Category: การแสดงของไทย

  • เพลงพื้นเมือง: เสียงที่สร้างรักษาวัฒนธรรมและเชื่อมโยงคนในท้องถิ่น

    เพลงพื้นเมือง: เสียงที่สร้างรักษาวัฒนธรรมและเชื่อมโยงคนในท้องถิ่น

    คำว่า “เพลง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลไว้ว่า ลำนำ, ทำนอง, คำขับร้อง, ทำนองดนตรี, กระบวนวิธีรำดาบรำทวน, ชื่อการร้องแก้กันมีชื่อต่างๆ เช่น เพลงปรบไก่ เพลงฉ่อย เป็นต้น

    ถ้าจะเลือกคำแปลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะอธิบายครั้งนี้ ก็มีแต่คำว่า ลำนำ, ทำนอง, คำขับร้อง และชื่อการร้องแก้กัน อันมีชื่อต่างๆนั้นเท่านั้น คำที่ขับร้องก็ดี การร้องแก้กันก็ดี ย่อมมีลำนำ และทำนองผสมอยู่แล้ว จึงจะนับว่าเป็นเพลง ถ้ามีแต่เพียงคำขับร้องแก้กันโดยไม่มีลำนำ ทำนอง คือเสียงที่ประดิษฐ์ให้มีความสั้นยาวเบาแรง และสูงๆต่ำๆสลับสับสนกันแล้ว ก็จะเป็นเพลงไปไม่ได้ นี่เป็นของธรรมดา และยิ่งกว่านั้นยังจะต้องมีจังหวะเป็นเครื่องควบคุมเพลงด้วยอีกอย่าง จึงจะครบองค์ของเพลง

    ส่วนเพลงที่เรียกว่าเพลงพื้นเมือง หมายถึงเพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็ประดิษฐ์แบบแผนการร้องของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพื้ยนแปร่งแตกต่างกัน เพลงแบบนี้มักนิยมร้องกันในเวลาเทศกาล หรืองานที่มีการชุมนุมผู้คนในหมู่บ้านมาร่วมรื่นเริงกันชั่วครั้งคราว เช่น ตรุษสงกรานต์ ขึ้นปีใหม่ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และในการลงแขกเอาแรงกันในกิจอันเป็นอาชีพ เช่น เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น เพลงที่ต่างถิ่นต่างก็ประดิษฐ์ทำนอง และถ้อยคำไปตามความนิยม และสำเนียงพูดนี้ แต่ละเมืองแต่ละตำบล ก็ย่อมผิดแผกแปลกกันไปตามพื้นของเมือง และตำบลนั้นๆ เพลงเหล่านี้ได้ฝังตัวติดอยู่ในความทรงจำของชาวเมืองสืบต่อกันลงมาเป็นชั้นๆอย่างแน่นแฟ้นตามถิ่นที่อยู่นั้นๆ จึงเรียกกันว่าเพลงพื้นเมือง เพลงชนิดนี้เป็นเพลงที่มีทำนองง่าย และเหมาะแก่สำเนียงชาวเมือง ไม่ต้องมีเครื่องดนตรีสิ่งใดประกอบ เครื่องประกอบจังหวะก็ใช้เพียงตบมือเท่านั้น ต่อมาภายหลังจึงวิวัฒนาการมาใช้เครื่องดนตรีบางอย่างเข้าประกอบ แต่ก็เลือกแต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ

    เรื่องของเพลงที่ร้องกัน ก็ดูเหมือนจะมีอยู่อย่างเดียว ไม่ว่าทำนองเพลงชนิดไร คือ เรื่องผู้ชายเกี้ยวผู้หญิง แล้วผู้หญิงก็ตอบหรือซักถาม หรือว่าผู้ชายให้เจ็บๆเท่านั้น สิ่งสำคัญของการร้องก็อยู่ที่ผู้ร้องเพลงคิดด้นกลอนสด ร้องแก้กันด้วยปฏิภาณ อันทำให้เกิดรสสนุกขึ้นทั้งสองฝ่าย มาในตอนหลังๆผู้ว่าเพลงมีความชำนิชำนาญแคล่วคล่องขึ้น จึงคิดหาหนทางแยกแยะการร้องเพลงไปต่างๆนานา เช่น ลักหาพาหนี ชิงชู้ ตีหมากผัว อะไรเหล่านี้ เป็นต้น ในที่สุดถึงแก่ร้องเป็นเรื่องเป็นราวอย่างละคร

    หลักฐานเกี่ยวกับการเล่นเพลงพื้นเมืองมีปรากฏในสมัยอยุธยา ชื่อที่พบ คือ เพลงเรือ เพลงเทพทอง ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ มีชื่อเพลงพื้นเมืองปรากฏอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ และในวรรณคดีต่างๆสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ปรากฎชื่อ คือ เพลงปรบไก่ เพลงเรือ เพลงสักวา แอ่วลาว ไก่ป่า เกี่ยวข้าว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีการเล่นเพลงเรือ สักวา ในเทศกาลทอดกฐิน มีเพลงฉ่อย ลิเก ลำตัด และตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมานั้น มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงพื้นเมืองไว้ให้อ่าน และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเป็นจำนวนมาก

  • ลำตัด

    ลำตัด

    ลำตัด เป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคกลางอย่างหนึ่ง ประกอบไปด้วยผู้แสดงฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงฝ่ายละประมาณสองถึงสามคน นิยมแสดงตั้งแต่หัวค่ำจนถึงค่อนรุ่ง ในลักษณะยิ่งดึกยิ่งสนุก ตอนหัวค่ำจะเล่นกลอนหักข้อรอ (เมื่อถึงคำหยาบจะหยุดหรือเว้น คำหยาบ) ตอนดึกจะเล่นกลอนเนื้อแดง (เมื่อถึงคำหยาบที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศจะใช้คำตรง ๆ) การแต่งกายของผู้แสดง มักใส่เสื้อแบบไทยโบราณ มีลายดอกสีฉูดฉาด นุ่งโจงกระเบน ทำนองกลอนของลำตัดจะสัมผัสตัวสุดท้ายของวรรคที่สอง ร้องโต้ตอบกันด้วยไหวพริบใช้ถ้อยคำ ที่มีความหมายสองแง่สองง่าม และมีลูกคู่อีกสามสี่คนคอยร้องรับ

    ปัจจุบัน ลำตัดมีการแสดงเป็นอาชีพอยู่ตามจังหวัดต่างๆในภาคกลาง เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา

    ดนตรีประกอบการแสดง กลองรำมะนา ๒–๓ใบ และฉิ่ง

  • การแสดงหุ่นไทย

    การแสดงหุ่นไทย

    สมัยอยุธยา

    หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด ที่กล่าวถึงการเล่นหุ่นในประเทศไทย คือ จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ต ผู้เป็นราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ และจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ผู้เป็นอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) จดมายเหตุทั้ง ๒ ฉบับได้บันทึกถึงการเล่นหุ่น เอกสารดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า การแสดงหุ่นอาจเกิดก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้มีการแสดงเรื่อยมา แต่จะเป็นรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดไม่มีหลักฐานยืนยัน หรือการแสดงหุ่นอาจเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สืบค้นได้ในเวลานี้ จึงจำเป็นต้องถือว่า ได้มีการแสดงหุ่นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๒๘ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการแสดงหุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาประมาณ ๓๐๐ ปี

    สมัยกรุงธนบุรี

    สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช มีหลักฐานการเล่นหุ่นในงานพระราชพิธีต่างๆอยู่ในหมายรับสั่งหลายฉบับ เช่น พ.ศ. ๒๓๑๙ พระราชพิธีพระราชทานพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง กรมหลวงพิทักเทพามาต (พระราชมารดา) ณ วัดบางยี่เรือนอก ให้มีการแสดง โขน งิ้ว หนังกลางวัน และหุ่น ในพระราชพิธีอัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว มาประดิษฐานในพระราชวังกรุงธนบุรีใน พ.ศ. ๒๓๒๒ มีการมหรสพสมโภชพระแก้วมรกต โดยมีการเล่นมหรสพต่างๆรวมทั้งหุ่นด้วย

    สมัยรัตนโกสินทร์

    หมายรับสั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชวงศ์จักรี หมายรับสั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และหมายรับสั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มีข้อความให้มีการมหรสพต่างๆตามโบราณราชประเพณี และสมัยนิยม ได้แก่ โขน ละคร งิ้ว หนัง และหุ่น

    หลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ ๓ คือ “คำให้การของจีนกั๊ก” ปรากฏอยู่ในประชุมพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๓ ฉบับเรียบเรียงโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกว่า พ.ศ. ๒๓๘๙

    “พระยาสวัสดิวารีจัดเรือสำเภาให้จีนกั๊กบรรทุกสินค้าไปขายให้เจ้าเมืองเกาะบาหลี ครั้นกลับมาถึงพระนคร ให้ถามคำให้การ จีนกั๊กให้การว่า เจ้าเมืองเกาะบาหลีถามถึงการมหรสพในกรุงรัตนโกสินทร์ จีนกั๊กได้ให้การว่า มีการมหรสพ โขน ละคร หุ่น และหนัง เป็นที่พอใจแก่เจ้าเมืองเกาะบาหลี”

    ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี มีหมายรับสั่งหลายฉบับกล่าวถึงการมหรสพต่างๆ รวมถึงการเล่นหุ่นในงานสมโภช งานพระเมรุ และงานพระราชพิธีสำคัญๆต่างๆ พระราชพิธีที่น่าสนใจคือ งานสมโภชช้างเผือกใน พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการมหรสพสมโภชฯ และการเล่นหุ่นเป็นมหรสพหนึ่งที่ทรงโปรดเกล้าฯให้มี

    ประชุมพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ฉบับของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกว่า พ.ศ. ๒๔๐๖ พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายกุญชร) โอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเป็นเจ้ากรมมหรสพ และเจ้ากรมหุ่นของหลวงสิ้นพระชนม์ ทรงโปรดเกล้าให้พระองค์เจ้าชายสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ พระโอรสในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมมหรสพ และเจ้ากรมหุ่นของหลวง บันทึกนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และความนิยมในการเล่นหุ่นว่ามีความนิยม และมีภารกิจในการแสดงมาก จึงยกฐานะให้เป็นกรมหุ่นด้วยเสมอคู่กับกรมมหรสพ ในสมัยอยุธยาไม่พบชื่อกรมหุ่น พบแต่กรมมหรสพ การยกฐานะเป็นกรมหุ่นเมื่อไรยังสืบไม่พบหลักฐาน สันนิษฐานว่าตั้งกรมหุ่นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา

    เอกสารราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์ ได้แก่ หมายรับสั่ง จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ราชกิจจานุเบกษา บันทึกงานพระเมรุตลอดรัชกาล เช่น งานพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ณ ท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๑๒ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีโขน ละคร หนัง และหุ่น เล่นสมโภช ๓ วัน ๓ คืน งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์อายุครบ ๑๐๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๒๕ ทรงโปรดเกล้าให้มีมหรสพฉลองพระนคร ณ ท้องสนามหลวง ๔ วัน มีโขน หุ่น งิ้ว ละครไทย ละครชาตรี และทิ้งทานผลกัลปพฤกษ์ งานสมโภชพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเปล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัตจากยุโรปสู่พระนครใน พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นเวลา ๒๔ วัน มีมหรสพต่างๆตามราชประเพณี รวมการเล่นหุ่นไว้ด้วย

    เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อประวัติศาสตร์การมหรสพไทยคือ ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) เจ้ากรมมหรสพ เจ้ากรมหุ่นหลวง เจ้ากรมโขน เจ้ากรมรำโคม และเจ้ากรมปี่พาทย์ เจ็บป่วยทุพลภาพ ต้องถวายบังคมลาออกจากราชการ เลิกเล่นโขน ละครทั้งปวง และถึงอสัญกรรมใน .พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ใดมาเป็นเจ้ากรมแทน ทำให้กรมหรสพ หุ่นหลวง โขน และปี่พาทย์ ขาดการกำกับดูแลส่งเสริมอย่างใกล้ชิด

    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงโปรดเกล้าให้รวมกรมโขน และกรมปี่พาทย์ไว้กับกรมมหรสพเป็นกรมเดียว มีข้อสังเกตว่าไม่ได้กล่าวถึงกรมหุ่น และกรมรำโคมไว้ด้วย ตลอดรัชกาลที่ ๖ ไม่พบเอกสารราชการที่กล่าวถึงการแสดงหุ่นของหลวงในงานพระเมรุ และพระราชพิธี แต่ในงานพิธี และงานรื่นเริงของชาวบ้านทั่วไปยังนิยมชมการแสดงหุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็ก
    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชนิยมส่วนพระองค์ในการละครอย่างตะวันตก สันนิษฐานว่าการแสดงหุ่นของหลวงก็คงได้รับผลกระทบจนเสื่อมความนิยมลงเป็นอันดับ
    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี ตลอดรัชกาลประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรมมหรสพถูกยุบให้มารวมไว้กับกระทรวงวังใน พ.ศ. ๒๔๖๙

    พ.ศ. ๒๔๗๕ สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการปรับปรุงหน่วยราชการให้มีประสิทธิภาพ และประหยัด อาจเป็นเหตุที่ทำให้การมหรสพทุกชนิดของราชการตกต่ำมากที่สุด มหรสพ และการละเล่นหลายประเภทจึงขาดผู้สืบทอดศิลปการแสดง ส่งผลให้มหรสพ และการละเล่นบางอย่างสาบสูญไปจากสังคมไทย ได้แก่ การเล่นหุ่นหลวง มอญรำ เทพทอง รำโคม ระเบง โมงครุ่ม กุลาตีไม้ ไม้ลอย ญวนหก นอนหอก นอนดาบ ไต่ลวด กระอั้วแทงควาย แทงวิไสย วิ่งวัว และขี่ช้างไล่ม้า ฯลฯ

    ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีกลุ่มปัญญาชนไทย ที่มองเห็นการณ์ไกล ได้ให้ความสนใจ และสนับสนุนเพื่อการสืบทอดศิลปการแสดงละครนอก หนังใหญ่ หุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็กให้อยู่คู่สังคมไทย อันได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ), พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร, อาจารย์มนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย, ครูสาคร ยังเขียวสด ผู้สืบทอดศิลปการแสดงหุ่นละครเล็ก, อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และท่านอื่นๆอีกมาก

  • ลิเกทรงเครื่อง

    ลิเกทรงเครื่อง

    ลิเกทรงเครื่อง

    ๑. สถานที่แสดง แต่โบราณมาก็คงเป็นรูปแบบเดียวกับโรงละครใน ละครนอก คือมีฉากตายตัว ซึ่งมีประตูเข้าออก ๒ ข้าง มีเตียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งหน้าฉาก ๑ เตียง ผ้าฉากอาจเป็นลายอย่างผ้าม่านหรือเป็นภาพเขียน เช่น ภาพท้องพระโรง เป็นต้น

    ๒. การรำ ลิเกทรงเครื่องต้องใช้ศิลปการรำเหมือนกันกับละคร เพราะในการแสดง จะต้องรำเพลงหน้าพาทย์ รำใช้บท เช่นเดียวกับละคร แต่ว่าความมุ่งหมายของลิเกคือ ต้องดำเนินเรื่องให้รวดเร็วอย่างหนึ่ง กับให้แลดูแปลกตาจากละครอย่างหนึ่ง ท่ารำจึงมักตัดทอนลงบ้าง ดัดแปลงให้เป็นเชิงกล้องแกล้งพริ้งเพราไปบ้าง เช่น ท่าเชิดของลิเก มักจะย่อเข่าลงมากกว่าละคร ท่าเชิดแบบนี้ นายสังวาลย์ พระเอกลิเกรุ่นเล็กมีชื่อ ของ พระยาเพชรปาณี เป็นผู้ประดิษฐ์ดัดแปลงขึ้น ซึ่งบรรดาศิลปินลิเกได้ยึดถือต่อมาจนปัจจุบัน

    ๓. การร้อง เพลงร้องอันเป็นปกติของลิเกคือ เพลง ๒ ชั้น และชั้นเดียว เหมือนกับแบบของละคร แต่เพื่อให้ฟังแปลกหูกระตุ้นใจผู้ดูผู้ฟังขึ้น วิธีร้องเพลงต่างๆมักจะดัดทำนองให้ดีดดิ้นไพเราะแปลกไปกว่าการร้องอย่างละคร แต่ไม่ใช่ดัดจนน่าเกลียดหรือเกือบไม่เป็นเพลง ส่วนเพลงสำหรับดำเนินเรื่องใช้เพลงหงส์ทองชั้นเดียวมาดัดแปลง ให้ร้องด้นเดินเนื้อความไปได้มากๆแล้วจึงจะลงให้ปี่พาทย์รับครั้งหนึ่ง เพลงหงส์ทองนี้นับว่าเป็นเพลงที่แสดงสัญลักษณ์ของลิเกทีเดียว เพลงหงส์ทองที่ใช้ร้องดำเนินเรื่องนี้ยังแยกออกไปอีกหลายอย่าง เมื่อลิเกแสดงเรื่องที่เป็นภาษาต่างๆ ก็ประดิษฐ์เพลงให้เป็นสำเนียงภาษานั้นๆ เช่น แปลงจากเพลงลาวชมดง ก็เรียกหงส์ทองลาว แปลงจากเพลงพม่ากองแว เรียกหงส์ทองพม่า จากเพลงมอญดอกโสน เรียกหงส์ทองมอญ จากเพลงสดายง ก็เรียกว่าหงส์ทองแขก เป็นต้น

    ต่อมา นายดอกดิน เสือสง่า ลิเกมีชื่อเสียงได้ประดิษฐ์เพลงอันเป็นสัญลักษณ์ของลิเกขึ้นเพลงหนึ่ง คือ “เพลงรานิเกริง” ซึ่งดัดแปลงจากเพลงมอญครวญของลิเกบันตน อันเป็นเพลงใช้ในบทเศร้าโศก แต่ที่นายดอกดินประดิษฐ์ขึ้นนี้ ได้ดัดทำนองเปลี่ยนเสียงตกให้เป็นเพลงแสดงความรัก และใช้กลอนสัมผัสแบบเดียวกับเพลงมอญครวญของเดิม ในสมัยต่อมานายหอมหวล นาคศิริได้ประดิษฐ์วิธีร้องเพลงรานิเกริงขึ้นอีกแบบหนึ่ง ใช้กลอนอย่างลำตัดซึ่งทำให้ร้องด้นดำเนินเรื่องได้มาก จึงจะลงให้ปี่พาทย์รับครั้งหนึ่ง ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่มาก สิ่งสำคัญในเรื่องการร้องเพลงของลิเก ซึ่งไม่มีการบอกบท หรือดูบทได้ (นอกจากการร้องลิเกออกกระจายเสียงทางวิทยุ) ผู้แสดงจะต้องคิดด้นร้องเป็นกลอนสดด้วยปฏิภาณของตนเอง อันนับว่าเป็นศิลปที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “ปฎิภาณกวี”

    ๔. การพูด ตามปกติจะเห็นว่าสำเนียงการเจรจาโขนหรือสำเนียงพูดของละคร จะต่างไปจากการพูดของสามัญชนโดยทั่วไปอยู่แล้ว ยิ่งลิเกนั้นเดิมทีจะใช้ผู้ชายแสดงล้วน ผู้ที่แสดงเป็นตัวนางจึงต้องดัดเสียงให้ละม้ายไปทางอิสตรี เพื่อให้สมบทบาท และหน้าที่ของตัว เพิ่งจะมีผู้หญิงแสดงเป็นตัวนางในสมัยต่อมานี้เอง

    ๕. เครื่องแต่งตัว โขน และครรำ (ละครนอก และละครใน) ตามที่ผู้รู้ได้วินิจฉัยแล้ว มีความเห็นว่าเกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา การแต่งกายของโขนและละครรำ ซึ่งถือเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้ ตัวนายโรงซึ่งโดยมากในเรื่องมักจะเป็นตัวกษัตริย์ ก็แต่งเครื่องเลียนแบบพระเครื่องต้นของกษัตริย์ มีมงกุฎ สังวาล ทับทรวง เจียระบาด สนับเพลา ชายไหว ชายแครง เป็นต้น เมื่อโขน ละครแต่งเลียนแบบพระเครื่องต้นของกษัตริย์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ จึงมีกฎหมายห้ามมิให้โขน ละคร แต่งกายด้วยเครื่องทรงบางอย่างเหมือนเครื่องทรงของกษัตริย์ เพิ่งมาผ่อนผันอนุญาตเมื่อรัชกาลที่ ๔ ส่วนลิเกซึ่งเกิดขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้ ผู้ประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวซึ่งมุ่งหมายที่จะให้พราวแพรวแวววับเหมือนกัน แต่ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำแบบกับโขน ละคร จึงต้องคิดหาเครื่องทรงกษัตริย์อย่างอื่นมาเลียนแบบขึ้นใหม่ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งตัวลิเกได้นำเอาเครื่องทรงของกษัตริย์ที่ไม่ใช่พระเครื่องต้น มาเลียนแบบโดยตรงบ้าง ดัดแปลงบ้าง แต่งให้แก่นายโรง และตัวสำคัญอื่นๆ เช่น นุ่งผ้ายกทอง สวมเสื้อเข้มขาบ สวมเยียรบับแขนใหญ่ถึงข้อมือ มีเข็มขัดรัดนอกเสื้อ และยังนำเอาเครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกหลายอย่างมาแก้ไข เช่น
    นำเอาปันจุเหร็จ ซึ่งละครรำเคยใช้เฉพาะตัวอิเหนามาต่อกับยอดมงกุฎของกษัตริย์ ปักขนนกวายุภักษ์อย่างพระมหามงกุฎ ๕ ยอด ที่เรียกว่า “พระมหาชมพู” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ มาสวมศีรษะ

    นำเอาพระมหาสังวาลนพรัตน์ ซึ่งของจริงทำด้วยเพชรพลอย ๙ อย่าง เป็นดอกๆรูปดาวล้อมเดือน มีสร้อยเชื่อมเป็น ๒ สาย มี ๓ต ดอก สวมรอบคอ เรียกว่า “พระสังวาลแฝด” แต่มาแปลงเสียเป็นเพชรขาวสีเดียว ติดดอกเรียงห้อยลงมาเต็มหน้าอก ทุกๆดอกมีสร้อยเชื่อมถึงกัน

    ที่ปลายไหล่ติดริบบิ้นสีต่างๆเป็นพวง ซึ่งแปลงมาจากแถบริบบิ้นที่ติดประจำพระสังวาลตราจักรี นพรัตน์ และจุลจอมเกล้าฯ ภายหลังมีผู้เปลี่ยนมาใช้อินทรธนูอย่างละคร แต่เล็กกว่า และทำด้วยเพชรเป็นรูปกนกแทนก็มี แต่บางทีก็ติดทั้งอินทรธนูเพชร และติดริบบิ้นสีต่างๆด้วยก็มี

    ส่วนสายสะพาย หากจะใช้ผ้าแถบอย่างเครื่องราชอิสริยยศ ก็ไม่แพรวพราวสมกันกับเครื่องแต่งกายส่วนอื่น จึงใช้สายสะพายปักดิ้นเลื่อมลายต่างๆ เลียนแบบสายสะพายตำรวจหลวง ในรัชกาลที่ ๕

    เครื่องแต่งตัวนาง ก็นุ่งจีบด้วยผ้ายกทอง สวมเสื้อกระบอกยาวถึงข้อมือ มีผ้าห่มสไบเฉียงปักด้วยดิ้นเลื่อมเป็นลายต่างๆ อันเลียนแบบมาจากสายสะพายราชอิสริยภรณ์จุลจอมเกล้าฯ ฝ่ายใน

    ส่วนเครื่องสวมศีรษะนั้น ถ้าเป็นนางชั้นสามัญ ก็ใช้กระบังหน้าที่มีมาแล้วในการแต่งกายละครพร้อมๆกับปันจุเหร็จ แต่ถ้าเป็นนางกษัตริย์ ก็ใช้กระบังหน้านั้นติดต่อยอดเป็นมงกุฎขึ้น เรียกว่า “มงกุฎสตรี”

    การแต่งกายตามแบบนี้ใช้แต่งกับลิเกทรงเครื่อง ที่ใช้ท่ารำซึ่งถอดมาจากละครรำ ในสมัยนี้การแสดงลิเกมักจะแสดงเป็นเรื่องสามัญชน และไม่ค่อยจะใช้ท่ารำ เครื่องแต่งกายอย่างที่กล่าวนี้ จึงชักจะบางตาลงทุกที จนหาได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเท่าๆกันกับลิเกแบบรำที่ค่อยๆน้อยลงไปจนไม่รำ

    ๖. ดนตรี เครื่องบรรเลงประกอบการแสดงลิเกใช้ปี่พาทย์ จะเป็นขนาดวงเครื่องห้า เครื่องคู่ เครื่องใหญ่ ก็แล้วแต่ฐานะของงานนั้นๆ แต่ว่าจะต้องมีเครื่องประกอบภาษา เช่น กลองจีน กลองต๊อก โทน กลองชาตรี กลองยาว กลองแขก หรือกลองฝรั่ง ซึ่งเรียกกันติดปากว่ากลองมะริกัน ประกอบด้วย ส่วนกลองรำมะนาแต่เดิมเป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้แสดงหามา และมักจะตีเองด้วย เพราะเพิ่งกลายมาจากลิเกบันตน ที่ต้องมีเครื่องประกอบภาษามาในวงปี่พาทย์ด้วย เมื่อบรรเลงเพลงโหมโรงตามธรรมดาสามัญไปจนจบแล้ว จะต้องบรรเลงเพลงภาษาต่างๆ เรียกว่า “ออกภาษา” เมื่อบรรเลงถึงเพลงฝรั่งแล้วจะต้องลงโรงได้ เพราะเมื่อสิ้นสุดเพลงฝรั่งแล้ว ก็ถึงเพลงแขกอันประกอบด้วยรำมะนา ซึ่งเป็นเพลงสำหรับปล่อยตัวแขกออกมาเบิกโรงคำนับครู และดำเนินเรื่องต่อไป ในการบรรเลงประกอบเรื่อง ปี่พาทย์จะต้องดำเนินเพลงจังหวะให้ค่อนข้างเร็ว ให้เหมาะสมกับความมุ่งหมาย และบทบาทของตัวแสดงที่ต้องการรวบรัด และวิธีบรรเลงร้องรับก็มักจะใช้วิธีพลิกแพลงไปบ้าง ยิ่งเพลงรานิเกริงด้วยแล้ว ปี่พาทย์จะยิ่งหาทางเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ถ้ารับไม่ซ้ำทำนองกันเลยได้ตลอดการแสดง จะยิ่งถือว่ามีความสามารถ การรับเพลงรานิเกริงจึงถึงแก่นำเอาเพลงอื่นทั้งเพลงมารับ แล้วบากท้ายเป็นทำนองเพลงรานิเกริงส่งให้ร้องเท่านั้นก็มี

  • ลิเก: การแสดงที่เดินทางและวิวัฒนาการมาจากภาคใต้

    ลิเก: การแสดงที่เดินทางและวิวัฒนาการมาจากภาคใต้

    ลิเก เป็นการแสดงที่ได้วิวัฒนาการมาจากการแสดงของภาคใต้ โดยชาวไทยมุสลิมมีผู้แสดงทั้งหญิงและชายแต่งกาย เป็นตัวละครตามเรื่องที่เล่นตรงกลางเวทีจะขึงฉากตามท้องเรื่องตัวละครจะร้องและร่ายรำไปตามบทร้องและทำนองเพลง เมื่อร้องจบท่อนหนึ่งวงปี่พาทย์ก็จะรับครั้งหนึ่งสลับกันไป ขณะที่ร้องจะมีตะโพนเป็นตัวให้จังหวะ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ อิจฉาริษยา ผัวเมีย ผัวมีเมียน้อย ปัจจุบันลิเกได้มีการพัฒนาโดยมุ่งเน้นระบบแสง เสียง ฉาก เครื่องแต่งกาย มีการใช้ดนตรีสากลเข้ามาผสมแต่ ยังคงปี่พาทย์ไว้เป็นหลัก ทุกวันนี้ลิเกได้รับความนิยมลดน้อยลง

    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ การแสดง “ดิเก” ของชาวมลายูเป็นแบบนำให้ศิลปินของชาวไทยนำมาแสดงบ้าง โดยใช้เพลงบันตนของมลายูเป็นหลัก และคิดต่อเติมแทรกคำไทยระคนเข้าไป แต่ก็คงใช้รำมะนาตีประกอบอยู่ตามรูปเดิม เมื่อได้โหมโรง และร้องเพลงบันตนตามสมควรแล้ว ก็เริ่มแสดงออกเป็นชุดต่างๆ โดยมากมักเป็นชุดต่างภาษา แต่จะต้องเริ่มด้วยชุดภาษาแขกก่อนภาษาอื่นเสมอ เช่น ชุด แขกรดน้ำมนต์เป็นต้น การแสดงจะมีตัวแสดงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าไปตามภาษานั้นๆ ผู้แสดงร้องเอง และผู้ตีรำมะนาที่นั่งล้อมวงอยู่นั้นร้องเป็นลูกคู่รับ เมื่อหมดกระบวนของการแสดงชุดหนึ่ง ผู้แสดงเข้าฉากแล้ว พวกตีรำมะนาก็ร้องเพลงบันตนสลับรอการแต่งตัวชุดต่อไป และร้องเพลงภาษานำการแสดงในชุดต่อไปด้วย คือ ถ้าชุดต่อไปจะแสดงมอญก็ร้องเพลงที่เป็นลูกรับภาษามอญ นำให้ตัวแสดงร้องออกมา การแสดงแบบนี้เรียกว่า “ลิเกบันตน” ในสมัยโบราณชอบแสดงก็มีชุดมอญในเรื่องราชาธิราช ตอนพระยาน้อยชมตลาด ชุดลาวในเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนบักป่องบักเป๋อพบพลายบัว และนางแว่นแก้ว เป็นต้น

    ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนี้ การบรรเลงปี่พาทย์ตามงานก็ประกวดประขันกันนักหนา อันการบรรเลงปี่พาทย์นั้น มีวิธีบรรเลงแบบหนึ่งที่นิยมกันมากในสมัยนั้น คือ เมื่อร้อง และบรรเลงเพลง ๓ ชั้น เป็น “แม่บท” จบไปแล้ว ก็ต่อท้ายด้วยเพลงเล็กๆสั้นๆหรือเพลงภาษาต่างๆเป็น “ลูกบท” อีกเพลงหนึ่ง แล้วจึงออกลูกหมด แสดงว่าจบ ในสมัยนี้ได้มีผู้คิดใช้ตัวแสดงเข้าผสม คือ เมื่อร้อง และบรรเลงเพลงลูกบทภาษาใด ก็ปล่อยตัวแสดงชุดภาษานั้นอย่างที่ลิเกบันตนแสดงออกมา ร้อง และรำไปตามกระบวนเพลง แต่ใช้ปี่พาทย์รับแทนลุกคู่ที่ตีรำมะนาอย่างลิเกบันตน การแต่งตัวก็แต่งเพียงใช้เสื้อผ้าแพรพรรณธรรมดา หากแต่ให้มีสีสันฉูดฉาดบาดตา ตัวผู้ชายใช้โพกผ้า หรือสวมสังเวียนที่ศีรษะ และตัวผู้หญิงก็สวมช้องผมปลอมเท่านั้น ชุด และการแสดงก็อนุโลมอย่างลิเกบันตน เมื่อหมดชุดหนึ่งตัวแสดงก็เข้าฉากไป ต่อจากนั้นปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลง ๓ ชั้น ที่เป็นแม่บทขึ้นใหม่ และออกลูกบท เปลี่ยนชุดหรือภาษาเพื่อแสดงต่อไป การแสดงแบบนี้เรียกว่า “ลิเกลูกบท”

    ต่อมามีผู้ปรับปรุงลิเกบันตนกับลิเกลูกบทเข้าผสมกัน แต่ให้แต่งตัวด้วยเครื่องที่ปักดิ้นเลื่อมแพรวพรายอย่างละครรำ และแสดงเป็นเรื่องยาวๆอย่างละคร โดยเมื่อปี่พาทย์โหมโรงไปจนจบแล้ว ก็บรรเลงเพลงภาษาต่างๆเรียกว่า ออกภาษาหรือออกสิบสองภาษา แทนการร้องบันตนภาษาต่างๆ พอถึงภาษาแขกอันเป็นอันดับสุดท้าย พวกตีรำมะนาก็ออกมานั่งล้อมวงหน้าวงปี่พาทย์ พอปี่พาทย์หยุด พวกตีรำมะนาก็ร้องเพลงบันตนภาษาต่างๆอีกพักหนึ่ง แล้วเริ่มแสดงชุดแขกตามแบบลิเกบันตน แต่ใช้ปี่พาทย์รับ เป็นการคำนับครูเสียชุดหนึ่ง พอหมดชุดแขกจึงเริ่มจับเรื่องที่จะแสดงต่อไป ผู้แสดงใช้ท่ารำตามแบบละครรำ แต่มุ่งหมายไปในทางดำเนินเรื่องได้รวดเร็ว มีตลกคะนองบ้าง ท่ารำจึงต้องลดลงไป ส่วนการร้องใกล้ไปทางแบบลิเกบันตน แต่ใช้ปี่พาทย์รับ และเป็นประเพณีว่า การแสดงลิเกต้องใช้ผู้ชายล้วน แม้ตัวนางก็ใช้ผู้ชายแสดง ในสมัยก่อนลิเกแบบนี้เรียกว่า “ลิเกทรงเครื่อง” ได้ตั้งโรงแสดงเก็บค่าดูอย่างละครรำ เช่น ลิเกของพระยาเพชรปาณี เป็นต้น ต่อมาในวงการลิเกทรงเครื่องเห็นว่า การแสดงชุดแขกเต็มตามแบบลิเกบันตน ทำให้เสียเวลาที่จะเข้าเรื่องมาก จึงงดการร้องบันตนประกอบการตีรำมะนานั้นเสีย พอปี่พาทย์บรรเลงออกภาษาแล้ว ก็ออกแสดงแขกเพียงเล็กน้อย มีการซักติดตลกพอควร และบอกเรื่องราวที่จะแสดง เป็นการคำนับครูตามประเพณี แล้วก็จับเข้าเรื่องทีเดียว ในตอนนี้ได้เกิดมีเพลงร้องสำหรับดำเนินเรื่องขึ้นประจำการแสดงลิเก เช่นเดียวกับเพลงร่ายของละคร (อ่านได้จากละครนอก ละครใน) เพลงนั้นคือ เพลงหงส์ทองชั้นเดียว ลิเกสมัยนี้ต่างกับลิเกสมัยก่อนคือจะไม่ค่อยรำ โดยมากใช้เพียงพูดๆร้องๆ แบมือไปมา พอปี่พาทย์ทำเพลงเชิดก็เดินเข้าฉากไปเลย ที่ยังยึดถือศิลปการรำอยู่บ้างก็มีน้อยเต็มที

    ในสมัยที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการแสดงละคร พุทธศักราช ๒๔๘๕ กล่าวไว้ว่า ละครประเภท “นาฏดนตรี”ี ซึ่งเฉลี่ยความสำคัญให้แก่ดนตรี การขับร้อง คำพูด และบทบาท ซึ่งแบ่งเป็น สุขนาฏดนตรี ทัศนากร วิจิตรทัศนา และวิพิธทัศนา การแสดงลิเกก็นับเข้าอยู่ในประเภทนาฏดนตรีด้วย

    เรื่องที่แสดง

    เดิมทีเมื่อลิเกได้ขยายวิธีการแสดงมาถึงลิเกลูกบท ก็ยังใช้เรื่องนั้นๆหรือเรื่องที่เป็นภาษาต่างๆชุดเล็กๆดังได้กล่าวมา ต่อมาเมื่อลิเกได้วิวัฒนาการมาถึงลิเกทรงเครื่อง โดยดำเนินวิธีเลียนแบบละครรำ จึงใช้เรื่องนิยายโบราณ เช่น หมื่นหาญกับทิดเพชรบ้าง เรื่องที่ละครรำเคยแสดงมาแล้ว เช่น แก้วหน้าม้า ขุนช้างขุนแผน ฯลฯ บ้าง ในตอนหลัง เมื่อได้แสดงเป็นประจำในสถานที่เก็บเงินแก่ผู้เข้าชม ซึ่งเรียกติดปากกันต่อมาว่า “วิก” การแสดงแสดงลิเกจึงมักนำเรื่องยาวๆมาแสดงติดต่อกันไปทุกๆคืน หลายๆคืนจึงจะจบเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้ชมการแสดงติดใจ ต้องไปซื้อบัตรเข้าดูต่อเรื่อยๆไปทุคืน และยิ่งมีคณะลิเกหลายคระแสดงประกวดประขันกันหลายวิกขึ้น เจ้าของคณะก็ต้องค้นหาเรื่องที่สนุก และมีวิธีการแสดงให้แปลกออกไป จนถึงกับนำเอาพงศาวดารของชาติต่างๆ เช่น สามก๊ก ซิเต็งวัน ราชาธิราช เป็นต้น มาแสดงก็มี

    วิธีการแสดงลิเกสมัยนั้น แม้จะมุ่งความรวดเร็วของการดำเนินเรื่อง และตลกขบขันเป็นจุดสำคัญก็จริง แต่ก็ยึดถือหลักของละครรำเป็นมาตรฐานอยู่มาก เช่น อิเหนา การแสดงก็ต้องเป็นไปอย่างเรียบร้อย แช่มช้า มุ่งศิลปการร้อง และระมากขึ้นกว่าแสดงเรื่องที่เป็นละครนอก บทร้องบางบทอาจนำเอาบทละครในจริงๆมาใช้ก็ได้ ถ้าเป็นการแสดงเรื่องที่เป็นละครนอกแล้ว ก็จะดำเนินการแสดงให้มีตลกขบขัน รวดเร็วละม้ายคล้ายคลึงไปกับแบบละครนอก แต่ไม่ให้เหมือนละครนอกจริงๆ ถ้าการแสดงนั้นเป็นเรื่องภาษาต่างๆแล้ว ลิเกจะหาวิธีแสดงของตนออกไปอย่างอิสระ แต่การพลิกแพลงอย่างอิสระนี้ ผู้ประดิษฐ์ก็ต้องมีแบบแผนอันดีเหมือนกัน

    ปัจจุบัน ลิเกมีการแสดงตามจังหวัดต่าง ๆในภาคกลาง จังหวัดที่มีคณะลิเกอยู่เป็นจำนวนมากคือ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี อ่างทองสิงห์บุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น

    ดนตรีประกอบการแสดง วงปี่พาทย์

  • เรื่องที่ใช้แสดงโขน

    เรื่องที่ใช้แสดงโขน

    เรื่องที่ใช้สำหรับเล่นโขนตามที่รู้จักกันแพร่หลายมาจนปัจจุบันนี้คือ “รามเกียรติ์” ซึ่งมีหลายสำนวนด้วยกัน ทั้งไทย ชวา เขมร และอินเดียซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของเรื่อง เรื่องรามเกียรติ์หรือรามายณะนี้แต่งโดยพระฤาษีวาลมิกิ เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวอินเดียจะมีความเคารพนับถือมาแต่สมัยโบราณกันว่าผู้ใดได้อ่านหรือฟังเรื่อง “รามเกียรติ์” ก็สามารถล้างบาปได้

    เรื่องรามเกียรติ์หรือรามายณะเป็นเรื่องราวของพระนารายณ์ที่อวตารปางหนึ่งเป็น “พระราม” เพื่อคอยปราบอสูรที่คอยเบียดเบียนเหล่าเทวดา และมนุษย์ให้ได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ สงครามระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ซึ่งเป็นพญายักษ์ครองกรุงลงกา เกิดจากทศกัณฐ์ไปลักพานางสีดามเหสีของพระรามมาเพื่อเป็นชายาของตนเอง พระรามและพระอนุชาคือพระลักษณ์จึงได้ออกติดตาม จนกระทั่งได้สองพญาวานรคือพญาสุครีพเจ้าเมืองขีดขิน และท้าวมหาชมพูเจ้าเมืองชมพูมาเป็นบริวาร โดยมีหนุมานเป็นทหารเอก กองทัพของพระรามจึงจองถนนข้ามทะเลไปสร้างพลับพลา และตั้งค่ายประชิดกรุงลงกาเพื่อทำศึกกับทศกัณฐ์ จนกระทั่งฝ่ายพระรามได้รับชัยชนะ

    การแสดงเบิกโรง “นารายณ์ปราบนนทุก” นี้เป็นการแสดงเบิกโรงชุดหนึ่งก่อนการแสดงโขน ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในเรื่อง “นารายณ์สิบปาง” กล่าวถึงนนทุกมีหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดา นางฟ้า ที่กำลังจะเดินทางไปเฝ้าพระอิศวรผู้ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศ เหล่าเทวดานางฟ้าเหล่านั้นชอบหยอกล้อนนทุกโดยการเขกศีรษะจนนนทุกหัวล้าน นนทุกจึงไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อขอพรให้ตนเองมีนิ้วเพชร ชี้ผู้ใดผู้นั้นจะถึงแก่ความตาย แล้วนนทุกก็ใช้นิ้วเพขรไล่ชี้เหล่าเทวดา นางฟ้าทั้งหลายล้มตาย พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์มาปราบนนทุก พระนารายณ์จึงแปลงร่างเป็นหญิงงามมาหลอกล่อชวนนนทุกให้รำตาม จนถึงท่ารำท่าหนึ่ง (ท่านาคาม้วนหาง) เมื่อนนทุกรำตามโดยใช้นิ้วเพชรชี้เข้าที่ขาตนเองจึงขาหักล้มลง พระนารายณ์แปลงจึงกลับคืนร่างเดิมเพื่อสังหารนนทุก ฝ่ายนนทุกก็ตัดพ้อว่า ทำไมพระนารายณ์ต้องแปลงตัวเป็นหญิง ไยไม่มาต่อสู้กันซึ่งๆหน้าคงเพราะพระนารายณ์เกรงกลัวนิ้วเพชรของตน พระนารายณ์จึงสาปนนทุกให้ไปเกิดใหม่มีสิบเศียร ยี่สิบกร อันพระองค์จะอวตารเป็นมนุษย์มีเพียงสองกรไปราญรอนในชาติหน้า เมื่อพระนารายณ์สังหารนนทุกแล้ว นนทุกก็มาเกิดเป็นท้าวทศกัณฐ์ โอรสท้าวลัสเตียน แห่งกรุงลงกา ส่วนพระนารายณ์ก็อวตารมาเป็นพระราม โอรสท้าวทศรถ แห่งกรุงอโยธยา

    รามเกียรติ์ฉบับของไทยได้มีการแต่งเป็นตอนๆหรือทั้งเรื่อง เพื่อใช้สำหรับการแสดงโขน หนังใหญ่ และละครนั้น มีหลักฐานปรากฏว่าได้แต่งขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกันดังนี้

    บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงศรีอยุธยา

    ๑. รามเกียรติ์คำฉันท์

    รามเกียรติ์สำนวนนี้มีกล่าวไว้ในหนังสือจินดามณีของพระโหราธิบดี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าใจว่าพระโหราธิบดีคงจะหยิบยกมาจากคำพากย์ของเก่าที่แต่งไว้สำหรับเล่นโขนหรือเล่นหนัง ซึ่งแต่งไว้เป็นเรื่องราวแต่ได้สูญหายไปแล้ว คงเหลือที่นำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือจินดามณี ๓ – ๔ บทเท่านั้น

    ๒. รามเกียรติ์คำพากย์

    รามเกียรติ์สำนวนนี้หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้แบ่งตีพิมพ์ไว้เป็นภาค โดยมีเนื้อเรื่องติดต่อกันไปตั้งแต่ภาค ๒ ตอน “สีดาหาย” ไปจนถึงภาค ๙ ตอน ”กุมภกรรณล้ม” เข้าใจว่าคำพากย์เหล่านี้แต่เดิมใช้เล่นหนัง ต่อมาภายหลังได้มีผู้นำมาใช้เล่นโขนด้วย

    ๓. รามเกียรติ์บทละครครั้งกรุงเก่า

    สำนวนนี้กล่าวความตั้งแต่ตอน “พระรามประชุมพล” จนถึง “องคตสื่อสาร” บทละครนี้ไม่เคยตีพิมพ์ออกเผยแพร่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรามเกียรติ์บทละครในรัชกาลที่ ๑ จะเห็นว่ามีเนื้อความไม่ตรงกันในบางแห่งบางตอน และถ้อยคำในบทละครก็ดูไม่เหมาะสม จึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นบทละครรามเกียรติ์ฉบับเชลยศักดิ์ ที่เจ้าของละครคนใดคนหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาคัดลอกไว้

    บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงธนบุรี

    รามเกียรติ์สำนวนนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชนิพนธ์ไว้เพียง ๔ ตอน โดยทรงพระราชนิพนธ์ไม่เรียงตามลำดับเรื่อง คือ ตอนพระมงกุฎ หนุมานเกี้ยวนางวานรินจนถึงท้าวมาลีวราชเสด็จมา ท้าวมาลีวราชว่าความจนถึงทศกัณฐ์เข้าเมือง และตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด และพระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัทจนถึงหนุมานผูกผมนางมณโฑกับทศกัณฐ์

    บทละครรามเกียรติ์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

    ๑. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑

    ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระราชประสงค์จะรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ที่กระจัดกระจายให้รวมเป็นเรื่องเดียวกัน จึงมีพระบรมราชโองการให้ประชุมบทละครเรื่องรามเกียรติ์
    พระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ มีเรื่องราวยืดยาวติดต่อกันไป นับเป็นวรรณคดีไทยเรื่องเดียวที่ยาวที่สุดในวรรณกรรมไทย เพราะต้องเขียนในสมุดไทยถึง ๑๑๗ เล่มสมุดไทย

    ๒. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๒

    เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงเห็นว่าบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ เยิ่นเย้อเกินไปไม่เหมาะสำหรับนำมาเล่นโขน พระองค์จึงทรงคัดเลือกเอาเรื่องรามเกียรติ์บางตอน คือตั้งแต่หนุมานถวายแหวนไปจนถึงทศกัณฐ์ล้ม มาแต่งขึ้นใหม่สำหรับเล่นโขนหลวงเป็นหนังสือ ๓๖ เล่มสมุดไทย

    ๓. บทละครรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๔

    ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีกสำนวนหนึ่งคือ ตอน “พระรามเดินดง” เป็นหนังสือ ๔ เล่มสมุดไทย และทรงพระราชนิพนธ์แปลงบทละครเบิกโรงเรื่อง “นารายณ์ปราบนนทุก” กับเรื่อง “พระรามเข้าสวนพระพิราพ” ขึ้นอีก ๒ ตอน

    ๔. บทร้อง และบทพากย์รามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๖

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงค้นคว้าศึกษาที่มาของเรื่องรามเกียรติ์จากคัมภีร์รามายณะของฤาษีวาลมิกิ แล้วทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์” ขึ้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อง และบทพากย์สำหรับเล่นโขนขึ้นอีก ๖ ชุด คือ ชุดสีดาหาย ชุดเผาลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึกลงกา และชุดนาคบาศ

    บทพระราชนิพนธ์เหล่านี้ทรงดำเนินเรื่องตามคัมภีร์รามายณะของฤาษีวาลมิกิ โดยได้ทรงชี้แจงว่า

    “บทละครเรื่องรามเกียรติ์ที่รวมอยู่ในเล่มนี้ เป็นบทที่ข้าพเจ้าได้แต่งขึ้นเป็นครั้งคราวสำหรับเล่นโขน มิได้ตั้งใจที่จะให้เป็นหนังสือกวีนิพนธ์สำหรับอ่านเพราะๆหรือดำเนินเรื่องราวติดต่อกัน บทเหล่านี้ได้แต่งขึ้นสำหรับความสะดวกในการเล่นโขนโดยแท้ จึงมีทั้งคำกลอนอันเป็นบทร้อง ทั้งบทพากย์ และเจรจาอย่างโขนระคนกันอยู่ตามแต่จะเหมาะแก่การเล่นออกโรงจริง”

    บทโขนของกรมศิลปากร

    หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กรมศิลปากรได้ทำการรื้อฟื้น ปรับปรุงนาฏศิลป์ และดุริยางคศิลป์ของไทยขึ้นมาใหม่ โดยในครั้งแรกได้นำบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ มาปรับปรุงเพื่อแสดงโขนออกแสดงให้ประชาชนชม ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงบทโขนชุดหนุมาอาสาขึ้นมาใหม่ ซึ่งดำเนินเรื่องตามพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ โดยเรียบเรียงให้มีทั้งบทขับร้องตามแบบละครใน และมีบทพากย์บทเจรจาตามแบบแผนการแสดงโขนแต่โบราณ

  • ความลึกลับของกิริยาท่าทางในการรำโขน: สื่อความหมายและงดงามในศิลปะการแสดง

    ความลึกลับของกิริยาท่าทางในการรำโขน: สื่อความหมายและงดงามในศิลปะการแสดง

    กิริยาท่าทางของโขนที่แสดงเพื่อสื่อความหมายกับผู้ชมนั้นแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

    ท่าที่ใช้แทนคำพูด เช่น เรียก สั่ง
    ท่าที่ใช้แสดงกิริยาอาการ เช่น ยืน นอน นั่ง เดิน เหาะ
    ท่าที่ใช้แสดงถึงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ เกลียด ดีใจ เศร้าโศก

    ในทางนาฏศิลป์ การดัดแปลงท่าทางจากกิริยาที่กล่าวมา จำเป็นที่จะต้องให้การรำออกมาดูสง่า และงดงามด้วย ทุกท่าต้องมีความหมายเช่นเดียวกับภาษาพูด การที่โขนต้องรำไปตามบทพากย์ และเจรจา จึงจำแนกการรำของโขนออกเป็น ๒ ชนิด คือ

    ๑. รำหน้าพาทย์

    การรำหน้าพาทย์ คือ การรำตามทำนองเพลงของวงปี่พาทย์ ผู้แสดงต้องรำไปตามจังหวะ และทำนองของดนตรี ซึ่งเป็นชื่อที่บัญญัติไว้ เช่น เชิด เสมอไทย เสมอมาร เสมอเถร คุกพาทย์ ตระนิมิตร เป็นต้น
    เพลงหน้าพาทย์สำหรับประกอบการตรวจพลของโขน ได้แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ “กราวนอก” ใช้ประกอบการตรวจพลของมนุษย์ และวานรจะมีทำนองรื่นเริง ประกอบการแสดงที่งดงาม แคล่วคล่องว่องไว ส่วน “กราวใน” นั้นจะใช้ประกอบการตรวจพลของฝ่ายยักษ์ เพราะมีทำนองรื่นเริง ใช้เสียงกังวานกว้าง แกร่งกล้า และดุดัน

    สำหรับการบรรเลงประกอบการไปมาของสัตว์ หากเป็นสัตว์ปีกจะใช้ “เพลงแผละ” และถ้าเป็นสัตว์น้ำจะใช้ “เพลงโล้” ส่วนการบรรเลงประกอบการสำแดงอิทธิฤทธิ์จะใช้ “เพลงคุกพาทย์” หรือการแปลงกายก็จะใช้ “เพลงตระนิมิตร” เป็นต้น ทั้งนี้ท่าของผู้แสดงแต่ละคนต้องให้แตกต่างกันตามบทบาทนั้นๆด้วย

    ๒. รำบท

    การรำใช้บทนี้ ได้แก่ การรำตามบทร้อง เจรจา และบทพากย์ โดยผู้แสดงจะต้องแสดงภาษาท่าทางนั้นไปตามถ้อยคำที่มีผู้ร้อง เจรจาหรือพากย์ขึ้น

    สรุปเนื้อหา: บทความนี้สำรวจและอธิบายกิริยาท่าทางที่โขนใช้ในการแสดงเพื่อสื่อความหมายกับผู้ชม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก: ท่าที่ใช้แทนคำพูด, ท่าที่ใช้แสดงกิริยาอาการ, และท่าที่ใช้แสดงถึงอารมณ์ภายใน นอกจากนี้ยังมีการสอดคล้องกันในทางนาฏศิลป์โดยทุกท่าต้องมีความหมายเช่นเดียวกับภาษาพูด และโขนต้องรำไปตามบทพากย์และเจรจา การรำของโขนจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก: รำหน้าพาทย์และรำบท ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะและบทบาทที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสอดคล้องกับเพลงหรือดนตรีที่ใช้ประกอบการรำในแต่ละประเภท บทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและความลึกลับของกิริยาท่าทางในการรำโขนในแง่ของสื่อความหมายและความงดงามในศิลปะการแสดง

  • บทพากย์ เจรจา และการขับร้องประกอบโขน

    บทพากย์ เจรจา และการขับร้องประกอบโขน

    บทพากย์

    เนื่องจากการแสดงโขนจะต้องสวมหัวโขนปิดหน้า จึงต้องมีผู้ร้อง และเจรจาแทนตัวโขน บทพากย์เป็นบทประพันธ์ประเภทกาพย์ มีทั้งกาพย์ยานี และกาพย์ฉบัง เมื่อพากย์จบไปบทหนึ่งก็จะตีตะโพนรับ และกลองทัดตีตาม แล้วลูกคู่ร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย” พร้อมๆกัน บทพากย์โขนแบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ

    ๑. พากย์เมืองหรือพากย์พลับพลา ใช้พากย์ตอนผู้แสดงออกท้องพระโรงหรือออกพลับพลา

    ๒. พากย์รถ พากย์รถนี้จะรวมถึงการพากย์ช้าง และพากย์ม้าด้วย ใช้ในกรณีที่ผู้แสดงออกรบ อาจจะทรงรถ ทรงม้าหรือทรงช้างก็ได้

    ๓. พากย์ชมดง ใช้ในโอกาสชมนกชมไม้ โดยใช้เพลงชมดงใน มีเครื่องดนตรี คือ ตะโพน และฉิ่งประกอบจังหวะ

    ๔. พากย์โอ้ ใช้ในโอกาสที่ผู้แสดงเศร้าโศก คร่ำครวญ ร้องไห้ด้วยความเสียใจ การพากย์โอ้จะแตกต่างกับการพากย์แบบอื่นเนื่องจากจะมีดนตรีรับ ก่อนที่ลูกคู่จะร้องรับด้วยคำว่า “เพ้ย”

    ๕. พากย์บรรยาย และพากย์เบ็ดเตล็ด เป็นการพากย์เพื่อแสดงการสนทนา หรือเล่าเรื่อง ซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทของการพากย์ที่ได้กล่าวมาแล้ว

    บทเจรจา

    เป็นการร่ายยาวที่ส่งสัมผัสกันไปเรื่อยๆใช้ได้ในทุกโอกาส โดยผู้พากย์จะต้องจดจำเนื้อเรื่องในตอนนั้นทั้งหมด เพื่อจะนำมาผูกในตอนเจรจาได้ทันท่วงที ซึ่งโบราณาจารย์ได้ผูกขึ้นเป็นแบบแผนเฉพาะตอนหนึ่งๆ เรียกว่า “กระทุ้ง” สำหรับใช้เจรจาโต้ตอบระหว่างผู้แสดงโขน

    การขับร้อง

    การขับร้องจะแบ่งนักร้องเป็น ๒ พวก คือ ต้นเสียง และลูกคู่ ต้นเสียงทำหน้าที่ร้องขึ้นต้นบทโดยร้องคนเดียว เมื่อหมดวรรคแรกของคำกลอน ลูกคู่ก็จะร้องรับในวรรคต่อไป โดยลูกคู่จะต้องร้องพร้อมกัน ๒ คนเป็นอย่างน้อย แต่ไม่เกิน ๖ คน

  • เสียงโขนสุดเฟื่องฟู วงพิณพาทย์แห่งเทวดา ดนตรีประกอบการแสดงโขน

    เสียงโขนสุดเฟื่องฟู วงพิณพาทย์แห่งเทวดา ดนตรีประกอบการแสดงโขน

    วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ได้แก่ วงปี่พาทย์ (บางทีก็เรียก “พิณพาทย์”) ซึงประกอบไปด้วย ปี่ ระนาด ฆ้อง กลอง ตะโพน บางสมัยก็จัดเป็นวงเครื่องห้าตามแต่ฐานะของผู้เป็นเจ้าของงาน

    ๑. โขนกลางแปลง เป็นการแสดงบนพื้นดินกลางสนาม ไม่มีฉาก มีบทพากย์ และเจรจาสำหรับบรรยายเรื่อง วงปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบการแสดงในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเพียงวงปี่พาทย์เครื่องห้า มีเครื่องบรรเลงคือ ปี่กลาง ฆ้องวงใหญ่ ตะโพน กลองทัด (แต่เดิมใช้เพียง ๑ ลูก ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๑ จึงเพิ่มเป็น ๒ ลูก) และฉิ่ง โดยจะมี ๒ วงเป็นอย่างน้อย ตั้งใกล้ฝ่ายมนุษย์วงหนึ่ง และใกล้ฝ่ายยักษ์อีกวงหนึ่ง เพื่อที่เวลาบรรเลงจะได้ยินทั่วกันทั่ง ๒ ฝ่าย เพลงที่ใช้บรรเลงนั้นมีแต่เพลงหน้าพาทย์ (หมายเหตุ : เพลงประกอบกิริยาอาการ)เท่านั้น

    ๒. โขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงที่ปลูกสร้างขึ้น วิธีการแสดงและวงปี่พาทย์จะเหมือนกันกับโขนกลางแปลง แต่วงปี่พาทย์จะตั้งบนร้านที่ยกสูงขึ้น โดยวงหนึ่งจะตั้งหัวโรง อีกวงหนึ่งตั้งไว้ท้ายโรงหรือจะตั้งทางซ้าย และขวาของโรง แต่เดิมใช้ปี่พาทย์เครื่องห้า เพิ่งมาเพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็กเป็นวงเครื่องคู่ในสมัยหลังนี้เอง ปี่พาทย์ทั้งสองวงนี้จะบรรเลงเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าโขนกลางแปลง ส่วนเพลงที่ใช้บรรเลงนั้นมีแต่เพลงหน้าพาทย์เช่นเดียวกับโขนกลางแปลง

    ๓. โขนโรงใน เป็นการแสดงโขนผสมผสานกับละครใน มีทั้งการพากย์ และเจรจาอย่างโขน กับมีต้นเสียง และลุกคู่อย่างละครใน การบรรเลงปี่พาทย์จึงต้องบรรเลงอย่างละครใน โขนประเภทนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ คงเป็นวงเครื่องห้า จึงมีการเพิ่มเติมเป็นวงเครื่องคู่ และสมัยรัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ก็พัฒนาขึ้นเป็นวงเครื่องใหญ่ คือ มีปี่ใน ปี่นอก ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฉาบ และโหม่ง เวลาร้องหรือปี่พาทย์รับจะใช้กรับอย่างละครในตีเป็นจังหวะ เวลาบรรเลงรับเพลงที่ต้นเสียง และลูกคู่ร้อง ก็ผลัดกันรับคนละคำขึ้นอยู่กับเพลงนั้นมีกี่ท่อน วงหนึ่งจะต้องรับไปทุกท่อนจนจบเพลงจึงจะเปลี่ยนวง เพื่อผลัดกันบรรเลงต่อไป

    ๔. โขนหน้าจอ โขนหน้าจอจะมีลักษณะโรงแบบโรงหนังใหญ่ การบรรเลงของวงปี่พาทย์ยังคงเหมือนโขนโรงใน แต่ลดวงปี่พาทย์เหลือเพียงวงเดียว โดยตั้งหันหน้าเข้าหาโรงเช่นเดียวกับการแสดงหนังใหญ่ ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงให้วงปี่พาทย์มาตั้งอยู่ข้างต้นเสียง และลูกคู่ด้านหลังจอเพื่อมิให้บังสายตาคนดู โขนหน้าจอจะมีการร้องรับตามแบบการแสดงหนังใหญ่

    ๕. โขนฉาก การบรรเลงของวงปี่พาทย์เป็นเช่นเดียวกับโขนโรงใน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่แสดงเท่านั้น และมีการมีการร้องรับแบบละครใน

    เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาอาการและบทบาทต่าง ๆ ของโขน
    เพลงเข้าม่าน ประกอบการเดินเข้าฉากในระยะใกล้ๆ ของหุ่นตัวเอก
    เพลงเสมอ ประกอบการไปมาในระยะใกล้ๆ
    เพลงเชิด ประกอบการไป มาในระยะไกล ๆ และใช้ในการต่อสู้
    เพลงตระนิมิตร ประกอบการแปลงกายของตัวหุ่นที่เป็นตัวเอก ๆ
    เพลงชุบ ประกอบการเดินของนางกำนัล เช่น เมื่อนางยี่สูนใช้นางกำนัลให้ไปตามพราหมณ์ ปี่พาทย์ก็จะทำเพลงชุบ
    เพลงโลม ประกอบการโลมเล้าเกี้ยวพาระหว่างตัวหุ่นที่เป็นตัวเอก มักต่อด้วยเพลงตระนอน
    เพลงตระนอน ใช้สำหรับหุ่นตัวเอกเมื่อจะเข้านอน โดยมาบรรเลงต่อจากเพลงโลม
    เพลงโอด ประกอบการเศร้าโศกเสียใจ
    เพลงโล้ ประกอบการเดินทางทางน้ำ เช่น พระอภัยมณีโดยสารเรือสำเภาหรือเกาะหลังเงือกว่ายน้ำหนีผีเสื้อ
    เชิดฉิ่ง ประกอบการเดินทาง การเหาะ เช่น เบญจกายเหาะมายังเขาเหมติรันเพื่อแปลงเป็นสีดาลอยน้ำไปลวงพระราม หรือการติดตาม เช่น พระลอตามไก่ รามสูรตามนางเมขลา
    เชิดกลอง บรรเลงต่อจากเพลงเชิดฉิ่ง
    เพลงรัวต่างๆ ประกอบการแผลงอิทธิฤทธิ์ หรือแปลงตัวอย่างรวบรัด
    เพลงกราวนอก ประกอบการยกทัพตรวจพลของกระบวนทัพฝ่ายมนุษย์
    เพลงกราวใน ประกอบการยกทัพตรวจพลของกระบวนทัพฝ่ายยักษ์

     

  • เครื่องแต่งกายของโขน

    เครื่องแต่งกายของโขน

    เครื่องแต่งกายของโขนมีดังนี้

    ๑. ตัวพระ สวมเสื้อแขนยาวปักดิ้น และเลื่อม มีอินทรธนูที่ไหล่ ส่วนล่างสวมสนับเพลา (หมายเหตุ : กางเกง) ไว้ข้างใน นุ่งผ้ายกจีบโจงไว้หางหงส์ทับสนับเพลา ด้านหน้ามีชายไหวชายแครงห้อยอยู่ ศีรษะสวมชฎา สวมเครื่องประดับต่างๆ เช่น กรองคอ ทับทรวง ตาบทิศ ปั้นเหน่ง ทองกร กำไลเท้า เป็นต้น แต่เดิมตัวพระจะสวมหัวโขน แต่ภายหลังไม่นิยม เพียงแต่แต่งหน้า และสวมชฎาแบบละครในเท่านั้น

    ๒. ตัวนาง สวมเสื้อแขนสั้นเป็นชั้นในแล้วห่มสไบทับ ทิ้งชายไปด้านหลังยาวลงไปถึงน่อง ส่วนล่างนุ่งผ้ายกจีบหน้า ศีรษะสวมมงกุฎ รัดเกล้า หรือกระบังหน้าตามแต่ฐานะของตัวละคร ตามตัวสวมเครื่องประดับต่างๆ เช่น กรองคอ สังวาล พาหุรัด เป็นต้น แต่เดิมตัวนางที่เป็นตัวยักษ์ เช่น นางสำมนักขา นางกากนาสูร จะสวมหัวโขน แต่ภายหลังมีการแต่งหน้าไปตามลักษณะของตัวละครนั้นๆโดยไม่สวมหัวโขนบ้าง

    ๓. ตัวยักษ์ เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายตัวพระ จะแตกต่างกันที่การนุ่งผ้า คือ ตัวยักษ์จะนุ่งผ้าไม่มีหางหงส์ แต่มีผ้าปิดก้นลงมาจากเอว ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละคร ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยชนิด

    ๔. ตัวลิง เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายตัวยักษ์ แต่มีหางลิงห้อยอยู่ใต้ผ้าปิดก้นอีกที สวมเสื้อตามสีประจำตัวในเรื่องรามเกียรติ์ ไม่มีอินทรธนู ตัวเสื้อปักลายขดเป็นวง สมมุติว่าเป็นขนตามตัวลิง ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละคร ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๐ ชนิด