ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง

0
12
ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง

“ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง”

เราจะไม่พูดถึงการ “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้” เพราะมีหลายท่านที่เรียนภาษาอังกฤษกันมาแล้วมากมาย บางคนก็ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษ บางคนก็เรียนจบเอกภาษาอังกฤษมาโดยตรง บางคนก็ลงทะเบียนเรียนกับเราจนครบ 240 ชั่วโมงแล้ว ทักษะอื่นอยู่ตัวแล้ว สามารถฟังได้ดี สามารถอ่านได้ดี บางท่านก็สอบ TOEIC, TOEFL, IELTS, หรือ ข้อสอบวัดทักษะตัวอื่นๆ จนได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว มีความพร้อมที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองพูดได้ไม่คล่อง เรามาแก้ไขกันเถอะ

สาเหตุที่พูดไม่คล่องคืออะไร?

สาเหตุที่ผู้เรียนยังรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่คล่องก็เพราะ “ไม่ได้พูดบ่อย” นั่นเอง นั่นคือ “ผู้เรียนยังไม่ได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษบ่อยมากพอ” เพราะคำว่า “พูดคล่อง” แปลความหมายออกมาตรงๆ ก็คือ “ผู้พูดได้เคยอ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษแล้วนับชั่วโมงไม่ถ้วน” ถ้าผู้เรียนต้องการที่จะพูดคล่อง ก็มีทางเดียวที่จะทำได้คือ “หาทางพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษให้ได้ปริมาณที่มากที่สุด และให้ได้ชั่วโมงที่มากที่สุด” เท่าที่ต้องการ นั่นก็คือ ยิ่งผู้เรียนต้องการที่จะพูดคล่องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเพิ่มชั่วโมงการพูดให้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่มีทางลัดอื่น

แน่นอนถ้าผู้เรียนสามารถมีฝรั่งมานั่งพูดคุยด้วยวันละเป็นชั่วโมงๆ ได้ละก็ ภายในเวลาไม่นาน ผู้เรียนก็จะสามารถพูดได้คล่องดังปรารถนา แต่มันไม่มี ในชีวิตจริงมีคนน้อยมากที่จะโชคดีได้ขนาดนั้น ไม่มีฝรั่งที่ไหนจะมานั่งคุยกับเราได้เป็นชั่วโมงๆ ไม่เชื่อคุณลองเดินไปแถวตรอกข้าวสารดูสิ เดินไปทักฝรั่งสักคน ส่วนใหญ่คุยกัน 3 ประโยค 5 ประโยคก็จากกันไปแล้ว บางคนทำงานอยู่ในหน่วยงานขนาดใหญ่ มีฝรั่งมากมายเดินไปเดินมา แต่ก็ไม่ได้คุยกับใคร บางคนเดินสวนทางกับฝรั่ง ทักกันวันละ 3 รอบผ่านไปเป็นปีแล้ว ก็ยังไม่ได้ฤกษ์คุยกันเสียที บางคนลงทะเบียนเรียนกับครูฝรั่ง เรียนกันวันละครั้ง ชวนกันคุยรอบห้องกว่าจะวนมาถึงรอบตัวเองปรากฏว่าได้พูดกันแค่วันละไม่ถึง 10 ประโยค สรุปจบคอร์ส 30 ชั่วโมงได้พูดภาษาอังกฤษไม่ถึง 300 ประโยคดี ซึ่งปริมาณเท่ากล่าวมานั้นยังไม่มากพอที่จะทำให้พูดคล่องได้

แล้วจะแก้ได้อย่างไร?

การฟังเป็นภาค Input ของการพูด ก่อนที่เราจะฝึกพูดได้ เราต้องฝึกฟังให้ได้ก่อน การจะฟังให้ได้ดีก็จะต้องมีชั่วโมงการฟังที่มากพอ ฟังบ่อยจนเป็นอัตโนมัติ ฟังให้ออกทุกคำ ฟังให้รู้ความหมายทุกประโยค เมื่อทักษะการฟังของเราอยู่ตัวดีแล้ว อัตโนมัติดีแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการฝึกพูดซึ่งเป็นทักษะภาค Output

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่าทักษะการฟังของตัวเองมีมากพอหรือยัง ให้ฟังภาษาอังกฤษแบบช้าจาก VOA Special English มาทดลองฟังดู ถ้าฟังแล้วรู้เรื่องดี มีฟังไม่ออกบ้างก็เฉพาะชื่อคน ชื่อสถานที่ หรือชื่อเฉพาะอื่นๆ บ้าง เป็นบางชื่อเท่านั้น ท่านก็สามารถฝึกพูดตามได้ ทดสอบให้แน่ใจอีกทีได้โดยการถอดบทความที่ได้ฟังออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อที่จะได้เอาไว้ตรวจสอบการพูดในขั้นตอนสุดท้ายได้ต่อไป แหล่งที่แนะนำให้ใช้นอกจาก VOA Special English แล้ว ผู้เรียนยังสามารถหาซื้อหนังสือ + เสียง (สารคดี หรือนิยาย) แบบ Simplified ได้จากร้านหนังสือทั่วไป

เราต้องฝึกพูดเองด้วยการใช้การฟังเป็นตัวช่วย ไม่ต้องใช้ฝรั่งตัวเป็นๆ เพราะเราต้องการชั่วโมงการฝึกที่มากพอสมควร และจะต้องทำการฝึกซ้ำๆ เพื่อที่จะให้เกิดความชำนาญ หลายคนอาจจะเคยมีปัญหาในกรณีที่ต้องการทวนประโยค ถ้าหากมีประโยคใดประโยคหนึ่งที่ผู้เรียนฟังไม่ทัน หรือฟังทันแล้วแต่ไม่ get และต้องขอให้ผู้พูดพูดทวนประโยคนั้น การพูดทวนแค่ครั้งสองครั้งไม่เป็นไร แต่เมื่อทวนหลายครั้งเข้าผู้พูดทวนให้เราฟังอาจจะหงุดหงิดได้ ซึ่งเมื่อเราใช้ไฟล์เสียงเป็นตัวช่วยจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ดี เสียงที่จะนำมาใช้ฝึกพูดไม่ควรมีความเร็วมากเกินไป ความเร็วต้องพอให้ผู้ฝึกสามารถพูดตามได้ ไม่ควรมีการพูดอธิบายเป็นภาษาไทยไว้ในเทป เพราะจะทำให้ความคิดที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่เกิดการสะดุดขึ้นได้ และที่สำคัญสำเนียงในเทปต้องชัดเจนและฟังง่าย

เมื่อมีอุปกรณ์ครบแล้วก็ลงมือฝึก และนำมาฝึกหลายๆ รอบก่อน เพื่อที่จะสามารถฟังได้อย่างชัดเจน และฝึกพูดตามได้ เมื่อฟังชัดเจนดีแล้วก็ลงมือหัดพูดตาม ประโยคต่อประโยค ฟังหลายๆ รอบ และอ้าปากพูดออกมา “ตาม” จังหวะจะโคนของต้นแบบ แรกๆ ผู้ฝึกจะรู้สึกว่าออกเสียงบางคำไม่คล่อง และลิ้นมักจะพันกัน ไม่เป็นไรให้ฝึกไปเรื่อยๆ ฝึกพูดซ้ำประโยคเดิมหลายๆ ครั้ง จนสามารถพูดออกมาได้อย่างสบายใจ มั่นใจ ไม่เคอะเขิน บทสนทนาโดยทั่วไปจะมีจำนวนประโยคประมาณ 350 ประโยคต่อ 30 นาที ดังนั้น การฝึก 1 ชั่วโมงจะทำให้เราสามารถอ้าปากพูดเป็นภาษาอังกฤษออกมาได้ถึง 700 ประโยค ฝึก 10 วันเท่ากับ 7,000 ประโยค ฝึก 30 วันเท่ากับ 21,000 ประโยค ถ้าฝึกเช้า 1 ชั่วโมง บวกเย็น 1 ชั่วโมง ภายใน 1 เดือนผู้ฝึกจะได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษมากถึง 42,000 ประโยค ซึ่งปริมาณที่ได้นี้เพียงพอแน่นอนสำหรับการฝึกพูดเพื่อให้เกิดความคล่อง

ส่วนภาษาอังกฤษแบบช้าที่เป็นสารคดี หรือข่าว นั้นจะมีจำนวนคำประมาณ 6,000 คำต่อ 30 นาที ผู้ฝึกสามารถนำมาเป็นต้นแบบเพื่อฝึกพูดได้ ซึ่งก่อนที่จะนำเอาไฟล์เสียงความเร็วไม่มากเหล่านี้มาฝึกพูด ผู้ฝึกจะต้องมีทักษะการฟังที่มากพอ สามารถฟังทั้งหมดได้อย่างชัดเจนสบายใจก่อน ส่วนการฝึกพูดตามต้องอาศัยการกดปุ่ม Pause ในขณะที่เล่นเป็นช่วงๆ หรือทำการ Pause ทีละประโยค เพื่อที่จะเว้นจังหวะเอาไว้พูดตาม ซึ่งเมื่อรวมจังหวะการหยุด (Pause) และพูดตามแล้วภายใน 1 ชั่วโมงผู้ฝึกจะได้ออกเสียงภาษาอังกฤษมากถึง 6,000 คำ ซึ่งเท่ากับ 60,000 คำภายใน 10 วัน 180,000 คำภายใน 1 เดือน และ 360,000 คำถ้าฝึกเช้าเย็นภายใน 1 เดือน คุณจะพูดได้คล่องแน่

ถ้าต้องการทักษะมากกว่านี้ล่ะ?

แน่นอน ยิ่งฝึกมากชั่วโมง ทักษะที่ได้รับก็ย่อมเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว คุณต้องการความคล่องมากแค่ไหนล่ะ?

แล้วจะทดสอบได้อย่างไร?

การทดสอบเบื้องต้นของเราก็คือ เมื่อคุณฝึกจนพอใจแล้ว มั่นใจแล้ว คล่องแล้ว ให้คุณนำเอาบทความเดิมที่คุณหัดพูดตาม (บทสนทนา หรือสารคดี) มาอ่านออกเสียงโดยไม่ต้องใช้เทปนำ อ่านดูหลายๆ รอบเมื่อมั่นใจว่าสามารถอ่านได้ดีแล้ว ให้หาเทปเปล่ามา 1 ม้วนเพื่อนำมาอัดเสียงของตัวเอง อัดให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วลองเอามาเปิดฟังดูซิว่า “เรา” พอใจการพูดของตัวเองมากแค่ไหน เพราะคนที่จะมาตัดสินว่าคล่องหรือไม่คล่องในเบื้องต้นก็คือ “ตัวเรา” นั่นเอง เมื่อเราพอใจแล้ว มั่นใจแล้วก็สามารถออกไปพบปะพูดคุยกับฝรั่งได้ดังใจปรารถนา ซึ่งยิ่งเมื่อเราได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษต่อไปอีกนานเท่าไหร่ บ่อยเท่าไหร่ ทักษะของเราก็จะสะสมเพิ่มพูนมากขึ้นต่อไป

การฝึกพูดดังที่กล่าวทั้งหมดนี้ ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีทักษะการฟังภาษาอังกฤษดีพอสมควร และสำหรับผู้ที่ฝึกตามหลักสูตรของเราครบ 240 ชั่วโมงแล้วเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ฝึกสำหรับผู้ที่ทักษะการฟังยังไม่พร้อม หรือพึ่งเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษได้ไม่นาน

Leave a comment

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.