลิมปัส และเพิกถอนอำนาจของเทพไทแทนหมดแล้ว ก็นึก กระหยิ่มว่า จะได้ครองไอศวรรย์แห่งทวยเทพอันช่วงชิงไว้ได้โดยมิชอบด้วยความสงบราบคาบสิ้นเสี้ยนหนาม
    ที่ไหนได้ เจ้าแม่จีปฐพีเทวียังคุมแค้นหมายจะลงทัณฑ์ซุสที่ล่วงสิทธิโดยชอบธรรมของเทพไทแทนโอรสของเจ้าแม่ ให้สาสมกับความแค้นจึง เนรมิตอสูรขึ้นตนหนึ่ง เรียกว่า ไทฟอน (Typhon) เป็นยักษ์ดุร้ายมีกายประกอบด้วย หัวมังกรนับร้อย มีเปลวไฟพวยพุ่งออกจากดวงตา จมูกและปาก แผดเสียงก้องกัมปนาทอยู่เนืองนิตย์

    ยังความ สยบสยอน ให้บังเกิดแก่ทวยเทพ ถึงแก่หนีเตลิดจากเขาโอลิมปัสไปหลบซ่อนในอียิปต์ตามกัน มิหนำซ้ำอารามที่กลัวจัดเกรงอสูรมหาวินาศจะตามไป เทพเหล่านั้นยังจำแลงองค์ เป็นสัตว์นานาชนิดด้วยเพื่อมิให้อสูรจำได้ ซุสจำแลง เป็นแกะ ส่วนฮีราจำแลงเป็นโค

    ถึงอย่างไรก็ดี ในไม่ช้าราชาแห่ง ทวยเทพก็เกิดความละอายในการหลบหนีอย่างขลาดกลัวของไท้เธอ ซุสจึงกลับคืนสู่เขาโอลิมปัสด้วยความมั่นหมายจะฆ่ายักษ์ไทฟอนด้วยอสุนีบาตให้จงได้ การสู้รบ ดำเนินไปเป็นเวลานาน

    ในที่สุดซุสก็ประหารศัตรูลงได้ แต่ไม่นานก็มียักษ์อีกตนหนึ่งอุบัติขึ้นโดยการเนรมิตของ เจ้าแม่จี ชื่อว่า เอนเซลาดัส (Enceladus) เข้าต่อรบกับซุสเพื่อแก้แค้นแทนไทฟอน ซุสจับ เอนเซลาดัสได้ล่ามโซ่แน่นหนาขึงพืดตรึงไว้ใต้ภูเขาเอตนา แต่กว่าจะสงบเงียบเอนเซลาดีสก็คำรนคำรามแผดเสียงกึกก้อง กระเหี้ยน กระหือรือและครวญครางพิลึกพิลั่นอยู่ช้านาน บางทีก็พ่นไฟขึ้นหวังจะทำอันตรายเทพบดีผู้พิชิตตนอีกด้วย

    ต่อมากาลผ่านไปเอนเซลาดัสจึงหยุดสำแดงฤทธิ์อาละวาด เพียงแต่ขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราวเท่านั้น นิยายอิทธิฤทธิ์ตอนนี้เป็นตอนที่คนโบราณผูกขึ้นอธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับภูเขาไฟระเบิด
    และแผ่นดินไหวนั่นเอง

    https://en.wikipedia.org/wiki/Greek_mythology

  • พระไพรสพ เทพนิมิตแห่งพรรณพืช

    พระไพรสพ เทพนิมิตแห่งพรรณพืช

    พระไพรสพนั้นเป็นเทพเจ้าที่เป็นองค์แทนแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร นับเป็นคติแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปซึ่งโดยมากมักจะเเสดงรูปลักษณ์แทนด้วยเทวี หรือเทพเจ้าที่มีเพศเป็นหญิงซึ่งแสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นมาของเทพ เจ้าองค์นี้มีผู้พยายามนำมาเกี่ยวพันกับพระลักษมีเทวีที่เป็นชายาของพระวิษณุเทพ แต่จากหลักฐานบางประการทำให้เห็นว่า มาจากคติคนละส่วนกันแม้ว่า จะมีคำว่า “แม่โพสพ” เป็นคำไทยที่นิยมใช้มาแต่โบราณกาลก็ตาม ทางด้านพุทธศาสนา (การจัดเทพปกรณัมทางพุทธศาสนาจะแตกต่างจากพราหมณ์ที่แปลงตัวมาเป็นฮินดู) ความสำคัญของพระเป็นเจ้าทั้งแปดนี้มีผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มาก โดยจะเเสดงเทพนิมิตรเป็นลางบอกเหตุ ที่เรียกว่า อภิไทโพธิบาทว์ หรือพระคัมภีร์อิติหาสาศาสตร์ อักษรพจน์ที่บรรจุในคัมภีร์จะบอกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เทพเจ้าแสดงเหตุที่เรียกว่าอุบาทว์และการแก้อาถรรพ์เหล่านั้นให้กลับเป็นดีดังกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

    “ขอแจ้งโดยวารบาลี ในพระคัมภีร์ อุบาทว์อุบัตินานา…….ถวายด้วยพระมนต์โอฬาร ในเวทยกิจมหันต์ อาจบำบัดโทษภยันต์ จัญไรภัยอัน จะมาทั้งปวงเหือดหาย พระมนต์อักษรจะหมาย ไว้ให้สืบสาย ดั่งนี้ในลักษณะพระมนต์.” (อักขระวิธีโบราณ)

    กำเนิดของพระไพสพนั้นไม่เด่นชัดในเรื่องตำนานดูจะปนกับเทพธิดาโพสพ จนคิดว่าเป็นองค์เดียวกันซ้ำยุคหลังๆยังอาจนับเอาว่าเป็นปางหนึ่งของ พระลักษมีเทวีชายาพระวิษณุเทพ แต่ก็เห็นเป็นคติที่ปรากฏในชั้นหลังๆ ที่ที่เริ่มปฏิวัติตนเองของพราหมณ์มาเป็นฮินดู สำหรับเรื่องแม่โพสพของ ไทยนั้นเป็นที่แพร่หลายมีรูปเคารพแม่โพสพทั่วราชอาณาจักร ทั้งรู้จักชื่นสืบ ๆ กันมา ชาวไทยเมื่อทำนาได้ข้าวแล้ว มักมีพิธีทำบูชาแม่โพสบ เคยเห็นทำสมัยเด็ก ๆ เท่าที่จำได้ คือ มี หวี กระจก แป้ง น้ำหอม หรือ น้ำอบไทย หมากพลู ขนมต้มแดง ต้มขาว ดอกไม้มักเป็น ดอกมะลิ ธูป เทียน ธง ๓ เหลี่ยม ขาว แดง (บางทีเห็นสีน้ำเงิน คนชาวนาชาวป่าไม่รู้จักสีธงชาติ ได้ทำเป็นประเพณีสืบ ๆ กันมา ก่อนกาลปีใช้สีธงชาตินานนักหนาแล้ว) เวลาไปทำพิธีแก่กองข้าว หรือลอมข้าว ต้องอาบน้ำแต่งตัว ใช้เสื้อผ้าใหม่ ไปว่าอย่างไรบ้างไม่รู้ เพราะตอนนั้นเป็นเด็กไม่ค่อยเชื่อถือ ทั้งเคยทำลายพิธีเสียหลายครั้ง เมื่อเห็นเรื่องเช่นนี้ เกิดความชื่นอกชื่นใจต่อประเพณีเคารพนับถือต้นไทยเหลือเกิน และไทยลว้ายังทำกันอยู่ทั่วหมู่ไทยลว้า โดยความที่หมายเอาว่าเป็นหญิงตามตำนานสุวรรณภูมิโบราณที่เป็นการเล่าสืบมาเรื่อง ขุนต้นแรกนา และขวัญข้าวนางโพสพ(มีคำเชิญที่ว่า “..เชิญ..แม่โพศรี แม่โพสพ แม่นพดารา แม่จันเทวี แม่ศรีสุดา เชิญมาแม่มา…” เหล่านี้เป็นต้น) คำอันนี้เป็นเรื่องที่กล่าวถึงคำว่าโพสพที่เป็นเทพธิดานอกจากนั้นมักเกี่ยวกับ เทพทางอินเดียอย่างเป็นชายาองค์หนึ่งของสักกะเทวราชกำลังหมดบารมีจึงมาบำเพ็ญ บารมีเสริมที่เมืองมนุษย์อธิษฐานจนให้เป็นเมล็ดข้าวถวายแก่พระฤาษีประลัยโกฏิ์ จนพระฤาษีใช้ไม้เท้าตีจนเม็ดข้าวที่มีขนาดใหญ่เท่าลูกฟักนั้นเเตกเป็นเม็ดเล็ก บางตำนานก็ว่า ข้าวกลายเป็นแมลงเม่าเล็กบินไปที่ต่างๆทั่วโลกเกิดเป็นพันธ์ข้าวต่างๆขึ้น เรื่องนี้บางท่านว่าเป็นที่มาของคำว่า “ข้าวเม่า” แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเห็นให้คล้อยตามได้มากนัก

    พระไพสพนั้นน่าจะเป็นคติที่ได้มาจากชมพูทวีป(ข้อสันนิษฐาน) เพราะถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัฏฐเทพ ที่มีอิทธิพลต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ในวิถีชีวิตมนุษย์ ที่เป็นในทางการให้คุณและโทษที่ดูจะไม่เหมาะจะ เป็นผู้หญิง อันมีรูปธรรมที่นุ่มนวลอ่อนโยน คำว่าไพสพนั้นเน้นถึงเทพเจ้าผู้ดูเเลหรือ คุ้มกฏในเรื่องเกี่ยวกับพืชพรรณธัญญาหาร บางท่านอาจจะสับสนไปปนกับ พระโสมเทพ (เรื่องคล้ายกับว่าเป็นจันทราเทพที่มีทั้งภาคหญิงภาคชาย แต่ในทางโหราศาสตร์นั้นหมายถึงเทพเเห่งดาวโสม-อมตะ ที่หมายถึงดาวที่ชื่อว่า แบ๊คคัส) ที่มีลักษะคล้ายกันคือมีทั้งส่วนที่ว่าเป็นเพศหญิงและเพศชาย

    ส่วน เรื่องเทพนิมิตรที่พระไพสพแสดงอาเพทนั้นมีปรากฏการณ ์หลายอย่างที่น่าสนใจและก็มีพระคณาจารย์บางรูปนำไปเป็นอุปเท่ห์ แอบอ้างคุณวิเศษ แบบไม่ถูกต้องนักทั้งทั้งที่โบราณนั้นถือว่าเป็นเรื่อง ไม่เป็นมงคลคืออุบาทว์อย่างเช่นการทำนาน้อยแต่ได้ข้าวมาก ที่มีพระภิกษุอุตริแอบอ้างว่าสวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วมีอานิสงค์ ทำให้ข้าวมีมากขึ้นซึ่งโดยแท้จริงอานิสงค์ที่ว่าก็คือทำให้ คนมักได้หรือขี้เกียจมากกว่า (คิดว่าทำน้อยจะเอามาก) นอกจากนี้ยังมีนิมิตรแปลกๆเช่นไฟไหม้ผ้า หนูกัดผ้า นำเม็ดงามาหีบน้ำมันใช้เมล็ดงาน้อยได้น้ำมันมาก เอาข้าวเปลือกมาสีได้ข้าวสารมาก ข้าวสารแช่น้ำเกิดงอกขึ้น และยังรวมถึงเสาเรือนตกน้ำมัน สัตว์น้ำอย่างเต่าขึ้นมาตายคาเรือน และมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เข้าใจในเรื่องกิจพิธีกรรมโบราณ เเอบอ้างเอาข้างตัวทั้งๆที่ปรากฏการณ์นั้นเป็นอุบาทว์(หมายว่าไม่ดี) กลับทำให้เห็นเป็นเรื่องมงคลดีงามไปขัดกับจารีตโบราณ ที่ว่าก็คือเรื่อง “บัวผุด” ที่ดอกบัวผุดขึ้นบนบกหรือในกระถางรองรับน้ำล้างหน้าพระภิกษุบางรูปที่ถูกแอบอ้าง ยกเป็นอริยะบุคคลทั้งๆที่ทำเรื่องไสยเวทในระดับอกุศลธรรมอย่างนำซากศพเด็กมาทำรูปพระพุทธเจ้า (ผิดกฏหมาย -ปรามาสพุทธคุณ)ที่เขียนนี่ไม่ได้โจมตีใครแต่อยากให้ทราบข้อมูลที่ แท้จริงควรมีที่ไปที่มาและควรแยกเรื่องไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์ออกจากกันให้ชัดเจน ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธไสยศาสตร์ว่าไม่มีประโยชน์แต่เราต้องแยกให้ถูกว่าอะไรพุทธอะไรไสย การใช้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตนั้นเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะ เลือกเชื่อเลือกทำแบบกรรมใครกรรมมันแต่ต้องไม่ทำเรื่องบริสุทธิ์อย่างพุทธศาสนาให้เป็นสัทธรรมปฏิรูป เรื่องบัวผุดที่ถูกแอบอ้างเป็นบัวพุทธเจ้าตามมติภัทรกัปล์นั้น เห็นจะไม่ถูกต้องเพราะคำภีร์อสิติหาสาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอภิไทโพธิบาทว์ (เทพนิมิตรลางอุบาทว์)นั้นระบุไว้ชัดว่า

    “หนึ่งเสาโรงตกมัน หนึ่งบัวสัตบัน มางอกในบ้านดอน…..อุบาทว์พระไพสพหมาย แก่คนทั้งหลาย เฉพาะผู้เคราะห์วารี….”

    บัวที่ผุดเกิดในที่ผิดธรรมชาติของเขา โบราณจึงถือว่าไม่เป็นมงคลตามที่กล่าวมา ส่วนบัวผุดที่หมายว่า เป็นบัวพระพุทธเจ้า นั้นมีปรากฏในตำรายาแผนโบราณชัดเจนเรียกว่า “บัวผุด” หรือ “บัวตูม” เป็นบัวบกขนาดใหญ่ที่ขึ้นตามป่าลึกแถบภาคใต้ที่เรียกบัวตูมเพราะ เวลาดอกบานจะมีเสียงดังสนั่นกึกก้องไกลทั่วขุนเขา เรื่องนี้หมอยาโบราณชาวปักษ์ใต้ผู้เชี่ยวชาญจะรู้เรื่องดี บัวนี้เป็นเพียงชนิดเดียวที่โบราณาจารย์กล่าวชัดเจนว่าเป็น “บัวพระพุทธเจ้า” ส่วนในทางลัทธิไสยศาสตร์จะหมายเอาบัวที่บานเองเพราะการสวดมนต์นั้นเป็นบัวมงคล ยังมีอีกตำราหนึ่งที่เรียกว่า “พระปทุม” ที่ต้องสร้างจากบัวที่บานเฉพาะวันที่กำหนดอย่างเช่น วันวิสาขบูชาหรือวันอื่นตามที่ตำราสายนั้นๆกำหนดวิชาเหล่านี้ส่วนใหญ่พบแถบภาคอีสาน

    พระไพสพนั้นมักทำเป็นรูปเทวดาผู้ชาย มีเทพพาหนะคือหงส์ พระกรข้างหนึ่งทรงพระขรรค์หมายถึงอำนาจในการรักษาพืชพันธ์ธัญญาหาร มืออีกข้างอาจไม่ทรงเทพอาวุธ อาจประทานพรหรือแสดงอาการอย่างหนึ่งอย่างใด บางภาพศิลปินอาจเพิ่มรวงข้าวเพื่อเเสดงนัยของเทพเเห่งพืชพันธ์ให้เด่นชัด เรื่องราวของเทพเจ้าองค์นี้แม้จะสับสนระหว่างเป็นชายหรือหญิงแต่ก็เป็นความเชื่อ อย่างหนึ่งที่สืบสานมากับสังคมไทยอย่างยาวนานจนนับเป็นประเพณีหนึ่งในวิถีชีวิต ที่ปรากฏในอภิไทโพธิบาทว์ตามที่กล่าวมา…