เรื่องขำๆ

เรื่องขำๆ สั้นๆ เรื่องตลก สั้นๆ เรื่องฮาๆ สั้นๆ เรื่องตลก 18+ เรื่องขำขัน

กลับบ้านซะเหอะ

หนุ่มสามนายนั่งดื่มเหล้าอยู่ในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นขี้เมาคนหนึ่งได้เดินโซเซเข้ามาในร้าน และมุ่งตรงมายังโต๊ะของสามสหาย แล้วชี้หน้าหนุ่มรูปงามที่นั่งอยู่ตรงกลาง พลางตะโกนว่า "แม่นายน่ะน่ารำคาญ และก็เซ้าซี้ที่สุดในย้านนี้เลย แบบที่ชั้นไม่เคยเจอมาก่อน" ทุกคนคิดว่า หมอนั่นต้องลุกขึ้นฟาดปากตาเฒ่าขี้เมาคนนี้เป็นแน่แท้ แต่เจ้าหนุ่มคนนั้นกลับเฉย ไม่พูดว่าอะไรซักคำ ส่วนขี้เมาได้เดินโซเซกลับไปนั่งที่มุมร้าน สิบนาทีต่อมา ตาเฒ่าขี้เมาก็กลับมาอีก แล้วชี้หน้าหนุ่มคนเดิม พลางตะโกน "ชั้นเพิ่งด่าแม่แกมาหยกๆ เองไอ้ลูกหมา" เหมือนเดิมเจ้าหนุ่มนั่งเงียบ ส่วนตาเฒ่าขี้เมาก็พยุงกายกลับไปนั่งที่เก่า อีกสิบนาทีให้หลัง ตาเฒ่าขี้เมาคนเดิมก็เดินโซเซย้อนมาอีก แล้วก็ชี้หน้าหนุ่มจอมขรึม พลางตะโกน "แม่แกไม่กล้าที่จะหือกับชั้นหรอก ชั้นแค่ชี้หน้าก็หงอแล้ว" ทุกคนในร้านขยับตัว เตรียมเคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมดูมวยฟรีแน่นอน เจ้าหนุ่มจุ๊ปาก...

จุดใต้ตำตอ

ขณะหนุ่มใหญ่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เพลินๆ ในเช้าวันหนึ่ง ภรรยาก็ย่องมาข้างหลัง แล้วเอากระทะฟาดหัวสามีเสียงดังผ่าง! สามีร้อง "มาตีหัวกันทำไมเล่า?" ภรรยาตอบ "ชั้นเจอกระดาษในกระเป๋ากางเกงคุณแผ่นนึง เชียนชื่อไว้ว่า "รุจิรา บอกมาเดี๋ยวนี้นะ ว่าหล่อนเป็นใคร?" "โถ ที่รัก" สามีควรญ "จำได้ริเปล่า สองอาทิตย์ก่อน พี่ไปเล่นม้าจำได้มั้ย เพราะฉะนั้นรุจิราก็คือ ชื่อม้าตัวที่พี่แทงไง" ภรรยาได้ฟังก็พอใจ รีบขอโทษขอโพย แล้วก็หันกลับไปทำงานบ้านต่อ สามวันต่อมา ขณะที่หนุ่มใหญ่กางหนังสือพิมพ์อ่านอยู่เงียบๆ ภรรยาสุดสวยก็ฟาดหัวสามีด้วยกระทะเสียงดังผ่างอีก! เจ้าหนุ่มใหญ่โมโหสุดขีด แล้วตวาดแว๊ดว่า "อะไรอีกเล่า?" ภรรยาตอบ "ม้าของคุณโทร.มา...

ห้ามเบี้ยว

คุณแม่กำลังปลุกลูกชายแต่เช้า "ตื่นได้แล้วนะลูก มันสายมากแล้วนะ ถึงเวลาต้องไปโรงเรียนแล้วรู้มั้ย" เจ้าลูกชายบิดขี้เกียจ "ก้อผมไม่อยากไปโรงเรียนนี่ฮะแม่" คุณแม่ออกแรงฉุดให้ลูกลงจากเตียง "ทำไมล่ะ ไหนลองบอกเหตุผลที่ไม่อยากไปโรงเรียนกับแม่มาซัก 2 ข้อซิ" ลูกชายตอบทั้งตายังคงปิดอยู่ "ข้อแรก พวกเด็กๆ เกลียดผม" "ส่วนข้อสอง พวกครูๆ ก็เกลียดผมด้วยนี่ฮะแม่ ผมไม่อยากไปโรงเรียนนี่แม่" คุณแม่ไม่ละความพยายาม "นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ลูกจะไม่ไปโรงเรียนนะ เข้าใจมั้ย" ลูกชายพลิกตัวกลับมาแล้วย้อนถามผู้เป็นแม่ว่า "งั้นแม่ลองบอกเหตุผมมาซัก 2 ข้อซีฮะว่า ทำไมผมต้องไปโรงเรียนด้วย" คุณแม่ชักโมโห แล้วก็ตะโกนใส่หูลูกชายตัวดีว่า "ข้อแรก ลูกน่ะอายุ 56 แล้ว" "ส่วนข้อสอง ลูกน่ะเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ด้วย"  

ดับซ่าหัวโจก

ในชั่วโมงฟิสิกส์ ขณะที่อาจารย์กำลังบรรยายเนื้อหาวิชาอันยุ่งยากซับซ้อน เจ้าเด็กมัธยมปลายขาซ่าประจำห้องก็โพลงออกมาขึ้นว่า "อาจารย์! ทำไมผมต้องมานั่งเรียนอะไรยากๆ หยั่งงี้ด้วยนะ?" "เพื่อช่วยชีวิตคนน่ะสิ" อาจารย์ตอบ นักเรียนตัวแสบเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ลดละความซ่าลง แล้วตะโกนถามคุณครูอีกว่า "อาจารย์! ไอ้วิชาฟิสิกส์เนี่ยนะ มันมีไว้ช่วยชีวิตคนได้" "ใช่" อาจารย์ตอบอย่างหนักแน่น "เอาไว้กันไม่ให้พวกงี่เง่าอย่างเธอเอ็นติดคณะแพทย์นะสิ!"

ไม่น่ารอด

เด็กชายสองคนนั่งรอหมออยู่หน้าห้องตรวจ เจ้าหนูคนหนึ่งกำลังร้องไห้จ้า เจ้าหนูคนที่สอง : นั่นนายร้องไห้ทำไม? เจ้าหนูคนที่หนึ่ง : ชั้นมาตรวจเลือด เจ้าหนูคนที่สอง : นายกลัวเข็มละสิใช่ม๊า? เจ้าหนูคนที่หนึ่ง : ไม่ใช่ ชั้นตรวจไปแล้ว แต่พวกพยาบาลนั่นนะ ทำนิ้วชั้นขาด พอเจ้าหนูคนที่สองได้ฟังเข้า ก็ถึงกับปล่อยโฮออกมาดังลั่น ส่วนเจ้าหนูคนแรกเห็นแล้วก็งง เจ้าหนูคนที่หนึ่ง : แล้วทำไมนายถึงต้องร้องไห้ด้วยล่ะ เจ้าหนูคนที่สอง : ก็ชั้นกำลังรอตรวจฉี่!

ถึงได้รวย

ขณะที่มหาเศรษฐีนายหนึ่งนั่งรถตู้คันงามกลับบ้าน ได้มองออกไป ยังนอกหน้าต่าง เห็นชายซอมซ่อสองนายกำลังกินหญ้าอยู่ที่ข้างถนน จึงได้บอกให้คนขับรถจอดรถ แล้วมหาเศรษฐีก็ชะโงกหน้าออกไปถาม "ทำไมพวกนายถึงได้มากินหญ้า อยู่ยังงี้ล่ะ" "ก็เราไม่มีอะไรจะกินนี่ครับ" ชายคนหนึ่งในสองตอบ "อืม งั้นมากับชั้นเอามั้ย" เศรษฐีเอ่ยปากชวนชายสองนาย "แต่ท่านครับ" ชายซอมซ่อลังเล "ผมมีภรรยา กับลูกอีกสองคนนะครับ" "ไปพามาเลย" มหาเศรษฐีตอบ แล้วหันไปทางอีกคน "นายด้วยเอามั้ย" "แต่ท่านครับ" ชายคนที่สองลังเลเหมือนกัน "ผมเองก็มีภรรยา กับลูกอีกหกคนนะครับ" มหาเศรษฐีหัวเราะหึๆ "ไปพามาทั้งหมดนั่นแหล่ะ" แล้วผู้หญิงกับเด็กๆ ก็ทยอยขึ้นรถตู้จนครบทุกคน ระหว่างทาง ชายคนแรกเอ่ยถามเศรษฐีว่า "ท่านมีจิตใจกรุณาอย่างมากครับ ที่เมตตาสงสารพวกเราเช่นนี้" "ไม่ใช่หยั่งงั้น"...

ผิดงาน

ขณะชายชรานอนป่วยใกล้จะตายอยู่ในห้องนอนชั้นบน พลันจมูกก็ได้กลิ่นคุ๊กกี้ชอกโกแลตที่สุดแสน จะโปรดปราน ด้วยความอยากลิ้มรสคุ้กกี้ชิ้นสุดท้ายของชีวิต เจ้าตัวจึงคลานลงจากเตียง แล้วคลานลงบันไดไปยังห้องครัว ชายชรารวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายทั้งหมด เอื้อมมือขึ้นไปบนโต๊ะกินข้าวซึ่งมีคุ้กกี้ที่เพิ่งจะอบเสร็จใหม่ๆ วางกองอยู่เต็มถาดพูนๆ ขณะที่ภรรยากำลังง่วนอยู่หน้าเตาอบ พอหยิบคุ้กกี้อุ่นๆ กลิ่นชอกโกแลตได้ ยังไม่ทันได้เอาใส่เข้าปาก ภรรยาได้หันมาเห็นเข้าพอดี จึงตีมือดังเพี๊ยะ "ตีพี่ทำไมล่ะ?" ชายชราถามเสียงแหบ ภรรยาตอบ "นี่ทำไว้เสิร์ฟในงานศพของเธอย่ะ!"

ผิดเหลี่ยม

วันหนึ่ง มหาเศรษฐีอยากสอนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้รู้จักความจน จึงพาเจ้าหนูขึ้นรถแล่นออกนอกเมือง คุณพ่อผู้ต้องการสอนด้วยของจริง กางเต้นท์นอนกับลูกในฟาร์มของชาวไร่คนหนึ่ง พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ขับรถกลับ "ไปเที่ยวคราวนี้เป็นไงมั่งลูก" คุณพ่อถาม "สนุกดีครับพ่อ" ลูกตายตอบ คุณพ่อก็เริ่มเข้าเรื่อง "แล้วลูกได้เรียนรู้อะไรมั่งล่ะ" ลูกชายตอบ "ที่บ้านเรามีหมาตัวนึง แต่บ้านนั้นมีสี่ตัว เรามีสระเล็กๆ อยู่กลางสวน แต่บ้านนั้นมีลำธารยาวไปถึงไหนก็ไม่รู้ เรามีตะเกียงนำเข้าจากต่างประเทศ แต่บ้านนั้นมีดวงดาวนับไม่ถ้วน เรามีลานบ้านที่ยาวไปถึงสนามหญ้าหน้าบ้าน แต่บ้านนั้นมีทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาเลย" พอลูกชายพูดจบ คุณพ่อก็ถึงกับใบ้กิน ลูกชายทำตาแดง ๆ พูดอีก "ขอบคุณครับพ่อที่สอนให้ผมรู้ว่า บ้านเรานี่มันจนแสนจนเลยนะครับพ่อ!

เรื่องแค่เนี้ยง่ายมากคร๊าบเจ้านาย

หนุ่มนายหนึ่งเดินเข้าไปของานทำกับคณะละคนสัตว์ เจ้าของมองลักษณะท่าทางแล้ว คิดว่าน่าจะพอมีแววเป็นผู้ช่วยคนฝึกสิงโตได้ จึงพาไปที่กรงสิงโต เมื่อไปถึง สาวน้อยแสนสวยหุ่นดีกำลังจะเริ่มหัดให้บรรดาจ้าวป่าทั้งหลายเชื่อฟังคำสั่งคนฝึกอยู่พอดี แม่สาวถอดเสื้อคลุมออกแขวน เหลือเพียงแต่ชุดฝึกน้อยชิ้นสุดเซ็กซี่ แล้วย่างสามขุมเข้าหาสิงโตเพศผู้ตัวหนึ่ง พลางก็ออกคำสั่ง สาวน้อยย่อตัวลงนั่ง เจ้าสิงโตตัวใหญ่หมอบยอบตัวลงเคียงข้าง เอาจมูกมาเคล้าเคลียแก้มของแม่สาวไปมา แล้วทั้งคู่ก็กอดกันกลม ม้วนตัวกลิ้งสามตลบไปมาอย่างน่าเอ็นดู "แบบนี้แหละ" เจ้าของคณะละครสัตว์บอก "คุณคิดว่าทำแบบนี้ได้มั้ย" "ผมมั่วใจว่าทำได้ครับ" เจ้าหนุ่มตอบหนักแน่น "แต่ก่อนอื่น เจ้านายช่วยไล่เจ้าสิงโตออกมาให้หมดก่อนได้มั้ย"

ใครกันแน่ที่เมา

ในวันเกิดครบรอบ 20 ปี ของลูกชาย พ่อจึงได้พาลูกชายไปกินเบียร์ที่บาร์แห่งหนึ่ง พ่อ : นี่ลูก ตอนนี้ลูกก็โตแล้วนะ พ่ออนุญาติให้กินเบียร์ได้ ลูก : ครับพ่อ พ่อ : (กินไปได้ซัก 4-5 แก้ว พ่อก็พูดขึ้นว่า..) จำไว้นะลูก เวลาที่เรากินเบียร์ เราต้องรู้จักว่าเวลาไหนเราควรจะหยุดเพื่อไม่ให้เมา ลูก : แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า เวลาไหนเราควรจะหยุด พ่อ : เอางี้นะลูก...

แทบสลบ

จ่าสมหมาย ตำรวจจราจรคนขยัน นั่งคุยกับจ่าสมชาย ที่ร้านกาแฟใกล้ๆ กับโรงพัก จ่าสมหมาย : เมื่อตอนลางวันนี้ มีอุปัติเหตุรถชนกัน กว่าผมจะพ่นสีบนพื้นตรงล้อรถเสร็จ ทำเอาผมลมแทบจับเลยแน่ะ จ่าสมชาย : รถชนกันกี่สิบคันวะ ถึงกับทำให้แกลมแทบจับได้ขนาดนั้น จ่าสมหมาย : ชนกันแค่สองคันว่ะ แต่เป็นรถสิบล้อชนกับรถไฟ แกลองคิดดูนะ กว่าจะพ้นล้อจนเสร็จเป็นใครลมก็จับทั้งนั้นแหล่ะ

บ้าแต่ไม่โง่

คุณหมอเดินตรวจดูอาการคนไข้ในโรงพยาบาลโรคจิต ว่าคนไหนรักษาหายแล้ว และควรจะกลับบ้านได้บ้าง "ไงครับคุณธรรมรัตน์" หัวหน้าทีมจิตแพทย์ทักคนไข้ "ตามรายงานนี่หมอลงความเห็นว่า คุณน่าจะกลับบ้านได้แล้วนะ คุณนึกไว้รึยัง ว่าออกไปจะไปทำอะไร" คนไข้นิ่งคิด แล้วตอบ "ก่อนมาอยู่ที่นี่ ผมกำลังเรียนวิศวรรมเครื่องกล ผมว่าจะกลับไปเรียนต่อครับ เพราะจบแล้วเงินดี แล้วผมคิดว่า น่าจะเขียนหนังสือเล่าประสพการณ์ในโรงพยาบาลโรคจิตออกมาขายด้วย หมอว่าดีมั้ย แล้วอีกอย่างผมอยากเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะด้วยครับ" คุณหมอพยักหน้า "เท่าที่ฟังมาทั้งหมด หมอว่าดีทั้งนั้นเลยนะ" พลางก็ขยับจะเซ็นอนุญาตให้คุณธรรมรัตน์กลับบ้านได้ "ครับ"คนไข้รับคำ แล้วที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าเวลาผมว่างๆ แล้วผมก็จะกลับมาเป็นกาน้ำชาอย่างตอนนี้ได้อีก!

หมดความกลัวแล้วเฟ้ย

เช้าวันอาทิตย์อันสดใสวันหนึ่ง ผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้พากันไปโบสถ์เหมือนเช่นทุกสัปดาห์ ก่อนถึงเวลาเทศน์ชาวเมืองหันหน้าเข้าคุยกันเป็นกลุ่มๆ อยู่บนม้านั่ง ทันใดนั้น ซาตานมารร้ายก็ปรากฎกายขึ้นในโบสถ์ ทุกคนหวีดร้องแล้วแตกตื่นวิ่งหนีเหยียบกันวุ่นวายไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพียงพักเดียวเท่านั้นโบสถ์ก็ร้างผู้คน เหลือแต่คุณปู่ซู่ซ่าคนหนึ่งเพียงคนเดียว คุณปู่นั่งจ้องหน้าศัตรูหมายเลขหนึ่งของพระเจ้าด้วยสีหน้านิ่งเฉย เจ้าซาตานย่างสามขุมเข้ามาหาชายชราผุ้นี้ เมื่อเห็นคุณปู่ยังไม่ออกวิ่งหนีตามคนอื่นๆ ไปก็ชักแปลกใจ จึงแผดเสียงก้องซักถาม "แกไม่รู้รึว่าข้าคือใคร" คุณปู่ตอบ "รู้สิทำไมจะไม่รู้" "แล้วไม่กลัวข้ารึไง" มารร้ายถามอีก "มันชินซะแล้วล่ะ" คุณปู่ตอบ "ก้อชั้นแต่งงานกับน้องสาวนายมาตั้ง 50 ปีแล้วนี่หว่า!

เวลาที่ยังเหลือ

เมื่อคนไข้ชายรายหนึ่งไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด หลังจากรู้สึกไม่ค่อยสบาย แพทย์ก็สรุปผลการวินิจฉัยให้เขารับรู้ในที่สุดว่า “ผมคงต้องบอกคุณก่อนว่านี่เป็นข่าวร้ายมากๆ คือ.. เอ่อ.. คุณกำลังจะตายน่ะครับ คุณเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วจริงๆ” “ให้ตายสิ!” คนไข้น้ำเสียงตระหนก “แล้วผมยังมีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่ครับหมอ” หมอได้แต่ตอบเสียงเศร้าว่า “สิบ,” “สิบเหรอหมอ? สิบอะไร? เดือน? อาทิตย์? หรืออะไรครับ?” หมอพยายามตอบช้า ๆ ว่า “เก้า, แปด, เจ็ด, ………”

แหม.. ก็ผมเพิ่งหัด!

เมื่อรู้ว่าหลานชายตัวน้อยหัดใช้นิ้วนับเลขสำเร็จแล้ว คุณลุงก็ขอทดสอบทันทีที่มาเยี่ยม แต่เพราะกังวลไปนิด หนูน้อยจึงขอให้คุณลุงช่วยตั้งคำถามให้ตอบ แทนที่จะโชว์เดี่ยวล้วนๆ คำถามแรกของลุงก็คือ “สามบวกสี่เป็นเท่าไหร่?” เมื่อนับนิ้วอย่างดีแล้ว หนูน้อยก็ตอบน้ำเสียงฉะฉานอย่างมั่นใจ “เจ็ดฮับ” คุณลุงเห็นอย่างนั้น ก็อดสอนไม่ได้ “ฟังนะหลานชาย เราจะยกนิ้วขึ้นมานับอยู่ตลอดไม่ได้หรอก เข้าโรงเรียนเมื่อไหร่ คุณครูจะว่าเอาได้ หลานต้องหัดคิดเลขในใจให้เป็นด้วย เอาล่ะ.. ทีนี้ก็ซุกมือในกระเป๋าแล้วตอบคำถามลุงใหม่อีกทีซิว่า ห้าบวกห้าเป็นเท่าไหร่?” หลังจากเห็นหลานชายทำมือขยุกขยิกในกระเป๋าอยู่สักพัก คุณลุงก็ได้คำตอบว่า “สิบเอ็ดฮับ!”