อยากกลับเป็นเด็ก

ลองกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง เพื่อการเรียนรู้ครั้งใหม่ ชาร์ตจินตนาการให้ตนเอง

เชื่อว่าหลายคน คงเคยรู้สึกอยากกลับเป็นเด็กๆ ทุกครั้งที่เห็นไอ้ตัวเล็กวิ่งซนอย่างสนุกสนานและหลายคนชอบช่วงชีวิตวัยเด็กมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องเครียดกับการทำงานหาเงินมาใช้จ่าย หรือความรับผิดชอบที่มีมากขึ้น

ที่สำคัญ การเติบโตขึ้นทำให้ความกล้าหลายๆ อย่างหดหายไปด้วย เช่น การทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ไล่จับอย่างสนุกสนาน และการหัวเราะอย่างเต็มที่ ความสามารถเหล่านี้หายไปเมื่อคุณเติบโตขึ้น มีภาระมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเครียดเข้ามารุมทึ้งอย่างในทุกวันนี้ด้วย

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ลองยืมความสามารถของหลานๆ หรือไอ้ตัวเล็กที่บ้าน แล้วปฏิบัติการย้อนอดีตกลับเป็นเด็ก เพื่อเรียนรู้ความชำนาญที่เคยมีกันสักครั้งดีกว่า มีหลายเรื่องที่รอให้คุณเรียนรู้จากความเป็นเด็กอยู่นะครับ

1. ควบจักรยานคันเก่งหรือสเกตบอร์ดคู่ใจ

ถ้าคุณไม่มีเวลาออกกำลังกายในห้องยิม ไม่ว่าจะเป็นเพราะเวลาที่มีอยู่โดนงานแย่งไปหมด หรือเป็นเพราะการจราจรติดขัดจนไม่อยากออกไปไหน ทำไมไม่ลองขี่จักรยานของหลาน วนในหมู่บ้านสักรอบสองรอบล่ะ ในเมื่อเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เลว ได้เผาผลาญอาหารอย่างเต็มที่ ออกกำลังกายเกือบทุกส่วน แถมยังสนุกอีกต่างหาก

นอกจากนี้ สถาบันจักรยาน ยังมีผลวิจัยออกมาด้วยว่า การขี่จักรยานอย่างสนุกสนานทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและอ่อนวัยขึ้นอีก 10 ปีเชียวนะครับ หรือไม่อย่างนั้น ก็หยิบสเกตบอร์ดขึ้นมาไถลเล่นก็ได้ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยมอีกวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะระยะทางใกล้ๆ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร แล้วจะรู้ว่ามันทำให้คุณสนุกแค่ไหน แถมยังทำให้ร่างกายแข็งแรงอีกต่างวหาก

2. ขว้างความโกรธทิ้งไป

บางครั้งในเวลาเครียดจัดๆ คุณคงอยากตะโกนด่าตัวเองให้สะใจ ซึ่งเป็นวิธีการระบายความโมโหของผู้ใหญ่ แต่บางทีก็ทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้ เลยพานเครียดไปกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย ลองวิธีง่ายกว่านั้นของเด็กๆ ดีกว่าครับ

เด็กๆ สามารถขว้างความโกรธทิ้งได้ง่ายๆ จะด้วยการอาละวาดในขอบเขตที่ผู้ใหญ่ให้แสดงออกซึ่งก็คือคุณนั่นเอง หรือจะเป็นการตะโกนโวยวาย ตะบันหมัดลงบนหมอน การระบายออกจะทำให้ความโกรธลดลง ความเครียดก็จะไม่เข้ามากร้ำกราย อีกทั้งการระบายความโกรธยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคความดันเลือดได้เป็นอย่างดี เลิกเก็บกดความแค้นหรือความอาฆาตพยาบาทได้แล้ว ระบายมันออกให้หมดดีกว่า จะระบายออกให้โลกรู้หรือจะอยู่คนเดียว เลือกเอาครับ

3. หัวเราะให้เต็มเสียงบ้าง

นานแค่ไหนแล้ว ที่คุณได้แค่ฉีกยิ้มเท่าที่จำเป็น หรือเท่าที่สังคมต้องการเท่านั้น นานแค่ไหน ที่ไม่ได้หัวเราะอย่างสนุกสนาน ถ้านานมากจนคุณแทบจำไม่ได้แล้วว่าตลกมุขสุดท้ายที่ปล่อยก๊ากออกมามันคือเรื่องอะไร เห็นทีจะต้องทบทวนความทรงจำกันใหม่ได้แล้ว

เด็กๆ สามารถหัวเราะได้ทุกเรื่อง ยิ่งเล็กยิ่งบริสุทธิ์ เด็กวัย 6 ขวบหัวเราะมากถึงวันละ 30 ครั้งเชียว เพราะทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับพวกเขา แล้วมันจะทำให้พวกเขามีความสุขซะด้วย ลองคิดแบบเด็กๆ มองหามุขใหม่ๆ ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับตนเอง

การหัวเราะยังช่วยเปลี่ยนแปลงอารมณ์เสียให้คืนเป็นดี ลดความเครียดและส่งพลังงานไปยังสมองด้วย ทำให้สมองคุณปลอดโปร่งขึ้น เชื่อไหมครับ แค่ยิ้ม 10 นาที จะทำให้ระดับอิมมูโนโกลบินในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาอารมณ์ดีๆ ไว้ได้นนานอีก 45 นาทีต่อมาด้วย นอกจากนี้ การหัวเราะยังช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น เขาถึงได้บอกกันไงครับ ว่า “หัวเราะคือยาชูพลัง”

4. อย่าลืมฝันที่เคยมี

ผู้ที่ไม่มีฝัน ยากที่จะทำตัวเองให้สมบูรณ์ได้ และมันยังเป็นการปิดกั้นโลกแห่งจินตนาการของตัวเอง งานส่วนใหญ่หรือแม้แต่การดำเนินชีวิต ไม่ได้ใช้เฉพาะหลักความเป็นจริงเท่านั้น แต่ต้องมีจินตนาการช่วยเสริมให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ด้วย

สังเกตุง่ายๆ เด็กๆ มักมีคำถามแปลกๆ มีความคิดแปลกๆ ที่ผู้ใหญ่มักคาดไม่ถึงเสมอ พวกเขาสามารถรับรู้ข้อมูลและเก็บไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังนำสิ่งที่ได้รับรู้มารวมเข้ากับจินตนาการ สร้างสรรค์การเล่นรูปแบบใหม่ๆ ของพวกเขาเสมอ พวกเขาทำได้อย่างไร

อันที่จริง ผู้ใหญ่ก็เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนทั้งนั้น ในวัยเด็ก คุณคิดและทำในสิ่งที่ต้องการ แม้บางอย่างคุณเองก็นึกไม่ถึงว่าจะทำได้ แต่คุณก็ทำมันมาแล้ว ถ้าคุณอยากมีไอเดียใหม่ๆ หรืออยากให้ความคิดดีๆ เกิดขึ้นกับตัวเอง ลองคุยกับเด็กๆ คิดแบบเด็กๆ แล้วจะพบคำตอบ

อย่างไรก็ตาม…ควรจำกัดขอบเขตจินตนาการไว้บ้าง ไม่เช่นนั้น คุณอาจหลุดจากโลกของความเป็นจริงไปได้นะครับ

5. หยุดความกลัว เปิดรับสิ่งใหม่

เด็กๆ มักทำในสิ่งที่พวกเขาได้รับแรงกระตุ้นอย่างแท้จริง โดยไม่กลัวว่ามันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร ไม่กลัวที่จะเสียฟอร์มด้วย พวกเขาก็เลยมีเพื่อนใหม่ได้ทุกที่ สนุกได้ทั้งวัน ไม่เครียดแล้วหน้าก็อ่อนตามอายุด้วย

แต่พอโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น มีภาระมากขึ้น ก็เลยทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ขี้ระแวง หวาดกลัวไปทุกเรื่อง ไม่กลัวเสียเงินก็กลัวเสียฟอร์มนั่นแหละครับ ลองปรับใหม่มาคิดแบบเด็กๆ เลิกฟอร์มจัด เลิกเก๊กมาดขรึม มีน้ำใจช่วยเหลือใครรอบข้างเหมือนเด็กๆ ดูสิ จะรู้ว่าโลกนี้ยังสนุกสนาน ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด

6. อย่ากลัวเทคโนโลยี

อันที่จริงโรคนี้น่าจะหายตั้งนานแล้ว เพราะเทคโนโลยีทั้งคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ก็เข้ามานานแล้ว แม้แต่คนสูงอายุก็ยังมีโรงเรียนสอนเล่นอินเตอร์เน็ต สอนเขียนโฮมเพจ สอนให้ส่งอี-เมล์กันแล้ว

ยอมรับครับว่า เด็กๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ แต่การที่ผู้ใหญ่บางคนไม่ยอมรับ หรือยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่พวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะความกลัวที่เกิดขึ้นมากกว่า กลัวเสียฟอร์มทำไม่เก่งเท่าเด็ก กลัวโดนล้อ ถ้าเป็นอย่างนั้น มีหวังชาตินี้คุณก็ต้องเป็นหนุ่มฟอร์มจัด แถมยังล้าหลังไปโดยไม่รู้ตัวแน่ๆ

งัดเอาความสามารถที่แท้จริงมาใช้ซิครับ กำจัดความกลัว กำจัดอาการฟอร์มจัดจนปิดโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจรอบตัวดีกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรเรียนรู้ทั้งบนโลกและนอกโลกใบนี้ด้วยนะครับ

Image by Ananda Wisely from Pixabay

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.